ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสีปส.หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDILEAD NEXT

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:20 น.

663042_0

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

กองทุน ป.ป.ช ปลื้ม  ละครต้านทุจริตฝีมือเด็กอัสสัมชัญระยอง นำแสดงโดย มุก วรนิษฐ์ ทะยานสู่ 1 ล้านวิว สะท้อนพิษภัยคอรัปชันปลุกพลังเยาวชน ไม่ทนคอรัปชันกระแทกใจโซเชียล

กลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างความภาคภูมิใจให้กับกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ที่สนับสนุน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก เป็นอย่างมาก เมื่อผลงานละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริตจากรั้วโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง สามารถกวาดยอดวิวทะยานทะลุ 1 ล้านวิว บนโลกออนไลน์ได้อย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงพลังเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธการคอรัปชันในทุกรูปแบบ  โดยโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ฯ มุ่งเน้นการใช้ “ละคร” เป็นสื่อกลางในการขับเคลื่อนสังคม เนื่องจากละครเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้คิดวิเคราะห์ผ่านสถานการณ์จำลอง การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการแสดงช่วยเปลี่ยนเรื่องการทุจริตที่ดูเป็นนามธรรมและเข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถสัมผัสและตระหนักถึงผลกระทบได้อย่างลึกซึ้งผ่านภาพ เสียง และการแสดงออกที่ทรงพลัง พร้อมได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง มารุต สาโรวาท และทีมงานมืออาชีพ มาถ่ายทอดวิชาและฝึกทักษะการแสดงอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยทัพนักแสดงชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสันและพลังขับเคลื่อน ได้แก่ มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ,

ปิ๊งปิ๊ง ดร.รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์  ,จีเกรซก้า ปวีณ์ธิดา ชาญหัตถกิจ, ท่านเพียว ชินธร แต่นโยบาย อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ,ไตตั้น นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ และ แฮปปี้ เนรมิตร ใจสิทธิ์ ที่มาประกบคู่ร่วมแสดงกับน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยองอย่างกลมกลืน

ความสำเร็จของละครต้านทุจริตจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ที่สามารถกวาดยอดผู้ชมสูงถึง 1 ล้านวิว มาจากปัจจัยหลักที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งกระแสสังคมไทยต่อต้านคดีโกงต่างๆ เนื้อหาสะท้อนชีวิตจริงและใกล้ตัว เรื่องราวถูกออกแบบให้หยิบยกปัญหาการทุจริตที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันหรือในรั้วโรงเรียนมาตีแผ่ ทำให้สนุกบวกกับเนื้อหาละครแนวแฟนตาชี ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่อินตามได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลตัว การมีส่วนร่วมของเยาวชนในการคิดบท ตัวบทละครไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว แต่น้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญระยองได้ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์โครงเรื่องและสะท้อนมุมมองของตัวเอง ทำให้ภาษา แนวคิด และสถานการณ์มีความสดใหม่ ตรงใจกลุ่มวัยรุ่นบนโลกออนไลน์  การผสมผสานฝีมือระดับมืออาชีพ การที่โครงการได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง “มารุต สาโรวาท” และทีมงานมืออาชีพเข้ามาถ่ายทอดวิชาการแสดงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีทัพนักแสดงชื่อดังมาร่วมแสดงประกบกับน้อง ๆ นักเรียน ทำให้โปรดักชันออกมามีคุณภาพสูง ดึงดูดแฟนคลับและผู้ชมทั่วไปให้เข้ามาติดตามรับชม  การเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย นอกจากการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 แล้ว ตัวละครยังถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมืดเบียยอดฮิตอย่าง TikTok (@youthml) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นใช้งานเป็นประจำ ทำให้คอนเทนต์เกิดการกระจายตัวและแชร์ต่อได้อย่างรวดเร็ว พลังบวกและการบอกต่อประเด็นการต่อต้านการคอรัปชันผ่านมุมมองใส ๆ แต่ทรงพลังของเด็ก ๆ ทำให้เกิดกระแสชื่นชมในความสามารถของเยาวชนไทย จนเกิดการบอกต่อและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาร่วมรับชมเป็นจำนวนมาก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก

มีประโยชน์และสร้างคุณค่าที่สำคัญต่อทั้งตัวเยาวชน ผู้ชม และสังคมในหลาย ๆ มิติ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการคิดวิเคราะห์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด เขียนบท และตีความปัญหาการทุจริตด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลบของการทุจริตอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการท่องจำทฤษฎีจากตำรา พัฒนาทักษะชีวิตผ่านศิลปะการแสดง ใช้ละครเป็นสื่อกลางที่เข้าช่วยฝึกฝนความกล้าแสดงออก ความรับผิดชอบ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อน ๆ รวมถึงทีมงานมืออาชีพ  เปลี่ยนเรื่องไกลตัวให้เป็นเรื่องใกล้ตัวช่วยให้ทั้งผู้แสดงและผู้ชมตระหนักว่า การทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองระดับประเทศ แต่เริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เช่น การลอกข้อสอบ การเอาเปรียบ หรือการทุจริตในชีวิตประจำวัน  สร้างกระแสสังคมต้านโกง ผลงานละครที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ในการส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต กระตุ้นเตือนให้ครอบครัว โรงเรียน และสังคมวงกว้างตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชัน  สร้างแรงบันดาลใจผ่านไอดอลและศิลปิน การได้ร่วมงานกับผู้กำกับและนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย ช่วยสร้างความมั่นใจ แรงบันดาลใจ และใช้พลังของสื่อบุคคลในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมให้ขยายวงกว้างออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการละครต้านทุจริต การใช้ “ศิลปะการแสดง” และ “ละคร” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคมถือเป็นแนวทางที่ทรงพลังอย่างมาก สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย: ละครเป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย ย่อยง่าย และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชน ทำให้สารเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตถูกส่งต่อไปยังผู้ชมได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ไปจนถึงผู้ใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทางอารมณ์มากกว่าการท่องจำ ละครยังช่วยสะท้อนภาพปัญหาและผลกระทบของการทุจริตผ่านตัวละครและเรื่องราวที่สมจริง ทำให้ผู้ชมเกิดความอิน รู้สึกร่วม และตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชันที่มีต่อสังคมส่วนรวม

โครงการนี้ยังได้ปลูกฝังภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง การสนับสนุนผลงานละครที่สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และการคิดวิเคราะห์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับค่านิยมที่ไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ ยังได้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นอกจากจะได้ประโยชน์ด้านการรณรงค์แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนพื้นที่แสดงฝีมือให้กับผู้ผลิตสื่อ ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

ยอดวิวกว่า 1 ล้านวิว เป็นอีกเครื่องการันตีถึงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช.ที่สร้างโครงการอันเกิดประโยชน์ต่อผู้ชม ขับเคลื่อนงานป้องกันการทุจริตในมิติเชิงวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยจรรโลงสังคมไทยให้โปร่งใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป.

กองทุนปปชต้านทุจริตละครเยาวชน

‘KU Thai Textile Fest 2026’ ดันผ้าไทยก้าวข้ามการอนุรักษ์ สู่ Soft Power และมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสากล

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกองกีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกับ ภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ จัดงาน “KU Thai Textile Fest 2026” สืบสานผ้าไทย เทิดไท้พระพันปีหลวง ณ อาคารระพีสาคริก เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาแห่งผ้าไทย” พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมรดกทางภูมิปัญญาผ้าไทยจากความงามดั้งเดิม สู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดี มก. กล่าวว่า ม.เกษตรฯ มีความภาคภูมิใจและพร้อมสนับสนุนการสืบทอดมรดกผ้าไทยอย่างเต็มกำลัง ผ่านศักยภาพทางวิชาการและงานวิจัยที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้าน ดร.ณัฐกันย์ ชินนรานันทน์ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มก. และ หัวหน้าโครงการจัดงานฯ กล่าวว่า การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันต้องทำควบคู่กับการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและชุดไทยพระราชนิยม จากระดับประเทศไปสู่ระดับโลก

ในการจัดงานครั้งนี้ ดร.ณัฐกันย์ ได้ให้ทัศนะเชิงลึกถึงทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนผ้าไทยไว้ว่า โจทย์สำคัญของสังคมในปัจจุบันต้องมองก้าวข้ามคำว่า “ผ้าไทยสวยและควรอนุรักษ์” แต่ต้องทำให้เห็นว่าผ้าไทยเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ การตลาด และอนาคตของวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

