ประเสริฐ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6 กันยายน 2569 เวลา 18:40 น.

“ประเสริฐ” เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชู “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคอีสาน เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา

นายประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการสถานศึกษาเป็น “หุ้นส่วนสำคัญทางการศึกษา” และถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงโรงเรียนและชุมชนได้จริง ตนเคยเป็นกรรมการสถานศึกษามาก่อนถึง 3 โรงเรียน จึงเข้าใจบทบาทและความสำคัญของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งการขับเคลื่อนการศึกษาต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา ที่จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ มีหน้าที่นำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่โรงเรียน ส่วนผอ.โรงเรียนแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น ในเขตชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ จึงถือว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือหัวใจ สำคัญ ของการขับเคลื่อนการศึกษา ต้องร่วมกันทำงานอย่างมืออาชีพ การศึกษาจึงจะเกิดผลดี All for Education ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการสถานศึกษาที่ประกอบไปด้วยคนทุกกลุ่ม

รมว.ศธ. กล่าวว่า การเวิร์กช็อปครั้งนี้มีความสำคัญ สามารถนำไปแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง โดยให้แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เรื่องที่โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจแก้ไขได้ให้ตัดสินใจและลงมือทำทันที ส่วนเรื่องที่เกินศักยภาพของพื้นที่ ให้รวบรวมข้อมูลส่งมายัง สพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปแก้ไขในระดับนโยบายและงบประมาณ ตัวอย่างเช่น การวางมาตรการโรงเรียนปลอดภัย ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ แต่หากเป็นอาคารเรียนเก่ามากๆ ระบบสายไฟที่เป็นอันตรายต่อเด็ก หรือเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องแจ้งมายังส่วนกลาง ไม่ควรปล่อยให้กรรมการสถานศึกษาต้องทอดผ้าป่าระดมเงินเพื่อแก้ปัญหากันเองเหมือนที่ผ่านมา

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการสร้างเครือข่ายการศึกษาระดับตำบล เนื่องจากประเทศไทยมีประมาณ 72,000 ตำบล และมีโรงเรียน สพฐ.ประมาณ 29,000 โรงเรียน หากรวมโรงเรียนท้องถิ่นด้วย จะมีโรงเรียนประมาณ 30,000 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-5 โรงเรียนใน 1 ตำบล แต่ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำงานแยกกันขาดการเชื่อมโยงเพื่อวางทิศทางการศึกษาร่วมกันในระดับตำบล
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก โดยปี 2568-2569 มีเด็กไทยเกิดทั่วประเทศแค่ประมาณ 420,000 คน เด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแค่ 400,000 คน ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปี 2569 มีเด็กเกิดประมาณ 13,000 คน เทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนมีเด็กเกิดประมาณ 20,000 คน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่า ภายใต้จำนวนเด็กที่ลดลง จะบริหารจัดการโรงเรียนและออกแบบการศึกษาในอนาคตที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร

“ในมิติของการตัดสินใจ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลายเรื่อง ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตพื้นที่ฯ และคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถหารือและตัดสินใจร่วมกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลางทุกเรื่อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน และเวลาหน้าจอที่เด็กจะใช้ ทางโรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางให้เหมาะกับบริบทได้เลย ส่วนเรื่องนโยบายใหญ่ ๆกระทรวงจะเป็นผู้กำหนดกรอบและลงไปให้คำแนะนำ ผมอยากจะเห็นการทำงานลักษณะผู้บริหารแบบมืออาชีพหรือแบบ CEO ผอ.เขตฯ ผอ. โรงเรียน และกรรมการสถานศึกษาทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเป็นมิติที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้โรงเรียนนำผลจากการเวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นการบ้านกลับไปจัดทำ 3 เรื่อง คือ 1. School Action Plan ให้ครอบคลุม 5 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริงเด็กเรียนแล้วมีงานทำห โรงเรียนปลอดภัย การร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2.การจัดทำพันธะสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน 1 โรงเรียน 1 พันธะสัญญา โดยกำหนดระยะเวลาว่าภายในเวลาเท่าไหร่จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามพันธะนั้น และ 3.จัดทำแผนเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องรวบรวมทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ของชาติในรูปการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้เอไอมาช่วย ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด

ปักวันรอเลย! โขนศิลปาชีพฯ ตอน สีดา ปี 2569 ตระการตา 2 องค์ 8 ฉากใหญ่ ณ ศูนย์วัฒนธรรมฯ

4 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

โขน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เปิดตัวการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 2569 ตอน “สีดา”ร่วมสัมผัสเรื่องราวความรัก การพลัดพราก การรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี

วันที่ 4 กันยายน 2569 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี่พันปีหลวง แถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรต์ตอน “สีดา” ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต

โดยมี นายเมทนี บุรณศิริ พิธีกรนำเข้าสู่งานแถลงข่าว เริ่มด้วย นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าวถึง พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “โขน” นาฏกรรมคู่แผ่นดินไทย และความเป็นมาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่ง การแสดงโขงจัดมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่อยากให้คนไทยและต่างชาติได้ดูโขนของประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2561 ถือเป็นมรดก ที่ท่านทิ้งไว้ให้พวกเราที่จะต้องสืบสารต่อไป แล้วในปี 2569 นี้จะจัดการแสดงโขน ตอน “สีดา”

ต่อด้วย นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง กระทรวงวัฒนธรรมมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และความสำคัญของการเผยแพร่ศิลปะการแสดง “โขน” มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และการสนับสนุนบุคลากรทางด้านการแสดง นักแสดง ครูฝึกสอน ตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ
“กระทรวงวัฒนธรรมสืบสานพระราชดำริและการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เห็นความสำคัญและการรักษาต่อยอดโดยในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 6 ล้านบาทในการจัดการแสดงโขนที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมอำนวยความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา“
นายประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ที่ปรึกษาการแสดง กล่าวถึง ภาพรวมการจัดทำบทและคำพากย์ เจรจาการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สีดา”

“การจัดแสดงโขนจัดทำขึ้นด้วยความปราณีต “สีดา” เป็นตัวเอกในเรื่อง เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีคุณธรรม มีความจงรักภักดีต่อสามี มีความซื่อสัตย์ต่อสามี ถึงแม้ตกไปอยู่เมืองยักษ์ก็ยังมีความซื่อสัตย์และความรักที่มีต่อลูก ซึ่งปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ มีพระชนมายุครบ 4 รอบ 48 พรรษา จึงใช้เป็นตัวแทนของความจงรักภักดี และสนองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสานต่อยอดในเรื่องของการจัดแสดงโขน เพราะถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์โขนก็ไม่มีความรุ่งเรืองเหมือนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้พวกเราพยายามที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการเลือกแต่ละตอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จ พระพันปีหลวง” ที่พระองค์ทรงเริ่มแรกให้มีโขนพระราชทานขึ้นมา ให้มีโขนมูลนิธิศิลปชีพฯขึ้นมา นอกจากนี้ในการแสดงที่เราเลือกตอน ”สีดา“ จะมีความสนุกสนานและมีบทบาทมาก จะเห็นถึงความจงรักภักดีของ “สีดา” ความรักที่มีต่อลูกที่เป็นฉากสุดท้าย รับรองว่าการแสดงโขนตอน “สีดา” ไม่ย่อหย่อนจากตอนที่ผ่านผ่านมา“
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง กล่าวถึง ความพิเศษ และภาพรวมของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สีดา” ว่า สำหรับการเล่าเรื่องปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่ตนได้รับมอบหมายและทุกปีที่ผ่านมาจะสร้างความกดดันเพราะผลงานคนก่อนทำเอาไว้และมูลนิธิศิลปชีพฯทำไว้มาตรฐานสูงมาก บวกกับความคาดหวังของประชาชนที่ตั้งตารอว่าปีนี้จะมีอะไรที่จะนำมาเสนอ จึงเป็นเรื่องที่กดดันพอสมควร ซึ่งตอน “สีดา” คล้ายกับตอน “อวตาร” เราจะทำอย่างไร จะเล่ายังไง เนื่องจากเนื้อเรื่องยาวก็ต้องปรับให้เชื่อมโยงแต่ละตอน ซึ่งเรื่องสีดามีสององค์ หนึ่งองค์มีสี่ฉากใหญ่ ซึ่งฉากสำคัญคือฉากอภิเษกสมรสระหว่างพระรามกับนางสีดา และมีฉากนางสีดาลุยไฟหลังเสร็จศึกสงครามแล้วซึ่งฉากลุยไฟจะโชว์ให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ของนางสีดา องค์ที่สอง มีตลกเข้ามาแทรก และมีสื่อสายใยรักและมีม้าจริงขึ้นแสดงบนเวทีด้วยและนายวิชัย รักชาติ ผู้กำกับศิลป์ (จิตรกรรม) กล่าวถึง ความพิเศษของฉากการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯตอน “สีดา”

