‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าสร้างสังคมสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่สีเขียวใจกลางบางเขน เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ออกกำลังกายสุดมันส์ เสริมสุขภาพกาย-ใจ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่น ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานดาว หลังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กิจกรรมจัดขึ้น 2 รอบ ได้แก่ เวลา 17.30 – 18.15 น. และ 18.30 – 19.15 น. เปิดให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย มก. โดยดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็น “พื้นที่สุขภาวะของสังคม” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สนุกกับการเต้นแอโรบิกในจังหวะดนตรีเร้าใจ พร้อมสเต็ปใหม่ ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ สร้างพลังบวก และเปิดโอกาสให้เกิดการรวมตัวของ community คนรักสุขภาพในบรรยากาศเป็นกันเอง

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน มก. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน โดยผลสำรวจพบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับสูง และเห็นว่ากิจกรรมช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ และเพิ่มจำนวนวันในอนาคต สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการของประชาชนในพื้นที่

“ความโดดเด่นของกิจกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของม.เกษตรในฐานะ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสังคม โดยมก.ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องถึง 5 ปีซ้อน (พ.ศ. 2564–2568) และอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก จากการจัดอันดับ UI GreenMetric World University Ranking 2025  ดังนั้น เราพร้อมทั้งการเป็นต้นแบบขององค์กรที่ขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน” ผศ.รัชด กล่าวและว่า กิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” จึงไม่ใช่เพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด “Green & Healthy University” ที่ผสานการดูแลสุขภาพของคนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับทุกคน

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มวิจัยและพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ ระดมผู้ทรงคุณวุฒิยกร่างแนวทางวิจัยและพัฒนานิเวศการเรียนรู้ มุ่งสร้างชุมชนวิชาชีพครูที่ยั่งยืน หวังส่งต่อผลลัพธ์สู่ห้องเรียนทั่วประเทศ

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Teacher Academy) ณ โรงแรมปริ๊นส์ตั้น พาร์ค สวีท กรุงเทพมหานคร

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ บทเรียนและประสบการณ์ที่นำมาในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดประสบการณ์บทเรียน หรือกระบวนการพัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย ล้วนเป็นต้นทุนที่มีคุณค่า การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการนำสิ่งที่ดีอยู่แล้วมาสังเคราะห์และพัฒนาต่อยอด ให้เข้มแข็งและเป็นระบบยิ่งขึ้น ประการต่อมาคือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การประชุมครั้งนี้ต้องการผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งร่างนวัตกรรม แนวทาง กระบวนการ และกลไกการปฏิบัติที่น่าสนใจ เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเอกสารวิชาการที่สามารถนำไปขับเคลื่อนงานต่อได้ จึงขอให้ทุกท่านใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ประการสุดท้าย คือการกล้าตั้งคำถามและวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงานที่เป็นผู้ปฏิบัติจริงอยู่ด้วยกัน ซึ่งนั้นโอกาสดีที่มุมมองจากภาคนโยบายและภาคปฏิบัติ จะได้มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้งานเดินหน้าได้อย่างลุ่มลึกและแหลมคม ด้วยศักยภาพและประสบการณ์จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรากฐานสำคัญของ OBEC Teacher Academy ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษาอย่างแท้จริง และมีความยั่งยืนสืบไป

ด้าน นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการ สนก. เปิดเผยว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ทัดเทียมระดับสากล ผ่านการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ที่แข็งแกร่ง โดยที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องใน 2 ระยะ คือ ระยะแรก ขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) 31 เขต เพื่อเป็นต้นแบบในบริบทที่หลากหลายให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับพื้นที่ จากนั้นระยะที่สอง ถอดบทเรียนและจัดการองค์ความรู้ การพัฒนานิเวศการเรียนรู้และชุมชนขยายศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ถือเป็นการได้มาซึ่งชุดบทเรียน ชุดประสบการณ์ และชุดกระบวนการ พัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย รวมถึงกระการนำนวัตกรรมเข้าสู่โรงเรียนและห้องเรียน ได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรมสามารถนำไปสู่การยกร่างต้นแบบแนวคิดเชิงนวัตกรรม ในการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในระดับ สพฐ. ได้อย่างเข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับ Teacher Academy ของ สพฐ. ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

การประชุมในครั้งนี้ ได้ระดมผู้ทรงคุณวุฒิ คณะทำงานและภาคีเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การยกร่างแนวทางวิจัยและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษา และการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศและเอกสารวิชาการเพื่อใช้ในการอ้างอิงและพัฒนา และคาดหวังว่าชุดความรู้ที่ได้จะถูกนำไปขยายผลเพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศในลำดับต่อไป

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะแพทยศาสตร์ นานาชาติแห่งแรกของไทย จัดงานครบรอบ 10 ปี โดยมีพันธมิตรทางวิชาการเข้าร่วมแสดงความยินดี  ภายในงานมีการจัด Research Talk Session เวทีเสวนาที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงลึก และแนวคิดสู่อนาคต ในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์ โดยมีหัวข้อสำคัญ อาทิ การยกระดับการศึกษาแพทย์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ แนวทางการดูแลสุขภาพในบริบทโลก การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนโมเดล Clinician Scientist และยุทธศาสตร์การผสานนวัตกรรมกับการรักษาทางคลินิก โดยมีคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาแพทย์ของ MDKMITL ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การก้าวสู่ปีที่ 10 ของคณะแพทยศาสตร์ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของสถาบันในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้พัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ของศตวรรษที่ 21 ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ สจล. ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และสร้างบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญ และตั้งเป้าสานต่อความร่วมมือในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา

 พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่างๆของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

12 พฤษภาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรชั้นสูงของสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

#สถาบันพระปกเกล้า

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ก้าวสู่ความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียจากการประกาศผล Times Higher Education (THE) Asia University Rankings 2026 โดยมหาวิทยาลัยใหาสารคาม ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มอันดับ 801+ สะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การจัดอันดับโดย Times Higher Education (THE) ถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพมหาวิทยาลัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดระดับโลก โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) พิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และชื่อเสียงทางวิชาการ , สภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment): ประเมินจากปริมาณงานวิจัยและรายได้จากการวิจัย , คุณภาพการวิจัย (Research Quality) วัดอิทธิพลจากการอ้างอิงผลงานวิจัย (Citation Impact) และความเป็นเลิศที่สร้างผลกระทบต่อวงวิชาการ , ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ประเมินสัดส่วนบุคลากรและนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงความร่วมมือด้านวิจัยระดับสากล , ภาคอุตสาหกรรม (Industry) วัดความสามารถในการถ่ายทอดนวัตกรรม สิทธิบัตร และการสร้างรายได้จากงานวิจัย

ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเป็น “มหาวิทยาลัยที่พึ่งของชุมชนและสังคม” ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ บรรพชีวินวิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าทางวิชาการ แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มมส ได้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และขยายเครือข่ายความร่วมมือ (MoU) กับสถาบันชั้นนำทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนความเป็นนานาชาติและคุณภาพงานวิจัยพัฒนาขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดของ Times Higher Education

มมส ก้าวเข้าสู่ทำเนียบการจัดอันดับ THE Asia University Rankings 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรและนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานอุดมศึกษาไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนเพื่อยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 4 ภูมิภาค

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการสานต่อพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้ผ้าไทยก้าวสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

การอบรมมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยการผสานนวัตกรรมและการออกแบบที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด Sustainable Fashion หรือแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค และการสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับชุมชน 

โดยสร้างกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 200 ผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 4 ภูมิภาค ภายในกิจกรรมมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบสิ่งทอ ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้เส้นใยธรรมชาติ การย้อมสีจากพืช เช่น “คราม” การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย ไปจนถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลและการทำตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมการพัฒนาชุมชนเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการ OTOP ปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยการสร้างอัตลักษณ์สินค้า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาดยุคปัจจุบัน

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม จาก “สินค้าพื้นถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ที่สามารถแข่งขัน ส่งออกได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในการเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนา OTOP ไทย สู่แฟชั่นร่วมสมัยพร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เข้าร่วมจัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อในงานมหกรรม Dek-D’s TCAS Fair 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสถาบันในการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขของประเทศในยุคดิจิทัล สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวการศึกษาต่อพร้อมนำเสนอหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน นำโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อสร้างความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ โดยมีไฮไลท์จุดเด่นของแต่ละหลักสูตร ดังนี้

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรุทย์ เชียรวิชัย อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ระบุถึงจุดเด่นของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน มี 2 สาขา ได้แก่ หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นหลักสูตร 7 ปี หลังเรียนจบจะได้ทั้งหมด 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทตามสาขาควบที่ทางนักศึกษาเลือกเรียน และหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพลักสูตร 4 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนทั้งกับอาจารย์แพทย์และอาจารย์ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์โดยตรง

อาจารย์ฉัตรพร เรืองทอง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวว่า คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ มี 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแห่งแรกและแห่งเดียวซึ่งมีจุดเด่นที่ความเชี่ยวชาญด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ องค์ประกอบร่างกาย สรีรวิทยา วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล หลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ ความพิเศษของหลักสูตรนี้ คือ ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ และหลักสูตรรังสีเทคนิค ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพื่อผลิตนักรังสีเทคนิคที่สามารถสอนบุคคลอื่นได้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้สูงสุด

