จีนโวย นักศึกษาจีนจำนวนมากถูกคุกคามในสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636241

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 18:55 น.จีนโวย นักศึกษาจีนจำนวนมากถูกคุกคามในสหรัฐจีนเตือนสหรัฐหยุดเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาจีน ลั่นจะดำเนินการต่อไปเพื่อปกป้องสิทธิพลเมืองจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกระตุ้นเตือนสหรัฐหยุดเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาและนักวิชาการจีนในสหรัฐ

จ้าว กล่าวว่าสหรัฐมักใช้อำนาจตุลาการในทางมิชอบเพื่อคุกคาม สอบสวน หรือแม้กระทั่งจับกุมและดำเนินคดีกับนักศึกษาชาวจีนในสหรัฐภายใต้ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริง

โดยนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายนที่ผ่านมามีนักศึกษาจีนเกือบ 300 คน ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐคุกคามและตรวจสอบขณะใช้บริการเที่ยวบินในสหรัฐ

นักศึกษาจีนหลายคนถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐบังคับใช้กฎหมายคุกคามอย่างรุนแรงที่สนามบินขณะพวกเขากำลังเดินทางออกนอกประเทศ โดยโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ของพวกเขาถูกตรวจสอบอย่างไม่ระมัดระวังหรือแม้กระทั่งถูกยึด 

ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐถือเป็นการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของนักศึกษาและนักวิชาการจีนในสหรัฐ อีกทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างจีนและสหรัฐด้วย

“เราได้ยื่นคัดค้านอย่างจริงจังกับสหรัฐหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้สหรัฐดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดและยุติการเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาจีน และจะดำเนินการตามมาตรการต่อไปเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฏหมายของพลเมืองจีน” จ้าวกล่าว

ออกซ์ฟอร์ดยืนยันเดินหน้าทดสอบวัคซีนหลังอาสาสมัครเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636225

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.ออกซ์ฟอร์ดยืนยันเดินหน้าทดสอบวัคซีนหลังอาสาสมัครเสียชีวิตการทดสอบวัคซีนของออกซ์ฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้ายังคงดำเนินต่อแม้มีผู้เข้าร่วมเสียชีวิต

BBC รายงานการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้า ยังคงดำเนินต่อไปหลังตรวจสอบการเสียชีวิตของอาสาสมัครทดสอบวัคซีนเรียบร้อยแล้ว

หน่วยงานสาธารณสุขบราซิลได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมว่ามีอาสาสมัครรายหนึ่งเสียชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้เสียชีวิตจากการทดสอบวัคซีนตัวดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิต โดยกล่าวว่าเป็นมาตรการรักษาความลับในการทดสอบวัคซีน

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นแพทย์บราซิล วัย 28 ปี ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อ โดยตามรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่าอาสาสมัครคนนี้ได้รับวัคซีนกลุ่มที่เป็นยาหลอก

ตามข้อมูลระบุว่ามีอาสาสมัครครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ โดยผู้เข้าร่วมและครอบครัวจะไม่ทราบว่าได้รับยาชนิดใด เพื่อช่วยเปรียบเทียบผลลัพธ์ของวัคซีนทั้งสองและประเมินว่าวัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพหรือไม่

ทางมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดแถลงว่า การดำเนินการทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและประเมินแล้วว่าไม่มีความน่ากังวลในเรื่องความปลอดภัย และหน่วยงานกำกับดูแลของบราซิลแนะนำว่าควรดำเนินการทดสอบวัคซีนต่อไป

ด้านแอสตร้าเซนเนก้ายืนยันว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว และมีการประเมินอย่างรอบคอบโดยผู้วิจัย คณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัย และหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ความกังวลใดๆ เกี่ยวกับการทดสอบวัคซีนที่กำลังดำเนินการ

ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวได้รับการทดสอบในขั้นที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการทดสอบวัคซีนขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายโดยมีอาสาสมัครจากประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร, บราซิล และอินเดีย โดยบราซิลมีแผนจะซื้อวัคซีนหากได้รับการอนุมัติเรียบร้อย

เวียดนามอ่วม! น้ำท่วมหนักสุดรอบทศวรรษ พายุจ่อถล่มซ้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636214

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 15:30 น.เวียดนามอ่วม! น้ำท่วมหนักสุดรอบทศวรรษ พายุจ่อถล่มซ้ำเวียดนามน้ำท่วมหนักสุดในรอบหลายสิบปี ตายทะลุ 100 ราย อพยพนับแสน

เอเอฟพี รายงาน เจ้าหน้าที่จัดการภัยพิบัติเผยว่ามีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 111 คน ขณะที่ประชาชนเกือบ 200,000 คนต้องอพยพ

ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมดพบว่าเป็นทหาร 22 นายที่ถูกดินถล่มครั้งใหญ่ในจังหวัดก๋วงตริเมื่อวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ที่ผ่านมา และทีมกู้ภัย 13 คนที่พยายามช่วยคนงานจากโรงงานไฟฟ้า

ทั้งนี้ ยังมีคนงานอีก 15 คนสูญหายในเหตุการณ์ดินถล่มโดยทีมค้นหากำลังระดมกำลัง

ตามข้อมูลของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ระบุว่าบ้านเรือนประมาณ 178,000 หลังจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ถนน และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเช่นกัน

เหงียน ธี ฉวน ธู แห่งสภากาชาดเวียดนามเผยว่าน้ำท่วมครั้งนี้เป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี

แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในบางพื้นที่แต่หมู่บ้านและโรงพยาบาลในจังหวัดก๋วงบินห์จะคงจมอยู่ใต้น้ำ

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากพายุโซนร้อนโซเดลกำลังพัดเข้ามาจากทะเลจีนใต้

เวียดนามมักเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายในฤดูฝนช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน โดยจังหวัดชายฝั่งตอนกลางเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยสำนักงานสถิติระบุว่าในปีทีแล้วเวียดนามมีรายงานผู้เสียชีวิตหรือสูญหายจากภัยธรรมชาติมากกว่า 130 คนทั่วประเทศ

Photo by STR / Vietnam News Agency / AFP
Photo by Manan VATSYAYANA / AFP
Photo by MANAN VATSYAYANA / AFP
Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

จีนห้ามพลเมืองเที่ยวต่างประเทศหวั่นโควิดระบาดรอบสอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636200

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 14:30 น.จีนห้ามพลเมืองเที่ยวต่างประเทศหวั่นโควิดระบาดรอบสองจีนยังคงคำสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์เที่ยวต่างประเทศกังวลโควิดระบาดอีกครั้งช่วงฤดูหนาว

รอยเตอร์สรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศจีนประกาศลงบนเว็บไซต์ในวันที่ 21 ตุลาคมว่า ประเทศจีนห้ามนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกนอกประเทศ และสั่งห้ามบริษัทนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวนี้

จีนระงับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและนอกประเทศเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่เข้มงวด โดยในเดือนกรกฎาคมได้อนุญาตให้เปิดการท่องเที่ยวในประเทศอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ การระงับทัวร์ต่างประเทศส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสหกรรมการท่องเที่ยวในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐไฟเขียวขายขีปนาวุธให้ไต้หวันใช้สู้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636203

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 13:30 น.สหรัฐไฟเขียวขายขีปนาวุธให้ไต้หวันใช้สู้จีนรัฐบาลสหรัฐอนุมัติการขายขีปนาวุธมูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไต้หวันในช่วงเวลาที่ไต้หวันต้องเสริมสมรรถนะกองทัพเพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า ทางการสหรัฐตกลงขายขีปนาวุธ AGM-84H SLAM-ER ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนนำวิถีจำนวน 135 ลูกและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน รวมทั้งยานลาดตระเวน MS-110 สำหรับลาดตระเวนทางอากาศ 6 ลำ และเครื่องยิงจรวดขนาดเล็กแบบเคลื่อนที่ M142 อีก 11 เครื่อง รวมมูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ขีปนาวุธ SLAM-ER จะช่วยให้ไต้หวันรับมือกับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากขีปนาวุธนี้โจมตีได้ทุกสภาพอากาศ ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งเป้าหมายเคลื่อนที่และเป้าหมายนิ่ง ทั้งบนภาคพื้นดินและเหนือผิวมหาสมุทร

อย่างไรก็ดี การซื้อขายครั้งล่าสุดนี้ไม่รวมโดรนประจัญบาน MQ9 ที่ไต้หวันได้ร้องขอไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตัวเองกดดันไต้หวันอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการส่งเครื่องบินโจมตีและเครื่องบินสอดแนมบินเหนือน่านฟ้า และส่งเรือรบป้วนเปี้ยนน่านน้ำไต้หวัน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีนปล่อยคลิปวิดีโอการซ้อมรบของกองทัพโดยจำลองการบุกเกาะที่มีลักษณะคล้ายไต้หวัน โดยมีทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธและการยกพลขึ้นบก

พันธมิตรไต้หวันประณามรัฐบาลไทยคุกคามประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636195

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 12:00 น.พันธมิตรไต้หวันประณามรัฐบาลไทยคุกคามประชาชนไทย-ไต้หวันร่วมแถลงการณ์สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

กลุ่มพันธมิตรไต้หวันเพื่อประชาธิปไตยไทยร่วมกับพรรคกรีนไต้หวัน จัดแถลงการณ์ประณามการคุกคามประชาชนของรัฐบาลไทย วันที่ 22 ตุลาคม เวลา 9.00 ตามเวลาไต้หวัน ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ หยุดคุกคามประชาชนและสื่อมวลชน รวมถึงปล่อยตัวและยกเลิกดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม, ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร, รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่ง, เปิดประชุมวิสามัญเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ ปฏิรูปสถาบันให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

