สกสค. จับมือ ออมสิน หั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.50% หวังลดภาระหนี้สินครู-บุคลากร ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

สกสค.-จับมือ-ธ.ออมสิน-เปิดโครงการ-ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

S__18194440_0

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด

โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี

โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

S__18194441_0

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา

“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

S__18194445_0

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

S__18194437_0

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง

ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ดอกเบี้ยภาระหนี้ครูสกสคหนี้ครูออมสิน

มช. และภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ ช่วยประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคีเครือข่าย จัดทำระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยรวบรวม เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำของแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์น้ำของแต่ละสถานี ได้แก่ ระดับน้ำล่าสุด อัตราการไหล ระยะห่างจากตลิ่งต่ำสุด และระดับความสูงเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานี P.1 บริเวณเชิงสะพานนวรัฐเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตเมืองเชียงใหม่

ระบบยังเชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์ระดับน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มระดับน้ำล่วงหน้า โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าระดับน้ำที่กำหนดไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และเตรียมการป้องกันบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้ล่วงหน้า

ด้านการประเมินพื้นที่เสี่ยง ระบบจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Hazard Map)แสดงขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม 5 ระดับ โดยอ้างอิงระดับน้ำของแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 ที่ระดับ 4.30, 4.50, 4.70, 5.00 และ 5.30 เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อระดับน้ำที่สถานี P.1 สูงกว่า 4.20 เมตร ช่วยให้สามารถประเมินขอบเขตพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี แผนที่ความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Depth Map) สำหรับกรณีระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5.30 เมตร โดยนำข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และข้อมูลระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) ที่เคยเกิดขึ้นจริง มาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบ Inverse Distance Weighting (IDW) เพื่อประมาณค่าความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลตรวจวัดโดยตรง

ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งแผนที่ความลึกของน้ำท่วม แผนที่ระดับความสูงของผิวน้ำ และแผนที่ช่วงความสูงของน้ำท่วม พร้อมทั้งสามารถคลิกดูค่าข้อมูลในแต่ละจุด ซูม และเลื่อนแผนที่เพื่อสำรวจพื้นที่ที่สนใจได้

สำหรับการเตือนภัยในระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำ พิกัดหลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยหลักเตือนระดับน้ำจะแสดงค่าระดับน้ำที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมบริเวณจุดติดตั้ง ประชาชนสามารถนำค่าระดับน้ำที่ได้รับจากการรายงานหรือพยากรณ์ที่สถานี P.1 มาเปรียบเทียบกับค่าที่แสดงบนหลัก เพื่อประเมินระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

ภายในเว็บไซต์ยังแสดง รายละเอียดของหลักเตือนระดับน้ำในแต่ละจุด พร้อมภาพประกอบและเส้นทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจุดเตือนภัยในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูล พิกัดเครื่องหมายระดับน้ำท่วมเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ปี 2567 (CM Flood Mark 2024) จำนวนประมาณ 5,000 จุด กระจายทั่วพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดที่วัดจากผิวถนนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 อยู่ที่ 5.30 เมตร ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ระบบยังรวบรวมข้อมูล ศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวกรณีเกิดอุทกภัย ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางและการอพยพได้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ระบบยังมีข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดเดิมที่อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและเปรียบเทียบ โดยปัจจุบันได้มีการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และศักยภาพการรองรับน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของเมืองเชียงใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการนำ ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลประกอบการเตือนภัยได้ที่ https://watercenter.cmu.ac.th/chiangmai/cmflood

มช.ระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

มน. ชูบทบาทมหา’ลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICRBO 2026’ ผลักดันนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่สากล

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านน้ำมันรำข้าว ประจำปี 2569 (International Conference on Rice Bran Oil 2026: ICRBO 2026) และเปิดเผยว่า น้ำมันรำข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร การผนึกกำลังระหว่างสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า มน.มุ่งมั่นให้การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาของโลก การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ICRBO 2026 ภายใต้หัวข้อ “Current Issues on Rice Bran Oil Production, Consumption, and Perspectives” สะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น University for Entrepreneurial Society อย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ ที่จะเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรอย่างข้าวและรำข้าว ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ นายกสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติ ปี 2569 และอาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มน. กล่าวว่า งาน ICRBO 2026 จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน โอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางในอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันรำข้าว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้สนับสนุน และภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การนำเสนอรายงานสถานการณ์น้ำมันรำข้าวจากประเทศสมาชิก การเสวนาในหัวข้อโอกาสทางการตลาดและการต่อยอดเชิงธุรกิจ (Marketing and Business Opportunities) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการ 7 กลุ่มเรื่อง ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชจำนวน 28 บริษัท การให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อน้ำมันรำข้าวที่เติบโตขึ้นในระดับสากล และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ICRBO 2026มน.

ปลัด อว. ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ยกระดับทุนมนุษย์

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:56 น.

