ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร “น่านเจ้า” ยลชุมชนไทลื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/648429

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 11:15 น.ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร“น่านเจ้า”ยลชุมชนไทลื้อโดย อุทัย มณี

*********************

เป็นอนุจรติดตาม “พระเทพปวรเมธี” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขึ้นมาจังหวัดน่าน เพื่อมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพนันทาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัด

ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาจังหวัดน่าน จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทิวทัศน์สวยงาม ผู้คนมีจิตใจไมตรีอารีย์ดั่งคนเหนือทั่วไป คือ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใจ ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา

สถานที่คณะพวกเราไปพักหลังจากลงจากสนามบินก็คือ “วัดภูเก็ต” วัดนี้เป็นชื่อของชุมชน “ไทลื้อ” ที่อนุรักษ์วิถีชีวิตและรูปแบบศิลปวัฒนธรรมของตนไว้อย่างแน่วแน่น

ที่นี้มี “พระเทพเวที” รักษาการเจ้าคณะภาค 6 รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มจร เป็นเสมือนเจ้าอาวาสตัวจริง คอยต้อนรับในฐานะ “เจ้าถิ่น”

วัดภูเก็ต มีโรงแรมระดับ 4 ดาวเรียกว่า “โรงแรมธรรมะ” ทิวทัศน์ตั้งอยู่บนเนินเขา มองไปด้านล่างเห็นบ้านเรือนผู้คนและท้องนา ภูเขาสวยงามตระการตา

วัดภูเก็ต มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีสามเณรมาเรียนประมาณ 120 รูป และที่นี่สามเณรค่อนข้างมีคุณภาพสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทุกปี

วัดภูเก็ต เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลาง “หมู่บ้านเก็ต” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีอายุหลายร้อยปีของชุมชน  “ไทลื้อ”

ด่านล่างของวัดมีทั้ง “ถนนคนเดิน” และ “ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” หรือ สินค้า otop ของชุมชนไทลื้อ  โดยการสนับสนุนของ กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหลัก

เท่าที่ฟังจากพระเทพเวที พระคุณเจ้าถือว่า “เป็นคนรักบ้านเกิด” จริง ๆ เป็นสะพานบุญเชิญ ชวน เชื่อม ชวนคนเมืองกรุง มาช่วยบ้านเกิดท่าน เฉพาะตัวเงินที่ท่านนำมาพัฒนาวัด,โรงเรียน,ชุมชน “ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

และที่นี้ท่านมีพยายามไม่ให้คนในชุมชน ญาติพี่น้องท่าน “ขายที่ดิน” รักษาประเพณี รักษาเครือข่ายระบบญาติพี่น้องไว้ในชุมชนอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากหากคนในชุมชนอื่นหรือต่างถิ่นอื่นมาอยู่ พระคุณเจ้ากลัว “แตกสามัคคี”

คนที่นี้ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม,ผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือ,กะละแมไทลื้อสูตรโบราณบ้านเก็ต เลี้ยงชีพไม่ค่อยมีคนไป “ขายแรงงานเมืองใหญ่ หรือเมืองกรุงกันมาก”

ไม่ไกลจากวัดภูเก็ตมากนักมี “ โคก หนอง นาโมเดล” ด้วย เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นเมืองเกษตรคนจึงสนใจเยอะสมัครเข้าร่วมโครงการมากถึง 273 ครัวเรือน สำหรับการจ้างงานคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ภาษาโคกหนองนาเรียกว่า “นักพัฒนาต้นแบบ” จังหวัดน่านมี 248 คน และตอนนี้กำลังอบรมสู่เข้ารุ่นที่ 7 แล้ว

โดยเฉพาะอำเภอปัว มีผู้เข้าร่วม 15 ครัวเรือน แอบไปดูพื้นที่ทำโคก หนอง นาโมเดลขนาด 1 ไร่ของคุณอุทิศ จิตอารี ที่นี้เขาทำอยู่ก่อนแล้ว เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ด้วย

ปัญหาหนึ่งเท่าที่ฟังจากพัฒนากรและนักพัฒนาต้นแบบอำเภอปัว ประสบปัญหาเรื่อง “ช่างออกแบบและควบคุมขุดบ่อ” เพราะกรมพัฒนาชุมชนไม่มีช่างออกแบบหรือช่างควบคุมงานและตรวจงาน วิธีแก้ปัญหาตอนนี้คือ ขอช่างจากหน่วยงานท้องถิ่นและให้ทหารมาช่วย..

ภาคบ่ายไกด์กิตติมศํกดิ์ รก.เจ้าคณะภาค 6 “พระเทพเวที” พาเที่ยววัด พาเที่ยวพระธาตุเก่าแก่อายุรุ่นเดียวกับยุคสุโขทัย ที่ท่านไปบูรณะเอาไว้ ทำบรรไดพญานาคสวยงาม พาไปกราบวัดชุมชนไทลื้อเก่าแก่

ยอมรับเลยว่า.. จังหวัดน่านมีเสน่ห์มีแหล่งท่องเที่ยวนอกจากธรรมชาติที่สวยงามอากาศดีติดอันดับแล้ว ศิลปะวัฒนธรรมชุมชนมีเสน่ห์น่าชมมากจริง ๆ เสียดายเวลามีน้อย

หากมีโอกาส..จะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน……

“โคก หนอง นาโมเดล” ฟีเวอร์!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647813

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 09:35 น.“โคก หนอง นาโมเดล”  ฟีเวอร์!!โดย อุทัย มณี

*********************************

คนวัยกลางคนอย่างผู้เขียน..ส่วนใหญ่ “มักทบทวนเส้นทางเดินชีวิต” และ “ชอบอยู่ในสังคมที่ไม่พลุกพร่าน” อยู่เสมอ ๆ  หากคิดแบบพระก็คือ เริ่มเห็น “ฝั่งริบหรี่” บ้างแล้ว

ชีวิตวัยนี้มักไม่มีความสุขกับปัจจุบัน.. และหันไปมีความสุขกับสิ่งที่..ผ่านมาแล้ว

จึงไม่แปลกคนวัยนี้ในเมืองส่วนใหญ่จึงเบื่อหน่าย “งานประจำ” อยากไปใช้ชีวิตในชนบท ทำเกษตร โดยเฉพาะตอนนี้กำลังบูมและฟีเวอร์เอาการ คือ “โคก หนอง นาโมเดล” ของอธิบดี “เก่ง” อธิบดีเศรษฐีหมื่นล้าน คุณสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ที่จับอะไร ประชาสัมพันธ์อะไรมัก “ดูดีไปหมด”

ตอนนี้คนเมือง คนออฟฟิต  “คลั่งใคล้” โคก หนอง นาโมเดล ทั่วบ้านทั่วเมือง #ไม่เว้น..แม้กระทั้ง พระสงฆ์องค์เจ้า หันมาสนใจ หันมาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” หันมาสนใจกับ “วิถีชีวิต” แบบเกื้อกูลของสังคมไทย ดั่งในอดีต

บางทีก็คิดในใจทำไม?? กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มี “มือพีอาร์” หรือไร ได้งบเงินกู้ไปตั้ง 9 พันกว่าล้านเพื่อทำเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่เงียบวังเวงชอบกล..สู้ “โคก หนอง นาโมเดล” ไม่ได้

เดียวนี้ประชาชน พระสงฆ์ หันมาสนใจ เกษตรทฤษฎีใหม่สู่ “โคก หนอง นาโมเดล” ทั่วบ้านทั่วเมือง ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนั่น สมัครเข้าร่วมโครงการโคก หนอง นาโมเดล เอาไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ผ่านอบรมมาแล้วรอบหนึ่งที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี กรมการพัฒนาชุมชน  5 วัน 4 คืน ตามที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้

เมื่อไปกี่วันที่ผ่านมา พัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ประสานมาให้ไป “อบรบรอบสอง”เนื่องจาก งบประมาณคนละตัว ปู่ย่า ตายาย เคยสอนเอาไว้ว่า “เวลาคุยกับคนราชการ อย่าเถียง อย่าถามเยอะ” สรุปคือ ไปก็ไป ถือว่าไป “ทบทวนความรู้”  และเป็น “ถิ่นเก่า”

แต่..บอกกับคนพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรีขอไปในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์”  เหตุผลส่วนตัวไม่ได้บอกต่อ คือ จะให้เต้น รำ ร้องเพลง สนุกสนาน ไม่ค่อยเป็น ไม่อยากเป็น “กาในฝูงหงส์” เพราะเราเป็นอดีตนักบวช กิจกรรมแบบนี้ไม่เป็น จริง ๆ 

จึงประสานกับ “เจ้าคุณศิริ” รองเจ้าคณะอำเภอเมืองกาญจนบุรี ขออาศัยวัดที่ใกล้อบรมสัก 2 -3 คืน  พระคุณเจ้าเมตตาประสานให้นอน “วัดเขื่อนท่าทุ่งนาประชาสรรค์” ของ “หลวงปู่แก่น” อดีตพระเกจิชื่อดังในถิ่นนั้น

เมื่อไปถึงทางวัดเตรียมที่นอนให้อย่างดี แต่วัดค่อนข้างเงียบเหงา ถามพระในวัด ท่านบอกว่า “ตอนนี้ทั้งวัดมีพระภิกษุ- สามเณรประมาณ 5 รูป” พระบวชจำพรรษาน้อย ส่วนใหญ่บวชระยะสั้นแล้วก็สึกออกไป

ปัญหานี้ “กลายเป็นวิกฤติอย่างหนึ่ง” ของคณะสงฆ์ จากสถิติ “วัดเพิ่มขึ้น..และจำนวนพระจำพรรษากลับน้อยลง” 

ส่วนสามเณรไม่ต้องพูดถึง วัดชนบทต่างจังหวัดทุกวันนี้แทบ “สูญพันธุ์”

ระหว่างวันที่ 11 -15 มีนาคม 64 นี้ จึงเข้าคอร์สอบรม “โคก หนอง นาโมเดล” ณ  ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ KSL ริเวอร์แควร์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ที่นี้บรรยากาศไม่เหมือนกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี ดูวังเวง ไม่มีชีวิตชีวาเท่าไร เพราะที่นี้มันคือ รีสอร์ท แต่ส่วนหนึ่งเขาแบ่งเป็น “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ” เอาไว้ ติดกับแม่น้ำแควใหญ่ อยู่เหนือเขื่อนท่าทุ่งนา 

สถานที่แล้ง ๆ ร้าง ๆ  ถามเจ้าหน้าที่บอกว่ารีสอร์ทนี้อยู่ใน “เครือข่ายโรงงานน้ำตาล KSL” ที่ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เริ่มภาคเช้าเปิดอบรมโดย คุณรัชนี โพธิสัตยา  พัฒนาการจังหวัดกาญจนบุรี  และต่อด้วย “ปราชญ์ชุมชน” ชื่อ “แรม” ซึ่งคนนี้เท่าที่ฟังเป็นปราชญ์จริง ๆ รู้เรื่องวิธีปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยววัว

วิธีสังเกต เล่าศาสตร์ของพระราชาเริ่มต้นด้วย “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” ทฤษฎี 40 ทฤษฎี ย่อยลงมาวิธีการทำโคก หนอง นา วิธีแบ่งแปลงทำ รวมทั้งสอนวิธีการตลาดไปในตัวด้วย

สุดท้าย ผู้เขียน “ความดันขึ้น” เพราะที่นี้อากาศร้อนอบอ้าว ปวดหัวจะวูบ จนพักเที่ยง จึงหลบออกมาเงียบ ๆ  กลับวัด ทานยา หาข้าวกิน !!

พระธรรมรัตนากรเจ้าอาวาสวัดโพธิ์มรณภาพสิริอายุ 81 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647263

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 15:00 น.พระธรรมรัตนากรเจ้าอาวาสวัดโพธิ์มรณภาพสิริอายุ 81 ปีพระธรรมรัตนากร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 อดีตอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มรณภาพด้วยอาการสงบ เวลา 03.19 น.สิริอายุ 81 ปี 61 พรรษา

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พระธรรมรัตนากร (สีนวล ปญฺญาวชิโร) (สีนวล ปญฺญาวชิโร ป.ธ.9) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 อดีตอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มรณภาพด้วยอาการสงบ เวลา 03.19 น.สิริอายุ 81 ปี 61 พรรษา

พระธรรมรัตนากร มีอาการอาพาธเข้ารับรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ด้วยอาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองทางด้านซ้ายตีบ และมีเนื้อประสาทที่เส้นเลือดเสื่อมคลาย คณะแพทย์ถวายการรักษา ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา พระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งเจ้าคณะกรุงเทพฯ ลงวันที่ 11 ก.พ.2564 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวง โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 วรรค 1 แห่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 แก้ไข้เพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 จึงแต่งตั้งให้ พระราชธรรมสุนทร (ทองใบ) ฉายา ปุณฺโณภาโส อายุ 91 ปี พรรษา 70 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พระธรรมรัตนากร นามเดิมว่า สีนวล เรืองอำพันธ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ ที่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 ตำบลไผ่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บิดาชื่อ นายฟุ้ง เรืองอำพันธ์ มารดาชื่อนางทุเรียน เรืองอำพันธ์ อุปสมบทบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ณ วัดต้นทอง ตำบลไผ่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

ต่อมา ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ณ วัดโบสถ์วรดิตถ์ ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมวโรดม เป็นพระอุปัชยาจารย์ พระปาโมกข์มุนี (บุญศรี สิริทตฺโต) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูปาโมกข์คณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดป่าโมก ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวิเศษชยสิทธิ์ (ผวน อวิกฺเขโป) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูวิเศษชยสิทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “ปัญฺญาวชิโร”

วิทยฐานะ

พ.ศ. 2493 จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดต้นทอง จังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2500 สอบได้นักธรรมชั้นเอก วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2501 สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2508 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2511 สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (สมัครสอบ)

พ.ศ. 2512 สอบเทียบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัครสอบ)

พ.ศ. 2515 สอบได้ชั้นประกาศนียบัตรการศึกษา (พ.กศ.)

