คาถาพิชิตแขกของหลวงปู่เอ็นจอย (enjoy) “พระพรหมวชิรโมลี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655378

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 10:47 น.

คาถาพิชิตแขกของหลวงปู่เอ็นจอย(enjoy)"พระพรหมวชิรโมลี"โดย…สมาน สุดโต

********************

เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนา พระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทโธ ปธ.9 ดร.) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นั้น บรรดาลูกศิษย์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศปลื้มปีติกันทั่วไป เพราะหลวงปู่ทองอยู่ อยู่ที่ไหน ไปที่ไหน ที่นั่นมีแต่รอยยิ้ม เต็มไปด้วยความสข จนท่านได้รับการขนานนามว่า หลวงปู่เอนจอย (enjoy) พระครูวินัยธร ดร.สมุทร ถาวโร วัดมหาธาตุ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ เขียนในบอร์ด ถวายสักการะ และน้อมถวายมุทิตาสักการะ ในนามคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่วิทยาลัยพระธรรมทูต กองวิเทศสัมพันธ์ และโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นที่ 27/2564 มจร.

ส่วนพระมหานริทร์ นรินโท ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ผู้ดำเนินการ เว็บไซต์ alttlebuddha.com. อันลือลั่นสั่นสะเทือนสงการสงฆ์ไทย ได้เขียนชื่นชมในโอกาสอันเป็นมงคลว่า พระธรรมทูตทั่วโลกปลื้มใจ ที่หลวงปู่ทองอยู่ ได้ขึ้นเป็นรองสมเด็จ พร้อมกับเล่าว่า หลวงปู่ทองอยู่เป็นใคร เป็นคนเกิดและบวชที่จังหวัดสุรินทร์ เรียน นักธรรมบาลี ที่สุรินทร์ แต่ครั้งหนึ่งไปเป็นครูสอนและเรียนที่วัดบุญวาทย์วิหาร จังหวัดลำปางทำให้หลวงปู่รู้จักกับเกจิดังระดับประเทศ คือ หลวงพ่อเกษม เขมโก ยิ่งตอนที่หลวงปู่ ตอนนั้น(พ.ศ. 2513) ยังหนุ่ม สอบ ป.ธ. 9 ได้ในนามสำนักเรียนจังหวัดลำปางด้วยแล้ว ทำให้หลวงพ่อเกษมปีติมาก เพราะท่านชอบพระที่เรียนนักธรรม บาลี จึงถวายรางวัลให้อย่างงามเมื่อหลวงปู่ลาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย

หลวงพ่อเกษมมอบปัจจัยก้อนโตให้เรียนจนจบ เมื่อพระนักศึกษาหรือใครก็ตามถามหลวงปู่ว่าได้ทุนจากไหนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมัทราส อินเดีย ท่านตอบด้วยความภูมิใจว่า ได้ทุนหลวง เมื่อเพื่อนตื่นเต้นระคนแปลกใจ ท่านจึงเฉลยเรียกเสียงฮา ว่า ทุนหลวงพ่อเกษม

หลวงปู่เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2476 อายุ 88 ปีพรรษา 67 วิทยฐานะ ป.ธ9 พม. พธบ. M.A. พธด.เมื่อจบปริญญาเอก เป็นข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.ยักษ์ใหญ่ ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน เมื่อหลวงปู่ทองอยู่ ญาณวิสุทโธ อายุ 76 ปีเรียนจบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ (พ.ศ.2552)

ส่วนผมเองได้พบและคุ้นเคยเมื่อได้พบหลวงปู่ในการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหนรัฐอเมริกา 2 ครั้ง ครั้งแรกที่วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และครั้งที่ 2 ที่วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รัฐแมรี่แลนด์แต่ละครั้งท่านเล่าประสบการณ์ในการเดินทาง และวิธีการพิชิตแขก ให้ฟังเรียกเสียงเฮฮา สาธุ กันทั่วหน้า

เดินทางไปนอกไม่เคยหลง

ท่านเล่าว่า ท่านเดินทางไปประชุมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และชอบเดินทางคนเดียวไม่อยากเป็นภาระใคร และไม่ให้ใครมาคอยเป็นภาระ ทุกครั้งถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ และปลอดภัยไม่เคยหลงทาง ท่านบอกว่า มีคาถาดีก่อนขึ้นเครื่องบิน ท่านจะแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินว่า I am the old man  I am alone so I need a wheelchair (ฉันชรา มาคนเดียว ขอบริการวีลแชร์) แค่นี้ก่อนขึ้นเครื่อง หรือลงเครื่องทุกแห่ง จะมีคนมาพาไปทำเอกสารเข้าเมือง เคลมกระเป๋าเดินทาง จนกระทั่งพบคนที่มาคอยรับที่ท่าอากาศยาน วิธีนี้ใช้ทั้งขาไปและขากลับ ท่านว่าไม่หวงวิชา ใครจะเอาไปใช้ก็ได้ แต่ต้องดูว่าชราหรือไม่

คาถาพิชิตแขกอินเดีย

หลังจากสอบได้ ป.ธ. 9 และ จบ พธบ.ได้เดินทางไปศึกษาต่อ ภาษบาลีและสันสกฤต ระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมัทราส (ประมาณ พ.ศ. 2517)โดยทุนหลวง (หลวงพ่อเกษม เขมโก)

