ดร.เจนจิรา รองอธิการฯ ม.รัตนบัณฑิต ปลื้ม นักตบลูกยางสาวไทย ฉลุยลุยศึกโอลิมปิก ภูมิใจ RBAC ผลิตนักกีฬารับใช้ชาติ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:28 น.

ดร.เจนจิรา รองอธิการฯ ม.รัตนบัณฑิต ปลื้ม นักตบลูกยางสาวไทย ฉลุยลุยศึกโอลิมปิก ภูมิใจ RBAC ผลิตนักกีฬารับใช้ชาติ ชูแนวคิด กีฬาคู่การศึกษา ดันยกระดับอาชีพมั่นคง-ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) และกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความยินดีและยกย่องความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโอลิมปิกได้อย่างภาคภูมิใจ โดยระบุว่าเป็นความตื้นตันใจอย่างยิ่งในฐานะที่ตนเองเติบโตและคลุกคลีมากับวงการวอลเลย์บอลผ่านคุณพ่อ รศ.ดร.ประเวช รัตนเพียร ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการทีมและเลขาธิการสมาคมฯ รวมถึงได้เห็นความทุ่มเทของนักกีฬาและโค้ชมาตั้งแต่เด็ก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความภาคภูมิใจที่รั้วมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างศิษย์เก่าตลอดจนนักกีฬาวอลเลย์บอลหลายต่อหลายคน ให้ก้าวขึ้นไปรับใช้ชาติอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.เจนจิรา ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมวงการกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิด “กีฬา บวก การศึกษา เท่ากับการสร้างคนอย่างยั่งยืน โดยมองว่าสถาบันการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่แค่การผลิตนักกีฬาเพื่อไปคว้าเหรียญรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งสร้าง “นักกีฬาอาชีพ” ที่มีคุณภาพชีวิตและหน้าที่การงานที่มั่นคงในระยะยาว ระบบการศึกษาต้องได้รับการออกแบบให้เอื้อต่อนักกีฬาในการเรียนควบคู่ไปกับการฝึกซ้อม พร้อมทั้งเติมเต็มทักษะรอบด้านเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังแขวนป้าย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ จิตวิทยา เทคโนโลยี การสื่อสารภาษาอังกฤษ ไปจนถึงทักษะทางธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เพื่อให้พวกเขาสามารถต่อยอดอาชีพเป็นโค้ช นักวิเคราะห์ ผู้บริหารทีม หรือผู้ประกอบการได้อย่างมั่นใจเมื่อถึงวันที่ต้องอำลาสนาม

ผศ.ดร.เจนจิรา ได้กล่าวยกย่องสปิริตของทัพลูกยางสาวไทย โค้ช ทีมงาน และครอบครัวผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ไม่เพียงนำความสุขและสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอีกหลายล้านคนกล้าที่จะฝันและไม่หยุดพยายาม โดยยืนยันเจตนารมณ์ว่าจากนี้ไปเป้าหมายสำคัญของการผลักดันด้านการศึกษาและกีฬา คือการร่วมกันสร้างเด็กไทยให้เป็นคนเก่งที่มีความรู้ มีอาชีพ ชนะทั้งในสนามแข่งขัน และพร้อมที่จะยืนหยัดประสบความสำเร็จในชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับศิษย์ เก่าRBAC ที่อยู่ในทีมทีมวอลเลย์หญิงแชมป์เอเซีย ประกอบด้วย ผช.โค้ช 1คน คือ อรอุมา สิทธิรักษ์ และอดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พร้อมนักกีฬา 7 คน 1.ปิยะนุช แป้นน้อย 2.อัจฉราพรรณ คงยศ 3.พิมพิชญา ก๊กรัมย์ 4.วิมลรัตน์ ทะนะพันธ์ 5.พรพรรณ เกิดปราชญ์ 6.กัญญารัตน์ ขุนเมือง 7.จิดาภา นาหัวหนอง

วอลเลย์บอลทีมชาติไทยแนวหน้าออนไลน์

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกฯ ล่องเรือศึกษาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ’10 ปี แห่งการพัฒนาสายน้ำแห่งชีวิต’

30 สิงหาคม 2569 เวลา 17:58 น.

