สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต ผลงานสะท้อนมุมมองเยาวชนโรงเรียนสระแก้ว ปลุกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและต้านโกง

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” ได้รับการสนับสนุนของกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงรุก ผุดโครงการสร้างสรรค์สื่อละครต้านทุจริต ฝีมือเยาวชนคนรุ่นใหม่จากโรงเรียนสระแก้ว ที่ลุกขึ้นมาคิดประเด็นปัญหาจริงในท้องถิ่น เชื่อมโยงการคอร์รัปชันกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมผ่านเรื่องราวของ “ผีเสื้อปางสีดา” โดยได้ศิลปินหนุ่มชื่อดัง ปอ อรรณพ ทองบริสุทธิ์,วิน กิตติพนธ์  โชติจิรนันท์,โฟน ฐานพัฒน์ อองภา มาร่วมแสดงกับน้องโรงเรียนสระแก้ว กำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาท ผู้กำกับชื่อดัง ละครต้านทุจริตสร้างแรงบันดาลใจ มุ่งหวังปลูกฝังค่านิยม “เยาวชนไม่ทนต่อการทุจริต” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

ซึ่งโครงการนี้ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกทางความคิดผ่านกระบวนการศิลปะและการแสดง โดยจุดเด่นของละครสั้นเรื่องนี้คือ “นักเรียนเป็นผู้คิดประเด็นและร่วมเขียนบทด้วยตนเอง” ซึ่งหยิบยกเอาประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ป่าปางสีดา จังหวัดสระแก้ว มาตีแผ่ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็นผลกระทบจากการทุจริตเชิงนโยบายและการละเลยหน้าที่ ซึ่งไม่เพียงทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของผีเสื้ออันล้ำค่าเท่านั้น แต่ยังทำลายอนาคตของชุมชนในระยะยาวด้วย

​ละคร ถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้มข้น สะเทือนใจ และแฝงไปด้วยแง่คิดเชิงบวก โดยผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตได้อย่างกลมกลืน การสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริตในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของเยาวชน แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวก  ต่อคนดูและสังคมในวงกว้าง เปิดมุมมองใหม่ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องเงินงบประมาณรัฐเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว

​สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้คนดูหันมาใส่ใจปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเข้าใจถึงพิษภัยของการทุจริตที่มีต่อระบบนิเวศผ่านสัญลักษณ์ “ผีเสื้อ”พร้อมกับได้รับความบันเทิงพร้อมข้อคิด การมีดารานักแสดง “ปอ อรรณพ” และการแสดงจากน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้เนื้อหาที่จริงจังเข้าถึงง่าย น่าติดตาม และซึมซับค่านิยมที่ดีได้โดยไม่รู้สึกน่าเบื่อพลังเสียงของเยาวชน สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันมีความตื่นตัว กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงในการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติ สร้างภูมิคุ้มกันการทุจริต ปลูกฝังวัฒนธรรมสุจริต ให้เติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมที่ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชน จุดประกายให้ภาคประชาชนและหน่วยงานในท้องถิ่นหันมาร่วมมือกันเฝ้าระวัง รักษา และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการทุจริตเชิงผลประโยชน์​

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” จึงถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกองทุน ป.ป.ช. ในการใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ผ่านศิลปะการแสดง ดึงเยาวชนและคนดังมาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ใสสะอาด ปราศจากการคอร์รัปชันได้อย่างแท้จริง

สามรถรับชมผลงานละครสั้นต้านทุจริต ตอนของโรงเรียนสระแก้ว กำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาทผู้กำกับชื่อดัง ออกอากาศ วันอังคารที่ 4  ส.ค. 2569 เวลา 07.30-08.00  น. ทาง ททบ.5 ช่อง 5HD และช่อง TikTok @youthml ฝากติดตามผลงานและส่งกำลังใจให้น้องๆกันด้วยน้า

