ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ 

วันฉัตรมงคล 4 พ.ค.2569 ของทุกปี เป็นวันที่ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 6 พ.ค.2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พ.ค.2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พ.ค. ของทุกปี

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

สำหรับในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยทำการยิงพร้อมกันทั้ง 3 เหล่าทัพ เวลา 12.00 น. ณ ท้องสนามหลวง โดยจัด 1 กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิง จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที

สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติหรือบุคคลสำคัญ โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ ในปัจจุบันประเทศไทยยึดตามหลักเกณฑ์ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐ จะทำการยิงสลุตจำนวน 21 นัด เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่แนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” ที่เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และรักษาตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ควบคู่การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ.2050

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อ อว. อาทิ การปรับตารางเรียนและการทำงานให้เหมาะสม การใช้ระบบ Work From Anywhere (WFA) ในภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรายวิชาทฤษฎี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและการเดินทาง

ในระยะกลางและระยะยาว สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติที่ในปี พ.ศ.2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 74% สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ

โดยระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนาสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ หรือ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่ โดย สอวช. ได้หารือร่วมกับ ก.พลังงานและก.อุตฯ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกันนี้ สอวช. ยังใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านของโลก เตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต

ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ รวม 6 หน่วยงาน ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง

“การผลักดัน EV อย่างเป็นระบบจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตภายในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดย EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปถึง 3 – 4 เท่า และยังเปิดทางสู่ระบบบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น Smart Charging และ Energy Storage ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า” รศ.วงกต กล่าว

รศ.วงกต ยังได้เผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ และอีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว

“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคระบาดในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง “โรคแอนแทรกซ์” เป็นหนึ่งในชื่อโรคที่มีผู้คนสนใจและค้นหามากในโลกออนไลน์ เนื่องจากเป็นโรคอันตรายที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่ปรากฎเป็นข่าวการระบาดและการเสียชีวิตของคนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เช่น เมื่อปี 2568 การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ จ.มุกดาหาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และจากสถิติตั้งแต่ปี 2534 รายงานคนไทยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อแอนแทรกซ์จำนวน 19 คน

แม้จะการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยจะไม่รุนแรงและต่อเนื่อง แต่การเตรียมพร้อมและมีความรู้ที่ถูกต้องจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล เหลืองทองคำ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคแอนแทรกซ์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกชื่อ “บาซิลัส แอนทราซิส” (Bacillus anthracis) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสปอร์ ทำให้เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้นานหลายสิบปี และมีโอกาสที่จะปนเปื้อนทั้งในดิน ขนสัตว์ หนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ได้

“ในประเทศไทยเองก็มีรายงานว่าพบโรคแอนแทรกซ์เป็นระยะ เช่น อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีการเกิดโรคเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น ก็เคยมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการระบาดอย่างต่อเนื่อง” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวและว่า โดยทั่วไปโรคแอนแทรกซ์จะพบในสัตว์กินพืช หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นหลัก เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ซึ่งวิธีการดูว่าสัตว์ติดเชื้อแอนแทรกซ์หรือไม่ สามารถทำได้ ดังนี้ โค-กระบือ ที่ติดเชื้อนี้จะตายอย่างเฉียบพลัน และมักพบเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย เช่น จมูก ปาก ตา และทวารหนัก เป็นต้น โดยที่ซากสัตว์จะไม่แข็งตัว บวม และเน่าเสียได้ง่าย ขณะที่ สัตว์อื่นๆอาการไม่ได้เด่นชัด แต่สัตว์บางตัวอาจมีอาการบวมบริเวณคอ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เป็นต้น

“นอกจากนี้สัตว์ชนิดอื่นๆ อย่าง สุกร ม้า รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวก็สามารถติดเชื้อแอนแทรกซ์ได้เหมือนกัน แต่สุนัขและแมวจะมีความทนทานต่อโรคค่อนข้างสูง โดยส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักติดเชื้อจากการกินเนื้อดิบของสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์เข้าไป”

ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวต่อไปว่า เชื้อแอนแทรกซ์นี้ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 3 ทางหลักๆ โดยจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน คือ 1.การติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดจากการสัมผัส โดยพบมากในคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการชำแหละเนื้อสัตว์ รวมทั้งคนที่มีแผลถลอกหรือมีบาดแผลบริเวณมือ ถึงแม้จะเล็กน้อย หากไปสัมผัสกับเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้เช่นเดียวกัน อาการเบื้องต้น แผลจะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “แผลบุหรี่จี้” โดยบริเวณรอบแผลจะมีการบวมน้ำ และจุดกึ่งกลางของแผลจะเป็นสีดำคล้ำคล้ายกับเนื้อตายเวลาที่โดนบุหรี่จี้ 2.การบริโภค  เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรค อาการเบื้องต้น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เบื่ออาหาร บางครั้งพบอาการถ่ายเป็นเลือด 3.การหายใจ เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อที่มีขนาดเล็กมากเข้าสู่ร่างกาย มักพบในคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์ที่ใช้ในโรงงานมาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรค อาการเบื้องต้น คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา มีไข้ เจ็บคอ หรือไอแห้งๆ อาการรุนแรง เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่ออก และมักเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

“ความรุนแรงของโรคแอนแทรกซ์มักขึ้นอยู่กับช่องทางที่ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย แต่การติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง หากหายใจเอาสปอร์เข้าไปเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 95%” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ระบุ

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง 1.เกษตรกรและผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วยโดยไม่รู้ตัว 2.ผู้ที่ทำงานชำแหละเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องจัดการกับซากสัตว์ที่ตายผิดปกติกะทันหัน 3.แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์มีแหล่งที่มาจากพื้นที่ที่เคยมีการระบาด 4.ผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือเมนูที่มีส่วนประกอบของเลือดสัตว์ดิบ

แนวทาง “การรักษา” โรคแอนแทรกซ์ ทั้งในคนและสัตว์ โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ยืนยันว่าโรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับการรักษาในคน ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษา Penicillin Doxycycline หรือยาในกลุ่ม Fluoroquinolones เช่น  Ciprofloxacin โดยระยะเวลาการให้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและช่องทางการได้รับเชื้อ เช่น หากเป็นการติดเชื้อทางผิวหนังโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่หากติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจมักต้องใช้ระยะเวลารักษานานถึง 60 วัน เนื่องจากสปอร์ที่อยู่ในปอดอาจพัฒนาเป็นตัวเชื้อในช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของการรักษาในสัตว์ สามารถทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน แต่หัวใจสำคัญคือการ “ป้องกัน” สัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้กับสัตว์หลังหย่านม และทำวัคซีนต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคให้กับสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ การรับมือกับโรคแอนแทรกซ์ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากฝั่งเกษตรกรและผู้บริโภค เนื่องจากเชื้อนี้มีความสามารถในการสร้างสปอร์ที่ทนทานสูง การป้องกันจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงการสัมผัส แต่รวมไปถึงการจัดการ “ซากสัตว์” และ “สภาพแวดล้อม” อย่างถูกวิธี ซึ่ง ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันและการกำจัดโรคแอนแทรกซ์ ดังนี้ สำหรับสัตว์ (โค-กระบือ) 1.หากมีการตายอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะกรณีมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย หรือแม้ไม่มีเลือดไหลออกมา แต่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคแอนแทรกซ์ 2.ห้ามเคลื่อนย้าย ชำแหละ หรือเปิดผ่าซากโดยเด็ดขาด เพราะหากเปิดผ่าซาก เชื้อแบคทีเรียในร่างกายสัตว์จะสัมผัสกับอากาศและสร้างสปอร์ขึ้นทันที ซึ่งสปอร์นี้จะปนเปื้อนและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่ให้สัตว์อื่น เช่น สุนัขและแมว มากัดกินซากสัตว์ที่ตายด้วย 3.แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและสืบสวนหาสาเหตุของโรค 4.กำจัดซากอย่างถูกวิธี ซึ่งสามารถทำได้โดย ฝังซากสัตว์ แนะนำให้ฝังซากสัตว์ลึกประมาณ 2 เมตร และโรยปูนขาวกลบให้ทั่วเพื่อทำลายเชื้อก่อนปิดหน้าดิน การเผา สามารถทำได้และเป็นวิธีการกำจัดซากที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องดำเนินการในระบบปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ 5.การจัดการพื้นที่ปนเปื้อน ควรราดด้วยสารเคมี เช่น Formalin หรือ Sodium Hydroxide ที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อทำลายเชื้อ และลดโอกาสการคงค้างของเชื้อในสิ่งแวดล้อม

สำหรับบุคคลทั่วไป 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์โดยตรง ควรสวมถุงมือ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสซากสัตว์ 2.หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อดิบโดยเฉพาะเนื้อจากสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ เช่น ลาบ ก้อย เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดโรคแอนแทรกซ์สูง ควรรับประทานเนื้อที่มีการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 75°C ขึ้นไป แม้ความร้อนที่ใช้ในการประกอบอาหารจะไม่สามารถทำลายสปอร์ได้ แต่สามารถฆ่าและช่วยลดความเสี่ยงจากตัวเชื้อได้ 3.ในกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรสวมชุดคลุม และสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันและลดโอกาสในการได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ 4.สำหรับโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรมีการจัดการระบายอากาศที่ดี ถ้าขนสัตว์หรือหนังสัตว์มาจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค ควรทำการฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ เพื่อลดโอกาสในการได้รับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ที่อาจปนเปื้อนมากับขนสัตว์หรือหนังสัตว์เหล่านั้น

แม้โรคแอนแทรกซ์จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังคงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันทีเมื่อพบการตายที่ผิดปกติของสัตว์ รวมถึงควรสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงช่วยป้องกันโรคแอนแทรกซ์ แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ได้อีกด้วย

น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

ปลัดมหาดไทย จับมือ นายกแม่บ้านมหาดไทย น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่ มุ่งยกระดับงานผ้าและหัตถกรรมไทยสู่แฟชั่นยั่งยืนระดับสากล

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิด การประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับ และพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา”  จุดดำเนินการที่ 5 โดยได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ดร.ศรินดา จามรมาน ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และพะเยา นักเรียน เยาวชน ผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ โรงแรมยูนิมาน จังหวัดเชียงใหม่ 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยทรงพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้ากับมุมมองด้านแฟชั่น ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ก่อให้เกิดความนิยม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับผ้าไทยสู่สากล

“พระองค์ททรงได้รับประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีจาก UNESCO ในฐานะผู้มีคุณูปการด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม ทรงนำเสนอให้ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในปี พ.ศ. 2569 และได้พระราชทานแบบลายผ้าพระราชทานหลากหลายลวดลาย รวมถึงเครื่องหมายรับรอง “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ผู้ผลิตผ้าและงานหัตถกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะ “ผ้าไทย” ในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความสวยงามหลากหลายของแต่ละพื้นที่ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของชาติที่ต้องร่วมกันสืบสานและรักษาไว้ ดังที่ได้กล่าวว่าถึงเป็นที่ประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะงานผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน นอกจากนี้ เราต่างได้ชื่นชมพระบารมีและพระจริยวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสวีเดน ที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย อันเป็นการเผยแพร่ความวิจิตรและแสดงให้โลกได้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติไทย”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า “น้อง ๆ เยาวชน ผู้ประกอบการ ที่ร่วมสัมมนาในวันนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะต้องร่วมกัน สืบสาน รักษา ต่อยอด งานหัตถศิลป์และงานฝีมืออันทรงคุณค่าเหล่านี้ ผ่านทางเวทีการศึกษาเรียนรู้แห่งนี้ เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานของตนเองต่อไป” 

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

ศธ. “ย้ำชัดทุกโรงเรียนต้องลดภาระผู้ปกครองทันที” ออกมาตรการเข้ม ไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าจากความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 

2 พฤษภาคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้ 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทราราม ว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพบว่า แม้หลายโรงเรียนได้ตอบรับและดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง 

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว และว่า  

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ 

มาตรการที่ 1: ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ 

• ชุดนักเรียน 
อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน 

• ความยืดหยุ่นด้านการแต่งกาย 
ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ 

• ชุดลูกเสือ–เนตรนารี 
ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ 

• กระเป๋าและรองเท้า 
เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง 

• การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน 
ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 

• การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา 
มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง 

มาตรการที่ 2 : จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริงกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย 

• หนังสือเรียน 

• แบบเรียน 

• เครื่องเขียน 

• อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น 

ในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม 

เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ 

• การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง 

• การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 

• การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง 

หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที 

รมว.ศธ. กล่าวย้ำว่า  “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขา”
 

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โพสต์ข้อความระบุว่าหลังจากที่ทุกท่านได้ฮือฮากับข่าวการพบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรีไปก่อนหน้านี้ วันนี้แอดมินรวบรวมข้อมูล “สรุปผลการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันมาฝากกันแล้ว ดังนี้

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันการดำเนินงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เริ่มต้นทำการขุดค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตำแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึก ในที่นา ของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

การดำเนินงานในระยะแรกได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2.2 เมตร วางแนวตามทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยกำหนดให้ตำแหน่งที่พบ กลองมโหระทึกอยู่บริเวณกึ่งกลางหลุม และทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินธรรมชาติ เพื่อรักษาบริบทของหลักฐานให้มากที่สุด ผลการชุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึกใน ระดับความลึกประมาณ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน พร้อมทั้งพบ ภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง

เมื่อดำเนินการขุดลึกลงไปถึงระดับประมาณ 100 เซนติเมตร พบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกอีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดิน และเริ่มปรากฎหลักฐานสำคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสำริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งด้านข้าง ใต้ร่าง และปลายเท้า

นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ และกำไลทองคำ ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก แสดงถึงความสำคัญของบุคคลและความเชื่อเกี่ยวกับ การอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก ได้ดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4 โครง ในบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหลุมขุดค้น โดยโครงกระดูกทั้งหมดมีทิศทางการวางตัวสอดคล้องกัน คือหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

จากข้อจำกัดของพื้นที่หลุมชุดค้นเดิม และการที่โครงกระดูกบางส่วนทอดยาวเข้าไปในผนังดิน จึงขยายพื้นที่ขุดค้นออกเป็นขนาด 4 x 4.5 เมตร เพื่อให้สามารถตามแนวโครงกระดูกและทำการศึกษารูปแบบของแหล่งได้อย่างครบถ้วน

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 การดำเนินงานมีความก้าวหน้ามากขึ้นโดยสามารถติดตามแนวโครงกระดูกไปจนถึงบริเวณศีรษะของบางโครงและพบหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ได้แก่ โลหะสำริดบริเวณศีรษะ รวมถึงลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเม็ดลูกปัดทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 1 ซึ่งเป็นโครงที่มีการพบเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ระยะแรก

ต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 พบโครงกระดูกเพิ่มรวมเป็นอย่างน้อย 8 โครง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกจำนวน 4 โครง และกลุ่มที่ พบเพิ่มเติมอีก 4 โครง ซึ่งวางเรียงตัวต่อเนื่องกันในแนวเดียวกันโดยมีภาชนะดินเผาคันระหว่างกลุ่มอย่างเป็นระเบียบและมีการสวมโลหะสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ทั้งส่วนบนของกะโหลกและบริเวณคาง ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มโบราณวัตถุสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่วางซ้อนกันเป็นชุดจำนวนประมาณ 7 ใบ ภาชนะสำริดบริเวณปลายเท้าของโครงกระดูก และลูกปัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 5 ที่พบลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว จำนวนประมาณ 1,300 เม็ดรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายเครื่องประดับ ตลอดจนการพบจี้ทองคำ, ลูกปัดทองคำ และต่างหูทองคำเพิ่มเติมในบางโครง

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  เร่งตรวจสอบกรณีนักท่องเที่ยวใช้บริการปั้นและฝากเผาเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี แต่ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด 

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ร้านค้าแห่งหนึ่ง บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์จำนวน 4 ราย เข้าใช้บริการปั้นและเผาเครื่องปั้นดินเผา ในราคา 100 บาท แต่เนื่องจากการเผาใช้ระยะเวลานาน ทางร้านจึงมีการบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาให้ โดยคิดค่าบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผา ราคา 30 บาท ใช้ระยะเวลาในเผาและจัดส่งประมาณ1 เดือน 

จากการสอบถามข้อเท็จจริง  ร้านค้าชี้แจงว่า ทางร้านได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้เอกสารที่ใช้ในการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาของผู้บริโภคบางรายสูญหายและไม่สามารถจัดส่งได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับและประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ให้ติดต่อร้านค้า เพื่อแจ้งที่อยู่ในการจัดส่ง และหากผู้บริโภคไม่ประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ทางร้านค้ายินดีคืนเงินค่าบริการเผาและค่าจัดส่ง จำนวน 130 บาทให้ทันที ซึ่งทาง สคบ. ได้ประสานผู้ร้องทุกข์ทั้ง 4 ราย ทราบว่าผู้ร้องจำนวน 1 รายได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว และอีก 3 รายอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขของร้านค้า 

“จากกรณีที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับการสื่อสารหรือไม่มี สคบ. เป็นตัวกลาง  เราไม่อาจทราบได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่การท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว ดิฉันจึงได้เน้นย้ำให้ สคบ. เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อคืนความเป็นธรรมผู้บริโภค  ขณะเดียวกันขอเน้นย้ำถึงสิทธิของผู้บริโภค ในการซื้อสินค้าและใช้บริการทุกครั้ง ควรเก็บหลักฐานการรับเงิน ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของร้านค้า เพื่อความสะดวกในการติดตาม ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในอนาคต และฝากถึงร้านค้ารวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทุกรายให้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเป็นธรรม“ นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคไม่ได้ความเป็นธรรมสามารถ ขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” เดินหน้าภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และสังคมอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ให้กับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ภายใต้การดูแลของนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ยึดประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ไปด้วยกัน ภายใต้เจตนารมณ์ของความมุ่งมั่นทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยรางวัลนี้จะเป็นเหมือนกำลังใจของการเดินหน้าสานต่อภารกิจสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับรางวัลดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐในฐานะองค์กรที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ การมอบอุปกรณ์ยังชีพแก่ผู้ประสบภัย การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน หรือสื่อมวลชนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริม ผลักดัน หรือดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อกรมประชาสัมพันธ์และประเทศชาติ

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 มีนาคม 2569 โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ

โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ: นางสาวณิชา ไทยยิ่ง

รองชนะเลิศอันดับ 1: นางสาวศรุตา คอยเอื้อชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 2: นางสาวพนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของเยาวชนและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: “Young จะเล่า” และ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”