สจล.พลิกมหา’ลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์ เปิดแผนสร้าง ‘นวัตกร –นวัตกรรม’ ป้อนอุตฯอนาคต

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อปั้นนัก นวัตกรและกำลังคนรองรับ AI, Semiconductor, Data Center, Space Tech, SMR และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมโชว์ศักยภาพอันดับ 1 ของประเทศด้านการวิจัย และครองมหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด 6 กลุ่มสาขา เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมเปิด “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยว่า การพัฒนากำลังคนในวันนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือรองรับตำแหน่งงานที่มีอยู่ เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI กลายเป็นทรัพยากรที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ สจล. จึงกำลังขยับบทบาทจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นแรงงานของอุตสาหกรรม ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้ด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการนวัตกรรม และผู้สร้างธุรกิจใหม่ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้บัณฑิตมีงานทำ แต่ต้องการทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนอีกจำนวนมาก พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เอง

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี สจล. ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab หรือ ให้ทุกพื้นที่ของ สจล. คือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยยังพัฒนาองค์ประกอบของ Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ พื้นที่ทดลอง ระบบนิเวศวิจัย เครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “คน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของ สจล. คือการให้นักศึกษาเริ่มต้นสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่าน Team Project ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขารวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์องค์ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อและนำไปจัดแสดงใน KMITL Expo 2026

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สจล. มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในการร่วมออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน การพัฒนางานวิจัย การใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการร่วมตั้งโจทย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นักศึกษา บุคลากร และงานวิจัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบทุนการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนสนับสนุนค่าครองชีพ และทุนน้องใหม่ลูกพระจอมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% ขณะที่หลักสูตรในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และโลจิสติกส์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้สมัครเข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้เรียนและความต้องการของตลาดที่มีต่อบุคลากรจาก สจล.

ส่วนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของ สจล. ส่งผลให้ผลจัดอันดับของ ThaiTopU ประจำปี 2025 ซึ่งยกให้ สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้งสายวิทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบ ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ยังจัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation ตอกย้ำศักยภาพการสร้างคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมอนาคตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้ งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของการสร้างคนและนวัตกรรม สจล. เตรียมจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่  1–6 กันยายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบัน นับเป็นการกลับมาจัดงานครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี และการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจาก KMITL Innovation Expo ระหว่างปี 2023–2025 โดย สจล. เตรียมยกระดับสู่ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน เยาวชน และประชาชนในวงกว้าง โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 400 ผลงานจากนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ศิษย์เก่า เครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมตัวอย่างผลงานสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่โซลิดสเตตกราฟีนควอนตัมดอตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงาน หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทดสอบ ต่อยอด และนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต

“ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ช่วยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถ เปลี่ยนความสามารถให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศ” รศ.ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรนวัตกรรมลาดกระบังนิทรรศน์ 2569สจล.

สวทช.เปิด 3 บริการใหม่ อัปเกรด SME ไทย สู่ผู้นำตลาดสุขภาพคน – สัตว์เลี้ยง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ 3 กลุ่มใหม่ ภายใต้ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกอบด้วย PxSERP โภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์ , FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Living for People and Pets” พร้อมเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยฐานรากทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา กล่าวว่า ขุมพลังแห่งงานวิจัย คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็น “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Wellness for All ที่ครอบคลุมทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่ภาคธุรกิจ และพร้อมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์ม FoodSERP พิสูจน์ให้ผู้ใช้ประโยชน์ให้เห็นแล้วว่าเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า มีขีดความสามารถสูงในการตอบโจทย์ตลาด Wellness และ Healthy Longevity ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น การที่ FoodSERP เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับภาคธุรกิจ ถือเป็นการเดินมาถูกทางอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Frontier Research เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ได้สำเร็จ

ด้าน ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ล่าสุด ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม ขยายบริการใหม่ 3 บริการที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ ได้แก่ PxSERP ที่เน้นโภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์, FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Life for People and Pets” โดย ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม จะยังคงทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ที่สนับสนุน SME ไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

SMEสวทช.

CEA – จุฬาฯ เปิดตัว ‘OFOS Design Season 2’ เติม 34 บทเรียนใหม่ เปิดมุมมองและต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:37 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศจับมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำหลักสูตรยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ OFOS (One Family One Soft Power: 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์) หรือ โอ-ฟอส ร่วมกับเครือข่ายด้านการออกแบบจากทุกภูมิภาค ประกอบด้วย 12 มหาวิทยาลัย 3 หน่วยงานภาครัฐ และ 8 สมาคมวิชาชีพและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการออกแบบ เพื่อเปิดตัว หลักสูตร OFOS Design Season 2 พร้อมบทเรียนใหม่ รวม 34 บทเรียนออนไลน์ และ 10 บทเรียนออนไซต์ โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ Glowfish Sathorn อาคารสาทรธานี 2

คุณอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เผยถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร OFOS Design Season 2 เพื่อต้องการยกระดับทักษะคนไทยทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้มีศักยภาพด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงบนพื้นฐานแนวคิดสร้างสรรค์ประกอบกับมีศักยภาพที่จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านการออกแบบในการช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลักสูตร OFOS ด้านการออกแบบในระยะที่ 1 เริ่มจากการศึกษาอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมจนสามารถแบ่งออกเป็น 10 หลักสูตรครอบคลุมทุกมิติ เช่น การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและสังคม, การสื่อสารและการเล่าเรื่อง, เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการออกแบบ, การบริหารจัดการและผู้ประกอบการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ ฯลฯ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวถึง ความพิเศษของการดำเนินงานในหลักสูตร OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 คือ การกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมากถึง 12 มหาวิทยาลัย 3 ภาครัฐ 8 ภาคเอกชน (สมาคมวิชาชีพและนักออกแบบ) ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (วิทยาเขตนครศรีธรรมราช), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (วิทยาเขตสงขลา), กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), Khon Kaen Geopark, สภาสถาปนิก (ACT), สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย (ThaiPDA), สมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) , สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (EMA), Digital Content Association of Thailand (DCAT), Karb Studio, Facebook Page นวล, Choojai and Friends Agency

ส่วนรายละเอียดของบทเรียนในระยะที่ 2 จะประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ 34 บทเรียน และ บทเรียนออนไซต์ 10 บทเรียน ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการออกแบบ, การสร้างสรรค์คาแรกเตอร์เพื่อธุรกิจ, การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อความยืดหยุ่นสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับภัยพิบัติน้ำท่วม, ปฏิวัติวงจรคิด:เจาะลึกวัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตและศาสตร์การประเมิน LCA ผ่านเกมกลยุทธ์, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (LCA), ถอดรหัสวัสดุท้องถิ่นภาคใต้ : พลิกคุณค่าสู่สถาปัตยกรรมยั่งยืน, สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบไทยสู่ตลาดโลก, การผสานวัตถุเสมือนเข้ากับงานอีเวนต์จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงผสม (Mixed Reality) สําหรับผู้ชมออนไลน์ตลอดจนการแปรรูปทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดระดับสากล (Local to Global) และอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ

นอกจากนั้น ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร OFOS Design Season 2 นอกจากเปิดตัว Teaser & Highlight ของหลักสูตรแล้ว ยังจัดเวทีเสวนาโดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเสวนาสำคัญ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐสถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ 1. คุณอาสา ผิวขำ – ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 2.  ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 3. ผศ. ดร.แผ่นดิน อุนจะนำ – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 4. รศ. ดร.กฤตภัทร ถาปาลบุตร – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น 5. ผศ. ดร.อรกัญญา ง่วนสนสกุล – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ที่มาให้ความรู้ ช่วงที่ 1 กับเสวนาหัวข้อ “ออกแบบใหม่ใกล้ฉันซีซัน 2 : การเรียนรู้ทางเลือกใหม่เพื่อยกระดับทักษะสร้างสรรค์สำหรับคนไทย” วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิฯ ทั้ง 5 ท่าน มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาด้านการออกแบบไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ แต่ควรมุ่งสร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิเคราะห์ปัญหา การตั้งคำถาม การทดลอง และการปรับตัวให้กับผู้เรียน เนื่องจากโจทย์ที่นักออกแบบต้องเผชิญในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถอาศัยความรู้จากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหา รวมถึงควรเปิดรับโจทย์จากภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจความต้องการของตลาดและเห็นข้อจำกัดของการทำงานจริง การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ตลาดต้องการ” และทำให้การพัฒนาทักษะมีความสอดคล้องกับบริบทการทำงานมากขึ้น ประกอบกับควรนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสมผสานกับความรู้ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในภูมิภาค มีการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรม การออกแบบเมืองและพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่

ตลอดจนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การออกแบบจึงไม่สามารถทำงานแยกออกจากศาสตร์อื่นได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จึงสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการผลิตบัณฑิต

เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การทำความเข้าใจ “คน” และ “พื้นที่” ก่อนนำไปสู่กระบวนการออกแบบ นักศึกษาควรมีโอกาสลงพื้นที่ พูดคุยกับชุมชน สำรวจสภาพแวดล้อม ศึกษาวิถีชีวิต และทำความเข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง เพื่อให้เห็นว่าการออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามหรือรูปแบบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ตามมาด้วย เสวนาช่วงที่ หัวข้อ “โลกดีไซน์นอกห้องเรียน : ถอดประสบการณ์จริงสู่การพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองโดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. โอกาสทางการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย กล่าวว่า ควรมองงานออกแบบให้ไกลกว่าการผลิตผลงานเพียงชิ้นหนึ่ง แต่ต้องไปถึงการสร้างแบรนด์ การทำตลาด การสร้างช่องทางรายได้ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

  1. การพัฒนาศักยภาพคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวว่า ผลงานสร้างสรรค์ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่ใช่แค่การป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจให้กับผลงานออกแบบ
  2. การทำงานข้ามศาสตร์และทักษะแห่งอนาคต คุณดวงฤทธิ์ บุนนาคเสนอให้มองการออกแบบในฐานะวิชาชีพที่ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น เช่น การบริหารจัดการ ทรัพยากรบุคคล ธุรกิจ เทคโนโลยี และการตลาด การมีความรู้เพียงด้านการออกแบบจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักออกแบบจำเป็นต้องเข้าใจระบบและบริบทที่อยู่รอบงานออกแบบด้วย
  3. การกำหนดทิศทางและการวางตำแหน่งของนักออกแบบให้สอดคล้องกับโอกาสของประเทศ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า นักออกแบบควรวางตำแหน่งของตนเองให้สอดคล้องกับโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นว่าทักษะด้านการออกแบบจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างไร สร้างคุณค่าให้กับตลาดกลุ่มใดได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดเส้นทางการทำงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

  อย่างไรก็ดี การเสวนาในหัวข้อฯ ดังกล่าว ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ ตัวแทนจากสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน, ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเรียนรู้ของนักออกแบบในยุคปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือกรอบของวิชาชีพแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับ ตลาด เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมใหม่

จะเห็นได้ว่าการเสวนาทั้ง 2 ช่วงมีความน่าสนใจ ทั้งในการถ่ายทอดองค์ความรู้และชวนทำความเข้าใจแนวทางการเรียนรู้ของ OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้และต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ ผ่านมุมมองและประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งในมิติของการออกแบบ การทำงาน และการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้จริง

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม OFOS มีบทเรียนออนไลน์ด้านการออกแบบรวม 49 บทเรียน แบ่งเป็น 15 บทเรียนจากระยะที่ 1 และ 34 บทเรียนใหม่จากระยะที่ 2 ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการออกแบบได้ตามความสนใจ

ผู้สนใจต้องการยกระดับทักษะสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสามารถเข้าเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบได้ที่ https://ofos.thacca.go.th/course/Design

CEAOFOS Design Season 2จุฬาฯ

ชวน ‘พี่ภูผา’ ติวนอกห้องเรียน ผ่าน Exclusive Tutor Class เผย 4 เทคนิค ‘คนตื่นเรียน’ เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา หนึ่งในโครงการ Campus Condo จาก AssetWise ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนบดินทรเดชา จัดกิจกรรม Exclusive Tutor Class “ปลุกโหมดเรียนให้ตื่น!” สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เกิดขึ้นจริง ณ สำนักงานขายโครงการ ผ่านแนวคิด Play • Learn • Live พร้อมส่งต่อพลังและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ พบปะบุคคลต้นแบบ การสร้าง Connection และค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

กิจกรรมครั้งนี้ชวนน้องๆวัยมัธยมจากหลากหลายสถาบันมาเติมไฟแห่งการเรียนรู้ พร้อมเรียนรู้เทคนิคการเตรียมตัวสอบและแนวคิดการพัฒนาตัวเองจาก พี่ภูผา อมรกิจจา (Mr.Phoops) ติวเตอร์และครีเอเตอร์เจ้าของเพจ #คนตื่นเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้าน AI Engineering จาก University of Cambridge และผู้เขียนหนังสือ “Winner Mindset สูตรโกงชีวิต (ที่โรงเรียนไม่สอน)” ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง พร้อมแบ่งปันแนวคิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน

โดยพี่ภูผาได้นำประสบการณ์จากเส้นทางการเรียนของตัวเองมาถ่ายทอดให้กับน้องๆตั้งแต่ประสบการณ์การสอบ IELTS ที่ต้องสอบถึง 14 ครั้งกว่าจะผ่าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตและปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมฝากแนวคิดสำคัญว่า “คนเรียนเก่ง” อาจไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนดัง หรือจำนวนชั่วโมงเรียนพิเศษ แต่เริ่มจาก “วิธีเรียน” ที่ถูกต้อง และการวางแผนเตรียมตัวอย่างมีเป้าหมาย

4 เทคนิค “คนตื่นเรียน” เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ มีดังต่อไปนี้

1.แบ่งเวลาให้เป็น  การสอบคือการวางแผน พี่ภูผาแนะนำว่า การเตรียมตัวสอบไม่ใช่การโหมอ่านหนังสือทุกวิชาพร้อมกัน ให้โฟกัสวันละ 1 วิชา มากกว่าการสลับหลายวิชาในวันเดียว เพราะความจำเปรียบเสมือนการฝึกร้องเพลง ยิ่งอ่านและทบทวนซ้ำอย่างสม่ำเสมอ สมองก็ยิ่งจดจำได้ดีขึ้น