การไปมัทราส เมืองเชนไน(ชื่อปัจจุบัน) ทางใต้ของอินเดีย จะนั่งเครื่องบินไปลงศรีลีงกา แล้วข้ามมามัทราส ก็ได้ เช่นเจ้าคุณพระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) ผจล. วัดป่าเลไลยกฺ์์)

อีกเส้นทางหนึ่งนั่งเครื่องบินจากไทย ลงสนามบินดัม ดัม เมืองกัลกัตตา(ปัจจุบันคือโกลกัตตา) จากนั้นนั่งรถไฟจากสถานีกลางฮาวร่าห์ กัลกัตตา ไปลงสถานีกลางเมืองมัทราส ระยะทาง 1, 663 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 คืน หรือเกิน 24 ชั่วโมงก็แล้วกันหลวงปู่ทองอยู่ เลือกเดินทางทางรถไฟ ท่านบอกว่าเมื่อถึงสถานีมัทราสได้ใช้ภาษาพระพุทธเจ้า พิชิตแขกกุลีและแท็กซี่ ที่มารุมล้อมได้สำเร็จ

คนฟังมีทั้งพระและฆราวาสคอยฟังด้วยใจจดจ่ออยากรู้ ภาษาพระพุทธเจ้า

ท่านเล่าว่า ท่านมีของที่ขนไปทั้งของตนและของฝากพระนักศึกษา ทำให้กลัวว่า ของจะหายและไม่ปลอดภัย เพราะไม่ไว้ใจแขก เป็นที่น่าสังเกตว่า แขกที่มารุมล้อม เสนอตัวขนของ และบริการแท็กซี่ ค่อยๆ ถอยห่างออกไปทีละคนสองคน จนกระทั่งไม่เหลือ แต่ละคนได้แต่ส่ายหัว เดินออกไป เพราะฟังท่านพูดแล้วไม่รู้เรื่องท่านว่า เมื่อแขกคนใดคนหนึ่งพูดมา ท่านก็ตอบโดยใช้ภาษาพระพุทธเจ้าตอบแขกจะพูดว่าอะไรท่านไม่สน แต่จะตอบด้วยภาษาพระพุทธเจ้าว่า “สัพพีติโย วิวัชชันตุสัพพะโรโค วินัสสันตุ” แขกฟัง งงแปลไม่ได่ไม่เข้าใจ จึงทะยอยเดินออกไปจนหมด

เมื่อพิชิตแขกเสร็จสรรพ ท่านก็ไปหาตำรวจ คลี่กระดาษบันทึกให้ดู ว่าต้องการแท็กซี่ ไปมหาวิทยาลัยเท่านี้ ทุกอย่างราบรื่นท่านเล่าจบ ผู้ฟังยิ้ม หัวเราะชอบใจ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับ ขนานนามว่า หลวงปู่เอนจอย เรื่องที่เล่านี้อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะฟังมา 10? กว่าปี แต่ยังอยู่ในใจเสมอ

สุดท้ายขอเชิญทุกท่านมุทิตากับหลวงปู่อารมณ์ดี คงแก่เรียน เป็นสังฆโสภณ พระพรหมวชิรโมลี ดังที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตอนหนึ่งว่า พระสงฆ์ทรงสมณคุณยังมีอยู่

ในหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตร-พัดยศ-ผ้าไตรถวายพระวชิรญาณโสภณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655318

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 20:20 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตร-พัดยศ-ผ้าไตรถวายพระวชิรญาณโสภณในหลวงโปรดเกล้าฯองคมนตรีเชิญสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระวชิรญาณโสภณ หลังได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เมื่อวันที่ 11มิ.ย.64 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศ และผ้าไตรไปถวายแด่พระเทพวชิรญาณโสภน ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชวิสุทธิมุนี เป็น พระเทพวชิรญาณโสภณ โกศลศาสนกิจบริหาร ภาวนาวิธานธุราทรยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสีพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.2564 ประกาศ ณ วันที่ 7 พ.ค.2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระเทพวชิรญาณโสภณ (เยื้อน ขันติพโล) สิริอายุ 69 ปี พรรษา 49 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะ จาโร บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ มีนามเดิมว่า เยื้อน หฤทัยถาวร เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2495 ที่บ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ บิดา-มารดา ชื่อ นายมอญและนางฮิต หฤทัยถาวร มีพี่น้อง 9 คนเป็นบุตรคนแรก จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์มีพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัตนากรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ฝ่ายธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสถิตยสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลสีลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขันติพโล” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีความอดทน”เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ทดสอบจิตทำความสงบ สามารถปฏิบัติภาวนาได้รวดเร็วมีจิตสงบนิ่ง หลวงปู่ดูลย์จึงได้สนับสนุนให้ปฏิบัติธรรม โดยกล่าวว่า “จิตเข้าสู่โลกุตรธรรมแล้ว ไม่ต้องเรียนหนังสือ ให้ปฏิบัติธรรมต่อไป”

ต่อมา ฝากให้เข้ารับการศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2516 อยู่ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างมุ่งมั่นมุมานะ กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี พ.ศ.2536 ร่วมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.กกล.สุรนารี (ในขณะนั้น) เป็นผู้ริเริ่ม ผลักดัน และส่งเสริมให้อนุรักษ์และปกป้องผืนป่าผืนใหญ่เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มีมติให้กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้นประกาศให้บริเวณพื้นที่ป่า เป็นเขตพุทธอุทยาน

สำหรับวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร มีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 10,865 ไร่ เป็นเขตพุทธอุทยาน ดำเนินโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) สมเด็จพระสังฆราช ขณะนั้นทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ ผืนป่าดังกล่าวสืบมา.

