ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามบันทึกขัอตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลามเพื่อยุติขัอขัดแย้งอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับสำนักจุฬาราชมนตรี 

โดยมีนางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ นายอรุณ บุญชมจุฬาราชมนตรี ดร.อาลี คาน รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนพิธีลงนาม ประธานศาลฎีกา สักขีพยาน คณะผู้พิพากษา ผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักจุฬาราชมนตรีที่เข้าร่วมงานได้แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการยืนสงบนิ่ง 1 นาที จากนั้นนายสุรินทร์ หวังเจริญ กรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อความเป็นสิริมงคลของพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงด้วย

ทั้งนี้ เมื่อถึงพิธีลงนาม นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ซึ่งบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายในการผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกเพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างคู่ความที่เป็นอิสลามศาสนิกอันสอดคล้องกับภารกิจของสำนักจุฬาราชมนตรีที่มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทยตามพ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 และเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากอิสลามศาสนิกในการชี้ขาดและให้คำปรึกษาตามหลักชารีอะฮ์ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่อิสลามศาสนิก 

โดยศาลอาจพิจารณาให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมที่เป็นมุสลิม หรือส่งไปยังศูนย์ไกล่เกลี่ยตามที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดเป็นไปตามหลักศาสนา เมื่อคู่ความสามารถตกลงกันได้ จะมีการส่งต่อข้อพิพาทไปยังศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามยอม ซึ่งจะมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมายทันที ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการต่อสู้คดีในชั้นศาล อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและศักยภาพของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่ยอมรับทั้งในทางศาสนาและทางกฎหมาย

โอกาสนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวขอบคุณจุฬาราชมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ และกล่าวถึงความสำคัญการทำบันทึกข้อตกลงว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักจุฬาราชมนตรีต่างเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการนำวิธีการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยมาใช้เป็นเครื่องมือในการยุติข้อขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

“ศาลยุติธรรมมีนโยบายส่งเสริมการระงับความขัดแย้งด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่ไปกับการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบความยุติธรรม ด้วยการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายยอมผ่อนผันให้แก่กัน และสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม และมีผลบังคับในทางกฎหมาย” นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา กล่าว.

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

คุรุสภาเดินหน้าจัดการผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างจริงจัง พร้อมขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองผู้เรียน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม และเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม แจ้งเบาะแสผ่าน 5 ช่องทางของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ทันที

29 มิ.ย.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามนโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้เรียนอย่างแท้จริง คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพที่กำกับดูแลมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะกรณีที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางเพศ ความรุนแรง การทุจริต หรือการพัวพันยาเสพติด

“เมื่อปรากฏข้อร้องเรียนหรือข้อมูลจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ คุรุสภาจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาตามกระบวนการทางจรรยาบรรณอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม โดยจะไม่ละเลยต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนและสังคม ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้เสียหาย ผู้ถูกร้องเรียน และผู้เกี่ยวข้อง” เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่าและว่า ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ปรับกระบวนการดำเนินงานด้านจรรยาบรรณให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และตรวจสอบข้อร้องเรียน หากผลการสืบสวนพบว่ามีมูล จะเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลจากหน่วยงานต้นสังกัด รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงและนำพยานหลักฐานมาแสดงประกอบการพิจารณาก่อนเสนอผลต่อ กมว. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้การพิจารณาจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และบทลงโทษมีตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นโทษสูงสุด

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คุรุสภายังให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการกระทำผิดจรรยาบรรณอย่างต่อเนื่อง โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้ส่งข้อมูลกรณีผู้ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออก เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาทางจรรยาบรรณ  พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายด้านจรรยาบรรณร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และสถานศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านจรรยาบรรณ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวย้ำว่า การคุ้มครองผู้เรียนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน จึงขอเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางประพฤติผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะความผิดทางเพศ ความรุนแรง การทุจริต หรือการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงเรื่องอื่นใดที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งเรื่องมายังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ทันที ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 1. ยื่นเรื่องด้วยตนเอง ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 2. ส่งทางไปรษณีย์ เลขที่ 128/1 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 3. ส่งทางอีเมลsaraban@ksp.or.th 4. ส่งผ่านเว็บไซต์ http://www.ksp.or.th และ 5. ส่งผ่านกล่องรับเรื่องร้องเรียน ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