2.ฟังให้เข้าใจ ก่อนจดให้จำ หนึ่งในวิธีเรียนที่พี่ภูผาแนะนำคือ “อย่ารีบจดจนลืมฟัง” ควรตั้งใจฟังและทำความเข้าใจในห้องเรียนให้ได้มากที่สุด จากนั้นกลับมาทบทวนและเขียนสรุปด้วยภาษาของตัวเองภายในวันเดียวกัน จะช่วยให้จำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น

3.ทวนให้บ่อย ฝึกทำโจทย์เก่า จับแพทเทิร์นข้อสอบให้แม่น ให้ลองทำข้อสอบเก่าหรือ Mock Testเพื่อประเมินว่ายังขาดความรู้ในส่วนใด เพราะแม้การเรียนพิเศษจะช่วยให้มีคนมาช่วยจับแพทเทิร์นหรืออธิบายโจทย์ได้เร็วขึ้น แต่ท้ายที่สุดผู้เรียนยังต้องกลับมาฝึกทำโจทย์และทบทวนด้วยตัวเอง

4.รู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ควรรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่ Research เพื่อค้นคว้าข้อมูล, Brainstorm เพื่อช่วยคิดไอเดีย, Tutorial เพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือที่ไม่ถนัด ไปจนถึง Execution / Agentic AI ที่สามารถช่วยลงมือทำหรือสร้างผลงาน เช่น รูปภาพและวิดีโอ โดย AI สามารถเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ได้ แต่ควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งและใช้วิจารณญาณควบคู่กันไป

นอกจากทักษะด้านการเรียนและเทคโนโลยีแล้ว พี่ภูผายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ Personal Branding และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ได้ การรู้จักสร้างตัวตน สะสมความน่าเชื่อถือ และทำให้ผู้คนจดจำในความเชี่ยวชาญของเรา จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต

สำหรับ KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น จำนวน 11 อาคาร รวม 512 ยูนิต พร้อมอาคารจอดรถ 8 ชั้น รองรับ 203 คัน โดดเด่นด้วยทำเลใกล้โรงเรียนบดินทรเดชา เพียง 10 ก้าว* และส่วนกลางกว่า 60 กิจกรรม รองรับหลากหลายไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ภายในโครงการมีห้องพักให้เลือกทั้ง Studio, 1 Bedroom, 1 Bedroom Exclusive และ 1 Bedroom Plus ขนาด 23.60–33.90 ตร.ม. พร้อม Shuttle Van รับ-ส่งสถานีรถไฟฟ้า และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ปัจจุบันโครงการได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ปกครอง ครู และ First Jobber มียอดขายแล้ว 62% และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนในเดือนธันวาคม 2569

คนตื่นเรียนพี่ภูผา

ประเสริฐ ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

“ประเสริฐ” ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค แก้หนี้ครูทั้งประเทศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2565 นายประเสริฐจันทรารวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กิตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่รับฟัง หาแนวทางการแก้หนี้ครูและมอบนโยบาย ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ นำทัพใหญ่มาจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งใจเดินทางมาวันนี้นอกจากจะให้นโยบายศึกษาธิการใน 5 เรื่องแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือมาเยี่ยมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ประสบความสำเร็จ เมื่อ2วันที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน ในการลดดอกเบี้ยให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จากที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 6- 7 ต่อปี ทางธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนี้ ทำให้ครูที่ต้องผ่อนชำระหนี้ 30 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 21 ปี ถ้าผ่อน 20 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 16 ปี ซึ่งสามารถช่วยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น แต่คิดว่าเท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากยังมีครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยไม่เกิดร้อยละ 4.75 ซึ่งดอกเบี้ย 4.75 ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้นหลังจากรับฟังแนงทางและข้อเสนอของ นายณรินทร์ ชำนาญดู ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี ประธานสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี แล้ว กระทรวงศึกษา คิดไว้ตรงกันประมาณ 3-4 ข้อแล้ว กระทรวงศึกษาฯก็จะเติมเต็มทั้งหมด รวมถึงแก้ไขเรื่องการล้มละลายฯ ขณะนี้ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาผ่านวุฒิสภาแล้ว 90% ซึ่งถ้าวุฒิสภาเสนอกลับมาสภาฯ ซึ่งสภาฯจะเปิดสมัยประชุม ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ หากสภาไม่มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะทำให้ข้าราชการครูที่เคยล้มละลายกลับมาเป็นข้าราชการครูปกติได้ ถึงวันนั้นตนก็จะเร่งประกาศให้พี่น้องครูได้รับทราบโดยเร็ว

เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูแม้ไม่ใช่นโยบายที่กระทรวงศึกษาจะขับเคลื่อนโดยตรง แต่เป็นสวัสดิการและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องครู ตนก็จะดำเนินการหาทางช่วยกันเติมเต็ม เพื่อทำให้ครูสามารถใช้วิชาชีพได้อย่างมีความสุข สามารถทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนอย่างเต็มที่
นายประเสริฐ กล่าวว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เงินเดือนครูเหลือไว้ใช้เป็นค่าครองชีพ 30% เข้าใจดีว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้ครูมีภาระหนี้สินเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตนกำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีการเจรจาหลังบ้านแล้ว และจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย เพื่อครูไม่ต้องมาแบกดอกเบี้ยร้อยละ 5 หรือ ร้อยละ 6.25 ตนไม่อยากเห็นดอกเบี้ยครูเกิน 4 บาทต่อปีด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้นอันดับแรกการบ้านของผม คือไปหาแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาเบื้องต้นแล้ว ได้คุยแหล่งเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่อยู่ในระบบเป็นธนาคารที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเริ่มเจรจาแล้ว และมีสัญญาณเชิงบวก เพื่อจะมาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวถึงเรื่องการตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค ว่า ตสขอไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ก่อน และขอไปทำการบ้านก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้ขนาดไหน รวมถึงหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ถ้าทำได้ก็จะรวมหนี้ครูที่อยู่ตามที่ต่างๆที่อัตราดอกเบี้ยสูง เอาหนี้อยู่ที่เดียวกัน ผ่านสหกรณ์กลางเป็นผู้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

เพื่อช่วยให้ครูเหลือเงินส่วนต่างมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ กระทรวงศึกษาฯพร้อมเป็นคนกลางและพร้อมเจรจาและขอความร่วมมือกับสหกรณ์ครูทั่วประเทศในการลดดอกเบี้ย เพราะสหกรณ์ก็เป็นข้าราชกาาครูด้วยกัน ดังนั้น การคิดอัตราดอกเบี้ยก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 4.75 ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่ง หรือสถาบันการเงินบางแห่งที่หักเงินเดือนครูเหลือต่ำกว่า 30% ตนก็จะไปดูเรื่องระเบียบ หากมีระเบียบที่ยังติดขัดอยู่ก็พร้อมหาลือ หาทางแก้ไขกฏหมาย เพื่อให้ครูเหลือเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณภาพชีวิตครูดีขึ้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันที่เข้ามากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มคนที่ไปหาตนมากที่สุด คือราชการครูที่เป็นหนี้ มาขอพบทุกวัน ตนจึงเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และคิดว่าหลังจากที่ทำงานไปสักพักนึงแล้ว ก็จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้ และจะนำข้อคิดดีๆของสหกรณ์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมเดล หรือแซนบล็อก เป็นแบบอย่าง ในการขยายผล และขอชื่นชมถึงผลสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี หลังจากนี้นโยบายอย่างหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เคยประกาศไว้ 5 เรื่อง ซึ่งทำไปหลายเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เราจะทำต่อก็คือเรื่องแก้ปัญหาหนี้ครู เนื่องจากเข้าใจดี โดยเฉพาะข้าราชการที่จะเกษียณฯ หลังเกษียณจะได้เงินเดือนอีกอัตราหนึ่งเพราะฉะนั้น ตนจะดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

“สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยมีขั้นตอนในการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และประสบความสำเร็จ ทำให้หนี้ครูจากสถาบันการเงิน และจากสหกรณ์ต่างๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยวันนี้ที่มา จะมาดูเพื่อนำไปเป็นโมเดล เป็นแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องครูทั่วประเทศ เพราะหลังจากที่กระทรวงศึกษาร่วมกับธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.5% แล้ว เรายังพบว่ามีครูจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถึงร้อยละ 5-6 ต่อปี ตามสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่างๆทั่วประเทศ ดังนั้น ตนจะนำโจทย์ และแนวทางในที่ประชุมเสนอมาวันนี้ ไปหาแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องครู โดยกระทรวงศึกษาฯ พร้อมเป็นกลาง เนื่องจากขณะมีครูที่ถูกฟ้องร้องล้มละลายกว่า 10,000 คน ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้อรีบแก้ไข

มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569 เปิดโลกนวัตกรรมจาก 8 ประเทศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:44 น.

จากคลื่นสมองสั่งหุ่นยนต์ สู่ Coding–อวกาศ–เกษตร ฝึกเด็กคิด ทดลอง และสร้าง รับโลก AI

บรรยากาศงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ เด็กคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณสมอง ก่อนเพ่งสมาธิส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ ขณะที่อีกมุมหนึ่ง เด็กๆกำลังต่อ LEGO เขียนโค้ด และทดลองควบคุมหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง ถัดออกไปยังมีเทคโนโลยีการบินวิทยา ศาสตร์ อวกาศ เกษตร และ VR ให้ร่วมสัมผัสอย่างใกล้ชิด