ทั้งนี้ การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา มีกำหนดจัดการแสดงขึ้น ในระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน – วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี การแสดงโขน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา จึงเป็นมากกว่าการแสดงนาฏศิลป์ แต่เป็นการแสดงเพื่อร่วมสืบสานมรดกทาง วัฒนธรรมไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางรากฐาน และสมเด็จพระนางเจ้า ๆ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญสนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อรักษาศิลปะชั้นสูงของชาติให้คงอยู่อย่างงดงามจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ๆ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา เป็นการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่มีใช่เพียงความงดงามบนเวทีเท่านั้นที่สะกดสายตาตรึงใจผู้ชม หากแต่เป็นผลจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบสานศิลปะโขนของชาติ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานช่างศิลป์ไทยอันประณีต ให้กลับมามีชีวิตและเปล่งประกายอีกครั้ง ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนก่อให้เกิดเวทีแห่งการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างศิลปินรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องรวมถึงการจัดสร้างฉากและอุปกรณ์การแสดง เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจน เครื่องพัสตราภรณ์อันงดงามประณีตมาร่วมกันอนุรักษ์ สนับสนุน และส่งต่อโขนให้คงอยู่คู่สังคมไทย เพื่อให้ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่านี้ยังคงเปล่งประกาย สู่คนรุ่นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สีดา” ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ถ่ายทอดเรื่องราวของมหากาพย์ รามเกียรติ์ สีดา…สตรีผู้ถือกำเนิดมาพร้อมความบริสุทธ์ จากปฐมบทแห่งความรักและด้วยความงาม ก่อให้เกิดสงครามมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ร่วมสัมผัสเรื่องราวของความรัก การพลัดพราก การรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี เต็มอิ่มครบ ทุกอรรถรส

สำหรับการแสดงเปิดตัวโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สีดา” ในงานแถลงข่าว นำตัวอย่างการแสดงใน ชุดหนุมานพลาดท่าเสียที มาแสดงให้สื่อมวลชนได้รับชมกัน จับตอนจาก เมื่อหนุมานตามไปเห็นพระมงกุฎพระลบจับ ม้าขี่เล่น หนุมานเข้าจับก็ถูกสองกุมารมัดและสักหน้า ท้าทายไปถึงเจ้าของ พระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด จึงยกทัพมา พระรามรบกับพระมงกุฎ พระลบ แต่ไม่อาจทำอันตรายกันได้ พระมงกุฎแผลงศรเป็นพวงมาลัย พระรามแผลงศรเป็นขนมนมเนย จึงรู้ว่าเป็นเชื้อสายกัน พระรามงอนง้อพระมงกุฎ นางสีดาออกมาหาโอรส ทั้งหมดจึงได้พบกัน

ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท,
1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (สำหรับรอบนักเรียน บัตรราคา 200 บาท ไม่เปิดจำหน่ายบัตรทางออนไลน์)จำหน่ายบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

5 เด็กไทยคว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

4 กันยายน 2569 เวลา 18:12 น.

ข่าวการศึกษา

World Peace International Committee Award จัดงานสันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2026 ณ ประเทศสวีเดน เป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ.2561 ปีนี้ 2569 เป็นปีที่ 9 มอบรางวัลพิเศษครั้งแรกให้กับทีมยุวทูตสันติภาพจากประเทศไทย 5 คน ที่มีผลงานโดดเด่นในการร่วมสร้างสันติภาพ พร้อมรางวัลผู้นำสันติภาพด้านต่างๆ โดยมีผู้นำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกรับรางวัลและเข้าร่วมงาน

รางวัลยุวทูตสันติภาพโลก 2026 สวีเดน World Peace Youth Ambassadors Awards 2026 มอบให้แก่ผู้แทนเยาวชนไทย 5 คนที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ ได้แก่

1.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก

  -ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ 2026 กองทุน ป.ป.ช.

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2025 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

  -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

2.ด.ช.กฤตเพชร ตราชู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

  -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

3.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์ โรงเรียนโรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

   -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

   -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

4.เด็กชาย ภูดิศ ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

   ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ 2026 กองทุน ป.ป.ช.

5.ด.ช.จักรีเพชร ตราชู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายนานาชาติ

   ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

รางวัลพิเศษสำหรับผู้สนับสนุนโครงการ Sweden World Peace Award 2026

1.นางสาวศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ Specker,Sweden World Peace Award 2026

2.นางสาวนิมิต ตราชู World Peace Leader Awards 2026 Sweden

3.นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ World Peace Leader Awards 2026 Sweden

รางวัล Sweden World Peace Award 2026 ซึ่งถือเป็นรางวัลใหญ่ประจำปี ผู้ได้รับรางวัลที่มีชื่อเสียงโด่งดังปีนี้ เช่น

Venerable Bhikkhu Pannakara พระภิกษุชาวเวียดนาม ผู้นำการเดินเพื่อสันติภาพ ผู้โด่งดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา Walk for Peace USA

sweden-008

พระวิเทศปุญญาภรณ์ ดร. , ประธานจัดงานสันติภาพโลกสวีเดน ,รองประธานสภาพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และ เจ้าอาวาสวัดพุทธารามประเทศสวีเดน กล่าวว่า “การจัดงาน Sweden World Peace Award 2026 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว คณะกรรมการ World Peace International Committee Award มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนในการจุดประกายการสร้างสันติภาพแก่โลก โดยความร่วมมือจากกัลยาณมิตรนานาชาติ อีกทั้งยังเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อส่งเสริมและบ่มเพาะสันติภาพ และการแลกเปลี่ยนระหว่างศาสนาเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและคุณค่าของมนุษยชาติในการค้ำจุนสันติภาพ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลด้านสันติภาพให้กับผู้ที่มีผลงานด้านสันติภาพดีเด่นจากทั่วโลก เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมกันสร้างสันติภาพให้กับโลกต่อไป โดยในแต่ละปี จะมีผู้เสนอชื่อบุคคล องค์กรที่ทำงานสร้างสันติภาพโลกในด้านต่างๆ จากทั่วโลก คณะกรรมการจะได้คัดสรรบุคคล องค์กรที่มีความเหมาะสมในแต่ละปีเพื่อให้เกิดความหลากหลายและเกิดประโยชน์หลังจากการได้รับรางวัลก็จะสามารถนำไปต่อยอดทำงานของตนเพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติภาพให้กับโลกของเราต่อไป ปีนี้มีการมอบรางวัลทูตสันติภาพโลก World Peace Ambassador ให้กับด้านเยาวชน เช่น MR.SABA ZAKARALA เยาวชนจากประเทศจอร์เจีย , MR.MARTIN KWEKU เยาวชนจากประเทศกาน่า ในส่วนของผู้แทนประเทศไทยที่ได้รับรางวัล ทูตสันติภาพโลก World Peace Ambassador ได้แก่ นายรัชพล สุวรรณโชติ ในฐานะผู้ก่อตั้งศูนย์ข่าวเยาวชนไทย นับว่ามีผลงานโดดเด่นด้านการสร้างเด็กเยาวชน ให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ โดยปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิต ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์สื่อ อันเป็นสิ่งที่เด็กเยาวชนชอบ สนใจ แปลเปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรรค์จิตใจให้เด็กๆ ได้เติบโตมาแบบมี inner peace สันติภาพภายในใจด้วยการสร้างสรรค์สื่อดีดีที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กเอง เพื่อนๆ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ ทั่วโลก ที่รับสื่อจากช่องทางต่างๆ เช่น โซเซียลมีเดีย และยังได้ทำโครงการสร้างสรรค์เยาวชนไทย กว่า 77 จังหวัดทั่วประเทศและใน 10 ประเทศอาเซียน เพราะกรรมการพิจารณาว่า การสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ เข้าถึงการทำงานเพื่อสันติภาพจะเป็นต้นกล้าสันติภาพที่ส่งต่อคุณธรรมอันดีงามในการช่วยสร้างสรรค์โลก์ของเราในรุ่นต่อๆไปได้ นับว่าเป็นการจุดประกายการสร้างสันติภาพให้กับเด็กเยาวชนผู้จะเติบโตมาเป็นอนาคตของประเทศและของโลกนี้ต่อไปได้เป็นอย่างดี

รางวัลเกียรติยศ จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย

HON.LYSANDRE C. SERAIDARTS ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

MR.TEO CHOO GUAN ประเทศมาเลเซีย

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประเทศไทย

รางวัล Sweden World Peace Award 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่

VENERABLE DR.KABOCCOZA BUDDHARAKKHITA ประเทศอูกันด้า

DR.PALITHA KOHONA ประเทศศรีลังกา

ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประเทศไทย

MR.ARSEN GVENETADZE ประเทศจอร์เจีย

รางวัล AMBASSDOR OF PEACE 2025 จำนวน 10 รางวัล ได้แก่

1.MR.SABA ZAKARALA ประเทศจอร์เจีย

2.นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ประเทศไทย

3.MR.MARTIN KWEKU ประเทศกาน่า

4.DR.DIKPAL K. BAIDYA ประเทศแคนาดา

5.BHADHANT DHAMMNAC ประเทศอินเดีย

6.MR.MANOJ DIVITURACAMA ประเทศจอร์แดน

7.MR.SIDNEY MCNAIRY ประเทศศรีลังกา

8.นางสาวพิฐรา นวรัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานทูตไทยประจำสวีเดน

9.รศ.ดร.นายแพทย์ กำพล ศรีวัฒนากุล ประเทศไทย

10.VEN.DO TAN AN ประเทศเวียดนาม

นอกจากนี้ยังมอบรางวัลพิเศษให้กับนายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการละครสร้างสรรค์เยาวชนไม่ทนต่อการทุจริตคอรัปชัน สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ รางวัล World Peace Awards 2025 ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีมอบรางวัล Sweden World Peace Award 2025 กล่าวตอนหนึ่งว่า “สันติภาพ ในความรู้สึกของผมคือ ความสงบ ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ได้สอนไว้แล้วเรื่องจิตที่สงบ ต้องมีเมตตา กรุณา หากจิตสงบ เต็มเปลี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเกิดสันติสุขตั้งแต่ตัวเราเอง ไปถึงสันติสุขระดับโลกได้ในที่สุด ”

ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ผู้ได้รับรางวัล รางวัล Sweden World Peace Award 2025 กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ จากการที่ได้ทำงานในรัฐบาลนี้ จะเห็นว่าทางรัฐบาลเองให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างสันติภาพในทุกระดับของไทย

รวมถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดีมีความสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสันติภาพสันติสุขอย่างแท้จริง

รัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า “นับเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับรางวัลทูตสันติภาพโลก ในการประกาศรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่มอบให้กับผลงานโครงการของเยาวชนไทยที่ทำงานด้านสันติภาพไปในระดับโลก โดยในปี 2567 สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครวาติกัน ทีมยุวทูตสันติภาพเด็กไทย เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครวาติกัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่งผู้แทนเด็กเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครวาติกันอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในฐานะผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ยังทำโครงการต่างๆ กว่า 30 โครงการต่อเนื่อง 25 ปี ซึ่งเป็นโครงการสื่อเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเด็กๆ ไทยกว่า 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงก่อตั้งศูนย์ข่าวเด็กและเยาวชนในอีก 10 ประเทศอาเซียน ซึ่งการให้สื่อในทางสร้างสรรค์ เป็นอีกวิธีการในการสร้างสันติสุขให้กับสังคม รวมถึงการสร้างเด็ก

เยาวชนให้เติบโตมาเป็นคนมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี มีความคิดในทางสันติสุข นับเป็นผลงานโดดเด่นจนทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้อีกด้วย

DR.PIYARATNA MAHARJAN ประเทศเนปาล ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการจัดงาน Sweden World Peace Award 2025 กล่าวว่า “ดีใจที่เห็นความสำเร็จของงานมอบรางวัลสันติภาพระดับโลก ที่ได้ทำต่อเนื่องมาถึง 8 ปี

มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆจากทุกภูมิภาคทั่วโลก มาเข้าร่วมงาน ทำให้เกิดเครือข่ายการทำงานสร้างสันติภาพไปทั่วโลก ทั้งนี้มีแนวคิดจะย้ายสถานที่จัดงานจากสวีเดนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป”

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า ขอบคุณคณะกรรมการจัดงานสันติภาพโลก 2025 สวีเดน ที่ให้โอกาสโครงการผลิตละครสร้างสรรค์เยาวชนเพื่อร่วมปลูกฝังการต่อต้านการทุจริต คอรัปชัน ตั้งแต่เป็นเด็กเยาวชน เพื่อที่เมื่อเขาเติบโต จะได้ช่วยกันต่อต้าน ลดการทุจริต คอรัปชัน ซึ่งแน่นอนว่า หากประเทศไม่มีทุจริต ไม่มีคอรัปชัน ประเทศก็จะสงบสุข ประชาชนได้รับการพัฒนาเต็มที่ ประเทศชาติพัฒนายั่งยืนได้ การต่อต้านทุจริต คอรัปชั่น จึงเป็นอีกแนวทางในการสร้างสันติสุขให้กับโลกของเรา”

ทั้งนี้การจัดงาน สันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2025 แบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วนคือการจัดพิธีมอบรางวัล

และการจัดกิจกรรมสันติภาพสวีเดน-ฟินแลนด์-เดนมาร์ก โดยการจัดพิธีมอบรางวัล จัดขึ้น ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล โดยมี ลีซองดร์ เซแรดารี ( Mr.Lysandre Séraïdaris) บุตรของนายเกลอง เซแรดารี (Mr.Cléon Séraïdaris) พระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ขณะทรงศึกษาที่เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส ให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ รางวัล Sweden World Peace Award 2025 และ รางวัล AMBASSDOR OF PEACE 2025 นอกจากนี้ยังมีการกล่าวสุนทรพจน์ด้านสันติภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ จากทุกศาสนา การแสดงวัฒนธรรมจากจอร์แดนและชุมชนชาวไทยในสวีเดน ส่วนกิจกรรมรณรงค์สันติภาพ มีการเดินทางไปยังประเทศฟินแลนด์ และเดนมาร์ก เพื่อร่วมเดินรณรงค์และทำกิจกรรมสันติภาพร่วมกันทั้งที่ประเทศฟินแลนด์ และบนเรือระหว่างการเดินทางอีกด้วย

งาน สันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2025 มีผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ อาทิ แคนาดา ,สหรัฐอเมริกา , สหราชอาณาจักร์ ,นอร์เวย์ ,ฟินแลนด์ ,เยอรมัน , สวิสเซอร์แลนด์ , เนปาล ,โมซัมปิค ,มาเลเซีย ,ใต้หวัน ,มองโกเลีย ,อินเดีย ,จอร์แดน ,กาน่า, โรมาเนีย ,อัฟกานิสถาน ,อูกันด้า ฯลฯ ร่วมทั้งเครือข่ายชาวไทยในยุโรป โดยในส่วนประเทศไทยมีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน เช่น ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายชูศักดิ์ ศิรินิล) , ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายภูมิธรรม เวชยชัย) , นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย , นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการละครเยาวชนต้านทุจริต เป็นต้น ในส่วนของพระผู้ใหญ่ที่เคยมาร่วมงานนี้ เช่น พระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. อธิบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย(มจร.) , ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) เจ้าอาวาสวัดใหม่ (ยายแป้น)

พระธรรมวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ,พระราชวิเทศปัญญาคุณ (ท่านเจ้าคุณเหลา) เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประธานพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ,พระวิจิตร​ธรรม​ภาณี​ เจ้าอาวาส​วัด​ฟลอริดา​ธรรม​าราม​ รัฐฟลอริด้า​ รองประธาน​คณะกรรมการ​บริหาร​คณะ​ธรรมยุต​ใน​สหรัฐอเมริกา​ เจ้าคณะภาค​ 1 โซนตะวันออก , พระครู​วิทูร​ธรรม​ประกาศ​ (ถวิล​ อตฺตคุตฺโต)​ เจ้าอาวาส​วัด​พุทธไทยถาวร​ นิวยอร์ก​ และพระครูศรีรัตนธรรมวิเทศ เจ้าอาวาส วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ, พระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานคณะกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป , พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส ประธานมูลนิธิปฏิจจสมุปบาท และประธานสงฆ์วัดเพื่อพระนิพพาน ปราสาทดิลลิกซ์ประเทศเยอรมนี , พระสายันต์ ติขิโน วิมุติธรรมสถาน สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น โดยการสนับสนุนการจัดงานจากหลายภาคส่วน เช่น พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าวาสวัดสระเกศ , เจ้าคุณเหรียญ วัดอานันเมตยารม สิงคโปร์ , บริษัท Waki , ผลิตภัณฑ์ป้าเช้งและผู้บริจาคทั้งในสวีเดนและต่างประเทศ

โดยในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยในหลวงและราชินีทั้งสองประเทศด้วย

กองทุน ป.ป.ช.พิสูจน์ความสำเร็จบนเวทีโลก ส่งยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

2 เด็กไทยเจ้าของตำแหน่งยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน จากผลงานการผลิตสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ในโครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ได้แก่ ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นรับรางวัลระดับโลก ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม สถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่เด็กไทยได้ขึ้นรับรางวัลระดับโลกในเวทีอันศักดิ์สิทธิเวทีเดียวกับรางวัลโนเบล ณ ประเทศสวีเดน โดยรางวัลนี้มอบให้แก่เยาวชนที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิดการป้องกันความขัดแย้งเชิงรุก โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า  การทุจริตคือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรม การต่อต้านคอร์รัปชันสร้างรากฐานความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน  ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ โครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์และคุณธรรมในสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง  สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ระดับเด็กเยาวชน  การได้รับมอบรางวัล ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้การยอมรับบทบาทของเยาวชนไทยในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศนำโดย กองทุน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันในเด็กและเยาวชน  ภายในงานมอบรางวัลเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสันติภาพ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการทุจริตและความขัดแย้งในอนาคต ร่วมสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้กับประเทศของเราและโลกของเราต่อไปครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026  กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีระดับสากล ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล  จากผลงานการเข้าร่วมโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผมได้พบปะกับผู้นำจากนานาประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังความมั่นใจ และสร้างพลังใจในการกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสังคม  ขอบคุณโครงการของ กองทุน ป.ป.ช.ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ร่วมโครงการดีดี สร้างยุวฑูตต้านทุจริต สร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวผม ต่อผู้เข้าอบรม ร่วมถึงประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และวันนี้ก็ได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล ผมดีใจและภูมิใจมากครับ”

ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับ รู้สึกถึงตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ แต่เมื่อได้เป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องโทษและผลเสียของการทุจริต เราในฐานะยุวฑูตต้านทุจริตก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ไม่โกงอย่างแน่นอนครับ และพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะสร้างสื่อต้านทุจริตรณรงค์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ตระหนักรู้ถึงโทษของการทุจริตและสร้างแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตกันด้วยนะครับ”

การได้รับรางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดแก่ตัวแทนเยาวชนไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยในหลายมิติ  ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีโลก ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและปราบปรามการทุจริตเชิงรุกตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน  วางรากฐาน “สังคมไร้ทุจริต” ในระยะยาว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปัญหาคอร์รัปชัน และเพิ่มดรรชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศในอนาคต  พิสูจน์ความสำเร็จของโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช. สามารถผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้อย่างแท้จริง  การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นการการันตรีถึงความสำเร็จและเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป 

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานภาคตะวันออก

4 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. จ.ระยอง NSM จับมือสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมพัฒนาและยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออกเพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านปิโตรเลียมและพลังงาน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) ณ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาและยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออก สอดคล้องกับบทบาทของจังหวัดระยองในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและพลังงานที่สำคัญของประเทศ

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระยอง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในการเปิดแหล่งเรียนรู้แห่งสำคัญด้านพลังงานของประเทศ

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ กล่าวว่า NSM ได้ร่วมมือกับสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ในการพัฒนาและบริหารจัดการอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) จ.ระยอง ร่วมกัน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ NSM ในการพัฒนานิทรรศการและการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ เพื่อยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่มีความทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศและแผนพลังงานชาติ ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และประวัติความเป็นมาของกรมการพลังงานทหารให้แก่ประชาชนและผู้สนใจได้อย่างครบถ้วน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.(ระยอง) เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหา รูปแบบนิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับผู้เข้าชมทุกกลุ่มวัย

“ศูนย์แห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพลังงานเข้ากับการดำรงชีวิตประจำวันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มา ความสำคัญ และบทบาทของพลังงานแต่ละประเภท ตลอดจนส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เพื่อก้าวสู่อนาคตพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุวรงค์ กล่าว

NSMภาคตะวันออกศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ธ.กรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย

4 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

ธนาคารกรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย สร้างกำลังคนการแพทย์ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ระบบสุขภาพแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” คณะแพทยศาสตร์ มจพ. จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการศึกษา การวิจัย และการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์ให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ศาสตราจารย์ ดร. ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีพร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคการเงินในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมบุคลากรให้มีทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ความสามารถด้านเทคโนโลยี และทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในการดูแลสุขภาพ การวิจัย และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในระยะยาว

สำหรับพิธีส่งมอบเงินสนับสนุน คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งมอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย  ศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต สุขภารังษี  รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารของ มจพ. และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. ในฐานะผู้ออกแบบและมีส่วนสำคัญในการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” ได้อธิบายถึงระบบการดำเนินงานและแนวทางการใช้ประโยชน์ของศูนย์ฯ โดยระบุว่า ศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ นักศึกษาของ มจพ. ตลอดจนบุคคลทั่วไป รวมถึงบุคลากรจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน ระบบทางไกล (Online Learning) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง อีกทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง มจพ. และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียง “การมอบเงินเพื่อการศึกษา” หากแต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของนักศึกษา บุคลากร ตลอดจนบุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้ต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ มจพ.ธ.กรุงเทพมจพ.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ

รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ครชายขอบนวัตกรรมสอวชเหลื่อมล้ำ

นักเรียน Crest School คว้า 3 รางวัลโอลิมปิกวิชาการโลก สะท้อนการเรียนรู้รายบุคคล ต่อยอดความถนัดสู่เวทีนานาชาติ

4 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ศูนย์การเรียนเครสท์สคูล (Crest School) ภายใต้ LEARN Corporation ตอกย้ำแนวทางการเรียนรู้ที่ผสานพื้นฐานวิชาการเข้ากับการพัฒนาความถนัดเฉพาะบุคคล หลัง นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ นักเรียนจาก Crest School ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย และคว้า 3 รางวัลจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (19th International Earth Science Olympiad: IESO 2026) ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันกว่า 160 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก

นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ หรือ “โฟกัส” นักเรียน Year 10 แห่ง Global Engineering Pathwa

จาก Crest School คว้า 3 รางวัลในการแข่งขัน IESO 2026 ได้แก่

  • เหรียญเงินจาก IESO Individual Competition การแข่งขันประเภทบุคคล ซึ่งวัดจากคะแนนรวมของ Written Test และ Practical Test
  • เหรียญทองแดงจาก Earth Science Project (ESP) การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์โลก
  • เหรียญทองแดงจาก International Team Field Investigation (ITFI) การสำรวจภาคสนามร่วมกับสมาชิกทีมนานาชาติ

โดยก่อนหน้านี้ นายศรัณย์ภัทรคว้าเหรียญทองและทำคะแนนรวมสูงสุดของประเทศจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระดับชาติ (TESO 2026) จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย ส่วนผลการแข่งขันประเภทบุคคลของผู้แทนประเทศไทยใน IESO 2026 สามารถคว้าได้รวม 2 เหรียญเงินและ 2 เหรียญทองแดง ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยได้รับเหรียญทองแดงในรายการดังกล่าว

นายศรัณย์ภัทรมีความสนใจด้านธรณีวิทยามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเรื่องหิน ฟอสซิล และไดโนเสาร์ ก่อนพัฒนาความรู้ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นผู้แทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ ขณะที่ Crest School สนับสนุนการพัฒนาความถนัดดังกล่าวผ่าน Career-based Curriculum โดยนายศรัณย์ภัทรเลือกเรียนใน Global Engineering Pathway ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่กับการเรียนแบบ Project-Based ที่เสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการนำเสนอ นอกจากนี้ ในช่วงที่เข้าร่วมค่ายและการแข่งขัน Crest School ยังช่วยวางแผนการเรียน การสอบ และการทบทวนเนื้อหา ทำให้นายศรัณย์ภัทรสามารถเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องของการเรียนตามหลักสูตร แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Crest School ที่มุ่งต่อยอดความสนใจของผู้เรียนให้เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนให้แต่ละคนก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างเต็มศักยภาพ 

ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะที่จำเป็น และศักยภาพเฉพาะบุคคล สามารถศึกษาข้อมูลหลักสูตรและรายละเอียดของศูนย์การเรียนเครสท์สคูลได้ที่ www.crestschool.ac.th โทร. 065-954-3645 หรือ LINE Official: @crestschool

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

‘นิพนธ์’ ขอบคุณ ‘อนุทิน-สุชาติ’ ปลดล็อก’นกกรงหัวจุก’ คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ถูกกฎหมาย

3 กันยายน 2569 เวลา 19:54 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

นกกรงหัวจุกนิพนธ์ บุญญามณี

อว.หนุนไทยสู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย’ ในงาน Vitafoods Asia 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

กระทรวง อว.หนุนไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย” ในงาน Vitafoods Asia 2026 เดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมส่วนผสมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย “Vitafoods Asia 2026” โดยมีนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกล่าวสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อนาคตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่เกิดจากการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนา การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ กระทรวง อว.มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ภายหลังพิธีเปิดงาน รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมการจัดแสดงนวัตกรรมและงานวิจัยภายในงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ที่ร่วมจัดแสดงผลงานและออกบูธนิทรรศการ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. / NSTDA) ร่วมกับ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) นำเสนอแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนภาคธุรกิจ SME ในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. / TISTR) นำเสนอนวัตกรรมและการบริการแบบครบวงจร (Total Solution Services) ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร ตลอดจนการทดสอบ วิเคราะห์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ งาน Vitafoods Asia 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2  –4 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัย การผลิต และนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

Vitafoods Asia 2026อว.

คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม ร่วมรับรางวัล ‘Safety Innovation Awards 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ได้รับรางวัล Safety Innovation Awards 2026 รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการยศาสตร์ และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมีคณาจารย์ และ นักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เข้าร่วมรับรางวัล นวัตกรรมรางวัลรองชนะเลิศ ระดับประเทศ จากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของนักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของคณาจารย์ และนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหลักสูตรในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศไทย

Safety Innovation Awards 2026คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม