บัณฑิต ‘จุฬาฯ-ชนบท’ อดีต รปภ. ได้ทุนเปลี่ยนชีวิต สานฝันทางการศึกษาระดับบัณฑิตฯ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม

น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”

แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”

การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา

จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย

ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป

เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”

ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ 5 แห่ง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด มหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ชิม ชม แชร์ เสน่ห์ท้องถิ่นไทย อาหารพื้นบ้าน ศิลปะ และเสียงเพลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

14 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ งาน “วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด” เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งชาติ นำเสนอเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมอาหารริมฝั่งน้ำอย่างยั่งยืน ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมีเป้าหมาย สำคัญในการร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะวิถีที่มี “วัง คลอง ตลาด” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝมีชีวิต และสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

โครงการนี้จึงมุ่งหวังสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน นักศึกษา และชุมชน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจภายในงานทั้งสองวัน คือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชน พบกับร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศและสินค้าชุมชนรวมกว่า 40 ร้านค้า รวมทั้งชมนิทรรศการ-การสาธิตการทำอาหารสูตรโบราณและอาหารท้องถิ่น จาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พร้อมทั้งฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” โดย 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหาร ได้แก่ คุณจรงศักดิ์ รองเดช (สตังค์) พิธีกรรายการสารคดีอาหารพื้นบ้าน ภัตตาคารบ้านทุ่ง,คุณเอกชัย เกื้อทอง (ต้น) ผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ,ผศ.ดร.ณนนท์ แดงสังวาลย์ (ณนนท์) สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ คุณณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต (ตั้ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันการอาหารไทย (TCA) ดำเนินรายการโดย คุณกันต์-ศุภยศ ปุกหุต

ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการเสวนาในครั้งนี้ สรุปเนื้อหาและใจความได้ว่า เราพูดถึงอาหารกันหลายเรื่องเราพูดถึงวัตถุดิบ พูดถึงผู้คน พูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงวัฒนธรรม และพูดถึงการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็คือ คลอง คลองหล่อเลี้ยงผืนดิน ผืนดินหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนสร้างวิถีชีวิต และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตก็คืออาหาร เพราะฉะนั้นอาหารริมคลองจึงไม่ได้มีเพียงรสชาติจากวัตถุดิบที่เราเลือกมาใช้ แต่มีรสชาติของ เรื่องราว ผู้คน และกาลเวลาอยู่ด้วย และเมื่อเราพูดถึงการรักษาอาหารพื้นถิ่น บางทีสิ่งที่เราต้องรักษาจึงไม่ใช่เพียงสูตรอาหารหนึ่งสูตร

แต่คือเรื่องราวที่ทำให้สูตรนั้นเกิดขึ้น คือวัตถุดิบที่ทำให้เกิดรสชาติ คือภูมิปัญญาของคนที่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรุงอย่างไร และคือสายน้ำกับวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เพราะคลองคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้อาหารนั้นเกิดขึ้น และตราบใดที่คลองยังหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนก็ยังมีวัตถุดิบมีเรื่องราวที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และตราบใดที่เรายังส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น รสชาติของบ้านถิ่นก็จะยังเดินทางต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ยังกล่าวทิ้งท้ายหลังจบการเสวนาในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” ด้วยว่า “งานเสวนาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soft Power ยกระดับอาหารพื้นถิ่น คลองบางเขน คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ซึ่ง ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ด้วยภารกิจของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมจึงได้ทำงานร่วมกับชุมชนริมคลองทั้ง 3 พื้นที่เพื่อค้นหา รวบรวม และต่อยอดองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นถิ่น รวมถึงเรื่องราวและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารเหล่านั้น พราะอาหารพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพื้นที่”

ปลัด มท.แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ภา

14 กันยายน 2569 เวลา 09:47 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์

14 กันยายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 นี้ เป็นวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ได้เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมจัดและประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ที่เหมาะสม ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 07.30 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีฯ ของจังหวัดและอำเภอเมืองฯ/อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนายอำเภอเป็นประธานในพิธีฯ ของอำเภอ โดยนิมนต์ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ รวมถึงคณะสงฆ์ในพื้นที่ ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์

“กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ สถานที่ที่จังหวัด และอำเภอกำหนด เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

สกลนครสืบสานศรัทธา! ‘อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ’ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

12 กันยายน 2569 เวลา 17:39 น.

