20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด
โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี
โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา
“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง
ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง









ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย




















สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์
2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้
