‘รมว.อว.’ จับมือ สจล. หนุนวิจัย – นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ในงาน ‘KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569’

17 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) (ลำดับที่ 6 จากซ้าย) นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) (คนซ้าย) ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (ลำดับที่ 2 จากซ้าย) พร้อมคณะผู้บริหารร่วมเปิดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : จากนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” มหกรรมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกว่า 400 ผลงานที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง และสามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกิจกรรมเวิร์คชอปอีกกว่า 140 กิจกรรม และกิจกรรมโอเพ่น เฮาส์จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย 1 วิทยาเขต โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เวทีกลาง หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เมื่อเร็ว ๆ นี้

มทร.ล้านนา ชูนวัตกรรมสร้างมูลค่าเศษวัสดุเกษตร ‘เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง’

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา เข้าร่วมจัดนิทรรศการในโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ที่ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ว่า มทร.ล้านนา ได้ร่วมนำเสนอนวัตกรรมและการสาธิตเทคโนโลยีพร้อมใช้ในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดฝุ่น PM 2.5 มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยมาขยายผลสู่ชุมชน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากแก่เกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงราย และภาคเหนือ

ด้าน ผศ.ดร.อังกูร ว่องตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย มีสาเหตุหลักจากมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยวทำได้ยาก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้วิธีการเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ มทร.ล้านนา ได้นำนวัตกรรมเครื่องสับเพื่อลดความชื้นของเศษวัสดุ ไปจัดแสดงพร้อมสาธิตกระบวนการใช้งาน โดยมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดระบบรวบรวมและขนส่งไปยังโรงงานผลิตชีวมวลอัดเม็ด Biomass Pellet Plant และถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อส่งเสริมโมเดลธุรกิจชุมชน จูงใจให้เกษตรกรหยุดเผา หันมาสร้างรายได้เสริมตามแนวคิด “เลิกเผา เป๋าตุง”

“การนำเสนอนวัตกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐ ชุมชน และเกษตรกรเป็นอย่างมาก รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งแสดงความจำนงในการนำชุดความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยไปปรับใช้ในระดับพื้นที่จริง เพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย” ผศ.ดร.อังกูร กล่าว

พัฒนา ‘หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ’ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ปิ่นรัฐ ปิ่นเวหา นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CU TIP) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนความชอบส่วนตัวในการดื่มกาแฟให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจจากการวิจัยพัฒนา “หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ” ซึ่งคว้ารางวัลเหรียญเงินจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ “The 50th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย

ปิ่นรัฐ เผยถึงที่มาของนวัตกรรม “หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ” ว่าเกิดจากการที่ตนเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง สังเกตได้ว่าเมื่อเราดื่มกาแฟทุกวัน กากกาแฟจำนวนมากจะถูกทิ้งโดยไม่มีการจัดการที่ยั่งยืน แม้จะมีการนำไปใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุขัดผิว แต่การใช้งานเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับกากกาแฟอย่างแท้จริง นวัตกรรมนี้จึงเกิดขึ้นซึ่งเป็นการผสมระหว่างกากกาแฟกับยางธรรมชาติของไทย ได้เป็นวัสดุยางคอมโพสิตซึ่งมีสมบัติใกล้เคียงกับหนังแท้

“การเลือกใช้ยางธรรมชาติเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย จึงต้องการพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และเมื่อนำมาผสมกับกากกาแฟ จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังแท้ แต่ราคาถูกกว่าหนังสัตว์ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน เพียงแค่นำกากกาแฟที่เก็บได้มาผสมร่วมกับยางคอมโพสิตตามสูตร การบวนการทั้งหมดใช้เวลาสั้น และได้แผ่นหนังสังเคราะห์ที่พร้อมใช้งาน ปัจจุบันสามารถผลิตหนังสังเคราะห์ได้ในขนาด 1 x 1 ตารางเมตร และสามารถปรับขนาดหนาบาง ผิวหน้า ลายหนังตามความต้องการได้” ปิ่นรัฐ กล่าวและว่า หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟมีลักษณะนิ่มเหมือนหนังแท้ ส่วนเรื่องกลิ่นนั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้ของแต่ละคน บางคนดมได้กลิ่นกาแฟ บางคนก็อาจได้กลิ่นยาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยเพื่อปรับปรุงหนังสังเคราะห์ให้มีกลิ่นกาแฟที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับอายุการใช้งานนั้น ตัวอย่างต้นแบบที่ผลิตตั้งแต่เริ่มการวิจัยจนถึงปัจจุบัน ผ่านระยะเวลามาแล้วกว่า 3 ปี หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟก็ยังคงรูปเดิมและใช้งานได้ดี จึงแสดงให้เห็นถึงความทนทานที่เทียบเท่าหนังทั่วไป