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกฯ และคณะ ล่องเรือศึกษาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ’10 ปี แห่งการพัฒนาสายน้ำแห่งชีวิต’ พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นและรับข้อเสนอแนะทุกภาคส่วน เพื่อบูรณาการสู่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ตามหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ผู้แทนจากกองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จัดกิจกรรมนำ “พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 120 รูป ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” โดยมีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

นายอนุทิน เผยว่า การร่วมลงเรือในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะได้เห็นการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันพัฒนาคูคลองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนตัวได้ติดตามโครงการลักษณะนี้มาแล้วประมาณ 2-3 โครงการ และเห็นว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การลดมลพิษ ตลอดจนการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความสวยงามและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

“การได้ลงพื้นที่ทางน้ำในครั้งนี้ ทำให้เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคูคลองจากอดีตเมื่อประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตสภาพคูคลองบางพื้นที่อาจมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำ จึงมีการบูรณะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบริเวณคลองมหานาคที่วันนี้เริ่มเห็นน้ำมีความใสขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เราเห็นเป้าหมายปลายทางร่วมกัน และเชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลในทุกด้านจะมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาคูคลอง ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้าน เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศ

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคูคลอง จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้เกิดการพัฒนาสายน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ โครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 120 รูปจาก 5 วัดสำคัญในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1. วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) 2. วัดราชนัดดาราม วรวิหาร 3. วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร 4. วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) และ 5. วัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร ล่องเรือศึกษาคู คลองและเส้นทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นกลางและชั้นนอก ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางคลองสำคัญ ได้แก่ คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่าง และคลองบางลำพู ซึ่งหน่วยราชการในพระองค์ได้ประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน พร้อมทั้งชุมชนริมคลอง น้อมนำแนวพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินโครงการพัฒนาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา โดยการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้สามารถขุดลอกคู คลองให้กลับมาระบายน้ำ เชื่อมการสัญจรในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบัน

ตลอดเส้นทางพระภิกษุสงฆ์ได้รับฟังการบรรยายจากหน่วยราชการในพระองค์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร มัคคุเทศก์อาสาจากกรุงเทพมหานคร และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา บทบาท ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคู คลอง วัด ชุมชน และวิถีชีวิตของผู้คน โดยได้รับการสนับสนุนเรือจากบริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด

ภายหลังการล่องเรือ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 11 เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พร้อมพระภิกษุสงฆ์ผู้แทนจากทั้ง 5 วัด ผู้แทนชุมชนที่อยู่ริมคลองในเกาะรัตนโกสินทร์จากคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค คลองโอ่งอ่าง คลองบางลำพู ผู้แทนชุมชนจากคลองเปรมประชากร และคลองแสนแสบ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะ แนวทางการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความสอดคล้องกับบริบทของชุมชน และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับกิจกรรม “พระภิกษุสงฆ์ 120 รูป ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” ที่อยู่ริมคลองในเกาะได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในการส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมดังกล่าวน้อมนำหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” มาเป็นแนวทางการดำเนินงาน เริ่มจากการเรียนรู้สภาพพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนต่อยอดสู่การฟื้นฟูคูคลอง พัฒนาพื้นที่สีเขียวพื้นที่สาธารณะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของวัด ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสืบสานคุณค่าการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์โดยมีแผนที่จะยกระดับการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดาราม วรวิหาร และวัดเทพธิดาราม วรวิหาร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประวัติศาสตร์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตามพระบรมราโชบายสืบไป

เกาะรัตนโกสินทร์แนวหน้าออนไลน์

อบก. เดินหน้าสู่ Net Zero City มอบรางวัล 34 พื้นที่ต้นแบบ พร้อมปลุกกระแสเที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 16:19 น.

IMG_1208

อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงรายเทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต
เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี
เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานีเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี
เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี
เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยองเทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน

นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท

สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก.

NetZeroCityพื้นที่ต้นแบบอบก.

กระทุ่มแบนฝึกซ้อมเผชิญเหตุ’หนี ซ่อน สู้’กับครูนักเรียนกว่า 500 คนเพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

 

กระทุ่มแบนจัดฝึกซ้อมเผชิญเหตุ “หนี ซ้อน สู้” ให้กับครูและนักเรียนกว่า 500 คน เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน นำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษชุดเผชิญเหตุ บูรณาการร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน คือ โรงเรียนประชินนุสรณ์

ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ร้าย ให้รู้จักหนีเอาตัวรอดจากภัยอันตรายในสถานการณ์เสี่ยง ภายใต้แนวคิด “หนี ซ่อน สู้” แก่เยาวชนนักเรียนและคณะครูราว 500 คน เพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในสถานศึกษา รวมไปถึงช่องทางการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าเผชิญเหตุการณ์อย่างทันท่วงที

โดยได้สาธิตจำลองสถานการณ์เสมือนจริง กรณีเกิดเหตุผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัยเข้ามาก่อเหตุในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อให้เยาวชนนักเรียนได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง พร้อมหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพื่อความปลอดภัย

ซ้อมแผนสมุทรสาครหนีซ่อนสู้

กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามกด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

ธิวัลรัตน์-อังกินันทน์

เอาจริง! กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามก ด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก จี้หน่วยงานรัฐสกัดเผยแพร่-แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณากรณีคลิปวิดีโอขบวนแห่เทียนพรรษาของวัดบิง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการนำเสนอการนวดไทยในลักษณะล้อเลียนเชิงลามกอนาจารและสื่อไปในทางค้าประเวณี ภายใต้ชื่อ “Traditional Thai Massage Vat Bing” ก่อนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยอย่างมาก เนื่องจาก “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวจึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ชาวต่างชาติว่า นวดไทยมีความเกี่ยวข้องหรือแอบแฝงกับการค้าบริการทางเพศ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลตำบลโชคชัย และสมาคมหมอนวดไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก แม้ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาขอโทษต่อสังคมแล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า ผู้แทนเทศบาลตำบลโชคชัยชี้แจงว่า ขบวนแห่ดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนในพื้นที่ มีเจตนาเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้จัดขบวนและเทศบาลตำบลโชคชัยได้ออกแถลงการณ์ขออภัยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมขบวนแห่ในอนาคต ห้ามมีเนื้อหาลามกอนาจารหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมาชี้แจงว่า วัดบิงเป็นเพียงสถานที่ที่ชุมชนใช้เป็นจุดรวมพลในการจัดประเพณีแห่เทียนพรรษาเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดรูปแบบ หรือเห็นชอบกับการแสดงออกเชิงลามกในขบวนแห่แต่อย่างใด

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเกียรติภูมิและสถานะของ “นวดไทย” ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 พร้อมประสานการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์ที่มีลักษณะด้อยค่า หรือสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ในปัจจุบัน แม้ให้อำนาจสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือด้อยค่ามรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประสานกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการนำคำว่า “นวดไทย” ไปใช้แอบแฝงในสถานบริการประเภทอาบอบนวด ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของศาสตร์การนวดไทยที่มุ่งด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษา

ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ทั้งเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม เพื่อป้องกันการแอบแฝงค้าบริการทางเพศ พร้อมอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อกำหนดด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ให้บริการนวดให้ชัดเจนขึ้น หากพบการกระทำฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“นวดไทยไม่ใช่เรื่องล้อเลียนทางเพศ หรือเครื่องมือสร้างความตลกขบขันเชิงลามกอนาจาร แต่เป็นศาสตร์แห่งการเยียวยา การดูแลสุขภาพ และเป็นเกียรติภูมิทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าระดับโลกของมนุษยชาติ คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และสืบทอดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

กมธ.ศาสนานวดไทย

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ ครั้งที่ 3! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน พร้อมดันเวทีวิชาการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 3 (The 3rd International Sustainable Development Debate) เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายประเด็นสำคัญระดับโลก และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการรับฟังอย่างสร้างสรรค์ โดยมีมหาวิทยาลัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วม 3 แห่ง ได้แก่ Huazhong University of Science and Technology (HUST), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ Shanghai International Studies University (SISU) ในปีนี้ นิด้าส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 2 ทีม รวม 6 คน จากคณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะภาษาและการสื่อสาร คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจาก United Nations (UN), United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO) และ ASEAN University Network (AUN) ร่วมกล่าวสุนทรพจน์พิเศษ สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ และการส่งเสริมเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน จากหน่วยงานด้านนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ Fulbright Thailand, British Council Thailand, SEAMEO STEM-ED, United Nations Development Programme (UNDP), Shanghai International Studies University (SISU), Yili Normal University (YLU) และคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า

สำหรับการแข่งขันในรอบแรก นักศึกษาได้อภิปรายในประเด็นร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความเหลื่อมล้ำ (Inequality) โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบบ่าย ได้แก่ HUST, SUFE และทีมจากนิด้าทั้ง 2 ทีม (Team 1 และ Team 2)

ต่อมาในช่วงบ่าย นักศึกษาที่ผ่านเข้ารอบได้แข่งขันต่ออีก 2 รอบ ในญัตติที่เกี่ยวข้องกับ AI และการศึกษา (Education) โดยทีมจากนิด้าสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ขณะที่ HUST คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองไปครอง

สรุปผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 1) รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 2) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง : ทีมจาก Huazhong University of Science and Technology (HUST) ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษาและผู้เข้าร่วมจากทั้งนิด้าและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความสนใจต่อประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก

ทั้งนี้ นิด้ามุ่งหวังให้เวที International Sustainable Development Debate เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความท้าทายที่ซับซ้อน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับบริบทของการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

InternationalDebate2569NIDANIDATeamSustainableDevelopmentข่าวการศึกษานิด้าโต้วาทีนานาชาติ

กองทัพเรือ จัดการซ้อมย่อยครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

27 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการซ้อมย่อย ครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้กำลังพลประจําเรือพระราชพิธี โดยได้คัดเลือกกําลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย เรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร ดังนี้

– ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับพระราชอาสน์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมเป็นเรือกลองใน (เป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ) พร้อมด้วยเรือตำรวจ และเรือแซง 7

– ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทองเป็นเรือคู่ชัก

– ริ้วสายนอกประกอบด้วยเรือดั้ง สายละ 11 ลำ และเรือแซง สายละ 3 ลำ

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15, 21, 28 ตุลาคม) โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อยครั้งแรก

และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม 2569 ก่อนวันพระราชพิธี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับชมการฝึกซ้อมได้ตลอดเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่านโดยพื้นที่สาธารณะที่สามารถรับชมได้อย่างใกล้ชิด มีดังนี้

ฝั่งธนฯ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 ด้านพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ข้างโรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆษิตาราม และวัดอรุณราชวราราม ฝั่งพระนคร ที่สวนสันติชัยปราการ ข้างป้อมพระสุเมรุ ท่ามหาราช และท่าช้าง ตั้งแต่เวลา 15.30 น.ที่เรือพระราชพิธีเริ่มเคลื่อนขบวนบริเวณสะพานพระราม 8 จนเสร็จพิธีที่วัดอรุณราชวราราม

กองทัพเรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรือพระราชพิธี

ศธ. ถก OECD เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

ศธ. เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล!! ถก OECD ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ พร้อมเตรียมคลอด “กรอบทักษะ AI” ต.ค. นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก 0ECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเป็นสมาชิก OECD ของ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

​ ด้านรองเลขาธิการ OECD ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยมองว่าการดึงเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า OECD ยินดีสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ เชิญ รมว.ศธ. เข้าร่วมการประชุมระดับสูงคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาไทยบนเวทีโลก

​ รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญและคำแนะนำจาก OECD พร้อมกล่าวว่า ศธ. จะพิจารณาคำเชิญนี้เป็นกรณีพิเศษ และพร้อมทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เสมอภาค และขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ สู่ ‘อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

 

ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ

          องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.  คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

          ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

          “ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

          ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

          สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ

          ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

          นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

          “ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

          นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

          ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอส

‘CE-7 MATCH’ ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ หลังเลื่อนส่ง ‘ยานฉางเอ๋อ 7’ ออกไปเป็นปีหน้า

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 ยืนยันอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ

สืบเนื่องจาก “พายุโซนร้อนนาร์รา” ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ ซึ่งในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป

สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจเนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ

“แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต” ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวและว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต

“คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว” ดร. วิภู กล่าวเสริม

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป

CE-7 MATCHnaritยานฉางเอ๋อ 7