พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636428

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่ากรมการพัฒนาชุมชนถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้เงินบำรุงพระพุทธศาสนา กว่า 4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2563 ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัดต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.)กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,209,805 บาท ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้ากองกฐินเพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม “ลมาอมบุญนิธิ” ที่สร้างมานานเกือบร้อยปี ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก

สำหรับ ประวัติและความเป็นมาของ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุตนิกาย เดิมชื่อวัดเสื่อ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาพร้อมพระราชวังจันทรเกษม ที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกในยามเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา ตัววัดสร้างขึ้นด้านหลังเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมและได้กลายเป็นวัดร้างไปคู่กันเมื่อกรุงศรีแตกใน พ.ศ. 2310 จวบจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษและโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นประธานในการบูรณะวัดเสื่อจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2406 โดยพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่าวัดเสนาสน์แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายธรรมยุตนิกาย สถาปัตยกรรมงดงามภายในวัดที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยา หน้าบันไม้แกะสลักปิดทอง มีพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปพระมหามงกุฏ บ่งบอกว่าพระองค์เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมและภาพพระราชพิธีเดือนสิบสองที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระประธานในพระอุโบสถ คือ พระสัมพุทธมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยลงรักปิดทองศิลปะสมัยอยุธยา ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้วยอดพระมหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษรขอมจารึกไว้

ถัดมาคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสมัยอยุธยาที่นำศิลามาเรียงต่อกันแล้วแกะสลักยาว 14.2 เมตร ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มาจากวัดมหาธาตุ และยังมีพระวิหารพระอินทร์แปลง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด 5 ห้อง กว้าง 2.5 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบหน้าบันและเครื่องประดับเป็นปูนปั้น มีประตูด้านหน้า 2 ประตู ตอนกลางระหว่างประตูมีหน้าต่าง 1 บาน หน้าต่างด้านข้างด้านละ 4 บาน บานสุดท้ายทางด้านหลังทำเป็นประตูออกข้างผนังด้านหลังติดต่อกับวิหารพระพุทธไสยาสน์ จึงเป็นผนังทึบด้านหน้ามีมุข สร้างสกัดหน้า ทำช่องซุ้มโค้งเป็นประตูหน้าต่าง ทุกซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นถอดพิมพ์ บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนสีลายทวารบาล พื้นปูหินอ่อน ยกพื้นขึ้นเป็นอาสนสงฆ์ เพดานปิดทองลายฉลุ รูปดาวล้อมเดือน ตรงกลางผนังด้านหลังสร้างเป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ตอนหน้าของห้องสร้างเรือนแก้ว ประดิษฐาน “พระอินทร์แปลง” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง หล่อด้วยโลหะสำริดปางมารวิชัย และพระสาวกยืนถวายสักการะอยู่ทั้ง 2 ข้าง สามารถเดินชมเสนาสนะและงานพุทธศิลป์ต่าง ๆ ได้ทั่วบริเวณวัด เช่น ซุ้มศรีมหาโพธิ์ ธรรมาสน์หินปิดทอง 2 แท่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังตำนานพระอินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิถีชีวิตผู้คนวัดในสมัยรัชกาลที่ 4

ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต) มี พระเทพมงคลโสภณ (โสภณ ปญฺญาโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพมงคลโสภณ โกศลวิหารกิจ นิวิฐธรรมสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วัดเสนาสนารามเป็นคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636391

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:05 น.คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้าโดย อุทัย มณี    

****************

ผู้เขียนเคยเขียนเตือนในขณะที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังกรุ่น ๆ อยู่แล้วว่าระวัง วัฒนธรรมสองขั้วปะทะสองความคิด คือ ความคิดของคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่มองว่า วิกฤติความคิดวัฒนธรรมกำลังถูกท้าทาย หนึ่ง คนรุ่นใหม่ กำลังหมดศรัทธากับวัฒนธรรมแบบเดิมของไทย สองคนรุ่นเก่า มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังทำลาย สิ่งที่มีอยู่เดิมของสังคมไทย

สุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ถูกสอนให้เชื่อในความดี และ การเห็นแบบอย่างที่ดีของคนที่สังคมประทับตราให้ว่าเป็นคนดี เราจึงมีแบบอย่างที่ดีให้เจริญรอยตามตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงภักดีทั้งในสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์

ผู้เขียน“มาจากคนยากจนชีวิตติดลบ”เรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ก่อตั้งริเริ่มและผลักดันโดย “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามป่าเขา ถิ่นทุรกันดาร รสชาติความอดอยาก ความหิวโหย ในยุคผู้เขียนเป็นเด็กคนเมืองไม่เคยรับรู้

ทุกปีในเทศกาลวันเด็กซึ่งมีของเล่นและเสื้อผ้ามือสอง วันนั้นคือ วันที่พวกเรามีเสื้อผ้าใหม่ใส่กัน ชื่อที่ปักไว้บนเสื้อที่พวกเราสวมใส่ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนสวมใส่ตรงกับตัวจริงสักคน

หลังสมเด็จย่าสวรรคต “สมเด็จพระเทพฯ” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระองค์ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด จากสมเด็จย่า เจริญรอยตามดูแลเยี่ยมชมโรงเรียน ตชด.ทั่วประเทศ

ด้วยพระบารมีของพระองค์ ปัจจุบันโรงเรียน ตชด.ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งทุนให้นักเรียนได้ศึกษาต่อทั้งการรับราชการเป็นครุทายาทพระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้พวกเรา

อันนี้คือ พระคุณที่ผู้เขียนได้รับจากสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังจบประถม 6 บวชเรียนเร่ร่อนอยู่หลายวัดหลายจังหวัด สุดท้าย มาอยู่วัดอรุณราชวรารามและวัดสังกระจายวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ทั้งสองวัดก็เป็นวัดหลวง อยู่ภายในการอุปถัมภ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก้าวแรกที่เหยียบบนพื้นหินอ่อนก็เป็นสถาบันที่สถาปนาโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ องค์รัชกาลที่ 5