ในหลวงโปรดเกล้าฯเชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655102

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 16:36 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯเชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนีในหลวงโปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายพระเทพมงคลวชิรมุนีในโอกาสตั้งพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 เวลา 13.20 น. ที่ วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตร ถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนี (หลวงปู่หา สุภโร) ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ พระณาณวิสาลเถร เป็นพระเทพมงคลวชิรมุนี ภาวนาวิธีวราจารย์ ไพศาลศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดสักกะวัน จังหวัดกาฬสินธุ์

พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ มีนามเดิมว่า หา ภูบุตตะ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บ้านนาเชือก ตำบลเว่อ ปัจจุบันเป็นตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดาชื่อ นายสอ ภูบุตตะ มารดาชื่อ นางบัวลา ภูบุตตะ มีพี่น้องรวมกัน 7 คน

พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ เป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า และยังได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ ทำให้มีการขุดค้น โดยเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธร บริเวณที่ขุดค้นพบอีกด้วย

“วัดพระพิเรนทร์ วรจักร” เผาศพคนตายจากโควิด-19 ฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/654690

วันที่ 04 มิ.ย. 2564 เวลา 14:23 น.

"วัดพระพิเรนทร์ วรจักร"เผาศพคนตายจากโควิด-19 ฟรี โดย สมาน สุดโต

*************************

พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพมหานคร เปิดเผยสว่า ทางวัดพระพิเรนทร์รับฌาปนกิจศพที่ตายเพราะติดเชื้อโควิด-19 ฟรีเพื่อสงเคราะห์ประชาชน และสนองพระดำริ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช และสนองนโยบายของมหาเถรสมาคมด้วยความเต็มใจไม่เลือกปฏิบัติมาเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยช่วยฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วไม่น้อยกว่า 20 ศพ การเผาศพทางวัดได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และจัดพิธีฌาปนกิจให้อย่างสมเกียรติ เป็นที่พอใจของญาติมาก

พระครูภัทรกิตติสุนทร กล่าวว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อย และน่าสงสารทั้งญาติและผู้เสียชีวิตเพราะไม่มีโอกาสดูใจ หรือสั่งเสียใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเสียชีวิตทางโรงพยาบาลจัดการห่อศพด้วยถุงพลาาติก 3 ชั้น ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเต็มที่ แล้วติดต่อมายังวัดที่จะฌาปนกิจกิจศพโดยเร็ว ถ้าเสียชีวิตที่โรงพยาบาลกลาง หรือพระภิกษุมรณภาพจากโรงพยาบาลสงฆ์ จะติดต่อมาขอฌาปนกิจที่ฌาปนสถานวัดพระพิเรนทร์ ทางวัดก็จัดให้ แรกทีเดียวก็เผาได้ 2 ศพต่อวัน แต่เมรุสภาพเก่ารับไม่ไหว จึงรับเผาวันละ 1 ศพ เช่น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ติดต่อส่งศพมาเผาถึง 5 ศพ แต่ทางวัดรับได้เพียง 1 ศพเท่านั้น

ทั้งนี้ มีชาวบ้านรอบวัดไม่ค่อยพอใจ เพราะควันจากเตาเผาศพมีมากเนื่องจากห่อด้วยพลาสติกหลายชั้น ประกอบกับแอลกอฮอที่ฉีดฆ่าเชื้อมีมากชาวบ้านบางรายเห็นควันเยอะ ไม่พอใจ ถึงกับแจ้งดับเพลิงให้มาดูแล พอเขารู้ว่าเผาศพที่เสียชีวิตเพราะโควิด 19 ก็ไม่ว่าอะไร ส่วนผู้ที่อยู่ในวัดหรือเกี่ยวข้องกับวัดบางรายก็คัดค้านไม่ให้รับเผา เพราะวัดมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันศพละ 4,000 บาท ซึ่งวัดจัดให้ฟรี โดยขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือคณะสงฆ์

“อาตมาอยากให้คนที่ค้านการเผาศพที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดเปลี่ยนความคิดใหม่ ให้คิดว่าผู้ที่เสียชีวิตเป็นญาติคนหนึ่งของเรา หากคิดได้แบบนี้จะสบายใจ ลองคิดดูญาติที่อยู่ข้างหลังจะทุกข์ใจขนาดไหน เมื่อญาติเขาตายไปโดยไม่เห็นหน้า ไม่ได้สั่งเสียกันเลยซ้ำร้ายกลับหาวัดเผาศพไม่ได้อีก”พระครูภัทรกิตติสุนทร