ขับเคลื่อนบริหารจัดการขยะชุมชน มุ่งขยายผล ‘ตาลเดี่ยวโมเดล’ สู่การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนบริหารจัดการขยะชุมชน มุ่งขยายผล ‘ตาลเดี่ยวโมเดล’ สู่การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนบริหารจัดการขยะชุมชน มุ่งขยายผล ‘ตาลเดี่ยวโมเดล’ สู่การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คณะนักวิจัยและบุคลากรจาก ศนว. และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.) พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว ให้การต้อนรับ ดร.ปิยะนิตย์ โอนพรัตน์วิบูล ผู้อำนวยการ กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา และคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน โดยการหารือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการประเมินผลกระทบภายใต้โครงการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการประเมินผลกระทบของการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งศึกษาบทบาทของ วว. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน. )ไปสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน “ตาลเดี่ยวโมเดล” อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

ประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ ประกอบด้วย บทบาทของ วว. ในการพัฒนาชุมชน ที่มาและแนวทางดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน “ตาลเดี่ยวโมเดล” ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ตลอดจนแนวทางขยายผลเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่

ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน “ตาลเดี่ยวโมเดล” เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการจัดการขยะชุมชน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการคัดแยกขยะมูลฝอย การใช้ระบบเครื่องคัดแยกขยะอัตโนมัติ และการแปรรูปขยะพลาสติกรีไซเคิลให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างโอกาสในการนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

การหารือในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนการรวบรวมข้อมูลและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การพัฒนากลไกสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการขยายผลรูปแบบการบริหารจัดการขยะชุมชนที่เหมาะสมไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดี สกร.’ มอบแนวทางบุคลากรเตรียมอบรม ‘เกษตรธรรมชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น’ มุ่งสร้างองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

‘อธิบดี สกร.’ มอบแนวทางบุคลากรเตรียมอบรม ‘เกษตรธรรมชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น’ มุ่งสร้างองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

‘อธิบดี สกร.’ มอบแนวทางบุคลากรเตรียมอบรม ‘เกษตรธรรมชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น’ มุ่งสร้างองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมบุคลากรที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการอบรมหลักสูตรเกษตรธรรมชาติระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมอบแนวทางการเข้ารับการอบรม พร้อมถอดบทเรียนจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้และสมาคม MOA International โดยมี ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยนายสุชาญ ศีลอำนวย เลขามูลนิธิ MOA ไทย นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชลบุรี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ และบุคลากร สกร. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมสำนักงานจเร สำนักจเรทหาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สจร.กอ.รมน.)

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า ความร่วมมือกับ MOA International ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับการเรียนรู้สู่ระดับนานาชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้เข้ารับการอบรมทุกคนต้องเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และถ่ายทอดสู่ประชาชนในทุกพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำอุดมการณ์สำคัญว่า “สกร. จะอยู่ในใจของทุกครัวเรือน” โดยมุ่งใช้การเรียนรู้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ อาหาร สิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพ และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ อธิบดี สกร. ได้กล่าวแสดงความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จของ ด.ญ.สุขพร มหาศาลเมธา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านมอตะหลั่ว อ.อุ้มผาง จ.ตาก ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติ (รางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) จากการประกวดภาพวาดเด็กระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานกว่า 169,613 ชิ้นทั่วโลก

“ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของครู สกร. ที่ทำหน้าที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอน แต่เป็นผู้สร้างโอกาสให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลได้แสดงศักยภาพบนเวทีโลก และเป็นแบบอย่างของการทำงานที่เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง” อธิบดี สกร. กล่าว

นอกจากนี้ อธิบดี สกร. ยังได้มอบแนวทางแก่ผู้เข้ารับการอบรมว่า การเรียนรู้จากต่างประเทศไม่ใช่การนำรูปแบบมาปรับใช้ทั้งหมด แต่ต้องนำองค์ความรู้มาวิเคราะห์ ปรับประยุกต์ และต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวิทยากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่ชุมชน พร้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

อธิบดี สกร. กล่าวย้ำว่า โครงการนี้ดำเนินการด้วยงบประมาณของแผ่นดิน ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนจึงต้องนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างคุ้มค่า และร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “Learn to Earn” ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิ MOA และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน เพื่อพัฒนาเกษตรธรรมชาติ สุขภาวะองค์รวม และการสร้างอาชีพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

ในช่วงท้าย อธิบดี สกร. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหนังสือที่ระลึก “Sweet Heritage” เพื่อนำไปมอบแก่นายกเทศมนตรีเมืองอิสุโนะคุนิ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมย้ำว่า การดำเนินงานด้านเกษตรธรรมชาติและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของ สกร. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่อยู่ในใจของประชาชนทุกครัวเรือน

มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีตกค้างอีกต่อไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ระดับสากล หลังเปิดตัวนวัตกรรมสายพันธุ์ใหม่เพื่อสาธารณสุขไทย “ผลิตภัณฑ์สูตรสารผสมกำจัดยุงลายจากเดลตาเมทรินและพิเพอรีน (สารสกัดจากสะค้าน)” ผลงานสำคัญของนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ที่ดึงเอาสรรพคุณของสมุนไพรและเครื่องเทศพื้นบ้านไทยมาสยบภัยเงียบอย่างยุงลายได้อย่างเด็ดขาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง แถมฟอร์มเจ๋งกวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วถึง 3 รางวัลใหญ่ในปี 2026

ล่าสุดจับมือเดินหน้าเซ็นสัญญา Exclusive License กับ บจก.โฟร์ทเคม เทรดดิ้ง เพื่อการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่อควบคุมพาหะนำโรค สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์จากหิ้งสู่ห้างด้วยมูลค่าสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีสูงถึง 2,000,000 บาท โดยเตรียมผลิตลุยตลาดทั้งในประเทศและส่งออก มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก

นับเป็นก้าวสำคัญของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีของประชาชน ยุติการแพร่ระบาดของโรคติดต่อนำโดยแมลง (เช่น ไข้เลือดออก) โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ณัฐชยา คำรังษี อาจารย์สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี เจ้าของไอเดียสุดเจ๋งนี้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า อยากคิดค้นสิ่งใหม่ เพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย โดยสะค้านนั้นเป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์พริกไทย พบได้ในป่าดิบชื้น ซึ่งเถามีรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อดับคาวและเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงแค หรือเอาะหลาม รวมถึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ในการขับลมและบำรุงธาตุ นอกจากนั้นพบว่าสะค้านประกอบด้วยสาระสำคัญ “พิเพอรีน” (Piperine) ที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงได้ ดังนั้นจึงนำพืชดังกล่าวมาวิจัยและพัฒนาสูตรสารผสมร่วมกับเดลตาเมทรินในระดับห้องปฏิบัติการจนประสบความสำเร็จ

“Pain Point ใหญ่ในตอนนี้คือ ยุงลายเริ่มเกิดการต้านทานต่อสารกำจัดแมลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเพิ่มปริมาณสารเคมีในอัตราที่สูงขึ้น และต้องนำเข้าสารเคมีราคาสูงจากต่างประเทศทุกปี แต่นวัตกรรมที่ได้รับจากงานวิจัยในครั้งนี้ใช้สารสกัดจากพืชเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ที่สำคัญจากการทดสอบทางพิษวิทยาพบว่า สารออกฤทธิ์จากงานวิจัยนี้ไม่ส่งผลกระทบ (Side Effect) ต่อปลาม้าลายซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.ณัฐชยา อธิบาย

นอกจากไม่มีผลกระทบต่อปลาชนิดดังกล่าวแล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับรองประสิทธิภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) นอกจากนั้นวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีความซับซ้อน โดยนำผลิตภัณฑ์ผสมน้ำตามฉลากที่ระบุแล้วนำไปฉีดพ่นตามผนังบ้าน จะออกฤทธิ์ป้องกันและกำจัดยุงลายได้ยาวนานประมาณ 1 เดือน

ความล้ำของผลงานชิ้นนี้ การันตีด้วยการเดินสายกวาดรางวัลบนเวทีโลกในปี 2026 มาแล้วถึง 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมเหรียญทองจากงาน World Invent Singapore2024 , ITEX 2026 ที่สมาพันธรัฐมาเลเซีย รางวัล On-Stage Special Prize จากเกาหลีใต้ และรางวัล Special Prize จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. / NRCT) โดยในปัจจุบันนี้ทีมวิจัยกำลังลุยเจรจากับต่างประเทศเพื่อจดอนุสิทธิบัตรและพัฒนาสูตรใหม่โกอินเตอร์เต็มตัว

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี โทร. 0-2549-4682

จากความอยากรู้…สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

จากความอยากรู้...สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

จากความอยากรู้…สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัย ม.เกษตรศาสตร์ เผย “การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นจากความช่างสังเกตและการกล้าตั้งคำถาม” เพราะบางครั้ง การค้นพบครั้งสำคัญของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผนเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่ หรือใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัย หากแต่เริ่มต้นจาก “ความอยากรู้” และการก้มลงมองสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต

เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นกับ รศ.ดร.ปิยังกูล เหลืองเจริญกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเดิมตั้งใจเพียงขอติดตาม รศ.ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่สำรวจพรรณไม้ในป่าชายเลน ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติรัชกาลที่ 9 จ.จันทบุรี เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานภาคสนามของนักพฤกษศาสตร์

ระหว่างการสำรวจพื้นที่ รศ.ดร.ปิยังกูล สังเกตเห็นเห็ดสีขาวดอกเปื้อนโคลนขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตรที่ขึ้นอยู่บนฝักโกงกางที่ตายแล้วในเขตน้ำขึ้นน้ำลง ดอกเห็ดมีขนาดเล็กจิ๋วจนแทบมองไม่เห็น แต่ความผิดสังเกตเพียงเล็กน้อยกลับก่อให้เกิดคำถามง่ายๆ ว่า “มันคือเห็ดอะไร?”

คำถามสั้นๆนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งสำคัญ รศ.ดร.ปิยังกูล จึงนำตัวอย่างกลับมาศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา โครงสร้างระดับจุลกายวิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรม ตลอดจนการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพื่อยืนยันตัวตนของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ โดยทีมวิจัยประกอบด้วย น.ส.อนันญา สหทิพยกุล และ น.ส.วาสนา ศุภผ่องศรี นิสิตระดับปริญญาโท ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.ปิยังกูล และได้รับความร่วมมือจาก ดร.อัมพวา ปินเรือน นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในการร่วมกันวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของเห็ดชนิดนี้ และเนื่องจากดอกเห็ดมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทีมวิจัยได้รับความร่วมมือจาก ดร.จิโรจน์ แสงรัตนประ เสริฐ และนายธีร์ธวัช อาวพิทักษ์ ครูและนักเรียนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในการศึกษารายละเอียดโครงสร้างขนาดเล็กภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จนได้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการแยกชนิด

ผลการศึกษายืนยันตรงกันว่า เห็ดชนิดนี้ไม่ตรงกับข้อมูลของเห็ดชนิดใดที่เคยมีรายงานมาก่อน จึงได้รับการรับรองให้เป็น เห็ดชนิดใหม่ของโลก และนับเป็นรายงานแรกของสกุล Calathella ที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

แม้จะมีขนาดเล็ก แต่เห็ดชนิดนี้กลับมีความสามารถในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยขึ้นเฉพาะบนฝักของต้นโกงกางที่ตายแล้วในเขตน้ำขึ้นน้ำลงของป่าชายเลน ต้องเผชิญทั้งความเค็มของน้ำทะเล การจมน้ำ และการแห้งสลับกันเป็นประจำ การปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระบบนิเวศเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของวิวัฒนาการและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยพบเห็ดชนิดนี้ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จันทบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 วารสาร Tropical Natural History ได้จัดทำฉบับพิเศษรวบรวมผลงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมถวายผลงานวิชาการแด่พระองค์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพแห่งประเทศไทย” เห็ดชนิดใหม่ที่ค้นพบครั้งนี้ได้รับพระราชทานชื่อสามัญภาษาไทยว่า “เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร” และพระราชทานให้ใช้คำว่า sirindhorniae เป็นชื่อเฉพาะในชื่อวิทยาศาสตร์ Calathella sirindhorniae เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาวิจัย และการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อวงการอนุกรมวิธานและนักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ปิยังกูล กล่าวว่า มากกว่าเห็ดชนิดใหม่ของโลก สำหรับนักวิทยาศาสตร์ การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกไม่ได้หมายถึงการเพิ่มชื่อสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชื่อในฐานข้อมูลเท่านั้น แต่คือการเติมเต็มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศสูง แต่ยังมีเชื้อราและจุลินทรีย์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือศึกษา โดยเฉพาะในป่าชายเลน ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การกักเก็บคาร์บอน และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิด

ในระบบนิเวศนี้ “เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร” ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ช่วยย่อยเศษซากพืชและหมุนเวียนธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำให้ป่าชายเลนสามารถดำรงสมดุลของระบบนิเวศได้ การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า ธรรมชาติยังมีเรื่องราวอีกมากที่รอการค้นพบ

เมื่อย้อนมองถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว รศ.ดร.ปิยังกูล มองว่า การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจออกตามหาเห็ดชนิดใหม่ แต่เกิดจากการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่และไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆในธรรมชาติ หากวันนั้นไม่ได้ก้มลงมองเห็ดดอกจิ๋วบนฝักโกงกาง หรือคิดว่าเป็นเพียงเห็ดธรรมดา เราอาจไม่มีวันรู้เลยว่า สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกกำลังซ่อนตัวอยู่ตรงหน้า เพราะหลายครั้ง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องปฏิบัติการหรือเครื่องมืออันทันสมัย แต่เริ่มต้นจาก ความช่างสังเกต ความอยากรู้อยากเห็น และความกล้าที่จะตั้งคำถาม กับสิ่งเล็กๆรอบตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การเติมเต็มองค์ความรู้ของโลกได้ในที่สุด

เอกสารอ้างอิง

Lueangjaroenkit, P., Sahathippayakul, A. , Supapongsri, V. , Aowpitak, T. , Sangrattanaprasert, J. , Ngernsaengsaruay, C. and Pinruan, U. 2025. Calathella sirindhorniae (Agaricales, Basidiomycota), A New Cyphelloid Fungus from Thailand. Tropical Natural History. 25, 8 (Nov. 2025), 460–471. DOI:https://doi.org/10.58837/tnh.25.8.267354.

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ สส.กระแต โชว์ลีลาแม่ไม้มวยไทย ชูเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ทรงพลัง เดินหน้าปั้นมาตรฐานสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนามวยไทยนานาชาติ ประจำปี 2569 จัดขึ้นโดยสมาคมสยามยุทธกีฬาพื้นเมืองไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐาน และขับเคลื่อนมวยไทยสู่เวทีสากล โดยการจัดสัมมนาฯมีตั้งแต่วันที่ 5-12 สิงหาคม 2569 หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากต่างประเทศจะอยู่ท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวน 101 คน จาก 10 ประเทศ รวมทั้งสมาชิกสมาคม ผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องจากประเทศไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมของมวยไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ และความเชื่อมั่นของเครือข่ายมวยไทยทั่วโลกที่มีต่อการดำเนินงานของสมาคม ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกปี 

นอกจากนั้น สีสันพิเศษของการจัดงานในปีนี้อยู่ที่ นางธิวัลรัตน์ หรือ สส.กระแต ได้สวมบทแม่ไม้มวยไทย ออกมาแสดงลีลาไหว้ครูมวยไทยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับชมอย่างใกล้ชิด หลังจากเจ้าตัวเคยฝึกฝนศิลปะมวยไทยมาอย่างจริงจัง โดยทุกจังหวะการย่างสามขุม การร่ายรำ และท่วงท่าที่อ่อนช้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง เรียกเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง สร้างความฮือฮาและความประทับใจไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า “มวยไทย” มิได้เป็นเพียงกีฬาการต่อสู้ หากยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามและทรงคุณค่าของชาติไทย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า มวยไทยไม่ใช่เพียงศิลปะการต่อสู้หรือกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สะท้อนจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ ระเบียบวินัย และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศอย่างไรก็ตาม การสัมมนาครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนามาตรฐานการฝึกสอน และร่วมกันกำหนดแนวทางอนุรักษ์มวยไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ประธานกมธ.การศาสนาฯ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันมวยไทยในระดับนานาชาติว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อปี 2567 เห็นชอบให้เสนอ “มวยไทย (Muay Thai : Thai Traditional Boxing)” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) และคาดว่า จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในปี พ.ศ.2571

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ จะเดินหน้าผลักดันและสนับสนุนการขึ้นทะเบียนดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดคุณค่าของมวยไทย ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยหันมาออกกำลังกาย พร้อมภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ เพื่อส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญานี้สู่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน นอกจากกิจกรรมการสัมมนาและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แล้ว คณะผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศยังมีกำหนดศึกษาดูงานและเยี่ยมชมแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี อาทิ วัดใหญ่สุวรรณาราม วรวิหาร พระนครคีรี (เขาวัง) พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองเพชร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากนานาประเทศได้สัมผัสคุณค่าของศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยอย่างใกล้ชิด

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนามาตรฐานมวยไทยในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้มวยไทยเป็นสื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก และต่อยอดการประชาสัมพันธ์ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า ศธ. ปักหมุด 1 มกราคม 2570 ใช้ระบบ “e-Office” สร้างสังคมไร้กระดาษเต็มรูปแบบ 100% ทั้งกระทรวง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมผู้บริหาร ศธ. ถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการงานภายในสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Paperless) โดยในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทุกหน่วยงานในกระทรวงต้องนำระบบ e-Office มาใช้ จะไม่มีการใช้กระดาษแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวดเร็ว และลดต้นทุนบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สป. สพฐ. ในขณะเดียวกัน ก็จะจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและงานสารบรรณเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในกระทรวงด้วยระบบเดียวกัน (API) และแชร์ข้อมูลข้ามกระทรวง พร้อมมีระบบป้องกัน (Data Security) และแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ศธ. อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบมาตรฐานการใช้ AI Framework สำหรับผู้เรียนและผู้สอน เพื่อประเมินความเหมาะสมของเครื่องมือ AI ในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบ (สกร.) เพื่อให้เด็กไทยใช้ AI ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

“ศธ.ได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษา ทั้งในส่วนของการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนชายขอบที่ใช้งานมานานกว่า 10-15 ปี จากจอโทรทัศน์รุ่นเก่าให้เป็น “สมาร์ททีวี” ที่ทันสมัย การทบทวนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วยข้อสอบ O-NET ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากเดิมที่เน้นระบบสมัครใจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมการสอนทักษะอาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อให้ผู้เรียนมีรายได้ทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ สอศ. และเตรียมจับมือทำงานร่วมกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อแชร์ทรัพยากร อุปกรณ์การสอน และหมุนเวียนบุคลากรครูร่วมกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ศธ.จะหารือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเต็มที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

มวล. – ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

มวล. -  ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

มวล. – ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค ประเทศออสเตรเลีย พัฒนานวัตกรรม พ็อดปลูกหญ้าทะเลพิมพ์ 3 มิติ” ซึ่งผลิตจากพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 100% ยกระดับประสิทธิภาพการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและแก้ปัญหาอัตรารอดตายที่ต่ำของหญ้าทะเลในอดีต

นวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ให้มีลักษณะเป็นรูปโดมขนาดเล็กพร้อมฐานแหลมสำหรับปักยึดกับพื้นทะเล โดยใช้พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoate (PHA) ซึ่งได้จากการหมักของแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้ง พ็อดนี้จะทำหน้าที่เป็น เกราะป้องกัน ให้กับต้นอ่อนหญ้าทะเล ช่วยป้องกันการถูกกระแสน้ำพัดพา การทับถมของตะกอน หรือการถูกสัตว์ทะเลกัดกินในช่วงที่ต้นยังไม่แข็งแรง และจะสลายตัวไปเองโดยไม่ทิ้งสารตกค้างหรือไมโครพลาสติกเมื่อหญ้าทะเลหยั่งรากมั่นคงแล้ว

โครงการนี้เป็นผลงานของสองนักศึกษาปริญญาเอก ม.วลัยลักษณ์ ได้แก่ นายพรรษกร จีนช่วย และ นายลีโอนีล จูด กีราย ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ม.วลัยลักษณ์ โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจาก ดร.อเล็กซานดรา กูลีเซีย และ ศ.แอนดรูว์ แมคเรย์ จากศูนย์นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics Innovation Hub: BIH) มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค

นายพรรษกร จีนช่วย เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจว่า โครงการนี้เริ่มจากการต้องการแก้วิกฤตการณ์ประชากรพะยูนในไทยที่ลดลงเนื่องจากขาดแคลนหญ้าทะเล หากเราฟื้นฟูทุ่งหญ้าทะเลได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่พะยูนจะมีอาหาร แต่ยังเป็นการสร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง และสร้างความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

ด้าน ศ.แอนดรูว์ แมคเรย์ รองผู้อำนวยการ BIH ระบุว่า เทคโนโลยีพ็อดปลูกหญ้าทะเลนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการแบ่งปันเพื่อสังคม โดยจะเปิดเผยแบบแปลนการผลิตให้หน่วยงานทั่วโลกนำไปใช้ได้ฟรีโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ เพราะนวัตกรรมที่มีราคาสูงไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการรักษ์โลก หากเทคโนโลยีเข้าถึงง่าย ท้องทะเลทั่วโลกย่อมมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ขณะที่ ดร.อเล็กซานดรา กูลีเซีย นักเคมีพอลิเมอร์ผู้พัฒนาวัสดุ เสริมว่า พลาสติก PHA ผลิตจากของเสียผ่านกระบวนการหมักของแบคทีเรียท้องถิ่นในออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการปรับปรุงคุณสมบัติให้แข็งแรงพอที่จะปกป้องต้นไม้ แต่ย่อยสลายได้ตามเป้าหมายของงานวิจัย

ปัจจุบันโครงการได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) และ มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค ซึ่งในขณะนี้ทีมวิจัยได้คัดเลือกสายพันธุ์หญ้าทะเลและสำรวจพื้นที่นำร่อง ณ เกาะลิดี จ.สตูล เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนทดสอบพ็อดต้นแบบขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มลงมือปลูกจริง เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุด

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแก้ปัญหาวิกฤตเด็กหลุดออกจากระบบ (Thailand Zero Dropout) เปลี่ยนบทบาทสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” นำร่องโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” นำนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานรากชุมชน (Context-based learning) ส่งเสริมการรู้หนังสือเด็กชาติพันธุ์และเด็กในพื้นที่ห่างไกล ประเดิมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา และโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายท่าเสา – วังกระแจะ รวมจำนวน 13 แห่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเตรียมถอดบทเรียนความสำเร็จจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ หวังขยายผลยกระดับคุณภาพสถานศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า การยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในทุกมิติ จำเป็นต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้หนังสือ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานที่สำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความท้อถอยต่อการเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือ 4.1 แสนคน จากเดิมที่เคยสูงสุดปีละกว่า 1 ล้านคน และโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง จึงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น สมศ. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างกระบวนการสะสม “ต้นทุนทางปัญญา” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น นำผลประเมินการศึกษาภายนอกที่ได้รับมาจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ไปปรับใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา สมศ. พบว่า สถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ ยังประสบปัญหาการอ่านออกเขียนได้อยู่เป็นจำนวนมาก สมศ. จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทและภูมิสังคมของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

“สมศ. ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนผ่านโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” หรือ การเรียนรู้บนฐานรากของชุมชน โดยการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยพัฒนาสู่ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองบริบทพื้นที่ (Context – based learning) ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้การอ่านและการเขียนผ่านสื่อการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งผลให้เข้าใจง่าย ซึมซับได้เร็ว และสนุกกับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวและว่า สำหรับโมเดล “Smart Local Literacy” เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนบทบาทการประเมินเพื่อตัดสินของ สมศ. ไปสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” โดยถอดบทเรียนจากผลการประเมินเครือข่ายจัดการศึกษาท่าเสา – วังกระแจะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 13 แห่ง พัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทางภาษาของโรงเรียนเครือข่าย ผ่านการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของโรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา อ.ไทรโยค เพื่อนำเสนอเป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนให้กลุ่มโรงเรียนในเครือข่ายนำไปต่อยอดพัฒนา โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเป็นที่ปรึกษา และทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ เพื่อขับเคลื่อนและให้คำแนะนำในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน  ซึ่งได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากทั้งเด็กนักเรียน และครูผู้สอน รวมถึงคนในชุมชนเป็นอย่างดี

“สมศ. มีแผนที่จะรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขยายผลต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสื่อท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้การรู้หนังสือและการอ่าน เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ลดปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout) และสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจกล่าวทิ้งท้าย

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

ประเทศไทยเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ภายใต้ภารกิจ “ฉางเอ๋อ 7” มีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศ จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทั้งนี้ ช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและข้อกำหนดทางวิศวกรรม นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ และอวกาศของไทย ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ วิศวกรรม และการวิจัยขั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

4 สิงหาคม 2569 กรุงเทพฯ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ประกาศความพร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ร่วมปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในฐานะ 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจฉางเอ๋อ 7 พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ 
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศสู่ประชาชนทั่วประเทศ

CE-7 MATCH (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมทช์) (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) 
เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพัฒนาภายใต้ความร่วมมือไทย–จีน ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) เริ่มต้นจากการพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ก่อนผ่านการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ มีภารกิจเพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศระยะยาวและการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จของภารกิจ CE-7 MATCH เป็นผลจาก
การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรระดับนานาชาติ จนสามารถยกระดับ
ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ จากการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทยเอง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

ศ.ดร. ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” โดยใช้องค์ความรู้ของคนไทยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ การสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า และการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของประเทศ เพราะการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างเทคโนโลยีของตนเองคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ผมขอแสดงความยินดีกับ NARIT มหาวิทยาลัยมหิดล คณะนักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ และร่วมสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ศ.ดร. ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ออกแบบ และพัฒนาโดยคนไทย ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ ใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการออกแบบ พัฒนา ประกอบ และทดสอบ เพื่อให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ แสดงถึงศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงที่ได้มาตรฐานระดับโลก

เราเชื่อว่า “โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนเก่งที่สุด” สิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดของภารกิจนี้ คือ “คนไทย” ที่เติบโตขึ้นระหว่างทางในการพัฒนา CE-7 MATCH เราได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การออกแบบ การสร้าง การทดสอบ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้
ไม่สิ้นสุดลงเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น แต่จะกลายเป็นทุนความรู้ และกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และวิศวกรรมขั้นสูงของประเทศในอนาคต ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ผมอยากชวนคนไทยร่วมติดตามการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 และร่วมส่งกำลังใจให้ผลงานของคนไทยเดินทางสู่ดวงจันทร์ เพราะหากภารกิจครั้งนี้ทำให้เด็กไทยสักคนเชื่อว่า “คนไทยก็สร้างเทคโนโลยีระดับโลกได้” นั่นคือความสำเร็จที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับ
พวกเราทุกคน” ดร. วิภู กล่าว

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการ 
ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEMและ STEAM Education เพื่อยกระดับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และเชื่อมโยงการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากภารกิจจริง เปลี่ยนการสำรวจดวงจันทร์ให้เป็น “ห้องเรียนแห่งอนาคต” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนสู่การสร้างนวัตกรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนวัตกรในอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย NARIT ขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู และสถานศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมติดตามภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทย พร้อมเชิญชวนผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนากำลังคนแล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสื่อสาธารณะ และภาคเอกชนในการขยายการรับรู้สู่สังคม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วมผ่านการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
แห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอสรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับ NARIT ถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิจัย CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑล
ไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยจะร่วมถ่ายทอดสัญญาณจากพื้นที่ พร้อมนำเสนอการวิเคราะห์ภารกิจแบบเรียลไทม์จากนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ Thai PBS Sci & Tech สื่อด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยพีบีเอส ได้เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ รวมข้อมูลทุกมิติของภารกิจ ทั้งข่าว บทความเชิงลึก คลิปวิดีโอ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชนทั่วประเทศ “ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีการสำรวจอวกาศระดับนานาชาติ การถ่ายทอดสดครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอวกาศสู่ประชาชน และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พร้อมจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศให้กับเยาวชนและสังคมไทย” 
นายวันชัย กล่าว

ด้าน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ NARIT และทุกภาคส่วน ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน STEM สู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในเครือ ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลภารกิจ CE-7 MATCH และถ่ายทอดวินาทีปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee รวมถึง การเนรมิตแผนที่ธีม “Into the Universe” ในโหมด Craftland ของ Garena Free Fire เกมออนไลน์ยอดนิยม ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสำรวจ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังปล่อยยานแบบเรียลไทม์ ทำให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์และอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัว สนุก เข้าถึงง่าย จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่จะร่วมสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งนี้ NARIT ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมติดตามการถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ

                •             Facebook: NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ/ ศธ.360 องศา/ Thai PBS/ Thai PBS Sci & Tech

                •             YouTube: NARIT_Thailand/ OBEC Channel

รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านช่องทางของ NARIT กระทรวงศึกษาธิการ และ Shopee  ประเทศไทย ที่จะร่วมเผยแพร่เนื้อหาพิเศษตลอดช่วงภารกิจ