จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655503

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 21:15 น.

จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วยฝรั่งเตรียมรุมจีน (อีกแล้ว) แต่จีนไม่ใช่ประเทศคนป่วยแ่หงเอเชียอีกต่อไป การรุกสกรัมจีนรังแต่จะทำให้เกิดความพินาศย่อยยับด้วยกันทุกฝ่าย แต่พวกเขาจะแก้เกมนี้อยา่งไร

นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ G7 แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนอย่างชัดเจนขนาดนี้

ไม่ใช่แต่เอ่ยถึงด้วยด้วยคำที่แข็งกร้าวในแถลงการณ์การประชุมสุดยอดเท่านั้น (บอกว่าจีนคือท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก) แต่ยังลากไปถึงการประชุม NATO ที่จัดขึ้นในวัดถัดมาด้วยที่ “มหาอำนาจฝรั่ง” บอกชัดว่าจีนคือภัยคุกคาม (บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามแต่ยังไม่กล้าเรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์)

G7 ยังเจาะยางจีนเข้าไปที่จุดอ่อนคือซินเจียงและฮ่องกง โดยบอกว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และบอกให้จีนคืนอำนาจการปกครองตนเองให้ฮ่องกงซะ แถม G7 ยังแสดงความเป็นน้่ำหนึ่งใจเดียวกับไต้หวันอีกด้วย

จีนไม่ยอมเป็นเป้านิ่งแน่นอนโดยเฉพาะช่วงนี้ที่จีนหัวร้อนง่ายเป็นพิเศษทั้งระดับรัฐบาลและระดับประชาชน โฆษกสถานทูตจีนในอังกฤษ (เจ้าภาพประชุม G7) กล่าวว่า G7 ใส่ร้ายจีนและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเขตซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน และยืนยันว่าจีนจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว

พอถึงการชุมนุมของมหาอำนาจที่ NATO ก็บีบจีนไม่หยุดอีกเช่นกัน ครวนี้บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามของชาติตะวันตกเลยทีเดียว โดยให้เหตุผลว่าเพราะจีนดันไปซ้อมรบกับรัสเซียในแถบแอตแลนติกซึ่ง NATO เป็นเจ้าถิ่นดังนั้นจีนแหย่รังแตนก่อน จะว่า NATO หาเรื่องก็ไม่ถูก

แต่อย่างที่เกริ่นไปว่า NATO ยังยังไม่กล้าเรียกจีนเป็นปฏิปักษ์ เช่น บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่บอกว่า “ไม่มีใครอยากเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน แต่มันมีความท้าทายอยู่”

ความท้าทายนี้คือะไรเขาไม่ได้บอกไว้ แต่มันเป็นกลเม็ดโวหารทางการทูตที่มักพูดอะไรกำๆ กวมๆ ให้คนคิดว่ามันมีเหตุผลล่ะน่าที่จะเล่นงานจีน

แต่พอมาดูที่เยนส์ สโตลเตนเแบร์ก เลขาธิการใหญ่ NATO เราจะรู้สาเหตุของการเล็งเป้าไปที่จีนทันที

สโตลเตนเแบร์กกล่าวว่า พันธมิตรตะวันตกต้องตอบสนองต่อการผงาดของเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของจีน และคำแถลงในการประชุมสุดของ NATO จะประสานกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับจีน

เขาบอกว่า “จีนกำลังเข้าใกล้เรามากขึ้น เราเห็นพวกเขาในโลกไซเบอร์ เราเห็นจีนในแอฟริกา แต่เราเห็นว่าจีนลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเราเอง” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่ของ NATO ก่อนที่ผู้นำจะเริ่มเข้าร่วมการประชุมสุดยอด

“เรารู้ว่าจีนได้มีค่านิยมร่วมกับเรา … เราจำเป็นต้องตอบสนองร่วมกันในฐานะพันธมิตร” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์

ถ้าเขาบอกว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์ มองในแง่ดีสุดๆ ก็คงมองจีนเป็นแค่คู่แข่ง แต่ถ้าเชื่อตามนั้นก็คงไร้เดียงสาเป็นที่สุด เห็นได้ชัดว่ามหาอำนาจตะวันตกล็อคเป้าหมายไปที่จีนแล้ว

ไม่มีช่วงไหนที่จีนจะแข็งแกร่งและอ่อนแอในเวลาเดียวเท่าตอนนี้

จีนอ่อนแอเพราะเป็นต้นตอของการระบาดใหญ่ จึงง่ายที่จะโจมตีจีนว่าเป็นเหตุแห่งความวิบัตินานาประการ เมื่อเล่นงานจีนด้วยข้อหานี้แล้วก็ต้องเล่นให้ถึงตาย ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐจึงไม่หยุดที่จะตีจีนด้วยทฤษฎีที่ว่าเชื้่อโควิด-19 ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่น่าจะหลุดจากห้องแล็บในจีน

ด้วยวิธีการนี้จีนจะกลายเป็นจำเลยในสายตาโลก จีนจะถูกโดดเดี่ยว แและถูกเกลียดชัง เป็นการรบโดยไม่ต้องใช้อาวุธแต่ใช้สงครามจิตวิทยาให้ศัตรูพังไปเอง

กลยุทธ์นี้ยังใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะการสอบสวนขององค์การอนามัยโลกไม่พบหลักฐานว่าเชื้อเกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยมนุษย์ และจีนพยายามใช้การทูตวัคซีนเพื่อซื้อใจประเทศต่างๆ ซึ่งมันได้ผลกระทั่งในประเทศยุโรปเอง เช่น เซอร์เบียที่พึ่งพาชาติตะวันตกด้วยกันไม่ได้ แต่ได้ความช่วยเหลือจากจีนจน “บูชา” น้ำใจจีนไม่หยุดหย่อน

จุดอ่อนของจีนอีกจุดคือฮ่องกงซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีทางที่ชาติอื่นจะแทรกแซงได้แล้วเพราะจีนปิดประตูเหนียวแน่น G7 จึงติดปลายนวมนิดหน่อยเผื่อจะกวนจีนได้

กับกรณีซินเจียงที่จีนถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ เรื่องนี้รัฐบาลและสื่อตะวันตกค่อยๆ ตีจีนให้น่วมไปเรื่อยๆ ด้วย “ชุดข้อมูล” ของพวกเขา ซึ่งจีนไม่ยอมรับชุดข้อมูลที่ว่าและบอกว่ามันคือเรื่องหลอกลวง

น่าสนใจที่ G7 สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน แต่ไม่แยแสสิทธิมนุษยชนในประเทศที่สมาชิก G7 และ NATO ไปแทรกแซง (หรือจะใช้คำแรงๆ ก็คือไปรุกราน) เช่นในอิรัก

เมื่อพูดถึงอิรัก มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งมันเริ่มจากการรายงานข่าวของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เรื่อง “Intelligence on Sick Staff at Wuhan Lab Fuels Debate on Covid-19 Origin” (ข่าวกรองเรื่องพนักงานป่วยที่แล็บในอู่ฮั่น จุดประกายการโต้เถียงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดโควิด-19) ผู้เขียนบทความนี้อ้าง “เจ้าหน้าที่ปัจจุบันและอดีต” ที่ไม่เผยนาม โดยอ้างว่านักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น “ไปโรงพยาบาลในเดือนพฤศจิกายน 2019 ไม่นานก่อนที่จะได้รับการยืนยันการระบาดของ COVID-19”

หลังจากบทความนี้เผยแพร่ไปรัฐบาลสหรัฐก็เร่งเครื่องให้มีการสอบสวนที่มาของโรคโดยเล็งเป้าหมายไปที่จีนไบเดนถึงกับสั่งให้ทีมข่าวกรองส่งรายงานภายใน 90 วันว่าเชื้อมันหลุดจากแล็บจริงหรือไม่ จนกระทั่งมาถึงการประชุม G7 ก็ยังพูดกันถึงเรื่องการสืบสวนที่มาของโรคโดยหมายหัวจีนอาไว้ “ต้องเป็นตัวการแน่ๆ”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอิรัก?

ตอบว่าคนเขีบนบทความให้ Wall Street Journal ที่ตั้งข้อสงสัยจีนคือ Michael R. Gordon ซึ่งเป็นอดีตผู้เสื่อข่าวของ The New York Times ที่เขียนบทความรายงานข่าวกับ Judith Miller เรื่อง “U.S. Says Hussein Intensified Quest for A-Bomb Parts.” ที่อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่าซัดดัม ฮุสเซนมีอาวุธทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง โดยที่ผู้เขียนอ้าง “เจ้าหน้าที่อเมริกัน” และ “ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรอง” ที่ไม่ระบุชื่อเป็นเพียงแหล่งข่าวเดียวและยังไม่ยอมเปิดเผยแหล่งขาวด้วยเมื่อถูกซักไซ้

ข้อมูลของรายงานนี้เป็นความเท็จและต่อมา The New York Times เขียนชี้แจงอ้อมๆ (โดยยอมรับว่า “เราพบกรณีการรายงานจำนวนหนึ่งที่ไม่รอบคอบเท่าที่ควร”) แต่มันสมประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐแล้ว เพราะเป้าหมายคือทำให้สาธารณชนเชื่อว่าซัดดัมมีอาวุธร้ายแรงและมีความชอบธรรมที่จะส่งกำลังทหารไป “ช่วยปลดปล่อยชาวอิรัก”

เรื่องของ “การกุข่าว” แบบนี้ยังมีอีกมาก ผู้เขียนจะยกยอดต่อไปในวันข้างหน้า

กลับมาที่เรื่องจุดอ่อนของจีนกันต่อ

จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้เกิดจุดแข็งของจีนคือความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงมากในหมู่คนจีน มันแรงจนถึงขั้นที่รัฐบาลอาจจะขอแรงประชาชนให้ทำอะไรก็ได้หากอ้างเรื่องชาติ เราจะเห็นว่าแบรนด์ดังที่ตามน้ำ “ชุดข้อมูล” ของชาติตะวันตกเรื่องซินเจียงจนไม่ยอมใช้ฝ้ายจากซินเจียงถูกคนจีนรวมหัวกันแบนจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ล่าสุด แคเรน ม็อกหรือ ม่อเหวินเหว่ย นักร้องชาวฮ่องกง ใส่ชุดของ Dolce & Gabbana เธอจึงโดนคนจีนถล่มเละคาโซเชียลไปเรียบร้อย และต้องออกมาขอโทษขอโพยกันตามระเบียบ

Dolce & Gabbana ไม่ได้เกี่ยวกับกรณีฝ้ายซินเจียง แต่ทำให้คนจีนพิโรธเพราะโฆษณาเหยียดคนจีนและคำพูดของเจ้าของแบรนด์ที่หมิ่นคนจีนเมื่อปี 2018 ทำให้คนจีนเลิกซื้อและคนดังของจีนเลิกสัญยากับแบรนด์นี้ กรณีนี้ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นรว่าเรื่องมันก็นานนมมาถึง 3 ปีแล้ว แต่คนจีนก็ยังแค้นฝังหุ่นไม่เลิก นี่คือพลังของชาตินิยมจีน

