ปรับเป็นล้าน! หนุ่มไต้หวันหนีกักตัว 7 ครั้งใน 3 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643815

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 20:00 น.ปรับเป็นล้าน! หนุ่มไต้หวันหนีกักตัว 7 ครั้งใน 3 วันชายชาวไต้หวันในนครไถจง ถูกปรับเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวันหลังหนีกักตัวอย่างน้อย 7 ครั้ง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าชายชาวไต้หวันในนครไถจง ถูกปรับเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1.07 ล้านบาท หลังฝ่าฝืนการกักตัว แอบลักลอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้ง

สื่อท้องถิ่นไม่ได้เปิดเผยชื่อชายคนดังกล่าวโดยระบุว่าเขาต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งเนื่องจากเขาเดินทางกลับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ชายคนดังกล่าวแอบลักลอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้งภายในระยะวลาเพียง 3 วัน เพื่อไปทำธุระต่างๆ อาทิ ซื้อของ และซ่อมรถ จนกระทั่งมีผู้พบเห็นและเข้าไปต่อว่าจึงเกิดการทะเลาะวิวาท

รัฐบาลท้องถิ่นไถจงยืนยันว่าชายคนี้เดินทางกลับจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อวันที่ 21 มกราคม และตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไต้หวันกำนหดให้ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

หลูชิวเยน นายกเทศมนตรีนครไถจงกล่าวว่าเป็น “ความผิดร้ายแรง” และชายคนนี้ต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง โดยนอกจากจะถูกปรับเงินซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในไต้หวันแล้ว เขายังจะต้องจ่ายเงินจำนวน 3,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 3,200 บาท ต่อวันเป็นค่ากักตัวของเขาด้วย อีกทั้งเขาจะไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวน 1,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อวัน ที่รัฐบาลจะจ่ายให้กับผู้ที่ต้องกักตัว

นอกจากนี้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมายังมีกรณีที่แรงงานชาวฟิลิปปินส์ในไต้หวันถูกปรับ 3,500 ดอลลาร์ไต้หวันเนื่องจากฝ่าฝืนการกักตัวโดยแอบออกมาจากห้องพักเป็นเวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้น

ทั้งนี้ ไต้หวันถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากมีการตรวจคัดกรอง การสอบสวนโรค และการกักตัวอย่างเคร่งครัด

โดยขณะนี้ไต้หวันมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมเพียง 889 คน และเสียชีวิต 7 คนเท่านั้น จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน

Photo by Sam Yeh / AFP

เป็นคนดังไม่จำเป็นต้องมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสมอไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643795

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น.เป็นคนดังไม่จำเป็นต้องมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสมอไปแม้จะมีคนดังหลายคนในวงการบันเทิงต่างประเทศที่แหกกฎสกัดโควิด แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่รับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่างที่ดี

จากกรณีที่ดีเจคนดังฝ่าฝืนมาตรการหยุดเชื้อ Covid-19 ของทางการ โดยไม่กักตัว ทั้งยังจัดปาร์ตี้รวมกลุ่มเพื่อนจนสุดท้ายติดเชื้อและกลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ ทั้งที่ทางการขอความร่วมมือให้งดการเดินทางและเว้นระยะห่างระหว่างกัน ไปจนถึงการปกปิดไทม์ไลน์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ตำหนิว่าเป็นการไม่รับผิดชอบต่อสังคม

อาทิ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @yellowtofellow บอกว่า “#ดีเจมะตูม แม่งไม่โดนอะไรเลย ในขณะที่พี่ฉันเป็นโควิดเคสวอร์มอัพที่ได้ตรวจฟรี ผลตรวจรอบแรกเป็น Negative ก็ระวังตัวกักตัวในบ้านนาน 14 วัน เพื่อไปเสียงเงิน 3,000 ตรวจเองอีกรอบให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นจริง พอผลรอบ 2 เป็น Positive แม่งโนตำรวจยึดทั้งซิมทั้งมือถือ จะอาทิตย์นึงแล้วยังไม่ได้คืน”

และขณะนี้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังตามหาตัวนักร้องบอยแบนด์คนหนึ่งที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจากวันเกิดของดีเจคนดัง ซึ่งขณะนี้เจ้าตัวยังไม่แสดงตัว ยังไม่เปิดเผยไทม์ไลน์

กรณีคล้ายกันนี้เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้เช่นกัน โดยต้นตอที่คนบันเทิงเกาหลีใต้ถูกเพ่งเล็งมาจากการระบาดแบบกลุ่มก้อนที่สถานบันเทิงย่านอิแทวอนในกรุงโซล โดยมีนักท่องราตรีบางคนที่ไปสถานบันเทิงแนวชายรักชายในย่านนั้นปกปิดว่าตัวเองเคยไปเที่ยวมา ทำให้มีคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนับหมื่นคน ติดเชื้ออีกว่า 100 คน

ภายหลังศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ยืนยันว่า ผู้ที่ติดเชื้อมีประวัติไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านอิแทวอนเมื่อวันที่ 2 พ.ค. และพบว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 6 พ.ค. และย้ำให้คนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงในย่านนั้นตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-6 พ.ค. กักตัวอยู่ที่บ้าน

หลังจากข่าวของอิแทวอนไม่กี่วัน Dispatch สื่อบันเทิงเกาหลีใต้แชะภาพมาฟ้องสังคมว่าบรรดาไอดอลและคนดังในวงการบันเทิงไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านอิแทวอนในช่วงเวลาที่พบการติดเชื้อด้วย ในขณะที่ทางการยังไม่ผ่อนปรนมาตรการเว้นระยะห่าง นั่นคือ จองกุกจากวง BTS, ชาอึนอูจาก Astro, แจฮยอนจาก NCT และคิมมินกยูจาก Seventeen ที่ไปร้านอาหารและสถานบันเทิง 2 แห่งในอิแทวอนเมื่อวันที่ 25-26 เม.ย.

ภายหลังต้นสังกัดของแต่ละคนแถลงยืนยันว่า ทุกคนไปสถานที่ตามข่าวจริง และแสดงความขอโทษในนามศิลปินที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างของทางการ พร้อมยืนยันว่าทุกคนมีผลตรวจเป็นลบแต่จะกักตัว

คนดังคนต่อมาที่มีภาพหลุดขณะท่องราตรีในสถานบันเทิงย่านเดียวกันคือ พัคกยูริ หัวหน้าวงเกิร์ลกรุ๊ป Kara ซึ่งแยกวงไปแล้ว สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าพัคกยูริอยู่ในสถานบันเทิงแห่งเดียวและวันเดียวกันกับที่ซูเปอร์สเปรดเดอร์ของเกาหลีใต้ไปเที่ยว แถมเจ้าตัวยังแดนซ์โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยด้วย

ต่อมาทั้งศิลปินและต้นสังกัดยอมรับว่าพัคกยูริไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งนั้นจริง และพัคกยูริก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอรีบไปตรวจหาเชื้อก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดต่อมา และยินดีกักตัวแม้ผลจะออกมาเป็นลบก็ตาม และยืนยันว่าสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานบันเทิง

ทว่าหลังแถลงการณ์ไม่นาน ทาง Creative Kkot ต้นสังกัดก็ออกมาแก้ไขรายละเอียดใหม่ว่า พัคกยูริถอดหน้ากากอนามัยราว 20 วินาทีตอนที่อยู่ในสถานบันเทิง แต่นอกนั้นเธอสวมตลอดเวลา

กรณีของศิลปินเกาหลีเหล่านี้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือนในโลกออนไลน์ไม่แพ้กรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา อาทิ ผู้ใช้ชื่อ Dyzzi1701 ในเว็บไซต์ข่าวบันเทิงเกาหลี Soompi บอกว่า “เราต้องจริงจังกันให้มากกว่านี้ การทุ่มเททำงานหนักของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกาหลีใต้ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลก แต่ยังมีคนบางคนออกไปข้างนอกและไม่ยอมทำตามกฎ เหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าหน้าที่เลย”

Zinogre บอกว่า “ต้องโทษรัฐบาลที่ยังปล่อยให้สถานบันเทิงเปิดทำการ ถ้าสถานบันเทิงยังเปิดก็ยังมีคนไปเที่ยว แล้วตอนนั้นเธอ (พัคกยูริ) ก็ยังไม่รู้ว่ามีผู้ติดเชื้อไปเที่ยวในสถานบันเทิงนั้น ข่าวเพิ่งออกมาหลังจากเธอไปเที่ยวแล้ว” ซึ่งต่อมามีผู้ใช้ชื่อ Cloudy_Sky427 คอมเม้นต์ตอบกลับว่า “โทษรัฐบาลก็ไม่ถูก เพราะสุดท้ายเธอเป็นคนตัดสินใจไปเที่ยวเอง”

ไคลี เจนเนอร์ AFP PHOTO / ROBYN BECK

ข้ามมาที่คนดังฝั่งฮอลลีวูดที่หลายคนขอให้แฟนคลับปฏิบัติตามมาตรการสกัด Covid-19 อย่างเคร่งครัด แต่ตัวเองกลับแหกกฎเสียเอง อาทิ ไคลี เจนเนอร์ สาวสวยจากบ้านคาร์ดาเชียน ที่ถ่ายคลิปลงอินสตาแกรมของให้แฟนคลับซึ่งมีอยู่ราว 171 ล้านคน เว้นระยะห่างและอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ แต่ปรากฏว่าตัวไคลีเองกลับฝ่าฝืนคำสั่งให้อยู่บ้านของรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งพบการระบาดรุนแรงพื้นที่หนึ่งในสหรัฐเพื่อไปบ้านเพื่อน

และหลังจากที่แฟนๆ ทราบเรื่องว่าไคลีฝ่าฝืนคำสั่งทางการ เจ้าตัวก็ถูกถล่มทันทีว่าทำตัวอยู่เหนือกฎ

ส่วนดีว่าระดับตำนานอย่างมาดอนนาก็ไม่ยอมอยู่บ้าน เธอบินจากอังกฤษมายังรัฐนิวยอร์กของสหรัฐเพื่อร่วมปาร์ตี้วันเกิด สตีเวน ไคลน์ ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน โดยก่อนที่จะบินข้ามทวีปมาดอนาประกาศว่าตัวเองมีแอนติบอดี Covid-19 ซึ่งอาจหมายความว่า เธอติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ

และในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามีแอนติบอดีในร่างกายแปลว่ามีภูมิคุ้มกัน Covid-19 แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่หายจาก Covid-19 แล้วและมีแอนติบอดีจะไม่ติดเชื้อซ้ำอีก

หมายความว่าการเดินทางของมาดอนนาสร้างความเสี่ยงให้กับตัวเองและคนอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะมีแต่คนดังที่ทำตัวอยู่เหนือกฎ นอกจากจะปฏิบัติตัวตามกฎอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วยังเน้นย้ำให้คนในสังคมปฏิบัติตามมาตรการสกัดเชื้ออย่างเคร่งครัดด้วย

แอรอน ทเวต (Aaron Tveit) นักแสดงและนักร้องชาวอเมริกันประกาศลงบนอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ปีที่แล้วว่าเขาได้รับตรวจโควิด-19 เมื่อวันที่ 16 มี.ค. และมีผลเป็นบวก พร้อมกล่าวว่า “ผมให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้อย่างมากแม้กระทั่งก่อนที่จะเขารับการตรวจ ผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่าสิ่งนี้สามารถส่งผลกระทบต่อใครก็ได้ และแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกป่วยหรือไม่มีอาการรุนแรงก็โปรดรักษาสุขภาพด้วย” ทั้งนี้เขาได้กักตัวตั้งแต่ถ่ายรายการเสร็จเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะทราบว่าตนป่วยเป็นโรคโควิด-19

ด้านแร็ปเปอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน สลิม ธัก (Slim Thug) โพสต์คลิปลงบนอิสตาแกรมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ระบุว่า “ผมกักตัวอยู่บ้านด้วยความระมัดระวัง อาจจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกบ้างแต่ก็อยู่บนรถพร้อมสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือมิดชิด แต่ผลตรวจโควิดของผมออกมาเป็นบวก” พร้อมย้ำกับแฟนๆ ของเขาว่าทุกคนต้องจริงจังกับเรื่องนี้และรณรงค์ให้ทุกคนอยู่บ้านอีกด้วย

ส่วนแอนนา แคมป์ (Anna Camp) นักร้องและนักแสดงชาวอเมริกันโพสต์ลงบนอิสตาแกรมว่า “นี่เป็นความรับผิดชอบของฉันที่จะต้องบอกว่าฉันติดโควิด-19” โดยเธอได้เข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้งแม้ว่าจะมีผลตรวจในตอนแรกเป็นลบ เนื่องจากเธอรู้สึกมีอาการป่วยมานานกว่า 3 สัปดาห์ พร้อมบอกเล่าอาการของเธอและแนะนำให้ทุกคนหันมาสวมหน้ากากอนามัย โดยระบุว่าแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมากและง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

เช่นเดียวกับนาตาลี โฮเลอร์ (Natalie Horler) หรือ Cascada นักร้องและโปรดิวเซอร์ชาวเยอรมัน ประกาศผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคมว่าเธอมีไข้และปวดหัวเล็กน้อย และวางแผนที่จะกักตัวต่ออีก 2 สัปดาห์หลังจากที่ไม่ออกจากบ้านมาเป็นเวลา 8 วันแล้ว เธอกล่าวว่าเธอต้องกักตัวอย่างเต็มที่ แม้อาการของเธอไม่รุนแรงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องป้องกันคนอื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยง ดังนั้นทุกคนโปรดอยู่บ้าน!

ปิดท้ายด้วยดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง ทอม แฮงค์ (Tom Hanks) ซึ่งโพสต์บนทวิตเตอร์ว่าเขาและริต้า วิลสัน (Rita Wilson) ภรรยา ติดโควิด-19 ในออสเตรเลีย โดยเขาเดินทางไปเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ก่อนที่จะมีอาการหนาวสั่นและมีไข้ จึงได้เข้ารับการตรวจและพบว่าติดเชื้อ และเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเรียบร้อยก็ออกมาพักฟื้นและกักตัวต่อที่บ้านพัก เมื่อทั้งคู่หายดีแล้วยังรับปากอีกว่าจะบริจาคเลือดและพลาสม่าเพื่อนำไปใช้ในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับคนอื่นๆ ต่อไป

pic.twitter.com/pgybgIYJdG— Tom Hanks (@tomhanks) March 12, 2020

สงครามการค้าทำชิปขาดตลาดประเทศใหญ่วิ่งซบไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643791

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.สงครามการค้าทำชิปขาดตลาดประเทศใหญ่วิ่งซบไต้หวันสงครามการค้ากับจีนทำชิปขาดตลาด สหรัฐก ยูโรป ญี่ปุ่นต้องหาตัวช่วยใหม่

ในเวลานี้ชิปคอมพิวเตอร์กำลังขาดตลาดอย่างหนัก และเป็นสถานการณ์ที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วไปไม่น้อย เพราะชิปเป็นส่วนสำคัญในผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น รถยนต์และตอนนี้ชิปสำหรับรถยนต์ก็ขาดตลาดอย่างมากเช่นกัน

ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกกำลังปิดสายการประกอบรถยนต์ เนื่องจากปัญหาในการจัดส่งเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งในบางกรณีได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐโรงงานผลิตชิปที่สำคัญของจีนอันเน่ืองจากสงครามการค้าของทั้งสองประเทศ

จากรายงานเบื้องต้นของ Financial Times ระบุว่าตอนนี้บริษัทรถวนต์ที่ได้รับผลกระทบจากชิปขาดตบาดคือ GM, Volkswagen, Honda, Fiat Chrysler และ Nissan และมีการคาดการณ์ว่าภาวะชิปขาดตลาดอาจจะลากยจาวนานถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

แต่จากรายงานของ Reuters ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนส่งผลกระทบต่อ Ford Motor Co, Subaru Corp, Toyota Motor Corp และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ยังได้รับผลกระทบครั้งนี้ด้วย

จากข้อมูลของ AutoForecast Solutions พบว่า การที่ชิปขาดตลาดส่งผลกระทบให้ค่ายรถต่างๆ ต้องหยุดการผลิตรถยนต์ไปถึง 280,000 คน และคาดว่าจะกระทบต่อการผลิตอีกถึง 500,000 คัน

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันเปิดเผยว่า สหรัฐ, สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้ติดต่อมาเน่ืองจากปัญหาขาดแคลนชิปและในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน 4 รายเข้าพบรัฐมนตรีเศรษฐกิจของไต้หวันและบอกว่าพวกเขายินดีที่จะจัดลำดับความสำคัญของกำลังการผลิตชิให้ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ ในญี่ปุ่น ยุโรป และในสหรัฐ

AFP PHOTO / JEAN-FRANCOIS MONIER

จีนเอาจริง! สั่งขัง 1 ปีสาวกลับจากสหรัฐกินยาลดไข้ปิดอาการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643776

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนเอาจริง! สั่งขัง 1 ปีสาวกลับจากสหรัฐกินยาลดไข้ปิดอาการโควิดสาวจีนมีอาการโควิดแต่ยังฝืนบินจากสหรัฐกลับบ้านเกิด ซ้ำยังกินยาลดไข้ให้ผ่านด่านตรวจ

ศาลชั้นต้นในกรุงปักกิ่งของจีนพิพากษาลงโทษจำคุกหญิงชาวจีนวัย 38 ปีรายหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน ในข้อหาขัดขวางการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ หลังจากที่เจ้าตัวเดินทางกลับจากสหรัฐเมื่อปีที่แล้วขณะที่ตัวเองมีอาการของโรค Covid-19 ทั้งยังกินยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน

เอกสารของศาลระบุว่า เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ปีที่แล้วหญิงรายนี้เริ่มมีไข้ อ่อนเพลีย  และอาการอื่นของโรค Covid-19 โดยเข้ารับการตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 11 ในเดือนเดียวกัน ทว่าในวันที่ 12 เธอและครอบครัวตัดสินใจเดินทางกลับจากรัฐแมสซาชูเสตส์ของสหรัฐมายังประเทศจีนด้วยสายการบินแอร์ ไชนา โดยไม่รอผลการตรวจ

หญิงรายนี้ได้รับประทานยาลดไข้เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายก่อนจะขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเธอผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิของสายการบินและได้เดินทางในที่สุด

หลังจากขึ้นเครื่องแล้วเธอยังปกปิดอาการไข้และอาการอื่นๆ ที่ต้องแจ้งสายการบิน รวมทั้งไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริง แต่สุดท้ายอาการป่วยเริ่มปรากฏอีกครั้ง ก่อนเครื่องบินลงจอดเธอจึงยอมรับกับลูกเรือว่ามีอาการป่วย

ทันทีที่เครื่องบินลงจอดในกรุงปักกิ่งหญิงรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเธอติดเชื้อโคโรนาไวรัส ส่วนผู้โดยสารคนอื่นและบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดเธออีก 63 คนต้องเข้ารับการกักตัว

ไม่นานหลังจากข่าวของเธอเผยแพร่ออกไป Biogen บริษัทต้นสังกัดซึ่งเธอทำงานเป็นนักชีวสถิติลงโทษด้วยการไล่ออกทันที

Photo by STR / AFP

ไบเดนต่อสายตรงปูตินครั้งแรก เห็นชอบต่อสัญญานิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643767

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.ไบเดนต่อสายตรงปูตินครั้งแรก เห็นชอบต่อสัญญานิวเคลียร์โจ ไบเดน ต่อสายตรงถึงวลาดิเมียร์ ปูติน ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีพร้อมเจรจาหารือซ่อมแซมความสัมพันธ์

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐต่อสายคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรกหลังไบเดนเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐได้เกือบ 1 สัปดาห์

โดยทั้งคู่มีการหารือกันถึงสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นสัญญาควบคุมการครอบครองอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐและรัสเซียตกลงร่วมกันตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ โดยผู้นำทั้งสองเห็นชอบที่จะขยายระยะเวลาของสนธิสัญญาดังกล่าวออกไปอีก

อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการระบุระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ก่อนหน้านี้เจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวเคยออกมาเผยว่าสหรัฐต้องการยืดอายุสนธิสัญญาออกไปอีก 5 ปี

นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกันในประเด็นอื่นๆ เพื่อซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเจน ซากิ เผยว่า ไบเดนได้แสดงความกังวลต่อกรณีการวางยาพิษและการจับกุมนายอเล็กเซย์ นาวัลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย รวมถึงกังวลต่อการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัสเซียในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

อีกทั้งไบเดนยังยืนกรานสนับสนนุนอธิปไตยของยูเครน และแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลรัสเซียที่ปฏิบัติต่อยูเครน ตลอดจนการแฮ็กระบบคอมพิมเตอร์ครั้งใหญ่ที่เชื่อกันว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2016 และข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียเสนอเงินรางวัลให้กับกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันในการสังหารทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน

ด้านปูตินกล่าวว่าการทำให้ความสัมพันธ์ของรัสเซียและปูติน “เป็นไปตามปกติ” จะเกิดผลดีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศรวมถึงประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมดด้วย

Photo by ALEXEY DRUZHININ / POOL / AFP

อียูขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนให้ประเทศนอกกลุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643758

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.อียูขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนให้ประเทศนอกกลุ่มอียูระส่ำหลังผู้ผลิตวัคซีนส่งของช้า ขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนไปยังประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก

สเตลลา คีเรียคีเดส คณะกรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขเผยว่า สหภาพยุโรป (อียู) อาจจำกัดการส่งออกวัคซีนต้าน Covid-19 ไปยังประเทศอื่นที่อยู่นอกกลุ่ม อาทิ อังกฤษ หลังจากสองผู้ผลิตวัคซีนอย่างแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และไฟเซอร์ (Pfizer) ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามที่ตกลงกับอียู ทำให้การฉีดวัคซีนของสหภาพยุโรปไม่เป็นไปตามแผนเดิม

“ในอนาคต ทุกบริษัทที่ผลิตวัคซีนต้านCovid-19 ในสหภาพยุโรปต้องแจ้งล่วงหน้าว่าจะส่งออกวัคซีนไปยังประเทศที่สามเมื่อใด ยกเว้นการส่งออกเพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม” คีเรียคิเดสระบุในทวิตเตอร์

ด้าน อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเผยระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ว่า “ยุโรปลงทุนหลายพันล้านยูโรเพื่อช่วยในการพัฒนาวัคซีน และตอนนี้บริษัทต้องส่งมอบวัคซีนแล้ว พวกเขาต้องรักษาคำพูด”

การกดดันผู้ผลิตวัคซีนเกิดขึ้นขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญปัญหาการแจกจ่ายวัคซีนล่าช้ากว่าประเทศอื่น อาทิ อังกฤษและสหรัฐ ทั้งยังพบปัญหาเพิ่มหลังจากแอสตราเซเนกาแจ้งเมื่อวันศุกร์ว่าจะส่งวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนด และอาจส่งได้น้อยกว่าที่ตกลกันไว้ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาบริษัท ไฟเซอร์ ของสหรัฐแจ้งกับทางอียูเช่นกันว่า จะส่งวัคซีนให้อียูน้อยกว่าจำนวนที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากต้องปรับปรุงโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศเบลเยียม

ความล่าช้าจากทั้งสองบริษัทอาจทำให้แผนการฟื้นตัวจากโรคระบาดของอียูช้ากว่าที่กำหนด จึงสร้างความไม่พอใจแก่คณะกรรมาธิการยุโรปจนเกิดการกดดันและจำกัดการส่งออกวัคซีนดังกล่าว

นอกจากนี้เรื่องราวยังบานปลายไปถึงเยอรมนี เมื่อ เยนส์ ชปาห์น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีเสนอให้จำกัดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในอียูเช่นกัน โดยย้ำว่าการจำกัดการส่งออกไม่เกี่ยวกับการวางตำแหน่งให้ “อียูต้องมาก่อน” แต่เกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่ายุโรปจะได้ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม

“ในความคิดฉันมันสมเหตุสมผลที่จำกัดการส่งออก ซึ่งหมายความว่าวัคซีนที่ออกจากยุโรปมีใบรับรอง เราจะได้รู้ว่ากำลังผลิตอะไร อะไรกำลังจะออกจากยุโรป และออกไปไหน เพื่อให้มีการกระจายอย่างเป็นธรรม” ชปาห์นเผยกับสถานีโทรทัสน์ ZDF ของเยอรมนี

ด้าน บูรัค คาซาซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานจากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ของสหรัฐมองว่า การล่าช้า 1-2 สัปดาห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ “แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เข้าใจว่าการล่าช้าย่อมหมายถึงชีวิต”

Photo by JOHN THYS / POOL / AFP

หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643750

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 11:00 น.หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียงนายแพทย์ชาวอิตาลีตัดสินใจปลิดชีพผู้ป่วยหลังโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนเตียง

เว็บไซต์ข่าวเดอะซันรายงานว่า ดร. คาร์โล มอสกา วัย 47 ปี นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ถูกตำรวจควบคุมตัวหลังสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 2 ราย ในโรงพยาบาล

เอกสารส่งฟ้องระบุว่ามอสกาจงใจให้ยาชารวมทั้งยาระงับประสาทและกล้ามเนื้อเกินขนาดแก่ผู้ป่วยทั้ง 2 ที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคโควิด-19 โดยยาดังกล่าวมักใช้กับผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจแต่จากการสอบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายซึ่งทราบชื่อต่อมาว่าเป็นนายนาทาล บาสซี วัย 61 ปี และนายแองเจลโล ปาเลตติ วัย 81 ปี ทั้งคู่ไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยาดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการแก้ไขบิดเบือนผลการรักษาเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายแพทย์มอสกายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีการเสียชีวิตของผู้ป่วยคนอื่นอีก 3 ราย

ผู้พิพากษาบันทึกไว้ในหมายจับว่านายแพทย์มอสกามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนขณะที่ลงมือก่อเหตุ โดยระบุว่าแรงจูงใจคือเพื่อให้โรงพยาบาลมีเตียงว่างในการรองรับผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากอิตาลีกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะแคว้นลอมบาร์เดียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศ และพบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 สูงสุดถึง 800 คนต่อวัน

ทั้งนี้ อิตาลีกำลังประสบปัญหาจากโรคโควิด-19 อย่างหนักโดยเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดในยุโรปอยู่ช่วงหนึ่งและมีผู้ป่วยในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 รายต่อวัน

โดยขณะนี้อิตาลีมีผู้ป่วยสะสมนประเทศเกือบ 2.5 ล้านราย และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85,881 รายซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก

Photo by Andreas SOLARO / AFP

ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643719

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 22:31 น.ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้แคเทอรีน ไทคือใคร? และสำคัญอย่างไรต่อชะตากรรมโลกที่ต้องเจอกับสงครามการค้าต่อไป

สหรัฐได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหญิงคนแรกคือ เจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองก็ว่าได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เช่นกันเพราะเยลเลนเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดที่เป็นหญิงคนแรกเช่นกัน

เราจะไม่พูดถึงเรื่องของเยลเลนมากนักในที่นี้ เพราะเคยเจาะลึกแบบละเอียดมาแล้วในบทความเรื่อง “เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนคลังสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์

ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐจะชี้นำทิศทางเศรษฐกิจโลกเช่นกัน แต่ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ถูกมองข้ามคือ รัฐบาลไบเดนจะมุ่งไปทางไหนในด้านการค้าโลก ดังนั้นเราจึงต้องพูดถึงบุคคลสำคัญสองคนในรัฐบาลไบเดินที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง (ขณะที่เขียนบทความนี้) คือ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จีนา ไรมอนโด (Gina Raimondo) กับว่าที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ คือ แคเทอรีน ไท (Katherine Tai) หรือแคเทอรีน “ไต้” ตามสำเนียงภาษาจีนที่ถูกต้องตามชื่อจีนของเธอคือ “ไต้ฉิน”

ที่น่าสนใจก็คือ ขุนพลเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลไบเดนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่คนที่น่าจับตามากที่สุดคือ แคเทอรีน ไทเพราะตำแหน่งของเธอจะเป็นการชี้นำนโยบายด้านการค้าให้กับรัฐบาลไบเดน และไบเดนต้องรับเผือกร้อนต่อจากทรัมป์เรื่องสงครามการค้ากับจีน

แคเทอรีน ไทถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่เพราะพ่อแม่ของเธอคนจีน (เธอจึงชื่อจีนว่า ไต้ฉิน) ต่อมาพ่อแม่ของเธอย้ายไปอยู่ไต้หวัน (ไต้หวันจึงเคลมว่าเธอเป็น “ญาติ” กับไต้หวัน) เธอเกิดที่สหรัฐจึงเป็นอเมริกันโดยกำเนิด เคยไปสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยซุนยัดเซน ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน (เธอจึงรู้จักจีนดีและพูดจีนกลางคล่องแคล่ว)

ที่สำคัญไทเคยทำงานกับสำนักงานผู้แทนการค้า (USTR) ตั้งแต่ปี 2007 ระหว่างปี 2011 – 2014 เป็นที่ปรึกษาเรื่องการบังคับใช้มาตรการการค้ากับจีน หลังจากปี 2014 เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรของสภาผู้แทนราษฎรในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการค้า และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงสมัยทรัมป์และมีส่วนช่วยสภาฯ ในการต่อรองกับรัฐบาลทรัมป์เรื่องข้อตกลงการค้า

นี่คือคุณสมบัติเบื้องหลังของแคเทอรีน ไทซึ่งเรียกได้ว่า “คับแก้ว” ดูแล้วเหมาะกับการรับมือกับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมาถึงสมัยของไบเดนได้ดี

โจ ไบเดนเอ่ยถึงไทเอาไว้ว่า “เธอเข้าใจดีว่าเราต้องการกลยุทธ์ที่มากขึ้น – เพื่อให้มีกลยุทธ์มากกว่าที่เราเคยเป็นมาในวิธีที่เราทำการค้า และนั่นทำให้เราทุกคนแข็งแกร่งขึ้น”

คำพูดนี้สะท้อนแนวทางของไบเดนด้วยที่ยังจะโจมตีเหมือนเดิมและอาจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ (จนบางคนเชื่อว่าเขาคือ “ทรัมป์ 2.0” ในเรื่องนโยบายต่อจีน) แต่เขาจะไม่เหมือนทรัมป์ตรงที่หุนหันพลันแล่น โผงผางและสั่งการอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันผ่านทางทวิตเตอร์ ไบเดนจัดการกับจีนอย่างรอบคอบด้วยกลยุทธ์ที่ลุ่มลึกกว่า

ถ้าเขาจะจะเล่นงานจีน ก็ต้องเล่นแบบมีความชอบธรรมตามกติกาโลก หากไม่ดึงจีนเข้ามาอยู่ในกรอบกติกาการค้าโลกเขาก็จะสร้างกรอบกติกาการค้าขึ้นมาใหม่ที่จีนต้องถูกบีบ นั่นคือการสร้างพันธมิตรเพื่อล้อมจีนนั่นเอง

แคเทอรีน ไทเป็นคนที่เหมาะสมในเรืองนี้ เธอจบการศึกษาด้านกฎหมายมาและรู้จักจีนดีแถมยังทำงานด้านเจรจาการค้ามานานถึง 17 ปี โดยส่วนตัวแล้วเธอยังบอกว่าเธอเป็นคนที่ “นักแก้ปัญหาแบบปฏิบัตินิยมในเรื่องนโยบายการค้า”

คำถามก็คือ ไทจะแก้ปัญหาแบบไหน? ระหว่างการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐให้หันหน้ามาคุยกัน หรือช่วยไบเดนแก้ปัญหาติดขัดในการเล่นงานจีนอย่างหนักๆ ต่อไป

ย้อนกลับไปดูผู้แทนการค้าฯ คนก่อนคือโรเบิร์ท ไลท์ไทเซอร์ (Robert Lighthizer) เรียกว่าเป็นคนสนองคำสั่งของทรัมป์ก็ว่าได้ ซึ่งไม่แยแสกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) เอาเลยนึกจะขึ้นภาษีจีนเพื่อลงโทษจีนก็ทำไปทื่อๆ จนกระทั่งปีที่แล้ว WTO มีคำชี้ขาดว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็นการละเมิดระเบียบของ WTO

การกระทำของทรัมป์กับผู้แทนการค้าของเขาอาจได้ใจคนอเมริกันที่ชอบแนวทางของทรัมป์ (ที่มักอ้างในทำนองว่า “จีนแย่งงานเรา ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของเรา”) แต่มันทำลายสถานะผู้นำโลกของสหรัฐแบบยับเยิน เพราะสหรัฐนั่นเองที่เป็นสมาชิกแรกเริ่มของ WTO และสหรัฐอีกนั่นแหละที่ยอมให้จีนร่วม WTO เพื่อให้โลกค้าขายกันตามกติกา

ก่อนสมัยทรัมป์ยังมีหลักฐานเหลืออยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานผู้แทนการค้าฯ ที่ระบุว่า “สหรัฐเป็นสมาชิกดั้งเดิมของ WTO และเป็นผู้สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎอย่างมั่นคง การทำงานผ่าน WTO ทำให้สหรัฐสามารถปกป้องและพัฒนาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจและคนงานอเมริกันในขณะที่เปิดตลาดต่างประเทศ .. สหรัฐยังเป็นผู้นำระดับโลกในการลดอุปสรรคทางการค้าเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลก”

เมื่อทรัมป์เข้ามาสิ่งเหล่านี้ดูจะกลายเป็นอดีตไป สหรัฐกลายเป็นผู้สร้างอุปสรรคการค้าที่ไม่ชอบธรรม กลายเป็นประเทศที่ปิดตัวเอง ไม่แยแสการค้าเสรีและหมกมุ่นกับการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง (Protectionism) จนทำให้โลกปั่นป่วนอย่างหนัก

แต่กับไทและไบเดนเป็นคนละเรื่อง เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานของไทที่เล่นงานจีนเหมือนกัน จะพบว่าขณะที่ทรัมป์กับพลพรรคเล่นงานจีนเหมือน “สงครามกองโจร” แต่ไทเล่นงานจีนด้วย “นิติสงคราม” ตามกติกาของ WTO ด้วยและสำเร็จเสียด้วย

กรณีศึกษาคือเมื่อปี 2012 ไทเป็นแกนนำในการผนึกกำลังประเทศต่างๆ รวม 18 ประเทศเพื่อฟ้องร้องต่อ WTO ฐานที่จีนกำหนดโควต้าการส่งออกแรร์เอิร์ธ จนจีนต้องยอมยกเลิกเมื่อปี 2015

ในระหว่างที่เธอเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรฯ ยังมีการผลักดันมาตรการแบนสินค้าจากซินเจียงที่อ้างกันว่าผลิตโดยการบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกัน/ค่ายฝึกอาชีพของทางการจีนในซินเจียง

ตอนนี้ที่สงครามการค้ากำลังคุกรุ่น จีนก็แสดงท่าทีว่าจะกุมตลาดแรร์เอิร์ธเอาไว้ให้มั่น จนเมื่อไม่กี่วันก่อนรัฐบาลจีนก็ผ่านกฎใหม่เพื่อคุมแร่ชนิดนี้ให้เข้มงวดขึ้นอีก ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อไท ผู้เคยล้มจีนเรื่องแรร์เอิร์ธมาแล้ว

อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักผู้แทนการค้าฯ ล้วนแต่เป็นหัวกะทิด้านกฎหมายไม่ก็ด้านเศรษฐศาสตร์ ไทเองก็มีดีกรีด้านกฎหมาย ดังนั้นสหรัฐกับจีนที่เคยรบแบบแลกหมัดสมัยทรัมป์ จะต้องหันมารบด้วยการเปิดตำรากฎหมายกันมากขึ้น

ในวันที่ถูกเสนอชื่อโดยไบเดน แคเทอรีน ไทบอกว่า “การค้าก็เหมือนเครื่องมืออื่นๆ ของเราในด้านนโยบายต่างประเทศ มันไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง มันคือวิธีการในการสร้างความหวังและโอกาสให้กับผู้คน และมันจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมนุษยธรรมและศักดิ์ศรีของชาวอเมริกันทุกคนและทุกๆ คนอยู่ที่ใจกลางในแนวทางของเรา”

คำพูดนี้คล้ายกับจุดยืนของทรัมป์อย่างมาก เพียงแต่พูดอย่างนุ่มนวลเหมือนไม่อันตราย 

กับการที่ทรัมป์ใช้ “เครื่องมือหนัก” ด้วยขึ้นภาษีกีดกันจีน เธอเองยังคล้อยตามด้วยซ้ำโดยบอกว่ามันเป็นมาตรการเชิงป้องกัน ซึ่งสหรัฐต้องการอะไรที่เป็นเชิงรุกมากกว่านี้ ทว่าเธอแย้มว่าควรจะผนึกกำลังกับพันธมิตรด้วย

แคเทอรีน ไทจะใช้การค้าเป็นเครื่องมือกดดันจีนต่อไป ดังนั้นหลายคนจะไม่รู้สึกโล่งใจที่เห็นชื่อของเธอ ตรงกันข้ามใครที่รู้จักไทดีขึ้น จะต้องเตรียมตัวให้ดีว่าสงครามการค้าไม่แผ่วลง แต่มีทางเลือกสองทางคือแรงเท่าเดิมหรือหนักกว่าเดิม

หากยังไม่เชื่อก็ต้องยกคำพูดของไบเดนที่กล่าวชมเชยไทว่าเธอเป็น “หัวหน้าฝ่ายการค้าผู้บังคับใช้มาตรการต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนซึ่งจะมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในรัฐบาลไบเดน-แฮร์ริส”

ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่า สองมหาอำนาจจะเผชิญหน้ากันต่อไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo Chip Somodevilla/AFP

ออสเตรเลียขยี้กูเกิลโหนข่าวจนรวยถึงเวลาต้องจ่ายเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643701

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.ออสเตรเลียขยี้กูเกิลโหนข่าวจนรวยถึงเวลาต้องจ่ายเงินย้อนไทม์ไลน์สำคัญเกิดอะไรขึ้นกับกูเกิล-ออสเตรเลีย และจะส่งผลอย่างไรต่อโลก

1. ทุกวันนี้สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวของออสเตรเลียกำลังประสบปัญหาในการอยู่รอด โดยสื่อสิ่งพิมพ์ของออสเตรเลียมีรายได้จากโฆษณาลดลงถึง 75% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กูเกิลเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่มีรายได้ค่าโฆษณาจำนวนมาก โดยเงินค่าโฆษณาออนไลน์ในออสเตรเลียตกเป็นของกูเกิลและเฟซบุ๊กไปแล้วประมาณ 81%

2. โดยในปีที่แล้วกูเกิลทำรายได้ในออสเตรเลียถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐแต่จ่ายภาษีให้กับออสเตรเลียประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

3. การศึกษาในปี 2019 พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมางานสื่อสารมวลชนในออสเตรเลียหายไปประมาณ 3,000 ตำแหน่ง ขณะที่กูเกิลรวมถึงเฟซบุ๊กได้กอบโกยรายได้จากสื่อเหล่านั้นโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับเนื้อหาข่าว

3. ส่งผลให้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 จอช ฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียแถลงว่าจะเรียกเก็บค่าเนื้อหาข่าวที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลรวมถึงเฟซบุ๊กนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะออกเป็นกฎหมายในอีกไม่ช้าเพื่อความยุติธรรมและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันรวมถึงคุ้มครองผู้บริโภค โดยกูเกิลและเฟซบุ๊กจะต้องเจรจาเรื่องค่าใช้จ่ายกับสำนักข่าวออสเตรเลียก่อนที่จะนำเนื้อหาข่าวนั้นๆ ไปเผยแพร่

4. หลังจากนั้นไม่นานหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของออสเตรเลีย (Australian Competition and Consumer Commission – ACCC) ก็ได้ออกร่างกฎหมายซึ่งเป็น “กฎการเจรจาส่วนแบ่งค่าเนื้อหากับสำนักข่าว” โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกนำขึ้นพิจารณาในรัฐสภาออสเตรเลียเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่รัฐบาลอีกหลายประเทศก็กำลังตระหนักถึงการเรียกเก็บเงินจากบริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติในประเทศอยู่เช่นกัน เพื่อความเป็นธรรมต่อบริษัทในประเทศเอง

5. กูเกิลได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่าทางบริษัทไม่เห็นด้วยกับกฎดังกล่าว เนื่องจากกูเกิลเองก็ได้มีการแบ่งรายได้กับสำนักข่าวอยู่แล้วโดยกูเกิลยืนยันว่าได้เป็นพันธมิตรกับสำนักข่าวในออสเตรเลียหลายแห่งและมีข้อตกลงมูลค่ารวมมหาศาล กูเกิลยังช่วยให้เว็บไซต์ของสำนักข่าวมีผู้ชมรวมหลายพันครั้งต่อปี และกล่าวว่ารัฐบาลออสเตรเลียควรส่งเสริมความร่วมมือเช่นนี้มากกว่าการออกกฎหมายที่ไม่มีเหตุผล

6. อย่างไรก็ตามหากรัฐสภาออสเตรเลียมีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวกูเกิลจะต้องเจรจาจ่ายเงินค่าเนื้อหาที่นำไปลงบนแพลตฟอร์มของตนให้กับสำนักข่าวเจ้าของเนื้อหานั้นๆ โดยรัฐบาลกลางของออสเตรเลียจะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและตัดสินใจเกี่ยวกับการจ่ายเงิน

7. ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียออกกฎหมายกำหนดให้สื่อออนไลน์ต้องจ่ายเงินค่าเนื้อหาดังกล่าว ขณะที่ยังไม่มีการลงมติจากวุฒิสภาเนื่องจากกำลังดำเนินการอภิปรายร่างกฎหมาย

8. ในเดือนมกราคมกูเกิลยังคงปฏิเสธที่จะจ่ายค่าเนื้อหาให้กับสำนักข่าวออสเตรเลียและได้ทดลองปิดกั้นเว็บไซต์ของสำนักข่าวออสเตรเลียหลายแห่งในผู้ใช้บริการจากออสเตรเลีย 1% เพื่อประเมินผลกระทบด้านข้อมูลข่าวสารและกล่าวว่าจุยุติการทดลองในเดือนกุมภาพันธ์

9. ด้านฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้กูเกิลยุติการปิดกั้นทั้งหมดและจ่ายค่าเนื้อหาให้กับสำนักข่าวออสเตรเลียในการนำเนื้อหาเหล่านั้นไปเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์มของกูเกิล

10. เมล ซิลวา ผู้บริหารบริษัทกูเกิลประจำประเทศออสเตรเลียกล่าวว่าหากรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะบังคับให้ทางบริษัทต้องจ่ายเงินค่าเนื้อหา กูเกิลอาจไม่มีทางเลือกอื่นและจำเป็นที่จะต้องยุติการให้บริการในออสเตรเลีย

11. ขณะที่ด้านนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน ไม่กลัวคำขู่ของกูเกิลแต่อย่างใด และยืนยันว่าจะผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวต่อไปให้ผ่านในรัฐสภาภายในปีนี้และมีผลบังคับใช้จริงในที่สุด

12. ซึ่งหากสามารถทำได้ออสเตรเลียจะเป็นประเทศผู้นำของโลกที่สามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ผลิตเนื้อหาสื่อต่างๆ ในประเทศและผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินนโยบายใกล้เคียงกัน เพื่อเปิดทางให้บริษัทสื่อสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่เสียไปจากการปล่อยให้เนื้อหาของตนถูกแชร์ในโซเชียลมีเดียหรือเสิร์ชเอนจินแบบฟรีๆ 

Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

India farmers clash with police, swarm Delhi as protests mount #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

India farmers clash with police, swarm Delhi as protests mount

InternationalJan 27. 2021Farmers at a rally near Singhu border on the outskirts of New Delh on Jan. 26, 2021. Bloomberg photo by Anindito MukherjeeFarmers at a rally near Singhu border on the outskirts of New Delh on Jan. 26, 2021. Bloomberg photo by Anindito Mukherjee

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Archana Chaudhary, Santosh Kumar

Thousands of Indian farmers on Tuesday escalated protests to revoke controversial agricultural laws, clashing with police and storming key landmarks in New Delhi to pressure Prime Minister Narendra Modi.

The farmers, who have camped at various border points around the capital for two months, had permission to demonstrate after the completion of an annual military parade to mark Republic Day, a major public holiday in India. But many gathered early in the day and broke through barricades on the outskirts of the city, prompting police to deploy tear gas in some areas.

Television footage showed thousands of protesters clashing with police in central Delhi before reaching the iconic Red Fort, where Indian prime ministers typically address the nation on the country’s independence day in August. It remained unclear if the farmers, many of whom gathered peacefully, would camp out in the middle of Delhi or return to locations outside the city where they had been staying.

“We are talking to the farmers — we are convincing them to go back,” said Depender Pathak, special commissioner of police. “We have faith in farmers. This is an unprecedented situation.”

A farmer ascends a flagpole at the Red Fort during a protest in New Delhi on Jan. 26, 2021. Bloomberg photo by Anindito Mukherjee

A farmer ascends a flagpole at the Red Fort during a protest in New Delhi on Jan. 26, 2021. Bloomberg photo by Anindito Mukherjee

India’s federal home ministry suspended mobile internet services in some parts of the city where the protests were most tense. Several metro stations were also shut down.

Farmer leaders called on protesters to stay peaceful, warning that any violence could hurt their cause.

“For the last two months, the entire country and the world has been saying that the peaceful nature of these farmers protests is their strength,” said Yogendra Yadav, leader of Sanyukta Kisan Morcha, an umbrella organization of several dozen farm groups leading the protests. “If this peace breaks down, our strength will take a hit.”

Farmers travel along the Inner Ring Road in New Delhi in January 2021. Bloomberg photo by Anindito Mukherjee

Farmers travel along the Inner Ring Road in New Delhi in January 2021. Bloomberg photo by Anindito Mukherjee

Leaders of the protests have rejected Modi’s offers to temporarily shelve the three laws passed in September that overhauled the way farm goods are sold in the country of more than 1.3 billion people, almost half of whom depend on agriculture for their livelihood. The government has defended the legislation, saying they would eliminate middlemen in state-run wholesale markets, increase earnings for farmers and make India more self-reliant.

The farmers have continued to call on the government to repeal the legislation, which they say will hurt their incomes and leave them vulnerable to big corporations. While Modi’s Bharatiya Janata Party has a lock on parliament and doesn’t need to call a national vote until 2024, the protests risk hurting his appeal in state elections and could halt momentum for other reforms.

Although the demonstrations have hurt the government, the scenes on Tuesday of unruly farmers may undermine their cause, according to Asim Ali, a New Delhi-based researcher at the Center for Policy Research.

“This was always the danger, and it seems that it has gone out of hand,” Ali said. “This is possibly what the ruling party would have liked to see.”

Prime Minister Narendra Modi was attending Republic celebrations during the Jan. 26, 2021, protest. Bloomberg photo by T. Narayan

Prime Minister Narendra Modi was attending Republic celebrations during the Jan. 26, 2021, protest. Bloomberg photo by T. Narayan

The tractor rallies marked the first time the protesting farmers have marched into the capital. They are mostly from the neighboring states of Punjab, Haryana, Uttarakhand and Uttar Pradesh. But they have also found support in other Indian cities, including financial centers Mumbai and Bangalore, where protest marches have also taken place.

“More than a 100,000 people with tractors have gathered here and we expect more to join us,” said Manjit Rai, 57, a farm leader coordinating entry at one of the half-dozen entry points into the capital. “People are enthusiastic about the celebrations and we are determined that we will peacefully continue to make our case.”