หากไม่มีพระองค์ท่านที่ทรงเห็นคุณค่าของพระภิกษุ-สามเณร เด็กยากจนขาดโอกาสแบบผู้เขียน ทุกวันนี้ก็คงไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้เขียนจึงภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา มีอยู่ มีกินทุกวันนี้ ก็เพราะทั้งสองสถาบันแห่งนี้มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริม

ส่วนใครจะคิดอย่างไรถือว่าเป็นสิทธิ ไม่โกรธหรือต่อว่ากัน เพราะสิ่งที่ได้รับไม่เหมือนกัน

และคิดว่า เรื่องราวที่บานปลายทุกวันนี้ คนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ต้องหัดปล่อยวางและโทษตัวเองให้เป็นบ้าง..มองคนรุ่นใหม่แบบลูกหลาน ที่จะต้องรับภาระนำพาประเทศชาตินี้ต่อไป

ขอบคุณภาพ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635388

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 18:53 น.มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้วโดย สมาน สุดโต

***************

งานจุลกฐิน ประเพณีที่หาคนประกอบการได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่กำลังความสามัคคีของชุมชนที่มีเวลาทำงานเพียง 1 วัน และการวางแผนงานที่ต้องติดตามใกล้ชิดเป็นเดือน แต่ได้เกิดขึ้นแล้วที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ตำบลตู อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2563  เพราะได้ผู้นำ ผู้อุปถัมภฺ์และคนวางแผนที่ดี ประกอบกับชุมชนสามัคคี

วัดพระธรรมวรนายกโนนแต้ว อายุ 12 ปี สร้างในนามพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา บนที่ดินที่เคยเป็นป่าช้ามาก่อน ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์จุลกฐิน คือ มูลนิธิวีระภุชงค์ ที่วินัย วีระภุชงค์ เป็นประธาน ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มี สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยสมาชิกชมรมอีกจำนวนหนึ่ง

สุภะชัย วีระภุชงค์ นักธุรกิจระดับอินเตอร์ ที่ไม่เคยละเลยพระพุทธศาสนา นอกจากเรียนรู้พระธรรมคำสอนแล้วยังเป็นนักปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ได้กล่าวว่า ขมรมโพธิคยา อุปถัมภ์งานจุลกฐิน เพราะต้องการสานเจตนารมณฺ์หลวงพ่อพระธรรมวรนายก ที่ต้องการรักษาโบราณประเพณีไม่ให้สูญหาย และได้รับความร่วมมือจาก ดร.สายพุทธศาสนา 2 สาว คือ ดร.อัจ และ ดร.โอ ช่วยวางแผนตั้งแต่หาพันธุ์ฝ้ายมาปลูกเป็นต้น

ดร.อัจฉราวดี กล่าวว่า การได้พันธุ์ฝ้ายมาปลูกที่โนนแต้ว บนพื้นที่ 1 งานเศษ ก็ได้รับความอุปถัมภ์จากผู้มีประสบการณ์ โดยมอบเมล็ดพันธุ์ที่ให้ปุยฝ้ายเป็นสีกรัก นำมาปลูกในวันวิสาขบูชา เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน 2563 และนำมาใช้ในการทำพิธีจุลกฐินวันที่ 11-12 ตุลาคม

งานจุลกฐินที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 วัน เริ่มนับเมื่อนำปุยฝ้ายมาผ่านกรรมพิธีต่างๆ เช่น หีบฝ้าย ดีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ทำเป็นเส้นด้ายแล้วนำเข้ากี่เพื่อทอเป็นผ้าผืน เพื่อไปตัดเป็นจีวร สังฆาฏิ หรือ ผ้าสบง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อถวายเป็นผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผืนผ้านั้น เป็นอุปกรณ์โบราณที่คนในชนบทสมัยก่อนใช้ในการทอผ้าใช้เอง ใครที่ได้เห็นก็พากันอัศจรรย์ เช่น เครื่องปั่นด้าย ที่มหาตมะคานธี ใช้จนเป็นโลโก้ ประจำตัวมหาบุรุษท่านนี้ คนไทยโบราณก็ใช้เป็นเรื่องปกติ

พระธรรมวรนายก ประธานสงฆ์กล่าวว่า คำว่ายุ่งเหมือนจุลกฐินนั้น นำมาใช้ที่วัดโนนแต้วไม่ได้ เพราะที่นี่ชุมชนมีความสามัคคี มีจิตอาสา ทำงานตามหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ทุกอย่างจึงราบรื่น เป็นไปตามเจตนารมณ์ ท่านเห็นแล้วมีความพึงพอใจถึง 90%  ส่วนบริวารกฐิน หรือปัจจัยถวายวัดนั้น สถาบันโพธิคยา พร้อมทั้งสมาชิกมูลนิธิวีระภุชงค์ รวบรวมได้ 2 ล้านบาทเศษ ได้ถวายสงฆ์ ซึ่งทางวัดจะนำไปใช้ในการถก่อสร้างเสนาสนะที่ขาดเหลือต่อไป

งานอัศจรรย์จุลกฐินครั้งแรกที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ปักธงชัยสำเร็จเสร็จเรีบยร้อยลุล่วงลงด้วยดี ซึ่งได้รับการอนุโมทนาจากทุกฝ่าย….สาธุ

สมเด็จพระสังฆราชบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณร.9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635365

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 14:33 น.สมเด็จพระสังฆราชบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณร.9สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานสงฆ์นำประชาชนบำเพ็ญกุศลเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมรับผ้าป่าสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย”ตามพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นประธานสงฆ์รับผ้าป่าสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” ตามพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โอกาสนี้ทรงมีพระดำรัสความว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ตั้งแต่พุทธศักราช 2489 ตราบจนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อีกทั้งทรงพระวิริยะ อุตสาหะปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ หยาดพระเสโทอันเกิดจากการที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อประชาชน เปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมผืนแผ่นดินและจิตใจของพสกนิกรให้ได้รับความร่มเย็น ตลอดจนทุกคราที่ชาติบ้านเมืองประสบความทุกข์ยากจากวิกฤตภัยต่างๆ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานแนวทางเพื่อคลี่คลายขจัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปด้วยดี นำความผาสุกมาสู่ประเทศและอาณาประชาราษฎร์โดยถ้วนหน้า”

ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นำคณะผู้บริหารข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมทอดผ้าป่าการศึกษาสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” และทำบุญใส่บาตรพระภิกษุ 50 รูปร่วมกับประชาชนจำนวนมากณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหมดจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยการ “ปฏิบัติบูชา” ตามคำพ่อสอน ด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี รักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาขน สนองพระมหากรุณาธิคุณตลอดไป และ ตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ กรมการพัฒนาชุมชนขอเชิญชวนให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นปฏิบัติบูชาถวายแด่พ่อของแผ่นดิน

หุ่นพยนต์ อ.ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ จ.พระนครศรีอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635255

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 21:58 น.หุ่นพยนต์ อ.ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ จ.พระนครศรีอยุธยาโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com       

*******************************

วันนี้มาชมเครื่องรางอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมากเช่นกันนั่นคือหุ่นพยนต์ เป็นการจัดสร้างหุ่นจำลองรูปคนโดยครูบาอาจารย์ผู้มีวิชาอาคม และยังถือได้ว่าเป็นเครื่องรางหุ่นพยนต์อันดับต้นของวงการเครื่องรางในทุกวันนี้ มาชมหุ่นพยนต์ของ อาจารย์ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ อยุธยากันครับ

การสร้างหุ่นพยนต์นั้นเป็นความเชื่อในทางไสยศาสตร์มาแต่โบราณวัสดุที่ใช้ในการสร้างมีหลายชนิดเช่น ก้านใบลาน หญ้าแพรก ไม้ไผ่ และขี้ผึ้งมาปั้นเป็นหุ่น เป็นต้น

หุ่นพยนต์ตนนี้ผ่านการชุบรักมา มีร่องรอยผ่านการใช้งาน ผ่านการสัมผัสมา ปรากฏความเก่าของน้ำรักที่แห้งแบบมีเสน่ห์ ว่าเก่าถึงยุคท่านแน่นอนครับ

อาจมีคำถามว่า หุ่นพยนต์ส่วนใหญ่ของอาจารย์ลอย มักจะไม่มีการชุบรัก เพราะเมื่อท่านสร้างแล้วก็จะใส่กรอบพลาสติคให้ แต่สำหรับองค์นี้น่าเชื่อได้ว่าเป็นการสร้างในยุคแรกของท่าน เจ้าของคงนำมาชุบรักเพื่อรักษาหุ่นไว้ กลับกลายเป็นจุดพิจารณาอย่างหนึ่งว่าน้ำรักนั้นเก่าได้อายุการสร้างครับ

ด้านโครงสร้างของหุ่น เส้นลานที่นำมาสานเป็นหุ่นมีความเสมอกัน ทั้งในส่วนของแนวตั้งและในส่วนของแนวนอนเส้นลานที่นำมาสานก็มีขนาดเท่ากัน มีความกลมมนน่ารัก ด้านลำตัวของหุ่นก็มี 6 ปล้องตามแบบมาตรฐานหุ่นยนต์อาจารย์ลอยครับ

มีบันทึกถึงวิธีการสร้างหุ่นพยนต์โดยสรุปจาก อาจารย์มโนมัย อัศวธีระนันท์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องกรุงเก่าและท่านมีรูปหุ่นพยนต์ของอาจารย์ลอย ที่ถ่ายเก็บเอาไว้มากที่สุดว่า หุ่นพยนต์อาจารย์ลอย น่าจะจัดสร้างจากก้านลาน เพราะมีความเหนียวมีความยืดหยุ่นสูง เป็นคุณลักษณะของก้านลานที่ว่า หากมีรอยปริแตกก็จะแตกออกเป็นเส้นแยกออกไปไม่ได้เป็นขุย และมีขนาดเล็กเหมาะที่จะผูกทำหุ่นมากกว่าไม้ไผ่ที่ต้องมานั่งเหลา  อีกทั้งหุ่นบางตัวจะมีการต่อเส้นหรือขึ้นเส้นใหม่แสดงว่าวัสดุที่นำมาใช้มีความยาวจำกัด

การนำก้านลานมาสาน เริ่มจากเจาะแผ่นสังกะสี หรือฝากระป๋องนมให้เป็นรู และสอดวัสดุเข้าไป ดึงรูดออกมาให้คมของรูกระป๋องนมหรือสังกะสี รูดบังคับให้ไม้หรือก้านลานมีขนาดเท่ากันทั้งเส้น เมื่อนำก้านลานที่ผ่านกรรมวิธี รูดผ่านรูสังกะสีที่ว่านี้มาสานเป็นหุ่น แนวสานตามขวางทุก ๆ แนวต้องมีขนาดเท่ากันทั้งเส้น วัสดุที่ผ่านการรูดนี้ จะมีลักษณะมนน้อย ๆ เทียบให้เห็นภาพก็คือลักษณะเหมือนหลอดกาแฟผ่าครึ่ง เนื่องจากถูกขอบรูสังกะสีลบคมทั้งสองด้าน มองดูก็จะรู้สึกถึงความเหนียวแน่นได้ชัดเจน

ความกว้างของไม้ที่สานตามแนวนอนและแนวตั้งต้องมีสันฐานเท่ากัน ตรงนี้สำคัญมากเหตุเพราะเมื่อดึงผ่านรูสังกะสี จึงมีสันฐานเท่ากัน หากใช้เหลาแบบเก๊บางสำนักทำออกมา ก็จะเห็นว่าบางแถวแคบบางแถวกว้าง ทั้งนี้แนวตั้งกับแนวขวางไม่จำเป็นต้องเท่ากันเพราะใช้ไม้คนละเส้นกัน ของเก๊โดยมากมักนำไม้ไผ่มาเหลา ๆ ขอบคมเป็นสันไม่โค้งมน

ศิลปของหุ่นพยนต์จะมีหลายยุค แต่รูปแบบจะใกล้เคียงกันมาก รูปแบบของหุ่นลักษณะจากหัวไหล่ที่คอดและค่อย ๆ บานออกตรงส่วนหัว และส่วนหัวจะมีลักษณะแบบหัวหมุด ซึ่งแบบนี้จะพบมากที่สุดและเป็นมาตรฐานทางศิลปของหุ่นพยนต์ อ.ลอย

ส่วนลำตัวแนวตั้งซึ่งเป็นโครง แต่ละโครงจะเว้นช่องไฟไว้พอประมาณ หุ่นตัวนึงส่วนใหญ่ที่พบมักจะมีโครงแนวตั้งนี้อยู่ด้วยกัน 6 แถว แต่ละแถวมักจะประกอบไม้สองเส้นแทบทุกตัว และแนวนอนจะเป็นไม้เส้นเดียวสานไขว้หุ้มส่วนที่เป็นโครงเอาไว้ ทั้งนี้แนวตั้งกับแนวขวางไม่จำเป็นต้องมีความกว้างของไม้เท่ากันเพราะใช้ไม้คนละเส้นกัน

การสานหุ้มโครงลักษณะนี้ ทำให้ลำตัวของหุ่นพยนต์ มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ มักจะมีอยู่หกปล้องล้อมโครงหุ่น เป็นทรงกระบอกตั้งแต่ส่วนหัวลงมา ส่วนแขนต่อออกมาจากใต้คอ ไม้มักจะมีขนาดเท่ากับส่วนโครง จะมีอยู่ด้วยกันสามซี่สานแบบถักเปีย บางตัวจะใช้ไม้สองเส้นรวมกันเป็นหนึ่งซี่ ส่วนขาเช่นเดียวกับส่วนแขนคือมีสามซี่ แต่เท่าที่พบโดยมาก แต่ละซี่จะมีสองเส้น อาจจะเจตนาให้ส่วนขามีสัดส่วนใหญ่กว่าส่วนแขนถักไขว้เป็นเปียเช่นกัน

ด้านพุทธคุณของหุ่นพยนต์นั้น ดีทางด้านเมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย ขอสิ่งใดก็มักจะได้สมตามความปรารถนาเสมอ เหมือนมีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่กายดีที่คอยคุ้มครองเรา ที่สำคัญคือควรจะทำบุญกรวดน้ำให้แก่หุ่นพยนต์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ มีข้อห้ามคืองดถวายเหล้ายาอย่างเด็ดขาด

สำหรับบางคนที่ไม่ได้เชิญหุ่นพยนต์ติดตัวขึ้นคอ ก็สามารถวางบนพานพุ่ม ถวายน้ำ ถวายบุหรี่ เวลาจะกินข้าวก็เรียกให้หุ่นพยนต์มากินด้วยกัน เท่านั้นก็พอ

พิธีมงคลในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635129

วันที่ 09 ต.ค. 2563 เวลา 21:11 น.พิธีมงคลในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯซีพี ออลล์ จัดโครงการ”เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ครบรอบ 24 ปีนิมนต์พระเทพปฏิภาณวาทีมาเจริญพระพุทธมนต์ ตามนโยบาย มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรม

“พุทธปัญญาชมรม” โดย บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารออลล์ ออนไลน์ และเซเว่น อีเลฟเว่น จัดพิธีมงคล ในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ นิมนต์พระสงฆ์จากวัดสุทัศน์เจริญพระพุทธมนต์ เสริมมงคล ให้พนักงานและประชาชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ณ อาคารซี.พี. ทาวเวอร์ ถนนสีลม ตามนโยบาย มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาสู่ชุมชนและสังคม ตามปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารออลล์ ออนไลน์ และเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 24 ปี ของโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซีพี ออลล์ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยนิมนต์ พระเทพปฏิภาณวาที พร้อมด้วยพระสงฆ์จากวัดสุทัศนเทพวรารามร่วมเจริญพระพุทธมนต์

ด้าน นางปรางรัตน์ เกียรติทรงศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ และผู้ก่อตั้งโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” กล่าวว่า โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ จัดขึ้นทุกวันศุกร์ ณ อาคารซีพีทาวเวอร์ เป็นพิธีฉลองครบรอบ 24 ปี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยปีอื่นๆ จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่าพันคน แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้การจัดงานครั้งนี้จำเป็นต้องจำกัดผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน ผ่านการลงทะเบียนล่วงหน้า

“นอกจากนี้ในส่วนของกิจกรรมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ใจบุญทั้งหลาย ซึ่งทางบมจ.ซีพี ออลล์ จะนำเงินกฐินในครั้งนี้ ไปถวายวัดในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ยังไม่มีเจ้าภาพทอดกฐินด้วย เราควรเพิ่มบุญ เพิ่มกุศลให้กับตัวเราเอง ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิ ภาวนา ฟังธรรมะบรรยาย เพิ่มพูนสติปัญญา และเชื่อว่าบุญกุศลจะช่วยเราในโอกาสต่อๆ ไปค่ะ ถ้าท่านใดว่างและสนใจ ทุกเที่ยงวันศุกร์ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายธรรมร่วมกันได้นะคะ ณ อาคารซีพีทาวเวอร์ ชั้น 11 โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้เลย” นางปรางรัตน์กล่าว