อีกจุดแข็งคือการสั่งสมอาวุธและการแสดงแสนยานุภาพของจีนกับไต้หวัน แต่มันจะกลายเป็นจุดอ่อนเพราะจีนกระตุกง่ายเกินไปเรื่องไต้หวัน ทุกครั้งที่ไต้หวันขยับเรื่องเอกราช จีนจะต้องออกมาโชว์ออฟพลังการรบอยู่ร่ำไป ซึ่งมันเข้าทางชาติตะวันตกและญี่ปุ่นที่จะกระโจนออกมาหนุนไต้หวันทุกครั้งไป ส่วนไต้หวันก็เร่งเครื้่องซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งยิ่งทำให้จีนข่มขู่หนักขึ้่นไปอีก ราวกับเป็นวงจรอุบาทว์

บี้กันไปบี้กันมาแบบนี้ ทำให้ไต้หวันถูกมองว่าอาจจะเป็นจุดตายที่คาดไม่ถึงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้

สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกจะดีจะร้ายยังต้องใช้ญี่ปุ่นกับเกาหลีด้วย ทั้งสองเป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างแน่นอน แต่เผอิญว่าคู่กัดประจำวงที่หาทางลงรอยกันยาก แม้จะมองว่าจีนเป้นภัยคุกคามต่อพวกตน แต่เกาหลีและญี่ปุ่นก็ยังมองว่าแต่ละฝ่ายเป็นภัยคุกคามต่อตัวเองมากกว่าจีน

เราจะเห็นได้ว่าที่ประชุม G 7 ทั้งสองประเทศยอมนั่งคุยกันคัร้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 แต่ผู้นำทั้งคู่เพียงแค่ทักทายก่อนเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ได้แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเลย แถมประชุมเสร็จทางผู้นำญี่ปุ่นยังบอกว่า “เราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นเพราะเราไม่สามารถรักษาสัญญาระหว่างประเทศได้” ที่เขาเอ่ยถึงคือกรณีขัดแย้งสองชาติเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อันนี้ไม่ใช่จุดอ่อนของจีนแต่เป็นจุดอ่อนของสหรัฐที่ยากจะใช้สองชาตินี้ร่วมยันจีน อย่างดีญี่ปุ่นก็แค่สนับสนุนไต้หวันเป็นระยะๆ

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์ทีเกิดขึ้นหลังการประชุม G7 คราวนี้ชวนให้นึกถึงพันธมิตร 8 ชาติที่รุมสกรัมจีนเมื่อปี 1900

“กลุ่ม G8” เมื่อร้อยกว่าปีก่อนคือ เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี

การรุกรานของกองทัพพันธมิตร 8 ชาติครั้งนั้นทำลายจีนจนพินาศจากมหาอำนาจอารยธณรมโบราณ กลายเป็นคนป่วยของเอเชียที่ถูกฝรั่งและญี่ปุ่นแย่งกันกระซวกแผ่นดินจีนมาเป็นเขตอิทธิพลของตนเอง

G7 ทุกวันนี้ก็ยังมี เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรีย-ฮังการีนั้นไม่มีแล้วและแทนที่ด้วยแคนาดา ส่วนรัสเซียนั้นเคยเป็นสมาชิกของ G7 มาก่อนจนกลุ่มเคยใช้ชื่อ G8 มาพักหนึ่งกกระทั่งในปี 2014 เมื่อรัสเซียเขมือบไครเมีย ทางกลุ่มจึงไล่รัสเซียออกไป

แต่มีบางประเทศที่ยังโหยหารัสเซียอยากให้ G7 เป็น G8 อีกครั้ง และการประชุมคราวนี้ยังเห็นว่าชาติตะวันตกนั้น “เลือดข้นกว่าน้ำ” เพราะขณะที่กังวลกับรัสเซีย ไบเดนก็เลือกที่จะนั่งคุยกับปูตินสองต่อสองที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่กับจีนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าจะคุยกันดีๆ แถมไบเดนยังเคยมีสุนทรพจน์ให้คนอเมริกันกลัวจีนเข้าไปอีกว่า “อีก 15 ปีจีนคิดว่าจีนจะครองอเมริกาได้” โดยอ้างว่าสีจิ้นผิงเป็นคนบอกกับเขา

แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ได้บอกว่าจีนจะครองอเมริกาอย่างไร (เพราะเขาคงได้ยินสีจิ้นผิงพูดมาแค่นั้น) ดังนั้นเราคงต้องเห็นการหักเหลี่ใระหว่างจีนกับชาติตะวันตกกันต่อไป อย่างน้อยก็คงในระหว่าง 15 ปีต่อจากนี้

แต่มันไม่ใช่เกมง่ายๆ ถึงตะวันตกจะบอกว่านี่ไม่ใช่สงครามเย็น แต่พวกเขาปฏิบัติกับจีนเหมือนกำลังทำสงครามเย็น จีนก็จะปฏิบัติต่อชาติตะวันตกเหมือนกับยุคสงครามเย็นเช่นกัน 

เฉพาะหน้าแล้วตอนนี้รัสเซียภัยคุกคามตัวฉกาจของ G7 และ NATO อย่างชัดเจน ในที่ประชุมคราวนี้ดูเหมือนจะพูดเรื่องรัสเซียมากกว่าจีนด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละพวกเขามีเวทีคุยกันได้ง่ายกว่าจีนและรัสเซียก็ยังเคยเป็น G8 ที่ยางคนอยากให้กลับมาร่วมวงด้วยซ้ำ

เมื่อตัดรัสเซียออกไป ทุกวันนี้ประเทศพวกนี้ก็ยังคงพยายามสั่นคลอนจีนและและตัดตอนไม่ให้จีนเติบใหญ่ แต่จีนไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน และการแสดงท่าทีทางทหารของจีนแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ

จนชวนให้กังวลว่าการปะทะครั้งต่อไป ไม่ใช่แค่ฝรั่งจะรุมจีนฝ่ายเดียว แม้จีนจะลุยคนเดียวแต่ก็จะไม่ยอมตายคนเดียว จีนลากฝรั่ง “ลงนรก” ไปด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

สื่อนอกรายงานวัคซีนไทยล่าช้า ประชาชนเซ็ง-ศก.ดันไม่ขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655494

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 18:59 น.

สื่อนอกรายงานวัคซีนไทยล่าช้า ประชาชนเซ็ง-ศก.ดันไม่ขึ้นสื่อต่างประเทศรายงานถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่าไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีนและโรงพยาบาลหลายสิบแห่งทั่วประเทศต้องเลื่อนกำหนดฉีดวัคซีนในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าอาจทำให้แผนการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวในไตรมาสที่สี่ล้มเหลว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเมื่อต้นปีที่แล้ว

บลูมเบิร์กระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ดีเดย์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 2 ล้านโดส ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 500,000 โดสต่อวัน

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 6 ล้านโดสซึ่งครอบคลุมประชากรราว 4% ของประชากรทั่วประเทศ ขณะที่ไทยตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่าอุปทานวัคซีนลดน้อยลงเนื่องจากมีความต้องการอย่างล้นหลาม แต่รัฐบาลกำลังพยายามจัดการสถานการณ์ โดยคาดว่าปลายสัปดาห์นี้วัคซีนของ AstraZeneca จำนวน 1.5 ล้านโดสจะถูกแจกจ่ายไปยังกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาด

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานว่าโรงพยาบาลอย่างน้อย 20 แห่งในกรุงเทพมหานครเลื่อนนัดหมายการฉีดวัคซีนที่กำหนดไว้ในสัปดาห์นี้เนื่องจากการส่งมอบวัคซีนล่าช้า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าอาจมีความสับสนเนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ตรวจสอบกับฝ่ายบริหารของกรุงเทพฯ พร้อมยืนยันว่าจะมีการจัดส่งวัคซีนไปยังกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมารอยเตอร์สยังรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งล่าสุดและใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายถึง 8 แสนล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศยังระบุว่าวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ก็เผชิญกับปัญหาล่าช้าหลังจากที่หลายประเทศในภูมิภาครายงานถึงความล่าช้าในการจัดส่งวัคซีนดังกล่าว

โดยแผนการกระจายวัคซีน AstraZeneca ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาศัยการผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ประมาณ 200 ล้านโดสซึ่งจะส่งไปยังไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียด้วย

โดยไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันซึ่งสั่งซื้อวัคซีนจำนวน 10 ล้านโดสกล่าวเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่าความล่าช้าอาจเกิดจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่รุนแรงในประเทศไทยทำให้ไทยต้องกักตุนวัคซีนให้ประชาชนในประเทศก่อน ขณะที่ทางการไทยชี้แจงว่าไม่ได้กักตุนวัคซีนแต่อย่างใด

รวมถึงฟิลิปปินส์และมาเลเซียซึ่งสั่งซื้อวัคซีน AstraZeneca ก็คาดว่าวัคซีนล็อตที่ผลิตในประเทศไทยจะเกิดความล่าช้าเช่นกัน

เผยผลการทดลองวัคซีน Novavax ประสิทธิภาพ 90.4% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655500

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 17:52 น.

เผยผลการทดลองวัคซีน Novavax ประสิทธิภาพ 90.4%วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Novavax เสร็จสิ้นขั้นตอนการทดลอง เดินหน้าขออนุมัติใช้ในนานาประเทศ

Novavax หนึ่งในผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เผยผลการทดลองวัคซีนระยะสุดท้ายโดยผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพโดยรวมในการต้านไวรัสโคโรนาอยู่ที่ 90.4% รวมถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่น่ากังวล

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

ดร. Gregory Glenn หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Novavax กล่าวกับรอยเตอร์สว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 91% ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง และมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการติดเชื้อในระดับปานกลางและรุนแรง

สำหรับผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มตัวอย่างเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปและมักไม่รุนแรง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เป็นต้น

บริษัทผู้ผลิตระบุว่าการทดลองขั้นสุดท้ายในกลุ่มตัวอย่าง 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมที่จะยื่นขออนุมัติใช้ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ Novavax เดินหน้าในการผลิต 100 ล้านโดสต่อเดือนภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 150 ล้านโดสต่อเดือนในไตรมาสที่ 4

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655489

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 17:27 น.

ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทยหลังจากที่ประธานาธิบดีของไต้หวันเอ่ยถึงวัคซีนที่สั่งจากไทย ทำให้เกิดกระแสพูดถึงในวงกว้างในประเทศไทยเรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยมีหนังสือชี้แจงกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวในประเทศไทยรายงานว่าประธานาธิบดีไต้หวันไช่อิงเหวินได้กล่าวว่าประเทศไทยได้เก็บวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ที่ผลิตที่ไทยไว้ใช้เอง และต่อมานางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบนทวิตเตอร์ว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการส่งออกวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า

สำนักงานฯ แถลงว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่ ได้แสดงความคิดเห็นขณะให้สื่อไต้หวันสัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไม่สามารถผลิตได้ตามจำนวนที่ต้องการนั้น เนื่องจากความสามารถการผลิตวัคซีนทั่วโลกไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกประเทศได้ และเนื่องจากประเทศไทยและอินเดียซึ่งเป็นประเทศผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังต่อสู้กับวิกฤตโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนไต้หวันรอคอยวัคซีนอย่างอดทน

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ประธานาธิบดีไช่ได้อธิบายต่อประชาชนไต้หวันว่าการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนตนเองเป็นเรื่องเร่งด่วน “อันดับแรก” สำหรับรัฐบาลทุกประเทศ อีกทั้งตระหนักว่าจำนวนวัคซีนที่บริษัทผลิตวัคซีนแต่ละแห่งสามารถผลิตได้นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั่วโลกอีกมาก ดังนั้นทุกประเทศจึงพยายามทุกวิธีทางเพื่อให้วัคซีนถึงประเทศตนเองอย่างเร็วที่สุด สำนักงานฯ ขอชี้แจงว่า ในขณะให้สัมภาษณ์ ประธานาธิบดีไช่มิได้กล่าวว่าประเทศไทย “ปิดกั้น” (block) การส่งออกวัคซีน

“ในขณะที่ทั่วโลกยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายของโรคระบาด ทั้งไต้หวันและไทยเมื่อปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2020) ต่างรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19ได้เป็นอย่างดี เราเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองฝ่ายจะมุ่งมั่นส่งเสริมสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราหวังว่ากระบวนการผลิตวัคซีนจะเป็นไปได้ด้วยดีทำให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามกำหนด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” แถลงการณ์ระบุ

แหล่งข่าวเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ทางไต้หวันได้หารือกับสำนักงานใหญ่ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 10 ล้านโดส แต่จนถึงตอนนี้ได้รับเพียง 100,000 โดส แหล่งข่าวไม่สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบและจำนวนโดสที่ผลิตโดยโรงงานที่ได้รับอนุญาตจากแอสตร้าเซนเนก้า ประเด็นที่ว่านี้จะต้องดูที่สัญญาระหว่างไต้หวันกับบริษัทว่าโรงงานในประเทศไทยหรืออินเดียที่รับผิดชอบการผลิต

Photo by Handout / Taiwan Presidential Office / AFP

ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655481

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมืองเมื่อการต่อสู้แบบสันติไม่ได้ผลอีกต่อไป ประชาชนเมียนมาตัดสินใจจับอาวุธสู้ทหารแบบกองโจร

คนกลุ่มหนึ่งในเมียนมากำลังทำสงครามกองโจรเพื่อพยายามโค่นล้มการปกครองของทหาร แต่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวย่างกุ้งบางคนกังวลเรื่องความปลอดภัย

โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาขบวนการต่อต้านรัฐประหารในหลายพื้นที่ของเมียนมาได้เปลี่ยนจากการประท้วงอย่างสันติเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ

การเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนที่เห็นพบเห็นในช่วง 2 เดือนแรกหลังการรัฐประหารเริ่มลดน้อยลงเมื่อกองกำลังรักษาความมั่นคงใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามและสังหารกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ

สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหารจนถึงต้นเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่อย่างน้อย 845 คน และมีผู้ถูกจับกุมอีกอย่างน้อย 5,652 คน

ขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่พอใจกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ และเริ่มที่จะปฏิเสธการประท้วงโดยสันติและยกระดับความรุนแรงมากขึ้น เมื่อทหารใช้อาวุธปราบปรามการประท้วงอย่างสันติ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะตอบโต้กลับ

กองทัพกดดันให้พวกเขาต้องจับอาวุธ

คนหนุ่มสาวหลายร้อยคนหรืออาจจะถึงหลายพันคนตามรายงานของ Frontier Myanmar หลบหนีไปยังพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เพื่อรับการฝึกวิชาทหารและการสู้รบ

นับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมาการสู้รบและการวางระเบิดได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วประเทศเมียนมา

หนึ่งในนั้นคือ Ko Min Wai บัณทิตวิศวกรรมวัย 26 ปีเป็นผู้สนับสนุนการประท้วงอย่างสันติมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แต่เมื่อกองกำลังเมียนมาเริ่มปราบปรามการประท้วงอย่างไร้ความปราณี เขาและเพื่อนตัดสินใจจับอาวุธสู้รบกับกองทัพเมียนมา

“เราประท้วงอย่างสันติไม่ได้อีกต่อไปเมื่อทหารยิงพวกเราด้วยกระสุนจริง เราต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร” เขากล่าวกับ Frontier Myanmar เมื่อเดือนพ.ค. และในเดือนนั้นเขาและเพื่อนจึงเดินทางจากย่างกุ้งไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์

พวกเขาเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 1 เดือน โดยมีเยาวชนเข้าร่วมด้วยราว 50 คน เพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้โดยใช้ระเบิดและปืน ก่อนที่จะกลับไปยังย่างกุ้งเพื่อสู้กับกองทัพเมียนมา

เมื่อกลับมายังย่างกุ้งเขาและสมาชิกคนอื่นๆ กำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า “สงครามกองโจร” พวกเขาวางระเบิดค่ายทหาร ตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานราชการ โดยมีชุดกองโจรอย่างน้อย 10 ชุดที่ปฏิบัติการอยู่ในย่างกุ้ง

จนถึงขณะนี้หลายเมืองในย่างกุ้งถูกโจมตีด้วยระเบิด และหลายครั้งเกิดขึ้นในเวลากลางคืนและถูกกำหนดเป้าหมายไปที่หน่วยงานราชการ สถานีตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมัน

โดย Radio Free Asia รายงานว่ามีการวางระเบิดมากกว่า 300 ครั้งในเมียนมานับตั้งแต่รัฐประหาร โดยการโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่โรงเรียนของรัฐ

จับมือทำสงคราม

ในขณะเดียวกันคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) ได้พยายามที่จะจัดตั้งกองทัพสหพันธรัฐ โดยเริ่มจัดตั้งกองกำลังเอกภาพ (UDF) และพัฒนามาเป็น กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ในที่สุด โดยมีการประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้ร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ในเมียนมา

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม Daw Khin Ma Myo กล่าวว่า PDF ในท้องถิ่นจำนวนมากกำลัง “เตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม” และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาจะเริ่มการต่อสู้ในอนาคตเมื่อถึงเวลา

สมาชิก PDF ชาวย่างกุ้งคนหนึ่งเผยว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติกำลังทำงานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธมากขึ้น รวมถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAO)

ประชาชนหวั่นถูกลูกหลง

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีแบบกองโจรค่อยๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเหตุระเบิดที่เกิดชึ้นบ่อยครั้งสร้างความวิกตกกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา Myanmar Now รายงานว่าสมาชิก PDF ลงมือสังหารตำรวจในเมืองมัณฑะเลย์ 2 นายที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้ก่อเหตุยังได้ยึดอาวุธปืนพร้อมระบุว่าจะทำลายฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดรวมถึงใครก็ตามที่ให้การช่วยเหลือฝ่ายนั้น

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีทหารถูกยิงเสียชีวิต 1 นายและได้รับบาดเจ็บ 1 นายที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยโฆษกกลุ่ม PDF และหัวหน้าสาขาเมืองมัณฑะเลย์ระบุว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกได้วางระเบิดใน 5 เขต และอาจนำมาซึ่งสงครามในอีกไม่ช้า พร้อมเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารประจำการ เพราะไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงไปด้วย

“ฉันไม่กังวลหากมีการโจมตีด้วยระเบิดระเบิดในพื้นที่ของกำลังรักษาความปลอดภัยและพวกทหารตาย แต่ฉันกังวลว่าประชาชนที่ไม่รู้เห็นเหตุการณ์จะได้รับอันตรายจากการทิ้งระเบิดในที่สาธารณะ” ชาวบ้านคนหนึ่งในย่างกุ้งกล่าว

พร้อมเสริมว่า “เราไม่ต้องการระเบิด แต่เราก็ไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารได้…ขอให้ชาวบ้านไม่ได้รับอันตราย”

หลายฝ่ายยังเรียกร้องให้กองโจรเลี่ยงการโจมตีสถานที่อย่างโรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน หรือที่สาธารณะอื่นๆ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีกองกำลังหลายกลุ่มมากเกินไป และพวกเขาปฏิบัติการเป็นอิสระจึงยากต่อการควบคุม

ขณะที่กองทัพเมียนมาเองก็เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยมีการส่งกำลังทหารไปประจำการบริเวณโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และหลายครั้งมีการเปิดฉากยิงจากสถานที่เหล่านั้น

อย่างไรก็ตามกองโจรยืนยันว่าพวกเขาจะเดินตามกลยุทธ์ของตัวเองและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าการโจมตีแบบกองโจรจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอให้ประชาชนระวังตัว

Photo by Handout / various sources / AFP

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655471

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตกนาโต้ยังหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย ขณะที่จีนกล่าวว่าตะวันตกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของตน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้นำ NATO จะแสดงจุดยืนด้วยการจะประกาศว่าให้จีนเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อพันธมิตรตะวันตกเป็นครั้งแรก หนึ่งวันหลังจาก G7 ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและไต้หวัน ขณะที่จีนตอบโต้ว่าเป็นการใส่ความ

เยนส์ สทอลเทนแบร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการ NATO ระบุว่าการประชุมสุดยอดในวันจันทร์เป็น “ช่วงเวลาสำคัญ” และการประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เห็นว่าพันธมิตรยังคงเป็นแกนกลางที่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐในการรักษาสันติภาพและประชาธิปไตยทั่วโลก รวมถึงการยืนหยัดต่อต้านจีนและ การเสริมแสนยานุภาพทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว

นักการทูตกล่าวว่า แถลงการณ์สุดท้ายของการประชุมสุดยอด NATO จะไม่เรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์ แต่จะแสดงความกังวล โดยเรียกจีนว่าเป็นความท้าทายที่ “เป็นระบบ” ต่อความมั่นคงของมหาสมุทรแอตแลนติกใเพราะจีนเข้าร่วมกับรัสเซียในการฝึกซ้อมทางทหาร เปิดการโจมตีทางไซเบอร์ และเสริมสร้างกองทัพเรืออย่างรวดเร็ว

บรรดาผู้นำของกลุ่ม G7 ที่พบกันในอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำหนิจีนเรื่องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง เรียกร้องให้จีนรักษาอำนาจปกครองตนเองของฮ่องกงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนที่มาของไวรัสโคโรน่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในประเทศจีน

สถานทูตจีนในลอนดอนกล่าวว่า ได้คัดค้านอย่างเต็มที่กับการที่ G7 กล่าวถึงซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน โดยกล่าวว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและเปิดเผย “เจตนาร้ายของบางประเทศ เช่น สหรัฐ” ซึ่งสถานทูตกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “จะต้องไม่ใส่ความจีนให้เสียหาย”

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้นำ G7 ได้แสดงท่าทีมตามความจำเป็นเพื่อ “ตอบโต้และแข่งขัน” กับจีนในความท้าทายต่างๆ ตั้งแต่การปกป้องประชาธิปไตยไปจนถึงเทคโนโลยี

“จีนจะถูกเอ่ยในแถลงการณ์ (NATO) ในลักษณะที่แข็งกร้าวกว่าที่เราเคยเห็นมาก่อน” ซัลลิแวนกล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One ของไบเดนที่เดินทางจากการประชุมสุดยอด G7 ในอังกฤษไปยังเมืองหลวงของเบลเยียม

นับตั้งแต่การผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 NATO ก็ได้ปรับปรุงการป้องกันภูมิภาคให้ทันสมัยขึ้น แต่เพิ่งจะเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่สื่อตะวันตกและรัฐบาลตะวันตกเรียกว่า “ความทะเยอทะยานของจีน” แต่จีนเรียกว่าเป็นการใส่ร้าย

“ความทะเยอทะยานของจีน” ที่ชาติตะวันตกตราหน้าจีนคือท่าทีของพวกเขาที่ไม่พอใจต่อการลงทุนของจีนในท่าเรือยุโรปและแผนการจัดตั้งฐานทัพทหารในแอฟริกาไปจนถึงการฝึกร่วมทางทหารกับรัสเซียในทะเลบอลติก NATO เห็นพ้องต้องกันว่าการสมควรจะตอบโต้ “การผงาดของจีน” อย่างรุนแรง

ในขณะเดียวกัน ความพยายามของรัสเซียในการแบ่งแยกตะวันตกจะต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงเช่นกัน นักการทูตรายหนึ่งเปิดเผยเรื่องนี้ก่อนการประชุมระหว่างไบเดนและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในวันอังคารนี้ที่เจนีวา

“ความสัมพันธ์ระหว่าง NATO และรัสเซียอยู่ในจุดต่ำสุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น” สตอลเทนแบร์ก บอกกับ The Times Radio ในวันอาทิตย์ “เราเห็นความเต็มใจที่จะใช้กำลังทหารกับเพื่อนบ้าน ยูเครน จอร์เจีย แต่เรายังเห็นการโจมตีทางไซเบอร์ เราเห็นความพยายามที่จะเข้าไปยุ่งในกระบวนการประชาธิปไตยทางการเมืองของเรา เพื่อบ่อนทำลายความไว้วางใจในสถาบันของเรา และความพยายามที่จะแบ่งแยกเรา”

ปัญหาจากภัยคุกคามนี้ บรรดาผู้นำหวังว่าไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าสู่การป้องกันโดยรวมของ NATO หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ NATO ร้าวฉาน

“เราเชื่อว่า NATO มีความสำคัญต่อความสามารถของเราในการรักษาความมั่นคงของสหรัฐ และผมต้องการให้พวกเขารู้ว่า NATO เป็นภาระผูกพันอันล่วงละเมิดมิได้” ไบเดนกล่าวเมื่อวันอาทิตย์หลังการสิ้นสุดการประชุม G7 ก่อนบินไปยังบรัสเซลส์

Photo by KENZO TRIBOUILLARD / POOL / AFP

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655450

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก ผู้ผลิควัคซีน Sputnik V กำลังทดลองวัคซีนชนิดพ่นจมูกในเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

รอยเตอร์สรายงานว่าสถาบันกามาเลยา (Gamaleya) หรือสถาบันวิจัยด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติของรัสเซียซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 สปุตนิก วี (Sputnik V) กำลังทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดพ่นจมูกกับเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

โดยอเล็กซานเดอร์ กินต์สเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันกามาเลยาระบุว่าสถาบันได้ทำการทดลองวัคซีนในเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปีและไม่พบผลข้างเคียงในกลุ่มตัวอย่างรวมถึงไม่มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย

อย่างไรก็ตามสถาบันได้มีการเสนอรายละเอียดให้ประธานาธิบดีวลาเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพิจารณาแล้วโดยคาดว่าวัคซีนดังกล่าวจะสามารถแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 15 กันยายน

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียระบุว่าวัคซีนดังกล่าวจะยังคงเป็นวัคซีนสปุตนิก วี ตัวเดิมเพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่ร่างกายแทนที่จะเป็นการฉีดยาโดยใช้เข็ม เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกในกลุ่มประชาชนที่เป็นเด็ก ด้วยความกังวลว่าเด็กอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ในรัสเซีย

ทั้งนี้ วัคซีนสปุตนิก วี ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (Viral vector) ปัจจุบันอนุมัติใช้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อฉีดครบ 2 เข็ม ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ระบุว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 91.6% โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ โดยขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวเกินกว่าพันล้านโดส

นอกจากนี้สถาบันกามาเลยายังได้พัฒนาวัคซีนสปุตนิก ไลท์ (Sputnik Light) วัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดฉีดเข็มเดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 79.4% 

Photo by JUAN MABROMATA / AFP

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655446

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:54 น.

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งที่มัสก์กับบริษัทของเขาเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก จับตาตลาดอีกครั้งว่าจะตอบรับหรือเมินเฉย

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าบริษัทจะยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้งเมื่อสกุลเงินเสมือนสกุลนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้ผลิตชาวอเมริกันได้สร้างความฮือฮาในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อประกาศว่าลูกค้าสามารถชำระเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ แต่แล้วมัสค์ก็เปลี่ยนใจ โดยระบุว่าไม่ยอมรับ Bitcoin อีกต่อไปแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการขุด Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล

นอกจากนี้ Tesla ยังเคยประกาศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าได้ลงทุนเงินสดจำนวน 1,500 พันล้านดอลลาร์ใน Bitcoin แต่ต่อมาประกาศว่าได้ขายส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว ท่าทีกลับไปกลับมาของ Tesla มัสก์สร้างความสับสนให้กับตลาดเป็นอย่างมากและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มูลค่าของ Bitcoin ตกยาวมาถึงวันนี้

“เมื่อมีการยืนยันการใช้พลังงานสะอาดอย่างสมเหตุสมผล (ประมาณ 50%) โดยผู้ขุดและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต Tesla จะกลับมาอนุญาตให้ทำธุรกรรม Bitcoin” มหาเศรษฐีมัสก์เขียนบน Twitter เมื่อวันอาทิตย์

วารสารวิทยาศาสตร์ Nature เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเหมือง Bitcoin ของจีน ซึ่งครอบคลุมเกือบ 80% ของการค้าคริปโตของโลก เสี่ยงต่อการทำให้จีนไปไม่ถึงเป้าหมายแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศ เพราะการมทำเหมืองขุดคริปโตบางส่วนใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

มัสก์ถูกโจมตีมาตลอดว่าพยายามปั่นป่วยราคาของ Bitcoin และมีบทความหนึ่งที่วิเคราะห์ว่ามัสก์ทวีตเรื่อง Bitcoin เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจของเขา ซึ่งมัสก์ทวีตตอบโต้ข้อกลาวหานี้เมื่อวันอาทิตย์

“เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง Tesla ขายเพียง 10% ของการถือครองเพื่อยืนยันว่า BTC (Bitcoin) สามารถชำระบัญชีได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องย้ายตลาด”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655444

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:41 น.

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซียสรุปประชุมผู้นำประเทศกลุ่ม G7 มีประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งการเมืองและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสาธารณสุข แต่ประเด็นร้อนอยู่ที่การเล็งเป้าหมายไปที่จีนกับรัสเซีย

การประชุมผู้นำประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศหรือ G7 ที่จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษได้สิ้นสุดลงในวันที่ 13 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประเทศที่ข้าร่วมการประชุม ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีผู้นำสหภาพยุโรป (EU) อินเดีย เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยประเทศ G7 ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังการประชุมโดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. ความท้าทายประเทศจีน

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ระบุว่าจะร่วมมือกันเพื่อท้าทายแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจของประเทศจีนตลอดจนเรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและฮ่องกง

“สำหรับประเทศจีนและการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เราจะยังคงหารือเกี่ยวกับแนวทางร่วมกันเพื่อท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก” แถลงการณ์ระบุ

2.ปัญหาโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจุดสนใจหลักของการเจรจาวันสุดท้ายของผู้นำกับกลุ่มประเทศ G7 ที่สนับสนุนการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน กำหนดเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และเป้าหมายปกป้องธรรมชาติและมหาสมุทร 30% ภายในปี 2030

รวมถึงตกลงที่จะให้เงินสนับสนุนเพื่อช่วยประเทศยากจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและรับมือกับภาวะโลกร้อน

3. วัคซีน 1 พันล้านโดส

ผู้นำทั้ง 7 ประเทศตกลงที่จะจัดสรรและแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แประเทศยากจนอย่างเร่งด่วนอย่างน้อย 1 พันล้านโดส โดยครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐ และ 100 ล้านโดสจากอังกฤษ

ตลอดจนเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหประชาชาติในการสอบสวนต้นตอของโควิด -19 อย่างโปร่งใส

4. ภาษีขั้นต่ำ

ได้มีการรับรองการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% ทั่วโลกสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และข้อเสนอนี้จะเข้าสู่การประชุมประเทศ G20 ที่อิตาลีในเดือนหน้า

5. รัสเซียกับการโจมตีทางไซเบอร์

เรียกร้องให้รัสเซียดำเนินการต่อผู้ที่กระทำการโจมตีทางไซเบอร์ตลอดจนการใช้อาวุธเคมี โดยแถลงการณ์ระบุว่า “เพื่อยุติการปราบปรามต่อภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ ตลอดจนเพื่อจัดการกับผู้ที่อยู่ภายในพรมแดนที่ทำการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ใช้สกุลเงินเสมือนในทางที่ผิดเพื่อฟอกค่าไถ่ และอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตอื่นๆ”

6. ยุติสงครามในเอธิโอเปียทันที

กลุ่มประเทศ G7 ยังเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในภูมิภาคไทเกรย์ของเอธิโอเปียในทันทีด้วยความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคดังกล่าว

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655433

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:13 น.

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร กระบวนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์ของรัสเซียเข้มข้นขึ้นทุกที ล่าสุดหันไปถือยูโรมากขึ้น

สำนักข่าว RT รายงานว่ากระทรวงการคลังของประเทศรัสเซียประกาศว่ากำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนสภาพคล่องของสกุลเงินของประเทศจากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินยูโร

“เป้าหมายอันดับหนึ่งของเราคือเปลี่ยนรัสเซียให้เป็นประเทศที่เน้นด้านยูโร ดังนั้นจึงแทนที่ดอลลาร์ด้วยเงินยูโร” ดมิทรี ทิโมฟีฟ (Dmitry Timofeev) อธิบดีกรมควบคุมมาตรการจำกัดภายนอกของกระทรวงการคลังรัสเซียกล่าว

ทิโมฟีฟตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียมีเหตุผลทุกประการในการเปลี่ยนการถือครองสกุลเงิน และเสริมว่ารัฐบาลกำลังเตรียมสิ่งจูงใจมากมายสำหรับธุรกิจต่างๆ เพื่อเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินเดียวของยุโรป

“เนื่องจากเราเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด เราจึงไม่สามารถสั่งได้ว่าให้หยุดใช้ดอลลาร์” ทิโมฟีฟกล่าว แม้ว่าเขาจะเสริมว่าบริษัทของรัฐบางแห่งอาจถูกบังคับให้เปลี่ยนการใช้สกุลเงินก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่รัสเซียลดการพึ่งพาเงินดอลลาณืก้เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ทิโมฟีฟชี้แจงวา “เราจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่จำเป็นในชุดเดียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดให้ห่างไกลจากเงินดอลลาร์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรและทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น”

การระบุว่า “ทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” เป็นการโจมตีไปที่สหรัฐซึ่งรัสเซียมองว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการแทรกแซงประเทศอื่นด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยอ้างประชาธิปไตย

รัสเซียเริ่มขับเคลื่อนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์มากขึ้น ก่อนหน้านี้ อันตน ซิลูอานออฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัสเซียกล่าวว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะลดส่วนแบ่งของดอลลาร์เป็นศูนย์ภายในเดือนหน้า

ในขณะเดียวกัน อเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Nova) รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เตือนว่าอีกไม่นานรัสเซียอาจจะเลิกใช้สัญญาน้ำมันดิบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ หากรัฐบาลสหรัฐยังคงใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย

Photo – REUTERS/Heinz-Peter Bader