“หัวใจสำคัญคือทำอย่างไรให้คนทั่วไป โดยเฉพาะ Gen Z และคนรุ่นใหม่ รู้สึกว่าผ้าไทยสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการเรียน การทำงาน การท่องเที่ยว หรือการเข้าสังคม การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาของเดิม แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่ ‘อยากใช้ อยากใส่ และอยากสืบต่อ’ การอนุรักษ์ที่ดีที่สุด คือการทำให้สิ่งนั้นยังมีคนใช้” ดร.ณัฐกันย์ กล่าวและว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การบอกว่าผ้าไทยมีคุณค่า แต่คือการทำให้ผู้บริโภครับรู้คุณค่านั้น และเปลี่ยนจากความชื่นชมไปสู่การใช้จริงและการสนับสนุนจริง เมื่อวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และเทคนิคการตลาด ผ้าไทยจะสามารถเดินทางจาก Local Wisdom ไปสู่ Global Value ได้อย่างมีความหมาย

บรรยากาศตลอดการจัดงานทั้ง 2 วันเต็มไปด้วยความคึกคักและการนำเสนอผ้าไทยในมิติที่ทันสมัย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ แฟชั่นโชว์และศิลปะการแสดง การแสดงแบบผ้าไทยประจำถิ่น 4 ภาค โดยนิสิตชมรมนาฏศิลป์และชมรมนิสิตอีสาน มก. ร่วมด้วยแฟชั่นโชว์ชุดไทย “จากราชสำนักสู่ปวงประชา” โดยผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิต บุคลากรจิตอาสา สมาชิกชมรมสยามภัสตราภรณ์ และเพจสูตรสยาม , เสวนาวิชาการ Soft Power หัวข้อ “ชุดไทยสู่ Soft Power การตลาดวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย สุภาพร เอ็ลเดรจ (Founder & Creative Director แบรนด์ Supa East Glamour) และ ผศ.ดร.ลลิตา โกศการิกา ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาต่อยอดแบรนด์ผ้าไทยสู่เวทีโลก , เวิร์กชอปประยุกต์วิถีไทย สาธิตการห่มสไบสไตล์ Bangkok City และการนุ่งโจงกระเบนแบบร่วมสมัย โดยวิทยากรจากเพจสูตรสยาม การนุ่งผ้าไทยโดยไม่ตัดเย็บ รวมถึงเวิร์กชอปการทำผ้ามัดย้อมสีสันสดใส และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สินค้าหัตถกรรม และบริการสตูดิโอถ่ายภาพชุดไทย เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ประกอบการ นิสิต และประชาชนทั่วไป

งาน “KU Thai Textile Fest 2026” จึงนับเป็นโมเดลความสำเร็จในการบูรณาการศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้ผ้าไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

KU Thai Textile Fest 2026Soft Powerผ้าไทย

มวล.ยกระดับสารสนเทศการแพทย์-เวชศาสตร์ป้องกัน สู่ศูนย์กลางภาคใต้ตอนบน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยหลักสูตรเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ เพื่อยกระดับการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ และเวชศาสตร์ป้องกัน สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยมี ผศ.ดร.ธีรัช สายชู ประธานหลักสูตรเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ นพ.พลลภัตม์ เสถียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ เป็นผู้แทนลงนาม โดยมี รศ.ดร.ยรรยงค์ พันธ์สวัสดิ์ และ ผศ.เจริญพร บัวแย้ม อาจารย์ประจำหลักสูตรฯ พร้อมด้วย ธวัชชัย ไชยจิตร์ Medical Informatics Development Manager และวรรณา สินชลสิทธิ์ IPUs1 Manager ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ผศ.ดร.ธีรัช สายชู กล่าวว่า มวล.มีความพร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการทำงานกับ รพ.กรุงเทพสิริโรจน์ ทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ และทรัพยากร ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มีสมรรถนะสูงแล้ว ยังเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้พื้นที่ภาคใต้ตอนบนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Medical Informatics และนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย

ด้าน นพ.พลลภัตม์ เสถียร กล่าวว่า อนาคตของระบบสุขภาพทั้งในภาครัฐและเอกชน จะถูกขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการความรู้ทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย การลงนามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการตกลงบนกระดาษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem)’ โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์พร้อมเป็น ‘Sandbox’ ให้นักศึกษาได้ทำงานกับข้อมูลจริง ในสภาพแวดล้อมจริง เราต้องการจำลองบรรยากาศให้เหมือนการทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อให้นักศึกษาได้ค้นพบเส้นทางอาชีพที่ถนัด และเป็นรากฐานในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงที่ประเทศกำลังขาดแคลน มาร่วมพลิกโฉมระบบสาธารณสุขต่อไป

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังถือเป็นจุดยืนทางยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ควบคู่กับการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Real-world Challenge based Learning” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานกับระบบสารสนเทศระดับสากลของโรงพยาบาล อาทิ ระบบ HIS, EMR, PACS, LIS รวมถึง AI และระบบอัตโนมัติ เพื่อนำความรู้มาบูรณาการแก้ปัญหาจากโจทย์จริง สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง และหล่อหลอมบัณฑิตให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

มวล.

‘IT DAY & JOB FAIR 2026’ มมส เชื่อมภาคธุรกิจ ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “IT DAY & JOB FAIR 2026 เตรียมพร้อมนิสิตสู่โลกอาชีพ” ประจำปีการศึกษา 2569 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตที่กำลังศึกษาและกำลังจะสำเร็จการศึกษา ได้รับทราบแนวโน้มตลาดแรงงาน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การฝึกงาน สหกิจศึกษา รวมถึงการประกอบอาชีพในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรมดิจิทัล และมัลติมีเดีย

โดยมี รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโล่แสดงความขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ 16 บริษัท และมี ผศ.ชุมศักดิ์ สีบุญเรือง รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศ นำผู้บริหาร บุคลากร นิสิตและผู้แทนบริษัทเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 4 ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าสู่สายอาชีพของนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อมูลความต้องการของสถานประกอบการ มาใช้พัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดบูธแนะนำตำแหน่งงานและรับสมัครงาน การให้คำปรึกษาด้านเส้นทางอาชีพ การเปิดห้องสัมภาษณ์งานจริง ตลอดจนการประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับผู้แทนองค์กร เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทและองค์กรชั้นนำจำนวน 16 แห่ง เข้าร่วมจัดกิจกรรม อาทิ บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

งาน IT DAY & JOB FAIR 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญ และพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานจริงได้อย่างมั่นใจ

IT DAY & JOB FAIR 2026มมส

ม.นครพนม จัดกิจกรรมจิตอาสา ‘ปล่อยปลา–ดำนาโยน’ สืบสานวิถีเกษตร ปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรมจิตอาสาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้กิจกรรม “ปล่อยปลาและดำนาโยน” ณ บริเวณสระน้ำทฤษฎีใหม่และแปลงนาสาขาวิชาพืชศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีจิตสาธารณะ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยี รวมถึงนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ที่ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาดุกและปลาตะเพียนลงสู่สระน้ำทฤษฎีใหม่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ พร้อมร่วมกิจกรรมดำนาโยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการทำนาที่ช่วยลดการก้มทำงาน ลดอาการปวดหลัง และเป็นทางเลือกด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับวิถีการเกษตรในปัจจุบัน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตทางการเกษตร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

นายวัชพล สาริศรี นักศึกษาคณะครุศาสตร์ กล่าวว่า แม้ครอบครัวจะประกอบอาชีพทำนา แต่การดำนาโยนเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน รู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับกิจกรรม ได้พบเพื่อนต่างคณะ และได้เรียนรู้วิธีการทำนาอีกรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าฝนจะตกตลอดกิจกรรมแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกและความประทับใจ

ขณะที่นักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยีที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างเห็นว่า การดำนาโยนเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการปวดหลังเมื่อเทียบกับการดำนาแบบปักกล้า อีกทั้งยังได้เรียนรู้วิถีการทำนาของชาวอีสาน พร้อมสร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างคณะผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน

น.ส.มุกดา คำพิลา นายกสโมสรนักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบดำนาโยน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมความสามัคคี การเรียนรู้วิถีเกษตร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเป็นอย่างดี นอกจากกิจกรรมดำนาโยนแล้ว การปล่อยพันธุ์ปลาดุกและปลาตะเพียนยังเป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำ และสร้างจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

กิจกรรมจิตอาสาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยนครพนม บูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการบริการสังคม ผ่านการสร้างประสบการณ์จริงให้นักศึกษาได้เรียนรู้คุณค่าของธรรมชาติ การทำงานร่วมกัน และการสืบสานวิถีเกษตรไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

ดำนาโยนปล่อยปลาม.นครพนมวิถีเกษตรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ส่งต่อโอกาส! ‘สตรีศึกษาร้อยเอ็ด’ มอบทุนการศึกษาปี 69 รวม 351 ทุน กว่า 1 ล้านบาท

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

ส่งต่อโอกาส! ‘สตรีศึกษาร้อยเอ็ด’ มอบทุนการศึกษาปี 69 รวม 351 ทุน กว่า 1 ล้านบาท แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง-สร้างอนาคตเด็กไทย

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิเพชรสตรีศึกษา ร่วมกับ มูลนิธิสมยศ-กฤษณา สหวัฒน์, สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด และสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ณ โรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมี นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีและมอบโอวาทแก่ผู้ได้รับทุน

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางจินตนา ชื่นวัฒนา นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด, นางชนิตา จารุธนิตกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายจักรวาล เจริญทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศึกษา คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร และผู้มีเกียรติ ร่วมจัดงานและดำเนินคัดเลือกนักเรียนตามหลักเกณฑ์อย่างโปร่งใส

ในปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 351 ทุน คิดเป็นเงินมูลค่ารวม 1,047,000 บาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ทุนมูลนิธิเพชรสตรีศึกษา จำนวน 317 ทุน รวมเป็นเงิน 637,000 บาท และทุนสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษา จำนวน 34 ทุน รวมเป็นเงิน 410,000 บาท

การมอบทุนครั้งนี้ นับเป็นพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มุ่งมั่นใช้การศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนาคนและประเทศชาติ พร้อมขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป

มอบทุนการศึกษามูลนิธิเพชรสตรีศึกษาร้อยเอ็ดโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด

ปิดฉาก ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569’ จุดประกายทักษะแห่งอนาคต ก่อนส่งต่อนิทรรศการสู่แหล่งเรียนรู้ทั่วไทย

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:15 น.

ปิดฉากยิ่งใหญ่ “มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569” ตอกย้ำไทยศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ระดับสากล  โชว์ศักยภาพเจ้าภาพ “ASPAC CONFERENCE 2026” ผนึก68 หน่วยงาน 30 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกโรงเรียนแห่จองทะลุ 1,500 แห่ง จุดประกายทักษะแห่งอนาคต ก่อนส่งต่อนิทรรศการสู่แหล่งเรียนรู้ทั่วไทย

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569” (NST Fair 2026) ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีสถาบันการศึกษาและโรงเรียนจากทั่วประเทศจองเข้าชมงานล่วงหน้ามากกว่า 1,500 แห่ง พร้อมเด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคักตลอด 9 วันเต็ม

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ในปีนี้ประสบความสำเร็จทั้งในมิติต่างประเทศและการสร้างผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยในระดับสากล NSM ได้แสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหาร นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจาก 68 หน่วยงาน ใน 30 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, ออสเตรเลีย และชาติสมาชิกอาเซียน มาร่วมแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ร่วมกัน

ขณะเดียวกันหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดงานคือการ “จุดประกายและสร้างทักษะแห่งอนาคตให้แก่เยาวชน” ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้จริง (Hands-on Experience) นอกห้องเรียน โดยเด็กๆ ได้ฝึกทักษะการตั้งคำถาม การสังเกต และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ไม่ว่าจะเป็นการเท่าทันเทคโนโลยีในนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางปัญญาประดิษฐ์, การเข้าถึงขุมพลังธาตุหายากในนิทรรศการ Rare Earth: The Invisible Powe ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม EV และพลังงานสะอาด, ตลอดจนการตระหนักรู้ถึงความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพผ่านนิทรรศการ The Hidden World of Rangelands และ Over the Bloom ที่เปิดมุมมองใหม่ให้เห็นคุณค่าของดอกไม้ต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เยาวชนไทย

“NSM ขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน คณะครู และเยาวชนทุกคนที่มาร่วมเปิดโลกการเรียนรู้ ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไทย โดยหลังจบงาน NSM จะนำชิ้นงานและนิทรรศการบางส่วนไปจัดแสดงต่อ ณ พิพิธภัณฑ์ในสังกัด NSM และกระจายส่งต่อไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง” นายสุวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการมอบรางวัล “Thailand Science Communication Awards 2026”  เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากร องค์กร และผลงานที่มีบทบาทโดดเด่นในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่สาธารณชนอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และร่วมกันยกระดับการรู้วิทยาศาสตร์สำหรับพลเมือง (Science Literacy) ให้กว้างขวางและเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่อนาคตด้วยพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สำหรับ Thailand Science Communication Awards 2026 รวม 15 รางวัล ได้แก่ รางวัลผู้ทรงคุณูปการด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Distinguished Science Communication Award) จำนวน 4 ท่าน รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล คุณเฉลิมชัย ห่อนาค ศ.ดร.พิชัย สนแจ้ง และ Emeritus Professor Susan Mary Stocklmayer

รางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี

(Science Communicator of the Year) จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ และ ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ

รางวัลองค์กรสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น (Excellence in Science Communication Organization Award) จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย และ ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

รางวัลผลงานสื่อสารวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม (Outstanding Science Communication Award) จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ประเภทแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ อวกาศน่ารู้ by KornKT ประเภทรายการสาระบันเทิงด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ รายการ Kid Rangers ปฏิบัติการเด็กช่างคิด และประเภทโครงการหรือกิจกรรม ได้แก่ Bringing Thailand to Space: ประเทศไทยจะไปอวกาศ

นอกจากนี้ เพื่อต่อยอดแรงบันดาลใจและส่งต่อโอกาสให้แก่เยาวชน NSM ขอเชิญชวนน้อง ๆ ร่วมส่งผลงานประกวดในกิจกรรม “NST Fair บินลัดฟ้า ล่าฝันสู่สิงคโปร์” ชิงรางวัลแพ็กเกจศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ณ ประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งสิ้น 9 รางวัล (รางวัลจากคณะกรรมการ 4 รางวัล และรางวัล Popular Vote 5 รางวัล) เพียงถ่ายทำคลิปวิดีโอรีวิวความประทับใจงาน NST Fair 2026 (ความยาว 60–90 วินาที) โพสต์ลง Social Media ของตนเองแบบสาธารณะ ส่งผลงานได้ตั้งแต่ 15 – 25 สิงหาคม 2569 ติดตามรายละเอียดกติกาเพิ่มเติมและประกาศผลได้ทาง Facebook: NSTFairThailand หรือเว็บไซต์ http://www.thailandnstfair.com และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-577-9960

ASPAC CONFERENCE 2026NSMมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569

นาโนเทค – DTAM นำ ‘นาโนเทคโนโลยี’ ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ยาแผนไทยมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 20:10 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ผสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมนาโน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพสารสกัดสมุนไพร เร่งเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สมุนไพรไทย” และ “ตำรับยาแผนไทย” เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและด้านทรัพยากรที่มีมูลค่าของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับ สวทช. โดยนาโนเทค จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบายและระบบบริการสุขภาพ เข้ากับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึก เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย

“ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บและการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมไปถึงการประเมินฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย สอดคล้องกับ 1 ใน 4 Strategic Focus ด้าน Herbal Health & Wellness ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมพร้อมถ่ายทอด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ไปจนถึงองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นาโนเทคจะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดตำรับยาแผนไทยที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพของตำรับยาให้มีมาตรฐาน มีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพ นำมาศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร เช่น การเพิ่มความคงตัว การละลาย และการดูดซึม ตลอดจนพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีผลการรักษาที่ชัดเจน พร้อมนำไปใช้งานจริงในสถานพยาบาล

“ความร่วมมือในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จะช่วยพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลของยาแผนไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริม

ด้าน ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) ของนาโนเทค สวทช. มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งสร้างนวัตกรรมยาตามตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสุขภาพคนและสัตว์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมุ่งเน้นการต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม ด้วยการนำนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เข้าไปเสริมประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ 2) กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้ และ 3) กลุ่มบรรเทาอาการปวด เพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์และสามารถผลักดันไปสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมายที่มีศักยภาพ และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงประสิทธิผลของสูตรตำรับ” ดร.อุดม กล่าว

ความร่วมมือระหว่างสวทช. โดยนาโนเทค และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายผลสู่ระบบสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยและสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

DTAMนาโนเทคนาโนเทคโนโลยียาแผนไทยสมุนไพรไทย