ปิ่นรัฐ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า เข็มขัด พวงกุญแจ และสินค้าพรีเมียมตามโรงแรมและร้านกาแฟ ราคาแผ่นหนังขนาด 1 ตารางเมตรถูกกว่าหนังสัตว์ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยหนังสัตว์ราคาประมาณ 2,000 บาทต่อตารางเมตร ที่น่าสนใจคือมีผู้ประกอบการโรงแรมติดต่อเข้ามาเพื่อให้นำกากกาแฟจากโรงแรมไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เพื่อนำไปจำหน่ายเป็นของที่ระลึกในโรงแรม เช่น จานรองแก้ว ซึ่งเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันการผลิตยังอยู่ในรูปแบบ OEM (จ้างผลิต) โดยจะใช้โรงงานในชุมชนที่มีอุปกรณ์ทำยางอยู่แล้วผลิตวัสดุหนังจากกากกาแฟ

การได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานประดิษฐ์และนวัตกรรมที่กรุงเจนีวาถือเป็นการยืนยันคุณภาพของนวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟนี้ในเวทีโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะกรรมการที่บูธแสดงผลงาน นอกเหนือจากรางวัลเหรียญเงินเแล้ว ยังได้รับรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากนวัตกรรมนี้มีจุดเด่นที่ชัดเจนในเรื่องการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ซึ่งเกิดน้อยกว่าวัสดุเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

“สำหรับแผนการพัฒนาในอนาคต จะมีการขยายธุรกิจในรูปแบบความร่วมมือกับชุมชน โดยเก็บขยะกากกาแฟจากชุมชนมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนนำไปขายหรือใช้งาน รวมถึงการขาย Know-how ให้กับชุมชนอื่นๆ เพื่อให้สามารถ รีไซเคิลกากกาแฟในระบบของตนเองได้ ซึ่งจากกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง และชุมชนมีการทำยางอยู่แล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันที” ปิ่นรัฐ กล่าวถึงศักยภาพความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจ

นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ในหลักสูตร CU TIP ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนางานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจจริง โดยเนื้อหาหลักสูตรจะมีทั้งวิชาเกี่ยวกับธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความรู้เรื่องสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง

“นวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟไม่เพียงแต่แก้ปัญหาขยะและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าให้ยางธรรมชาติไทย และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เราสามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการดูแลโลกของเราได้จริง จากแก้วกาแฟที่เราดื่มทุกวัน แต่วันนี้กากที่เหลือจากการชงไม่ใช่แค่ขยะอีกต่อไป แต่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์คุณภาพที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยและโลก” ปิ่นรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘พลังรุ่นใหม่’ สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็วๆนี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

สลช.ปรับหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยกระดับทักษะตอบโจทย์ยุคใหม่

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมทบทวนหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นการบูรณาการความรู้ พัฒนากิจกรรมลูกเสือ พร้อมอัปสกิล (Up-skill) เพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย เตรียมเปิดระบบอบรม B.T.C. ออนไลน์ รวมถึงวางแผนพัฒนาระบบเรียนและทดสอบผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ สลช. เพื่อเปิดโอกาสให้ครูที่มีพื้นฐานเดิมสามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชาเพิ่มเติมเพื่อมีคุณวุฒิ ประเภทที่ตรงกับการเรียนการสอน และรับเกียรติบัตรได้ทันที โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับคุรุสภาและสถาบันอุดมศึกษา ขณะเดียวกันยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือใหม่ ให้สอดคล้องกับทุกกลุ่มเป้าหมายไม่เฉพาะแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น โดยเน้นการทำผลงาน/โครงการ (Project/Service) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาลูกเสือไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีขั้นตอนซับซ้อน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือในประเด็นการแก้วิกฤต “คอขวด” การขอมีคุณวุฒิและมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดแบจด์ ปัจุบันได้ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติคุณวุฒิ และมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดเเบจด์ให้รวดเร็ว และวางแผนในอนาคตให้มีการอนุมัติด้วยระบบดิจิทัล (Self-Service) เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาอย่างชัดเจน รวมถึงเร่งรัดหลักสูตรวิชาพิเศษและอาสาสมัครลูกเสือ โดยเตรียมประกาศใช้หลักสูตรวิชาพิเศษที่ได้มาตรฐาน 5 วิชา ประกอบด้วย วิชาการบุกเบิก, วิชาการจัดค่ายพักแรม, วิชาแผนที่และเข็มทิศ, วิชาระเบียบแถวลูกเสือ และวิชาการบันเทิงในกองลูกเสือ อย่างเป็นทางการ พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการอาสาลูกเสือให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สลช.ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อยกร่างหลักสูตรและระเบียบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้การจัดทำหลักสูตรแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดตัวและเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปีการศึกษาถัดไป

เปิดตัว ‘TILSNA’ ขับเคลื่อนชีววิทยาศาสตร์-การแพทย์ไทย ก้าวข้ามผู้ให้ทุนสู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Life Sciences ดันนวัตกรรมสู่เวทีโลก

16 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน TILSNA Open Day “The New Era of Thailand’s Life Sciences” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA อย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA ก้าวสู่บทบาทกลไกสำคัญของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายระดับนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล พร้อมระบุถึง 7 นโยบายสำคัญที่เคยมอบให้แก่คณะกรรมการและผู้บริหารของ TILSNA ได้แก่

  • มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุนวิจัย” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อผลักดันงานวิจัยขั้นปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าปั้นยูนิคอร์นด้านสุขภาพของไทย
  • นโยบายที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติทางชีววิทยาศาสตร์ โดยให้ TILSNA เป็นเจ้าภาพหลัก ในการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจน
  • นโยบายที่เน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ก้าวข้าม Valley of Death
  • การต่อยอดธุรกิจ
  • การเป็น One-stop Service เชื่อมโยงโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
  • นโยบายการจัดทำธนาคารชีวภาพระดับชาติ (National Biobank) และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • นโยบายในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพเชิงรุก ดึงดูดการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า TILSNA จะเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ตามแนวคิดที่ว่า “สุขภาพยั่งยืน” คือ ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอให้การทำหน้าที่ของ TILSNA นับจากนี้ไป ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน และเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำตลาดบนเวทีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงาน Open House ในวันนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการและผู้อำนวยการที่จัดให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Matching) ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เติมเต็มระบบนิเวศการทำงานวิจัยและการเป็นผู้ประกอบการด้าน Life Science พร้อมทั้งช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับหน่วยงานให้ทุนอื่น ๆ ของกระทรวง อว. ได้อย่างครบวงจร”

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน Life Science ว่า เป็นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนและทรัพยากรพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข การทดลองทางคลินิก รวมถึงทุนมนุษย์ที่มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เก่งเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่เข้าสู่ประเทศ

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง  ในการทำวิจัยเชิงคลินิก จะช่วยดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่และวิทยาการระดับโลกเข้ามา ตลอดจนดึง Talent หรือคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ TILSNA เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อเร่งรัดในการยกระดับและเสริมแกร่งให้นวัตกรรมด้าน Life Sciences ไทย แข่งขันได้ในระดับสากล

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ ดึง‘ทุนวัฒนธรรมไทย’สู่โอกาสทางอาชีพ ชูแนวคิด‘รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด’ พัฒนาศักยภาพกำลังคน ต่อยอด Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดตัวชุดหลักสูตรออนไลน์ E-Learning ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น มุ่งยกระดับทักษะแรงงานสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวทันบริบทโลก ด้วย 4 หลักสูตร รวม 22 บทเรียน ครอบคลุมตั้งแต่วัฒนธรรม ความยั่งยืน กฎหมาย ไปจนถึงการตลาดเชิงพาณิชย์ เรียนฟรีได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) เมื่อจบหลักสูตรและผ่านเกณฑ์การทดสอบ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยเน้นเนื้อหาที่นำไปปฏิบัติได้จริง เชื่อมโยงเป็นเส้นทางตั้งแต่ “รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด”

“เราอยากให้การเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่ที่การรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปสร้างสรรค์และต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ได้จริง โดยเริ่มจากการเข้าใจอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมไทย นำมาพัฒนางานอย่างรับผิดชอบ เข้าใจการปกป้องและบริหารสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนจะต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า การพัฒนาแบรนด์ และการคว้าโอกาสทางธุรกิจ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

นอกจากนี้ หลักสูตรดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

เจาะลึก 4 หลักสูตร E-Learning: เส้นทางสู่การเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพ ได้แก่

1.รู้ราก: ทุนทางวัฒนธรรมไทยกับการออกแบบร่วมสมัยอย่างรับผิดชอบ จำนวน 5 บทเรียน โดย ดร.บุษกร ฮวบแช่ม : ทำความเข้าใจวัฒนธรรมในฐานะทุนความคิดสร้างสรรค์และ Soft Power การนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด

2.รู้สร้าง: การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 6 บทเรียน โดย ดร.สุธินี ตันอังสนากุล : ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) การเลือกใช้วัสดุ การลดของเสีย ตลอดจนจริยธรรมและแรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

3.รู้สิทธิ: ทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายพื้นฐานสำหรับผู้สร้างสรรค์ จำนวน 5 บทเรียน โดย อาจารย์ธนัชพร เฟื่องงามพร : เสริมความรู้ด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองงานออกแบบ งานหัตถกรรม และภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์สามารถปกป้องผลงานและบริหารจัดการสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย 

4.รู้ตลาด: จากผลงานสร้างสรรค์สู่ตลาด: การตลาดและการสร้างมูลค่าอย่างรับผิดชอบ จำนวน 6 บทเรียน โดย ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ : เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจจริง ทั้งการวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคา การสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายและวิธีเข้าร่วมอบรมนั้น OKMD เปิดกว้างสำหรับ นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ วิสาหกิจชุมชน นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการพัฒนาตนเอง สามารถเข้าได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ E-Learning ของ OKMD ที่ เว็บไซต์ elearning.okmd.or.th โดยจะได้เกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) ทันทีเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ⁠

ศธ.ถก ‘OECD’ ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

SPC บ่มเพาะต้นกล้าคุณธรรม สานต่อ ‘สหพัฒน์ให้น้อง’ ก้าวสู่ปีที่ 10 ปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กว่าทศวรรษของการมุ่งมั่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดี บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง” ก้าวสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ โครงการได้สร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่อีก 26 โรงเรียน ส่งผลให้ตลอดการดำเนินโครงการครอบคลุมกว่า 250 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสานต่อภารกิจการเฟ้นหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” เด็กดีผู้มีความซื่อสัตย์ มีจิตอาสา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

“สหพัฒน์ให้น้อง” ไม่ใช่เพียงโครงการเพื่อสังคม แต่คือพันธกิจระยะยาวของ SPC ที่เชื่อมั่นว่า ‘เด็กดี มีความซื่อสัตย์’ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้เห็นผลผลิตของต้นกล้าคุณธรรมที่เติบโตขึ้นมากมาย และยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

สำหรับโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ยังคงอัดแน่นด้วยกิจกรรมลงพื้นที่สร้างสรรค์ อาทิ การตามหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” ตัวแทนเด็กดีประพฤติดี มีจิตสาธารณะ การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อน การนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการร้องเพลงประจำโครงการเพื่อซึมซับค่านิยมความซื่อสัตย์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความซื่อสัตย์อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งความตั้งใจของโครงการ คือเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเนื้อหารายการอย่างเท่าเทียม ทางรายการยังได้จัดทำระบบ ADCC (Audio Description Closed Caption) สำหรับการออกอากาศย้อนหลัง เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเรื่องราวดีๆจากโครงการได้มากยิ่งขึ้น

สามารถติดตามรายการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09:30-10:00 น. ทาง Nation 22 รับชมย้อนหลังทาง YouTube : Sahapat Official ทุกวันเสาร์ เวลา 12:00 น. และติดตามสกู๊ปผ่านโซเชียลมีเดียทุกวันศุกร์ เวลา 18:00 น. ผ่าน Facebook : Sahapat IG : sahapat_official และTikTok : @spc_sahapat

สลช.สำรวจที่ดินในครอบครอง 58 แปลง เตรียมชงบอร์ดบริหารลูกเสือเดินหน้าพัฒนาเต็มสูบ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ สลช.ทำการสำรวจข้อมูลที่ดินของ สลช.ทั้งหมดทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายแปลงว่ามีการปล่อยเช่าไปหรือไม่ หากปล่อยเช่าสัญญาเช่ายังคงอยู่หรือสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว เพื่อที่จะจัดทำให้เป็นระบบที่เป็นปัจจุบัน นั้น ล่าสุด สลช.ได้ทำการสำรวจที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบที่ดิน สลช.ใน 16 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 58 แปลง แต่ละแปลงมีการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์การครอบครองไว้อย่างถูกต้อง บางแปลงมีการปล่อยเช่ามานาน และหมดสัญญาเช่าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่

“ในการประชุมบอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติในหลายๆครั้งที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจในเรื่องที่ดินของ สลช.ค่อนข้างมาก รวมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยเห็นควรต้องมีการสำรวจเพื่อจัดระบบให้เป็นปัจจุบันจะได้รู้ว่าที่ดินที่มีอยู่อยู่ในสถานะใด มีแปลงไหนที่มีการปล่อยเช่าหรือไม่ สัญญาเช่าเป็นอย่างไร ค่าเช่าเหมาะสมในสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้หรือไม่ เพราะบางแปลงมีการปล่อยเช่ากันมานานหลายสิบปี ค่าเช่าในขณะนั้นก็ถูกมากๆ ดังนั้นก็ควรจะปรับปรุง หรือดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย หรือหากที่ดินแปลงไหนสำรวจแล้วพบว่ามีผู้เข้าไปบุกรุกก็ต้องเข้าไปพูดคุยและทำให้ถูกต้อง” เลขาธิการ สลช. กล่าวและว่า

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สลช.อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ จึงไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต่อไปอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยเหลือ สลช.เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ รวมไปถึงต้องมีการทบทวนในเรื่องของระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่ สลช.ได้จัดทำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ สลช.ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ สลช.จะนำเสนอข้อมูลทั้งหมดให้บอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติได้พิจารณาเพื่อวางแผนในการพัฒนาต่อไป