สำหรับ วัดพระพิเรนทร์ วรจักร ปัจจุบันก็รับเผาศพพระที่มรณภาพจากโรงพยาบาลสงฆ์แบบไม่มีญาติฟรี พร้อมกันนั้นก็รับสงเคราะห์เผาศพให้แก่คนไม่มีญาติ หรือยากไร้ มาตั้งสมัยหลวงพ่อพระเทพคุณาธาร (ผล ชินปุตโต) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2492 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติใหม่ ๆ และเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มา จนถึงพระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้สานต่อเจตนารมณ์นั้นมาตลอด จนเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า วัดพระพิเรนทร์ สงเคราะห์ประชาชนทุกคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาล และมหาเถรสมาคม มีนโยบายให้วัดรับฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตจากโควิด-19 จึงทำได้สะดวกรวดเร็ว สมเกียรติผู้เสียชวิตและญาติ เพียบพร้อมด้วยศาสนพิธีไม่ขาดตกบกพร่อง ได้รับความพอใจและสะดวกทุกฝ่าย สำหรัยผู้ที่จะร่วมบริจาคทำบุญฌาปนกิจศพที่เผาฟรี ติดต่อสำนักงานวัดพระพิเรนทร์ วรจักรได้ทุกวัน

พระครูภัทรกิตติสุนทร

“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/653549

วันที่ 21 พ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.

“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร อธิบดีกรมพัฒนาชุมชนรับมอบที่ดิน สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรฯ นำไปจัดสรรโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพ ฯ  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)พร้อมด้วย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร,นายณพลเดช  มณีลังกา อนุกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนฯ,ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล, รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์  ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและคณะ เข้าพบ สมเด็จพระพุฒาจารย์  เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร   กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต “โคก หนอง นา” ของกรมการพัฒนาชุมชน หลังเสร็จสิ้นการชมวีดีทัศน์การดำเนินงานโคก หนอง นา

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องขอกราบขอบคุณในความเมตตาของ เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่สนใจกิจกรรมโคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข มีความมั่นคง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายให้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ของประชาชน โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาคน ให้พึ่งตนเอง มีความเป็นเจ้าของและบริหารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจ พอเพียงและเป็นสังคม “อยู่เย็น เป็นสุข”

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฏีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา”  มีพื้นที่ต้นแบบ 32 แห่ง  ผู้นำ 1,500 คน  และเครือข่าย 22,500 คน  และปี 2564 ดำเนินการโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ 1,195 ล้านบาท  11,141 หมู่บ้าน และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฏีใหม่ ประยุกต์สู่  “โคก หนอง นา”  จากงบเงินกู้   4,700 ล้านบาท  25,179 ครัวเรือน 

“ปัจจุบันโครงการโคก หนอง นา ฝึกอบรมผู้สนใจเข้าสมัครแล้ว  30,503 คน และจ้างงานสำหรับผู้ได้รับผลกระทบการการแพร่ระบาดของโควิด -19 จำนวนจำนวน 9,157 รายและเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน  ครอบคลุมทุกภูมิภาค 73 จังหวัด  หากคณะสงฆ์หรือวัดใด สนใจเข้าร่วมโครงการ กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนองความต้องการของคณะสงฆ์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคณะสงฆ์และประชาชนรอบวัด..” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  “กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมตตา  ซึ่งการจัดสรรอาจต้องแบ่งให้ครัวเรือน ๆ ละ 3 ไร่บ้าง 5 ไร่บ้าง 10 ไร่บ้าง เพื่อให้มีคนดูแล ซึ่งหลังจากนี้ไปจะขอดูโฉนดที่ดินเพื่อออกแบบและถวายให้เจ้าคุณสมเด็จได้พิจารณาว่า ชอบหรือไม่ชอบ เหมาะสมหรือไม่เหมาะหรือต้องแก้ไขอะไรบ้าง เร็ว ๆ นี้จะลงไปสำรวจพื้นที่พร้อมที่ปรึกษา ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระวันรัตน์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ก็สนใจที่จะมอบที่ดินให้กับกรมการพัฒนาชุมชนจำนวน 200 -300 ไร่ ณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในการบริหารจัดการจัดสรรที่ดินทำโคก หนอง นา กับกรมการพัฒนาชุมชน

“อโคจร” สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650638

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น."อโคจร"สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาสโดย สมาน สุดโต

**********************

คำว่า“อโคจร”เป็นคำพระที่คุ้นหูชาวบ้านมากคำหนึ่งในยุคที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา Covid-19 ระบาดในไทยอยู่ในปัจจุบัน เพราะผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนมากเข้าไปในที่สื่อมวลชนเรียกว่า อโคจรทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่สนามมวย จนถึงผับ บาร์ และไนท์คลับ โดยเฉพาะที่นักการเมือง หรือไฮโซเข้าไปหาความสำราญ เช่น ผับ บาร์ ย่านซอยทองหล่อ จนกลายเป็นคลัสเตอร์ในการระบาดของไวรัสวายร้ายตัวนี้ กลายเป็นที่โจทย์ขานไปทั่วเมือง ว่า เป็นนักการเมืองไม่ควรไปที่อโคจรที่ว่านั้น

อโคจร ในความหมายแบบไทยๆ คือสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไป เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหาย เป็นข้อห้ามพระสงฆ์ ที่มีในพระวินัยและประกาศของคณะสงฆ์ วารสารบาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ.2561 ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง อโคจรในพระวินัยปิฎกกับสังคมในปัจจุบัน โดยนวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร ที่อธิบายความหมาย อโคจร ว่า หมายถึงสถานที่ที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไป และตัวบุคคลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปคบหา สมาคม และคลุกคลีด้วย เช่น ซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน สถานบันเทิงยามราตรี ร้านขายสุรา แหล่งมั่ววสุมยาเสพติด ตลอดจนโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และย่านตลาด เป็นต้น ประเภทอโคจร มี 6 เมื่อเข้าไปมีโทษทางวินัยเรียกว่า โลกวัชชะ คือชาวโลกติเตียน เป็นขี้ปากชาวบ้านว่างั้นเถอะ