สำหรับ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น มีประชาชนและพนักงาน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ซึ่งจัดในรูปแบบปกติใหม่ หรือ New Normal และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมทำบุญครั้งใหญ่ โดยมีพุทธปัญญาชมรมเป็นสะพานบุญในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้จัดธรรมบรรยายทุกวันศุกร์อย่างต่อเนื่องกว่าพันครั้ง โดยในแต่ละเดือนจะนิมนต์พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาเทศนาธรรม บรรยาย 3 – 4 ครั้ง และฆราวาสที่มีชื่อเสียงมาแบ่งปันประสบการณ์ธรรมะ 1 ครั้ง ซึ่งมีประชาชนและพนักงานร่วมงานไม่ต่ำกว่าครั้งละ 300 คน เป็นเสมือนพื้นที่ให้ได้ร่วมกันทำบุญ และสร้างพื้นที่ธรรมะสำหรับคนเมือง ย่านสีลม สาทร และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนพนักงานได้ร่วมฟังธรรมบรรยาย ศึกษา และน้อมนำหลักธรรมไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ซีพี ออลล์ ยังมีการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรมอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมการสอบธรรมศึกษาให้แก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนให้พนักงานได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพร้อม โดยได้ดำเนินโครงการมาจนถึง โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ สัญจร “ธรรมสู่เยาวชน” เพื่อนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปเผยแผ่สู่เยาวชนของชาติ เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีของสังคมไทยต่อไป

สำหรับ ผู้สนใจร่วมฟังธรรมบรรยายดี ๆ ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” บุคคลทั่วไปสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมฟังธรรมบรรยายในรูปแบบ New Normal จำนวน 80 ที่นั่ง ลงทะเบียนผ่าน https://forms.gle/QFeQK7FnZWsnDCmE8 เพื่อสำรองที่นั่ง หรือติดตามรับชมผ่านระบบ live สด ทุกวันศุกร์ เวลา 12:00-13:30 น. ทางช่องทาง facebook fanpage CPALL และสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ช่องทางเดียวกัน

เล่าสู่กันฟัง : สันติศึกษามหาจุฬา ฯ สอนอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635209

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 10:47 น.เล่าสู่กันฟัง : สันติศึกษามหาจุฬา ฯ สอนอะไรโดย อุทัย มณี   

****************

สัปดาห์นี้ขอใช้พื้นที่เล่าเรื่องราวที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาเอก หลักสูตรสันศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สักหน่อยว่า สันติศึกษาท่านสอนอะไร

หลักสูตรนี้เกิดขึ้นมาด้วยความร่วมมือกันระหว่างมหาจุฬา ฯ สถาบันพระปกเกล้าและสำนักงานศาลยุติธรรม เป้าหมาย ตรงตัวตามชื่อ คือสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยใช้หลักธรรมง่าย ๆ แต่ปฎิบัติยาก อย่าง “สติ” ในพระพุทธศาสนาเป็นฐานในการขับเคลื่อนสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก

ตลอดระยะเวลาที่เรียนขอสารภาพบาปเลยว่า “โดดเรียนบ่อย” เนื่องจากหลักสูตรเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดของคนทั่วไปแต่เป็นวันทำงานของผู้เขียนคือ วันเสาร์บันทึกเทปรายการภาคภาษาอังกฤษที่สถานีโทรทัศน์ของมหาจุฬา ฯ ทั้งวัน วันอาทิตย์ภาคบ่าย ก็ต้องไปผลิตรายการสดที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 อาศัยแว็บไปฟังบรรยายของ พระอาจารย์หรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยหลักสูตรสันติศึกษา ในภาคเช้าบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม ส่วนใหญ่จึงดูเทปย้อนหลังเอา แล้วก็ส่งการบ้านตามที่พระอาจารย์ท่านสั่งเอาไว้

การเรียนการสอนเน้นวิชาการ เพื่อนำไปสู่วิชาชีพ และวิชาชีวิตคือ ไม่อ่อนและแข็งจนเกินไป สอนให้คิด โดยการนำบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาเล่าสู่กันฟัง

ในด้านวิชาการ อันนี้เป็นเรื่องปกติที่จะมีอาจารย์ด้านสันติศึกษาต้องมาสอน มาบรรยาย ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส,นพ.วันชัย วัฒนศัพท์,อาจาย์ถวิลวดี บุรีกุล ,ดร.โคคม อารียา และอีกหลายท่าน

ในด้านวิชาชีพ อันนี้สำคัญตอนนี้หลักสูตรสันติศึกษา กำลังเน้นไปในการ “สร้างสันติภาพลงดิน” การสร้างความมั่นคงทางอาหาร คือ การสร้างสันติภาพภายใน มนุษย์หากมีความหิวโหย จะแสวงหาสันติสุขไม่ได้ มนุษย์หากมีความหิว ใครจะพูดอะไรก็ไม่ฟัง ยกตัวอย่าง ครั้งนี้สมัยพุทธกาล มีบุรุษคนหนึ่งมาฟังธรรม พระพุทธองค์ทรงทราบว่า บุรุษคนนี้กำลังหิว จึงให้คนจัดหาอาหารให้กินก่อนแล้วจึงเทศน์ จึงเข้าใจธรรมได้

ที่สำคัญหลายครั้งหลักสูตรนี้ได้เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเล่าประสบการณ์ ซึ่งต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีวิธีคิดด วิธีทำ ล้วนแต่ก่อให้เกิดสันติภาพภายในและภายนอกได้อย่างแท้จริง อย่างเช่น คุณโจน จันได,พระอาจารย์สังคม ธนปญฺโญ,คนเหล่านี้คือ ในโลกทุนนิยมล้วนประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาแล้วรู้ว่า มันไม่ใช่สันติภาพ มันไม่ได้มั่นคง เพื่อให้เกิดสันติสุขให้ตัวเองกับครอบครัวได้อย่างแท้จริง จึงหลีกออกจากสังคมทุนนิยมแบบคนเมืองไปทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งปัจจุบันต่างยอมรับว่า เป็นความมั่นคง และยั่งยืนในปัจจัยสี่ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้หลักสูตรนี้ยังมีเรื่องการเปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ที่ มหาจุฬา ฯ วังน้อย และเตรียมขยายไปทั่วประเทศ

สำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบหลากหลายศาสนา หลากหลายวัฒนธรรมในสังคมไทย หลักสูตรนี้ก็ได้เชิญผู้นำศาสนาต่าง ๆ มาบรรยาย มาสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบพี่เป็นน้อง บนผืนแผ่นไทย ซึ่งต่างก็ต้องการสันติสุขเหมือนกัน

เป็นเอาว่า..สัปดาห์นี้มาเล่าการเรียนหลักสูตรนี้ให้ทราบ ปลายเดือนนี้ก็จะเดินทางไปลงพื้นที่จริง ไปดูสันติภาพลงดิน ธรรมะกินได้ หากมีโอกาสจะนำมาเล่าต่อว่าไปเจออะไรมาบ้าง..

กฐินนั้นสำคัญไฉน…งานบุญใหญ่แห่งปีเริ่มแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635155

วันที่ 10 ต.ค. 2563 เวลา 12:35 น.กฐินนั้นสำคัญไฉน...งานบุญใหญ่แห่งปีเริ่มแล้วโดย…สมาน สุดโต

หลังจากออกพรรษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2563 วัดในประเทศไทยก็คึกคักเต็มไปด้วยสีสัน เนื่องด้วยประเพณีทอดกฐินที่ญาติโยมนำมาถวายตามที่แจ้งกับทางวัดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่าจองกฐิน คำว่าจองกฐิน ยังเอามาใช้ทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเราเรียกรัฐมนตรีคนนั้นว่าถูกจองกฐิน ส่วนวัดที่ไม่มีใครจองกฐิน จนกระทั่งสิ้นฤดูกาล หรือขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เรียกว่าวัดกฐินตก

ความเป็นมาของการทอดกฐินนั้น เกิดจากพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 5 รูป ที่จำพรรษาในวัดใดวัดหนึ่งจนครบ  3 เดือน หรือภาษาพระว่า ถ้วนไตรมาสให้มีสิทธิรับฐินได้

ประเภทของกฐิน จำแนกได้ดังนี้

1.กฐินหลวง หรือผ้าพระกฐินพระราชทานให้ บุคคล องค์กร หรือกระทรวง หรือกรมต่างๆ รับไปทอดยังพระอารามหลวง หรือพระราชทานให้กระทรวงการต่างประเทศ อัญเชิญไปทอดในประเทศที่มีผู้นับถือพระพุทศาสนา ที่อยู่ย่านเอเซียอาคเนย์ แม้ว่าจะไม่มีฐานะเป็นพระอารามหลวงก็ตาม แต่ที่ทำเช่นนี้ ก็เป็นพิธีทางการทูตเพื่อผูกสัมพันธไมตรีกับชาวบ้าน

2.กฐินราษฎร์ เป็นกฐินที่ชาวบ้านทั่วไปนำไปทอดถวายยังวัดนั้นๆ

3.กฐินสามัคคี คือแค่มีเจ้าภาพหลัก แล้วตั้งผู้แทนแต่ละสายหาสมาชิกมาร่วมงานบุญแล้วนำไปทอดยังวัดเป้าหมายที่จองไว้แล้ว กฐินแบบนี้เป็นที่นิยมทั่วไป เพราะมีคนร่วมบุญกุศลจำนวนมาก

4.กฐินตก คือวัดที่ไม่มีใครจองกฐิน ปัจจุบันแก้ปัญหาโดยมีเจ้าภาพจัดกองกฐินเท่าจำนวนวัดที่กฐินตก แล้วนำไปทอดที่ส่วนกลาง ให้วัดต่างๆที่กฐินตกมารับไป

5.กฐินเดาะ  คือกฐินเสียหาย ไร้อานิสงส์ เนื่องด้วยพระในวัดไปชักชวนหรือพูดเลียบเคียงให้ญาติโยมผู้มีศรัทธานำกฐินไปทอดยังวัดที่ตนจำพรรษาอยู่

6.กฐินร้อยปี เป็นเรื่องเฉพาะวัดใดวัดหนึ่งที่มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อ เช่น วัดปากน้ำ ภาษีเจริญคนศรัทธาหลวงพ่อสดมาก มาจองเป็นเจ้าภาพกฐินล่วงหน้า 500 กว่าปี

7.บริวารกฐิน ได้แก่อัฐบริขาร เช่น บาตร หรือเครื่องมือช่างสำหรับซ่อมแซมเสนาสนะ และบริวารกฐินเวลานี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการทอดฐินคือปัจจัยที่ถวายพร้อมองค์กฐิน  เพราะทางวัดหวัง จะได้ปัจจัยเป็นกอบเป็นกำเพื่อสร้างโบสถ์วิหาร หรือศาลาการเปรียญ?ให้เรียบร้อยสมบูรณ์

8.จุลกฐิน เป็นงานเร่งด่วนนานๆ จะมีวัดหรือชุมชนใจถึงจัดขึ้นสักทีหนึ่ง เพราะยุ่งและเร่งรีบ ต้องทำให้เสร็จในหนึ่งวัน เป็นประเพณีที่ชาวพุทธไทยคิดประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อให้ดูเข้มขลัง เช่น ปลูกต้นฝ้ายล่วงหน้ากะว่าเก็บเกี่ยวตรงกับฤดูกฐิน

จุลกฐินเริ่มขึ้นวันที่เก็บฝ้ายปั่นเป็นเส้นด้าย นำมาทอเป็นผ้าผืน ตัดเย็บ และฟอกย้อมให้เสร็จในหนึ่งวันแล้วนำไปทอดถวายพระ จุลกฐินจึงเป็นงานเร่งรีบ เป็นตัวชี้วัดความสามัคคีของชุมชน ปี 2563 วัดหลวงพ่อธรรมวรนายก ที่โนนแต้ว ปักธงชัย จ.นครราชสีมา จัดจุลกฐินขึ้น วันที่ 11-12? ตุลาคม นี้ พูดมาตั้งนานลืมบอกว่ากฐินแปลว่าไม้สดึง สำหรับทอผ้า พระที่ครองกฐินเรียกว่า กรานกฐิน คำว่ากราน เป็นภาษาเขมร แปลว่าทำให้ตึง กฐินเป็นกาลทาน เริ่มแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 สิ้นสุดวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ตรงกับวันลอยกระทง วัดที่จะรับกฐินได้? ต้องมีพระจำพรรษาไม่ต่ำกว่า 5 รูป เนื่องจากเป็นงานบุญ ปีหนึ่งมีครั้งเดียว คนทอดกฐิน จึงได้บุญมาก  ส่วนพระที่บวชแล้วได้กฐินก็ได้รับอานิสงส์มากเช่นกัน

