แผ่นดินไหวใหญ่ติดต่อกัน โลกกำลังผิดปกติจริงหรือ? สรุปแผ่นดินไหวปี 69 นักวิชาการแนะปชช.เฝ้าระวัง

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สรุปสถิติแผ่นดินไหวปี 2569 เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ระบุเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ แต่ต้องเปลี่ยนความตื่นตระหนกของประชาชนให้เป็นการเตรียมพร้อมรับมือ

รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย ไปจนถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมภาพแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้เป็นบริเวณกว้าง อาคารสูงแกว่งตัว ความเสียหายของอาคารบ้านเรือน และการอพยพผู้คนอย่างรีบร้อน ได้สร้างความรู้สึกร่วมในสังคมว่าเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวถี่และรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ

“เมื่อข้อมูลข่าวสารเดินทางถึงมือเราแทบจะทันที คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผ่นดินไหวแต่ละครั้งมีขนาดเท่าใด แต่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้กำลังส่งสัญญาณว่าโลกเข้าสู่ช่วงเวลาผิดปกติหรือไม่ และประเทศไทยควรตื่นตระหนกเพียงใด”

หากพิจารณาผ่านข้อมูลจาก USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0 ถึง 7.9 จำนวน 11 เหตุการณ์ โดยยังไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เมื่อนำไปเทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละราว 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่า 8 ประมาณปีละครั้ง ชี้ชัดว่าจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำเป็นประจำ ที่สำคัญเกือบทั้งหมดเกิดตรงรอยต่อแผ่นธรณีภาคไม่ได้เกิดสะเปะสะปะทั่วทั้งโลก เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้าๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว

นักวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นมีปัจจัยหลักจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้นทำให้ USGS สามารถระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว 20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัยจึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามสถิติไม่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ได้กำหนดด้วยค่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้ หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกและอยู่ไกลออกไป แม้ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลักโดยตรงแต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย ที่มีคุณสมบัติขยายคลื่นไหวสะเทือนคาบยาวจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจึงต้องมีเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติโดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดความตื่นตระหนก

“ในส่วนวิชาการนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุและแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่าน วช. เพราะในท้ายที่สุดเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และมีความปลอดภัยในชีวิตจากการเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ” รศ.ดร.ภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

สรุปแผ่นดินไหวปี 69แผ่นดินไหว

กองทุน ป.ป.ช. มอบรางวัล ‘ละครต้านทุจริต-ยุวฑูตต้านทุจริต’ ปลุกจิตสำนึก ‘เด็กไทยไม่ทนคอรัปชัน’

1 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

668913_0

กองทุน ป.ป.ช. จัดใหญ่ มอบรางวัลและฉายผลงาน “ละครต้านทุจริต-ยุวฑูตต้านทุจริต” ปลุกจิตสำนึก “เด็กไทยไม่ทนคอรัปชัน”

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ภาคตะวันออก” และโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ สองโครงการใหญ่สร้างเยาวชนต้นแบบต้านทุจริต โดยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) พิธีมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร สำหรับสถาบันการศึกษาทั้ง 20 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  มอบโล่และเกียรติบัตรให้กับผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานในพิธีมอบมอบโล่และเกียรติบัตรโดยผู้แทนเด็กเยาวชนกว่า 300 คนเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ดำเนินการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” และโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ  ได้จัดพิธีมอบรางวัลและฉายผลงานละครสั้น โดยมี นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการ , มารุต สาโรวาท ผู้กำกับชื่อดัง ,ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ครูสอนการแสดงและผู้กำกับการแสดง , ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ ,อิงฟ้า ชิโนทัย ศรีสุข พร้อมด้วยนักแสดง ทีมนักเรียนนักศึกษา 20 สถาบัน และคุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัดให้เกียรติร่วมในพิธี

โดยปีนี้มีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก ประกอบด้วย 10 โรงเรียนได้แก่ 1.โรงเรียนปราจีนกัลยาณี,2.โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง,3.โรงเรียนชลบุรี “สุขบท”,

4.โรงเรียนอรัญประเทศ,5.โรงเรียนสระแก้ว,6.โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา,7.โรงเรียนชําป่างามวิทยาคม,8.โรงเรียนชลกันยานุกูล,9.โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา,10.โรงเรียนอัสสัมระยอง โดยแต่ละโรงเรียนส่งผู้แทนนักเรียนกว่า 100 คนเข้าร่วมโครงการรวมกว่า 1,000 คน พร้อมผู้บริหาร คณาจารย์จากทั้ง 10 โรงเรียน

นอกจากนี้ยังได้ทีมวงการบันเทิงมืออาชีพ ตัวจริงเสียงจริงมาให้ความรู้ ร่วมผลิตละครสร้างสรรค์ต้านทุจริต เช่น ครูต้อ มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังแห่งวงการบันเทิงของไทย ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ รวมถึงซีรี่ย์ชื่อดังมากมาย ,ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับละคร อดีตครูใหญ่แห่งบ้าน AF ,ครูกั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ครูสอนการแสดง เจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และศิลปิน “ศิลปาธร” ประจำปี 2563 สาขาศิลปะการแสดง ,ครูออม จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดละคร พิธีกร ครูสอนสื่อสร้างสรรค์ประสบการรณ์มากกว่า 25 ปี ,ครูเบส ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงและเขียนบทละคร

พร้อมทีมนักแสดงมืออาชีพคับคั่ง อาทิ มินต์ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์, น้ำผึ้ง ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์, อ้วน รังสิต ศิรนานนท์, ไอซ์ อธิชนัน ศรีเสวก, บิ๊ก ณทรรศชัย จรัสมาส, คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา,

,แท้ป ศรีล สุขุม, อรชร เชิญยิ้ม, ตั้ว  คณิศร  อนุสิทธิ์, เก่ง ธชย ประทุมวรรณ, อรวรรณ พิไลวรเพชร, วิมลพันธ์ ชาลีจังหาญ , จีเกรซก้า ปวีณ์ธิดา ชาญหัตถกิจ , ท่านเพียว ชินธร แต่นโยบาย, ไตตั้น นราวิชญ์ บุญฤทธิ์, แฮปปี้ เนรมิตร ใจสิทธิ์, ปลิ้ม ปุริม รัตนเรืองวัฒนา, รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์ และนักแสดงรับเชิญกว่า 30 คนที่มาร่วมเล่นละครต้านทุจริตกับนักเรียนทั้ง 10 โรงเรียน

โครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ประกอบด้วย 10 สถาบัน ได้แก่ 1.โรงเรียนสิริรัตนาธร,

2.โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์,3.โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา,4.โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์,5.โรงเรียนอัสสัมชัญ,6.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ,7.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี,8.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์,9.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม,

10.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 600 คน ผลิตคลิปสั้นมากกว่า 50 คลิป สัมภาษณ์ผู้นำทางทางสังคม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี , นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ,นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น และยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับฟังโอวาทด้านการต้านทุจริตและสวมสายสะพายยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบให้ท่านนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมห้องทำงานและนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

พิธีมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร สำหรับสถาบันการศึกษาทั้ง 20 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้รับเกียรติจาก

ฯพณฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  มอบโล่และเกียรติบัตรให้กับผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานในพิธีมอบมอบโล่และเกียรติบัตรโดยผู้แทน ภายในงานเนืองแน่นไปด้วยบูธนิทรรศการผลงานการอบรมและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ต้านทุจริต และการเตรียมความพร้อมของน้อง ๆ เยาวชน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเวลาฉายผลงานละครสั้นต้านทุจริตที่พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และแขกผู้เกียรติมาร่วมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง

เมื่อถึงเวลาฉายละครสั้นจากฝีมือเยาวชน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และเสียงปรบมือดังสนั่นสลับกับความเงียบสงบที่ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับเรื่องราวบนจอ ละครสั้นแต่ละเรื่องถ่ายทอดมุมมองปัญหาการทุจริตคอรัปชันในชีวิตประจำวันได้อย่างลึกซึ้ง แสบสัน และสร้างสรรค์ ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวในรั้วโรงเรียน การคดโกงเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงค่านิยมสังคมที่บิดเบือน ท่ามกลางความภาคภูมิใจของผู้เข้าร่วมงานทุกคน

ทั้งนี้ผลงานการผลิตละครสั้นที่นักศึกษามีส่วนร่วมทั้ง 10 เรื่องนี้ เผยแพร่สู่ผู้ชมทั่วประเทศผ่านสื่อโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

ข่าวการศึกษา

“ประเสริฐ” ยืนยันเด็กทุกสัญชาติในไทยมีสิทธิ์เรียน หลัง สพป.ตาก เขต 2 ห้ามโรงเรียนรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัย

1 กันยายน 2569 เวลา 20:18 น.

S__266780701

“ประเสริฐ” ยืนยันเด็กทุกสัญชาติในไทยมีสิทธิ์เรียน หลัง สพป.ตาก เขต 2 ห้ามโรงเรียนรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัย

1 ก.ย. 69 นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ออกประกาศให้โรงเรียนในสังกัดงดรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัยเข้าเรียนในโรงเรียนไทย จนส่งผลให้เด็กบางรายต้องพ้นสภาพการเรียนระหว่างภาคเรียน โดยยืนยันว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่กำหนดให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับเด็กที่พักอาศัยอยู่ภายในค่ายอพยพนั้น ตามระเบียบและกฎหมายสามารถจัดการเรียนการสอนภายในค่ายได้ ขณะที่ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้ผ่อนผันให้เด็กบางส่วนสามารถออกมาเรียนภายนอกค่ายได้ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นบางประการ แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นขึ้นมา กระทรวงศึกษาธิการจึงเตรียมแนวทางดำเนินการ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการจัดระบบการศึกษาภายในค่ายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะเชิญหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือร่วมกัน ทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กทั่วโลกอย่าง Save the Children เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาและจัดระบบการศึกษาให้เหมาะสม

ทั้งนี้ จะพิจารณาด้วยว่ามีข้อกำหนดหรือระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคและสามารถปรับแก้ได้หรือไม่ โดยอาจต้องประสานกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเด็กบางส่วนไม่มีเอกสารหลักฐาน บัตรประชาชน หรือข้อมูลในทะเบียนราษฎร จึงขอให้รอผลสรุปจากการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จากนั้นจึงจะนำแนวทางดังกล่าวไปหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงยึดหลักสิทธิมนุษยชน” นายประเสริฐ กล่าว

ข่าวการศึกษาประเสริฐ จันทรวงทอง

ฟิตจัด! “อัครนันท์” ลุยต่อหลัง ครม.สัญจรสงขลา ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนยากจน

1 กันยายน 2569 เวลา 19:50 น.

S__266919942_0

ฟิตจัด! “อัครนันท์” ลุยต่อหลังครม.สัญจรสงขลา ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนยากจน รับฟังปัญหาถึงครัวเรือนพร้อมคณะครู

1 ก.ย.69 ที่จังหวัดสงขลา หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในพื้น นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าลงพื้นที่ร่วมกับคณะครู สกร. ตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียนยากจนและขาดแคลนทุนทรัพย์ทันที เพื่อรับฟังปัญหาและสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนและครอบครัวอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลจากพื้นที่ไปประกอบการหาแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่โดยตรง เพราะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะต้องเข้าใจชีวิตและบริบทของเด็กแต่ละครอบครัวอย่างแท้จริง

“หลังจากประชุม ครม.สัญจรแล้ว ภารกิจของเรายังไม่จบ เพราะสิ่งสำคัญคือการนำสิ่งที่ได้พูดคุยและรับฟังจากพื้นที่ไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เราต้องไปให้ถึงบ้าน ไปเห็นปัญหาจริง และรับฟังเสียงของเด็กและครอบครัวด้วยตัวเอง” นายอัครนันท์ กล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังย้ำว่า เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะหรือเผชิญข้อจำกัดมากน้อยเพียงใด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทั้งด้านการเรียน ความเป็นอยู่ และปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเพราะการศึกษาไม่ควรเป็นสิ่งที่เด็กคนใดต้องสูญเสียโอกาส เพียงเพราะข้อจำกัดทางฐานะของครอบครัว เราต้องช่วยกันดูแลตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้ความยากจนกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหยุดเรียนหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียนยากจนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือเข้าถึงนักเรียนและครอบครัวที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ครอบครัว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

ครม.สัญจรสงขลาอัครนันท์

อว.ชู ‘Frontier Technology’ นำไทยไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI

1 กันยายน 2569 เวลา 18:13 น.

ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.ชู 3 แนวทางขับเคลื่อน AI  “ต้องเข้าถึงทุกคน  –  สร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี – ใช้งานได้จริงตอบโจทย์ประเทศ” เพื่อนำไทยไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ชี้ โครงการ Frontier Technology อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค  เป็นตัวอย่างสำคัญในการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริง  

1 กันยายน 2569 ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในกิจกรรมแถลงความสำเร็จเพื่อเผยแพร่ผลสัมฤทธิ์และความสำเร็จของการดำเนินโครงการภายใต้ โครงการบูรณาการกิจกรรมและประเมินผลงานโครงการยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ด้วยกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park Consortium) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จัดโดยกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(กปว.) สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมีผู้บริหารเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเข้าร่วม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทพญ.ศรีญาดา มอบนโยบายว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเท่านั้น แต่ต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา ประยุกต์ใช้และสร้างคุณค่าจากเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศอย่างแท้จริง ด้วยนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว. ที่ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “Siam Silica” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก พร้อมปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) แห่งอาเซียน

ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า แนวทางสำคัญประการแรก คือ AI ต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคน (AI for All)  เพราะเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม แต่จะไม่มีคุณค่า หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้งานได้จริง ดังนั้น เป้าหมายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องเป็น AI ที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้  แม้ในพื้นที่ห่างไกล ผ่านอุปกรณ์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ดังนั้น AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนทุกอาชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น ช่วยในการวางแผนชีวิต ลดความเสี่ยง และรับมือกับสถานการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทพญ.ศรีญาดา กล่าวอีกว่า ประการที่สอง คือการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี(Technology Sovereignty)” ประเทศไทยต้องสร้างศักยภาพให้นักวิจัย สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ที่ตอบสนองต่อบริบทและความต้องการของประเทศได้ ประเทศไทยมีองค์ความรู้และข้อมูลที่มีคุณค่าในหลายด้าน ทั้งด้านโรคเขตร้อน การเกษตร อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จึงเป็นหนึ่งในมิติสำคัญของความมั่นคงในโลกยุคใหม่และประการที่สาม คือการผลักดัน “จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง(From Research to Impact)” สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ต้องเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องวิจัยให้เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

“โครงการ Frontier Technology ด้วยกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นตัวอย่างสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ เพราะเป้าหมายของประเทศไทย คือ การสร้างพลังร่วมระหว่างงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทย กับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง เรามุ่งสู่การเป็น AI-driven Country ผ่านแนวทาง “AI for All” เพื่อสร้างพื้นฐานให้คนไทยทุกระดับ ทุกอาชีพ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ การเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ หรือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่” ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.กล่าวและว่า

ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา AI และ Frontier Technology เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประชาชนทุกคน

AIFrontier Technologyอว.

“ประเสริฐ” รื้อปม “อควาเรียมหอยสังข์” หลังปล่อยร้างมา 18 ปี เตรียมชง ครม. พิจารณาพรุ่งนี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ประเสริฐ

31 ส.ค.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียมหอยสั่งข์) ภายในวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการตรวจสภาพ อควาเรียม ซึ่งก่อสร้างมายาวนานและยังไม่แล้วเสร็จ พบว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งไว้ตั้วแต่เริ่มโครงการฯผ่านมานาน 18 ปีแล้ว มีสภาพล้าสมัยและไม่น่าจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ หรือซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อได้แล้ว ส่วนที่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์ต่อคือ โครงสร้างและตัวอาคาร

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นเบื้องต้นว่าจะนำแนวทางแก้ปัญหานี้เข้าสู่การหารือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อศึกษาหาทางออกของโครงการฯ โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ก่อนจัดทำข้อเสนอว่าควรพัฒนาโครงการนี้ต่อไปในรูปแบบใด ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ ครม.ด้วย เบื้องต้นวันนี้ที่ประชุมฯได้เสนอให้ตั้งกรรมการร่วม ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงทั้งข้อกฎหมาย งบประมาณ การบริหารจัดการ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย

“ที่วิทยาลัยประมงฯ มีพื้นที่มากกว่า 300 ไร่ และมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม สามารถมองเห็นสะพานติณสูลานนท์ และทะเลสาบสงขลา จึงไม่ควรปล่อยพื้นที่และโครงการนี้ทิ้งร้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะฟื้นเป็นอควาเรียมในรูปแบบเดิม หรือจะพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบใหม่ และยังไม่สรุปว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพแม้ทรัพย์สินปัจจุบันจะอยู่ในความรับผิดชอบของ สอศ.กระทรวงศึกษาธิการก็ตาม“ นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อเสนอ ของ อบจ.สงขลา คือ หากพัฒนาเฉพาะอควาเรียมอาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาพัฒนาเป็นพื้นที่แบบองค์รวม เชื่อมโยง ศูนย์การเรียนรู้ ระบบนิเวศ แหล่งท่องเที่ยว และห้องประชุม เพื่อสร้างกิจกรรมและรายได้รองรับค่าใช้จ่ายระยะยาว ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งเห็นว่าควรให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลต่อ แต่อาจเปิดให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมบริหาร หรือเช่าพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอและยังไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญคือเรื่องงบประมาณ เพราะจากการประเมินเบื้องต้น หากจะปรับปรุงโครงการให้กลับมาพร้อมใช้งาน อาจต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท และมีโอกาสแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากเปิดดำเนินการแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าบำรุงรักษา และบุคลากรอีกเดือนละหลายล้านบาท จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการบริหารที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เราไม่ต้องการย้อนกลับไปพูดถึงงบประมาณและปัญหาของโครงการเดิมแล้ว ก็ว่าไปตามขบวนการของกฏหมาย แต่ต้องการมองไปข้างหน้าว่าจะนำทรัพย์สินที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและประชาชนชาวสงขลาอย่างไร โดยการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว” นายประเสริฐ กล่าว