อย่างไรก็ตามคุรุสภาพร้อมดำเนินการกับผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อร่วมกันคุ้มครองผู้เรียน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม และรักษาศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูให้สมกับการเป็นวิชาชีพควบคุมและวิชาชีพชั้นสูงต่อไป

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน ‘สถิตนิรันดร์’ แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน 'สถิตนิรันดร์' แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน ‘สถิตนิรันดร์’ แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.27 น.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน “สถิตนิรันดร์” น้อมถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2536 ร่วมร้อยกรองบทกลอนสุดลึกซึ้ง “สถิตนิรันดร์” แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สะท้อนพระกรณียกิจด้านกฎหมายและมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้โพสต์บทกลอนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

บทกลอนดังกล่าวมีชื่อว่า “สถิตนิรันดร์” ซึ่งกลั่นกรองมาจากความรู้สึกสะเทือนใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งของประชาชนคนไทย โดยมีเนื้อความระบุว่า


“สถิตนิรันดร์”

ทรงเป็น “เพื่อนพึ่ง (ภา) พา”
ให้ประชาได้พึ่งพิง
สืบตลอดไม่ทอดทิ้ง
สรรพสิ่งมิ่งกุศล

ส่องทางให้คนทุกข์
เห็นคุณค่าความเป็นคน
รู้เหตุและรู้ผล
ประชาชนประชาธรรม

โดมทองธรรมศาสตร์
นิติศาสตร์สัมฤทธิ์นำ
กฎหมายใช่วาทกรรม
หากคูณค้ำความเที่ยงตรง

ทรงเป็นดั่งตราชู
พิทักษ์ธรรมให้ธำรง
รักษาและสืบทรง
โดยเสด็จพระเจตนา

กราบคารวาลัย
หทัยมั่นกตัญญุตา
ทรงเป็นเพื่อนพึ่งพา
สถิตในหทัยนิรันดร์ฯ

ข้าพระพุทธเจ้า เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านพืชผลในระดับโมเลกุล จุฬาฯ คิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เปลี่ยนซูโครสในผลไม้เป็นพรีไบโอติก ชูการขายในรูปแบบ “เพียวเร่” เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปประกอบอาหารต่อ หนุนเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน

ทุเรียน มะม่วง กล้วย ไอศกรีม เค้ก ของหวานเหล่านี้ แม้จะเป็นของโปรด แต่หลายคนก็จำต้องยั้งใจไว้เพราะกลัวน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูง ซึ่งจะตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งเบาหวาน ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง

“เวลาถึงหน้าทุเรียน คุณหมอจะมาเตือนว่าผู้ป่วยอย่าทานทุเรียนเยอะเพราะมีน้ำตาลสูง ซึ่งก็จริงดังคำเตือนของคุณหมอ แต่ทุเรียนก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน เพียงแต่น้ำตาลมาก เราจึงคิดว่าจะลดน้ำตาลในทุเรียนได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ทุเรียนเป็นผลไม้สุขภาพ” ศ.ดร.ศุภอรรจ ศิริกันทรมาศ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยทุเรียนและแนวคิดปฏิวัติความหวานในผลไม้ยอดนิยมของไทยเมื่อ 2565 ซึ่งต่อมา ได้ขยายไปสู่การคิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เทคโนโลยีการใช้เอนไซม์ เปลี่ยนความหวานของน้ำตาลซูโครสในผลไม้รสหวานให้เป็นพรีไบโอติกคงคุณค่าผลไม้ แต่ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสลงได้ถึง 65%

“ประเทศไทยปลูกไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด บางครั้งก็เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด เป็นที่มาของการแปรรูปผลไม้ ตัวผลไม้เองมีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว เมื่อนำมาแปรรูป ปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูงขึ้น หรือดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำตาลซูโครสซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เราจึงอยากลดน้ำตาลที่มีอยู่ในเนื้อผลไม้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลไม้” ศ.ดร.ศุภอรรจ เอ่ยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ “Arto”

ศ.ดร.ศุภอรรจ อธิบายว่า Arto Sucrose-reduced Technology เป็นการใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ โดยนำ Commercialized Enzymes มาผสมเป็นสูตรเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นน้ำตาลอีกกลุ่มหนึ่ง “ผมเคยได้อ่านรายงานวิธีการใช้เอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีนักวิจัยคนใดใช้เทคโนโลยีนี้กับผลไม้ตากแห้งมาก่อน”

ศ.ดร.ศุภอรรจ จึงเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีนี้โดยใช้เอนไซม์สูตรเฉพาะนี้กับเพียวเร่และผลไม้ตากแห้ง และดำเนินการแปรรูปเพียวเร่ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกที่โรงงานต้นแบบแปรรูปอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จ.สระบุรี โดยใช้ผลไม้วัตถุดิบ เช่น มะม่วงจากบ้านวังน้ำบ่อ จ.พิษณุโลก และกล้วยที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนจุกกะเฌอ จ.ฉะเชิงเทรา

“ชาวบ้านปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าอยู่แล้ว บางช่วงกล้วยก็ราคาแพง บางช่วงราคาไม่แพงและมีผลผลิตเยอะ เราจึงนำเอาวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมที่ลดน้ำตาล” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า การแปรรูปอาหารโดยใช้ Arto Sucrose-reduced Technology ทำได้กับผลไม้ในรูปเพียวเร่หรือผลไม้สดก็ได้

“สำหรับผลไม้ตากแห้ง เรามีเทคนิคเฉพาะในการใส่เอนไซม์ลงไปในผลไม้ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเอนไซม์ก็จะทำงานเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก” ศ. ดร.ศุภอรรจ อธิบาย

ส่วนการทำ “เพียวเร่” “เราจะนำเนื้อผลไม้ เช่น มะม่วง กล้วย มาปั่นให้อยู่ในรูปแบบของเหลว ใส่เอนไซม์เข้าไป แล้วนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพรีไบโอติก หลังจากนั้นนำเอาเพียวเร่ที่ได้ไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร เช่น สมูตตี้มะม่วง เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมช็อกโกบานาน่า” 

ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวว่าเทคโนโลยี Arto Sucrose-reduced Technology สามารถใช้ได้กับผลไม้อะไรก็ได้ที่มีรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูง เช่น ทุเรียน กล้วย สับปะรด เป็นต้น หรือพืชที่มีความหวาน เช่น น้ำตาลสด น้ำอ้อย โดยซูโครสในวัตถุดิบเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกได้

“ตอนนี้เราตั้งการลดน้ำตาลไว้ที่ 65% แต่ก็สามารถลดน้ำตาลได้อีกขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริโภค”

แล้วเมื่อลดความหวานลงจะทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่า ศ.ดร.ศุภอรรจ ตอบว่า “แล้วแต่ชนิดของวัตถุดิบ สำหรับกล้วย ไม่ได้ทำให้รสชาติเดิมเปลี่ยนไป ส่วนสมูตตี้มะม่วงจะมีรสชาติคล้ายมะม่วงกวน ส่วนเอนไซม์และกระบวนการจะไปทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่าขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าชอบหรือเปล่า บางคนชอบมะม่วงกวนอยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่าอร่อยดี”

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology มีทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ สมูตตี้มะม่วง , เค้กกล้วยหอมไร้แป้ง, ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า และกล้วยตาก

“ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า เราเอากล้วยหอมที่ลดน้ำตาลมาแล้วทำเป็นรูปแบบของเชอร์เบท ผู้ที่ได้ลองบอกว่ามีกลิ่นกล้วยชัดเจนและมีรสชาติของโกโก้ที่ใส่เข้าไป ส่วนกล้วยตากลดน้ำตาลก็ได้รับเสียงตอบรับดีว่าหวานน้อยลงและมีเทกซ์เจอร์เจอร์ของความเป็นกล้วยด้วย” ศ.ดร.ศุภอรรจ เล่าถึงผลตอบรับจากผู้บริโภค