พิธีทอดกฐิน จัดเป็นญัตติทุติยกรรม และอปโลกนกรรม เมื่อเจ้าภาพแห่กฐินมาพร้อมถวายนั้นแล้วพระสงฆ์ทั้งหมดต้องดูว่า พระรูปใดเหมาะที่จะครองกฐิน โดยยึดหลักว่าพระรูปนั้นต้องมีสีลาจารวัตรงดงาม รู้จักถอนพินทุ และอธิษฐาน ผ้าจีวร และผ้าจีวรที่ใช้อยู่ก็เก่ามาก จึงให้พระภิกษุรูปหนึ่งกล่าวคำอปโลกน์ หรือบอกเล่าว่า ชื่อเจ้าภาพที่ศรัทธานำมาถวาย แล้วบอกตามแบบแผนว่า แลผ้ากฐินทานนี้ เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศและตกลงในที่ชุมนุมสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้ภิกษุรูปหนึ่งครองกฐิน แต่ภิกษุรูปนั้นต้องมีคุณสมบัติ ประกอบด้วยสีลาสุตาธิคุณ มีสติปัญญา สามารถ รู้ธรรม 8 ประการ มีบุพกรณ์ เป็นต้น

เมื่อรูปแรกกล่าวถึงคุณสมบัติจบแล้ว รูปที่สองก็บอกว่า ภิกษุรูปนี้มีความเหมาะสม ถ้าใครไม่เห็นด้วยให้ค้านได้ แต่ถ้าเห็นชอบก็กล่าวสาธุ

ส่วนมากจะบอกว่า เจ้าอาวาส เป็นผู้เหมาะสม จึงหาผู้คัดค้านไม่ได้

เมื่อภิกษุที่ได้รับมอบหมายให้ครองกฐิน พระรูปนั้นต้องจัดการกับผ้าจีวรให้ถูกต้องตามวินัย เช่นพินทุและอธิษฐาน จากนั้นครองผ้า เสร็แล้วก็บอกกับพระสงฆ์เพื่ออนุโมทนา โยมกรวดน้ำ รับพรเป็นอันจบพิธีทอดและรับกฐิน

อนึ่งวัดที่รับกฐินต้องปักธงจรเข้ และนางมัจฉา หน้าวัดเพื่อบอกกล่าวว่า วัดนี้รับกฐินเรียบร้อยเเล้ว แต่ใครอยากทำบุญอีกก็ได้ ให้จัดผ้าป่ามา ทางวัดรับได้ตลอดปี ไม่จำกัดเวลา

ความร้าวฉานทางวัฒนธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/634652

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ความร้าวฉานทางวัฒนธรรมโดย อุทัย มณี  

****************

มีคำกล่าวว่า โลกนี้คือละคร แต่ละคน แต่ละตอน ต้องแสดงบทบาทตามที่ “กรรม” ลิขิตเขียนบทเอาไว้ กรรม ก็คือ การกระทำของตนเองนั่นแหละ บางคนเมื่อเกษียณออกมาแล้ว อาจมีความสุขกับครอบครัว ใช้ชีวิตตามที่ตนเองใฝ่ฝัน บางคนอาจจะรับใช้สังคมหรือประเทศชาติต่อ ตามความรู้ความสามารถ หรือบางคนอาจมี “กรรรม” ติดตัว ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งทั้งหมดคือ “กรรมลิขิต” ที่คนเองได้กำหนดทำเอาไว้ ด้วยความตั้งใจหรือด้วยความประมาทพลาดพลั้งก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเสียคนวัยเกษียณ เมื่อถูกให้ถอดหัวโขนแล้ว ควรปล่อยวาง ทำใจให้สบาย ขอให้มีความสุขในวัยไม้ไกล้ฝั่งให้เต็มที่

มีหลายคนที่ผู้เขียนรู้จักต้องเกษียณ อย่างเช่นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณกฤษศญพงษ์ ศิริ ความจริงอยากให้อยู่ต่อ เพราะผลงานตลอด 4 ปีมานี้ ผ่านมาแล้ว 2 รัฐมนตรี ผู้เขียนคิดว่าอยู่ในขั้น “ดีเยี่ยม” บุคลิกภาพมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจานิ่มนวล คล้าย  ๆ กับ ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผู้เขียนรู้จัก

สถานการณ์สังคมไทยยุคปัจจุบันอยู่ท่ามกลาง “ความร้าวฉานทางวัฒนธรรม” เด็กรุ่นใหม่ ๆ บางคนบางกลุ่ม ที่มีการศึกษาดี มีความก้าวร้าว ไม่รู้จักมารยาททางสังคมหรือแม้แต่มารยาทในครอบครัว หากสังคมไทยปล่อยให้เด็กมีความก้าวร้าวดั่งทุกวันนี้ เชื่อแน่ว่า วันหนึ่งคนที่เสียใจที่สุดคือ พ่อและแม่ ของเด็กนั่นเอง

ผู้เขียนเคยมีข้อมูลนานแล้วว่า ประเทศตะวันตกประเทศหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า พ่อแม่ทำให้เกิดขึ้นมาเพราะความสนองตัณหาของตนเอง มิได้เกิดจากความรักที่บริสุทธิ์ คนกลุ่มนี้บางคนจึงมีวาทะกรรมว่า เมื่อพ่อแม่ทำให้เขาเกิดต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเขา แต่พวกเธอไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตพ่อแม่ เพราะความจริงแล้ว เพื่อเธอไม่อยากเกิดมาด้วยซ้ำไป

ชุดความคิดนี้ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่เด็กบางคน เด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กคนชั้นกลาง เด็กคนกรุงเทพ โดยเด็กบางคนอาจถูกผู้ใหญ่ที่ขาดความอบอุ่นทางครอบครัวเป็นคนชี้นำ

คนกลุ่มนี้ทำลายทุกอย่างที่เป็นวัฒนธรรมสิ่งดีงามที่มีอยู่ในครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะศูนย์กลางที่เป็นแหล่งผลิตชุดวัฒนธรรม จารีพประเพณี เช่นสถาบันหลักของชาติ รวมทั้งสถาบันศาสนา

กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ผู้เขียนอยากเห็นเหมือนกับยุคที่ปลัดกฤษศญพงษ์ ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “พลังบวร” การอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งการเสริมภาพลักษณ์ของสถาบันหลักของชาติ ต้องทำงานร่วมกับสถาบันศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวกับข้องศิลปวัฒนธรรม

เพราะดูแล้วคนรุ่นใหม่ เด็กยุคใหม่ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติเท่าไร..โลกยุคใหม่ การแข่งขันเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียวไปไม่รอด เรื่องวัฒนธรรม อันเป็นรากเหง้าของชาติ สำคัญไม่แพ้กัน เราไม่มีเงิน แม้จะอยู่ลำบาก แต่อยู่ได้ แต่เมื่อครอบครัวหรือสังคม ขาดวัฒนธรรมของชาติ ผู้เขียนเชื่อว่าไปไม่รอด และปัจจุบันสังคมไทยกำลังจะเจอแบบนั้น..คือ คนยุคใหม่ชอบโชว์กินแฮมเบอร์เกอร์ และธาตุแท้แล้วปลาร้าส้มตำ ก็ยังอยากกินอยู่..

มจร กำลังเสริม “สิ่งที่คณะสงฆ์ทำหายไป” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/634067

วันที่ 27 ก.ย. 2563 เวลา 10:06 น.มจร กำลังเสริม “สิ่งที่คณะสงฆ์ทำหายไป”โดย อุทัย มณี 

****************

ผมเป็นศิษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรุ่นที่ 46 มีความภาคภูมิใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงสถาบันที่องค์รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้นแห่งนี้

ยุคหนึ่งเจ้าอาวาสหลายวัด มักกีดกันไม่ให้พระภิกษุ-สามเณรในวัดเข้ามาศึกษาในสถาบันแห่งนี้ เพราะมองว่า เรียนไปแล้ว มันเป็นวิชาทางโลก เดรัจฉานวิชา

ปัจจุบันตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคมจนถึงระดับพระสังฆาธิการทุกชนชั้น หากเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ส่วนมากคือ ผลผลิตของมหาจุฬา ฯ

ปัจจุบันคนของ มจร ทำงานสนองงานคณะสงฆ์ ทุกมิติทุกชนชั้น มหาเถรสมาคมมอบงานให้คนของ มจร รับงานไปทำหลายโครงการ

ทั้งหมดทั้งมวล ที่สนองงานคณะสงฆ์ครอบคลุมทั้ง 6 ด้านได้ มิใช่ เพราะจบประโยคสูง ๆ อย่างเดียว แต่ที่ทำได้ คิดเป็น คิดได้ ทำงานเป็น ทำงานได้…ส่วนหนึ่ง เพราะความรู้อันเกิดและสะสมมาจากการเรียนรู้จาก มหาจุฬา ฯ และเครือข่ายที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือ

สิ่งหนึ่งที่มหาจุฬาฯ กำลังทำและคิดว่าทะลวงกล่องดวงใจของการ “ปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” ของมหาเถรสมาคม ที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลแล้วโดยตรงนั่นคือ “การตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน” ประเดิมศูนย์แรก ที่มหาจุฬา ฯ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

หลังลงนามร่วมกับกระทรวงยุติธรรรม ตอนนี้เริ่มขยับและเขยื้อนแล้ว เพื่อขับเคลื่อนต่อยังวิทยาเขตของ มจร ทั่วประเทศ รวมทั้งรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เปิดทางให้อบรมพระสังฆาธิการในภาคกลางด้วย เพื่อเป็นนักไกล่เกลี่ยขอพิพาทของประชาชนในชุมชน ในหมู่บ้าน

บทบาทเดิมของเจ้าอาวาสในสังคมไทย คือ หนึ่ง เป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในสังคม สอง เป็น ผู้นำในการพัฒนาทุกด้าน และสาม เป็นผู้ประสานระหว่างชุมชนกับภาครัฐ

ช่วงหลัง ๆ ราชการแย่งชิงบทบาทตรงนี้ไป อาจเป็นเพราะพระสงฆ์เรา ตามความก้าวหน้า ความเจริญของวิทยาการสมัยใหม่ แต่ยุคนี้ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ ก้าวทันสังคม มีความรู้กันมาก แต่หากจะขาดบ้างก็เป็นเพียง “ทักษะประสบการณ์”

การดำเนินการศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนของ มหาจุฬา ฯ จึงคิดว่า มาถูกทาง เพราะนอกจากตรงกับเป้าหมายของการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาที่ต้องการให้ “วัดเป็นศูนย์กลาง” ของชุมชนแล้ว ยกสองก็คือ ทวงบทบาทเดิมของเจ้าอาวาสกลับคืนมาสู่สังคม

เรื่องการขับเคลื่อนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประชาชนนี้ อยากเห็นผู้บริหารมหาจุฬา ฯ เสนอให้เป็น มติ ของมหาเถรสมาคมและให้รัฐบาลเห็นชอบ เพื่อจะได้มีงบประมาณ มีบุคลากรในการขับเคลื่อนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เหมือนกับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และ โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข

เชียร์ครับ…