โดยมีพรรคการเมืองและองค์กรต่างๆ ของไต้หวันเข้าร่วมด้วย อาทิ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP), พรรคประชาชนไต้หวัน (TPP), พรรคสร้างรัฐไต้หวัน (TSP), องค์กรประชาสังคม (CSOs), และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)

ตัวแทนจาก NGO คนหนึ่งกล่าวว่าการต่อต้านเผด็จการจีนของไต้หวันต้องร่วมมือกับการการต่อต้านเผด็จการในประเทศไทย และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน อนุญาตให้ไต้หวันสามารถช่วยเหลือและแสดงออกอย่างเปิดเผยในการสนับสนุนผู้ประท้วงชาวไทยที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ฟ่าน หยุน นักสังคมวิทยาชาวไต้หวันและตัวแทนจากองค์กรฮ่องกงเอาท์แลนด์เดอร์ส กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของไทยกับขบวนการนักศึกษาทานตะวันของไต้หวันในปี 2014 พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ยืนเคียงข้างประเทศไทย ยืนเคียงข้างฮ่องกง พันธมิตรชานม!”

สาวจีนยุคใหม่หันมาใช้เซ็กซ์ทอยมากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636187

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 11:10 น.สาวจีนยุคใหม่หันมาใช้เซ็กซ์ทอยมากขึ้นยอดขายเซ็กซ์ทอยจีนพุ่งผลพวงจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ชาวจีนต้องถูกปิดกั้น ไม่สามารถออกไปพบปะสังสรรค์ รวมถึงวัฒนธรรมจีนที่เปลี่ยนแปลงไป ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเซ็กซ์ทอยเพิ่มขึ้นในประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศส่งออกเซ็กซ์ทอยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ขณะที่ชาวจีนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีทัศนคติเรื่องเพศแบบอนุรักษนิยม ทางการจีนแบนภาพอนาจารและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์อยู่เป็นประจำ ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผลักดันให้เกิดโลกไซเบอร์ที่สะอาด

เอมี่ สาวจีนวัย 27 ปี เผยว่าก่อนหน้านี้เธอรู้สึกกลัวและอายที่จะใช้เซ็กซ์ทอยแต่หลังจากนั้นมันก็ทำให้เธอพบกับโลกใบใหม่ เธอหวังว่าสังคมจีนจะค่อยๆ ยอมรับเซ็กซ์ทอยมากขึ้นจนถูกมองเป็นเรื่องปกติและหวังว่าทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีความสุขเช่นนี้

เช่นเดียวกับอี้เหิง บล็อกเกอร์ชื่อดังซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน ผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเพศและความสัมพันธ์กล่าวว่าผู้หญิงมีทัศนคติที่เปิดกว้างมากขึ้นในการใช้เซ็กซ์ทอย พวกเขามองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและปกติ และเชื่อว่าผู้หญิงจีนกำลังขับเคลื่อนตลาดเซ็กซ์ทอย

ค่านิยมจีนเปลี่ยนไปเมื่อผู้หญิงเปิดกว้างเรื่องเซ็กซ์ทอยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงช่วงอายุ 30 ปีสบายใจกับการใช้เซ็กซ์ทอย

ผลวิจัยของไอไอมีเดียของจีนพบว่ายอดขายเซ็กซ์ทอยของจีนมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านหยวน โดยได้รับแรงหนุนจากผู้หญิงและคนรุ่นใหม่เป็นหลัก

นอกจากนี้ในเดือนมกราคมถึงมีนาคมจำนวนการค้นหาคำว่า “เซ็กซ์ทอย” บนไป่ตู้ เสิร์ชเอนจินของจีนเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามความต้องการเซ็กซ์ทอยภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงโรคระบาดอาจไม่ส่งผลให้เกิดการเติบโตในระยะยาว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการซื้อครั้งแรกและผู้บริโภค 70% ไม่มีแนวโน้มว่าจะซื้อซ้ำ

อะลีเอ็กซ์เพรส ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ชของจีน กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 การส่งออกเซ็กซ์ทอยเพิ่มขึ้นถึง 50% ในขณะที่โรงงานต่างๆ ต้องเร่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกที่เพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์

ผู้จัดการบริษัทเฉิงยี่ ผู้ผลิตสินค้าผู้ใหญ่ในเซินเจิ้น กล่าวว่า บริษัทส่งออกตุ๊กตายางมากกว่า 1,000 ตัวต่อเดือนซึ่งเป็นการผลิตเต็มกำลัง โดยสหรัฐ, เยอรมนี และญี่ปุ่นคือกลุ่มลูกค้าหลักเนื่องจากผู้คนเปิดกว้างมากขึ้นและมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องต้องห้าม

Photo by GREG BAKER / AFP

“ทิเบต” หมากตัวต่อไปที่สหรัฐจะใช้ขยี้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636044

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 20:09 น."ทิเบต" หมากตัวต่อไปที่สหรัฐจะใช้ขยี้จีนหลังจากเปิดประเด็นเล่นงานจีนเรื่องซินเจียงกับฮ่องกงแล้ว จุดอ่อนต่อไปที่จะโดนเล่นงานคือทิเบต

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาจีนถูกโจมตีอย่างหนักจากชาติตะวันตกและพันธมิตรในประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง (กรณีค่ายกักกันชาวอุยเกอร์) และปัญหาในฮ่องกง

ปัญหาฮ่องกงดูเหมือนจะจบลงแล้วเมื่อจีนใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพื่อสยบขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย-อธิปไตย สามารถปิดช่องไม่ให้ “กองกำลังจากภายนอก” เข้ามาแทรกแซงได้เกือบจะชะงัดแล้ว แม้จะต้องแลกกับการตอบโต้ของสหรัฐและเสียงติติงจากพันธมิตรของสหรัฐ

ส่วนซินเจียง แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลอยู่เนืองๆ เรื่องค่ายกักกันและมาตรการต่างๆ ที่จีน “อาจจะ” ใช้ควบคุมชนกลุ่มน้อยอุยเกอร์ แต่จนแล้วจนรอดจีนไม่ได้เดือนร้อนแล้ว ออกจาะนิ่งกว่าประเด็นฮ่องกงเสียอีก อาจเป็นเพราะซินเจียงอยู่ในมุมอับและเข้าถึงได้ยาก ทำให้ไม่ต้องกังวลจะมีมือที่สามเข้าไปก่อกวน

เว้นแต่แคนาดาที่ไม่ยอมรามือ จัสติน ทรูโดยังติหนิจีนเรื่องซินเจียงกับฮ่องกงต่อไปและจะไม่อดทนกับการทูตที่บีบบังคับของจีน แต่ท่าทีแข็งกร้าวของทรูโดย่อมมีเหตุและเหตุก็คือทูตจีนประจำแคนาดา คือ ฉงเผยอู่ เตือนไม่ให้แคนาดารับผู้ลี้ภัยจากฮ่องกง เพราะคนเหล่านี้เป็น “อาชญากรที่รุนแรง”

ฉงเผยอู่มีท่าทีแข็งกร้าวทางการทูตก่อน ทรูโดจึงค่อยสนองด้วยท่าทีรุนแรง นับว่าเข้าทำนองตาต่อตาฟันตาฟันกันดีแล้ว

แม้แคนาดาจะยังไม่รามือ แต่มันเป็นปฏิกิริยาเฉพาะกิจเพราะต้องการตอบโต้ทูตจีน ในระยะยาวแล้วดูเหมือนว่าสหรัฐ (และพันธมิตร) จะออกหมัดแย็บจีนให้เมาหมัดเรืองซินเจียงไม่ได้อีก เพราะจีนตั้งการ์ดได้มั่นคงหรือพูดง่ายๆ คือ “ด้านหมัด” แล้ว

เราจะเห็นว่าคู่กรณีของจีนพยายามบ่อนทำลายจีนด้วยการใช้จุดอ่อนในประเทศจีนเอง และเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่จีนเองก็มักทำตัวให้โลกภายนอกโจมตีอยู่เสมอ เช่น ล่าสุด คือกรณีที่มีข่าวว่าทางการจีนลดชั้นเรียนที่ใช้ภาษามองโกลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทำให้โลกตะวันตกและมองโกเลียตำหนิจีนอย่างหนักว่ากดขี่ชนกลุ่มน้อยมองโกล

มองโกเลียนั้นเดือดร้อนเพราะชนกลุ่มน้อยในเขตมองโกเลียในก็คือชาวมองโกลซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกับพวกเขา แต่การทำให้มองโกเลียเป็นเดือดเป็นแค้นยังเป็นผลเสียกับจีนที่พยายาม “ซื้อใจ” มองโกเลียให้เป็นมิตร จากเดิมที่มองโกเลียเป็น “มหามิตร” ของสหรัฐมาโดยตลอด

ประเทศมองโกเลียนั้นของเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิง มีชื่อทางการว่า “มองโกเลียนอก” (ไว่เมิ๋งกู่) อีกส่วนคือมองโกเลียใน (เน่ยเมิ๋งกู่) เมื่อราชวงศ์ชิงล่มสลาย มองโกเลียนอกก็ประกาศเอกราช และสาธารณรัฐจีนพยายามยึดคืนมา แต่พวกโซเชียตรัสเซียเข้าช่วยเหลือพวกคอมมิวนิสต์มองโกลจนสามารถขับไล่จีนออกไป และทำให้มองโกเลียเป็นเอกราชได้

มองโกเลียเป็น “รัฐบริวาร” ของสหภาพโซเวียตนับแต่นั้นจนถึงปี 1991 หลังจากนั้นมองโกเลียก็ยังระแวงจีนและคบหาสหรัฐมากกว่า ในช่วงไม่กี่ปีนี้เองที่จีนพยายามที่แยกมองโกเลียจากสหรัฐ ซึ่งเราคงมองได้ไม่ยากว่าเป็นการลดภัยคุกคามจากมือที่สามต่อจีนนั่นเอง

เมื่อซินเจียงใช้ไม่ได้ มองโกเลียในก็ไม่สะดุ้ง ฮ่องกงก็กลายเป็นหมากที่ไล่ไม่จนมุม จะมีไม้ไหนอีกบ้างที่สหรัฐจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายจีน?

คำตอบก็คือ “ทิเบต”

ในทัศนะของโลกตะวันตกและพันธมิตร แม้ว่าจีนจะครอบครองทิเบตและยอมรับการครอบครองนี้ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัยพวกเขายังปฏิบัติกับทิเบตแบบพิเศษโดยให้การตอบรับหรือสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบต หรือในบางกรณีถึงขั้นให้ความช่วยเหลือขบวนการเรียกร้องเอกราชทิเบต

เช่นเดียวกับมองโกเลียนอก (ประเทศมองโกเลีย) ในสมัยราชวงศ์ชิงทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนมีสถานะเป็นประเทศราช (ภาษาจีนเรียกว่าฟานปู้) ถ้าเทียบกับการปกครองโบราณของไทย ฟานปู้มีลักษณะคล้ายเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีเจ้าประเทศราชปกครองกึ่งๆ จะเป็นอิสระแต่ต้องขึ้นกับส่วนกลางที่กรุงเทพด้วย

เขตปกครองแบบฟานปู้ประกอบด้วยมองโกลเลีย (แบ่งเป็น 8 เขต รวมถึงมองโกเลียนอก) ชิงไห่ (แบ่งเป็น 3 เขต) ทิเบตหรือซีจั้ง (แบ่งเป็น 6 เขต) ซินเจียง (แบ่งเป็น 2 ภาครวม 13 เขต) และเฮยหลงเจียง (แบ่งเป็น 2 เขต) เขตเหล่านี้มีอำนาจปกครองตนเองระดับหนึ่ง แต่ต้องขึ้นกับกรมการปกครองประเทศราช (หลี่ฟานหยวน)

หลังจากราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลง ประเทศราชเหล่านี้พยายามแยกตัวเป็นเอกราช ในจำนวนนี้คือซินเจียง มองโกเลียนอก และทิเบต แต่ที่ทำสำเร็จมีแค่มองโกเลียนอกเท่านั้น

ปัจจุบันทิเบตกับซินเจียงยังคงมีขบวนการเอกราชอยู่ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากยุคเอกราชช่วงสั้นๆ หลังสิ้นสุดราชวงศ์ชิงนั้นเอง

ประเด็นเรื่องเอกราชทิเบตเป็นจุดอ่อนที่ชาติตะวันตกเล่นงานจีนมาตลอด อาจจะเป็นประเด็นที่มีอายุนานกว่าซินเจียงด้วยซ้ำ (โลกตะวันตกเพิ่งจะหันมาใช้ซินเจียงเป็นประเด็นโจมตีเมือเร็วๆ นี้) แต่จีนไม่เคยยอมรับว่าทิเบตเป็นเอกราชเลย แม้แต่ในช่วงสิ้นสุดราชวงศ์ชิงมาเป็นสาธารณรัฐจีนและมีการยุบกรมการปกครองประเทศราช รัฐบาลจีนสาธารณรัฐก็ตั้ง “คณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบต” ขึ้นมาแทน

เมื่อรัฐบาลจีนสาธารณรัฐถูกโค่นล้มโดยสาธารณรัฐประชาชน “จีนแดง” ก็ตั้ง “คณะกรรมาธิการแห่งรัฐว่าด้วยการกิจชนกลุ่มน้อย” ขึ้นมาแทน

ส่วนรัฐบาลสาธารณรัฐย้ายไปปักหลักที่ไต้หวันและยังคงรักษาคณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบตเอาไว้ พร้อมกับแผนที่ของจีนที่รวมเอามองโกเลียทั้งประเทศ ทิเบต และซินเจียงเอาไว้ จนกระทั่งปี 2017 รัฐบาลไทเปหรือไต้หวันจึงยุบคณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบตไป พร้อมยุติการอ้างสิทธ์เหนือมองโกเลีย