แม้ Arto จะมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่สิ่งที่ ศ.ดร.ศุภอรรจ ต้องการเน้นมากขึ้นคือการขายในรูปแบบ “เพียวเร่ลดน้ำตาล” “เราพยายามหาผู้ที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ต้นน้ำคือเพียวเร่ลดน้ำตาลเอาไปใช้ บางทีลดน้ำตาลแล้วไม่รู้ว่าไปทำอะไรได้ เราก็เลยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Arto เช่น ไอศกรีม เค้กกล้วยหอม ตอนนี้เรามีการคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจเพียวเร่ลดน้ำตาล และอีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าอยากจะเอาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปขาย เขาอาจจะไปขายแบรนด์ของเราหรือจะนำไปขายในแบรนด์ใหม่ก็ได้เช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology ไม่ว่าจะเป็นเพียวเร่หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จำหน่ายโดยบริษัท InnoPhytoTech ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางด้านชีวเคมีสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม นำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้มีสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นหนึ่งในโครงการ Chula Spin-Off แหล่งรวมนักวิจัยจากจุฬาฯ ให้พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และช่วยเหลือกัน โดยมีเป้าหมายนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

“เราปรึกษา CU I Hub ตั้งแต่ต้นซึ่งเขาก็จะแนะนำช่องทางการบริหารจัดการ ตอนแรกก็จะให้ความรู้ การอบรมทางธุรกิจ ช่องทางการหาทุนสนับสนุน มีอีเวนต์ให้ร่วมออกบูธ แนะนำให้ไปขอทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อไปทำการตลาด”  ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าว

หลังจากที่ใช้เอนไซม์ในการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกแล้ว แผนงานต่อไปของ ศ.ดร.ศุภอรรจ คือการใช้เอนไซม์เปลี่ยนแป้งให้เป็นสารอาหารที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

“อาหารเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์แน่นอน ในยุโรปการบริโภคน้ำผลไม้ลดลงมากเพราะพบว่าผลไม้มีน้ำตาลสูง ไม่ได้เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ผลไม้ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยเช่นกัน เราจะสามารถลดน้ำตาลที่มีอยู่ในผลไม้ได้อย่างไร ในต่างประเทศกำลังพัฒนาอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการบริโภคและมีคุณภาพมากขึ้น” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า เราต้องติดตามงานวิจัย มีการตรวจสอบก่อนว่างานวิจัยในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นสารที่มีประโยชน์มีผู้วิจัยอะไรไปบ้างแล้ว และนำมาพัฒนาต่อยอด โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ใช้ในอุตสาหกรรมด้วย ไม่เกิดปัญหาเมื่อขยายการผลิต วัตถุดิบต้องมีพอ เราต้องทำงานร่วมมือกับชุมชนที่เขามีวัตถุดิบ และกระบวนการของเราจะต้องขยายกำลังผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

 “ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราขายของไม่เป็น งานวิจัยถึงจะดีแค่ไหนถ้าไม่มีผู้ใช้ประโยชน์มันก็หยุดอยู่แค่นั้น การที่จะนำเอาไปใช้ได้จริงหรือก่อให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ นักวิจัยก็ต้องไปพบผู้คน พบชุมชน พบผู้บริโภค พบผู้ประกอบการ เพื่อเป็นไอเดียกลับมาพัฒนางานวิจัยต่อไป” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวทิ้งท้าย

