กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้รับมอบหมายจาก น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) ที่ได้หารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ให้กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมปราสาทตาควาย ที่ ต.บังได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยให้ตั้งงบประมาณปี 2570 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี กำหนดงบประมาณไว้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้น 2 ครั้ง ได้มีการประชุมวางแผนการทำงานไว้ทั้งหมดแล้ว และจะเริ่มการบูรณะในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย การสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทอย่างละเอียด การขุดแต่งรอบปราสาทเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พร้อมเสริมมั่นคงแข็งแรงฐานราก จากนั้นจะรื้ออิฐ และเรียงหินที่ตกลงมาตัวจากปราสาท โดยจะจัดทำสัญลักษณ์ของหินทุกก้อน และในปี 2571 จะเป็นขั้นตอนประกอบหินให้กลับไปตัวปราสาท

นายพนมบุตร กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นในส่วนตัวปราสาท พบว่า อิฐเก่าใช้ได้ 40 – 50% ที่เหลือจะเสริมอิฐใหม่เข้าไป ซึ่งการบูรณะจะทำให้เห็นว่า อะไรเป็นอิฐเก่าและส่วนของอิฐใหม่ที่เสริมเข้าไป โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาที่มีความเชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และโบราณคดีร่วมกันดำเนินการ โดยตลอดระยะเวลาของการบูรณะได้รับความยืนยันจาก รมว.กห.ว่าจะ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมทำงานและร่วมดูแลความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่จนกว่าจะบูรณะจะแล้ว รวมทั้งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ พร้อมกันนี้ จะมีการจัดทำแผนการขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามแนวชายแดนอีสานใต้ที่มีอยู่ประมาณ 30 แห่ง เพื่อขึ้นทะเบียนด้วย

นายพนมบุตร ยังเปิดเผยอีกว่า ได้รับคำยืนยันจาก รมว.กลาโหม ว่าจะให้ทหารเข้ามาร่วมดูแลความปลอดภัยตลอดการบูรณะ เพราะสิ่งที่น่าห่วงเราไม่รู้ว่าทางทหารกัมพูชาทิ้งอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะในตัวปราสาทที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยทหารจะอยู่รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรตลอด รวมทั้งการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้กับการบูรณะเพื่อความปลอดภัย มั่นใจ 100% ว่า กรมศิลป์ซ่อมได้ ทุกอย่างจะกลับมางดงามดังเดิม เพราะปราสาทแห่งนี้เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานความรักชาติของคนไทยที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทหารได้เสียสละเลือดเนื้อปกป้องมาด้วยชีวิต จึงพร้อมระดมกำลังบูรณะอย่างเต็มกำลัง

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ

วันจันทร์ที่ ๒๗ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้ เวลา ๑๐.๑๙ น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

ในการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร มาถวายให้พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ ป.ธ.๘) เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

โดยมีพิธีการดังนี้

เมื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เดินทางถึงศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แล้ว 
– จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย 
– กราบราบ 
– ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– ถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ 
– ถวายความเคารพ 
– นั่งเก้าอี้ที่จัดไว้ 
– เจ้าหน้าที่ อาราธนาศีล 
– ประธานสงฆ์ พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสาราม ให้ศีล จบแล้ว 
– พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายพระธรรมวชิรปฏิภาณ
ในขณะนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 
– นั่งเก้าอี้ 
– ไปประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
– นั่งเก้าอี้ 
– พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา 
– พระธรรมวชิรปฏิภาณ ถวายอดิเรก 

จากนั้น
– กราบที่เครื่องนมัสการ
– ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– กราบลาพระสงฆ์ 
– ออกจากศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร 
– เดินทางกลับ 
– เป็นเสร็จพิธี 

การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ตั้งสมณศักดิ์ให้พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ นั้น ก็เพื่อถวายให้พระเดชพระคุณได้รับภาระธุระพระพุทธศาสนามีมานะอุตสาหะเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้วัฒนาสถาพรโดยยิ่งขึ้นไป เหตุเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ตั้งพระทัยเพื่อจะยอยกพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตั้งมั่นในราชอาณาจักรไทย ตลอดนิตยกาล 
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ 