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 9–11 เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริงที่นำทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิธีการสื่อสารวิทยาศาสตร์มาจัดแสดง สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่ AI และเครื่องจักรกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมนิทรรศการ  พร้อมกันนี้ได้อธิบายว่า “ปีนี้ได้ออกแบบและบริหารพื้นที่จัดงานให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมได้เต็มที่ ขณะเดียวกันผู้ชมสามารถเดินชมงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก โดยตลอดพื้นที่มีทั้งสาระ ความสนุก และการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองด้วยตนเอง งานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง ซึ่งมีถึง 28 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย มาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมให้ผู้ชมได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องได้ทดลอง เล่น และค้นหาคำตอบ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น”

จีนจับ“คลื่นสมอง”สั่งหุ่นยนต์เคลื่อนไหว

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือบูธจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำทั้งนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเชิงปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมทดลองด้วยตัวเองมาจัดแสดงกิจกรรม เด่นเปิดให้ผู้เข้าชมทดลอง ใช้คลื่นสมองควบคุมหุ่นยนต์ โดยผู้ทดลองสวมเครื่องจับสัญญาณคลื่นสมองไว้ที่ศีรษะ จากนั้นใช้สมาธิเพื่อให้ระบบรับสัญญาณและส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมชม จึงไม่ได้เพียงยืนดูหุ่นยนต์ทำงาน แต่ได้ทดลองด้วยตัวเองว่า สมาธิและสัญญาณจากสมองสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเครื่อง กลได้อย่างไร กิจกรรมยังช่วยฝึกการจดจ่อและทำให้เรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ซึ่งอาจดูเป็นเทคโน โลยีไกลตัว กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

อีกบูธหนึ่งของจีนใช้ VR สร้างประสบ การณ์เรียนรู้ให้ผู้ชมสวมอุปกรณ์และทดลองตอบสนองกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เปิดอีกมุมให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ฝึกการรับรู้ การคิด และการตอบสนองของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ ในนิทรรศการ L.I.S.T.E.N Science Space ซึ่งพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง China Science and Technology Museum และ NSM ยังใช้ Interactive Exhibits การทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อดิจิทัล และ VR Experience เพื่อกระตุ้นการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ด้วยตนเอง

เดนมาร์กใช้ LEGO พาเด็กจาก “การเล่น” สู่ Coding

LEGO ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เด็กๆเริ่มจากการประกอบชิ้นส่วน ก่อนเขียนโค้ดควบคุมให้สิ่งที่สร้างขึ้นเคลื่อนไหว และระหว่างทางได้ฝึกคิดเป็นขั้นตอน ทดลอง และแก้ปัญหาผ่าน กิจกรรม Shaping Ideas, Exploring AI with LEGO Education Kit เปิดโลกการเรียนรู้ Computational Thinking และ AI ผ่านการเขียนโปรแกรม การใช้เซนเซอร์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เปลี่ยน “การเล่น” ให้เป็น “การสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิทยาศาสตร์”

ฝรั่งเศส พาวิทยาศาสตร์สู่โลกการบินและเทคโนโลยี

บูธจากฝรั่งเศสเปิดมิติใหม่ของวิทยา ศาสตร์ ตั้งแต่งานวิจัย การศึกษา ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ใช้จริงในอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานอย่าง Campus France Thailand, Airbus และ Thales ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรม Airbus

เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีอากาศยาน ขณะที่ Thales นำเสนอระบบบริการเอกสารประจำตัวนอกสถานที่ ที่รวมการรับข้อมูล การพิมพ์ลายนิ้วมือ และการตรวจสอบชีวมิติในชุดอุปกรณ์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ทั้ง ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสะดวก

ญี่ปุ่นพับกระดาษ แล้วพาเด็กคิดต่อถึงการบิน

จากกระดาษหนึ่งแผ่น เด็กๆเรียนรู้ว่ารูปร่าง น้ำหนัก และแรง ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนที่ กิจกรรม Origami และเครื่องบินกระดาษ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสังเกต ทดลอง และปรับรูปทรงเพื่อเข้าใจหลักการบิน ญี่ปุ่นยังนำองค์ความรู้จากหลายสาขาเข้าร่วมงาน โดยมี JAXA และสถาบันด้านวิทยาศาสตร์–การศึกษา ร่วมแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งธรรมดารอบตัว และต่อยอดสู่การออกแบบ วิศวกรรม และอวกาศ

เยอรมนีพาเด็กมอง “ข้าว” ผ่านวิทยา ศาสตร์

พื้นที่ของ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH จากเยอรมนี พาผู้ชมกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยอย่างการเกษตร ข้าวและพืชผลทางการเกษตรถูกนำมาเป็นสื่อให้เด็กเห็นว่า วิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การดูแลดิน น้ำ และทรัพยากร ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับระบบเกษตรให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เกาหลีใต้ เติมมุมเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ประเทศต่างๆในโซนนิทรรศการต่างประเทศก็นำรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันมาเติมเต็มภาพของวิทยาศาสตร์ภายในงาน อาทิ Petrosains, The Discovery Centre จากมาเลเซีย เน้นสร้างความอยากรู้อยากเห็นและชวนผู้ชมค้นพบวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ขณะที่ Department of Science and Technology – Science Education Institute จากฟิลิปปินส์ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสื่อสารกับเด็กและเยาวชน

ส่วนเกาหลีนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ สมอง และการควบคุมหุ่นยนต์มาให้ทดลอง ผู้เข้าร่วมใช้อุปกรณ์ที่ติดบริเวณศีรษะและจดจ่อเพื่อให้ระบบรับข้อมูล ก่อนเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ ได้ในระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้  ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00–19.00 น. ผู้สนใจเที่ยวชมงานสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook : NSTFair Thailand หรือ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2577 9960

นวัตกรรมมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประสบความสำเร็จจัดการแสดง”Korean Sound”ฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง

การแสดง “Korean Sound” ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ (Pre-Opening) หลังจากที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ได้ย้ายที่ทำการไปยังย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐ แวดวงวิชาการ วัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 160 ท่าน นำโดย ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กรุงเทพมหานคร ศูนย์วัฒนธรรมตุรกี อินเดีย และฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะนักแสดงได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยบทเพลงที่หลากหลาย ซึ่งครอบคลุมทั้งเพลงชองอัก (Jeongak – ดนตรีราชสำนักดั้งเดิมของเกาหลี) และเพลงแต่งใหม่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น ‘ยางชองโดดือรี’, ฉาก ‘ชวาอูนาโจล’ หนึ่งในตอนของพันโซรี เรื่องซูกุงกา, ‘ซูรยูฮวาแก’ และ ‘สีสันแห่งกาลเวลา’ นอกจากนี้ ในบทเพลงสุดท้าย ‘Together Arirang’ ได้มีการนำเพลงพื้นบ้านของไทยอย่าง ‘ลาวดวงเดือน’ และเพลงพื้นบ้านของเกาหลีอย่าง ‘อารีรัง’ มาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิม พร้อมกับการขับร้องพันโซรี ซึ่งถ่ายทอดความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลีผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง

นางซอนจู ลี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี กล่าวว่า “เราจัดการแสดงครั้งนี้ขึ้นเนื่องจากความมุ่งมั่นและแนวทางของศิลปินรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอ กุกอัก (Gugak) ซึ่งเป็นรากฐานของดนตรีเกาหลี ให้ผู้ชมทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้นั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย” และยังกล่าวเสริมว่า “เราจะเดินหน้าสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปินเยาวชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีแห่งใหม่นี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะที่คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถสื่อสารและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันผ่านวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมฯ มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยปัจจุบันได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการ “การประดับตกแต่ง: ประดับความหมายแห่งชีวิต” ซึ่งนำเสนอวัฒนธรรมการประดับตกแต่งของเกาหลีผ่านเครื่องประดับและงานหัตถกรรมดั้งเดิม ณ ห้องวัฒนธรรม ชั้น 1 ตลอดจนการฉายภาพยนตร์เกาหลี หลักสูตรภาษาเกาหลีและอาหารเกาหลี รวมถึงกิจกรรมทัศนศึกษา

Facebook

อาชีวะอุบลฯต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการติดตามประเมินผลรอบ 2 ชูความเป็น’วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

อาชีวะอุบลฯ ต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามประเมินผล รอบที่ 2 ชูความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยเอกสาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี, นายวิโรจน์ สุริยายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้ติดตาม ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ ติดตามประเมินผล ตามนโยบายการตรวจราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 2

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยคณะผู้ตรวจราชการฯ ได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ และเยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะธุรกิจภายในสถานศึกษา ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจห้องอาหารทานแก้วบกช, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเบเกอรี่, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจโรงแรมอาชีวะ, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจร้านกาแฟ Coffee Talk UVC รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของแต่ละแผนกวิชา เพื่อติดตามและส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพของนักเรียน นักศึกษาอย่างใกล้ชิด

จากนั้น ณ ห้องประชุมศรีพรหมราช ได้มีการจัดพิธีต้อนรับและการประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยผู้เข้าประชุมได้รับชมการแสดงความสามารถของนักเรียน นักศึกษา ด้านทักษะการสื่อสาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ฟ้อนไทภูเขา” พร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำวิทยาลัยฯ และกล่าวต้อนรับพร้อมการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

โอกาสนี้ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวชมเชยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมยกย่องความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ที่มุ่งมั่นจัดการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

  1. ทักษะแห่งอนาคต: มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสื่อสารในยุคศตวรรษที่ 21
  2. การยกระดับสมรรถนะ: ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลอาชีวศึกษา ทั้งการ Up-skill และ Re-skill
  3. เชื่อมโยงการศึกษา: ขับเคลื่อนการเรียนสะสมหน่วยกิตอาชีวศึกษาร่วมกับวิชาพื้นฐาน ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (OVEC Credit Bank) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสะสมผลการเรียนและเทียบโอนความรู้ระหว่างสายสามัญและสายอาชีพได้อย่างยืดหยุ่น
  4. ความปลอดภัยในสถานศึกษา: ถือปฏิบัติตาม 7 มาตรการสำคัญด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การตรวจราชการและติดตามประเมินผลในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนผลการดำเนินงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตลอดจนเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของโลกอาชีพในอนาคต

อาชีวะอุบลอุบลราชธานี

ครั้งแรกรอบ100ปี! ‘ป่อเต็กตึ๊ง’จัดประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค 6 เขต กทม.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:40 น.

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี! ‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดงานประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ‘สุสานวัดดอน’ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี

โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง

สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี

งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท

สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

#เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ทิ้งกระจาดป่อเต็กตึ๊งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวสุสานวัดดอน

‘ประเสริฐ’ สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:50 น.

S__363249793

“ประเสริฐ” สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ”(ศพส.) จะเปิดอบรมซักซ้อมระบบการใช้งานแก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก่อนเปิดใช้งานจริงในการรับฟังข้อมูลจากนักเรียนทั่งประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อห้ามการจัดการเรียนที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้ พรบ.เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 และใน พรบ.มีการห้ามให้เด็กปฐมวัยมีการแข่งขัน หรือสอบแข่งขัน

“เนื่องจากขณะนี้เราพบว่า มีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบแข่งขันของเด็กปฐมวัย เพื่อชิงถ้วยรางวัล ผมจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ห้ามให้มีการสอบแข่งขัน เพราะผิดกฏหมาย ผิด พรบ. โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านการสังเกตุแทน หรือประเมินแฟมสะสมงานแทน เนื่องจากยังไม่สอดคร้องกับพัฒนาการด้านสมองของเด็กที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น ศธ.จึงห้ามไม่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย”
นายประเสริฐ กล่าวถึงการเตรียมการนักเรียนเข้าแข่งขัน เอไอ โอลิมเปส ในเดือน ส.ค.ปี 2570 ที่ประชุมจึงได้สั่งการให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพด้านเอไอ เตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้บรรจุองค์ความรู้เรื่องของผ้าไทยลงในแบบเรียน โดยได้ให้นโยบายว่า ให้นำหลักการจากหนังสือ Thai Textiles Trend Book (เทรนด์บุ๊กผ้าไทย) เป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมแห่งอนาคต โดยให้ไปดูว่า จะสามารถเตรียมการความรู้เหล่านี้ผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมยังได้สั่งให้มีการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายการใช้งบงบประมาณปี 2569 ให้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณ ปี 2569 งบโครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมได้มีมติให้ สพฐ. กันเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน และให้ สพฐ. ปรับรายละเอียดให้สอดคล้องโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่มีอยู่ ตามข้อสังเกตของหลายๆฝ่าย อย่างเช่น ความซ้ำซ้อนกับเรื่องของ การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP โดยให้ สพฐ. ทำงานร่วมกับกระทรวง อว. ในการส่งต่อโครงการ เพื่อให้ กระทรวง อว.ดำเนินการต่อ และให้สพฐ.ทำเรื่องแจ้งสำนักงบประมาณ ถึงการขอกันเงินไว้ก่อนด้วย เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และ ศธ.จะนำเรื่องนี้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปรงโครงการด้วย

และหารือถึงการยกระดับคุณภาพคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู นักเรียน และผู้บริหาร โดยได้เห็นชอบในเรื่องของการรีสกิล อัพสกิล และเรื่องของหลักสูตร เรื่องของ AI โดยได้กำหนดแผนและขั้นตอนต่างๆ ทั้งเรื่อง AI เฟรมเวิร์ค , AI Literacy ต้องดำเนินการขั้นตอนเป็นอย่างไร ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าในปี 2571 เรื่องของหลักสูตร เรื่อง AI จะมีความสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว โดยวางไทม์ไลน์เรื่องหลักสูตร ซึ่งจะทำในระยะยาว เพราะมีขบวนการที่ต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี

“ปี 2569 เป็นช่วงที่ศธ.ออกแบบเรื่องต่างๆ สิ่งที่จะเห็นหลังจากที่เราออกแบบก็ในปี 2570 เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ หลักใหญ่คือ เรื่อง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เรื่องอีออฟฟิศ และโครงสร้างของบุคลากร ส่วนในปี 2571 เราจะได้เห็นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของหลักสูตร และเรื่องต่างๆที่จะทำตามมาในการสร้างสมรรถนะผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหาร อย่างเช่นเรื่อง AI แต่ไม่ได้หมายความว่าปี 2570 เราไม่ทำ เราควิกวินไปเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตลอด“ รมว.ศธ. กล่าว

สอบแข่งขันเด็กปฐมวัยโรงเรียนรัฐโรงเรียนเอกชน