เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก 'ปุชกิน' เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

บรรยากาศงานวันภาษารัสเซียในประเทศไทย

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันภาษารัสเซีย” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย และผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำ ESCAP พร้อมด้วย นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา (Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหาร ESCAP ร่วมเป็นประธานในพิธี

ผู้แทนจากรัสเซียและ ESCAP ร่วมงานวันภาษารัสเซีย

นายเยฟกินี โทมิคิน กล่าวถึงที่มาของการจัดงานว่า วันภาษารัสเซียจะตรงกับวันที่ 6 มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ อเล็กซานเดอร์ ปุชกิน (Alexander Pushkin) กวีเอกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสมือนบิดาแห่งภาษารัสเซียในวรรณกรรมสมัยใหม่

“ผลงานของปุชกินไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของรัสเซีย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโลก และที่สำคัญ ภาษารัสเซียยังคงทำหน้าที่เป็นภาษาหลัก 1 ใน 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ ที่ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและเชื่อมโยงผู้คนนับล้านเข้าด้วยกัน” ทูตรัสเซียกล่าว

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นายเยฟกินี โทมิคิน ยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางด้านมนุษยธรรมระหว่างไทยและรัสเซียที่แน่นแฟ้น โดยในปีหน้าทั้งสองประเทศจะก้าวเข้าสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี

เอกอัครราชทูตกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวรัสเซียเองก็มีความชื่นชอบในวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยเช่นกัน การแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษโดยกลุ่มล่ามและนักแปลจาก ESCAP ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านการแปลภาษารัสเซีย รวมถึงบทบาทสำคัญของนักแปลที่เป็นฟันเฟืองในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน คือการอ่านบทกวีของอเล็กซานเดอร์ ปุชกิน โดยนักศึกษาไทยที่ร่วมถ่ายทอดผลงานชื่อดัง อาทิ “ฉันเคยรักเธอ…” (I loved you), “อนุสาวรีย์” (Exegi Monumentum), “เช้าวันฤดูหนาว” (Winter Morning), “ฉันยังจำช่วงเวลาอันงดงามนั้นได้” (I Remember a Wondrous Moment) และ “ศาสดา” (The Prophet)

ปิดท้ายด้วยนิทรรศการชีวประวัติของปุชกิ้น ในเมืองมอสโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน Rossotrudnichestvo โดยมีการนำผลงานจากพิพิธภัณฑ์อเล็กซานเดอร์ ปุชกิ้น มาจัดแสดงเพื่อให้สาธารณชนชาวไทยได้สัมผัสถึงรากเหง้าแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการชีวประวัติปุชกินจากพิพิธภัณฑ์มอสโก
งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP
ภาพถ่ายรวม งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว “กล่องความรู้ ปูทางฝัน” สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

​สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เดินหน้าภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเยาวชน จัดแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2569″ ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” จัดสร้างและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ทันสมัย ให้กับโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศ จำนวน 73 แห่ง ณ อาคารออกรางวัล ชั้น 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

​พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในการส่งมอบพลังงานสะอาดผ่านระบบโซลาร์เซลล์ในปี 2567 และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและเสริมทักษะในการอยู่ร่วมกันให้กับเยาวชน ผ่านเครื่องเล่นสนามในปี 2568 และในปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญ สู่การ “ส่งมอบปัญญา” ด้วยการนำนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมมาพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ที่ครบครันด้วย สื่อความรู้ที่ทรงคุณค่า เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน

​“สำนักงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และภูมิปัญญา ซึ่งมุ่งหวังว่ากล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนในปีนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญ ให้กับเยาวชนไทย”

​สำหรับ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุนในดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมเครื่องปรับอากาศ และจัดหาหนังสือที่เหมาะสำหรับห้องสมุดโรงเรียน มีเนื้อหาเหมาะกับเด็กและเยาวชน อาทิ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และหนังสือน่าอ่านนอกเวลา ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งสมาร์ททีวี และชุดจอ Kiosk เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน พร้อมจัดอบรมการใช้งานสื่อดิจิทัลให้กับคุณครูบรรณารักษ์หรือผู้ดูแล เพื่อให้คุณครูสามารถดึงศักยภาพของอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

​นายสุริยา เด็นลีเมาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเพรางาย (สลากกินแบ่งสงเคราะห์ที่ 364 หอม-บุญนาค อนุเคราะห์) กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าห้องสมุดที่ได้มาตรฐานจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เด็กๆ หันมาเข้าห้องสมุดมากขึ้น อีกทั้งการบูรณาการเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอนและการสืบค้นข้อมูล เพื่อเปิดโลกกว้างและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับนักเรียน

​นางวชิราวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบนิทานเด็กชื่อดัง จากสตูดิโอ Littleblackoz Studio ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหนังสือและภาพประกอบว่า ภาพวาดที่ดีคือสะพานเชื่อมที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและดึงดูดใจเด็ก ๆ การที่โครงการบรรจุ “หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับการ์ตูน” ไว้ในห้องสมุด จะช่วยลดความซับซ้อนของวิชาวิทยาศาสตร์ และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ


 
​สำหรับโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 จะทยอยติดตั้งและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้) พร้อมจัดกิจกรรม “GLO ส่งมอบปัญญา ปูทางฝันให้น้อง” ซึ่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ จะลงพื้นที่ร่วมทำกิจกรรมจัดหนังสือเข้าชั้น และนั่งเล่านิทานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการปูทางฝันและสร้างพลเมืองคุณภาพของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLOสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.18 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จับตาสถานการณ์น้ำ ปี 69 ใช้บทเรียน 3 ปี ย้อนหลังทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “ภัทรวรรณ” กำชับโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ เฝ้าระวังติดตาม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอุทภภัยเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ว่า ทุกภูมิภาคของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ น้ำท่วมฉับพลัน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.มีความเป็นห่วงนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 นี้ โดยตนได้มอบนโยบายให้ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศสป.สพฐ.)ประเมินแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัย ปี 2569 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย สพฐ. ปี 2569 พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน  เตรียมความพร้อม การสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนกลาง โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังเหตุอุทกภัย ,ประชุมหารือ กับ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานปกครอง และสาธารณสุขพื้นที่,จัดกำชับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอุทกภัย สพฐ. และจัดประชุมชี้แจงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2569

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2568 โดย มี นักเรียน ได้รับผลกระทบ 167,106 คน ครูและบุคลากร ได้รับผลกระทบ 13,245 คน และสถานศึกษา ได้รับผลกระทบ 1,900 แห่ง ซึ่ง สพฐ.ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น เป็นจำนวนเงิน 11,854,620 บาท โดยตนได้มอบหมายให้ ศสป.สพฐ.ติดตามงบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567-2568 ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ทั้งนี้ มีข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566 พบว่า สถานศึกษาหลายแห่งประสบเหตุอุทกภัยซ้ำซ้อน โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งต่อความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และช่วยฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วต่อไป  

“ สพฐ.ได้ประกาศมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทภภัย ดังนี้ มาตรการระยะสั้น 1.ให้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างเคร่งครัด 2.ติดตามคำพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ 3.ให้ผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงการเดินทาง และสั่งปิดสถานศึกษาชั่วคราวได้ทันที เพื่อความปลอดภัยแล้วรายงานตามลำดับชั้น พร้อมปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามความเหมาะสม (Online, On-Hand, On-Demand, On-Site ในพื้นที่ปลอดภัย หรือระบบเพื่อนช่วยเพื่อน) ทั้งนี้ ให้ครูสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลจิตใจ ตลอดจนผ่อนปรนการส่งงาน การบ้าน หรือการสอบในช่วงวิกฤต 4. จัดเตรียมพื้นที่ภายในโรงเรียนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวกรณีจำเป็นต้องอพยพผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5.ซ่อมแซมอาคาร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า-ประปา และกั้นพื้นน้ำให้อยู่ในสภาพแข็งแรง พร้อมจัดเก็บครุภัณฑ์ และเอกสารสำคัญไว้ในที่สูงพ้นน้ำ 6.ประสานงานใกล้ชิดกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต/จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือหรือส่งต่อผู้ประสบภัยทันท่วงที และ 7.สำรวจผู้ได้รับผลกระทบและรายงานข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่ม ศสป.สพฐ.ทันที พร้อมทั้งเร่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา

ส่วนมาตรการระยะยาว 1.ปฏิบัติตามมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติของ ศธ. 2.จัดทำแผนสอบชดเชยในรูปแบบที่เหมาะสมหลังสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อเติมเต็มเนื้อหาหลักสูตรที่ขาดหายไป และเร่งรัดหาหนังสือเรียน และอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย เพื่อให้นักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนปกติโดยเร็ว 3.สำรวจความเสียหายของอาคาร ครุภัณฑ์ และบ้านพัก เพื่อรายงานขอรับงบประมาณซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบ พร้อมทั้งประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของอาชีวศึกษา ร่วมเร่งซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและสิ่งก่อสร้างทันที 4.ปรับปรุงระบบระบายน้ำและทางน้ำไหล โดยประสานความร่วมมือเชิงพื้นที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 5. ให้ สพท.กำกับดูแล ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของสถานศึกษามายัง สพฐ.อย่างต่อเนื่อง” นางภัทรวรรณ กล่าว.

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เดินหน้ายกระดับการศึกษา จัดตั้ง “คณะสัตวแพทยศาสตร์” เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่ง ชูจุดขายทุนเรียนฟรี 4 ปี  มีรายได้ระหว่างเรียน อนาคตเล็งยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569 

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดี มรภ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมจะเปิด 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์ และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรสายสนับสนุนสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บัณฑิตจบมาพร้อมทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก

โดยมหาวิทยาลัยได้เตรียม “ทุนเพชรราชภัฏ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี นอกจากนี้ยังมีทุนสนับสนุนอื่นๆ เพื่อรองรับนักศึกษาที่มีศักยภาพ แบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และส่งเสริมทักษะวิชาชีพไปพร้อมกัน โดยทางมหาวิทยาลัยยังได้นำร่องโครงการ “Earn While Learn” (เรียนไป มีรายได้ไป) แล้วยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานจริงในคลินิกรักษาสัตว์ของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ถึง 3 งวดต่อภาคเรียนอีกด้วย

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่เรายังมองไกลไปถึงมาตรฐานระดับสากล นักศึกษาของเราจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และเดินทางไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับทักษะทางคลินิกให้เทียบเท่าสากล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของหลักสูตรนี้” อธิการบดี มรภ.เพชรบุรี กล่าวและว่า การเปิดหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทย ที่ผสมผสานการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการเข้ากับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดย มรภ.เพชรบุรี ยังได้สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบทุนการศึกษา ดังนี้ 1.เรียนดี เรียนฟรีสูงสุด 100% (นักเรียนเกรดเกิน 3.5 เรียนฟรีเทอมแรก รักษาเกรดได้ เกิน 3.5 ฟรีทุกเทอม เกรด 3.0-3.49 จ่าย 25% ) , 2.ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความประพฤติดี ลดค่าเทอมสูงสุด 50% เทอมแรก , 3.มีรายได้ระหว่างเรียน 3,000 บาทต่อเดือน (เข้าร่วมโครงการ Earn While Learn) และ 4.ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้ 3 งวด

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครรอบต่างๆ โควตาพิเศษ และข้อมูลทุนการศึกษาของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ (รับจำนวน 40 คน) ประจำปีการศึกษา 2569 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2569  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61589253653317  / หรือแบบฟอร์มสมัครเข้าศึกษา https://forms.cloud.microsoft/r/WTv0sP3NYB  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โทร 032 708 624

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับทุน “Pew Fellows Program in Marine Conservation ประจำปี 2026” นับเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลระดับโลกด้านการอนุรักษ์ทะเล

“Pew Fellows Program in Marine Conservation” เป็นโครงการที่สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์รุ่นกลาง และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทะเล โดยโครงการจะมอบทุนให้แก่นักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับ เพื่อดำเนินโครงการวิจัยอิสระเป็นระยะเวลา 3 ปี ในประเด็นด้านการอนุรักษ์ทะเล รางวัลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในรางวัลที่มีเกียรติและทรงคุณค่าในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ทั้งนี้ผู้ได้รับทุนในปี 2026 จะได้เข้าร่วมเครือข่ายนักวิจัยระดับนานาชาติของ Pew Marine Fellows ซึ่งปัจจุบันมีศิษย์เก่ามากกว่า 200 คนทั่วโลก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางทะเล และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ผลงานวิจัยของ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการใหม่เพื่อยกระดับการฟื้นฟูแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายของปะการังสูงที่สุดของโลก โดยจะพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังด้วยกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ รวมถึงการจัดเก็บธนาคารสเปิร์มและไข่ปะการังด้วยเทคโนโลยีการแช่แข็ง เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังที่นำไปใช้ในการฟื้นฟูนอกจากนี้ ยังศึกษาปะการังวัยอ่อนเพื่อระบุลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทนทานต่อความเครียดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น พร้อมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูแนวปะการังที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ในปี 2026 มีนักวิทยาศาสตร์จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกเป็น Pew Fellows รวมทั้งสิ้น 7 คน

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนน้องๆ เยาวชน โรงเรียน หน่วยงาน  องค์กร  ชมรม/กลุ่ม และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ” ในรูปแบบทัศนศึกษา – ดูงาน ที่พี่ๆ นักวิจัย จะพาทุกคนเรียนรู้โลกของวิทยาศาสตร์ เกษตร และธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ลงมือทำจริง สนุก ได้ความรู้ และได้แรงบันดาลใจกลับบ้านแบบเต็มๆ เปิดให้จองเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภายในค่ายฯ พบกับ 7 ฐานกิจกรรมสุดสนุก ได้แก่ 1.การทำคราฟฟ์โซดาจากสมุนไพรพื้นบ้าน 2.การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ 3.การผลิตแท่งเพาะชำจากวัสดุธรรมชาติ 4.กิจกรรม Seed Ball เพิ่มพื้นที่สีเขียว 5.เรียนรู้เมล็ดพันธุ์มีชีวิต 6.สวนสวยในแก้วใส และ 7.แมลงย่อส่วน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติรอบด้าน เช่น 1.ความหลากหลายของพันธุกรรมพืช 2.พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3.โลกของแมลงและระบบนิเวศ

โดยกิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิด การทำงานเป็นทีม และประสบการณ์นอกห้องเรียน ผ่านการเรียนรู้แบบสนุก ปลอดภัย และใกล้ชิดธรรมชาติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 096-337-5169 (ภานุวัฒน์) Facebook : สถานีวิจัยลำตะคอง

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยารักษามะเร็งพระราชทาน “อิมครานิบ 100” ล็อตแรกเข้าศูนย์กระจายยาของ สปสช. เร่งกระจายสร้างความมั่นคงทางยาเพื่อผู้ป่วยทั่วประเทศ

จากพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้พระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ดำเนินการผลิตและส่งมอบยารุ่นแรกของ สปสช. เข้าสู่ ศูนย์กระจายยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายยาหลักของ สปสช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคลังสินค้าและการจัดส่งทั้งหมดดำเนินการภายใต้มาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) หรือมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการกระจายยาอย่างเคร่งครัด เพื่อคงคุณภาพและความปลอดภัยของตัวยาไว้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วย โดยในลำดับต่อไป องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะรับช่วงต่อในการเป็นผู้ดำเนินการกระจายยา “อิมครานิบ 100” ไปยังหน่วยบริการสุขภาพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศตามแผนการกระจายยาของ สปสช. เพื่อให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100” ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) ยานี้ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริฯ ขึ้น ณ พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“อิมครานิบ 100” เป็นยารักษาแบบมุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งสามารถยับยั้งการเติบโตและการกระจายของเซลล์มะเร็ง ทำให้ควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอาการข้างเคียงต่ำเมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายประเภท อาทิ: โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML) มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL) มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) และมะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) การส่งมอบยารุ่นแรกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยตามพระปณิธานอันแน่วแน่ ในการขจัดอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างเท่าเทียม
 

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร ความว่า

“เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตร่วมกับปวงชนชาวไทย ถวายพระพรชัยให้มีพระกำลังเข้มแข็ง ในการประกอบพระราชกรณียกิจ ประสิทธิ์ประสาทความวัฒนาสถาพรมาสู่ประชาชาติไทยสืบไป ด้วยอานุภาพแห่งพระราชธรรมจริยา

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยซื่อสัตย์กตเวทีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงบริบูรณ์ด้วยพระมหากรุณาต่ออาณาประชาราษฎร ตลอดเจ็ดปีนับแต่เสด็จสถิตในที่สมเด็จพระอัครมเหสี ได้ทรงสำแดงให้เห็นประจักษ์ว่า ทรงพร้อมอุทิศพระองค์ สนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์สุขของปวงประชาเป็นสำคัญ เหนือยิ่งกว่าความเกษมสำราญส่วนพระองค์ ซึ่งอาจทรงแสวงหาได้โดยพระราชลาภหรือพระราชอำนาจ อันมีมาแต่พระราชอิสริยฐานันดรที่ทรงดำรง

การที่ทรงมั่นคงในพระราชจริยาซื่อตรง มิมัวเมาปรวนแปรไปตามอำนาจกิเลส ย่อมแสดงถึงพระปรีชาญาณในการ “ฝึกตน” โดยความเพียรหมั่นตามพระราชปณิธาน ทรงตระหนักใน “หน้าที่” ที่ทรงรักษาไว้ได้ด้วยดีทุกสถานตามพระราชสถานะอย่างแน่วแน่ ซึ่งล้วนมีเหตุมาแต่การฝึกฝนอบรมพระราชหฤทัย ให้องอาจแกล้วกล้า ยังพระกิริยาวาจา อันแสดงออกให้มหาชนได้เห็นประจักษ์ บังเกิดความงามประณีตอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีที่ติ พระเกียรติยศที่บังเกิดจากพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทั้งหลาย หาได้เพียงแต่เป็นเครื่องเพิ่มพูนพระบารมีจำเพาะพระองค์ หากยังช่วยเสริมส่งเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีสากล อำนวยศุภผลมหาศาลแก่บ้านเมือง ว่าชาวไทยได้ถึงความรุ่งเรืองเป็นอารยะ ก็เพราะมีพระประมุข เคียงข้างด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณสมบัติของความเป็น “บัณฑิต” ผู้เฉลียวฉลาดในโลกคดีและในธรรมคดีทุกประการ

ณ มงคลวารที่ทรงเจริญพระชนมายุบรรลุ ๔ รอบพระนักษัตร จึงขออัญเชิญพระพุทธดำรัส มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจา ว่า

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.

แปลความว่า อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้ ขอประชาราษฎร์ทั้งปวงจงพร้อมเพรียงกันฝึกตน ให้มั่นในคุณธรรมตามวิสัยบัณฑิตชาต ทำนุบำรุงราชอาณาจักรไทยให้รุ่งเรือง เพื่อสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ จักได้ทรงพระเกษมสำราญ ปลอดโปร่งทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย ทรงนำพาประชานิกรให้ประสบความเกษมสโมสรยิ่งๆ ขึ้นไปสมดังพระราชประสงค์จำนงหมาย

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของอาณาประชาชนสืบไป เป็นนิตยกาล เทอญ.”

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ พบว่า ครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่นๆ ศธ.จะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สภากาชาดไทย

โดย “SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้

ภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคามาตรฐานแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมสนับสนุนการจัดสรรผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมผ่านกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมฝีมือคนไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