ขอถวายพระพร 

คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พร้อมด้วย คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การดำเนินพิธีการในวันจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

บรรยากาศการรายงานตัวที่บริเวณถนนหน้าอาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ โดยบัณฑิตที่มีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 27 เมษายน เริ่มรายงานตัวเวลา 06.00 น. และกลุ่มวันที่ 28 เมษายน รายงานตัวเวลา 09.00 น. ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีระบบ RFID มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมทั้งมีการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอย่างละเอียด ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมแถวจะนำบัณฑิตผ่านระบบ Gateway เพื่อเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธีภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ

ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนรวมทั้งสิ้น 7,297 คน ประกอบด้วย บัณฑิตระดับปริญญาเอก 119 คน ปริญญาโท 261 คน และปริญญาตรี 6,917 คน จากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกซ้อมพิธีการและการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันตามคณะต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 27 และ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม Kissy Meow ประกอบด้วย กานต์สิณี ทวีทรัพย์ประทาน เกริกกนก เตละวานิช ขวัญชนก ฤทธิทิศ ซาอัด หะยีมัด และวรัญญา พานิชนาวา คว้าทุนสนับสนุนสำหรับยุววิสาหกิจเริ่มต้น โครงการ TED Youth Startup Fund – IDEATION Program โดย CU Innovation Hub มูลค่า 150,000 บาท จากผลงานนวัตกรรม “เยลลี่ดูแลสุขภาพช่องปากน้องเหมียว” ซึ่งมีความโดดเด่นที่การใช้เปลือกไข่นกกระทาซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและยังไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคเกษตรและผู้บริโภค

เกริกกนก เตละวานิช หนึ่งในนิสิตทีม Kissy Meow เปิดเผยถึงแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ว่า เริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพช่องปากของแมว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญอันดับต้นๆของน้องแมว แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมักไม่สามารถดูแลได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการแปรงฟันทำได้ยาก ทีมของเราจึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบ “เยลลี่” ที่แมวสามารถเคี้ยวได้ง่าย ช่วยเพิ่มการเข้าถึงซอกฟัน และยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารสำคัญ โดยใช้ไบโอแคลเซียม จากเปลือกไข่นกกระทาเป็นส่วนผสมหลัก ร่วมกับสารสกัดปาเปนจากมะละกอที่ช่วยย่อยสลายคราบโปรตีน และฟลาโวนอยด์จากใบสะระแหน่ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและลดกลิ่นปาก

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่นวัตกรรม Triple Encapsulation ที่ช่วยให้สารสำคัญทั้ง 3 ชนิดทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่อยๆปลดปล่อยสารและเคลือบผิวฟัน ช่วยลดคราบพลัคและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทายังถือเป็นความแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาด รวมถึงการพัฒนาในรูปแบบเยลลี่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสัตว์เลี้ยงทั่วไป

“นวัตกรรมดังกล่าวตอบโจทย์เทรนด์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงแมวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเฉลี่ยราว 15% ต่อปี สะท้อนโอกาสทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงในอนาคต ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ยังมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในท้องตลาด ทั้งการนำเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชันมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสำคัญ รวมถึงการเลือกใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งยังไม่เคยมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มาก่อน นอกจากช่วยยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และสร้างโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกร” เกริกกนก กล่าว

ภายหลังได้รับทุน ทีม Kissy Meow มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) ร่วมกับนักวิจัยและโรงงานผู้ผลิต รวมถึงทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มผู้ใช้งานจริง ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการยอมรับของแมวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความเลือกกินสูง นอกจากนี้ยังมีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในอนาคต และต่อยอดสู่การขอรับทุนในระดับถัดไป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาฯ Facebook : https://web.facebook.com/CU.iAgri , Website : https://www.cusar.chula.ac.th/ , CU Innovation Hub Facebook : https://web.facebook.com/cuihub , Website :  https://cuihub.chula.ac.th/

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ พันจ่าเอก อภิสิทธิ์ ศรัทธาธรรม ,พันจ่าเอก เสกสรร ศรีอ่อน ,จ่าเอก ชนะศักดิ์ มั่นชาติ และจ่าเอก กฤษนัย บุดดี กำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่เหตุเกิดบริเวณ พื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านปาโฮ๊ะแฮ ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ กำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.48 น.

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร “สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ” ผ่านระบบออนไลน และร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569

โอกาสนี้ สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก ”เจริญกรุง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวศิลปะ วัฒนะธรรม ได้โพสต์บทความเรื่อง “ฉลองพระองค์สี่วาระพระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก” เขียนโดย “นพรัศมี” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์จีนนิกายประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เครื่องกระดาษที่จัดสร้างขึ้นถวายในพิธีครั้งนี้สะท้อนความประณีตละเอียดอ่อนทั้งในเชิงช่างฝีมือและในเชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องกระดาษฉลองพระองค์ ซึ่งถูกเลือกจำลองจากฉลองพระองค์จริงในวาระสำคัญต่าง ๆ แห่งพระชนมชีพ อันเป็นที่จดจำของพสกนิกร และสัมพันธ์กับบทบาทพระราชฐานะในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฉลองพระองค์เครื่องกระดาษวาระแรกเป็นฉลองพระองค์แบบสากล ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยสีเบอร์กันดี อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ของ Dior เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ สีสัน และรูปแบบของฉลองพระองค์สะท้อนพระรสนิยมอันสง่างาม เรียบ สุขุม และเชื่อมโยงโลกแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุพื้นถิ่นไทยอย่างแนบแน่น

ฉลองพระองค์วาระที่สองเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำตาลทอง ประยุกต์จากชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ซิ่นจีบหน้านางประดับลูกปัด และสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน) พร้อมดาราประดับเพชร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ (ภ.ป.ร.๑) อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนบทบาทพระบรมราชินีนาถในฐานะศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมราชสำนัก ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยซึ่งถูกนำเสนอในบริบทพิธีการสูงสุดของแผ่นดิน ถูกถ่ายทอดลงสู่เครื่องกระดาษอย่างประณีต สมจริง และเปี่ยมความเคารพ

ฉลองพระองค์วาระที่สามเป็นฉลองพระองค์สีแดงสไตล์จีนประยุกต์ จำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ ย่านเยาวราช สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามคติจีน ประกอบกับลวดลายและรูปทรงแบบจีนร่วมสมัย สะท้อนพระราชบทบาทในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย และพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกเชื้อสาย ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในเครื่องกระดาษกงเต๊กอย่างมีนัยสำคัญ

ฉลองพระองค์วาระสุดท้ายเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำตาลทอง ประดับลูกปัด อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวพระราชทานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ทรงต้อนรับประธานาธิบดีฌัก ชีรัก และภริยาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนพระราชฐานะในเวทีการทูตระหว่างประเทศ ความสง่างามของราชสำนักไทยซึ่งปรากฏต่อสายตานานาชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องกระดาษด้วยความวิจิตรและสมพระเกียรติ

เครื่องกระดาษฉลองพระองค์ทั้งสี่วาระที่จัดสร้างขึ้นในการพระราชกุศลกงเต๊กหลวงครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทนแห่งพระชนมชีพในมิติต่าง ๆ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่พระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ พระราชพิธีแห่งแผ่นดิน บทบาททางวัฒนธรรม ไปจนถึงพระราชภารกิจด้านการทูต อันถูกร้อยเรียงไว้ในพิธีกรรมจีนอย่างกลมกลืน สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

การที่ฉลองพระองค์สีฟ้าแบบชุดไทยเรือนต้นองค์นี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในพระราชพิธีกงเต๊กถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชวนให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง จากวันแห่งความปลื้มปีติของพระราชภารกิจสำคัญต่าง ๆ ในรัชสมัยที่ล่วงแล้ว สู่วันแห่งการน้อมรำลึกและการอุทิศพระราชกุศลด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสงบงาม

ฉลองพระองค์ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและความเบิกบาน จึงแปรสภาพมาเป็นสื่อแห่งความทรงจำในพิธีกรรมแห่งการอาลัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายหนึ่งชุดสามารถบรรจุเรื่องราว ความรู้สึก และความหมายทางจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบทบาทเชิงรูปธรรมของการแต่งกาย หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่จะดำรงอยู่ในกาลเวลาไปอีกตราบนานเท่านาน”

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“มท.”ซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

23 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ว่า สำหรับการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค จังหวัด และอำเภอ จะมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยจะมีการเชิญดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิญไปถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันและเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา ได้แก่ รอบเวลาที่ 1 เวลา 09.00 น.และรอบเวลาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ขณะที่อำเภออื่นๆ จะจัด ณ สถานที่ที่อำเภอกำหนด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนฯ จังหวัดและอำเภอจะร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดแสดงมหรสพสมโภช ในวันจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ของปวงชนชาวไทยโดยพร้อมเพรียงกัน

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

มฟล.จัดใหญ่! ‘ย้อนความทรงจำ’ ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ ดึงอธิการบดีผู้ก่อตั้งเล่าจุดเริ่มต้นจากผืนดินเชียงรายสู่สถาบันระดับสากล

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา จัดกิจกรรมสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการดำเนินงานหอประวัติมหาวิทยาลัย ในชื่อกิจกรรม ‘ย้อนความทรงจำ…เมื่อครั้งอยู่ มฟล.’ ณ อาคารศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือฯ เพื่อรวบรวมและบันทึกเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากปากคำของผู้มีส่วนร่วมวางรากฐานสถาบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า การอนุรักษ์ความทรงจำของสถาบันถือเป็นภารกิจสำคัญ เพราะเรื่องราวในอดีตคือพลังที่หล่อหลอมความสำเร็จในปัจจุบัน พร้อมแสดงความขอบคุณบุคคลกรยุคเริ่มแรกที่เสียสละร่วมสร้างมหาวิทยาลัยท่ามกลางความยากลำบาก

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย ‘MFU Then & Now’ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยภาพความเปลี่ยนแปลงของอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในรอบหลายทศวรรษ รวมถึงกิจกรรมวงสนทนา ‘ล้อมวงเล่า…เรื่องราวชาว มฟล.’ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมแบ่งปันเกร็ดประวัติศาสตร์ อาทิ 1.ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ (นายกสภาฯ และอธิการบดีผู้ก่อตั้ง) เล่าย้อนถึงวันแรกที่ลงพื้นที่สำรวจป่าเขาในเชียงรายเพื่อคัดเลือกสถานที่ก่อตั้ง หลักการทำงานยุคบุกเบิก และการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ 2.รองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ ว่องวัฒนาภิกุล คณบดีผู้ก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์ และ 3.คุณเพ็ญสุวรรณส์ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารฯ คนแรก

ทั้งนี้ หอประวัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง ด้วยพันธกิจในการเป็นคลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีเพียงเอกสาร แต่ยังรวมถึง ‘ประวัติศาสตร์บอกเล่า’ (Oral History) จากประสบการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษา บุคลากร และสาธารณชนได้เรียนรู้ พร้อมสืบสานปณิธานของสถาบันที่มุ่ง ‘ปลูกป่า สร้างคน’ และพัฒนาสังคมสืบต่อไป

/////////-026

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนกิจการศาสนา ความมั่นคงรัฐ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นภาครัฐ–ผู้นำศาสนา

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ห้องรับรองสำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ให้การต้อนรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  และทำหน้าที่ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)  ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม

โดยพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย , นายชัช  หะซาเล็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล , ดร.ศรีสุดา  เลิศยิ่งเจริญชัย ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน จุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด

การเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป