
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างอนุบัญญัติที่ออกตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้
รวมทั้ง อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้พิจารณาตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขประเภทธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2556 โดยยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนดเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2) ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3) ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5) ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินและเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท 6) ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7) ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ 8) ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
2. เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) นำเสนอ ดังนี้
1. รับทราบความคืบหน้าและผลการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562
2. รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานจัดทำเบื้องต้น และมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับ สั่งการให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบนำผลการตรวจสอบคุณภาพดังกล่าวไปประกอบการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายขอย่างจริงจัง ไม่ทำเพียงเป็นแบบพิธีหรือทำตามกระบวนการที่กำหนดเพื่อให้ครบขั้นตอนซึ่งไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพของกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (trust) ในกระบวนการจัดทำและเสนอกฎหมายแต่ละครั้ง
3. มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับติดตามและเร่งรัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และในกรณีที่ยังมิได้ดำเนินการหรือยังดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ฯ ไม่แล้วเสร็จ ให้ติดตามและเร่งรัดหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา โดยให้คำนึงถึงข้อเสนอแนะในแง่คุณภาพตามที่ สคก. ได้ตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานได้จัดทำในเบื้องต้นด้วย และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้แจ้ง สคก. เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป
4. มอบหมายให้ทุกกระทรวงกำหนดให้รองปลัดกระทรวงคนหนึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานด้าน
การร่างกฎหมายและพัฒนากฎหมายของกระทรวงนั้น ๆ กับ สคก. โดยตรงเป็นประจำเพื่อความสะดวกใน
การประสานและติดตามการดำเนินการด้านการร่างกฎหมาย การพัฒนากฎหมาย และการวิเคราะห์และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เพื่อเป็นเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ แนวปฏิบัติที่ดี และข้อพึงระวังเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้ โดยให้แจ้งรายชื่อให้ สคก. ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และภายใน 15 วัน ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรองปลัดกระทรวงผู้รับผิดชอบดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงกำหนดรอบระยะเวลาการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่อย่างน้อยทุก 5 ปีนับแต่วันที่กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ โดยกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเริ่มดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 และต้องเริ่มดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับจากวันที่เริ่มดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้รับผิดชอบการดำเนินการและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 จึงได้เสนอรายงาน
ความคืบหน้าและผลการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย
1. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีกฎหมายที่ต้องดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ จำนวน 26 ฉบับ ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 14 ฉบับ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นหรืออยู่ระหว่างจัดทำสรุปผล จำนวน 5 ฉบับ และยังไม่ได้เริ่มรับฟังความคิดเห็น จำนวน 7 ฉบับ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังมีกฎหมายที่ต้องดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ จำนวน 77 ฉบับ ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 54 ฉบับอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นหรืออยู่ระหว่างจัดทำสรุปผล จำนวน 7 ฉบับ และยังไม่ได้เริ่มรับฟังความคิดเห็น จำนวน 16 ฉบับ
2. รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานจัดทำเป็นการเบื้องต้น ซึ่งพบว่าหน่วยงานไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่มุ่งให้สำรวจข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ส่งผลให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานที่รับผิดชอบบางหน่วยงานได้ดำเนินการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
ดังนั้น เพื่อให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานที่รับผิดชอบมีคุณภาพ จึงได้มีข้อเสนอแนะให้มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างรอบด้าน ครบถ้วนทุกมิติ และตรงตามวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น โดยยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นล้าสมัย หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้กฎหมายเหมาะแก่สภาพการณ์ มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ และเห็นควรมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับติดตามและเร่งรัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยให้คำนึงถึงข้อเสนอเสนอแนะในแง่คุณภาพด้วย และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
ทั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีในด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะการพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งกำหนดให้มีการทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ และการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น
เศรษฐกิจ-สังคม
3. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน
ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. สปน. รายงานว่า ได้จัดทำสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (เป็นการยื่นเรื่องผ่านช่องทางการร้องทุกข์ 1111) สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 สถิติการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ ประชาชนแจ้งเรื่องร้องทุกข์และเสนอข้อคิดเห็นรวมทั้งสิ้น 38,583 ครั้ง หรือคิดเป็น 18,199 เรื่อง สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติ จำนวน 12,742 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 70.01 และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5,457 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 29.99
1.2 ประเภทของเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนจำแนกตามด้านได้ ดังนี้
1.2.1 ด้านสังคมและสวัสดิการ (12,301 เรื่อง) เช่น การขอให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน (กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีว่างงาน) ปัญหาเสียงรบกวน/สั่นสะเทือนจากสถานบันเทิง ปัญหาควันไฟจากการเผาพื้นที่การเกษตร การขอให้ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างริมทาง การขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด
1.2.2 ด้านกฎหมาย (1,545 เรื่อง) ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การถูกมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ถูกฉ้อโกง ประเด็นเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ เช่น
การขอให้ดำเนินคดีกรณีถูกทำร้ายร่างกาย ถูกคุกคาม
1.2.3 ด้านการร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ (1,474 เรื่อง) เช่น
การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปรับปรุงการให้บริการ
1.2.4 ด้านเศรษฐกิจ (1,461 เรื่อง) เช่น การเสนอให้แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอให้เร่งดำเนินการคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) การแจ้งเบาะแสการลักลอบปล่อยเงินกู้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน
1.2.5 ด้านการเมืองการปกครอง (1,025 เรื่อง) เช่น การเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเสนอให้แก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา
1.2.6 ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (393 เรื่อง) เช่น การขอให้แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย การทิ้งเศษอาหาร ขยะ ลงในลำคลอง การขอให้จัดสรรเจ้าหน้าที่เก็บขยะมูลฝอย
1.3 การประสานและดำเนินการส่งเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนให้หน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการ จำนวน 18,199 เรื่อง ดังนี้
1.3.1 พิจารณาระงับเรื่องร้องทุกข์ กรณีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการพิจารณา และกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อขอยืนยันการร้องเรียน จำนวน 3,921 เรื่อง รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้ร้องกรณีเรื่องที่อยู่ในกระบวนการทางศาล เรื่องที่หน่วยงานได้ดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องที่พ้นวิสัย จำนวน 903 เรื่อง
1.3.2 ประสานส่งเรื่องให้กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่สังกัดกระทรวง จำนวน 9,444 เรื่อง ดำเนินการได้ข้อยุติ จำนวน 4,679 เรื่อง และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4,765 เรื่อง โดยหน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นมากที่สุด
3 ลำดับแรก ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (3,801 เรื่อง) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (1,385 เรื่อง) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่สังกัดกระทรวง (595 เรื่อง) เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติมากที่สุด
3 ลำดับแรก ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 91.92 กระทรวงพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 90.72 และกระทรวงวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 86.67
1.3.3 ประสานส่งเรื่องให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 3,931 เรื่อง ดำเนินการได้ข้อยุติ จำนวน 2,294 เรื่อง และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1,637 เรื่อง มีหน่วยงานที่ได้รับการประสานงานส่งเรื่องร้องทุกข์มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กทม. จังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี สำหรับจังหวัดที่สามารถดำเนินการได้ข้อยุติมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 90 จังหวัดพัทลุง คิดเป็นร้อยละ 82.35 และจังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นร้อยละ 80.56
4. เรื่อง รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ 2 เดือนแรกของปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ
2 เดือนแรกของปี 2569 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สรุปสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ 2 เดือนแรกของปี 2569
การส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (912,567 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ร้อยละ 9.9 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 11.0 แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกยังคงเป็นสินค้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค Al และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด เงาะสด ลำไยสด สับปะรดสด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เป็นต้น ทั้งนี้ การส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ17.0 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 15.8
มูลค่าการค้ารวม
