ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ "ลูกเขยทรัมป์" 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

12 มิ.ย. 2569 14:11 น.

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมในกรุงติรานา ต่อต้านโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่ากว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.5 แสนล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาว และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้ประท้วงกังวลว่าโครงการจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

การชุมนุมประท้วงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งสัปดาห์ในกรุงติรานา ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังบริษัทผู้พัฒนาโครงการได้เข้าติดตั้งลวดหนามเพื่อปิดกั้นพื้นที่บางส่วนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหมู่บ้านซแวร์เนก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เมื่อมีภาพรถแบคโฮเข้าปรับพื้นที่ชายหาดและเกิดการปะทะกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชน

โครงการรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวดังกล่าว เป็นแนวคิดของนายจาเร็ด คุชเนอร์ และ อิวังกา ทรัมป์ ที่รู้สึกประทับใจในแอลเบเนียระหว่างการล่องเรือยอชต์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแผนการพัฒนานอกจากโรงแรมหรูแล้ว ยังตั้งเป้าจะเปลี่ยนโฉม “เกาะซาซาน” เกาะร้างซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานทัพทหารลับในยุคคอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงและนักอนุรักษ์ชี้ว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตชุ่มน้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแฟลมิงโก แมวน้ำ และจุดวางไข่ของเต่าทะเล ซึ่งหากโครงการเดินหน้าจะทำลายธรรมชาติรอบลากูนอย่างถาวร

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “โครงการที่ซแวร์เนกจะทำลายธรรมชาติของเรา มันถูกสร้างบนที่ดินคุ้มครองและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สิ่งนี้จะบั่นทอนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวของประเทศเรา” 

ในระหว่างการเดินขบวนครั้งล่าสุด กลุ่มผู้ประท้วงได้เคลื่อนขบวนไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาลบนถนนสายหลักของเมืองหลวง โดยถือป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย” และพากันตะโกนเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี เอดิ รามา ลาออกจากตำแหน่ง

บรรยากาศการประท้วงเต็มไปด้วยความตึงเครียด นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ระบุว่า ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลงแล้วหลังจากที่นายกรัฐมนตรีรามาบริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 แต่กลับไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่สะพัด หรือพัฒนาบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การประท้วงดังกล่าวยังทวีความรุนแรงจากการที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประชาชนเพิ่งจะลุกฮือขับไล่รองนายกรัฐมนตรี เบลินดา บัลลูคู จนทำให้เธอถูกปลดจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาพัวพันการทุจริต ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลพุ่งสูงถึงขีดสุด

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนความขัดแย้งในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การส่งสัญญาณเตือนจากสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าโครงการนี้อาจส่งผลกระทบและทำให้กระบวนการพิจารณาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีรามา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเอดิ รามา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าโครงการนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเสร็จสิ้นอย่างรับผิดชอบ พร้อมปฏิเสธความกังวลของกลุ่มผู้ประท้วง โดยระบุว่าโครงการยังอยู่ในขั้นตอนและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

รามายังอ้างว่ารัฐบาลมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุจริต โดยระบุถึงการตั้งสำนักงานอัยการพิเศษที่ได้เปิดการสอบสวนคดีฉ้อโกงระดับชาติหลายคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว พวกเขามองว่านี่คือมหากาพย์ผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทุนต่างชาติที่ไร้ความโปร่งใส ซึ่งประชาชนจะไม่ยอมทนอีกต่อไป.

ที่มา AFP / Reuters

Leave a comment