ที่ยกประวัติศาสตร์การปกครองทิเบตขึ้นมาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าประเด็นเรื่องเอกราชของทิเบตมีแง่มุมที่ซับซ้อนและ “จีนมองคนละมุมกับสหรัฐ” จีน (ซึ่งรวมไต้หวันด้วย) มองว่าทิเบตไม่เคยเป็นเอกราช แต่สหรัฐยืนยันทิเบตเป็นประเทศเอกราชที่จีนไปรุกรานและผนวกมาเป็นดินแดนตน

สหรัฐได้ประโยชน์มากกว่าหากยืนยันว่าทิเบตไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจีน หลังจากที่จีนคอมมิวนิสต์ผนวกทิเบต (หรือเข้ามาทวงคืน) แล้ว รัฐบาลสหรัฐโดย CIA ก็ให้ความช่วยเหลือขบวนการกองโจรเอกราชทิเบตทั้งการฝึกรบและอาวุธเพื่อปฏิบัติการตามแนวชายแดนจีน-อินเดีย

แต่ในที่สุดสหรัฐก็วางมือเรื่องทิเบตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังจากที่ฟื้นคืนสัมพันธกับจีนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลสหรัฐก็ไม่สนับสนุนทิเบตอย่างโจ่งแจ้งอีก และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “สหรัฐรับรองให้เขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “ทิเบต” เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน นโยบายอันยาวนานนี้สอดคล้องกับมุมมองของประชาคมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ดาไลลามะได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งถึงความตั้งใจที่จะแสวงหาอำนาจอธิปไตยหรือเอกราชของทิเบตและระบุว่าเป้าหมายของท่านคือการปกครองตนเองของชาวทิเบตในจีน”

แต่สภาคองเกรสไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลสหรัฐไปทุกเรื่อง ดังนั้น สภาจึงผ่านกฎหมายที่ชื่อ Tibetan Policy Act (ปี 2002) เพื่อจี้ให้รัฐบาลกระตุ้นให้จีนเจรจากับดาไลลามะ อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้ระบุให้แต่งตั้งผู้แทนประสานงานระหว่างสหรัฐ-จีน-ทิเบต เพื่อดูแลประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวทิเบต

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต คือ ลอบซัง ซังเก (Lobsang Sangay) ได้ทวีตภาพของเขากับรอเบิร์ท เดสโตร (Robert Destro) ผู้ประสานงานประเด็นทิเบต (Coordinator for Tibetan Issues หรือ CTA) ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งตำแหน่งนี้ว่างมาตั้งแต่ปี 2017 แต่เพิ่งมาแต่งตั้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมปีนี้

ทำไมจู่ๆ สหรัฐมาสนใจทิเบตเอาตอนนี้

ไมค์ ปอมปีโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐผู้แต่งตั้งเดสโตรกล่าวว่า “สหรัฐยังคงกังวลกับการปราบปรามชุมชนทิเบตของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งรวมถึงการขาดอำนาจปกครองตนเองอย่างจริงจัง สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายลงในพื้นที่ทิเบตและการจำกัดเสรีภาพทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีของชาวทิเบตในจีน ”

จีนดูเหมือนจะได้กลิ่นตุๆ จ้าวลี่เจียนโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีนจึงแถลงว่า CTA เป็น “องค์กรแบ่งแยกดินแดนทางการเมือง”

จะว่าไปแล้วการที่สหรัฐหยุดรามือกับจีนเรื่องทิเบตเพราะมีข้อตกลงพ่วงมากับการยอมรับให้จีนเข้ามาเป็นสมาชิกในตลาดโลกตามกฎหมาย U.S.–China Relations Act of 2000 ซึ่งเปิดทางให้จีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกได้ โดยที่จีนต้องรับประกันว่าจะ “ธำรงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของทิเบต”

ดังนั้นสหรัฐสามารถคว่ำข้อตกลงกับจีนได้โดยอ้างว่าจีนกดขี่ชาวทิเบต ซึ่งหมายความว่าสหรัฐกำลังจะใช้ข้ออ้างเรื่องทิเบตเปิดฉากสงครามการค้ากับจีนอีกครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดคือสหรัฐอาจจะหันมาสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตโดยไม่หลบๆ ซ่อนๆ อีก

เรื่องนี้จะมีนัยสำคัญต่อการเมืองโลกอย่างมาก เพราะการสนับสนุนเอกราชทิเบตจะมีผลสอดคล้องไปถึงการที่สหรัฐกำลังฟอร์มพันธมิตรต้านจีนในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยอินเดียคือผู้โอบอุ้มรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตและกำลังมีปัญหาด้านพรมแดนกับจีน

