ตะลึง! ซากมัมมี่พันปีสุดแปลก มือปิดหน้า-มัดเชือกแน่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669621

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.นักโบราณคดีค้นพบมัมมี่อายุระหว่าง 800 ถึง 1,200 ปีในเปรู สภาพเชือกมัดตัว-มือปิดหน้า

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านักโบราณคดีค้นพบมัมมี่ซึ่งคาดว่ามีอายุระหว่าง 800 ถึง 1,200 ปีในเปรู ห่างจากกรุงลิมาเมืองหลวงของประเทศไปราว 24 กิโลเมตร แต่ที่น่าแปลกใจก็คือร่างของมัมมี่เอามือปิดหน้าและถูกมัดไว้ด้วยเชือก

ปีเตอร์ ฟาน ดาเลน ผู้นำทีมสำรวจกล่าวว่านี่เป็นการค้นพบที่แปลกประหลาดมาก และการมัดมีความซับซ้อนซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นวิธีการฝังศพของชนท้องถิ่นในสมัยนั้น

โดยคาดว่ามัมมี่ดังกล่าวเป็นเพศชาย อายุ 18 ถึง 22 ปี ซึ่งถูกพบในห้องฝังศพความยาวประมาณ 3 เมตร และลึกประมาณ 1.4 เมตร นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกสัตว์ อาทิ หนูตะเภา สุนัข และยังพบซากข้าวโพด และพืชผักอื่นๆ ในห้องฝังศพด้วย

Photo by Cris BOURONCLE / AFP

3 เข็มยังติด! หมออิสราเอลติดเชื้อ ‘โอไมครอน’ แม้ฉีดบูสเตอร์แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669667

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.3 เข็มยังติด! หมออิสราเอลติดเชื้อ 'โอไมครอน' แม้ฉีดบูสเตอร์แล้วหมออิสราเอล 2 รายฉีด Pfizer 3 เข็มติดเชื้อโอไมครอน แต่อาการไม่รุนแรง

เว็บไซต์ Times of Israel รายงานว่าอิสราเอลพบผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศเพิ่มอีก 2 รายโดยเป็นแพทย์ชาวอิสราเอลซึ่งทั้งคู่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer/BioNTech แล้ว 3 เข็ม โดยมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

รายงานระบุว่าแพทย์รายหนึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากการประชุมที่ลอนดอน สหราชอาณาจักร ก่อนที่จะได้สัมผัสใกล้ชิดกับแพทย์อีกรายซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ได้รับเชื้อ

ส่งผลให้มีผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนยืนยันแล้ว 4 รายในอิสราเอล โดยอีก 2 รายที่ตรวจพบก่อนหน้านี้เป็นชาวต่างชาติซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้และมาลาวี

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลได้ปิดพรมแดนไม่รับชาวต่างชาติมาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

ด้านนิตซาน โฮโรวิตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยืนยันว่าสถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมและไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก ซึ่งคาดว่าเราจะได้ข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์โอไมครอนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าประมาณ 57% ของประชากร 9.4 ล้านคนในอิสราเอลได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by AHMAD GHARABLI / AFP

ผู้นำ EU ชี้ถึงเวลาต้องบังคับฉีดวัคซีนสู้โอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669662

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 11:42 น.ผู้นำ EU ชี้ถึงเวลาต้องบังคับฉีดวัคซีนสู้โอไมครอนประธานคณะกรรมาธิการยุโรปชี้อาจถึงเวลาต้องบังคับ หลังโควิดพุ่งแต่อัตราฉีดวัคซีนสวนทาง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณามาตรการบังคับฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากสายพันธุ์โอไมครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความกังวลว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกในช่วงฤดูหนาว

ขณะที่ยุโรปยังคงเป็นศูนย์กลางในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนในหลายพื้นที่ ทว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19

ฟอน เดอร์ เลเยน ชี้ว่าวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ประชากรในสหภาพยุโรปถึง 1 ใน 3 ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ บางประเทศเริ่มใช้มาตรการบังคับฉีดวัคซีนแล้ว อาทิ ออสเตรียซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และกรีซซึ่งระบุว่าจะปรับเงินผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเดือนละ 3,800 บาทหากไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน

เช่นเดียวกับเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของวัคซีน โดยกล่าวว่าขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับพิษของอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำ และการตรวจหาเชื้อที่น้อย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส

ขณะนี้พบโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วใน 28 ประเทศและดินแดน ได้แก่ แอฟริกาใต้, กานา, บอตสวานา, ไนจีเรีย, ซาอุดิอาระเบีย, บราซิล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โปรตุเกส, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์, เยอรมนี, อิตาลี, ออสเตรเลีย, เดนมาร์ก, แคนาดา, ออสเตรีย, อิสราเอล, สวีเดน, นอร์เวย์, เบลเยียม, สาธารณรัฐเช็ก, ไอร์แลนด์, สเปน, เกาะเรอูนียงของฝรั่งเศส, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และฮ่องกง

Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

เกาหลีใต้โควิดพุ่งเป็นประวัติการณ์ ซ้ำเจอเชื้อโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669644

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 08:25 น.เกาหลีใต้โควิดพุ่งเป็นประวัติการณ์ ซ้ำเจอเชื้อโอไมครอนเกาหลีใต้พบผู้ป่วยโควิดโอไมครอน 5 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อพุ่งวันละ 5,000 เป็นครั้งแรก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี (KCDC) รายงานว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 5,123 ราย ซึ่งเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุด และเป็นครั้งแรกที่ผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 5,000 ราย ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 452,350 ราย ขณะที่ผู้ป่วยวิกฤตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 723 ราย

นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจำนวน 5 ราย ในจำนวนนี้มีคู่สามีภรรยาซึ่งฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีประวัติเดินทางจากไนจีเรีย ก่อนที่จะพบว่าสมาชิกในครอบครัว 2 ราย และเพื่อนอีก 1 รายมีผลตรวจเป็นบวกเช่นเดียวกัน

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคออกมาตรการบังคับให้นักเดินทางทุกคนกักตัวเป็นเวลา 10 วันเมื่อเดินทางมายังเกาหลีใต้ไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ธ.ค.

Photo by Jung Yeon-je / AFP

สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด ‘โอไมครอน’ รายแรกของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669641

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 07:53 น.สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด 'โอไมครอน' รายแรกของประเทศสหรัฐพบโอไมครอนเคสแรก ชี้มีประวัติเดินทางแอฟริกาใต้

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐเปิดเผยว่าพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเป็นรายแรกของประเทศ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยผู้ป่วยคนดังกล่าวได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว และมีประวัติเดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. และมีผลตรวจเป็นบวกในวันที่ 29 พ.ย.

รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากอนามัย

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เยอรมนีเสียชีวิตสูงสุดรอบ 9 เดือน เตือน “สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669630

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 20:56 น.เยอรมนีเสียชีวิตสูงสุดรอบ 9 เดือน เตือน "สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง"ตัวเลขผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยวิกฤตอาจพุ่งสูงกว่าเดือนมกราคมปีนี้ และทำให้มันเป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง” จากคำกล่าวของประธานสมาคม DIVI ด้านเวชศาสตร์ผู้ป่วยหนัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เยอรมนีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่โรงพยาบาลต่างๆ เตือนว่าประเทศอาจมีผู้ป่วย 6,000 คนต้องรับการรักษาใน ICU ในช่วงวันคริสต์มาสซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดของฤดูหนาวปีที่แล้ว

สถาบัน Robert Koch ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านโรคติดเชื้อของเยอรมนีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ 67,186 รายในวันพุธ เพิ่มขึ้น 302 รายจากสัปดาห์ก่อน และผู้เสียชีวิต 446 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดรายวันนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอยู่ที่ 101,790 ราย

รัฐบาลสหพันธรัฐและรัฐบาลระดับภูมิภาคของเยอรมนีเห็นพ้องต้องกันเมื่อวันอังคารที่จะดำเนินการเพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่สี่ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนและการจำกัดการติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าลงมือของรัฐบาลว่าช้าเกินไป บรรดาผู้นำตกลงที่จะตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในวันพฤหัสบดีเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ เช่น การบังคับให้ลูกค้าที่เข้าร้านค้าต่างๆ ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือการฟื้นตัวจากการติดเชื้อแล้ว และการจำกัดจำนวนคนในงานใหญ่

เกอร์นอต มาร์กซ์ ประธานสมาคม DIVI ด้านเวชศาสตร์ผู้ป่วยหนัก เตือนว่าประเทศจะมีผู้ป่วยหนัก 6,000 คนในการดูแลผู้ป่วยหนักในช่วงคริสต์มาส ไม่ว่านักการเมืองจะตัดสินใจใช้มาตรการใดในขณะนี้ก็ตาม

เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่มีผู้ป่วย 5,745 รายในห้องไอซียูเมื่อวันที่ 3 มกราคม เยอรมนียังมีเตียงให้บริการน้อยลงในขณะนี้เนื่องจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่พยาบาล

“สถานการณ์กำลังตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ” มาร์กซ์บอกกับสถานีโทรทัศน์ ZDF และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาล็อกดาวน์ชั่วคราว “เราต้องปกป้องคลินิกจากการล่มสลาย”

เขายังเตือนด้วยว่าในขณะนี้เป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”

Photo by Ronny Hartmann / AFP

อนามัยโลกชี้ยุโรปเป็นศูนย์กลางระบาด-โอไมครอนกลายพันธุ์ 40 จุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669625

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 19:51 น.อนามัยโลกชี้ยุโรปเป็นศูนย์กลางระบาด-โอไมครอนกลายพันธุ์ 40 จุดสรุปด่วนการแถลงข่าวขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดล่าสุด

• เจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ยุโรปได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดแล้ว

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า เท่าที่ทราบในขณะนี้มี 24 ประเทศที่พบโอไมครอนแล้ว

• มีการกลายพันธุ์ที่แตกต่างกันมากกว่า 40 จุดที่พบในสายพันธุ์โอไมครอน

• การกลายพันธุ์บางอย่างของไวรัสบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการแพร่เชื้อเร็วขึ้น

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เราไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าระยะฟักตัวของโอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ของโคโรนาไวรัส”

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เราได้ขอร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มการตรวจตราโรคเพื่อจับความเคลื่อนไหวโอไมครอนแต่เนิ่นๆ” 

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า “เรามีเครื่องมือมากมายในการหยุดยั้งการระบาดของโอไมครอน” 

• WHO กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่ ผู้ผลิตวัคซีนควรทำการปรับเปลี่ยนวัคซีนปัจจุบันเล็กน้อยเท่านั้น

• ทั้งนี้ สายพันธุ์เดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักในยุโรปไปแล้ว 

• เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่าในขณะที่เราเข้าใจว่าประเทศต่างๆ ได้ปิดกั้นการเดินทาง เราต้องตระหนักว่ามาตรการประเภทนี้มีผลที่ตามมา

• มีรายงานในขณะเดียวกันว่า เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกแล้ว 

เมื่อประเทศไม่มี “ราชินี” อีกต่อไป ทำไมบาร์เบโดสจึงเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669613

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 17:39 น.เมื่อประเทศไม่มี "ราชินี" อีกต่อไป ทำไมบาร์เบโดสจึงเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ?สาเหตุที่บาร์เบโดสเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กลายเป็นชาติสาธารณรัฐแห่งล่าสุดของโลก

เมื่อช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมาบาร์เบโดส ประเทศในภูมิภาคแคริบเบียน อดีตอาณานิคมของอังกฤษ สิ้นสุดการปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นชาติสาธารณรัฐแห่งล่าสุดของโลก

หลังจากที่ประกาศถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร ออกจากการเป็นประมุขของรัฐ โดยมี เดม ซานดรา เมสัน สาบานตนขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรก

บาร์เบโดสได้อยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษมายาวนานเกือบ 400 ปี ทำให้บาร์เบโดสเผชิญกับระบบทาสอันโหดร้าย และกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกอ้อยผลิตน้ำตาล โดยใช้แรงงานจากแอฟริกา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อันโหดร้ายสำหรับบาร์เบโดส ก่อนที่จะยกเลิกระบบทาสในปี 1834 และได้รับเอกราชในปี 1966

“ถึงเวลาแล้วที่ต้องทิ้งอดีตของเราไว้เบื้องหลัง” ประธานาธิบดีเมสันกล่าวในพิธีฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐซึ่งตรงกับวันครบรอบ 55 ปีที่บาร์เบโดสได้รับเอกราชจากอังกฤษด้วย

“จากอดีตที่มืดมนของเรา และความโหดร้ายของระบบทาส ซึ่งทำลายประวัติศาสตร์ของเราไปตลอดกาล วันนี้ผู้คนบนเกาะแห่งนี้ได้สร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นใหม่อย่างแข็งแกร่ง” เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษตรัสระหว่างทรงเข้าร่วมงานพิธี

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีไปยังชาวบาร์เบโดส “ในโอกาสสำคัญนี้ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีไปยังชาวบาร์เบโดสทุกท่าน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลและความสงบสุขจงบังเกิดแก่ทุกท่าน”

ทำไมถึงยกเลิกระบอบราชาธิปไตย?

บาร์เบโดสแสดงเจตจำนงที่จะถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุข เพื่อเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเมื่อเดือนก.ย. 2020 ซึ่งแหล่งข่าวจากสำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่าได้มีการหารือกันในประเด็นนี้มาก่อนแล้ว และเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลบาร์เบโดสและประชาชน

ย้อนกลับไปในปี 1998 คณะกรรมการรัฐธรรมนูญบาร์เบโดสเสนอให้ประเทศเปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐและยุติระบอบราชาธิปไตย ต่อมาปี 2008 บาร์เบโดสเคยวางแผนการทำประชามติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นสาธารณรัฐแต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง หลังจากนั้นเจตจำนงดังกล่าวก็ไม่ได้หายไปไหน ในปี 2015 นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ ฟรอยน์เดล สจ๊วต ประกาศกร้าวว่าบาร์เบโดสจะต้องเป็นสาธารณรัฐในอนาคตอันใกล้

จนกระทั่งปี 2020 เกิดกระแส Black Lives Matter เพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ซึ่งจุดประกายให้บาร์เบโดสทบทวนอดีตอันโหดร้ายที่จักรวรรดิอังกฤษกวาดล้างชนพื้นเมืองเมื่อครั้งยังตกเป็นอาณานิคม และทิศทางในการเปลี่ยนไปสู่สาธารณรัฐอีกครั้ง

กาย ฮิววิตต์ อดีตข้าหลวงใหญ่บาร์เบเดียนในลอนดอน กล่าวว่า นอกเหนือจากการประท้วงเรื่อง Black Lives Matter แล้ว การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของควีนในบาร์เบโดสอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์อื้อฉาว Windrush ที่ผู้อพยพชาวแคริบเบียนหลายพันคนถูกเนรเทศออกจากสหราชอาณาจักร

“Windrush น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้ว่าบทบาทของควีนเอลิซาเบธในฐานะราชินีแห่งสหราชอาณาจักรและราชินีแห่งบาร์เบโดสไปด้วยกันไม่ได้” ฮิววิตต์กล่าว

เฮนเดอร์สัน คาร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเวสต์อินดีสในบาร์เบโดสมองว่าการเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐคือขั้นตอนสุดท้ายของการประกาศเอกราช ซึ่งเป็นการก้าวข้ามลัทธิอาณานิคมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาสู่การปกครองตนเองโดยสมบูรณ์

ประเทศอดีตอาณานิคมอื่นๆ

ปัจจุบันราชอาณาจักรเครือจักรภพหรือรัฐเอกราชที่มีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงเป็นประมุข ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จาเมกา, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, บาฮามาส, เบลีซ, เกรเนดา, ตูวาลู, เซนต์ลูเชีย, หมู่เกาะโซโลมอน, แอนติกาและบาร์บูดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์

ทั้งนี้ บาร์เบโดสกลายเป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษประเทศล่าสุดที่ถอดสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุขของรัฐ หลังจากที่มอริเชียส ประเทศในแอฟริกาตะวันออกดำเนินการในปี 1992

โดยก่อนหน้านี้มี ไอร์แลนด์, อินเดีย, ไนจีเรีย, แอฟริกาใต้, ปากีสถาน, ยูกันดา, เคนยา, มาลาวี, มอลตา, กานา, กายอานา, ซีลอน, ฟีจี, แกมเบีย, เซียร์ราลีโอน, แทนกันยีกา, ตรินิแดดและโตเบโกที่ดำเนินการเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงกันว่าออสเตรเลียและแคนาดาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ที่ถอดถอนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองออกจากการเป็นประมุขของรัฐตามรอยบาร์เบโดส

• ออสเตรเลียมีการหยินยกประเด็นนี้ขึ้นมาหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ทำประชามติถอดถอนควีนเอลิซาเบธเกิดขึ้นในปี 1999 แต่ร้อยละ 54.9 ของผู้ลงคะแนนโหวตให้ควีนเอลิซาเบธทรงต่อไป

ในปี 2008 เควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความมุ่งมั่นที่จะถอดถอนควีนเอลิซาเบธในฐานะประมุขแห่งรัฐ อย่างไรก็ตามพระองค์ยังทรงเป็นประมุขมาจนถึงทุกวันนี้

• แคนาดาก็พบว่าการสนับสนุนระบอบกษัตริย์ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยสถาบัน Angus Reid ได้ทำการสำรวจระดับชาติตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. ถึง 29 พ.ย. เพื่อสำรวจความเห็นของชาวแคนาดาเกี่ยวกับระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

โดยผู้ตอบแบบสอมถามร้อยละ 55 สนับสนุนควีนเอลิซาเบธในฐานะประมุขแห่งรัฐ ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับร้อยละ 64 ในปี 2016

ในทางกลับกันผู้ไม่สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 38 ในปี 2016 มาอยู่ที่ร้อยละ 45 ในปี 2020 และมากกว่าร้อยละ 50 ในปีนี้ เมื่อถูกถามว่าแคนาดาควรคงระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญไว้ต่อไปหรือไม่ ร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าไม่

ที่มา: independentnbcnewstheguardianforeignpolicycbcgeonewsvancouversuntownandcountrymag

ภาพ: Jacob King and JOHN STILLWELL / POOL / AFP

ปิดประเทศไว้ก่อนดีไหม ก่อนจะรู้พิษสงโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669580

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 16:50 น.ปิดประเทศไว้ก่อนดีไหม ก่อนจะรู้พิษสงโอไมครอนอาจถึงเวลาห้ามทุกประเทศที่พบโอไมครอนเข้าไทย – มาตรการแรกเริ่มที่สั่งห้ามบุคคลจาก 8 – 9 ประเทศของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้เข้าประเทศเริ่มไม่พอแล้ว หลายประเทศเริ่มห้ามมากว่านั้นแล้ว

ในเวลานี้ภูมิภาคที่พบการกระจายตัวของโอไมครอนมากที่สุด ไม่ใช่แอฟริกาตอนใต้แต่เป็นทวีปยุโรป – นี่เป็นเรื่องต้องกังวลข้อแรก

และยิ่งมีข้อมูลจากเนเธอร์แลนด์ว่า พบเชื้อโอไมครอนจากตัวอย่างที่เก็บตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ก่อนที่แอฟริกาใต้จะแจ้งข่าวการพบเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ในวันที่ 24 พฤศจิกายน – นี่ก็ยิ่งน่ากังวล

ดังนั้น บางพื้นที่จึงสั่งห้ามผู้เดินทางจากยุโรปเข้าประเทศกันแล้ว เช่น ฮ่องกงและมาเลเซีย มาเลเซียใช้คำที่อะลุ่มอะล่วยว่า “ประเทศที่มีแนวโน้มเสี่ยงจากโอไมครอน” นี่เป็นวิธีการที่ชาญฉลาด เพราะแรงความไม่พอใจของภูมิภาคหรือประเทศที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

มาเลเซียยังชลอแผนการ “ช่องทางพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้ว” กับประเทศที่มีแนวโน้มเสี่ยง ซึ่งไม่บอกว่าประเทศไหน แต่รู้กันว่าหมายถึงยุโรป

ญี่ปุ่นยังไม่สั่งห้ามบุคคลจากยุโรปเข้าประเทศ เพราะไม่จำเป็น เนื่องจากสั่งห้ามคนต่างชาติทั้งหมด (คือนักธุรกิจและนักเรียน) เข้าแล้วและยังเตรียมห้ามคนต่างชาติที่มีถิ่นฐานในญี่ปุ่นเข้าไปอีกด้วย

แต่ญี่ปุ่นสั่งกักตัวทีมชาติฟุตบอลหญิงทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากเพิ่งกลับบ้านจากเนเธอร์แลนด์

นี่คือแนวทางสกัดโอไมครอนจากยุโรป ซึ่งมีทั้งที่ประกาศว่าไม่รับคนจากยุโรปตรงๆ (ฮ่องกง) และที่เลี่ยงจะไม่เอ่ยตรงๆ (มาเลเซียและญี่ปุ่น)

ฮ่องกงนันถึงขนาดสั่งห้ามผู้ที่มาจากญี่ปุ่นที่มิใช่พลเมืองฮ่องกงเข้ามาด้วย นับว่าก้าวไปอีกสเต็ปแล้ว แต่พึงเข้าใจว่าฮ่องกงมีระเบียบการเข้าเมืองที่เข้มงวดที่สุดในโลกก็ว่าได้ในตอนนี้

และยังมีแบบที่จะชลอแผนเปิดประเทศไปก่อนโดยไม่เน้นเฉพาะเจาะจงที่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เช่น ออสเตรเลีย

แม้ว่าบางคนจะบอกว่า ไม่ต้องตื่นตูม (เช่นโจ ไบเดน) แต่เกือบทุกประเทศล้วนแต่ใช้แนวทาง “ตื่นตูมไว้ก่อน” และแม้ว่าจะมีการวินิจฉัยอาการเบื้องต้นจากแพทย์ที่แอฟริกาใต้ซึ่งพบ (เบื้องต้น) ว่า “อาการเบาๆ” แต่ทุกประเทศก็ยังไม่ประมาท

หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์อันเป็นช่วงที่องค์การอนามัยโลกใช้ประเมินความร้ายของโอไมครอน เกิดมันแรงขึ้นมา คราวนี้จะมานั่งเสียใจทีหลังไม่ได้

อนามัยโลกเองยังชี้ว่าโอไมครอนอาจทำให้ยอดติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยผลพวงที่เลวร้าย (Severe Consequences) และความสี่ยงของการระบาดทั่วโลกนั้น ประเมินไว้ว่าสูงมาก (assessed as very high)

และแม้บริษัทวัคซีนจะเริ่มพัฒนาของใหม่กันแล้ว แต่โอกาสจะได้ของใหม่มาใช้นั้น “เป็นเดือน” โอกาสที่วัคซีนจะมาถึงมือเรา “หลายเดือน”

ผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์ยังบอกว่า เนเธอร์แลนด์ที่พบเชื้อก่อนแอฟริกา ไม่น่าจะใช่รายเดี่ยวๆ แต่ประเทศอื่นก็ไม่น่าจะรอด

ดูจากแนวโน้มที่เชื้อจะกระจายไปโน่นไปนี่อย่างรวดเร็ว หากไทยไม่ออกคำสั่งห้ามผู้ที่มาจากประเทศที่พบเชื้อเข้ามา ไทยก็ต้องกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พบโอไมครอนในที่สุด และเมื่อถึงตอนนั้น ไทยก็ไม่ต้องห้ามใครเข้าอีก เพราะที่อื่นจะห้ามไทยเข้าไปเอง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ไทยห้ามเข้าประเทศเร็วหรือช้า มันอยู่ที่ว่าถ้ารอดูคนอื่นเขาทำไปเรื่อยๆ จนโดนเข้ากับตัวเอง มันจะสายไปถ้าเกิดเชื้อรุนแรงขึ้นมา

มีประเทศที่ใช้วิธี “นั่งบนภู ดูสถานการณ์ไปก่อน” ได้ คือประเทศที่ได้วัคซีนมาง่ายๆ (สหรัฐ) ประเทศที่ปิดประเทศอยู่แล้ว (จีน) และประเทศที่พยายามอยู่กับโควิดเพราะเริ่มแนวทางนี้ก่อนชาวบ้าน (สิงคโปร์)

หากไทยจะรอไปก่อนไทยต้องดูสิงคโปร์ให้ดีๆ ว่ากำลังใช้นโยบายแบบไหน หากสิงคโปร์เปลี่ยนท่าที ไทยก็ควรเปลี่ยนตาม หากไหนๆ ก็มาแนวทางเดียวกันแล้ว

ประเด็นเดียวที่ไทยไม่เหมือนสิงคโปร์คือ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่ในโลก และพยายามกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขล่ม นั่นคือ ต่อให้ฉีดวัคซีนแล้วติด ก็หวังว่ามันจะมีอาการเบาๆ แบบรักษาเองได้ ไม่หนักจนต้องไปสุมกันที่โรงพยาบาลจนเตียงไม่พอ

หากไทยจะตามแนวทางสิงคโปร์ต้องมีปัจจัยแบบเขา คือฉีดวัคซีนเยอะและโรงพยาบาลรับไหว แต่ตอนนี้ไทยฉีควัคซีนครบแค่ 58% ขณะที่สิงคโปร์ฉีคครบแล้ว 88.2%

และถ้าเอา “ความมั่น” ของสิงคโปร์เรื่องวัคซีนมาวัด บางทีมันก็ไม่แน่เสมอไป เพราะหลังจากเริ่มอยู่กับโควิด ปรากฏว่าสิงคโปร์ติดเชื้อพุ่งสูงสุดในรอบปี เดชะบุญที่ระบบสาธารณสุขยังรับไหว

และถ้าเอาวัคซีนมาวัดแล้ว ประเทศที่อัตราฉีดสูงๆ ยังไม่อยากจะเสี่ยงดวงเลย เช่น อิสราเอลฉีดครบ 62.7% สั่งปิดประเทศไปแล้ว และญี่ปุ่น 77.3% ก็ปิดประเทศไปแล้วเช่นกัน

ไทยจะใช้แนวทางไหนรับมือโอไมครอนขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

Photo by Jung Yeon-je / AFP

โมเดอร์น่าประกาศกลยุทธ์รับมือกับโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669611

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 16:37 น.โมเดอร์น่าประกาศกลยุทธ์รับมือกับโอไมครอน ในขณะนี้บริษัทโมเดอร์น่ากำลังดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ของวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์น่าทั้งสามสูตร

บริษัทโมเดอร์น่าได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ทางบริษัทโมเดอร์น่า จะใช้ในการจัดการรับมือกับไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน (B.1.1.529) อันเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่เพิ่งอุบัติใหม่

สำหรับไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่เพิ่งมีการค้นพบเร็วๆนี้ พบว่าตัวไวรัสเองมีการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับที่พบในสายพันธุ์เดลต้า ที่เชื่อว่ามีส่วนเพิ่มความสามารถในการติดต่อแพร่กระจายของเชื้อ นอกจากนี้แล้วยังพบการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับที่พบในสายพันธุ์เบต้าและเดลต้า ที่เชื่อว่ามีส่วนส่งเสริมความสามารถในการหลบหนีภูมิคุ้มกันของตัวเชื้อ เมื่อการกลายพันธุ์ทั้งสองประเภทนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดการเร่งของอัตราการลดลงของระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติและภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน

ในขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า วัคซีนโควิด-19 โมเดอร์น่าสูตร mRNA-1273 ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับประชากรส่วนใหญ่นั้นเป็นขนาด 50 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ในขณะนี้ในการกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเท่านั้น ทางบริษัทโมเดอร์น่ากําลังดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อทดสอบความสามารถของปริมาณวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันต่อการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน และคาดว่าจะมีข้อมูลออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ตั้งแต่ต้นปี 2564 บริษัทโมเดอร์น่าได้พัฒนากลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลชนิดใหม่ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นมา กลยุทธ์นี้ได้แก่ แนวทางการรับมือสามระดับ กรณีหากพบว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตร mRNA-1273 ขนาด 50 ไมโครกรัม ไม่สามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในระดับที่เพียงพอต่อการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนได้

กลยุทธ์ที่หนึ่ง บริษัทโมเดอร์น่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตร mRNA-1273 ในขนาด 100 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นการวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี โดยในขณะนี้ทางบริษัทโมเดอร์น่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีนในอาสาสมัครผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 306 คน เพื่อศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม นี้เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง สำหรับวัคซีน mRNA-1273 ขนาด 100 ไมโครกรัม ที่ใช้เป็นเข็มกระตุ้น ได้มีการศึกษามาก่อนหน้านี้แล้วโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health, NIH) ของสหรัฐอเมริกา และพบว่ามีประสิทธิภาพในการกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในการยับยั้งเชื้อต่อไวรัส SARS-CoV2 สายพันธุ์ต่างๆ ที่มีการแพร่ระบาดมาก่อนหน้านี้ในระดับที่สูงที่สุด

ทางบริษัทโมเดอร์น่าเองกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบซีรั่มจากเลือดของอาสาสมัครผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อและป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่กลยุทธ์ประการที่สอง ทางบริษัทโมเดอร์น่ากําลังอยู่ระหว่างการศึกษาวัคซีนเข็มกระตุ้นชนิดผสมสองสูตรที่บริษัทพัฒนาขึ้นในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิก

โดยวัคซีนสูตรผสมดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับลักษณะการกลายพันธุ์ที่มีความจำเพาะเจาะจงดังเช่นที่ปรากฏในสายพันธุ์โอไมครอน โดยวัคซีนสูตรผสมชนิดแรกคือ วัคซีน mRNA-1273.211 ที่ได้มีการรวบรวมเอาการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่ในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่ปรากฏอยู่ในสายพันธุ์เบต้าเช่นกัน

ในขณะนี้ทางบริษัทโมเดอร์น่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีน mRNA-1273.211 ในขนาด 50 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 300 คน) และ ขนาด 100 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 584 คน) เรียบร้อยแล้ว ส่วนวัคซีนสูตรผสมชนิดที่สอง คือวัคซีน mRNA-1273.213 อันเป็นวัคซีนที่ได้รวบรวมเอาการกลายพันธุ์หลายๆ ตำแหน่งในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ที่พบในสายพันธุ์เบต้า และเดลต้าเช่นเดียวกัน ทางบริษัทโมเดอร์น่าเองได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการฉีดวัคซีนสูตรผสมที่สองนี้ในขนาด 100 ไมโครกรัม (จำนวนอาสาสมัครที่ 584 คน) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการวางแผนที่จะทดสอบวัคซีนดังกล่าวที่ขนาด 50 ไมโครกรัม ในอาสาสมัครจำนวน 584 คน เป็นลำดับต่อไป

โดยทางบริษัทจะเร่งดำเนินการทดสอบซีรั่มจากเลือดของอาสาสมัครจากโครงการวิจัยวัคซีนเข็มกระตุ้นที่เป็นสูตรผสมนี้ทั้งในส่วนที่เสร็จสิ้นแล้วและส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่เพื่อทดสอบว่าวัคซีนสูตรผสมทั้งสองชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อและป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่

กลยุทธ์ประการที่สาม ทางบริษัทโมเดอร์น่าจะรีบดำเนินการพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน (วัคซีนสูตร mRNA-1273.529) โดยด่วน ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของบริษัทโมเดอร์น่า ที่สามารถผลิตวัคซีนสูตรใหม่ขึ้นมาเพื่อรับมือกับไวรัสกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่มีการอุบัติใหม่ขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน

สำหรับในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทโมเดอร์น่าได้มีการพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้นที่มีความจำเพาะต่อไวรัสทั้งสายพันธุ์เบต้าและเดลต้ามาแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทโมเดอร์น่าในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 60-90 วัน

Stéphane Bancel ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer ของบริษัทโมเดอร์น่าได้กล่าวว่า“จากจุดเริ่มต้น เราเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า การที่เราพยายามที่จะเอาชนะการระบาดครั้งใหญ่นี้ มันเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องดำเนินการเชิงรุกเมื่อไวรัสมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การกลายพันธุ์ที่พบในไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนี้เป็นที่น่ากังวลอย่างมาก และช่วงเวลาหลายๆวันที่ผ่านมากเราได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ของเราอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้”

“ในขณะนี้ เรามีกลยุทธ์ทั้งสามประการที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการไปพร้อมกัน อันได้แก่ การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนสูตรมาตรฐาน mRNA-1273 สำหรับการเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม ประการที่สองเรากำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวัคซีนสูตรผสมทั้งสองชนิดที่พัฒนาขึ้นมาและอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิก

โดยวัคซีนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสดังตัวอย่างที่พบในสายพันธุ์โอไมครอน เป็นต้น และคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และประการที่สาม เรากําลังพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ mRNA-1273.529 ซึ่งจะเป็นสูตรที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อสายพันธุ์โอไมครอน”