มาดูความพยายามของ NASA กับเฮลิคอปเตอร์ลำแรกบนดาวอังคาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650226

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 18:30 น.มาดูความพยายามของ NASA กับเฮลิคอปเตอร์ลำแรกบนดาวอังคารแม้การบินจะถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้เป็นวันนี้ แต่การบินครั้งนี้จะเป็นในเบิกทางที่สำคัญต่ออากาศยานสำรวจอวกาศอื่นๆ ในอนาคต

องค์การนาซา (NASA) กล่าวว่า “อินเจนูอิตี” (Ingenuity) เฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารลำแรกจากนาซาจะเริ่มบินบนดาวอังคารในวันพุธ (14 เม.ย.) ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่บินบนดาวเคราะห์ดวงอื่น

หลังจากที่ก่อนหน้านี้นาซาประกาศกำหนดการบินไว้ในช่วงค่ำวันที่ 11 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากปัญหาด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดสอบใบพัดของเฮลิคอปเตอร์

นาซาแถลงว่ากำลังตรวจสอบระบบเพื่อวินิจฉัยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และจะทดสอบใหม่อีกครั้งก่อนที่จะเริ่มบินจริง

อย่างไรก็ตามนาซายืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ยังคงมีความแข็งแรงปลอดภัยและสามารถสื่อสารทางไกลมายังโลกได้

สำนักข่าวซินหัวระบุว่าโทมัส เซอร์บูเชน ผู้ช่วยฝ่ายบริหารด้านวิทยาศาสตร์ของสำนักงานใหญ่นาซากล่าวว่า “อินเจนูอิตีสามารถทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจในฐานะผู้นำแห่งอนาคตผ่านเที่ยวบินแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

“เราดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจต่อๆ ไป เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพี่น้องตระกูลไรท์ คณะนักสำรวจในอนาคตจะสามารถเรียนรู้ข้อมูลและได้รับแรงบันดาลใจจากภารกิจนี้”

ทั้งนี้ อินเจนูอิตี ลงจอดบนหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) ของดาวอังคารตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมกับยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance)

มีเป้าหมายเพื่อสาธิตทางเทคโนโลยี ทดลองความสามารถการบินในสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารซึ่งมีอากาศเบาบางกว่าโลกถึง 100 เท่า หรือกล่าวคือชั้นบรรยากาศของดาวอังคารมีความหนาแน่นเพียงแค่ 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับชั้นบรรยากาศบนโลก ดังนั้นระบบใบพัดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยต้องหมุนเร็วมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ความยากอีกอย่างหนึ่งคือความช้าในการสื่อสารเพื่อควบคุมเฮลิคอปเตอร์เนื่องจากเป็นการสื่อสารระยะไกลจากโลกไปยังดาวอังคาร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถควบคุมเฮลิคอปเตอร์ได้อย่างเรียลไทม์

ข้อมูลจากการบินครั้งนี้จะเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับภารกิจสำรวจดาวอังคารในอนาคตของเฮลิคอปเตอร์รุ่นต่อ ๆ ไป และหากการบินครั้งนี้สำเร็จก็จะถือเป็นใบเบิกทางสู่การสำรวจทางอากาศ และการพัฒนาอากาศยานใหม่ๆ เพื่อใช้สำรวจดาวเคราะห์นอกโลกอีกมากมายในอนาคต

Photo by Handout / NASA/JPL-CALTECH / AFP

หนุ่มนิวยอร์กกร่างเหยียดเอเชียแต่ดันเจอตำรวจนอกเครื่องแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650208

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 17:30 น.หนุ่มนิวยอร์กกร่างเหยียดเอเชียแต่ดันเจอตำรวจนอกเครื่องแบบหนุ่มนิวยอร์กจงใจหาเรื่องชาวเอเชีย ที่ไหนได้เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวมาจัดการเรื่องนี้พอดี

จูเวียน โรดริเกซ (Juvian Rodriguez) หนุ่มนิวยอร์กวัย 35 ปี ถูกจับกุมเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นด้วยข้อหาก่ออาชญากรรมอันเนื่องมาจากความเกลียดชังหลังจงใจข่มขู่คุกชาวชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับอาชญากรรมจากความเกลียดชังพอดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าโรดริเกซจงใจหาเรื่องตำรวจนอกเครื่องแบบนายดังกล่าวโดยตะคอกกับเขาว่า “กลับจีนไปซะ! ก่อนที่จะลงเอยที่สุสาน” พร้อมขู่ว่าจะตบและแทงที่ใบหน้าของเขา

ดาร์มอต เชีย (Dermot Shea) ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวว่าใครก็ตามที่คุณกำลังคิดจะทำร้ายเขาไม่ว่าจะเป็นทางคำพูดหรือการกระทำอื่นใด อาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ ดังนั้นควรคิดให้ดีก่อน

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐ ขณะที่กรมตำรวจนิวยอร์กประกาศว่าจะยกระดับการลาดตระเวนและเสริมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบในพื้นที่ที่มีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก

Spencer Platt/Getty Images/AFP

อินเดียหวั่นจีนสร้างเขื่อนมหึมาในทิเบต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650205

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 16:30 น.อินเดียหวั่นจีนสร้างเขื่อนมหึมาในทิเบตแผนสร้างเขื่อนยักษ์ในทิเบตใหญ่กว่าเขื่อนสามผาถึง 3 เท่าของจีนสร้างความกังวลให้อินเดียซึ่งต้องพึ่งพาต้นน้ำจากทิเบต

ทางการอินเดียและนักสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลว่าแผนสร้างเขื่อนขนาดมหึมาในพื้นที่โม่ทัวของทิเบต บนแม่น้ำยาร์ ลุงซางโป ตอนบนของแม่น้ำพรหมบุตรที่ไหลผ่านอินเดียของทางการจีนจะทำให้ประเทศท้ายน้ำแห้งแล้งหรือเกิดน้ำท่วม หรืออาจนำมาสู่สงครามน้ำในที่สุด

เขื่อนขนาดใหญ่ที่กำลังจะก่อสร้างจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 300,000 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าความสามารถของเขื่อนสามผาบนแม่น้ำแยงซีของจีนที่เป็นสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 3 เท่า ทว่าขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและระยะเวลาในการก่อสร้าง

ขณะนี้ตอนบนของแม่น้ำยาร์ลุงซางโปในทิเบตมีเชื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว 2 เขื่อน และยังมีอีก 6 เขื่อนที่อยู่ระหว่างวางแผนหรือดำเนินการก่อสร้าง

หยานจี้หยง ประธานบริษัท Power Construction Corporation of China กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสสำคัญในประวัติศาสตร์ที่จีนจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และช่วยสนองความต้องการด้านพลังงานสะอาดในประเทศจีนได้ ?

อย่างไรก็ดี เขื่อนแห่งนี้ต้องเผชิญเสียงคัดค้านเช่นเดียวกับการก่อสร้างเขื่อนสามผาก่อนหน้าที่ทำทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 1.4 ล้านคน

ไบรอัน อายเลอร์ ประธานโครงการพลังงานและน้ำเพื่อความยั่งยืนจาก Stimson Center เผยว่า การสร้างเขื่อนขนาดมหึมาเป็นแนวคิดที่แย่มากด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะนอกจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวแล้ว บริเวณดังกล่าวยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ เขื่อนจะปิดกั้นการอพยพของปลาและตะกอนที่จะไหลลงมาท้ายน้ำ

จากานนัธ พันดา นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของอินเดีย กล่าวว่า ความกังวลของอินเดียคือ จีนกำลังเดินหน้าสร้างเขื่อนโดยที่ไม่ได้ปรึกษาประเทศอื่น เพื่อควบคุมการไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านหลายประเทศ

ส่วนเท็มปา กยัลเซน ซัมลา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมจากสถาบันนโยบายทิเบตเผยว่า การสร้างเขื่อนมีความเสี่ยงทั้งในทางการเมืองทั้งระบบนิเวศ

“เรามีมรดกทางวัฒนธรรมทิเบตที่มั่งคั่งในพื้นที่นั้น การสร้างเขื่อนจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ทำให้พื้นที่ในแถบนั้นจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ โครงการเขื่อนยังเปิดทางให้แรงงานชาวฮั่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่อย่างถาวร”  ซัมลาเผยกับเอเอฟพี

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า จีนกำลังรุกคืบเข้ามาควบคุมต้นกำเนิดของแหล่งน้ำในเอเชียใต้

ทั้งนี้ หลังจากที่จีนประกาศแผนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ รัฐบาลอินเดียตอบโต้ด้วยการเผยแผนสร้างเขื่อนขึ้นมาซ้อนอีกชั้นหนึ่งบนแม่น้ำพรหมบุตร เพื่อชดเชยผลกระทบจากเขื่อนแห่งใหม่ของจีน

***หมายเหตุ ในภาพคือหุบเขายาร์ลุงซางโปในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลกด้วยความลึกสูงสุด 6,009 เมตร Photo by STR / AFP

จีนยอมรับครั้งแรกวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650193

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.จีนยอมรับครั้งแรกวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ จีนเล็งใช้วัคซีนโควิดหลายตัวแก้ปัญหาวัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพต่ำ  

เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขระดับสูงของจีนเผยในงานประชุมสัมนาที่เมืองเฉิงตูว่า ทางการจีนกำลังพิจารณาใช้วัคซีน Covid-19 ที่ผลิตจากหลายเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาวัคซีนที่จีนมีอยู่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ

หนังสือพิมพ์ The Paper ของจีนรายงานโดยอ้างคำพูดของ เกาฝู ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (CDC) ว่า ทางการจีนจำเป็นต้องพิจารณาหนทางแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพต่ำ 

คำพูดของเกาฝูนับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนยอมรับกับสาธารณชนว่าวัคซีนของจีนมีประสิทธิภาพต่ำ ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนขนานใหญ่และส่งออกวัคซีนที่ผลิตไปทั่วโลก

เกาฝูเสนอแนะว่า หนทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาประสิทธิภาพของวัคซีนคือ เลือกใช้วัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีต่างๆ กัน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทั่วโลกกำลังศึกษาอยู่เช่นกัน

ผู้อำนวยการ CDC กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรละเลยวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA เพียงเพราะว่ามีวัคซีนจากเทคโนโลยีอื่นในประเทศอยู่แล้ว

ขณะนี้วัคซีนของจีนที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ยังไม่มีตัวไหนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA เลย มีเพียงวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/ BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) เท่านั้น

ขณะที่วัคซีนของจีนยังมีประสิทธิภาพต่ำเมื่อเทียบกับวัคซีนเจ้าอื่น โดยการทดลองในบราซิลของซิโนแวค (Sinovac) มีประสิทธิภาพเพียง 50% ในการป้องกันการติดเชื้อ และ 80% ในการป้องกันอาการรุนแรง ส่วนของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) มีประสิทธิภาพ 79.34% และ 72.51% ตามลำดับ และประสิทธิภาพโดยรวมของแคนซิโน (CanSino) อยู่ที่ 65.28% หลังจาก 28 วัน

Photo by LEO RAMIREZ / AFP

พิษโควิดทำร้านอาหารญี่ปุ่นเจ๊งกว่า 700 ร้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650191

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 13:30 น.พิษโควิดทำร้านอาหารญี่ปุ่นเจ๊งกว่า 700 ร้านธุรกิจประเภทร้านอาหารในญี่ปุ่นต้องล้มละลายถึง 715 ร้านในปีที่ผ่านมา แต่แนวโน้มปีนี้เริ่มดีขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดระบุว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ร้านอาหารมากถึง 715 ร้านในอุตสาหกรรมร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นต้องล้มละลาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 20 ปี สำหรับกิจการประเภทผับ บาร์ และโรงเบียร์ล้มละลายถึง 183 กิจการซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000

โดยข้อมูลจาก Teikoku Databank ระบุว่าร้านอาหารเหล่านี้ล้มละลายด้วยหนี้ 10 ล้านเยนขึ้นไป ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ร้านอาหารเหล่านี้ต้องเปิดทำการในระยะเวลาที่สั้นลงตามมาตรการควบคุมโรค ตลอดจนปัญหาขาดแคลนแรงงานและการเก็บภาษีเพื่อการบริโภค (Consumption Tax) เพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10%

เจ้าหน้าที่เผยว่า “เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้ตัวเลขการล้มละลายลดลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ เนื่องจากยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกครั้งในโอซาก้าและจังหวัดอื่นๆ รวมถึงการขอให้ร้านอาหารลดระยะเวลาเปิดทำการ โดยขอให้ปิดภายใน 20.00 น.

อย่างไรก็ตามการเริ่มกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 และกระตุ้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกปลอดภัยของผู้บริโภคและช่วยฟื้นฟูธุรกิจในอุตสาหกรรมได้”

ทั้งนี้ ในปีนี้สถานการณ์เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีจำนวนร้านอาหารที่ล้มละลายในญี่ปุ่นลดลง 36% ในเดือนมกราคม และลดลง 56.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ตามมาด้วยเดือนมีนาคมมีร้านอาหารล้มละลายลดลง 2.6%

Photo by Philip FONG / AFP

ทูตยูเอ็นจ่อคุยรัฐบาลไทยหลังกองทัพเมียนมาไม่ให้เข้าประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650188

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ทูตยูเอ็นจ่อคุยรัฐบาลไทยหลังกองทัพเมียนมาไม่ให้เข้าประเทศทูตพิเศษจากสหประชาชาติเตรียมหารือรัฐบาลไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคถึงสถานการณ์ในเมียนมา ขณะกองทัพเมียนมาสกัดเข้าประเทศ

เว็บไซต์ The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่า นางคริสติน ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ ทูตพิเศษด้านเมียนมาของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ (9 เม.ย.) จะเข้าพบเจรจากับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพร้อมผู้แทนคนอื่นๆ เพื่อหาข้อยุติอย่างสันติต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

ภายหลังจากนี้เธอมีแผนการเดินทางเยือนอีกหลายประเทศในภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมหาแนวทางแก้ไขวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 600 รายแล้ว

ขณะที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทยและเตรียมเจรจาหารือกับผู้แทนในอีกหลายประเทศในภูมิภาค บูร์เกเนอร์และคณะทูตพิเศษจากสหประชาชาติได้รับแจ้งว่ากองทัพเมียนมาปฏิเสธไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ โดยอ้างว่ายังไม่พร้อมให้การต้อนรับในตอนนี้

ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “เพิ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเจรจา ฉันเสียใจที่กองทัพเมียนมาแจ้งว่าพวกเขาไม่พร้อมให้การต้อนรับฉัน ซึ่งฉันพร้อมที่จะเปิดการเจรจา ความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างสันติได้”

Just arrived in BKK for talks. I regret that Tatmadaw answered me yesterday that they are not ready to receive me. I am ready for dialogue. Violence never leads to peaceful sustainable solutions. pic.twitter.com/cPGy5hSmbZ— Special Envoy of UN Secretary-General on Myanmar (@SchranerBurgen1) April 9, 2021

ทั้งนี้ การหารือในประเทศไทยจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่บูร์เกเนอร์เข้าสู่กระบวนการกักตัวครบ 7 วัน โดยเธอได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 โดสก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงว่ามีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับนานาชาติรวมทั้งสหประชาชาติและอาเซียนเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมหวังว่าการเยือนภูมิภาคของทูตพิเศษครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

Photo by STR / AFP

ฮุนเซนเอาจริงขู่จำคุกคนหนีกักตัวโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650184

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 10:41 น.ฮุนเซนเอาจริงขู่จำคุกคนหนีกักตัวโควิด-19ผู้นำกัมพูชาขู่ใครหนีกักตัวเฝ้าดูอาการ Covid-19 เจอคุกแน่

นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการกักตัวเฝ้าดูอาการ Covid-19 2 สัปดาห์จะถูกดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนและถูกจำคุก หลังจากพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายวันทะลุหลักพันคน

“ผมยอมถูกเรียกว่าเป็นจอมเผด็จการ แต่ก็จะได้รับการชื่นชมที่ได้ปกป้องชีวิตประชาชน” ฮุนเซนกล่าว

กัมพูชาเพิ่งผ่านร่างกฎหมายควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมาตรการกักตัวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี

นอกจากนี้ ยังเผยว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกองทัพทุกคนจะถูกไล่ออกหากไม่ยอมฉีดวัคซีน

สถานการณ์ Covid-19 ในกัมพูชาเริ่มหนักขึ้น โดยในช่วง 2-3 วันมานี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักพันคน ส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 4,081 ราย เสียชีวิต 26 ราย

สัปดาห์นี้ทางการประกาศมาตรการควบคุมหลายมาตรการ อาทิ ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด เคอร์ฟิวช่วงกลางคืนในกรุงพนมเปญ และปิดสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต รวมทั้งปราสาทนครวัด ขณะที่ในประชาชนกรุงพนมเปญต้องสวมหน้ากากอนามัย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 250 เหรียญสหรัฐ หรือ 7,865 บาท

ขณะนี้โรงพยาบาลในกรุงพนมเปญเริ่มขาดแคลนเตียง ส่วนทางการเริ่มปรับเปลี่ยนโรงเรียนและห้องโถงจัดงานแต่งงานเป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง

ทั้งนี้ กัมพูชาเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนตั้งแต่เดือน ก.พ. โดยประชาชนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วนับล้านคน

Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

O2Cure กับเครื่องฟอกอากาศช่วยฆ่าโควิดได้ 99% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650166

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 20:00 น.O2Cure กับเครื่องฟอกอากาศช่วยฆ่าโควิดได้ 99%จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการเครื่องฟอกอากาศตัวนี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 99%

สถานการณ์แการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมารุนแรงอีกครั้งท่ามกลางความกังวลว่าเชื้อจะสามารถแพร่กระจายได้ในอากาศ (Airborne) แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะประกาศเตือนเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น

แต่เพื่อความปลอดภัยและความสบายของทุกคน O2Cure สตาร์ทอัพจากอินเดียจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อกำจัดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรคโควิด-19 ทั้งที่อยู่ในอากาศและที่อยู่บนพื้นผิววัสดุ

O2Cure แน่วแน่ว่าภารกิจที่สำคัญของบริษัทคือการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3 ล้านรายทั่วโลกแล้ว

ผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้คือ “Plug & Play” ซึ่งเป็นเครื่องฝอกอากาศน้ำหนักเบาที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยี Photo Hydro Ionization Technology (PHI) เพื่อฆ่าเชื้อโรคในอาการและพื้นผิววัสดุ

จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการในสหรัฐอเมริกาพบว่าเครื่องฟอกอากาศตัวนี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 99% ทั้งในอากาศและบนพื้นผิววัสดุภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น

โดยในเครื่องมีตะแกรงที่ดูดอากาศเข้า และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกจากช่องระบายอากาศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 500 ตารางฟุต

Kartik Singhal ผู้ก่อตั้ง O2Cure กล่าวว่าเครื่องฟอกอากาศตัวนี้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในอินเดียและต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น

“ความเชี่ยวชาญของบริษัทจะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ ท่ามกลางการดำเนินชีวิตแบบ new normal เราหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น และนำมาซึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่ปลอดภัย” ผู้ก่อตั้ง O2Cure กล่าว

O2Cure มุ่งมั่นที่จะมอบทางเลือกใหม่เพื่ออากาศบริสุทธิ์สำหรับทุกคนเพราะใน 1 วันเราหายใจถึง 23,000 ครั้ง ดังนั้น ไม่เพียงแต่ปกป้องผู้คนจากโควิด-19 เท่านั้น แต่ O2Cure ยังมีอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสุขภาพระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากสารปนเปื้อนอื่นๆ ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นควัน ละอองเกสร เชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรียอื่นๆ อีกด้วย

ภาพโดย O2Cure

สหรัฐส่งเรือรบไปทะเลดำหลังรัสเซีย-ยูเครนตึงเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650164

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.สหรัฐส่งเรือรบไปทะเลดำหลังรัสเซีย-ยูเครนตึงเครียดสหรัฐเตรียมส่งเรือรบไปทะเลดำหนุนยูเครนหลังรัสเซียเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ใกล้พรมแดนยูเครน

ทางการตุรกีเผยว่า สหรัฐเตรียมส่งเรือรบ 2 ลำไปยังทะเลดำภายในสัปดาห์หน้า หลังจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรัสเซียเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ติดกับพรมแดนทางตะวันออกของยูเครนและในไครเมียซึ่งรัสเซียยึดจากยูเครนเมื่อปี 2014

“หนังสือแจ้งว่าเรือรบของสหรัฐ 2 ลำจะเดินเรือมายังทะเลดำถูกส่งมาที่ตุรกีเมื่อ 15 วันก่อนผ่านช่องทางการทูตซึ่งเป็นไปตามสนธิสัญญามองเทรอซ์ และเรือทั้งสองลำจะลอยลำอยู่ในทะเลดำจนถึงวันที่ 4 พ.ค.” กระทรวงการต่างประเทศตุรกีระบุ

โดยปกติกองทัพเรือสหรัฐปฏิบัติการในทะเลดำอยู่แล้ว แต่การส่งกองเรือรบไปทะเลดำในช่วงนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่าสหรัฐกำลังจับตาดูสถานการณ์ในยูเครนอย่างใกล้ชิด

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า กองทัพได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนบินตรวจตราเหนือน่านฟ้าทะเลดำเพื่อจับตาความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือรัสเซียและความเคลื่อนไหวทางทหารในไครเมีย และล่าสุดเมื่อวันพุธ (7 เม.ย.) ยังส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 2 ลำไปปฏิบัติภารกิจเหนือทะเลอีเจียน

นอกจากนี้ยังเผยอีกว่า ขณะนี้สหรัฐยังไม่มองว่าการเสริมกำลังทหารของรัสเซียเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรุกราน แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงสหรัฐก็พร้อมตอบโต้ โดยขณะนี้สหรัฐประเมินว่ารัสเซียกำลังซ้อมรบ

ทางการสหรัฐยังระบุว่า รัสเซียเสริมกำลังทหารบริเวณพรมแดนตะวันออกของยูเครนมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนในปี 2014 และหนุนกบฏแบ่งแยกดินแดนในแคว้นดอนบาสของยูเครน

ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวระหว่างต่อสายโทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ของตุรกีว่า ยูเครนเป็นฝ่ายยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในแคว้นดอนบาส

Photo by elliot Schaudt / US NAVY / AFP

ไบเดนเสนอเพิ่มงบกลาโหมรับมือจีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650154

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ไบเดนเสนอเพิ่มงบกลาโหมรับมือจีน-รัสเซียท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนและรัสเซียส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐเสนอเพิ่มงบประมาณกลาโหมในปีงบประมาณหน้า

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐเสนองบประมาณสำหรับกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน จำนวน 715,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีงบประมาณ 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 704,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อตอบโต้กับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะจากจีนและรัสเซีย

โดยฝ่ายบริหารระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการให้ความสำคัญกับความจำเป็นในการตอบโต้ภัยคุกคามจากจีนในฐานะความท้าทายอันดับต้นๆ ของเพนตากอน และในขณะเดียวกันก็ต้องยับยั้งการก่อกวนจากรัสเซียด้วย

ตลอดจนความจำเป็นในการรักษาอำนาจของกองทัพเรือสหรัฐ, ปรับปรุงยุทธศาสตร์ในการป้องปรามนิวเคลียร์ให้ทันสมัยเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและประเทศพันธมิตร รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลและการโจมตีด้วยความเร็วเหนือเสียง ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ

ทั้งนี้ ประมาณ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศเป็นการใช้จ่ายตามดุลยพินิจซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งจะใช้สำหรับการป้องกันประเทศ ขณะที่งบประมาณอีก 2 ใน 3 สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ประกันสังคม

Photo by Brendan Smialowski / AFP