ปลัดกระทรวง อว.ในฐานะประธานบอร์ด NSM ชูวิสัยทัศน์กลางเวทีโลก “ASPAC 2026” ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยกระดับทุนมนุษย์รับมือโลกยุคความไม่แน่นอน พร้อมประกาศ 5 ภารกิจของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในอนาคต 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช) หรือ NSM กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Empowering Future Generations: The Role of Science Museums in Building Resilient and Sustainable Societies”  หรือ “เสริมพลังคนรุ่นอนาคต: บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” ในการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ภายใต้แนวคิด “Museums: Empowering Future Science Engagement in the Age of Uncertainty”  จัดโดย NSM ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว  ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล  นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

ปลัด อว.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

มหกรรมวิทย์ฯ 69

สกร.เดินหน้า ‘เกษตรธรรมชาติ’ พลิกพื้นที่รกร้างสู่แหล่งเรียนรู้ ชู ‘Learn to Earn’ สร้างอาชีพ–รายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศมาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง

แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”

Learn to Earnสกร.เกษตรธรรมชาติ

NSM เปิดเวที ‘INTEDIF 2026’ ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

18 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

NSM เปิดเวทีใหญ่ “INTEDIF 2026” ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่พร้อมนำคณะเข้าชม “ฟิวเจอเรียม” ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres (ASPAC) เปิดการประชุม International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) ภายใต้แนวคิด “Evolving our Organizations Amidst a Rapidly Changing World” เวทีสำคัญที่รวมผู้บริหารระดับสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาองค์กรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในการสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และร่วมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM พร้อมด้วย Maria Isabel Garcia President , ASPAC (The Mind Museum) และผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ได้แก่ Christofer Nelson President and CEO, Association of Science and Technology Centers (ASTC), Maria João Fonseca President, European Network of Science Centres and Museums (ECSITE) , Maissa Azab Executive Director, The North Africa and Middle East Science Centers Network (NAMES), Miguel Garcia-Guerrero Executive Director, The Network for the Popularization of Science and Technology in Latin America and the Caribbean (RedPOP) และ Rufus Wesi Chairman, The South African Association of Science & Technology Centres (SAASTEC) ร่วมเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมแสงเดือน–แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี         

นายสุวรงค์  กล่าวว่า NSM และประเทศไทยรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 หน่วยงาน จำนวน 51 คน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม INTEDIF 2026 ซึ่งการที่ผู้นำพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จากนานาประเทศมารวมตัวกันในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าองค์กรของเราจะปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบและโอกาสจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชม ตลอดจนการพัฒนาองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างเครือข่ายในระดับนานาชาติ

“เราเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงผู้คนกับองค์ความรู้ และมีบทบาทในการช่วยสังคมทำความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ การรวมตัวของผู้นำจากทั่วโลกในครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายจะนำไปสู่แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนความร่วมมือที่จะช่วยยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสากล” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน Maria Isabel Garcia, President, ASPAC กล่าวว่า การประชุม INTEDIF 2026  เกิดจากความร่วมมือของ 6 ภาคีเครือข่าย ได้แก่  ASPAC, ASTC, ECSITE, NAMES, RedPOP และ SAASTEC ที่มาร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างบทบาทที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอนาคตร่วมกัน เราหวังว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดการประชุม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคต

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารและผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระดับโลกจากกว่า 20 เขตเศรษฐกิจ ได้เข้าเยี่ยมชม “ฟิวเจอเรียม” (Futurium) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ระดับภูมิภาคของ NSM ที่มุ่งจุดประกายสร้างสรรค์นวัตกรรมและอนาคตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับมิติทางสังคม อาชีพ และสภาพแวดล้อม นำเสนอผ่านนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟกับโซน Innovation World และ Job World เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัยได้ค้นพบแรงบันดาลใจ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือกับทักษะแห่งโลกอนาคตอย่างเท่าทัน

INTEDIF 2026NSM

ทส. จับมือจุฬาฯ พัฒนาบุคลากรด้านนวัตวิศวกรรม ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Innovative Engineering for Sustainability: IES) โดยมีนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยนายสยาม ช้างเนียม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.เสวกชัย ตั้งอร่ามวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์และประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรของกระทรวงฯ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้หลักสูตร IES มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงการเติบโตที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร ตลอดจนวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้บุคลากรของกระทรวงฯ เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 14 ราย และในปี พ.ศ. 2569 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมอีก 8 ราย จากสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการที่ต่อเนื่องและมุ่งพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่มีศักยภาพมาต่อยอดเชิงนโยบายและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

จุฬาฯทสนวัตวิศวกรรม

ส.บ.ท.จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก ‘คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น’ สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:37 น.

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน

ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม

“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม

“เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

MOUพว.ส.บ.ท.

อดีตปลัด มท. ร่วมบรรยายพิเศษเล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

17 สิงหาคม 2569 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรม “สืบสานพระปณิธาน เรียนรู้ชุมชน ปลูกจิตสำนึกรักษ์ชัยนาทบ้านเกิด” ผ่านการบูรณาการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้เขาขยายเป็นฐาน  โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง  ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดฯ และ ดร.พัฒนาพร ไทยพิบูลย์ ศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท กล่าวรายงาน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษามูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ หัวข้อ เล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์ ณ เขาขยาย อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท  สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว  นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์  2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท  สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้  

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาทสุทธิพงษ์ จุลเจริญ