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 61,712.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20.3 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.9 การนำเข้า มีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.8 ดุลการค้า ขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 128,162.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.7 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.0 การนำเข้า มีมูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 30.5 ดุลการค้า 2 เดือนแรกของปี 2568 ขาดดุล 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 1,926,301 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.1 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 912,567 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.3 การนำเข้า มีมูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 20.6 ดุลการค้า ขาดดุล 101,166 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 4,004,490 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 12.9 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า1,893,312 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.7 การนำเข้า มีมูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 19.1 ดุลการค้า ขาดดุล 217,866 ล้านบาท
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 5.7 (YoY) หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือนโดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว ร้อยละ 7.7 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 4.7 (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 62.3 (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.4 (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 271.1 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และเมียนมา) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 26.2 (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดอินเดีย ตุรกี และปากีสถาน) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 13.5 (หดตัวในตลาดจีน เมียนมา และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และลาว) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 19.1 (หดตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และซาอุดีอาระเบีย) น้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 53.0 (หดตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เมียนมา และปาปัวนิวกินี) เครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 19.3 (หดตัวในตลาดเวียดนาม จีน และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์) และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง หดตัวร้อยละ 20.8 (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย และฮ่องกง) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 3.8
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 13.3 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 49.8 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 6.3 (ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 217.7 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และเม็กซิโก) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 28.4 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และฮ่องกง) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 47.1 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์) เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ขยายตัวร้อยละ 251.5 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และเนเธอร์แลนด์) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) หดตัวร้อยละ 30.0 (หดตัวในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดฮ่องกง เยอรมนี และญี่ปุ่น) เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 4.4 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดจีน อินเดีย และฟิลิปปินส์) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว หดตัวร้อยละ 23.9 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น เมียนมา และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสหรัฐฯ) เคมีภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 6.9 (หดตัวในตลาดอินเดีย จีน และ ญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย เบลเยียม และเมียนมา) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 21.3
ตลาดส่งออกสำคัญ
การส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 16.6 โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 40.5 จีน ร้อยละ 0.4 ญี่ปุ่น ร้อยละ 9.7 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ20.6 และอาเซียน (5) ร้อยละ 17.8 ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV ร้อยละ 11.4 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 3.3 โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 8.6 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 19.4 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 25.6 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 20.4 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 27.2 ขณะที่หดตัวในตลาด รัสเซียและ CIS ร้อยละ 30.1 และเอเชียใต้ ร้อยละ 26.1 (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 60.6
2. แนวโน้มการส่งออกระยะต่อไป
แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี
ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตและการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด และได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ ผลักดันการส่งออกอาหารท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง
5. เรื่อง ขอความเห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 2 [บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules: PSRs) ฉบับปี 2022] ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Partnership: AJCEP) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ พณ. สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. เห็นชอบให้ พณ. โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะคณะกรรมการร่วมภายใต้
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ของไทย ร่วมให้การรับรองการแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ต่อภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น
3. มอบหมายให้ พณ. และกระทรวงการคลัง (กค.) ดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้บัญชีกฎ
ถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ฉบับปี 2022 เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในวันที่คณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น กำหนด (จะมีการรับรองการแก้ไขภาคผนวก2 ดังกล่าวต่อภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า
1. ข้อ 26 ของบทที่ 3 กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น กำหนดให้พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ต้องเป็นไปตามภาคผนวก 2 ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่กำหนดในความตกลงปัจจุบัน คือ พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) บังคับใช้ตั้งแต่วันที่
1 มีนาคม 2566 อย่างไรก็ดี เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับโอนพิกัดศุลกากรระหว่างประเทศตามหลักการขององค์การศุลกากรโลกซึ่งกำหนดให้มีการปรับโอนพิกัดศุลกากร (Transposition) เป็นประจำทุก 5 ปี ดังนั้น คณะอนุกรรมการกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (คณะอนุกรรมการฯ) จึงเห็นชอบให้มีการประชุมเพื่อปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบ
ฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) เป็นพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ดำเนินการทางเทคนิคสำหรับการปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) เป็นพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 และภาคีทั้งหมดได้ยืนยันความถูกต้องของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
2. การแก้ไขภาคผนวก 2 ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น เพื่อนำบัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) มาแทนที่บัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSR) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) ประกอบด้วยสินค้าทั้งหมด จำนวน 5,612 รายการ โดยสามารถแบ่งการปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
| รายการ | จำนวน(รายการ) | เหตุผล |
| (1) กรณีพิกัดศุลกากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น โคกระบือ มีชีวิต เนื้อสุกรสดและแช่แข็ง และน้ำมันปิโตรเลียม | 5,237 | – |
| (2) กรณีพิกัดศุลกากรไม่เปลี่ยนแปลงแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) เปลี่ยนแปลง เช่น ไส้กรอกและผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันและเนื้อสัตว์ ส่วนอื่นของสัตว์ เลือดสัตว์ หรือแมลง ที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียอื่น ๆ | 4 | เนื่องจากองค์การศุลกากรโลกมีการจัดประเภทสินค้าใหม่ทำให้สินค้าในพิกัดศุลกากรย่อยเดิมย้ายไปอยู่ในพิกัดศุลกากรใหม่ หรือมีการรวมสินค้าที่มีปริมาณการซื้อขายน้อยมาอยู่ในพิกัดศุลกากรอื่นที่มีอยู่จึงต้องปรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) เพื่อคงเจตนารมณ์เดิมที่เคยเจรจาไว้ |
| (3) กรณีพิกัดศุลกากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ใหม่ เช่น ปลาป่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ | 371 | |
| รวม | 5,612 |
ทั้งนี้ การแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐในการใช้อ้างอิงข้อมูล และการติดต่อเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศโดยไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันในการเปิดตลาดสินค้า และไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ระหว่างไทยและคู่ภาคีข้อตกลงเขตการค้าเสรี
6. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของสถาบันพระปกเกล้า
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการให้ สถาบันพระปกเกล้า (พป.) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบูรณะอาคารอนุรักษ์ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท ตามที่สถาบันพระปกเกล้า (พป.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สถาบันพระปกเกล้า (พบ) ได้เช่าอาคารอนุรักษ์เพื่อใช้เป็นที่ทำการของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2545 รวมเป็นเวลากว่า 23 ปี ส่งผลให้โครงสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งภายในเสื่อมสภาพเนื่องจากสภาพแวดล้อมและการใช้งานมายาวนาน รวมทั้งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2568 เช่น ผนังเกิดรอยแตกร้าว การรั่วซึมจากห้องน้ำและรอยผนัง ที่แตกร้าว ความชื้นที่ผนังปูนภายนอกอาคารและสีเสื่อมสภาพ และหากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน อาจทำให้เกิดความเสียหายถึงโครงสร้างหลักของอาคารและส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ประกอบกับหาก พป. ไม่บำรุงรักษาอาคารให้อยู่ในสภาพดี รวมถึงไม่ดำเนินการบูรณะตามสมควร อาจเข้าข่ายผิดสัญญาเช่าอาคารระหว่าง พป. กับสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่กำหนดว่า ผู้เช่าสัญญาว่าจะรักษาซ่อมทำสถานที่เช่ารวมทั้งสิ่งที่ตรึงตราและเครื่องประกอบให้เรียบร้อยมีสภาพดีอยู่เสมอและเมื่อเลิกการเช่าต่อกัน จะส่งสถานที่เช่า รวมทั้งสิ่งที่ตรึงตราและเครื่องประกอบคืนในสภาพดังว่านี้ และอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าอาคาร ดังนั้น พป. จึงได้หารือร่วมกับกรมศิลปากรเพื่อจัดทำโครงการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถานพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ประเมินราคาก่อสร้าง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 79.50 ล้านบาท และกรมศิลปากรได้อนุญาตให้ซ่อมแซมอาคารและสำนักงานพระคลังข้างที่ได้อนุญาตให้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารด้วยแล้ว อย่างไรก็ตาม พป. ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 29.50 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบูรณะเพิ่มเติมตามแผนงานที่กำหนด และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พป. มีแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถปรับแผนดังกล่าวมาดำเนินการได้ และหากรอตั้งคำของบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อาจจะทำให้ความเสียหายขยายตัวเป็นวงกว้าง ดังนั้น เพื่อให้การบูรณะอาคารเป็นไปตามมาตรฐานการอนุรักษ์โบราณสถานมีการปรับปรุงโครงสร้างให้มั่นคงและปลอดภัยต่อการจัดแสดง วัตถุที่จัดแสดง และผู้เข้าใช้บริการ พป. จึงจำเป็นต้องขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติม จำนวน 50 ล้านบาท
7. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าหน้าที่ของรัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา [ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 (รวม 17 วัน)] ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาบรรพชาอุปสมบทและบวชชีพรหมโพธิ (พิธีบวชชีสำหรับสตรี) ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติหรือถวายพระราชกุศลในโอกาสต่าง ๆ ที่สำคัญ
โดยไม่ถือเป็นวันลามาอย่างต่อเนื่อง
2. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สปน. และกระทรวงคมนาคมร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร จึงได้ดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 (โครงการฯ) โดยกำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท ประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน จำนวน 100 รูป ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 รวม 17 วัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมฉลองพระเดชพระคุณและถวายพระกุศล ศึกษา เรียนรู้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปในแดนพุทธภูมิ โดยใช้งบประมาณของ สปน. (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ) ในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท
3. โครงการฯ มีรายละเอียดการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้
| การดำเนินการ/กิจกรรม | ระยะเวลา |
| (1) การรับสมัครเข้าร่วมโครงการฯ | วันที่ 15 – 25 พฤษภาคม 2569 |
| (2) การพิจารณาคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติ | เดือนพฤษภาคม 2569 |
| (3) การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ | เดือนมิถุนายน 2569 |
| (4) การเตรียมดำเนินโครงการๆ เช่น จัดทำเครื่องอัฐบริขารการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ที่เสนอในครั้งนี้) | เดือนเมษายน – มิถุนายน 2569 |
| (5) พิธีปลงผม/พิธีรับประทานผ้าไตร | วันที่ 13 มิถุนายน 2569 |
| (6) พิธีบรรพชาอุปสมบท | วันที่ 14 มิถุนายน 2569 |
| (7) ศึกษาและปฏิบัติธรรม | วันที่ 15 – 28 มิถุนายน 2569 |
| (8) พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล | วันที่ 26 มิถุนายน 2569 |
| (9) พิธีลาสิกขา | วันที่ 29 มิถุนายน 2569 |
4. เพื่อให้การทำเป็นโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ สปน. จึงขอ
ความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความประสงค์จะอุปสมบทถวายพระราชกุศลมีโอกาสได้เข้าร่วมและได้รับสิทธิในการเข้าร่วมอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 (ตามข้อ 4.1) และมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 (ตามข้อ 4.2) ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ข้อ 6 และข้อ 29 ที่จะส่งผลให้ผู้ที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้ว สามารถลาอุปสมบทถวายพระราชกุศลครั้งนี้ได้อีก โดยจะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา สำหรับผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาก่อน และให้ลาอุปสมบทถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา และจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่จะได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต
8. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือเรียนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาการขอรับ
การสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ดังนี้
1.1 กองบัญชาการกองทัพไทย วงเงิน 11,500,000 บาท
1.2 กองทัพบก วงเงิน 419,850,000 บาท
1.3 กองทัพเรือ วงเงิน 21,000,000 บาท
2. สำนักงบประมาณมีหนังสือเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแจ้งให้ทราบว่าสำนักงบประมาณได้นำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 452,350,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ให้กับกำลังพลของกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ จำนวน 91 นาย โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากวงเงินที่เห็นควรอนุมัติเกินกว่า 100 ล้านบาท ขอให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณีตามนัยระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (3) และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป
9. เรื่อง การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก2026 (FIFA World Cup 2026)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการที่กรมประชาสัมพันธ์จะดำเนินการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อจัดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดให้มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาการถ่ายทอดสด
อย่างรอบคอบและรัดกุมในทุกมิติด้วย
สาระสำคัญ
1. สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association: FIFA) กำหนดจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหรัฐเม็กซิโก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทย (ไทย) ทุกรัฐบาลได้มีการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการรับชมการแข่งขันฟุตบอล ทุกระดับรวมถึงรายการสำคัญระดับโลก โดยหาแนวทางร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนใน
การสนับสนุนการจัดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เพื่อให้คนไทยสามารถรับชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นการส่งมอบความสุขให้กับประชาชนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ สนใจการเล่นกีฬา อันจะส่งผลดีต่อสุขภาวะทางกายและใจและยังสามารถพัฒนาทักษะฟุตบอลของชาติไทยเพื่อยกระดับสู่กีฬาในระดับนานาชาติ
2. การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จำเป็นต้องมีการดำเนินการจัดซื้อลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดจาก FIFA ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันรวมทั้งการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลกจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงสัญญาณจากต่างประเทศมาเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงข่ายสัญญาณจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลและช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถติดตามรับชมการแข่งขันได้ทุกนัด และหลากหลาย ช่องทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. หน้าที่และอำนาจของหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการเพื่อจัดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 สรุปได้ ดังนี้
3.1 กรมประชาสัมพันธ์ มีภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2568 ในการเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ส่งเสริมและสนับสนุน
การประชาสัมพันธ์ของรัฐ ดำเนินกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์โดยใช้เทคโนโลยีอื่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เป็นประโยชน์ นอกจากนี้
กรมประชาสัมพันธ์ [สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.)] ในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์บริการสาธารณะประเภทที่สาม มีหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน สนับสนุนเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่คนพิการ คนด้อยโอกาสหรือกลุ่ม
ความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
3.2 สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมรวมถึงกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
10. เรื่อง ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 1,667.68 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2565 อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ)
สาระสำคัญ
นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667,680,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) มีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา
11. เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สลน. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการ (3) การขับเคลื่อนการแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ (4) การบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบัญชามอบหมายภารกิจ ดังนี้
| ประเด็น | การมอบหมายภารกิจ |
| 1.1 การลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ | มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี |
| 1.2 การประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ดังกล่าวเป็นประธานการประชุมบูรณาการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และให้ สศช. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงบประมาณ และกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ |
| 1.3 การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีและวาระ การประชุมคณะรัฐมนตรี | ให้ สลค. เตรียมสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรี และดำเนินการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี |
| 1.4 การตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี | ให้ สลน. ร่วมกับกับ มท. จัดทำกำหนดการตรวจราชการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 |
| 1.5 การอำนวยความสะดวก | ให้ สลน. ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและอำนวยความสะดวกด้านที่พักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเดินทาง และกำหนดการในภาพรวมนายกรัฐมนตรี |
| 1.6 การรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน | ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับศูนย์ดำรงธรรม มท. ในการดูแลการรับเรื่องร้องเรียนและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน |
| 1.7 การประชาสัมพันธ์ | ให้กรมประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก และโฆษกกระทรวง ดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน |
| 1.8 การรักษาความปลอดภัย | ให้กองทัพภาคที่ 4 (กระทรวงกลาโหม) และสำนักงานตำรวจเเห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักวางแผนและรักษา ความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
12. เรื่อง แนวทางการดำเนินการให้ครอบครัวของกำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการยังคงได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (คณะกรรมการฯ) ดำเนินการเพื่อให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การปะทะกันตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติที่สูญเสียสิทธิในการได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ
การรักษาพยาบาลสำหรับบุคคลในครอบครัว และกลายเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสิทธิในการรักษา
พยาบาลเช่นเดียวกับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 18 (14) แห่งพระราชบัญแห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และควบคุมดูแลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามการมอบหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เห็นควรให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรร สำหรับปีงบประมาณต่อ ๆ ไปขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญ
จากกรณีการเสียชีวิตของข้าราชการทหารระหว่างการปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ได้ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่และกำลังพล ผู้เสียชีวิตจำนวน 40 ราย ไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเนื่องจากเจ้าของสิทธิได้เสียชีวิตลง และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแทน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ (13 มกราคม 2569) เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดแนวทาง
การดำเนินการให้ครอบครัว (บุพการีและทายาท) ของกำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ยังคงได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วนเช่นเดิม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นที่สำคัญว่าการใช้สิทธิภายใต้องค์การทหารผ่านศึกยังมีข้อจำกัดและการขยายสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกรณีดังกล่าวขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ดี สปสช. สามารถพิจารณาให้สิทธิรักษาพยาบาลเพิ่มเติม หรือรัฐบาลจัดสรรงบประมาณสำหรับการประกันภัยแบบกลุ่มให้แก่ครอบครัวดังกล่าวซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าได้
| ต่างประเทศ |
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 (ร่างถ้อยแถลงฯ) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย (ไทย) ขอให้ พณ. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองถ้อยแถลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญของเรื่อง
เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้เสนอร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปค ประจำปี 2569 (ร่างถ้อยแถลงฯ) และร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการทำให้การค้าเป็นดิจิทัลของเปค (พ.ศ. 2569 – 2573) (ร่างกรอบความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัลฯ) ซึ่งมีกำหนดรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for trade Meeting: MRT) ประจำปี 2569 ในวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) โดยร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการยกระดับความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การส่งเสริมบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เปิดกว้างและสอดคล้องกัน เช่น สนับสนุนการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (2) การสนับสนุนองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เช่น สนับสนุนการเจรจาแบบพหุภาคีภายใต้ WTO โดยเฉพาะความร่วมมือในรูปแบบแถลงการณ์ร่วม (3) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลที่มีพลวัต เช่น ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และ (4) การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างสรรค์ เช่น ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการกับความท้าทายสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดันนโยบายระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม ส่วนร่างกรอบความร่วมมือด้านดิจิทัลฯ มีสาระสำคัญเป็นการขับเคลื่อนการค้าให้เป็นดิจิทัลผ่านการขยายความร่วมมือภายใต้สาขาความร่วมมือใหม่ในภูมิภาคเอเปค จำนวน 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการทำให้การค้าเป็นดิจิทัล เช่น การยืนยันตัวตน และลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (2) การเสริมสร้างการประสานนโยบาย เช่น ความร่วมมือด้านการจัดการข้อมูล และ (3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
14. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum Joint Statement)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (ร่างแถลงการณ์ฯ) (2026 APEC Women and the Economy Forum Joint Statement) โดยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ พม. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงกรณ์ฯ ในการประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High -Level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
สาระสำคัญ
พม. รายงานว่า
1. ประธานการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (นางหวง เสี่ยวเว่ย) ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum: WEF) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)” โดยในวาระการประชุม HLPDWE ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จะเป็นการประชุมระดับรัฐมตรี ซึ่งจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ เพื่อเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ (1) การเสริมพลังสตรีในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่มีนวัตกรรม (2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาสีเขียว และคาร์บอนต่ำ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ยั่งยืน (3) การส่งเสริมการจ้างงานและการเป็นผู้ประกอบการของสตรี เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน
ประโยชน์ที่จะได้รับ
ร่างแถลงการณ์ฯ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทย เป็นการย้ำเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและการเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศในเวทีระหว่างประเทศ อันจะทำให้ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาประเทศและส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม การค้า และการลงทุน
แต่งตั้ง
15. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (29 ตุลาคม 2567) เกี่ยวกับเรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 8 คน และการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าวตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอไว้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นขอบด้วยแล้ว
16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นวันที่ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
18. เรื่อง การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้ง นายต่อ ศรลัมพ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ฌ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
2. นายวัลลภ รุจิรากร ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
3. นายภาควัต ศรีสุรพล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)]
ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
22. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายไชยชนก ชิดชอบ)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้
1. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2. พลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
3. นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
4. นายธนากร รัตนากร ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นางสาวประเมิน รักนาค แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
2. นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายษฐา ขาวขำ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
26. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้
1. นายปารเมศ โพธารากุล ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงวัฒนธรรม
2. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
27. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้
1. พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์
2. พลโท วรพรต แก้ววิจิตร
3. นางสาวชนก จันทาทอง
4. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
29. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
30. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายเอกภพ เพียรพิเศษ
2. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป