จีนคุม ‘แรร์เอิร์ธ’ อาวุธเศรษฐกิจใช้ลงโทษคู่กรณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643036

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.จีนคุม 'แรร์เอิร์ธ' อาวุธเศรษฐกิจใช้ลงโทษคู่กรณีจีดงัดไม้ตายควบคุมการส่งออก ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ สินค้าสำคัญของสหรัฐ

1. แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) เป็นสินแร่ชนิดโลหะธาตุ มีคุณสมบัติคล้ายโลหะแต่ไม่นิยมนำมาผลิตเป็นโลหะเนื่องจากเป็นการสกัดแร่ชนิดนี้ทำได้ยาก เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้รวมอยู่ในแหล่งเดียวกันแต่กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ จึงยากที่จะสร้างเหมืองเพื่อขุดเจาะหาแร่ชนิดนี้

2. แร่แรร์เอิร์ธประกอบด้วยธาตุหายาก 17 ชนิด ได้แก่ สแกนเดียม (Sc), อิตเทรียม (Y), แลนทานัม (La), ซีเรียม (Ce), เพรซีโอดิเมียม (Pr), นีโอดิเมียม (Nd), โพรมีเทียม (Pm), ซาแมเรียม (Sm), ยูโรเพียม (Eu), แกโดลิเนียม (Gd), เทอร์เบียม (Tb), ดิสโพรเซียม (Dy), โฮลเมียม (Ho), เออร์เบียม (Er), ทูเลียม (Tm), อิตเตอร์เบียม (Yb) และลูทีเซียม (Lu) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมพลังงาน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

3. สหรัฐเป็นประเทศแรกๆ ที่ริเริ่มนำแรร์เอิร์ธมาใช้ในอุตสหกรรม แต่จีนเป็นประเทศที่มีแร่ชนิดดังกล่าวเป็นจำนวนมากจึงเป็นผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธที่สำคัญของโลก ซึ่งสามารถผลิตได้ในสัดส่วนสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตทั้งโลก

4. ด้วยความที่สหรัฐมีบริษัทจำนวนมากที่ต้องการใช้แร่ดังกล่าวเป็นส่วนประกอบในการผลิตจึงต้องนำเข้าจากจีนจนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ และเป็นหนึ่งในสินค้าไม่กี่ชนิดที่สหรัฐไม่ขึ้นกำแพงภาษี โดยสหรัฐนำเข้าแรร์เอิร์ธจากจีนสูงถึง 80% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด

5. ล่าสุด Global Times สำนักข่าวของจีนรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ร่างกฎหมายควบคุมแร่ดังกล่าวมากขึ้น โดยจัดโควตาการผลิตแร่แรร์เอิร์ธในประเทศรวมถึงการกำกับดูแลการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานจัดการอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสูง

6. นอกจากนี้ร่างกฎหมายใหม่ของจีนที่นำมาใช้ในเดือนธันวาคมจะจำกัดการส่งออกสินค้าควบคุมรวมถึงแรร์เอิร์ธ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจะเพิ่มความผันผวนของอุปทานในตลาดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีบางประเภท

7. ตามรายงานยังระบุว่าร่างกฎหมายใหม่ของจีนได้กำหนดข้อจำกัดหรือห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์ทางทหารและนิวเคลียร์ ตลอดจนสินค้าอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

8. การส่งออกแร่แรร์เอิร์ธของจีนลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2020 การส่งออกลดลงเหลือ 35,447.5 ตันหรือ 23.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

9. ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจีนสามารถใช้แร่แรร์เอิร์ธเป็นข้อต่อรองที่สำคัญต่อสหรัฐ ขณะที่จีนเองก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีของสหรัฐมานานแล้ว

10. Japan Times ยังได้รายงานว่าในปี 2010 จีนได้จำกัดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังญี่ปุ่นเมื่อทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกันในเรื่องดินแดนพิพาทในทะเลจีนตะวันออก

11. นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนอาจส่งผลกระทบต่อหลายบริษัทที่ผลิตสินค้าโดยการใช้แร่แรร์เอิร์ธจากประเทศจีนซึ่งรวมถึงบริษัทของสหรัฐด้วยเช่นกัน

คลื่นผู้อพยพจากฮอนดูรัส ตะลุยพันไมล์ฝ่า 3 ประเทศบุกสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643010

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.คลื่นผู้อพยพจากฮอนดูรัส ตะลุยพันไมล์ฝ่า 3 ประเทศบุกสหรัฐเพราะความยากจนและไม่มีงานทำ ทำให้ประเทศที่เกือบปลายสุดของอเมริกากลางต้องทิ้งบ้านเกิดฝ่าด่านสุดหินไปยังสหรัฐ

ผู้อพยพชาวฮอนดูรัสรวมตัวกันมากกว่า 8,000 คนเป็นกองคาราวานที่มุ่งหน้าไปยังสหรัฐ โดยพยายามฝ่านด่านพรมแดน 3 ประเทศ และประเทศแรกที่พยายามผลักดันผู้อพยพนี้ไม่ให้รุกเข้ามาคือกัวเตมาลา โดยตำรวจกัวเตมาลายิงแก๊สน้ำตาเมื่อวันอาทิตย์เพื่อสลายผู้อพยพชาวฮอนดูรัสหลายพันคนที่พยายามเดินเท้าเข้ามาในประเทศ ในขณะที่ทหารทุบตีผู้อพยพกลุ่มหนึ่งที่พยายามผลักดันสิ่งกีดขวางบุกข้ามพรมแดนเข้ามา

กลุ่มผู้อพยพเหล่านี้หนีความยากจนในประเทศรวมตัวกันไปแสวงหาโอกาสในสหรัฐ แต่พวกเขาต้องเดินเท้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านคือกัวเตมาลา และยังต้องเดินข้ามเม็กซิโกที่มีความกว้างใหญ่ไพศาล รวมระยะทางแล้วไกลนับพันไมล์

ดาเนีย อิเนสโตรซา แม่บ้านวัย 23 ปีที่เดินทางมากับลูกสาวของเธอกล่าวว่าเธอทิ้งลูกสามคนไว้ข้างหลังอีกคนและฝาแฝดอายุสี่ขวบอีกคู่หนึ่ง เธอบอกว่า “เราไม่มีงานทำหรืออาหารดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจไปสหรัฐ”

แต่กิลเยร์โม ดิอาซ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัวเตมาลายืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้อพยพกลุ่มนี้จะไม่สามารถผ่านไปได้และเรียกร้องให้ผู้อพยพหันหลังกลับไปยังประเทศตัวเอง

ส่วนรัฐบาลเม็กซิโกกล่าวว่าจะไม่อนุญาตให้มี “การเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย” ของคาราวานผู้อพยพใดๆ ทั้งสิ้น และได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 500 คนไปยังชายแดนรัฐเชียปัสและตาบาสโกใกล้กับกัวเตมาลาแล้ว

ส่วนมาร์ก มอร์แกน รักษาการผู้บัญชาการกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐเรียกร้องให้ผู้อพยพอย่าเสียเวลาและเงินไปเปล่าๆ เพราะสหรัฐยึดมั่นต่อหลักนิติธรรมและการสาธารณสุข แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในขณะนี้ก็ตาม

(ภาพโดย Johan ORDONEZ / AFP)

ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643014

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์รับบีกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” เตือนผู้ติดตามฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจกลายเป็นเกย์

ดิ อินดิเพนเดนท์รายงานว่า ผู้สอนศาสนาหรือรับบีของกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” (ultra-Orthodox) หรือกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งกล่าวกับผู้ติดตามของเขาว่าให้หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เนื่องจากวัคซีนสามารถ “ทำให้พวกเขาเป็นเกย์” ได้

โดยสื่อของอิสราเอลรายงานว่า รับบีแดเนียล อาซอร์ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์จำนวนมากอ้างว่าความพยายามในการฉีดวัคซีนของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งร้ายต่อโลกที่พยายามจะจัดระเบียบโลกใหม่

พร้อมกล่าวอ้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงว่า “กาฉีดวัคซีนมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับการรักร่วมเพศเนื่องจากวัคซีนพัฒนาขึ้นโดยใช้สารตั้งต้นจากตัวอ่อน” 

ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศชาวยิวออกมาล้อเลียนแนวคิดดังกล่าวโดยกล่าวติดตลกว่า “เตรียมพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะมาถึง”

ทั้งนี้ อิสราเอลตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรจำนวน 5 ล้านคนจากทั้งหมด 9 ล้านคนและเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งภายในกลางเดือนมีนาคม

โดยขณะนี้ชาวอิสราเอลกว่า 2 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก รวมถึงประชากรอีกราว 225,000 คน ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าประเทศกำลังอยู่ใน “ขั้นตอนสุดท้าย” ของการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 และผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรมากกว่า 1 ใน 5 ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 

Photo by JACK GUEZ / AFP

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643017

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 15:54 น.

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/967758820&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

รวยก็ไม่พ้นห้องกรง จำคุกทายาทซัมซุง 2 ปีครึ่งฐานติดสินบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643008

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.รวยก็ไม่พ้นห้องกรง จำคุกทายาทซัมซุง 2 ปีครึ่งฐานติดสินบนทายาทซัมซุงกลับเข้าคุกอีกครั้งหลังศาลกรุงโซลพิพากษามีความผิดฐานติดสินบน

เว็บไซต์เดอะโคเรียไทมส์ ของเกาหลีใต้รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 มกราคม ศาลกรุงโซลได้ตัดสินจำคุกเจย์ วาย ลี หรือ อี-แจยอง ทายาทรุ่นที่ 3 และรองประธานบริหารของบริษัทซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

ในข้อหาติดสินบนต่อชเว ซุน-ซิล คนสนิทของอดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการสืบทอดอำนาจในบริษัท จนทำให้อดีตประธานาธิบดีถูกฟ้องร้องและถอดถอนออกจากตำแหน่งก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 20 ปีในข้อข้อทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบ

ด้านอี-แจยอง ถูกตั้งข้อหาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะได้รับการลดโทษและปล่อยตัวในปีถัดมาเพื่อรอลงอาญาหลังยื่นอุทธรณ์ 

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2019 ศาลฎีกาส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาคดีใหม่อีกครั้งก่อนที่คำตัดสินล่าสุดจะออกมาในวันนี้

Photo by Ed JONES / AFP

วอชิงตันคุมเข้มหวั่นเหตุร้ายจากวงในระหว่างพิธีสาบานตนไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642998

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.วอชิงตันคุมเข้มหวั่นเหตุร้ายจากวงในระหว่างพิธีสาบานตนไบเดนเจ้าหน้าที่ซ้อมรับมือเหตุจลาจลที่อาจเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนของไบเดน ด้านเอฟบีไอคัดกรองกำลังทหารกว่า 2 หมื่นนายเข้มงวด

เว็บไซต์เดลีเมล์เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐกำลังกังวลว่าอาจเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นจากบุคคลภายในหรือสมาชิกในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

จึงได้ประสานให้เอฟบีไอดำเนินการตรวจสอบกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทั้งหมด 25,000 นายที่จะเข้ามาในพิธีสาบานตน

โดยไรอัน ดี. แมคคาร์ธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกสหรัฐเผยต่อสำนักข่าวเอพีว่าเจ้าหน้าที่ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและย้ำเตือนให้ผู้บังคับบัญชาระวังปัญหาในขณะที่พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของไบเดนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้เจ้าตัวและผู้นำคนอื่นๆ ยังไม่พบหลักฐานของภัยคุกคามใดๆ

แมคคาร์ธีเสริมว่า “เรากำลังดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและพิจารณาบุคคลทุกคนที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามามีส่วนร่วมในพิธี ทั้งผมและผู้นำทางทหารคนอื่นๆ ผ่านการฝึกซ้อมการรักษาความปลอดภัยเพื่อเตรียมการสำหรับพิธีสาบานตนในวันพุธ”

ขณะที่เอฟบีไอก็เตรียมคัดกรองกองกำลังราว 25,000 นายจากทั่วประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตันโดยตรวจสอบผ่านฐานข้อมูล และเฝ้าระวังเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม ซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ บุกรุกเข้าไปในรัฐสภาเพื่อพยายามขัดขวางการนับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะส่งผลให้ไบเดนชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เชื่อในคำกล่าวอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างไม่โปร่งใสและทรัมป์คือผู้ชนะการเลือกตั้งที่แท้จริง

ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของไบเดนอาจนำมาซึ่งเหตุจลาจลและเป็นภัยคุกคามต่อผู้เข้าร่วมพิธีเช่นเดียวกับเหตุจลาจลครั้งที่ผ่านมา

Photo by Kerem Yucel / AFP

เศรษฐกินจีนหดตัวแรงสุด 40 ปี แต่เป็นประเทศหลักแห่งเดียวที่ไม่ติดลบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642986

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.เศรษฐกินจีนหดตัวแรงสุด 40 ปี แต่เป็นประเทศหลักแห่งเดียวที่ไม่ติดลบเศรษฐกิจจีนชะลอตัวสุดในรอบกว่า 40 ปีแม้จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

เอเอฟพีรายงานว่าเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วขยายตัวร้อยละ 2.3 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่จีนเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ 1970 แม้จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปีที่แล้วเป็น “สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและซับซ้อนทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ซึ่งโรคระบาดดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมาก

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2019 คิดเป็นร้อยละ 6.1

สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อน และยอดการค้าปลีกซึ่งฟื้นตัวช้ากว่าภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 3.9% ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ โควิด-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในปลายปี 2019 ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องชะลอตัวลงจากมาตรการล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอื่นๆ

อย่างไรก็ตามคาดว่าจีนจะเป็นประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกเพียงแห่งเดียวที่มีการเติบโตในเชิงบวกในปี 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค

โดยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2020 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 6.5% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 4 เกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ 6.1%

โดยในปี 2020 GDP ในประเทศจีนเติบโต 2.3% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวอย่างน่าประหลาดใจ

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ไบเดนจะยกเลิกคำสั่งทรัมป์ทันทีในวันรับตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642980

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ไบเดนจะยกเลิกคำสั่งทรัมป์ทันทีในวันรับตำแหน่งไบเดนเตรียมออกมาตรการสวนกลับ เล็งแก้ปัญหาจากนโยบายของทรัมป์

บีบีซีเปิดเผยแผนการดำเนินงานของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนหลังเข้ารับตำแหน่งโดยระบุว่าไบเดนเตรียมออกมาตรการย้อนกลับจากมาตรการที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งประกาศใช้โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รอน เคลน ว่าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า “การดำเนินการของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนไม่เพียงแต่จะแก้ไขความเสียหายร้ายแรงที่เกิดจากรัฐบาลทรัมป์เท่านั้นแต่ยังเพื่อเริ่มต้นขับเคลื่อนประเทศของเราไปข้างหน้าด้วย”

ตามรายงานระบุว่าไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสหรือความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทรัมป์เคยประกาศถอนตัวออกไปและมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา

รวมถึงยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางที่ทรัมป์เคยลงนามห้ามพลเมืองจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามเดินทางเข้าสหรัฐ ซึ่งเป็นคำสั่งที่เป็นที่ถกเถียงกันมานาน

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การกลับมารวมตัวกันของครอบครัวที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก ซึ่งต้องพรากจากกันไปด้วยนโยบายของทรัมป์

ที่สำคัญคือการออกมาตรการเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย

โดยไบเดนเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ ไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค. ขณะที่ทั้ง 50 รัฐกำลังตื่นตัวอย่างมากเกี่ยวกับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ตรึงกองกําลังพิทักษ์มาตุภูมินับหมื่นนายเพื่อดูแลความปลอดภัยในช่วงพิธีสาบานตน

Photo by JIM WATSON / AFP

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อประเทศกำลังแตกเป็นเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642910

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อประเทศกำลังแตกเป็นเสี่ยงวิกฤตต่างๆ ที่รุมเร้าสหรัฐทำให้ประชาชนเริ่มหมดหวังมากขึ้นทุกๆ และยังไม่รู้ว่าอนาคตของไบเดนจะราบรื่นหรือไม่

จากการสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวและบริษัทสำรวจความเห็น Axios-Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันราว 4 ใน 5 คนกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าสหรัฐกำลังแตกเป็นเสี่ยง

การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้รวมการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพุธสัปดาห์ที่แล้วพบว่า 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยอย่างมากหรือค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “อเมริกากำลังแตกเป็นเสี่ยง”

เมื่อแยกออกเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต่างๆ พบว่าผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเชื่อว่าประเทศกำลังแตกสลาย 83% ส่วนผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตเชื่อแบบเดียวกัน 78%

การสำรวจความคิดเห็นเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจลาจลในวอชิงตัน ดี.ซี. และการบุกรุกอาคารรัฐสภาโดยผู้สนับสนุนโดนัลด์ทรัมป์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน

ความเชื่อว่าประเทศกำลังล่มสลายสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของวิกฤตที่รุมเร้าประเทศ ทั้งการระบาดของโรคโควิด-19, ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกของอเมริกาสีแดง/น้ำเงิน (พรรครีพับลิกัน/พรรคเดโมแครต) และความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ

ผลสำรวจความคิดเห็นของ Axios-Ipsos ยังพบว่าชาวอเมริกัน 56% เห็นด้วยว่าทรัมป์ควรถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที

แม้ว่าส่วนใหญ่จะสิ้่นหวังกับประเทศ แต่ 81% ยังเห็นด้วยอย่างยิ่งหรือเห็นด้วยบ้างว่าพวกเขา “ภูมิใจที่ได้เป็นคนอเมริกัน”

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

สหรัฐอ้างข้อมูลใหม่ที่ไร้หลักฐาน ชี้โควิดหลุดจากห้องแล็บจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642917

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.สหรัฐอ้างข้อมูลใหม่ที่ไร้หลักฐาน ชี้โควิดหลุดจากห้องแล็บจีนรัฐบาลสหรัฐเร่งบีบจีนในโค้งสุดท้ายก่อนทรัมป์จะหลุดจากตำแหน่ง อ้างพบหลักฐานใหม่มัดตัวจีน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงเมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นว่ามีข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 อาจเกิดขึ้นจากห้องปฏิบัติการของจีนและไม่ได้เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ข้ออ้างนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันรัฐบาลเกี่ยวกับต้นกำเนิดไวรัส

รัฐบาลสหรัฐกล่าวโดยเฉพาะเจาจงว่าได้รับหลักฐานใหม่ว่านักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นป่วยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2019 ก่อนที่จะมีการระบุกรณีการระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น โดยอาการดังกล่าวสอดคล้องกับโควิด-19 หรือโรคตามฤดูกาลทั่วไป

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าจีนขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโรคระบาดตลอดเวลามากกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมทั้งความพยายามในการปกปิดข้อบกพร่องในช่วงต้นของการตอบสนองต่อการระบาดของประเทศทำให้ยากที่จะหาข้อสรุปที่ชัดเจน

แต่คำแถลงสั้นๆ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไม่มีข้อมูลมาหนุนข้ออ้างนี้ และเป็นแถลงการณ์ไม่ได้ลงนามด้วยซ้ำ ทั้งยังมีขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนสิ้นสุดการบริหารของทรัมป์

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “ไวรัสอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการสัมผัสของมนุษย์กับสัตว์ที่ติดเชื้อ แพร่กระจายในรูปแบบที่สอดคล้องกับการแพร่ระบาดตามธรรมชาติ หรืออีกทางหนึ่ง อุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการอาจคล้ายกับการระบาดตามธรรมชาติหากการสัมผัสครั้งแรกมีเพียงไม่กี่คนและบวกกับด้วยการติดเชื้อที่ไม่มีอาการ”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธที่จะอธิบายอย่างละเอียดเมื่อถูกขอความคิดเห็นเพิ่มเติม

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาหลายครั้งว่าไวรัสอาจออกมาจากห้องปฏิบัติการ สหรัฐเองก็ไม่ได้บอกว่าได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคที่ห้องปฏิบัติการได้อย่างไร

ในขณะที่จีนเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการกีดกันไม่ให้สมาชิกบางส่วนของภารกิจขององค์การอนามัยโลกเข้าสู่ประเทศจีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการติดตามต้นกำเนิดของโควิด-19 โดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ผ่านการตรวจโรค แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญได้รับการอนุมัติในที่สุด แต่จีนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์การอนามัยโลกว่าชะลอแผนการ

จีนเองยังตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสนี้อายไม่ได้มีต้นกำเนิดภายในประทเศของตน สื่อของรัฐบางจีนได้เผยแพร่การวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่ามีหลายกรณีในอิตาลีและสหรัฐที่พบเชื้อโควิด-19 ล่วงหน้าก่อนอู่ฮั่นและบอกเป็นนัยว่าเชื้อโรคสามารถเดินทางจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศจีนผ่านทางอาหารแช่แข็งหรือบรรจุภัณฑ์

Photo by Hector RETAMAL / AFP