พ.ศ. 2521 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค สำนักเรียนวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

เกียรติคุณ

พ.ศ. 2547 ได้รับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พ.ศ. 2553 ถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “สัปปุริสวัตตกถา” ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ในการสดับพระธรรมเทศนาและเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

สมณศักดิ์

พ.ศ. 2530 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวชิราภรณ์

พ.ศ. 2544 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวชิราภรณ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. 2557 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวีราภรณ์ สุนทรศาสนกิจ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

28 กรกฎาคม 2562 เป็น พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมรัตนากร สุนทรปริยัติคุณ วิบูลธรรมานุสิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

เล่าเรื่องมหาจุฬา ฯ : การกลับมาของ “พระพรหมบัณฑิต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647234

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 09:45 น.เล่าเรื่องมหาจุฬา ฯ : การกลับมาของ “พระพรหมบัณฑิต”โดย อุทัย มณี

*************************

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งในแวดวงมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ การหวนกลับมาสู่สังเวียนการศึกษาของ พระพรหมบัณฑิต ในฐานะ “อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ตำแหน่งที่ห่างหายไป “นับสิบปี”

พระพรหมบัณฑิต เป็นราชบัณฑิต ถือเป็น “พระนักปราชญ์” ในยุคนี้ ไม่มีใครเทียบเทียมได้ มีคำเล่าขานว่าตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์มา มีแต่พระพรหมบัณฑิตนี่แหละ..ผู้สร้างสีสันและวางรากฐานให้กับการศึกษาของคณะสงฆ์ได้มากที่สุด ยอมรับทั้ง “ภายในประเทศ..และต่างประเทศ”

ครองตำแหน่งอธิการบดี มจร มากกว่า 20 ปี การหวนกลับมาสู่สังเวียนการศึกษาของคณะสงฆ์ ในฐานะ อุปนายกสภา มจร ก่อให้เกิด “ความตื่นตัวและสีสัน” ให้กับคนภายในและศิษย์เก่า มจร มิใช่น้อย เพราะหลายปีมานี้ มจร หรือมหาจุฬา ฯ ประสบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องปัญหาที่กรุ่น ๆ อยู่  “ภายในและปัญหาที่มาจากภายนอก”

# ปัญหาภายนอก

เห็นชัด คือ นักศึกษาลดลง,งบประมาณได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ ยิ่งการเกิดขึ้นของโควิด -19  รอบแรก ยังพอทน รอบสอง “มจร เงียบดั่งป่าช้า”

# ปัญหาภายใน เกิดเป็นสองขั้ว สามขั้ว วางหมาก วางเกม จน งานสะดุด  ผู้บริหารระดับกลางหลายรูป หลายคนถอดใจ @ หันไปปลูกผัก หันไปส่องพระเครื่อง ก็มี แค่กองคลังและทรัพย์สินอย่างเดียว ถูกผ่าเป็น 2 ซีก..อันนี้ก็แปลกประหลาดแล้ว

@มีข่าวซุบซิบแว่วหูอันหาหลักฐานเชื่อถือไม่ได้ว่า..ที่นี้มีบางคนเป็นแค่เจ้าหน้าที่ แต่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าผู้บริหารระดับสูงบางรูป บางคน  โครงการ ก่อสร้าง จัดซื้อ จัดจ้าง เบ็ดเสร็จ จบที่เดียว จริงหรือไม่ ?? ในฐานะศิษย์เก่า..กำลังหาข้อมูล?? และรวมทั้งส่วนอื่น ๆ ที่วางหมาก วางเกม ส่งคนเป็นงานบ้าง ไม่เป็นบ้าง ที่ซ้ำร้ายกว่านั่น..มีระบบลูกหลานเข้ามาเกี่ยวข้อง!!

การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต หวังว่าจะแก้ปัญหาที่มีทั้งภายในและภายนอกได้ การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต หวังว่าจะฟื้นฟูชื่อเสียงของ มจร ให้กลับมาเหมือนเดิมและยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง ทำอย่างไรให้พวกท่านเหล่านี้ “มีกำลังใจ อุ่นใจ และสบายใจ” ในการขับเคลื่อนงาน มิให้ปล่อยให้ฆราวาสลาพรตบางคน บางกลุ่ม สร้างอาณาจักรให้ตัวเอง แบ่งเค๊ก เหมือนพรรคการเมืองข้างนอก

แบ่งเค๊กไม่พอ..บางคนนั่งรองอธิการบดี หลุดแล้ว ก็ยังมาครองตำแหน่ง รองคณบดีบ้าง ผู้ช่วยอธิการบดีต่อบ้าง ซ้ำบางคนนั่งอยู่ในหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับ มจร มา 20 กว่าปี ไม่ยอมลาออก เพราะผลประโยชน์ดี ทั้ง ๆที่มีอายุใกล้เข้าโลงแล้ว ??

แบบนี้..คนรุ่นใหม่ที่ไหนจะมีกำลังใจ เพราะมองไม่เห็นอนาคตการเติบโตของตัวเอง..ไปปลูกผัก ยังเห็นความเจริญ ความงามของผักและพืชไปส่องพระเครื่อง สบายใจ กว่ามานั่งปวดหัวกับการทำงาน “ท่ามกลางความวุ่นวาย” และ มองไม่เห็นอนาคต

มหาจุฬาฯ อยู่ได้นอกจากงบประมาณอันเป็นภาษีของประชาชนทั่วไปแล้ว…อีกสิ่งหนึ่ง คือ สัญลักษณ์ของ “ผ้าเหลือง” ตัวที่ดึงศรัทธาและผู้สนับสนุนจากข้างนอกได้

อย่าให้ !! ฆราวาสมีอำนาจเหนือพระสงฆ์..อย่าให้ความเกรงใจ..ทำลาย มจร จมอยู่ร่ำไป

ในฐานะศิษย์เก่า..การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต นอกจากความดีใจแล้ว ยังพอมองเห็นอนาคตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกว่า..จะก้าวต่อไปอย่างไรท่ามกลางวิกฤติระบบการศึกษาที่ทั่วโลกกำลังประสบปัญหา

และหวังว่าการกลับมาคราวนี้..อย่าให้ความเมตตานำความถูกต้อง??

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ : พระชราผู้มีวิสัยทัศน์ทันยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/646570

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 11:17 น.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ : พระชราผู้มีวิสัยทัศน์ทันยุคโดย อุทัย มณี

**********************

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผ่านไปยังวัดยานนาวา แวะเข้าไปกราบพระบรมสาริกธาตุ พร้อมกับไปสนทนากับพระคุณเจ้า วัดยานนาวายุคภายใต้กันบริหารของ “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” กรรมการมหาเถรสมาคมแปลกตาไปมาก

ยุคสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นสามเณร ตั้งแต่ท่านเจ้าอาวาสรูปเก่าเคยไปนอนเล่นอยู่ในกุฎิเจ้าอาวาสเพราะมีเพื่อนเป็นสามเณรอุปัฎฐากท่าน ตอนนี้เพื่อนรูปนี้เป็นเจ้าคุณแล้ว และกลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี

หน้าวัดตึกที่เก่า ๆ ทรุดโทรม ปัจจุบันมีคลิกนิกรักษาโรคแบบแพทย์แผนโบราณ,มีนวด และด้าน ๆกับศาลจีนอะไรสักอย่าง ด้วยบารมีของสมเด็จพระมหาธีราจารย์..ขอคืนพื้นที่ของวัดได้มาเกือบหมดแล้ว..อาจเหลืออยู่บ้าง..ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

แต่โดยกฎหมายที่ธรณีสงฆ์ไม่ว่าจะเป็นใคร รัฐบาลหรือนักธุรกิจมิอาจยึดเอาไปได้ พวกที่ยึดเอาไป เห็นมากต่อมากแล้ว..ชีวิตจบไม่สวยสักราย

ยุคหนึ่งสมเด็จพระมหาธีราจารย์..ขึ้นชื่อในบารมี สามารถเสกอธิบดีให้เป็นปลัดได้เสกนายพันให้เป็นนายพล ได้ด้วย

ผู้เขียนเคยสัมผัสกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ 2-3 ครั้ง เป็นพระเถระที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นพระเถระที่ลุยงาน หากไม่เชื่อ ดูผลงานของท่านตอนช่วยน้ำท่วมพระภิกษุสงฆ์ทางภาคอีสาน ภาคใต้  แม้แต่ภาคเหนือก็ลุยขึ้นไปดู “พระธรรมจาริก” กลุ่มพระนักเผยแผ่ชาวดอย ชาวเขา

ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ท่านถือว่าชราแล้ว อายุเกิน 80 แล้ว..แต่ขยันยิ่งกว่าสมเด็จที่มีหน้าที่ในพื้นที่บางรูปอีก

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ในบรรดาพระสมเด็จทั้งหลาย น่าจะมี “ทีมงาน” ที่เข้มแข็งที่สุด มีทีมงานที่พร้อมที่สุด และอาจมีทีมงานที่ขยันที่สุด อาจเป็นเพราะ..สมเด็จพระมหาธีราจารย์มีบารมีและใช้คนเป็น หรืออีกนัยหนึ่งอาจเป็นเพราะ..ท่านไปอยู่ต่างประเทศมานาน เห็นมาเยอะ รู้มาเยอะ

ผลงานเลื่องลือของท่านนอกจากพัฒนาวัดยานนาวาให้รุ่งเรื่องทั้งเรื่องศาสนสถานแล้ว การเผยแผ่ก็ขึ้นชื่อ,เรื่องธรรมนูญพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นจากวัดยานนาวา,เรื่องการศึกษาของพระเณรท่านก็ไม่ทิ้ง

ลองไปพิจารณาดูเถอะ งานหลายงานที่ปรากฎอยู่ในวงการสงฆ์ตอนนี้ ริ่เริ่มตั้งต้นมาจาก วัดยานนาวา หากผู้เขียนมีอำนาจจะมอบตำแหน่ง “เจ้าคณะหนใหญ่” คุมภาคใดภาคหนึ่ง

แต่ท่านมีถิ่นกำเนิดจากภาคอีสาน,เคยเป็นเลขานุการเจ้าคณะหนใหญ่ภาคตะวันออก น่าจะมอบหมายให้คุมอีสาน เพราะรู้ภูมิศาสตร์,มีฐานเครือข่ายและมีบารมีในภาคนี้

โดยเฉพาะภาคใต้..เจ้าคณะหนใหญ่ “เบื่อหน่าย” เคยทำหนังสือลาออกถึงมหาเถรสมาคมแล้ว.แต่ถูกยับยั่งเอาไว้..อาจถึงเวลาให้ท่านพักผ่อนแล้ว

ส่วนเจ้าคณะหนใหญ่บางรูปที่มีปัญหาสุขภาพ..ก็อาจต้องพิจารณาให้ท่านพัก เพื่อต่ออายุให้ยึดยาวขึ้น ไม่ต้องมานั่ง บริหารกิจการคณะสงฆ์ส่วนเจ้าคณะใหญ่บางรูป ตั้งแล้ว..ยังไม่มีผลงานอะไรเลยที่เป็นรูปธรรม ตั้งได้ก็ต้อง “ปลดได้”

ปัญหาที่ดินวัดในกรุงเทพมหานครวัดหลายวัดอยาก “ขอคืนพื้นที่ที่ธรณีสงฆ์”คืน แต่ชาวบ้านไม่ยอม คัดค้าน วัดที่มีปัญหา น่าจะไปศึกษารูปแบบวัดยานนาวาดูว่า ทำไมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ทำได้

วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ มีแผนจะขอคืนทำสถานที่จอดรถ ทุกวันนี้ตารางเมตรเดียวยังขอคืนไม่ได้ วัดสังข์กระจายวรวิหาร ที่ได้คืนมานิดหน่อย เพราะไฟใหม้ และอีกหลายวัดที่ชาวบ้านรุกร้ำตั้งถิ่นฐาน ทุกวันนี้เจ้าอาวาส “ปวดหัว” เพราะให้ออกไม่ออก บางคนเช่าที่วัดปีละไม่กี่ร้อยบาท

แต่ปล่อย “ให้เช่าช่วง” ทำบ้านเช่าบ้าง ตึกพาณิชย์บ้าง กลายเป็น “เสือนอนกิน” ตอนนี้ทราบว่า “สรรพากร” จะเข้ามาช่วย คือ เป็นภาษีที่ดิน “ธรณีสงฆ์” เต็มอัตรา ทีนี้แหละ..เจ้าอาวาสกับชาวบ้าน คงเปิดศึกกันอีกรอบ

คุยกับพระคุณเจ้าในวัดยานนาวาเสร็จเดินไปคุยกับแม่ค้าขายพวงมาลัยหน้า ชื่นชอบการพัฒนาวัด ชื่นชอบสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เพราะค้าขายดีขึ้น วัดวาสะอาดสะอ้านขึ้น

ต่อจากนั้นวกกลับเดินเข้าไปในบริเวณวัด ไปดูตึกที่เคยไปนั่งคุยกับเพื่อนเรียน มจร  เดียวนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สมเด็จพระมหาธีราจารย์.. เป็นพระนักพัฒนา มีวิสัยทัศน์ และมี บารมีคับจริง  ๆ  

ทำบุญอายุ 80 ปีหลวงพ่อจำนงค์ที่ยังลี้ภัยอยู่เยอรมนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/646195

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 21:40 น.ทำบุญอายุ80ปีหลวงพ่อจำนงค์ที่ยังลี้ภัยอยู่เยอรมนีโดย สมาน สุดโต

********************

คณะศิษย์ของหลวงพ่อจำนงค์ ธัมมจารี อดีตพระพรหมเมธี อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ได้จัดงานทำบุญในวาระที่หลวงพ่อจำนงค์มีอายุ 80? ปี วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2464 ที่วัดสัมพันธวงศ์ แม้ว่าหลวงพ่อจะลี้ภัยในประเทศเยอรมนีก็ตาม วัดสัมพันธวงศ์ถือเป็นพระอารามหลวงที่หลวงพ่อจำนงค์เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส และทำหน้าที่บริหารเมื่อเจ้าอาวาส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มานิโต ป.ธ.9) ชราภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ส่วนสถานที่บำเพ็ญกุศล ได้แก่ ตึกมณีคุณ และอาคารชูชีพ ศิลปรัตน์ อาคารงดงามที่หลวงพ่อให้สร้างขึ้นก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่กลายเป็นภิกษุไทยรูปแรกในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทยที่ต้องต้องลี้ภัย ทั้งๆที่ประเทศไทยนั้นชาวโลกยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก

แม้ว่าหลวงพ่อจำนงค์จะอยู่ต่างประเทศลูกศิษย์ก็ได้จัดงานให้อย่างสมเกียรติ โดยนิมนต์หลวงพ่อพระมงคลโมลี (หลวงปู่บุญ) วัดทุ่งเหียง จ.ชลบุรี และพระโพธินันทมุนี(หลวงพ่อจิ๋ว) วัดป่าธรรมชาติบุญวาสธรรมาราม จ.นครราชสีมา เป็นพระเถราจารย์มาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ ในขณะที่พระเถระอีก 10 รูปนำโดย เจ้าคุณอาทรปริยัติกิจ วัดเทพลีลา สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร

ภายงานดังกล่าวดำเนินไปแบบเรียบง่ายในช่วงเย็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางศิษย์ที่เป็นฆราวาส และพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง งานมงคลเช่นนี้  ถ้าหลวงพ่อจำนงค์อยู่ในไทยจะเป็นงานยิ่งใหญ่ทุกปี จนได้รับขนานนามว่างานวันเจ้าสัวคือนอกจากเป็นงานวันเกิดก็เป็นงานทำบุญอุทิศให้บุรพชนที่มีอุปการคุณต่อวัด เช่น เจ้าสัวเงินผู้นำในการสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ 1

หลวงพ่อจำนงค์ เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2484 ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐมอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อพ.ศ 2504 เจริญเติบโตทั้งงานบริหารคณะสงฆ์และสมณศักดิ์ เช่น เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เจ้าคณะภาค 4-5-6-7(ธรรมยุต) และกรรมการมหาเถรสมาคม ส่วนสมณศักดิ์ก็เจริญเติบโตตามลำดับ ล่าสุด 5 ธันวาคม 2553 ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระพรหมเมธี พระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร (เจ้าคณะรอง)

ปัจจุบันทั้งตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และสมณศักดิ์กลายเป็นอดีต เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ถอดจากสมณศักดิ์ มิต้องกล่าวถึงตำแหน่งบริหารทางคณะสงฆ์ที่ถูกปลดหมดทุกอย่าง เหลือแต่ความเป็นพระภิกษุเท่านั้น ทั้งนี้เพราะทางราชการกล่าวหาท่านกับพระเถระดังๆ อีก 5-6 รูปว่า ใช้เงินหลวงผิดประเภท ซึ่งเป็นคดีอาญา

พระเถระที่ถูกกล่าวหาถูกจับและจองจำถูกบังคับให้ลาสิกขา ส่วนหลวงพ่อจำนงค์ เลือกเส้นทางตนเองหนีไปลี้ภัยอยู่เยอมนีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 จะครบ 3 ปีเต็ม แม้ว่าท่านจะอยู่ในฐานะและสภาวะเช่นไร บรรดาศิษย์ทั้งหลาย แม้จะไม่ทั้งหมดก็ยังเคารพ และรำลึกถึงเสมอ

ในโอกาสที่หลวงพ่อเจริญอายุครบ 80 ปีขอคุณพระรัตนไตร และบรรดาเทพศักดิ์สิทธิ์ในสกลจักรวาล จงปกป้องคุ้มครองหลวงพ่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดนิรันดร์กาลเทอญ

สมัชชามหาคณิสสร : มรดกชิ้นสุดท้ายของมหานิกายที่เหลืออยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/645942

วันที่ 21 ก.พ. 2564 เวลา 10:21 น.สมัชชามหาคณิสสร : มรดกชิ้นสุดท้ายของมหานิกายที่เหลืออยู่โดย อุทัย มณี

**********************

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เห็นพระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมบาลีสนามหลวง ได้ลงชื่อในคำประกาศการฝึกซ้อมอบรมพระอุปัชฌาย์ ในนาม “เลขาธิการสมัชชามหาคณิสสร” ด้วยความอยากรู้คำว่า “มหาคณิสสร” มีความเป็นมาอย่างไร องค์กรนี้ใครจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไร และบทบาทปัจจุบันทำอะไรบ้าง จึงไปสืบค้นและสอบถามจากผู้รู้หลายท่าน

ความเป็นมาของ “มหาคณิสสร”  น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแฝงด้วยการชิงเหลี่ยมอิงการเมืองระหว่างคณะสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย แต่เบื้องต้นเพื่อให้เข้าใจศัพท์ว่า “มหาคณิสสร” ผู้เขียนขออ้างอิงคำแปลของ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ย่อ ๆ ว่า

มหาคณ + อิสสร = มหาคณิสสร แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะใหญ่” = มีคณะใหญ่ แล้วก็มีผู้มาเป็นใหญ่เหนือคณะใหญ่นั้น (คณะธรรมยุตมีแค่เจ้าคณะใหญ่) และ “มัชชามหาคณิสสร” คือ คณะกรรมการบริหารงานคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายของพระภิกษุสงฆ์ไทย

ให้ตั้งข้อสังเกต 2 ความหมายนี้ คือ มหาคณิสสร แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะใหญ่” และ “มัชชามหาคณิสสร” คือ คณะกรรมการบริหารงานคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายของพระภิกษุสงฆ์ไทย

สมัชชามหาคณิสสร ตั้งขึ้นโดย “สมเด็จป๋า” หรือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จากการสอบถามผู้รู้ เล่าว่า การเกิดขึ้นของสมัชชามหาคณิสสร เป็นพระดำริของสมเด็จป๋า เพื่อตอบโต้คณะธรรมยุติกนิกายในยุคนั้นที่พยายามจะเข้ามาครอบงำคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายผ่าน พ.ร.บ.2505 และรูปแบบการบวช

ก่อตัวขึ้นของสมัชชามหาคณิศร จึงเป็นอีกหนึ่งความพายามของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ต้องการแก้ปัญหา และต้องการจะสลัดออกมาจากการครอบงำ ถูกกลืนกิน โดยตั้งเป็นมติสงฆ์ฝ่ายมหานิกายว่า การบวชของฝ่ายมหานิกายให้ใช้รูปแบบของการบวชแบบ อุกาสะ ซึ่งเป็นการบวชแบบดั้งเดิม นัยหนึ่งก็เป็นฐานรักษาฝ่ายมหานิกายเอาไว้ไม่ให้สาบสูญ แต่อีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำ

เพราะตั้งแต่ครั้งเกิดคดีความพระพิมลธรรม (อาจ อาภสเถร ) เป็นต้นมา ก็มีความพยายามในการรุกคืบที่จะให้ มหานิกายยกเลิก “บวชแบบอุกาสะ” ให้หมด ซึ่งมีหลายวัดฝ่ายมหานิกาย ที่เปลี่ยนรูปแบบการบวชแบบคณะธรรมยุตคือแบบ “เอสาหัง” จึงเป็นที่มาของการตั้งสมัชชามหาคณิศรขึ้นมา เพื่อรักษาการบวชแบบมหานิกายเอาไว้

แต่เนื่องจากสมเด็จป๋าตอนนั้นพระองค์ดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” จะจัดประชุมที่วัดโพธิ์ ก็คงไม่เหมาะสม จึงให้ไปจัดประชุมเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ที่วัดสระเกศแทน

สุดท้ายคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายตั้งแต่ระดับเจ้าคณะหนใหญ่ เจ้าคณะภาค จึงมีมติร่วมกันว่า จะตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ขึ้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2516 และสมเด็จป๋า สมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นชอบในอีกวันถัดมาคือวันที่ 26 มีนาคม 2516 และถือเอาวันนี้เป็นวันก่อตั้งสมัชชามหาคณิสสร ปัจจุบันมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ เป็นประธานสมัชชามหาคณิสสร และมีพระพรหมโมลี เป็นเลขาธิการ”

บทบาทปัจจุบันของสมัชชามหาคณิสสรไม่มีอะไรนอกจาก“จัดอบรมพระอุปัชฌาย์” ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

การเกิดขึ้นของสมัชชามหาคณิสสร แต่อีกนัยหนึ่งในคณะธรรมยุตเองท่านก็มี เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มหานิกายจึงตั้ง “ประธานสมัชชามหาคณิสสร” บ้าง

และทั้งคณะธรรมยุตเขาก็มี “ระเบียบบริหารวัดธรรมยุต พ.ศ.2500” คณะสงฆ์มหานิกายยุคนั้นก็มี “ระเบียบบริหารสมัชชามหาคณิสสร” ขึ้นมา มีโครงสร้างทั้งฝ่ายปกครอง การศึกษา เผยแผ่  สาธารณูปการ ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายอธิกรณ์ 

ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ถือว่า เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่จะเข้ามาอุปถัมภ์ดูแลคณะสงฆ์เป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ทั้ง 2 ฝ่ายต้องปฎิบัติตามบ้านเมืองเท่านั้น

ยุคก่อนการชิงไหวชิงพลิบระหว่างคณะสงฆ์ 2 นิกายค่อนข้างเข้มข้น การได้มาซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ถือว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายมหานิกาย

การสูญเสีย พ.ร.บ.คณะสงฆ์  2484 และการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 รวมทั้งการที่พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับติดคุก ถือว่าเป็นความเพลี่ยงพล้ำของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

การก่อตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ในปี 2516 จึงนับได้ว่าเป็นการรวมตัวของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่ต้องการจะ “ปลดแอก” จากการครอบงำของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ที่พยายามรุกคืบด้วย “วิธีบวชแบบเอสาหัง”

และตอนนี้ “สมัชชามหาคณิสสร” ที่พระผู้ใหญ่ฝ่ายมหานิกายหาญกล้าท้าทายอำนาจ รวมตัวกันก่อตั้งขึ้นน่าจะเป็น “มรดก” ชิ้นเดียวของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่ยังหลงเหลืออยู่

ส่วนสีจีวรและรูปแบบการห่มผ้า..หลายปีมานี้ลูกผีลูกคน???

คณะสงฆ์ “ถูกปฎิรูป” แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/644705

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 09:47 น.คณะสงฆ์ “ถูกปฎิรูป” แล้วโดย อุทัย มณี

************************

การเปลี่ยนแปลงระบบการสถาปนา “สมณศักดิ์” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมุมมองของผู้เขียนถือว่าคณะสงฆ์ “ถูกปฎิรูปแล้ว”

การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ว่าด้วยการแต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จนถึงเจ้าอาวาสพระรามหลวงยุคนี้ ผู้เขียนถือว่าคณะสงฆ์ “ถูกปฎิรูปแล้ว”

สัญญาณทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดขึ้นจากสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะ ทรงเป็นพุทธมามก และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก

การถวายสถาปนาสมณศักดิ์ในรัชกาลปัจจุบัน “ทรงเลือก” เป็นเฉพาะรายบุคคล ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็น “พระราชอำนาจ” โดยชอบธรรม

ความจริงระบบ “สมณศักดิ์” คือ “ความเชื่อมโยง” ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันสงฆ์อันมีนัยสำคัญ

ช่วงหลัง ๆ ระบบสมณศักดิ์ มีพระภิกษุบางรูป ฆราวาสลูกศิษย์บางรายก่อให้เกิดขบวน “การวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก ”

พระสุปฎิปันโน พระภิกษุที่ทำงานอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา ถูกละเลย ถูกทอดทิ้ง

เพื่อทราบถึง พระเนตร พระกรรณ จึงพอเดาได้ว่า การถวายสถาปนา สมณศักดิ์ดังปรากฏอยู่ในรัชกาลปัจจุบันเพื่อ แก้ไข “ปัญหาเหล่า” นี้

แม้แต่ตำแหน่งทางปกครองของคณะสงฆ์..แม้ปัจจุบันจะยังไม่เข้ารูปเข้ารอย แต่คาดว่า..เร็ว ๆนี้อาจมีการแต่งตั้ง เพื่อให้เข้ารูปเข้ารอยหา “ตัวจริง” โดยเฉพาะตำแหน่ง “เจ้าคณะภาค” ที่มีการรักษาการมาอันยาวนาน

มีข่าววงในว่า ที่ประชุม “มหาเถรสมาคม” มีการพูดคุยเรื่องนี้ 2-3 นัยสำคัญ คือ

หนึ่ง กรรมการมหาเถรสมาคม…ต้องไม่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค

สอง เจ้าคณะภาคต้องอยู่ในภาคของตนเอง..เว้น

สาม คือในภาคไม่มีพระภิกษุสมณศักดิ์ระดับ “ชั้นราช” ต้องคงไว้ให้พระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ชั้นราชในส่วนกลาง

และแนวนี้ต้องปฎิบัติทั้งมหานิกาย -ธรรมยุติกนิกาย โปรดรอฟัง

หากเป็นจริงดังข่าวแว่วที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองถือว่า “คณะสงฆ์ถูกปฎิรูป” ขึ้นอีกขั้น เพื่อกระจายอำนาจการปกครองสู่ภูมิภาค

จากเดิมทั้งเจ้าคณะหนใหญ่ เจ้าคณะภาค กองอยู่แต่ในส่วนกลาง บางวัดมีทั้งเจ้าคณะหนใหญ่ ทั้งเจ้าคณะภาค บางวัดมีเจ้าคณะหนใหญ่สองรูปด้วยซ้ำไป

คนทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ในภูมิภาค ซึ่งเป็น มดงานจริง ๆ เกิด “น้อยเนื้อต่ำใจ”

ความจริงเรื่องนี้ก็..อยากให้ทราบถึงพระเนตร พระกรรณด้วย

ภาพ :สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เจ้าคุณสุทัศน์ : พระผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งวงการศึกษาบาลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/644103

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 11:09 น.เจ้าคุณสุทัศน์ : พระผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งวงการศึกษาบาลีโดย อุทัย มณี

********************

เจ้าคุณสุทัศน์หรือพระธรรมราชานุวัตร เจ้าสำนักเรียนบาลีวัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพมหานคร ส่งคลิปวีดีทัศน์มาให้ชม 2 คลิป คลิปหนึ่งเป็นรายการเจาะใจและอีกคลิปหนึ่ง เป็นคลิปผลิตโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

จุดเด่นที่สื่อให้ความสนใจของสำนักเรียนบาลีวัดแห่งนี้เพราะเป็นสำนักเรียนที่มีนักเรียนอยู่แบบคับแคบแออัดอัตคัดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นสำนักเรียนที่นักเรียนต้องกางเต็นท์อยู่ และมีจุดเด่นคือสำนักเรียนแห่งนี้เป็น “สำนักเรียนบาลีที่มีนักเรียนสอบได้อันดับหนึ่ง” ของประเทศไทย มีชื่อเสียงที่นักเรียนบาลีทุกรูปอยากจะมาอาศัย

วัดโมลีโลกยารามเดิมเหมือน “วัดร้างและวัดที่ถูกลืม” จริง ๆ  ยุคก่อนปี 40 ผู้เขียนเป็นสามเณรอยู่วัดอรุณราชวรารามติดกับวัดโมลี เคยไปหาพระเพื่อนอยู่บ่อยครั้ง

แต่หลังปี 2540 อดีตพระพรหมกวี ต้นตำรับหนังสือราชการของพระ “วิทยาพระสังฆาธิการ” ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของเจ้าคุณสุทัศน์ย้ายมาจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโมลี พร้อมกับเจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลีแห่งนี้ก็ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะ “การศึกษาบาลี”

ผู้เขียนรู้จักกับเจ้าคุณสุทัศน์แบบผิวเผินผ่านเจ้าคุณขวัญหรือ พระศรีสุทธิเวที เลขานุการเจ้าคณะภาค 9 วัดอรุณราชวราราม  ผู้ซึ่งเป็นพระอาจารย์ และซึ่งเป็นกัลยาณมิตรกับเจ้าคุณสุทัศน์อีกที

หลังจากสึกออกมาเคยตามเจ้าคุณขวัญไปวัดโมลี 2 ครั้ง ไปถวายภัตตาหารเลี้ยงเพลพระเณร เจ้าคุณสุทัศน์ ท่านชวนให้หาสามเณรมอญมาเรียนที่วัดโมลีโลกยาราม

หรือแม้กระทั้งเคยเจอท่านที่สนามบินย่างกุ้ง ตอนที่ผู้เขียนไปพาคณาจารย์จาก มจร ไปเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยสงฆ์มอญ เล่าให้ท่านฟังคร่าว ๆ ระบบการศึกษาพระสงฆ์มอญสอบบาลีที่มีสนามสอบแห่งเดียวมีพระเณรสอบเกือบ 2 พันรูป จุดศูนย์อยู่ที่รัฐมอญ เมืองเมาะละเหม่ง ประเทศเมียนมา

เจ้าคุณสุทัศน์ก็สนใจที่อยากจะมาดูการสอบและอุปถัมภ์การสอบ ตั้งใจว่าอยากจะชวนท่านไปดูการสอบบาลีของคณะสงฆ์รามัญนิกาย..แต่เกิดวิกฤติโควิดเสียก่อน

พระธรรมราชานุวัตร

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยพบท่านอีกเลย ส่วนใหญ่ติดตามข่าวของท่านจากเพจของวัด พร้อมทั้งเสนอข่าวสารของวัดผ่านเว็บข่าว thebuddh.com และเขียนบทความผ่านคอลัมน์นิสต์บ้างในบางโอกาส

ปัจจุบันการหาสามเณรและพระภิกษุมาเรียนบาลีเป็นเรื่องใหญ่สำคัญสำนักเรียนต่าง ๆ บางสำนักต้องยุบตัวลง  โดยเฉพาะวัดต่างจังหวัด

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์จัดบวชสามเณรชาติพันธุ์มอญ 2 -3 ปี ขนาดเชิญชวนให้ทุนการศึกษาจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยคและปริญญาตรี ก็ยังหาคนมาบวชเรียนยาก

การที่สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม เจริญและเติบโตได้แบบนี้ ต้องมีดี เท่าที่เห็นตอนนี้คือ เจ้าสำนักเรียนเจ้าคุณสุทัศน์ ท่านมีความตั้งใจดี เพราะสอนเอง ดูแลเอง กำกับเอง จึงผงาดเป็นเจ้ายุทธจักร..ในวงการศึกษาบาลี

พระพรหมกวี

ซ้ำได้องค์ผู้อุปถัมภ์ดีคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงองค์รัชกาลที่ 10, พลตรีหญิงเจ้าคุณพระสินีนาฏพิลาสกัลยาณี ,พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา และครอบครัว,กองทัพเรือ รวมทั้งคหบดี บริษัทห้างร้านต่าง ๆ

ซึ่งถือว่าได้ทำบุญกับ “ผู้เป็นเหน่อเนื้อแห่งนาบุญและผู้เป็นเหล่าก่อแห่งสมณโคดมอย่างแท้จริง”ฟังจากเจ้าคุณสุทัศน์เป้าหมายของท่าน ไม่มีอะไรมาก แค่ต้องการให้พระภิกษุ-สามเณรเหล่านี้เป็นพระสังฆาธิการ เป็นอาจารย์กลับไปสอนในวัดตนเองหรือกลับไปพัฒนาบ้านเกิด หรือเป็นแบบไหนก็ได้ที่ช่วยพระศาสนาและสังคมได้

เป้าหมายของเจ้าคุณสุทัศน์ ท่านมองแบบพระภิกษุ แต่ในฐานะผู้เขียนเคยผ่านตรงจุดนั้นมา และมีประสบการณ์อยู่นอกวัดมานับสิบปี

อยากเห็น..การก้าวหน้าของผู้จบเปรียญธรรม 9 ประโยคบ้างทั้งทางโลกและทางธรรม หมายความว่า อยู่เป็นพระภิกษุก็มีงานรองรับ ออกมาข้างนอกก็มีงานรับรอง มิใช่จบมาไม่มีงานรองรับ..สึกลาเพศออกมาก็ว้าเหว่

เพิ่งเห็นปีนี้วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส ของมหาจุฬา ฯ นำคนจบประโยค 9 มาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ผู้เขียนแค่ฝันอยากเห็นพวกประโยค 9 จบมามีงานของคณะสงฆ์รองรับตามภารกิจ 6 ด้าน หรือมีทุนศึกษาต่อจริง ๆ

สงสัยต้องรอให้เจ้าคุณสุทัศน์หรือพระธรรมราชานุวัตร ต้องเข้าไปมีบทบาทอยู่ในกองธรรมบาลีและในมหาเถรสมาคมอีกทาง..

โชคดี !! เราไม่มีกระทรวงพระพุทธศาสนา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/643482

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 10:34 น.โชคดี !! เราไม่มีกระทรวงพระพุทธศาสนา”โดย อุทัย มณี

********************

หลายวันก่อนนั่งสนทนากับพระคุณเจ้า 2 -3 รูป ถึงบทบาทสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกิจการคณะสงฆ์ในปัจจุบัน

รูปหนึ่งพูดออกเปรย ๆว่า “โชดดีแล้ว ที่เราไม่มีกระทรวงพระพุทธศาสนา” ส่วนอีกรูป พูดตรง ๆ ว่า “แค่สำนักงานพุทธ ฯ ทุกวันนี้ก็แทบมองหน้ากันไม่ติด ยึดแต่กฎหมาย มุ่งจ้องแต่ควบคุมพระ..”

ทำให้นึกถึงคำพูดของนักวิชาการท่านหากจำไม่ผิดชื่อ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ยุคก่อนปี 2545 เคยปรารภกับกลุ่มเรียกร้องกระทรวงพระพุทธศาสนาว่า “พวกพระคุณเจ้าจะให้เอาระบบข้าราชการซึ่งเป็นฆราวาส มาใช้กับคณะสงฆ์ทำไม หมายความว่า จะให้ฆราวาสคนหัวดำ มาปกครองพระได้อย่างไร..”

แน่นอนยุคนั้นบรรดาชาวพุทธสุดโต่งที่เรียกร้องพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็ดี กระทรวงพระพุทธศาสนาก็ดี  “ยั่วและด่าทอตอบโต้” นักวิชาการท่านนี้ต่าง ๆ นานา

วันนี้พระสงฆ์และฆราวาสหลายคน “คงรู้ซึ้งเห็นใจ ต่อบทบาทสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” แล้ว

คงเห็น “สัจธรรม” และระบบ “ราชการในเมืองไทย” แล้ว และหลายรูปถอยไม่เรียกร้องให้ตั้ง “กระทรวงพระพุทธศาสนา” แล้ว

เมื่อหลายปีก่อนในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี่แหละ มีข่าวร่ำลือว่า มีรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งต้องการจะ “ยุบสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ” ไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม โดย “ควบสำนักงานพุทธ และกรมการศาสนา” รวมกัน

เนื่องด้วยภารกิจ “ทับซ้อน” ตอนหลังแนวคิดนี้ไม่มีคนสานต่อ เมื่อรองนายกรัฐมนตรีท่านนี้ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

และหากย้อนกลับไปยุคสมัยอธิบดีชื่อ ปรีชา กันธิยะ เป็นอธิบดีกรมการศาสนา ก็เคยมีปัญหาขัดใจกันมาแล้ว ระหว่างสำนักงานพุทธกับกรมการศาสนา ตอนที่กรมการศาสนาต้องการตั้ง “สภาชาวพุทธ” ขึ้น

ชาวพุทธในเมืองไทยทั้งคณะสงฆ์และฆราวาส “น่าสงสาร” ส่งเสียงร้องอะไรก็ไม่ได้ จะผลักดันกฎหมายอะไรก็ไม่มีเสียงตอบรับจากชนชั้นอำนาจ ถูกควบคุมและให้อยู่ภายใต้อาณัติอยู่ร่ำไป

ตอนนี้คณะกรรมาธิการเสนอร่างกฎหมายไปถึงรัฐบาล หลายฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชน, ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา,ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย หรือแม้กระทั้งร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน ..

หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่มีผู้รับสาย ไม่มีเสียงตอบรับ

ในขณะที่พึ่งของชาวพุทธอย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ…ก็ไม่มีคำตอบให้

แล้วแบบนี้พวกเราชาวพุทธจะไปลุกขึ้นเรียกร้องกระทรวงพระพุทธศาสนาทำไม

จะไปเรียกร้องพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเพื่ออะไร

ใครทราบตอบที !!