ประเสริฐ จันทรรวงทองอควาเรียมหอยสังข์

วว.ยกระดับมะม่วงแปลงใหญ่-ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:46 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส) และสำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ บริษัท ฉะเชิงเทรา โอทอป อินเตอร์ เทรดเดอร์ จำกัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ติดตามและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยคณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนฟาร์มสุขสำราญ ต.หัวไทร อ.บาง เพื่อประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลผลิตมะม่วงในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อยกระดับมะม่วงน้ำดอกไม้ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

ภายหลังการประชุมหารือมีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับศักยภาพของผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงให้มีมาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้นคณะฯ ได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเสิร์ฟจากฟาร์มกรีนวิลล์ ต.บางกระเจ็ด อ.บางคล้า เพื่อศึกษาศักยภาพของพื้นที่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงและผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงหารือแนวทางการต่อยอดนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่าง วว. และภาคีเครือข่าย ในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ตามแนวทาง BCG Economy Model อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่อื่นๆ อย่างยั่งยืน

มะม่วงแปลงใหญ่วว.

‘Living Lab’ มมส ปลูกองุ่นปลอดภัยชูไส้เดือนช่วยพรวนดิน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการแปรเปลี่ยนพื้นที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ให้กลายเป็น Living Lab” หรือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ภายใต้แนวคิดของ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มุ่งยกระดับพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การลงมือปฏิบัติงานจริงสำหรับนิสิตหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ งานวิจัย และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่

อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและพัฒนาที่ยั่งยืน มมส พาชมโรงเรือนปลูกองุ่นด้วยระบบอัจฉริยะ พร้อมเปิดเผยว่า แปลงสาธิตแห่งนี้มีการควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยได้นำเทคโนโลยีระบบ (IoT) มาใช้ในโรงเรือนเพื่อควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยระบบ IoT นี้ยังช่วยให้สามารถติดตาม คุมปัจจัยสิ่งแวดล้อม และดูแลแปลงองุ่นได้แบบระยะไกลผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ปัจจุบันเพาะปลูกองุ่นคุณภาพสูงจำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ S48 (Early Adora สายพันธุ์แท้จากอิสราเอล), เวลิก้า (Velika), ลิลลี่ (Lily), แรมโบ (Rambo) และเซนซัสสิย่า (Sensatsiya)

โดยจุดเด่นสำคัญคือการทำเกษตรปลอดภัย เราเน้นวิธีการทางกายภาพและชีวภาพ เพื่อลดสารเคมีลงให้มากที่สุด เช่น ใช้การควบคุมความชื้นของดินและอากาศเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ ใช้โรงเรือนที่โปรงแสงและโปร่งลมเพื่อป้องกันเชื้อรา ใช้ไส้เดือน ซึ่ง “ไส้เดือนดิน” เป็นดรรชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากไส้เดือนหายใจด้วยผิวหนัง หากมีสารเคมีหรือปุ๋ยเคมีตกค้าง ไส้เดือนจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าดินสมบูรณ์ ขุยไส้เดือนจะเป็นแหล่งรวมจุลินทรีย์นับล้านที่ช่วยสร้างอาหารให้ต้นองุ่น เราได้ใช้น้ำส้มควันไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ผ่านกระบวนการวิจัยในการขับไล่และควบคุมไข่แมลง ตลอดจนใช้มุ้งเพื่อป้องกันแมลงต่างๆด้วย

“ฟาร์ม มมส ตั้งอยู่ที่ ต.นาสีนวน ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์ว่า หากเข้าใจการบริหารจัดการ ดิน น้ำ และอากาศ อย่างถูกวิธี ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพสูงและถ่ายทอดนวัตกรรมสู่สาธารณชนได้” อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร กล่าว

Living Labมมสองุ่นปลอดภัย

สืบสานเอกลักษณ์ไทย! มรภ.เลย จัดอบรมเข้มมารยาท-จริยธรรม เฟรชชี่ 300 ชีวิต

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้มีการจัดกิจกรรมครั้งสำคัญเพื่อการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างรอบด้าน โดย ผศ.ดร.ยิ่งศักดิ์ คชโคตร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘การอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย เพื่อพัฒนานักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย’ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 จากหลากหลายคณะเข้าร่วมการอบรมอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 300 คน

ผศ.ดร.อุเทณ วัชรชิโณรส ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.เลย ได้เปิดเผยถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถนำทักษะมารยาทไทยอันดีงามไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ ทั้งในช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย และเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปรับใช้สังคมในฐานะบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งทางด้านวิชาการและคุณธรรม โดยเนื้อหาการเรียนรู้ในครั้งนี้มีความครอบคลุมและหลากหลาย ทั้งเรื่องมารยาทไทย การมีจิตอาสาเพื่อสังคม ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิตของวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

ในส่วนของการฝึกปฏิบัติภาคสนาม นักศึกษาทุกคนได้รับโอกาสลงมือฝึกฝนมารยาทไทยตามหลักมาตรฐานอย่างถูกวิธี ครอบคลุมการไหว้ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ การไหว้พระสงฆ์, การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้ใหญ่, และการไหว้บุคคลเสมอกัน รวมถึงฝึกการกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ การกราบผู้ใหญ่ การเดินผ่านผู้ใหญ่ การรับ-ส่งของให้ผู้ใหญ่ ตลอดจนการถวายความเคารพแบบราชนิยม ได้แก่ การถอนสายบัวสำหรับนักศึกษาหญิง และการถวายคำนับสำหรับนักศึกษาชายอย่างถูกต้องสละสลวย

ผศ.ดร.อุเทณ กล่าวว่า ในสภาพสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมและเอกลักษณ์การกราบไหว้แบบไทยอันงดงามเริ่มที่จะเลือนหายไปตามยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการช่วยฟื้นฟู ทำนุบำรุง และปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติไทย

‘แม้แต่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย ต่างก็ยังให้ความสนใจ ชื่นชม และประทับใจในเอกลักษณ์วัฒนธรรมการกราบไหว้ของไทย ดังนั้น คนไทยและเยาวชนไทยเองจึงยิ่งต้องร่วมกันรักษาและสืบสานสิ่งนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป’ ผศ.ดร.อุเทณ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและได้รับความรู้เชิงลึกจากการสนับสนุนของทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นำโดย นางพัทธนันท์ ชุมพล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะบุคลากรจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย, วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน 904 และคณาจารย์จากกลุ่มวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และดูแลการฝึกทักษะของนักศึกษาทุกคนอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น

มรภ.เลยมารยาท-จริยธรรมเฟรชชี่

เยาวชนไทยคว้า 4 เหรียญ ‘International Nuclear Science Olympiad 2026’ สร้างชื่อประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จัดพิธีแสดงความยินดีและมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทยที่สร้างผลงานโดดเด่นในการแข่งขัน “International Nuclear Science Olympiad 2026” (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลังผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ครบทุกคน รวม 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในเวทีระดับนานาชาติ

พิธีจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณาจารย์ ครู และนักเรียนเข้าร่วม

การแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad 2026 (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยเยาวชนผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกคน ได้แก่ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทอง , นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา – เหรียญเงิน , นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทองแดง , นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ – เหรียญทองแดง

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความสามารถ ความมุ่งมั่น และการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นของนักเรียน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทยในการดำเนินโครงการ Thailand Nuclear Science Olympiad (ThaiNSO) เพื่อคัดเลือกและเตรียมความพร้อมเยาวชนผู้แทนประเทศไทย สำหรับเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีนานาชาติ พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อและก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และวิศวกรของประเทศในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความสำเร็จจากการแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ แต่ประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับมีคุณค่ามากกว่าเหรียญรางวัล ทั้งองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การฝึกคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหา ตลอดจนโอกาสในการพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและต่อยอดการศึกษาในอนาคต

“การสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับเยาวชนถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีด้านพลังงานและนิวเคลียร์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระดับโลก การเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ จึงไม่เพียงเป็นการสร้างความสำเร็จในวันนี้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

International Nuclear Science Olympiad 2026