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึกษา

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึก

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Esports Master Youth Champion 2569 การแข่งขันอีสปอร์ตระดับการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตามแนวทางโครงการพระดำริ “BUFF TO BUILD NUMBER ONE” โดยมี นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) นายแพทย์ จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้แทนโครงการ TO BE NUMBER ONE ผู้แทน Garena Thailand และผู้บริหาร ศธ. ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ “Esports Master Youth Champion 2569” จะเปิดโอกาสให้ทีมเยาวชนตัวแทนสถานศึกษาจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมประชันฝีมือใน 3 เกมยอดนิยม ได้แก่ Arena of Valor (RoV), Free Fire และ EA SPORTS FC Online เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมทุนการศึกษา และของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอีสปอร์ตในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ผ่านกระบวนการการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมองว่าอีสปอร์ตเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่ช่วยพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น ทำเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ศธ.มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โครงการ Esports Master Youth Champion จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคตต่อไป รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กล่าวว่า การดำเนินโครงการ BUFF TO BUILD NUMBER ONE และ Esports Master Youth Champion ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้กิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชนยุคใหม่ มาสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ อีสปอร์ตสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ วินัย และภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตเป็นเยาวชนคุณภาพ และห่างไกลจากปัญหายาเสพติด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างนักกีฬาอีสปอร์ต แต่คือการสร้างเยาวชนที่มีทั้ง IQ และ EQ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ขณะที่ นายฐณณ ธนกรประภา นายก CEYDA กล่าวว่า โครงการฯเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะใช้อีสปอร์ตเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนไทย ผ่านการแข่งขันที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต คณะทำงานเชื่อว่าอีสปอร์ตสามารถส่งเสริมทั้ง Hard Skill, Soft Skill และ Heart Skill ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการมีน้ำใจนักกีฬา และการร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปราศจาก Hate Speech เพราะเป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างผู้ชนะ แต่คือการสร้างเยาวชนที่พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ในนาม การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพและต่อยอดอาชีพในเส้นทางอีสปอร์ตได้ในอนาคต ทั้งยังเป็นการต่อยอดความสนใจของเยาวชนไทยสู่การพัฒนาทักษะ เตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ การแข่งขันอีสปอร์ตในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเกม แต่จะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ การวางแผน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การบริหารจัดการตนเอง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคดิจิทัล

สำหรับการแข่งขัน “Esports Master Youth Champion 2569” เปิดรับสมัครทีมตัวแทนสถานศึกษาจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันตั้งแต่ระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และรอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัคร กำหนดการแข่งขัน และข่าวสารต่างๆ ของโครงการได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของโครงการ TO BE NUMBER ONE, CEYDA, Garena Thailand รวมถึงช่องทางของเกม RoV, Free Fire และ EA SPORTS FC Online อีกด้วย

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย 'กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร' คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร”

และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา

รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG”  จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี  ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย  สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน)

และ รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากอัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครคีรี  อำเภอเมืองเพชรบุรี  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานแถลงข่าว การค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และมอบเงินชดเชยผลอาสิน ให้แก่ นางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ โดยมี นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินนันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1 นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายอำเภอบ้านลาด หัวหน้าส่วนราชการ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร โดยสํานักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มดําเนินงานขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตําแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึกในที่นาของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผลการขุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึก พร้อมทั้งพบภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตําแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง เมื่อดําเนินการขุดลึกลงไปพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึก อีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดินและเริ่มปรากฏหลักฐานสําคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสําริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบ เครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคํา และกําไลทองคํา ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญ ของบุคคลผู้ถูกฝังและความเชื่อเกี่ยวกับการอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก นักโบราณคดีได้ดําเนินการขุดค้นอย่างละเอียคเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มเติม มีการสวมโลหะสำริด ลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป อีกทั้งยังพบกลุ่ม โบราณวัตถุสําคัญ เช่น เครื่องประดับทองคํา แหวนทองคํา ลูกปัดทองคํา จี้ทองคํา ต่างหูทองคํา ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ภาชนะสำริด และลูกปัดจํานวนมาก การดําเนินงานจนถึงปัจจุบันพบโครงกระดูกมนุษย์ รวม 9 โครง โครงกระดูกที่พบล่าสุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโลหะสำริด รูปร่างคล้ายฆ้องสำริดวางอยู่บนบริเวณลำตัว พบกลองมโหระทึกเพิ่มเติมอีก 4 ใบรวมเป็น 6 ใบ ซึ่งจะดําเนินการขุดแต่งกลองเพื่อศึกษา ลักษณะและลวดลายบนลําตัวของกลอง ตลอดจนศึกษาแบบแผนของการฝังศพและรูปแบบการวางของอุทิศให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบก้อนดินเผาไฟจํานวนมาก กรามฟันสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประเภทวัว/ควาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์โดยพบทั้งกรามบนและกรามล่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน ถือเป็นหลักฐานสําคัญที่แสดงถึงการฝังสัตว์ร่วมในพิธีกรรมการฝังศพและพบร่วมกับวัตถุอุทิศ แสดงถึงความสำคัญของสัตว์เหล่านั้น อาจเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน หรือมีความสําคัญในแง่อื่น ๆ ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไป

หลังจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จะเข้าบันทึกหลักฐานโครงกระดูก และหลุมขุดค้นด้วยเทคนิค 3D Scan อีกครั้ง ก่อนจะทำการเก็บโครงกระดูก และโบราณวัตถุขึ้นจากหลุมในเดือน กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทีมนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ และนำส่งไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อทำการอนุรักษ์ จากนั้นจะทำการเคลียร์หลุมขุดค้นเพื่อคืบสู่สภาพเดิม ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าของที่นาได้ใช้ประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งตัวอย่างถ่านที่ได้จากการขุดค้นไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทีประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะทราบผลค่าอายุที่แน่นอนประมาณ 3 เดือน “จากการคำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคคีคอนยายทอง เป็นแหล่ง ฝังศพทีมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขิงวิชาการ สะท้อนถึงรูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อเละสถานะทางสังคมของชุมชน ในอดีต และยังคงมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยาและ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค” นายพนมบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

มารอข้ามคืน! เปิดใจ ‘ป้านิต’ คนแรกที่ได้กราบพระศพ ‘พระองค์ภา’ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

มารอข้ามคืน! เปิดใจ 'ป้านิต' คนแรกที่ได้กราบพระศพ 'พระองค์ภา' น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

มารอข้ามคืน! เปิดใจ ‘ป้านิต’ คนแรกที่ได้กราบพระศพ ‘พระองค์ภา’ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

27 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันแรก โดยเปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา  

ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.00 น.  

ช่วงที่ 2 เวลา 11.30 – 16.00 น. 

และช่วงที่ 3 เวลา 20.00 – 21.00 น.            

โดยผู้ที่เข้าถวายสักการะพระศพฯต้องผ่านจุดคัดกรองและลงทะเบียนจัดลำดับ ที่โถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ 

สำหรับวันนี้ซึ่งเป็นวันแรก ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเป็นครอบครัวและมาเป็นหมู่คณะด้วยชุดแต่งกายไว้ทุกข์สีดำ มาผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพ และพระศพฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน เพื่อรับสติกเกอร์โบว์สีดำ สำหรับเข้าสักการะพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  และรับสติกเกอร์โบว์สีขาว เข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

จากนั้นเดินทางเข้าประตูมณีนพรัตน์ และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด โดยผู้ที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะเลี้ยวซ้ายผ่านประตูพรหมโสภา และพักคอยที่ใต้โถงพระที่นั่งบรมราชสถิต มโหฬาร เพื่อรอลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯ บนพระที่นั่งพิมานรัตยา เมื่อเข้ากราบเสร็จแล้วเดินออกยังประตูอนงคลีลา โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง นำภาพพระโกศ และพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มอบเป็นที่ระลึก ก่อนเดินทางออกทางประตูอุดมสุดารักษ์  

นางสุวรรณา (ป้านิด) เคนน้ำเที่ยง ชาวจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งได้รับการจัดลำดับเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นคนแรก กล่าวด้วยความอาลัย ว่า  ตนเดินทางมาถึงบริเวณจุดคัดกรองตั้งแต่ 4 โมงเย็นของเมื่อวาน(ศุกร์ที่ 26 มิ.ย.)ตั้งใจอยากเข้าไปกราบพระศพพระองค์ภาเป็นคนแรก เพราะรู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักคอยดูแลช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ในทุกหย่อมหญ้า ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม ไฟไหม้ พระองค์ท่านก็ไปดูช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดโดยไม่ถือพระองค์ 

“ป้าเคยถวายเงินท่าน 100 บาท ท่านบอกว่า อ๋อเราจะไม่รับเงิน งั้นรับก็ได้แต่จะเอาไปให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และป้าเคยไปช่วยบรรจุถุงยังชีพ ท่านก็ถือไอศครีมเดินแจกอย่างไม่ถือพระองค์ ท่านทรงน่ารัก ก่อนนี้เห็นพระองค์ภาฯเสด็จพร้อมพระองค์โสมฯและมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) นำถุงยังชีพไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยต่างๆมาโดยตลอด

“ป้าเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และตอนท่านประชวร 3 ปีที่ผ่านมาเราก็หวังว่าพระองค์ท่านจะมีพระอาการดีขึ้น ทุกวันพระป้าก็จะไปสวดมนต์ขอพรให้พระองค์ท่านหายจากอาการประชวร แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์ พอทราบข่าวว่าพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก็ใจหายถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย“ ป้านิต กล่าวด้วยความอาลัย

นางสาว รุ่งทิวา เพ็งนาม อายุ 42 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า นั่งรถเมล์สาย 25 จาก จ.สมุทรปราการ มาตั้งแต่เวลา 21.00 น.ของเมื่อวาน (26 มิ.ย.) มารอข้ามคืนเพื่อเข้าถวายสักการะพระศพพระองค์ภาฯ ในเช้าวันนี้  ภาพที่เห็นติดตาตอนน้ำท่วมภาคใต้ พระองค์ภาฯ เสด็จส่วนพระองค์ และทรงวิ่งระยะไกลเพื่อไปเยี่ยมราษฎรที่ถูกน้ำท่วม ท่านทรงเป็นนักกฎหมาย ทรงช่วยเหลือนักโทษอย่างเป็นกันเองเพื่อให้นักโทษมีอาชีพมีโอกาสที่ดีขึ้น ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พระองค์ท่านทำไว้ รู้สึกประทับใจและตื้นตันใจอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่เรียบง่าย และทรงเก่งด้านกีฬาดนตรีก็รู้สึกปลาบปลื้ม

“วันเกิดพระองค์ภาฯ จะสวดบทอิติปิโสเท่าอายุพระองค์และเกิน 1 จบถวายทุกๆปี และตอนที่พระองค์ท่านประชวนอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ไปลงนามถวายพระพรให้กำลังใจพระองค์ท่านตลอด ก็รู้สึกเสียใจอย่างมากที่พระองค์ท่านจากพวกเราไป วันนี้ตั้งใจมาส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย พระองค์จะสถิตอยู่ในใจตราบนิจนิรันดร์“

ด้านนายกันหา ผาแก้ว อายุ 73 ปี อาชีพค้าขาย กล่าวว่า ตนเดินทางออกจากบ้านย่านสวนสยาม เขตมีนบุรี กทม. ตอนตี 4 มาถึงจุดคัดกรองประมาณตี 5 ได้เจอนางบุญเยี่ยม เมืองแดง เพื่อนบ้านชาวมีนบุรีเหมือนกัน

“ผมเห็นพระองค์ภาฯมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อสูญเสียพระองค์ท่านไป ก็พูดไม่ออก รู้สึกเสียใจอย่างมาก วันที่เคลื่อนพระศพ ผมก็มารอรับพระศพที่หน้าศาลฎีกา ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย“ 

ขณะที่ นางวัณเพ็ญ เสนาะจิตร ข้าราชการครูบำนาญ เดินทางมาพร้อมเพื่อนข้าราชการครูบำนาญ จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า พระองค์ภาฯ เก่งทุกอย่างก็รู้สึกปราบปลื้มมาก เสียดายที่ท่านจากไปเร็ว ถ้าท่านมีพระชนมายุอยู่ก็จะทำประโยชน์ให้กับสถาบันและประเทศชาติได้อีกมากมาย เพราะโครงการต่างๆที่พระองค์ทำขึ้น สามารถช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก รวมถึงช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง จึงรู้สึกเสียดาย ช่วงที่พระองค์ประชวร พวกเราก็สวดมนต์ส่งกระแสจิตถวายขอให้พระองค์ภาฯหายจากอาการประชวร จนท่านสิ้นพระชนม์ วันนี้พวกเราก็นัดกันมากราบถวายสักการะพระศพด้วยความอาลัยยิ่ง

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

นายกฯ  เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 07.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานองค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางมาถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายสักการะ ณ เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการถวายพวงมาลัยและจุดเครื่องทองน้อย จากนั้นไปยังด้านในพระอุโบสถ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ให้ศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

นายกรัฐมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและส่วนราชการในพระองค์ ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำและกราบลาพระรัตนตรัย ก่อนถวายความเคารพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาและกราบนมัสการสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเสด็จออก ณ ไพทีหน้าพระอุโบสถและทรงบาตรพระสงฆ์ จากนั้น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะและพระสงฆ์จากโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จำนวน 108 รูป เดินรับบิณฑบาต โดยมีนายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้ร่วมพิธี ร่วมตักบาตรถวายพระกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ.2568 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตของสัญญา ตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการและสามารถตรวจสอบได้

สำนักทดสอบฯ ได้มีการดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยรับผิดชอบงานตามขอบเขตของสัญญา (TOR) ได้แก่ การจัดทำและจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการสอบ การออกและคัดเลือกข้อสอบ การจัดพิมพ์และจัดเตรียมแบบทดสอบและกระดาษคำตอบ การขนย้ายและจัดเก็บข้อสอบ การดำเนินการจัดสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ ตลอดจนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อสอบ ซึ่งได้ดำเนินการครบถ้วนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งขอบเขตของงานกำหนดให้ ภายหลังจากสอบข้อเขียน (ภาค ก และภาค ข) เรียบร้อยแล้วต้องจัดให้มีการตรวจกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบ ทั้ง 10 ศูนย์ โดยมีผู้แทนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อตรวจกระดาษคำตอบที่ดำเนินการสอบแล้วให้จัดทำไฟล์ข้อมูล บันทึกลงใน Flash drive แล้วส่งให้ผู้ว่าจ้างทันทีเมื่อการตรวจกระดาษคำตอบแล้วเสร็จ โดยให้เป็นความลับในระดับ “ลับที่สุด” รวมถึงการจัดทำไฟล์ข้อมูลคะแนนการตรวจกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf และ .xlsx และจัดทำไฟล์ข้อมูลการสแกนกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf หรือ .jpg เพื่อส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้าง

ส่วนกระดาษคำตอบตัวจริงและแบบทดสอบที่ดำเนินการตรวจเรียบร้อยแล้วถูกเก็บรักษาไว้ห้องมั่นคงที่มีกล้องวงจรปิดตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการถือกุญแจ 2 ฝ่าย คือ สำนักทดสอบฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากจะมีการเปิดห้องมั่นคง ต้องมีการดำเนินการเปิดห้องจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีการเปิดห้องมั่นคง 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบ, ครั้งที่ 2 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบที่จัดสอบเพิ่มเติม, ครั้งที่ 3 เปิดห้องเพื่อให้ผู้มาอุทธรณ์ขอดูกระดาษคำตอบตามระยะเวลาที่ระเบียบการกำหนดไว้กรณีที่มีผู้เข้าสอบยื่นใบคำร้องขอดูกระดาษคำตอบตัวจริง ในช่วงเวลาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด ผู้ที่ได้คะแนนเป็น 0 พบว่าเกิดจากการระบายกระดาษรหัสชุดข้อสอบลงในกระดาษคำตอบผิดพลาดหรือไม่ได้ระบาย โดยยืนยันได้จากกระดาษคำตอบตัวจริงที่ได้ส่งมอบให้กับทาง ป.ป.ช. ไปแล้วและครั้งที่ 4 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569

ต่อมา ตามที่ปรากฏในข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569) สำนักทดสอบฯ ได้ให้ความร่วมมือส่งมอบไฟล์ข้อมูลผลการตรวจ กระดาษคำตอบตัวจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ของกฎหมาย

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา ขอยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตงานที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น โดยได้มีการส่งมอบเอกสาร และไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องและความโปร่งใสของการดำเนินงาน