ทั้ง 6 ประเภทนั้นได้แก่ 1.หญิงแพศยา หมายถึง โสเภณี ที่หากินในทางกามคุณทุกชนิด จะเปิดเผย หรือไม่ก็ตามแต่มิได้ห้ามเด็ดขาด หากสงฆ์รับนิมนต์ทำกิจศาสนาได้ แต้ต้องสำรวม ระวังตนให้ดี 2.หญิงหม้าย ไม่ว่าผัวตาย ผัวทิ้ง หรือ ทิ้งผัวล้วนแต่น่ากลัวต่อพรหมจรรย์ 3.สาวเทื้อ ที่ครองตัวเป็นโสด ถ้าจะคบต้องระมัดระวังตัว ประพฤติตนให้เหมาะสม 4.ภิกษุณี ที่ห้ามเพราะภิกษุณี ถือว่าครองตนเป็นโสดจะคบหาก็ต้องดูความพอเหมาะพอควร มีบทบัญญัติมากทีเดียวว่า ภิกษุจะต้องวางตัวอย่างไรในการคบหา ภิกษุณีหากละเมิดถูกปรับอาบัติตามลำดับความผิด 5 บัณเฑาะก์ หมายถึงกะเทย บุรุษที่ถูกตอน มักมีความต้องการทางกามกับบุรุษเพศ 6.ร้านขายสุรา ยาเสพติด รวมถึงสถานบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ภิกษุเข้าไป ในที่ที่กล่าวนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้พบเห็น

นอกจาก 6 ข้อ ดังกล่าวยังมีประกาศและคำสั่งคณะสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับอโคจร

1.ประกาศห้ามไม่ให้ภิกษุประกอบการกิน นอกธรรมเนียมของสมณะ พ.ศ.2456

2.ห้ามภิกษุทำเสน่ห์ยาแฝด อาถรรพณ์ พ.ศ.2467

3.ประกาศห้ามเกี่ยวข้องเรื่องราชการ พ.ศ.2476

4.ห้ามเป็นสมาชิกสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ พ.ศ.2476

5.ห้ามไปจดเลขสลากกินแบ่งและซื้อ หรือมีสลากกินแบ่งไว้เป็นของตัว พ.ศ.?2480

6 ห้ามเรียกเงินค่าเวทมนตร์คาถา และห้ามทดลองของขลัง พ.ศ.2495

7.ห้ามเที่ยวที่ตากอากาศ พ.ศ. 2497

8.ห้ามแสดงตนเป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสลากกินรวบ พ.ศ.2498

9.ห้ามพักแรมในสถานที่ที่เป็นที่รังเกียจทางพระวินัย พ.ศ.2501

10.ให้เจ้าอาวาสเตือนพระเณรไม่ให้ไปตลาดนัดท้องสนามหลวง และยืนดูขบวนเสด็จ พ.ศ.2501

11.ห้ามถือกล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล พ.ศ.2503

อย่างไรดก็ตาม สังคมปัจจุบันอนุโลมได้บางกรณีคือ 1.โรงแรมที่พักในต่างประเทศ 2.ที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 3.ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า ที่ไม่ได้เดินชอปปิ้ง 4.ที่จำหน่ายสลาก 5.ที่จำหน่ายสินค้ามือ2

ปัจจุบันทัศนคติเกี่ยวกับอโคจรบางแห่งเปลี่ยนไป เช่น เข้าโรงแรมได้ เมื่อร่วมสัมมนาทางวิชาการ หรือเดินทางไปต่างประเทศ ต้องพักในโรงแรม ที่อโคจรนอกจากที่กล่าวแล้ว ปัจจุบันจัดเป็นอโคจรด้วย เช่น ตลาดนัดจตุจักร ห้ามไปเดินเลือกซื้อสินค้า หรือที่จำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย หรือสื่อลามกอนาจาร เพราะไปที่ดังกล่าว จะตกเป็นโลกวัชชะ สำหรับภิกษุ และสามเณร ทั้งสิ้น

ส่วนฆราวาสที่เป็นบุคคลสาธารณะ ก็ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นก็จะกลายขี้ปากชาวบ้านและสื่อดังเช่น อโคจร ย่านซอยทองหล่อ นั่นแล

“จักรกริศษ์” ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์ “ช่อไม้จันทน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650564

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 18:52 น.“จักรกริศษ์”ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์“ช่อไม้จันทน์”.

การลงรักประดับมุก งานประณีตศิลป์ เป็นหนึ่งในงานเครื่องรักของไทย ที่แสดงออกถึงความ ประณีตอ่อนช้อยในงานศิลปหัตถกรรม ด้วยความประณีต ของช่างฝีมือไทยตั้งแต่สมัยโบราณที่บ่มเพาะภูมิปัญญา อันหลากหลายทั้งการผูกลาย การถมลาย และการฉลุลาย ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถัน ละเอียดอ่อน ในทุกขั้น ตอน ตามประเพณีนิยมงานประดับมุกมักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏอยู่บนเครื่องราชูปโภค เครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจน ภาชนะที่ใช้ในพระราชพิธี และภาชนะบรรจุอาหารถวาย พระสงฆ์ ในพระอารามหลวงซึ่งสมัย โบราณถือเป็นของสูงศักดิ์ นับเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่ ใกล้สูญหายมีช่างผู้เชี่ยวชาญ และหาผู้มีใจรักสืบทอดความรู้ ทางการช่างสาขานี้ได้น้อยในปัจจุบัน

นายจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ หรือครู “นายจักรกริศษ์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้าน ศิลปกรรม รุ่นที่ 4 ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติจาก สํานักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา ปี พ.ศ. 2548 เป็นผู้มีทักษะ ความสามารถ และทรงภูมิปัญญาด้านงานประดับมุก เริ่มฝึกฝน เรียนรู้ และสร้างสรรค์งานศิลปะไทยโบราณ แขนงงานประดับ มุก จนถึงปัจจุบันเป็นผู้อนุรักษ์ สืบสาน และ สร้างสรรค์ งานประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความสามารถด้านการเขียน ลายต้นแบบเพื่อใช้ในงานประดับมุก การประกอบขึ้นรูปหุ่นหวาย และมีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการประดับมุก บนชิ้นงานหลาย รูปแบบที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา

นายจักรกริศษ์ เล่าว่า “ผมสนใจศึกษางานด้านเครื่องมุก เป็นพิเศษ และได้ใช้พื้นฐานทางด้านศิลปะจากสถานศึกษาที่ เคยศึกษามา ฝึกฝน พัฒนาจนเกิดทักษะมีความรู้ ความเข้า ผนวกกับใจรัก และชื่นชอบงานด้านหัตถศิลป์ไทยโบราณเป็น พิเศษ ซึ่งครูได้เล่าว่า ผมมีโอกาสเดินทางไปยังสถาน ที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดหลวง พระอารามหลวง ผลงานโบราณอันวิจิตรเหล่านี้ ให้ผมเกิดความประทับใจ   โดยเฉพาะงานประเภทเครื่องประดับมุก มองคร้ังใด ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นงานอันทรงคุณค่า ที่สำคัญผมมองว่างานลงรักประดับมุก เป็นงานที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาติ ไทยท่ีมีมาแต่โบราณจัดเป็นงานประณีต ศิลป์ชั้นสูงที่หาประเทศใดในโลกเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะกระบวนการทำที่มีขั้นตอนซับซ้อนผู้รับการถ่ายทอดจึงต้องมีใจรัก ต้องมีความมานะอดทนอย่างสูงจึงจะทำประเภทน้ีได้สำเร็จ”

จากการรังสรรค์งานหัตศิลป์อย่างหลากลายทำให้ในปี พ.ศ.2558 เชาได้รับการเชิดชูเกียรติ เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม ด้านการลงรัก ประดับมุก จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การ มหาชน)  หรือ SACICT ซึ่งปัจจุบัน “ครูจักรกริศษ์” ยังคงทำงานหัตถศิลป์ การลงรักประดับมุก ซึ่งยังคงอนุรักษ์ สืบทอด งานช่างศิลป์แขนงนี้ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เจียด ลุ้ง พาน โต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น

ผลงานของ “ครูจักรกริศษ์” มีมากมายซึ่ง ครูได้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้หลายอย่าง งานหัตถศิลป์ล่าสุดที่ได้ประดิษฐ์นั่นก็คือ ออกแบบ “ช่อไม้จันทน์” เพื่อใช้ในงาน ประชุมเพลิง ภริยาของ “พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน” อดีตประธานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดโศกนาฏกรรมเรือนำเที่ยวคณะครอบครัว พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เจอพายุล่มกลางอ่างน้ำงึม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงนางแก้วสายใจ ไซยะสอน วัย 62 ปี ภริยาและบุตรชายของท่านจูมมาลีด้วย

สำหรับการประดิษฐ์ “ช่อไม้จันทน์” ครูจักรกริศษ์ อธิบายว่า จะใช้ในงาน ประชุมเพลิง หรือถวายเพลิงสรีระสังขาร พระสงฆ์เถระชั้นผู้ใหญ่ และชนชั้นสูงในคณะรัฐบาล ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)  โดย “ช่อไม้จันทน์” ในพิธีดังกล่าว ครูได้แรงบันดาลใจมาจาก ดอกสุมนทา ดอกไม้ที่ปรากฎอยู่ใน ภาพจิตรกรรม โบสถ วิหาร ศิลปะล้านช้าง หรือสปป.ลาว ในปัจจุบัน เป็นดอกไม้ตามคติธรรมศิลปะล้านช้าง หมายถึงดอกไม้ในแดนนิพพาน เทคนิคที่ครูใช้คือนำแบบลายเส้นที่ได้มาเป็นแบบในการฉลุ โดยใช้ไม้จันทน์หอมที่ส่งตรงมาจากหลวงพระบาง ที่มีความหนา 3 มิลลิเมตร และ 4 มิลลิเมตร มาฉลุลาย(ด้วยโครงเลื่อยฉลุ )ซ้อนลาย หรือที่เรียกว่าลายซ้อนไม้ ผสมการขัดตกแต่งด้วยกระดาษทราย โดยขัดตกแต่ล กลีบ ก้าน ช่อดอก ใบ จากนั้นจึงนำมาประกอบเป็นช่อลาย

“ในอดีตที่ผ่านมาครูออกแบบ ช่อดอกไม้จันทร์ เพื่อใช้ในงานพิธี ถวายเพลิงพระอริยสงฆ์ของไทยซึ่งจะถูกเผาไปพร้อมสรีระสังขาร หมดแล้ว ในส่วนงานที่สสป.ลาวในครั้งนี้ ครูทำไป 2 ช่อ ครูตั้งใจทำจากหัวใจ สร้างงานหัตถศิลป์จากฝีมือคนไทยให้บ้านพี่เมืองน้องฝั่งลาวให้เห็นและชื่นชม ซึ่งครูไม่ได้คิดเงินค่าประดิษฐ์ใดๆ ครูถือว่าเป็นการปิดทองหลังพระจากแรงศรัทธา เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีผ่านงานหัตถศิลป์โดยช่างชาวไทยครับ” ครูจักรกริศษ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649429

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 15:16 น.สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท“มหาดไทย”จัดทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ถวายเป็นพระราชกุศลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท

เมื่อวันที่ 1 เมษายน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานทอดผ้าป่า พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)ร่วมกับ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐภาคเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมพิธีฯ ณ  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชมีพระเมตตาประกอบพิธีรับผ้าป่าและประทานเงินผ้าป่าทั้งหมดจำนวน 2,599,110 บาทแก่รมว.มหาดไทยเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าการพัฒนาเด็กนั้น เด็กต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหลานหมั่นศึกษาเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของเด็ก ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปช่วยเหลือ เด็กก่อนวัยเรียน ที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กมาแล้วกว่า 105,805 คน เป็นเงิน 128,219,000 บาท และทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลในกิจการเด็ก ปีละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การทอดผ้าป่าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีคุณูปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และผู้ด้อยโอกาส และทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด 76 จังหวัด ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี

อธิบดีพช. กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาบุญเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินทอดผ้าป่า เพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 2,599,110 บาท  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยแก่เด็กชนบท ก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ที่ครอบครัวมีความยากจนและด้อยโอกาสเป็นจำนวนมาก ให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ  เพื่อการพัฒนาแก่เด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน

สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ให้กรมการพัฒนาชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649074

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 21:50 น.สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน"พระพุทธพัฒนปชานาถ"ให้กรมการพัฒนาชุมชนสมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานนามพระพุทธรูปปางประทานพร “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชนเพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายนามพระพุทธรูป ปางประทานพร โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารกรมเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับลิขิตประทานชื่อพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า “พระพุทธพัฒนปชานาถ” แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ประสบความเจริญ และขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนามย่อ ออป. ประดิษฐานบริเวณด้านหน้าฐานของพระพุทธรูป และเหรียญพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2505 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ 10 พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนครบรอบ 60 ปี จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร อันเป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์จากการออกแบบของนายสุรเดช ลิ้มพานิช (หมึก ท่าพระจันทร์) โดยมีการสร้างองค์พระจำนวน 2 ขนาด คือ 1) ขนาดสูง 75 นิ้ว จำนวน 13 องค์ เพื่อประจำกรมการพัฒนาชุมชน 1 องค์ ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง และวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน 1 แห่ง และ 2) ขนาดสูง 32 นิ้ว สำหรับบูชาบนสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และอำเภอ รวม 955 องค์ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” ได้แก่โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 11,414 หมู่บ้าน โดยมีกิจกรรมดังนี้ การอบรมครัวเรือนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 คน การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 8,780 แห่ง และพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 2,634 แห่ง เพื่อใช้ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านละ 30 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 342,420 คน นอกจากนี้ ได้สนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นจำนวน 168 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ กาญจนบุรี กระบี่ สุรินทร์ และสุโขทัย โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล 878 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 15,000 คน โดยการฝึกปฏิบัติในพื้นที่แปลง CLM, HLM เพื่อสร้างทีมขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการปฏิบัติบูชา “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อพัฒนาชุมชนดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กปร. นอกจากนี้ได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา” มากำหนดเป็นชุดวิชาสำหรับฝึกอบรม พัฒนากรก่อนประจำการ

นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระยะที่ 1 และต่อในระยะที่ 2 ด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัฒนธรรมการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คนไทยช่วยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายผ้าไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน การดำเนินการส่งเสริมการจ้างงาน นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน และเป็นการส่งเสริม ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าถึง การตลาดออนไลน์ได้ ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจน ให้ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลจากระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) แก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ สร้างความมั่นคงให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านคนรักษ์ช้าง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตามพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่อง ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” โดยการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) หรือ GIS เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บสารสนเทศชุมชน หมู่บ้านคชานุรักษ์ หมู่บ้านขยายผล และหมู่บ้านได้รับผลกระทบ เชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งพิกัดชุมชน ข้อมูลชุมชน ผู้นำชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สถานการณ์ช้าง การป้องกัน เฝ้าระวัง องค์ความรู้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับภารกิจกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงคงเข้มแข็งในชีวิตให้กับประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565”

อธิบดี พช.กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนากรมการพัฒนาชุมชน นับเป็นโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่ง ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้สำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งยังความเป็นสิริมงคลมาสู่ข้าราชการ พนักงานราชการและเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชนทุกคนได้มีกำลังใจในการทุ่มเททำงานอย่างอดทน และเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน ให้มากยิ่งขึ้นสืบไป

ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร “น่านเจ้า” ยลชุมชนไทลื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/648429

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 11:15 น.ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร“น่านเจ้า”ยลชุมชนไทลื้อโดย อุทัย มณี

*********************

เป็นอนุจรติดตาม “พระเทพปวรเมธี” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขึ้นมาจังหวัดน่าน เพื่อมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพนันทาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัด

ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาจังหวัดน่าน จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทิวทัศน์สวยงาม ผู้คนมีจิตใจไมตรีอารีย์ดั่งคนเหนือทั่วไป คือ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใจ ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา

สถานที่คณะพวกเราไปพักหลังจากลงจากสนามบินก็คือ “วัดภูเก็ต” วัดนี้เป็นชื่อของชุมชน “ไทลื้อ” ที่อนุรักษ์วิถีชีวิตและรูปแบบศิลปวัฒนธรรมของตนไว้อย่างแน่วแน่น

ที่นี้มี “พระเทพเวที” รักษาการเจ้าคณะภาค 6 รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มจร เป็นเสมือนเจ้าอาวาสตัวจริง คอยต้อนรับในฐานะ “เจ้าถิ่น”

วัดภูเก็ต มีโรงแรมระดับ 4 ดาวเรียกว่า “โรงแรมธรรมะ” ทิวทัศน์ตั้งอยู่บนเนินเขา มองไปด้านล่างเห็นบ้านเรือนผู้คนและท้องนา ภูเขาสวยงามตระการตา

วัดภูเก็ต มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีสามเณรมาเรียนประมาณ 120 รูป และที่นี่สามเณรค่อนข้างมีคุณภาพสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทุกปี

วัดภูเก็ต เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลาง “หมู่บ้านเก็ต” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีอายุหลายร้อยปีของชุมชน  “ไทลื้อ”

ด่านล่างของวัดมีทั้ง “ถนนคนเดิน” และ “ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” หรือ สินค้า otop ของชุมชนไทลื้อ  โดยการสนับสนุนของ กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหลัก

เท่าที่ฟังจากพระเทพเวที พระคุณเจ้าถือว่า “เป็นคนรักบ้านเกิด” จริง ๆ เป็นสะพานบุญเชิญ ชวน เชื่อม ชวนคนเมืองกรุง มาช่วยบ้านเกิดท่าน เฉพาะตัวเงินที่ท่านนำมาพัฒนาวัด,โรงเรียน,ชุมชน “ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

และที่นี้ท่านมีพยายามไม่ให้คนในชุมชน ญาติพี่น้องท่าน “ขายที่ดิน” รักษาประเพณี รักษาเครือข่ายระบบญาติพี่น้องไว้ในชุมชนอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากหากคนในชุมชนอื่นหรือต่างถิ่นอื่นมาอยู่ พระคุณเจ้ากลัว “แตกสามัคคี”

คนที่นี้ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม,ผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือ,กะละแมไทลื้อสูตรโบราณบ้านเก็ต เลี้ยงชีพไม่ค่อยมีคนไป “ขายแรงงานเมืองใหญ่ หรือเมืองกรุงกันมาก”

ไม่ไกลจากวัดภูเก็ตมากนักมี “ โคก หนอง นาโมเดล” ด้วย เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นเมืองเกษตรคนจึงสนใจเยอะสมัครเข้าร่วมโครงการมากถึง 273 ครัวเรือน สำหรับการจ้างงานคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ภาษาโคกหนองนาเรียกว่า “นักพัฒนาต้นแบบ” จังหวัดน่านมี 248 คน และตอนนี้กำลังอบรมสู่เข้ารุ่นที่ 7 แล้ว

โดยเฉพาะอำเภอปัว มีผู้เข้าร่วม 15 ครัวเรือน แอบไปดูพื้นที่ทำโคก หนอง นาโมเดลขนาด 1 ไร่ของคุณอุทิศ จิตอารี ที่นี้เขาทำอยู่ก่อนแล้ว เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ด้วย

ปัญหาหนึ่งเท่าที่ฟังจากพัฒนากรและนักพัฒนาต้นแบบอำเภอปัว ประสบปัญหาเรื่อง “ช่างออกแบบและควบคุมขุดบ่อ” เพราะกรมพัฒนาชุมชนไม่มีช่างออกแบบหรือช่างควบคุมงานและตรวจงาน วิธีแก้ปัญหาตอนนี้คือ ขอช่างจากหน่วยงานท้องถิ่นและให้ทหารมาช่วย..

ภาคบ่ายไกด์กิตติมศํกดิ์ รก.เจ้าคณะภาค 6 “พระเทพเวที” พาเที่ยววัด พาเที่ยวพระธาตุเก่าแก่อายุรุ่นเดียวกับยุคสุโขทัย ที่ท่านไปบูรณะเอาไว้ ทำบรรไดพญานาคสวยงาม พาไปกราบวัดชุมชนไทลื้อเก่าแก่

ยอมรับเลยว่า.. จังหวัดน่านมีเสน่ห์มีแหล่งท่องเที่ยวนอกจากธรรมชาติที่สวยงามอากาศดีติดอันดับแล้ว ศิลปะวัฒนธรรมชุมชนมีเสน่ห์น่าชมมากจริง ๆ เสียดายเวลามีน้อย

หากมีโอกาส..จะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน……