เรื่องเล่า : ชาวโคก หนอง นา โมเดล (2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/642366

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 12:05 น.เรื่องเล่า : ชาวโคก หนอง นา โมเดล (2)โดย อุทัย มณี

******************* 

เมื่อตอนที่แล้วผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า ไปอบรม “โคก หนอง นาโมเดล” ไปเจออะไร ได้รับอะไรมาบ้าง เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชีวิตตนเองและครอบครัว

ต้องยอมรับก่อนว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ท่ามกลางทางสามแพร่ง คือ ทางหนึ่ง เป็นสื่อมวลชนรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวมาจากตรงนี้ ทางที่สอง เป็นนักศึกษาสันติวิธี ของ มจร ซึ่งยังต้องศึกษาและต้องใช้เวลาพอสมควร และสาม ทำเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว

ในสามทางนี้หากถามว่าทางไหนอยากเดินที่สุดต้องตอบว่า “เกษตรกร” เป้าหมายหลักยามตกงานหาเงินในเมืองไม่ได้หรือยามสูงวัยต้องยึดอาชีพนี้ วางแผนชีวิตไว้แบบนี้ จึงเลือกเข้าร่วมโครงการ โคก หนองนาโมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวมหาดไทย

ผู้เขียนเลือกที่จะไปอบรมที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี โดยความอนุเคราะห์ของอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ส่งตัวไปอบรม 4 คืน 5 วัน ระหว่างวันที่ 21 -25 ธันวาคม 2563

เมื่อผู้เขียนไปถึงได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากผู้อำนวยการศูนย์ในฐานะมิใช่ผู้อบรมโดยตรงแต่ให้อยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์

ก่อนไปผู้เขียนเตรียมหมอน ผ้าห่ม ไปเต็มที่เพราะคิดว่าไปพักสถานที่ราชการคงมีสภาพโทรม ๆ เก่า ๆ แต่เมื่อไปถึงผิดคาดศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี มีอาคารพักดังโรงแรม 3 อาคาร มีหอประชุม มีเรือนครัว เทียบได้กับโรงแรมประเภท 3 ดาว สะอาด มีแปลงโคกหนองนา ทั่วในพื้นที่ มีสระน้ำในพื้นที่มีจักรยานให้ออกกำลังกาย  ร่มรื่นเหมือนกับรีสอร์ททั่วไป

ตารางอบรมตื่นตั้งแต่ตีห้าจนถึงสามทุ่ม แน่นเอี้ยดไปด้วยกิจกรรมเสริมความรู้

คนของกระทรวงมหาดไทยเป็นที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งคือ พูดเก่ง ทำงานตื่นตัวตลอดเวลา มิใช่เพราะผู้เขียนเข้าร่วมโครงการนี้แล้วมาพูดเอาใจ มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ คนมหาดไทยอยู่กระทรวงไหนมักทำงานว่องไว พูดเก่ง เข้าถึงประชาชนเสมอ  เพราะนักรัฐศาสตร์ นักพัฒนาชุมชน ส่วนใหญ่ถูกสอนให้ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน

ผู้เขียนเห็นเจ้าหน้าที่ ที่นี่ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ปรับตัวมาเป็นพิธีกร ทำกิจกรรม ร้อง เต้น อบรมให้ความรู้ ถ่ายทอดการทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำยาซักผ้า จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หรือกระทั้งนำผลิตภัณฑ์จากเกษตรมาต่อยอดทำผลิตภัณฑ์โอทอป เป็นงานทุกท่าน

แอบถามเจ้าหน้าที่บางคนว่า เคยทำแบบนี้มาก่อนหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่เนื่องจากเป็นนโยบายต้องปฏิบัติและเรียนรู้ บางส่วนก็ไปอบรมผ่านหลักสูตรมาทั้งโครงการจิตอาสาและโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของอาจารย์ยักษ์

คนมาอบรมส่วนใหญ่ผู้ใหญ่หน่อย ปราชญ์ด้านเกษตรดี ๆ นี่เอง มีภูมิและองค์ความรู้อยู่แล้ว ส่วนน้อง ๆ อีกกลุ่มคือ นักพัฒนาพื้นที่หรือลูกจ้างตามโครงการของกรมการพัฒนาชุมชน

ก่อนวันสุดท้ายมีรุ่นพี่เครือข่าย “ฅ.ยั่งยืน”  มาเป็น “ครูพาทำ” คือ สอนวิธีทำโคกหนอง นา โมเดล สอนวิธีออกแบบโคกหนองนาโมเดล

ยุคการแพร่ระบาดของโควิดนี้ คงไม่มีอะไรยั่งยืนไปกว่า การสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับตนเองและครอบครัว และคำตอบของความยั่งยืน คือ โคก หนองนาโมเดล หรือการทำงานเกษตร ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูก

และหลาย ๆ คนคิดว่า การทำโคก หนองนาโมเดล นี้ไม่สามารถนำไปสู่ความ “มั่งคั่ง”ได้ ความจริงคิดผิด ตอนนี้หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ หันมาทำโคก หนอง นาโมเดลกันมาก ต่อยอด เป็นเชิงพาณิชย์ ทั้งอาหารปลอดสารพิษและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

สมัยนี้ใครไม่ทำโคก หนอง นาโมเดล ตกยุคและล้าหลัง..!!!

เปิดโครงการสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนาผลิตสื่อสร้างสรรค์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/641656

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 12:26 น.เปิดโครงการสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนาผลิตสื่อสร้างสรรค์กองทุนสื่อผนึกกำลังสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา ขับเคลื่อนงานพัฒนาสื่อปลอดภัยถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น มรดกวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.  เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา มอบหมายพระราชพรหมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พระศรีวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา โดยมี ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในพิธีเปิดโครงการสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาการผลิตและเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติฯ WBTV วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ นำเสนอเครือข่ายพลังบวร ผ่านรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น มรดกวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา เชื่อมเครือข่ายคณะสงฆ์และหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านสถานีพระพุทธศาสนา และสื่อสังคมออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างช่องทางการนำเสนองานเครือข่ายพลังบวร ผ่านช่องทางสื่อดิจิทัลสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนา และทางสื่อสังคมออนไลน์ 2. เพื่อผลิตรายการเรื่องเล่าของท้องถิ่น มรดกวัฒนธรรม พระพุทธศาสนา มาถ่ายทอดในรูปแบบที่น่าสนใจ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเข้าร่วมสัมผัสวิถีวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา และ 3.เพื่อเชื่อมเครือข่ายคณะสงฆ์และหน่วยงานต่าง ๆ ในการร่วมสร้างสรรค์ พัฒนา ผลิตรายการสื่อสร้างสรรค์พลังศรัทธาและกิจกรรมของคณะสงฆ์ ซึ่งมุ่งประสงค์ให้เกิดช่องทางการนำเสนองานเผยแพร่วิถีใหม่ด้านพระพุทศาสนา และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือของคณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและเผยแพร่สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในสังคม

อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการละเอียด “สถานีพระพุทธศาสนา” ได้ทาง WBTV สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติฯ https://www.facebook.com/WBTVwatyannawa หรือ https://www.youtube.com/c/WBTVwatyannawa

มหาจุฬาอาศรมรำลึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640732

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 13:13 น.มหาจุฬาอาศรมรำลึกโดย อุทัย มณี

***************

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่าน ผู้เขียนและกลุ่มเพื่อน ๆ รุ่น พธ.บ.46  ทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสได้เดินทางไปร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระวิปัสสนา คณาจารย์ และนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ที่มหาจุฬาอาศรม ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ในยุคที่เป็นนิสิตผู้เขียนเคยไปปฎิบัติธรรมที่นี่ 2 ปีซ้อนคือในปี พ.ศ.2541 และในปี 2542 ยุคนั้นมหาจุฬาอาศรมมีกุฎิเก่า ๆ อยู่แค่ 1-2 หลังเป็นดงมะพร้าวและมีต้นลำไยแซม ๆอยู่ทั่วไป บนพื้นที่ 79 ไร่ ด้านหลังติดภูเขา รอบ ๆ มีห้วยน้ำ

ยุคที่พวกเราไปปฎิบัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ยังไม่มีชื่อเสียงขนาดนี้ นิสิตก็ไม่มากขนาดนี้ การเป็นอยู่การอุปถัมภ์ของญาติโยมก็อาจจะน้อยกว่ายุคปัจจุบันมาก จำได้คร่าว ๆ ว่า ตอนเช้าจะมีกาแฟกับกล้วย ส่วนตอนกลางวันจะมีเจ้าภาพที่พอจำชื่อได้บ้าง ครูครัวครูต้อนำกะหรี่ปั๊บและอาหารมาถวายนิสิตเราทุกวัน และอีกท่านหนึ่งคือคุณป้าประเทือง ยุคนั้นคือ ร้านประเทืองไฟฟ้า พอจะจำได้ก็มีประมาณนีh

ฟังจากการบอกเล่าของพระมหาพีรพล วิโรจโน หรือ พระครูศรีนิคมพิทักษ์ ผู้เป็นประธานสงฆ์ที่นี่ท่านเล่าว่า

“ปัจจุบันครูต้อเสียชีวิตแล้ว ลูก ๆ ก็มาทำบุญบ้างแต่ไม่ประจำ ส่วนคุณป้าประเทืองมาต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะเมื่อมีนิสิตมาปฎิบัติธรรมท่านจะมาทุกวันไม่เคยขาด มีความศรัทธามั่นคงมากต่อพระพุทธศาสนา

อาศรมแห่งนี้ มีขนาด 79 ไร่ ที่ เดิมเป็นซึ่งเป็นสวนมะพร้าวและลำไย ของนางชวนชื่น ศีระวงษ์ ซื้อในนามของมูลนิธิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2517 ในราคา 350,000 บาท ตัวตั้งตัวตียุคนั้นมี หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ หรือ เจ้าคุณประยุทธ ปยุตฺโต อาจารย์ดนสวัสดิ์ ชาติเมธี เป็นต้น

ในปี 2544ทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการให้ทางราชการโอนเปลี่ยนชื่อโฉนดที่ดินจากมูลนิธิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นมหาจุฬาอาศรม ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน…”

พวกเราโชคดีวันที่พวกเราไปเลี้ยงเพลมีโอกาสได้ใส่บาตร พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งหลังจากท่านให้ศีลให้พรเรียบร้อยแล้ว ก็นำรับบาตรจากศรัทธาของญาติโยม วันที่พวกเราไปอาจเป็นวันแรก ๆ มีคนมาร่วมใส่ 2-3 เจ้าภาพ แต่อาหารการฉันก็เพียงพอ เพราะมีแม่ครัวประจำคอยเต็มเติมไว้ให้ด้วย

การปฎิบัติธรรมประจำปีของนิสิตมหาจุฬา ฯ ถือว่าเป็น “ข้อบังคับอย่างเข็มงวด” สำหรับนิสิตที่นี่ทั้งพระและฆราวาส ตลอดหลักสูตรอย่างน้อยต้องปฎิบัติธรรม 45 วันขึ้นไป ส่วนอาจารย์ผู้สอนช่วงนี้ก็เป็น “เด็กวัด” คอยดูแล คอยบริการนิสิต และปฎิบัติธรรมร่วมกับนิสิตด้วย

มหาจุฬาอาศรมยุคนี้ ไม่มีเหมือนยุคเมื่อ 20 ปีที่แล้วจริง ๆ สถานที่นี้ร่มรื่น ร่มเย็น กุฎิเกิดขึ้นหลายหลัง มีอุโบสถแบบเรียบร้อย แต่พอให้กลิ่นอายของบรรยากาศการปฎิบัติธรรมสมัยผู้เขียนเป็นนิสิตเมื่อ 20 ปีที่แล้วบ้างคือ “สถานที่อาบน้ำชั่วคราว” ที่มาถังมาวาง ๆ เอาไว้แล้วมีผ้ากั้นให้นิสิตได้อาบกัน ส่วนห้องน้ำสำหรับปลดทุกข์เห็นมีหลายห้อง แต่เมื่อเข้าไปใช้ส่วนใหญ่ “พังหมดแล้ว”

สำหรับการปฎิบัติธรรมปีนี้สอบถามจาก ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร ท่านเล่าว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยส่วนกลาง นอกจากจะมีการปฎิบัติธรรมตามสถานที่ที่แต่ละคณะได้กำหนดไว้แล้ว ในส่วนของภูมิภาคก็มี เช่นเดียวกันรวมกันแล้วเกือบ 40 จังหวัดทั่วประเทศ  เช่น วิทยาเขตหนองคาย วิทยาเขตเชียงใหม่ วิทยาเขตนครศรีธรรมราช วิทยาเขตแพร่ หรือแม้กระทั้งวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

ซึ่งส่วนใหญ่จะปฎิบัติธรรมภายในพื้นที่ของตนเอง มีบางวิทยาเขตอาจออกนอกพื้นที่เช่น วิทยาเขตแพร่ วิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี รวมกันแล้วนับหมื่นรูป/คน ในส่วนกลางที่ มจร วังน้อยก็มี ที่พุทธมณฑลก็มี จึงขอเชิญชวนชาวพุทธไปร่วมถวายภัตตาหารหรือน้ำปานะ นิสิตได้ หากสงสัยประการใดติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มงานธรรมวิจัย มจร วังน้อย โทร 035-248-000 ต่อ 8138 

มจร.ถวายดุษฎีบัณฑิต เจ้าคุณสมาน วัดท่าตอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640451

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 17:45 น.มจร.ถวายดุษฎีบัณฑิต เจ้าคุณสมาน วัดท่าตอนโดย สมาน สุดโต

***************

สภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร) อนุมัติถวายปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ แด่พระเทพมังคลาจารย์(สมาน กิตติโสภโณ) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และสมเด็จพระวันรัต ที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระพระสังฆราชเป็นผู้ประทานปริญญาบัตรให้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 นั้น คณะศิษย์ ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ จัดฉลอง และแสดงมุทิตาจิตให้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ท่าเตียน ช่วงเช้าวันที่ 14 ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ ได้นิมนต์พระราชจริยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามเป็นประธานสงฆ์ 9 รูปในการเจริญพระพุทธมนต์และ ถวายพรพระ โดยมี พระราชรัตนสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ร่วมพิธีด้วย โดยเมื่อรับการถวายมุทิตาจิตจากคณะศิษย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสแล้วได้ถ่ายภาพร่วมกันในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯด้วย

พระเทพมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระที่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานให้แก่พระศาสนามากทั้งในด้านถาวรวัตถุและปกป้องพระพุทธศาสนา เช่น สร้างพุทธมณฑล ประจำจังหวัดเชียงใหม่ที่ล่าช้ามานาน เมื่อท่านได้รับมอบหมายงาน ก็ทำจนสำเร็จในเวลาสั้นๆ

นอกจากนั้นได้แก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการปกครองวัดที่สิทธิครอบครองคาบเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ทำได้เรียบร้อย ส่วนการดูแลพระสงฆ์ เณรน้อยให้อยุ่ในกรอบพระธรรมวินัย ให้เป็นที่ตั้งศรัทธาปสาทะแก่พุทธบริษัท ก็ทำสำเร็จ ได้รับคำชมจากพระชั้นผัูปกครองเสมอ

พระเทพมังคลาจารย์กล่าวถึงหลักการในการทำงานว่า 1 ขยัน 2 รู้จักแบ่งปัน 3 รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับพลัน และ 4 รู้จักปล่อยวางหากทำตามหลักนี้ เรื่องที่ยากลำบาก จะง่ายขึ้น พร้อมกันนั้นท่านบอกให้บรรดาลูกศิษย์ ให้ถือเป็นหลักดำเนินชีวิตอะไรที่ยาก จะง่ายขึ้นบรรดาศิษย์ทั้งหลายรับแล้ว ถวายมุทิตาจิต ได้พร้อมกันสวดบท โส อัตถลัทโธ วิรุฬโห พุทธสาสเน.ถวายด้วย

ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640443

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 16:36 น.ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมายังวัดชินวรารามวรวิหาร (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในการทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ยุคที่ 2 องค์อุปถัมภ์วัดชินวราราม(วัดมะขามใต้)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้ามณฑปรอยพระพุทธบาท ที่บรรจุอังคาร หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา หม่อมมารดาในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเครื่องทองน้อย ทรงทอดผ้าไตร 20 ไตร พระสงฆ์ 20 รูป สดัปกรณ์ พระสงฆ์ อนุโมทนาฯ เสด็จออกจากมณฑปรอยพระพุทธบาท เข้าสู่พระอุโบสถ ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระพุทธชินวร พระประธานประจำพระอุโบสถ ทรงปลูกต้นมะขาม 2 ต้น บริเวณด้านหน้า ตำหนักชินวร เสด็จเข้าสู่ตำหนักชินวร ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเครื่องทองน้อย ที่หน้าพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวร สิริวัฒน์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทับ ณ พระเก้าอี้ พระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ธรรมยุต) พระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวราราม นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เข้าเฝ้าทูลถวายเครื่องสักการะตามลำดับ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ (ต้นราชสกุลชมพูนุท) ประสูติแต่หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2402 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อพุทธศักราช 2464 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2480 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงอุปการะการก่อสร้างวัดมะขามใต้ ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จนแล้วเสร็จ และเสด็จมาประทับแรม ณ วัดมะขามใต้ เป็นประจำ

เมื่อหม่อมมารดาถึงแก่กรรม ได้โปรดให้เชิญอังคารมาบรรจุไว้ ณ มณฑปพระพุทธบาท ต่อมาเมื่อเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์แล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ขนานนามวัดเป็นพระอนุสรณ์ว่าวัดชินวราราม และยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อ พ.ศ.2481 เป็นพระอารามหลวงแห่งแรก ของจังหวัดปทุมธานี เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงบริบูรณ์ด้วยพระศีลาจารวัตรเนกขัมมปฏิปทาไม่บกพร่อง มีพระอัธยาศัยเยือกเย็นสุภาพ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นพระอาการกริ้วโกรธหรือมีรับสั่งผรุสวาทรุนแรงแม้แต่ครั้งเดียว ทรงพระสุขุมคัมภีรภาพในการบริหารกิจการพระศาสนา ด้วยความมั่นคงในหลักการตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญนอกจากนั้นยังทรงอุปการกิจสาธารณูปการไว้เป็นอันมาก เช่น ทรงอุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธสืบต่อจากเจ้าอาวาสยุคที่ 1, ทรงอุปถัมภ์การสร้างวัดมะขามใต้ (วัดชินวราราม) สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จังหวัดปทุมธานี

นอกจากนั้น ทรงสร้างโรงเรียนวัดชินวราราม (เจริญผลวิทยาเวศม์) จังหวัดปทุมธานี เป็นต้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่จะมาทอดผ้าบังสุกุลอุทิศแด่หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา ณ มณฑปพระพุทธบาท และบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ วัดชินวรารามวรวิหาร เป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ มีพระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวราราม วรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายกิตติพงศ์ ทองปุย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี พลตรีธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล ผบ.มทบ.11 พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอธัญบุรี พ.ต.อ. อเนก สระทองอยู่ รรท.ผกก.เมืองปทุมธานี นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี และหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเฝ้ารับเสด็จ

นพ.รัศมี – คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640164

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 10:01 น.นพ.รัศมี - คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระโดย อุทัย มณี

*****************

นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ชื่อนี้ในสังคมไทยอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ในวงการคณะสงฆ์ถือว่าเป็น “อนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา” จุติลงมาเกิด เพราะทั้งสองท่านมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา สนับสนุนให้ทุนการศึกษาให้พระภิกษุ-สามเณรหลายสิบรูป บริจาคเงิน บริจาคทรัพย์ให้กับคณะสงฆ์มากมาย

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งสองท่าน เหมือนกับยาทิพย์ชโลมใจ “ยามต้องการน้ำมันเดินเครื่องจักร”

ทั้งสองท่านรักและศรัทธาพระพุทธเจ้า เทิดทูนพระสงฆ์ ยิ่งกว่าชีวิต

ไม่มี นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวังน้อยไม่เกิด ทั้งสองท่านยอมสละทรัพย์บริจาคที่ดินจำนวน 100 ไร่ สำหรับสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อสร้าง “ศาสนทายาท” แก่วงการคณะสงฆ์

ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 594,000,000 ล้านบาท ย้ำ ห้าร้อยเก้าสี่ล้านบาท หากคนไม่รักและศรัทธา ไม่มีจิตใจที่เสียสละดังพระโพธิสัตว์กระทำเยี่ยงนี่มิได้

ทั้งหมดที่บริจาค มิใช่เพราะ พระธรรมปัญญาบดี นายกสภา,มิใช่เพราะ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดี และมิใช่ เพราะ พระราชปริยัติกวี อธิการบดีรูปปัจจุบัน

แต่เพราะทั้งสองท่านศรัทธาต่อ หลวงพ่ออาจ อาสภเถร อดีตผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย

ศรัทธา..เพราะหลวงพ่ออาจ เป็นพระนักวิปัสสนา เป็นพระนักสู้เพื่อความยุติธรรม เป็นพระที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  เป็นพระที่ยอมติดคุกเพื่ออุดมการณ์ในการปกป้องพระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนา

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เป็นวันครบรอบชาตกาล 117 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภเถร) นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  และ พระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสศรีสุดาราม ผู้ที่ชักชวนทั้งสองท่านให้มาร่วมสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ ถือว่าฤกษ์ดีวันนี้ ประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ณ หน้าอุโบสถกลางน้ำ วัดมหาจุฬาราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หล่อเสร็จแล้วจะไปประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจเอาไว้ ณ อาคารวิปัสสนาธุระ ภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งอาคารหลังนี้นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  ก็ได้บริจาคสร้างเอาไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง คณาจารย์ นิสิต ได้สักการะบูชา และเพื่อเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงคุณแห่งความดีของของท่านด้วย

ผู้เขียนสัมผัสกับคุณหญิงสมปอง วรรณิสร ทั้งแต่ยุคทำงานอยู่ช่อง 11 สัมผัสแบบผิวเผิน เฉกเช่นเดียวกันกับพระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม เมื่อพบเจอก็จะเข้าไปกราบและเข้าไปสวัสดี แนะนำตัวเอง ในฐานะพระเทพประสิทธิมนต์ เป็นผู้สร้างอาคารภายในวัดศรีสุดารามให้พวกเราได้เรียน ได้อยู่ แบบสุขสบาย ส่วนนายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร แนะนำในฐานะผู้สร้างคุณูประโยชน์ต่อการศึกษาสงฆ์ไทยอย่างมหาศาล คือ กราบไหว้ได้อย่างสบายใจ

ด้วยวัย 90 กว่า ๆ ทั้งสองท่านในวันประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร เห็นทั้งสองนักรถเข็น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว อดเป็นห่วงมิได้ ยืนดูอยู่ห่าง ๆ แต่เมื่อเห็นทั้งสองยิ้มแย้มแจ่มใจทักทายพูดคุยกับคณะสงฆ์และฆราวาส ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ก็อดปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่ท่านทำลงไม่ได้..นี่แหละหนอโบราณว่าไว้..เมื่อสุขใจกายแม้จะทุกข์ร้อนเพียงใดก็เป็นเรื่องรองลงไป

ผู้เขียนทราบว่า นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ในวัยไม้ใกล้ฝั่งแบบนี้ อยากเห็นผู้บริหารและนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ความสำคัญกับวิปัสสนากัมมฐาน ตามรากฐานที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ผู้เป็นอาจารย์ของทั้งสองท่านวางแบบ วางรากฐานไว้ในสถาบันแห่งนี้ อยากให้สืบสานต่อยอดต่อไป อย่างเข้มข้น

ตอนนี้ก็อยู่ที่ ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ แล้วว่า จะตอบสนองปณิธานของนายแพทย์รัศมี และ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร อย่างไร ในฐานะผู้มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันการศึกษาพุทธศาสนาแห่งนี้ ในฐานะผู้บริจาคทรัพย์สินเกือบ 600 ล้าน ให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ที่มีจำนวนพระนิสิตและนิสิตนานาชาติมากที่สุดในประเทศไทย มีวิทยาเขตและสถาบันสมทบมากที่สุดในโลก..

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์ ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639687

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 11:09 น.มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประกาศเกียรติคุณยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา นักวิชาการ และผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม จำนวน 13 รูป/คน

โดย สมาน สุดโต

*******************

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2563 ณ อาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยพิธีประทานปริญญาบัตรประจำปี 2563 นี้ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 13 รูป/คน ปริญญาดุษฎีบัณฑิต จำนวน 33 รูป/คน ปริญญามหาบัณฑิต จำนวน 131 รูป/คน และปริญญาบัณฑิต จำนวน 1,214 รูป/คน รวมทั้งสิ้น 1,391 รูป/คน

สำหรับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สภามหาวิทยาลัยได้มีฉันทามติ ในการประชุมครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.พ.ศ. 2563 โดยได้พิจารณาผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติและพระพุทธศาสนา  จำนวน 13 รูป/คน ให้เข้ารับประทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ 1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 2.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 3. พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์

4.พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตฺตโร) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 5.พระธรรมเมธาจารย์ (อิ่ม อรินฺทโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 6.พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ (บุญยนต์ ปุญฺญาคโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์  7.ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 8.ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำไพ สุจริตกุล ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์

9.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 10.ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา 11.นายธนินท์ เจียรวนนท์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 12.นายสด แดงเอียด ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา และ 13.นายพรชัย ศรีชัยยงพานิช ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639686

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 10:56 น.เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปีโดย อุทัย มณี

*****************

หลังจากเจอวิกฤติการณ์โควิด-19 กิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ถูกยกเลิกบ้าง เลื่อนบ้าง ไม่เว้นแม้กระทั้งงานประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่มีนิสิตมาเรียนทั้งพระและฆราวาสประมาณ 20,000 ท่าน นิสิตนานาชาติอีก 20 กว่าประเทศมากกว่า 1,200 ท่าน มีวิทยาเขตอีก 40 กว่าแห่ง สถาบันสมทบในต่างประเทศอีก 6 แห่ง มีคณาจารย์เจ้าหน้าที่ 3,680 ราย เปิดสอน 5 คณะ (รวมบัณฑิตวิทยาลัย) 105 สาขาวิชา มีวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มีวิทยาลัยพระธรรมทูต มีสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มีสถาบันวิปัสสนา มีการเรียนการสอนทั้งศาสตร์สมัยใหม่และพระไตรปิฎก ตามพระราชปณิธานของผู้ก่อตั้งคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ปัจจุบัน มจร น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่เข้มแข็งที่สุด มีจำนวนพระสงฆ์เรียนมากที่สุดและมีนิสิตนานาชาติในประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ มจร ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาระดับโลก”

สำหรับปีนี้งานรับปริญญาจะมีขึ้น  ระหว่างวันที่ 12 -13 ธันวาคม 2563 นี้ มีผู้รับปริญญาทั้งพระและฆราวาสจำนวน 3,482 ท่าน ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่า คงไม่พลาดต้องไปดูบรรยากาศดังเช่นทุกปี

ผู้เขียนเคยไปร่วมงานรับปริญญาตามสถาบันต่าง ๆ มาเป็นจำนวนมาก ที่ มจร ไม่เหมือนที่อื่น

@ ที่นี่ ทุกปีมีคนจำนวนคนมาร่วมงานหลายหมื่นคน

@ ที่นี้ เป็นแหล่งรวมของนิสิตนานาชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 30 ชาติพันธุ์

@ ที่นี้มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะนิสิตบางรูปเป็นเจ้าอาวาส บางรูปเป็นเจ้าคณะอำเภอ บางรูปพระภิกษุที่มารับกิตติมศักดิ์ เป็นเจ้าคณะจังหวัด คนติดตามก็หลายร้อยคน รถบัสจำนวนนับสิบคัน

@ ที่นี้มีซุ้มแสดงนิทรรศกาลทั้งของวิทยาเขต ของนิสิตนานาชาติ ของหลักสูตรต่าง ๆ นับ 100 ซุ้ม แต่และซุ้มต่างก็ประชันตบแต่งซุ้มที่สื่อถึงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของตนเอง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มอญ ยะไข ไทใหญ่

อันนี้ไม่นับรวมซุ้มขายของที่ระลึกอีกหลายสิบร้าน โรงทานฟรีที่เคยเจอของมูลนิธิร่วมกตัญญูบ้างของแม่ชีทศพร จากวัดพิชยญาติการามบ้าง ส่วนร้านที่เสียงเงินมีนับร้อยร้าน

ทั้งหมดคือจุดเด่นและเสน่ห์ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

เสียดาย..ปีนี้ผู้รับที่เป็นบรรดากิตติมศักดิ์ มาร่วมงานไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยกไปปีหน้าหรือหากสถานการณ์โควิด-19 ลดเบาลง ผู้รับจะเดินทางมารับเองหรือจะเชิญผู้บริหาร มจร ไปมอบก็ว่ากันไปเป็นราย ๆ

และเสียดาย..ปีนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และงานแบบนี้จำนวนคนก็มากสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ไทย มิได้เสร็จมา แต่ทรงมอบให้สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ มาปฎิบัติหน้าที่แทน

นอกจากนี้ เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มจร จึงเข้มงวดเรื่องการป้องกันโควิด-19 ทั้งวันซ้อมรับปริญญา ในวันที่ 10 -11  ธันวาคม และวันรับจริงวันที่ 12 – 13 ธันวาคม พ.ศ.2563 ให้ใส่แมสทุกท่าน และบัณฑิตทุกระดับต้องเข้าร่วมการซ้อม จึงสามารถเข้ารับประทานปริญญาบัตรในวันรับจริงได้

ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาแห่งนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน รวมทั้งผู้ที่ได้รับกิตติมศักดิ์ทั้งหลายด้วย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้านพระพุทธศาสนาที่มีศิษย์เก่าตอนนี้น่าจะครอบคลุมในวงการพระสงฆ์ตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคม ลงมาจนถึงเจ้าอาวาสแล้ว ถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาสงฆ์ที่หล่อเลี้ยงกล่อมเกลาวิธีคิด วิสัยทัศน์ และวิธีทำงานในวงการสงฆ์ทุกระดับชั้น รวมทั้งหล่อหลอมศาสตร์ในพระไตรปิฎกประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ให้กับคณะสงฆ์ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญศิษย์เก่า มจร มีบทบาทไม่น้อยในการสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ??? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639115

วันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 10:20 น.ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ???โดย อุทัย มณี

********************

หลังจากเดินสายไปรับฟังสถานการณ์คณะสงฆ์ในยุคปัจจุบันแล้ว ยอมรับเลยว่าเหนื่อยใจ หดหู่ใจ สังเวชใจสงสารองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีผู้ใช้ “ผ้ากาสาวพัสตร์” ของพระองค์ชิงดีชิงเด่น ชิงอำนาจ ชิงตำแหน่ง “พี่ทำลายน้อง น้องทำลายพี่ เพื่อนฆ่าเพื่อน” ทำลายพระธรรมวินัยที่พระองค์วางเอาไว้เมื่อ 2 พันกว่าปีมาแล้วอย่างย่อยยับ

ยิ่งรู้เบื้องลึกเบื้องหลังการจับกุมอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมและพระลูกวัดอีกหลายรูป ที่มีคุณค่าต่อความเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เวลาเจอกลุ่มก๊วนผู้ก่อเหตุเหล่านี้แล้ว จิตผู้เขียนมีแต่ “อกุศล” หากไม่ติดผ้าเหลืองคลุมกาย คิดถึงความชั่วร้ายของพระคุณเจ้าบางรูปแล้ว “กราบไหว้ไม่ลงจริง ๆ”

ฟัง..กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป ฟังพระผู้ใหญ่บางท่าน พูดถึงสถานการณ์ในสังคมสงฆ์ ฟังกลุ่มยุวสงฆ์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์เล่าสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น อยากให้เป็นไป ฟังนักการเมือง นักวิชาการที่สนใจเรื่องในสังคมสงฆ์ ยิ่งหาทางออกไม่เจอ

ฟัง…บรรยากาศการประชุมมหาเถรสมาคมจากกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปแล้วทุกเรื่องที่เป็น “มติของมหาเถรสมาคม” แล้ว กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปถึงกับเปรยว่า “สงสารสมเด็จพระสังฆราช”

ฟัง….เรื่องลึกลับเบื้องลึกเบื้องหลังการตั้ง 5 เสือหรือคณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช ยิ่งรู้ว่า “อำนาจฝ่ายนอกสังคมสงฆ์”กำลังจับตาและเข้ามาพยุงสถานการณ์ได้อยู่มิใช่น้อย

ฟัง…กรณีเจ้าคณะประกอบอดีตพระราชมงคลดิลก มือขวาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้มีอนาคตไกล  สึกแบบเงียบ ๆ  แบบสังคมสงฆ์งงงวย ยิ่งหดหู่ใจ

ยิ่งฟัง…อำนาจนอกมหาเถรสมาคมที่เป็นโซ่ข้อกลางแล้ว…ไม่แปลกใจต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก หรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เลยที่เรียกร้อยให้แยกอำนาจรัฐออกจากคณะสงฆ์,หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทุกอย่างมี “เชื้อและมูล” ประเภท “ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้”

ยิ่งดูบทบาทของฝ่ายการเมืองที่เรียกเจ้าคณะภาค 1 เรียกพระเถระ เข้าไปให้ข้อมูล ชี้แจง ความเป็น “สมณเพศ” นับวันยิ่งถอยห่างจาก “พระธรรมวินัย” ที่เป็นที่พึ่งของคณะสงฆ์และที่เรียกศรัทธาจากพุทธบริษัท ลงไปเรื่อย ๆ

# ทั้งหมดที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้ เพราะเราไปอิงกับ รัฐ ไปอิงกับงบประมาณของรัฐ ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้..เพราะคณะสงฆ์เราอ่อนแอใช่หรือไม่??

#ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังขาดความน่าเชื่ออยู่ตอนนี้เพราะเราห่างจากพระธรรมวินัยใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญอยู่กับวิกฤติศรัทธาเพราะเราทำตัวห่างจากชุมชนใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญถูกสังคมว่ากล่าวอยู่ตอนนี้เพราะเรามีพฤติกรรมเยี่ยงฆราวาส ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์ประสบอยู่ตอนนี้เพราะเราไปทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจ ธุระ 2 ประการที่พระภิกษุพึงปฎิบัติใช่หรือไม่ ??

การอบกู้วิกฤติศรัทธาและที่พึ่งสุดท้ายของคณะสงฆ์ ตอนนี้มีทางออกและเหลืออะไรบ้างครับ…

ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ “ยุคแรก” ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ “ยุคปัจจุบัน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/638613

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 11:57 น.ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์"ยุคแรก"ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ "ยุคปัจจุบัน"โดย อุทัย มณี   

****************

การปรากฎการณ์ของกลุ่ม “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา” หรือกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก มิใช่ปรากฎการณ์การใหม่ในสังคมไทยและสังคมสงฆ์ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปีพุทธศักราช 2477 มีกลุ่มยุวสงฆ์ฝ่ายมหานิกายประมาณ 300 รูปจากวัดต่าง ๆ ในเขตพระนครและธนบุรี เช่นวัด พระเชตุพน ฯ วัดอรุณ วัดสุทัศน์ฯ นัดประชุมกันที่บ้านคหบดีเขตบางรักชื่อบ้าน “ภัทรวิธม” และเรียกกลุ่มตนเองว่า “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา”

คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา กลุ่มนี้มีความเห็นร่วมกันในการปฎิรูปการปกครองคณะสงฆ์ให้เสมอภาคตามแนวประชาธิปไตยโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือเนื่องจากการปกครองคณะสงฆ์ให้ความเสมอภาคแก่คณะสงฆ์ไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ เจ้าคณะธรรมยุตปกครองคณะสงฆ์มหานิกายได้ แต่เจ้าคณะมหานิกายปครองคณะสงฆ์ธรรมยุตไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลและมหาเถรสมาคมแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ให้มีการบริหารด้วยสิทธิเสมอกัน

เพื่อให้มีการร่วมสมานสังวาสในระหว่างคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย อาทิ ให้มีการร่วมอุโบสถสังฆกรรมด้วยกันได้ตำแหน่งหน้าที่ทั้งในการศึกษาและปกครอง หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑลพระภิกษุในสิทธิมหานิกาย ต้องมีสิทธิในตำแหน่งนั่นด้วย

เมื่อมองจากการเคลื่อนไหวทั้ง 3 ประเด็นนี้แล้ว ต้นตอล้วนเกิดจากพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 แทบทั้งสิ้นที่ฝ่ายพระมหานิกายมองว่า คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเอาเปรียบฝ่ายมหานิกายซึ่งมีประชากรสงฆ์มากกว่า โดยเฉพาะตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่มีการวางสืบทอดกันเป็นช่วง ๆ มิให้ฝ่ายมหานิกายได้ขึ้นมาครอง

การเคลื่อนไหวของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวและจัดการแก้ไขพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ร.ศ.121 จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เมื่อเราศึกษาเนื้อหาของ พ.ร.บ. การปกครองคณสงฆ์ ร.ศ. 121 พอสรุปได้สังเขปว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ถอดถอน สมณศักดิ์ และตำแหน่งบริหารตั้งแต่ระดับพระราชาคณะจังหวัดขึ้นไปมหาเถรสมาคมปกครองและบริการกิจการคณะสงฆ์สนองพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์หน่วยงานของรัฐ

โดยเฉพาะกระทรวงธรรมการ ควบคุม วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติทั้งปวง กระทรวงมหาดไทยดูแลการตั้งวัดและศาสนาสถาน เป็นต้น มีบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์ เช่น พระภิกษุที่ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุรูปนั่นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

ปัจจุบันกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอกหรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก คือเพื่อทุกศาสนา

– แยกศาสนาออกจากรัฐ

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครืองมือ “สร้างความแตกแยก”

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ “โฆษณาชวนเชื่อ”2. เพื่อพุทธศาสนา

– ปฎิรูปโครงสร้างอำนาจสงฆ์และร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย

– สิทธิพลเมืองของพระภิกษุ

-สามเณรตามวิถีประชาธิปไตย

ประเด็นข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่ มีลักษณ์คล้ายคลึงกับข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 เพียงแต่กลุ่มคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลสนับสนุน…ปัจจุบันรัฐบาลตามบี้ ทั้งหมดล้วนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเป็นที่น่าสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มยุวสงฆ์ล้วนเกิดจากคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย