
ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ
วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.
“ชัชชาติ”หาเสียงยานนาวา เปิดนโยบาย”สูงวัยไม่เหงา ไม่ป่วย มีงานทำ” เจอ 3 ผู้สมัคร ส.ก. ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ให้ประชาชนเลือกคนที่รัก บอกให้รักกันร่วมขับเคลื่อนเมืองเพื่อคนกรุง
12 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่พบปะประชาชนและนำเสนอนโยบาย ที่ โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา เขตยานนาวา โดยการลงพื้นที่วันนี้มีผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตยานนาวา ถึง 3 ราย จากหลายกลุ่มการเมือง เดินทางมาร่วมต้อนรับและทักทาย ประกอบด้วย น.ส.หัทกร โกศลจิตร์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 2 ในนามกลุ่ม ทีมคนทำงาน , นายวิทยา ดอกกลาง (แอดหมู) ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 4 ในนามผู้สมัครอิสระ และ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 6 ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่า ซึ่งเป็นอดีต ส.ก.แชมป์เก่าในพื้นที่

นายชัชชาติ ได้ร่วมพูดคุยและกล่าวให้กำลังใจผู้สมัครทุกคน พร้อมเน้นย้ำจุดยืนสนับสนุนให้ประชาชนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เลือกคนที่รักและชอบ และขอให้ผู้สมัครทุกคนมีความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคีกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน

การพื้นที่วันนี้ นายชัชชาติได้นำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อมกรุงเทพมหานครสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยกล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มี ผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 21 ของประชากร และในเขตเมืองชั้นใน เช่น พระนครและสัมพันธวงศ์ พุ่งสูงถึงร้อยละ 35 กทม. จึงต้องปรับมุมมองไม่ให้มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ผ่านหลักการ 3 ด้านคือ ไม่เหงา ไม่ป่วย มีรายได้ โดยกางนโยบายเชิงรุก อาทิ การพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนเป็นศูนย์กลางครบวงจร เพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลและศูนย์สาธารณสุข สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีร่วมกับ สปสช. เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เป็น 5,000 คน พร้อมใช้ระบบ GPS ติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน ภายใต้นโยบายขยายเตียง 100,000 เตียงสู่บ้าน

ในส่วนของสุขภาพใจ ตั้งเป้าขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบทั้ง 50 เขต และเพิ่มชมรมผู้สูงอายุเป็น 1,000 แห่งภายใน 4 ปี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ จะเน้นการสร้างโอกาสผ่านแพลตฟอร์มรวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุเพื่อจับคู่จ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งเป้าสร้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ควบคู่กับการจัดหลักสูตรฝึกอาชีพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งปีนี้ลดลงร้อยละ 45 โดย กทม.จะยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกตลอด 365 วัน เน้นกำจัดที่ต้นตอ ทั้งการกวดขันควันดำ ขยายเขตห้ามรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถเก๋ง ขยายเครือข่าย Work From Home ให้ถึง 500,000 คน ประสานความร่วมมือกับจังหวัดรอบนอกเพื่อชะลอการเผาชีวมวล และล่าสุดได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีซูเปอร์สเตชั่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท จากประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นรายวันและเข้าจัดการได้อย่างแม่นยำ

– 006