‘อบจ.สกลนคร’ร่วมสืบสานศรัทธา! อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยาประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณนฤมล สัพโส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย คุณวนิดา พรหมชาติ เลขานุการนายก อบจ.สกลนคร นำคณะส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และพระอรหันตธาตุ เข้าประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

พิธีเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยริ้วขบวนรถบุปผชาติอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุเวียนรอบองค์พระธาตุเชิงชุม 3 รอบ ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกภายในพระวิหาร โดยมีพระสงฆ์สมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ตามดำริของ หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ พระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม

ดร.ประกาย ณ สงขลา และ ดร.อำนาจ เพชรหนูไทย ในนามสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ได้ออกมากราบขอบคุณ คุณนฤมล สัพโส, คุณวนิดา พรหมชาติ และ คุณนิลรดา กลยาณีย์ พร้อมด้วยบุคลากร อบจ.สกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการจัดพิธีมหามงคลในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน และ อบจ.สกลนคร ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน พาครอบครัวเข้า ร่วมกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรม สติ ความซื่อสัตย์ และความเมตตา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเปิดให้เข้าสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 11–30 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา”

12 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

ลลิดา-เพริศวิวัฒนา

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา” ดันไทยแข่งขันได้มากขึ้น

วันนี้ (12 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตั้งเป้าปี 2571 โดยไม่ได้มุ่งเพียงสถานะสมาชิก แต่ใช้มาตรฐาน OECD เป็นตัวเร่งปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ภาษี ระบบราชการ แรงงาน ดิจิทัล ไปจนถึงการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

ขณะนี้ไทยเข้าสู่ขั้นตรวจสอบเชิงเทคนิค หลังส่งบันทึกเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยคณะกรรมการเชิงเทคนิคของ OECD จำนวน 25 คณะ จะตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยในแต่ละด้าน พร้อมเสนอประเด็นที่ต้องปรับปรุง รัฐบาลได้มอบหมาย 34 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยมีกลไกระดับชาติที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำกับและเร่งรัดให้การปรับกฎหมายและนโยบายเดินหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้เมื่อไร แต่คือระหว่างทางประเทศไทยจะยกระดับได้มากเพียงใด ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดขั้นตอนและภาระของภาคธุรกิจ ทำให้ระบบราชการคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น รวมถึงพัฒนาคนไทยให้มีทักษะพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่

ด้านการศึกษา ผล PISA 2025 ซึ่ง OECD ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สะท้อนสัญญาณบวก โดยคะแนนนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้นจากปี 2022 ครบทั้ง 3 ด้าน วิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน คณิตศาสตร์จาก 394 เป็น 407 คะแนน และการอ่านจาก 379 เป็น 392 คะแนน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นของการศึกษาไทย

ผล PISA 2025 ที่ขยับขึ้นเกิดขึ้นภายหลังการวางรากฐานและขับเคลื่อนมาตรการยกระดับผล PISA อย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2567–2568 ก่อนการสอบจริงในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีทีมบริหารกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นร่วมขับเคลื่อน นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ซึ่งกำกับและติดตามการดำเนินงาน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อน PISA 2025 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมสนับสนุนและสื่อสารนโยบาย พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมถึงเตรียมความพร้อมทั้งครู นักเรียน สื่อการเรียนรู้ และระบบการสอบผ่านคอมพิวเตอร์

รัฐบาลจะนำผล PISA ที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อยอด พร้อมเร่งปิดช่องว่างที่ยังเหลือ เนื่องจากนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในวิทยาศาสตร์ และ 41% ในคณิตศาสตร์และการอ่าน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 74% 65% และ 69% ตามลำดับ การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับผลิตภาพแรงงาน การรับเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การเข้า OECD ไม่ใช่เพียงการได้สถานะสมาชิก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยดีขึ้นระหว่างทาง ธุรกิจต้องแข่งขันได้มากขึ้น ราชการต้องคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น และคนไทยต้องมีทักษะสูงขึ้น ผล PISA ที่ขยับขึ้นก็เป็นสัญญาณว่า การวางรากฐานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลจะต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีและเร่งแก้จุดที่ยังเป็นช่องว่าง เพื่อให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2571 เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยกำหนด โดยไทยยังต้องผ่านการประเมินของคณะกรรมการ OECD ในแต่ละด้าน รวมถึงปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะมนตรี OECD จะพิจารณารับไทยเป็นสมาชิกในขั้นสุดท้าย

“K-LIVE FESTIVALIN BANGKOKเทศกาลดนตรีจากเกาหลีใต้”จัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคมนี้

11 กันยายน 2569 เวลา 20:57 น.

ภายใต้การจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเกาหลี และร่วมจัดโดย KOFICEและศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย เทศกาลดนตรีครั้งสำคัญ รวบรวมวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยไว้บนเวทีเดียว ณ UOB Live เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 11 กันยายนนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11กันยายน 2569 มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประกาศจัดงาน K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด“PEEL IT OFF. TURN IT UP. K-LIVE ON.” พบกับศิลปินและวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยที่จะมาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน

เทศกาลดนตรีครั้งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ “2026 Korea Season” โครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในระยะยาวและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน โดยตลอดทั้งปี Korea Season นำเสนอศิลปะ ดนตรี การเต้น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีที่หลากหลาย

Korea Season ในประเทศไทย ประจำปีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมด้วยการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัยจากเกาหลีเรื่อง GAT ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างดี และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งดนตรี เทศกาล มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีและไทยในระยะยาว

โดยเทศกาลครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม“It’s the Era of Bands” และแนวคิด “BANDAGE OFF” ที่สื่อถึงช่วงเวลาของการปลดล็อคขีดจำกัดและปล่อยให้เสียงดนตรีสดได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์การแสดงดนตรีสดที่หลากหลายผ่านดนตรีหลากหลายแนว ได้แก่:

  • EVAN: นักร้องรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยน้ำเสียงหวานเป็นเอกลักษณ์
  • HYUKOH: วงอินดี้ร็อกจากเกาหลีชั้นนำ และหนึ่งในตัวแทนสำคัญของวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่
  • ONEWE: วงดนตรีเกาหลี 5 สมาชิก ที่โดดเด่นด้วยความสามารถทางดนตรีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์
  • MINSU: นักร้องและนักแต่งเพลงที่ได้รับความรักจากแฟนเพลง ถ่ายทอดบทเพลงที่จริงใจและเต็มไปด้วยอารมณ์
  • Paper Planes: หนึ่งในวงร็อกแถวหน้าของไทย เจ้าของเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมจากหลายช่วงวัย
  • DJ Sets: เติมเต็มบรรยากาศของงานด้วย DJ JINWOOK และ DJ MAKTOOP

         กิจกรรมจะเริ่มเวลา 16.00 น. ตามด้วยการแสดงบนเวทีหลักเวลา 17.00 น.

 หลังจบงาน K-LIVE FESTIVAL โครงการ Korea Season จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมนำเสนอเนื้อหานิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี (National Museum of Korea) ภายใต้ชื่อนิทรรศการ <A Landscape Carried by Wishes: Immersive Korea>  ณ ห้องอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

รายละเอียดงานและการจำหน่ายบัตร

  • ชื่องาน: K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK
  • วันและเวลา: วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 | กิจกรรมเริ่ม 16.00 น. การแสดงบนเวทีหลัก 17.00 น.
  • สถานที่: UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ
  • เปิดจำหน่ายบัตร: วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (ICT) ทาง MEGATIX
  • ราคาบัตร: 500 บาท (ราคาเดียวสำหรับบัตรยืนและบัตรนั่ง)

ติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรและรายชื่อศิลปินได้ทาง MEGATIX และช่องทางทางการของงานที่ klivefestival.com, @klivefestival_th (Facebook / Instagram), และ @koreaseason_official (Facebook / Instagram).

เกี่ยวกับ KOFICE

มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) เป็นหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีบทบาทในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คน และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับโลก

เกี่ยวกับ Korea Season 2026

Korea Season เป็นโครงการด้านการทูตวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และดำเนินงานโดย KOFICE โดยนำเสนอกิจกรรมตลอดทั้งปี ครอบคลุมทั้งดนตรี ศิลปะ มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศพันธมิตรอย่างยั่งยืน

คุรุสภา เปิดเวที KSP Webinar 2026 ชูความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI

11 กันยายน 2569 เวลา 20:20 น.

คุรุสภาชวนครูทั่วประเทศร่วม KSP Webinar 2026 วันที่ 12–13 ก.ย.นี้ เปิดเวทีถก “ความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI” ระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เจาะพฤติกรรมดิจิทัลวัยรุ่น การใช้ AI ในห้องเรียน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 50,000 คน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน  ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2569 (KSP Webinar 2026) ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” (Shaping the Future of Thai Education: School Safety in the AI Era) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI และสังคมดิจิทัล ในรูปแบบออนไลน์

ผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th และถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook คุรุสภา  โดยไฮไลต์วันแรก 12 ก.ย.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาที่จับประเด็นปัญหาใกล้ตัวเด็กและครู อาทิ “อ่านสัญญาณวิกฤต ผ่านสองสายตา: ผสาน AI

ร่วมถอดรหัสวิกฤตพฤติกรรมดิจิทัลของวัยรุ่น” และ “AI เพื่อการบริหารจัดการห้องเรียน: รู้เท่าทันหลักธรรมาภิบาล”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน: ผนึกพลังพิทักษ์เด็ก” ที่จะชวนมองว่าการสร้างความปลอดภัยให้เด็กไม่ใช่หน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วน

ส่วนวันที่ 13 ก.ย.69 พบกับไฮไลต์สำคัญ การบรรยายพิเศษ “Traffy Fondue : ความปลอดภัยในสถานศึกษา” โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ นายอดิศักดิ์ ดงสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา

จากนั้นยังมีเวที “ความปลอดภัยในสถานศึกษา : หลากหลายมิติ หลากหลายมุมมอง” “การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์: Social and Emotional Skills” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อเปิดมุมมองเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ครู โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ครูและเด็กกำลังเผชิญจริง ตั้งแต่ AI พฤติกรรมในโลกดิจิทัล สุขภาพจิตและอารมณ์ ไปจนถึงบทบาทของครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนวคิดที่สามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษาซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน  ทั้งนี้คุรุสภาหวังให้เวที KSP Webinar 2026 เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษา และวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

“AI และโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีสอน และวิถีชีวิตของเด็ก ความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางกายภาพ แต่รวมถึงสุขภาพจิต พฤติกรรมในโลกดิจิทัล และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน คุรุสภาหวังว่าเวทีนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความเสี่ยง และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหารูปแบบใหม่ สามารถนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในการดูแลผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่เวทีใหญ่ KSP Webinar คุรุสภาได้จัดกิจกรรม Pre Webinar ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–11 กันยายน 2569 จำนวน 11 หัวข้อ ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อดิจิทัล Active Learning การพัฒนาทักษะผู้เรียน การสร้างโรงเรียนแห่งความสุข การจัดการศึกษาทักษะอาชีพ และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่นวัตกรรมการเรียนรู้  คุรุสภาขอเชิญชวนครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน KSP Webinar 2026 ผ่าน “คุรุแพลตฟอร์ม” ที่ https://khuruplatform.ksp.or.th และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook “คุรุสภา” โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนดและตอบแบบสอบถาม จะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th

บอร์ด สกสค.ไฟเขียว จุลพงษ์ ลิมปสุธรรม นั่ง ผอ.องค์การค้าฯ คนใหม่

11 กันยายน 2569 เวลา 19:39 น.

11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธาน เสนอรายชื่อมา 2 ราย ได้แก่ นายจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม อดีตผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และ นายศักดาเดช ทาซ้าย อดีตผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อประกอบการพิจารณา

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุลพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรให้ดีขึ้น

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายจุลพงษ์ จัดทำแผนบริหารงานองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.พิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนองค์การค้าฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจสำคัญของผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ คือการบริหารจัดการทรัพย์สินและบุคลากรขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดส่งหนังสือเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่นั้น คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

สอวช.-อพท. ลงนามร่วมมือใช้ อววน. ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

11 กันยายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) อย่างยั่งยืน” ระหว่างกระทรวง อว. โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับกระทรวง กก. โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาสนับสนุนการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำงานวิจัย นวัตกรรม ศักยภาพของมหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างรายได้หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน

“ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการกับพื้นที่จริง โดยใช้มหาวิทยาลัยและเครือข่ายของ อว. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism Lab) รวมทั้งร่วมพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผล เพื่อให้เกิดการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นระบบและสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สร้างผลดีต่อธรรมชาติ (Nature Positive Development)

นอกจากนี้ ยังมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผลที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การสร้างคุณค่าใหม่ด้วยทุนทางนวัตกรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างในระดับประเทศ

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’

11 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ มุ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” (Regenerative Tourism) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม มี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และนางสาววนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปใช้พัฒนาและขยายผลในพื้นที่พิเศษของ อพท. เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมพัฒนามาตรฐานและแนวทางวัดผลที่สอดคล้องกับระดับสากล เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

การขับเคลื่อนดังกล่าวมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” ที่การท่องเที่ยวไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของกระทรวง อว. ตลอดจนการขับเคลื่อนของ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากฐานรากอย่างยั่งยืน

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย โดย สอวช. จะร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย พร้อมใช้กลไกของกระทรวง อว. เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่พื้นที่ของ อพท. รวมทั้งประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลจากพื้นที่ไปใช้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะสร้างกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ได้แก่ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า

ทั้งสองหน่วยงานกำหนดกรอบความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย เปลี่ยนจากการรักษาทรัพยากรสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรม ใช้กลไก อววน. พัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและผลักดันผลลัพธ์สู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2) การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและเครือข่าย เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมพัฒนา “Regenerative Tourism Lab” เพื่อทดลองโมเดลที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และประยุกต์แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3) การพัฒนาเครื่องมือและระบบวัดผล จัดทำเกณฑ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และเหมาะสมกับบริบทไทย และ 4) การพัฒนาศักยภาพคน ทั้งบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

ภายในงานยังมีการบรรยายหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE นำเสนอการใช้ ECOLIFE Platform เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่