ดร.จารุ เตชะเลิศไพศาล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ชูหลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผสานการใช้นวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้มาต่อยอดสู่นวัตกรรมที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงในอนาคต

อาจารย์อัฐ เข็มทอง อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ กล่าวถึงหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ว่าเป็นหลักสูตรที่บูรณาการระหว่างเทคโนโลยีอาหาร โภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ร่วมกับนวัตกรรม รวมถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้จริง

อาจารย์ไตรศักดิ์ แย้มสอาด อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ว่าเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการที่บูรณาการความรู้ระหว่างวิศวกรรมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายทางการแพทย์และวิศวกรรม อาทิ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์ มาร่วมพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถก้าวออกไปสู่อนาคตได้อย่างเชี่ยวชาญและมั่นใจ

อาจารย์ ดร.กฤษดา ทองทับ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี กล่าวว่า ในส่วนของหลักสูตรพยาบาลบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี มีหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น หลักสูตร 2.5 ปี จุดเด่นของหลักสูตรคือการใช้กระบวนการวิจัยในการสอน และถ่ายทอดความรู้ ฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ โดยจะมุ่งเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมกับการเป็นจิตอาสา นอกจากองค์ความรู้ที่ได้แล้ว นักศึกษาจะได้รับการปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้พร้อมกับการเป็นพยาบาลที่ดีของสังคม

ภายในงาน นอกจากการแนะนำหลักสูตรจาก 6 คณะแล้วยังมุ่งเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การค้นหาตัวตนและการเจาะลึกเส้นทางอาชีพทางด้านสุขภาพโดยรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและปณิธานที่แน่วแน่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการเป็นรากฐานสำคัญเพื่อขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเข้าศึกษาต่อสายวิทย์-สุขภาพ กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.cra.ac.th

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีนโยบายและข้อสั่งการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน ซึ่งหนึ่งในข้อสั่งการ คือ ปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่ ชุดนักเรียน อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ เช่นเดียวกับชุดลูกเสือ-เนตรนารี ที่อนุโลมให้ใส่เครื่องแบบลำลอง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละในการฝึกอบรมในสถานศึกษาได้นั้น

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่เลขาธิการ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานและค่าคลองชีพ สลช.ได้เคยมีหนังสือคำสั่งแจ้งแนวปฏิบัติการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ในสถานศึกษา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2568 ไปยังหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในกำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด ผู้อำนวยการลูกเสือกรุงเทพมหานคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงมหาดไทย (มท.)

โดยสาระสำคัญของแนวปฏิบัติดังกล่าวระบุว่า 1.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติถูกเสือ พ.ศ. 2507 ประกอบด้วย หมวก เสื้อกางเกง/กระโปรง ผ้าผูกคอ เข็มขัด ถุงเท้า รองเท้า และเครื่องหมายประกอบเครื่องแบบ ให้ใช้สำหรับงานพิธีเข้าประจำกองลูกเสือ งานพิธีของลูกเสือ หรืองานพิธีอื่นๆ ที่สถานศึกษา จังหวัด สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น และในการฝึกอบรมหรืออยู่ค่ายพักแรม 2.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือสำรองแบบลำลองและเครื่องแบบลูกเสือสามัญแบบลำลอง ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2507 ซึ่งประกอบด้วยเครื่องแบบนักเรียน, ผ้าผูกคอ, เครื่องหมายลูกเสือ ใช้สำหรับการฝึกอบรม การอยู่ค่ายพักแรม เท่านั้นและการแต่งเครื่องแบบลำลอง อนุโลมให้ใช้ชุดพลศึกษาได้

และ 3.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่และลูกเสือวิสามัญแบบลำลอง อนุโลมให้แต่งเครื่องแบบตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2507 ในการนี้การจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี ที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้ง ให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบลักษณะการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และสภาพอากาศ และกำหนดการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรมารี ตามข้อ 1-3 ได้ตามความเหมาะสม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เปิดเผยว่า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ ได้พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย และการวิจัยปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อเป็นทางเลือกแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง โดย ผศ.ชนิดา ป้อมเสน อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ได้ทำโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุมชนไร่อ้อยใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้และนวัตกรรมที่เหมาะสม” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ได้ทำวิจัยปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยแพงให้เกษตรกรเครื่องแปรสภาพขยะเป็นปุ๋ย

ผศ.ชนิดา  กล่าวว่า ทีมวิจัย มทร.กรุงเทพ ได้ลงพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกอ้อยเป็นอันดับ 2 ของ จ.สุพรรณบุรี คือ ปลูกอยู่แสนกว่าไร่ ทุกครั้งที่เก็บเกี่ยวแล้วจะมีวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะใบอ้อยและชานอ้อย ซึ่งบางส่วนถูกปล่อยทิ้งในแปลง บางส่วนถูกจำหน่ายในราคาต่ำ หรือถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จากการลงพื้นที่สอบถามความต้องการของชุมชน ทราบว่า รูปแบบการจัดการเศษใบอ้อยที่แตกต่างกันส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอในฤดูถัดไป เกษตรกรบางแปลงที่ใช้รถตัดอ้อยจะมีเศษใบที่เหลืออยู่ในไร่ก็จะจัดการยาก แต่บางแปลงที่จ้างตัดแล้วเหลือเศษใบไว้ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของอ้อยซึ่งจะไม่สม่ำเสมอ ส่วนแปลงที่ใช้รถตัดและเก็บใบไปด้วยอ้อยก็โตช้า เพราะไม่มีวัสดุคลุมดิน  นักวิจัยก็เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจัดการไร่อ้อยด้วยการใช้เครื่องม้วนใบอ้อยที่สามารถปรับระยะในการเก็บใบได้ ที่จากเดิมเก็บใบทั้ง 100% ร้อยก็เก็บ 50% เพื่อเหลือไว้คลุมดิน อีก 50% ก็เอาใบทำปุ๋ย ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 2 พันบาทต่อไร่ และไม่ต้องมีเศษวัสดุเหลือใช้ที่จะเป็นปัญหาให้เกษตรกร หรือเป็นมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

“ปัญหา คือการจัดการวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว บางชุมชนแก้ปัญหาโดยการเผา ซึ่งก็จะเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกเทคโนโลยีพร้อมใช้ที่เหมาะสมกับชุมชน เช่น เทคโนโลยีอัดก้อนใบอ้อยแบบม้วนกลมในการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรแบบ 100% คือ ไม่เหลือใบอ้อยไว้คลุมดินเลย นักวิจัยก็ได้แนะนำเกษตรกรให้เก็บเกี่ยวใบอ้อย 50% เหลือทิ้งไว้ 50% เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน ลดการสูญเสียน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น  ส่วนเทคโนโลยีที่สอง คือ กระบวนการทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง โดยเกษตรกรจะนำใบที่เก็บออกมา 50% มาทำปุ๋ย โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์เติมอากาศให้ปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง และเทคโนโลยีที่สาม คือ เครื่องสับย่อยเศษอ้อยเหลือทิ้ง จากเดิมที่เกษตรกรอ้อยคั้นน้ำแล้วสุมกองเศษชานอ้อยไว้ทำให้เกิดเชื้อราและไม่เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีนี้จะมาสับย่อยชานอ้อยแล้วเอามาทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง  ซึ่งปุ๋ยนี้จะเป็นปุ๋ยที่ได้มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นได้ เช่น  มะเขือเทศ พริก ตันละ 4,000 บาท” ผศ.ชนิดา กล่าว

ผศ.ชนิดา กล่าวอีกว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG Economy มาประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ และลดการเผาในพื้นที่  ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันชุมชนยังเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการทรัพยากรไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งให้การสนับสนุน เปิดรับองค์ความรู้ใหม่ และร่วมทดลองปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการไร่อ้อยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความภาคภูมิใจสำคัญของโครงการ คือ การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นภายใต้แนวทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามหลักการของเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัย  ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

วันที่ 11 พฤษภาคม  2569  เวลา  15.18  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ถุง  ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎรตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ ณ  หอประชุมที่ว่าการอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ  ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และราษฎรกลุ่มเปราะบาง ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ  และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 

รวมทั้งจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ในการนี้  องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดวาตภัย รวมทั้ง รายงานการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบวาตภัย 

โดยองคมนตรี ได้ให้ข้อแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง ไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งให้ประสานความร่วมมือเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความคล่องตัวและทันกับสถานการณ์

จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เกิดพายุฤดูร้อน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ในช่วงเย็นและค่ำที่ผ่านมา ทำให้เกิดฝนตกหนัก บางพื้นที่มีลูกเห็บตก และลมกระโชกแรง ทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงในแนวเขตถนนสายสุพรรณบุรี – ดอนเจดีย์ โคนล่มหักเสียหายจำนวน 120 ต้น มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลบ้านโพธิ์อำเภอเมืองสุพรรณบุรี และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ ส่งผลทำให้กระแสไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กับบ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน  สิ่งสาธารณประโยชน์ และพื้นที่เกษตรกรรม ได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบใน  4 อำเภอ  28 ตำบล 140 หมู่บ้าน 3 ชุมชน และราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 1,976 ครัวเรือน  โดยจังหวัดได้เร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎรใน
ด้านต่าง ๆ อาทิ ประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสุพรรณบุรีดำเนินการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงและตั้ง

เสาไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับราษฎรใช้เป็นการเร่งด่วน  จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราว  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็วด้วยแล้ว