คำถามก็คือชาวทิเบตถูกกดขี่ด้านสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพด้านศาสนาหรือไม่? คำถามนี้ยากจะตอบให้ชัด เพราะปัญหาสิทธิมนุษยชนในทิเบตมีข่าวออกมาเนืองๆ แต่ระยะหลังเริ่มเงียบไป และขณะเดียวกันก็มีภาพที่ออกมาให้เห็นเช่นกันว่าชาวทิเบต “อยู่ดีกินดี มีเสรีภาพศาสนา (ในระดับหนึ่ง)” ภายใต้การบริหารของรัฐบาลจีน

เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่จีนคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครองทิเบต สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขบวนการกองโจรเอกราชทิเบตที่สนับสนุนโดย CIA ปฏิบัติการไม่สำเร็จก็เพราะเมื่อมีการส่งคนทิเบตจากอินเดียเข้าไปปฏิบัติในทิเบตอีกครั้ง กลับถูกคนในทิเบตส่งตัวให้ทางการจีนเสียอย่างนั้น แทนที่จะร่วมมือกันต่อสู้เพื่อเอกราช

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า วัดวาอาราม พระสงฆ์และผู้คนจำนวนมากถูกทำลายและจับกุมหรือสังหารไปมากมายโดยรัฐบาลจีนในยุคก่อนๆ แต่สถานการณ์แบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในยุคนี้ ตรงกันข้าม ในทิเบตมีการสร้างและบูรณะวัดวาอารามอย่างขนานใหญ่ แต่เป็นไปตามการควบคุมของรัฐบาลจีนอย่างเข้มงวดเช่นกัน

เราต้องมาจับกันต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้ข้ออ้างไหนในการเล่นงานจีนผ่านทิเบต

AFP PHOTO / BEN STANSALL

รมว.กลาโหมสหรัฐเร่งสร้างพันธมิตรตอบโต้จีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636134

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 19:15 น.รมว.กลาโหมสหรัฐเร่งสร้างพันธมิตรตอบโต้จีน-รัสเซียเพนตากอนตั้งกลุ่มความร่วมมือใหม่เพื่อเสริมสร้างและขยายพันธมิตรสหรัฐเพื่อตอบโต้จีนและรัสเซีย

มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า กระทรวงกลาโหมได้ก่อตั้งกลุ่มแนวทางเพื่อการพัฒนาเพื่อพันธมิตรและหุ้นส่วน (GDAP) เพื่อติดตามดูแลและบริหารจัดการความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรที่มีแนวทางประชาธิปไตยเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาความร่วมมือทางการทหารและเป็นช่องทางในการขายอาวุธของสหรัฐ

“เครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐทำให้เราได้ประโยชน์ชนิดที่คู่แข่งของเราไม่สามารถเทียบได้” เอสเปอร์กล่าว โดยระบุต่อว่า “จีนและรัสเซียน่าจะมีพันธมิตรรวมกันไม่ถึง 10 ประเทศ”

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐยังเผยอีกว่า ส่วนสำคัญของความพยายามก่อตั้งกลุ่มนี้คือการขยายการขายอาวุธของสหรัฐ ซึ่งเป็นทั้งการช่วยให้กองทัพของพันธมิตรสหรัฐมีศักยภาพเพิ่มขึ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมกองทัพสหรัฐให้แซงหน้าคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีน

“เราต้องแข่งขันกับจีนและรัสเซียซึ่งรัฐวิสาหกิจของทั้งสองประเทศสามารถเร่งการส่งออกสินค้าทางทหารด้วยวิธีที่สหรัฐทำไม่ได้ และจะไม่ทำในหลายๆ กรณี” เอสเปอร์กล่าว

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า กระทรวงกลาโหมพยายามผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกระบบอาวุธสำคัญและเร่งกระบวนการพิจารณาอนุมัติ และจะใช้ GDAP เพื่อสร้างโอกาสในการขายอาวุธและปกป้องตลาดของสหรัฐ โดยยกตัวอย่างการผ่อนปรนการขายโดรนทำสงครามให้ไต้หวันและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ม็อบไร้แกนนำ จุดแข็งหรือจุดอ่อน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636094

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ม็อบไร้แกนนำ จุดแข็งหรือจุดอ่อน?การประท้วงแบบไม่มีแกนนำแม้จะสร้างความปวดหัวให้ตำรวจได้ แต่ถ้าไม่คุมให้ดี นานวันเข้าผู้ประท้วงอาจปวดหัวเองก็ได้

การชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” ในรูปแบบที่ไม่มีแกนนำกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการชุมนุมประท้วงในประเทศไทย

การกระจายอำนาจจาก “แกนนำเพียงคนเดียว” เหมือนการประท้วงในยุคเก่าๆ มาสู่แท็กติก “ทุกคนคือแกนนำ” ตามแบบของการประท้วงในฮ่องกง ทำให้การชุมนุมในไทยยังดำเนินต่อมาได้จนถึงวันนี้โดยไม่ระส่ำระสาย แม้ว่าบรรดาแกนนำคนสำคัญจะถูกจับไปแล้ว

แต่นอกจากความคล่องตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ไล่ตามไม่ทันแล้ว การไม่มีตัวผู้นำที่ชัดเจนอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับม็อบนักศึกษาฮ่องกงที่เป็นต้นแบบการชุมนุมแบบไร้แกนนำให้นักศึกษาไทย

เมื่อการประท้วงลากยาว ข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่ได้รับการเหลียวแล ความตึงเครียดจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น การชุมนุมโดยสงบในฮ่องกงจึงกลายร่างเป็นการชุมนุมโดยใช้ความุรนแรง จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงบางรายกรูกันเข้าไปจับตัวชายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 2 คนมัดไว้ในสนามบิน เพราะสงสัยว่าเป็นตำรวจปลอมตัวเข้ามาปะปนกับนักศึกษา รวมทั้งมีการปิดทางและตะโกนใส่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสนามบิน จนวันต่อมานักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงนี้ต้องออกมาถือป้ายขอโทษ

นอกจากนี้ เมื่อไม่มีผู้นำหลัก การตัดสินใจต่างๆ อาจไม่เด็ดขาด จนเกิดความเห็นต่างที่อาจทำลายนโยบายไม่ใช้ความรุนแรง อาทิ การประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสที่แตกแยกเป็น 2 ฝั่งระหว่างฝั่งที่ต้องการรวมตัวกันอย่างสงบกับฝั่งที่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายข้าวของและจุดไฟเผายานพาหนะ 

คาร์น รอสส์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรที่ปรึกษาทางการทูต Independent Diplomat กล่าวว่า “ในการชุมนุมโดยไม่มีผู้นำ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่คนส่วนน้อยจะใช้กลยุทธ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย”

การชุมนุมที่ไม่มีแกนนำทำให้ไม่มีใครคอยกำหนดมาตรฐานว่าความรุนแรงแค่ไหนที่พอจะยอมรับได้ อย่างเช่นการประท้วงในฮ่องกงที่การวางเพลิง การทำลายข้าวของ หรือการใช้กำลังโต้กลับตำรวจกลายเป็นเรื่องปกติของม็อบ

การชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาฮ่องกงครั้งล่าสุดค่อยๆ ยกระดับความรุนแรงขึ้น มีการเผาสถานีรถไฟใต้ดิน ทุบทำลายร้านที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม และเกิดการปะทะกับตำรวจโดยมีเจ้าหน้าที่ถูกผู้ประท้วงยิงธนูเข้าที่หน้าแข้ง จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย กระสุนยาง รวมทั้งรถฉีดน้ำแรงดันสูงและใช้กระสุนจริงหยุดผู้ประท้วงหัวรุนแรง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในการประท้วงของฮ่องกง เปิดทางให้ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีดิสเครดิตการประท้วง

การใช้ความรุนแรงนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ประท้วงต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นรายวันแล้ว ยังสูญเสียแรงสนับสนุนจากชาวฮ่องกงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของกิจการร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากม็อบทั้งร้านค้าเสียหายและเสียรายได้จากนักท่องเที่ยว อีกทั้งบรรดานักธุรกิจยังตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ทางการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการกับผู้ประท้วงด้วย ทั้งที่คนกลุ่มนี้จะเงียบมาตลอด

เคลย์บอร์น คาร์สัน นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน เผยว่าองค์ประกอบสำคัญของการประท้วงอย่างสันติและมีประสิทธิภาพคือ ผู้นำ “หากไม่มีผู้นำก็จะไม่สามารถควบคุมสารที่ต้องการสื่อ…ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนคนเดียว อาจจะมีหลายคนก็ได้ แต่ต้องมีคนที่สามารถสั่งได้ว่า ‘เราต้องการสิ่งนี้’ และต้องสื่อสารได้อย่างชัดเจน

การชุมนุมแบบไม่มีผู้นำยังมีความท้าทายอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ มักจะมีความไม่คงเส้นคงวา หากนัดรวมตัวกันไม่สม่ำเสมอพอหรือไม่ประสบความสำเร็จ กระแสการประท้วงซึ่งใช้ในการดึงดูด ชักจูง กระตุ้นให้มีคนออกมาร่วมประท้วงจะค่อยๆ แผ่วลงไป

นอกจากนี้ การไม่มีผู้นำยังเสี่ยงจะถูกบุคคลภายนอกที่ไม่หวังดีแทรกแซงเพื่อสร้างความรุนแรง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถอ้างว่าตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกับการประท้วง

ดังนั้นหากเกิดความรุนแรงจากในม็อบนักเรียนนักศึกษาราษฎร รัฐบาลอาจใช้จุดนี้เป็นข้ออ้างในการใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามการชุมนุม ผลสุดท้ายคงพบจุดจบไม่ต่างจากการประท้วงในฮ่องกง