
10 ก.ย. 2569 12:32 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน
เหมืองดีบุกหม่านหม่อว์ หนึ่งในแหล่งผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดของโลกในรัฐว้า ประเทศเมียนมา เริ่มกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การฟื้นตัวของเหมืองอาจส่งผลสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลหะที่มีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
กลุ่มคลังสมอง International Crisis Group เปิดเผยว่า เหมืองหม่านหม่อว์ (Man Maw) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองดีบุกใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองว้า ทางตะวันออกของเมียนมา กำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 และกำลังเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน
ดีบุกเป็นโลหะสำคัญต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากใช้เป็นวัสดุบัดกรีสำหรับเชื่อมไมโครชิปเข้ากับแผงวงจร รวมถึงเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล
เหมืองหม่านหม่อว์กลายเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายสำคัญของโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010 ส่งผลให้เมียนมาก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายใหญ่ที่สุดให้แก่จีน
การปิดเหมืองอย่างกะทันหันโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในปี 2566 เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้น และเกิดการแข่งขันทั่วโลกเพื่อแสวงหาแหล่งโลหะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม International Crisis Group ระบุว่า ขณะนี้เหมืองกำลังอยู่ในช่วง “กลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้า ๆ” โดยพบว่าแร่กำลังถูกขนย้ายอีกครั้ง แม้ปริมาณการผลิตจะยังต่ำกว่าระดับก่อนระงับการดำเนินงานอย่างมาก
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบอกจากเมียนมารวมเกือบ 40,000 เมตริกตัน ซึ่งสูงกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 แล้ว
รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่เหมืองหม่านหม่อว์ ขณะที่แสงสว่างในเวลากลางคืนรอบพื้นที่เหมืองกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากภายหลังการระงับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น
แม้การดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัว แต่ระดับการผลิตยังห่างไกลจากช่วงที่เหมืองมีผลผลิตสูงสุด โดยข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2559 เมียนมาส่งแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบุกให้จีนเกือบ 500,000 เมตริกตัน คิดเป็นมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าดีบุกประเภทดังกล่าวของจีน
ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของ International Crisis Group กล่าวว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเหมืองกำลังเพิ่มระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวจะไม่สม่ำเสมอในทุกพื้นที่
การกลับมาดำเนินงานของเหมือง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด มีแนวโน้มส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI
ก่อนหน้านี้ ปัญหาอุปทานดีบุกที่เปราะบาง ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการผลิตไมโครชิปสำหรับการประมวลผลข้อมูล ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งทำสถิติสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
การเข้าถึงเหมืองหม่านหม่อว์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ว้าแดง” ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่รัฐว้า ทางตะวันออกของเมียนมา และมีพรมแดนติดกับจีน
UWSA ถือเป็นหนึ่งในองค์กรติดอาวุธนอกภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีประวัติเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
นักวิเคราะห์ระบุว่า การสนับสนุนจากจีน รวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของกลุ่มว้ากับจีน ช่วยให้รัฐว้าสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กำลังทำลายเสถียรภาพของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564
International Crisis Group ประเมินว่า การปิดเหมืองหม่านหม่อว์ในปี 2566 น่าจะเกิดจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลผู้มีอิทธิพลในรัฐว้า มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากการสู้รบ
อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวเตือนว่า เหมืองยังเผชิญความท้าทายด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาอุโมงค์เหมืองถูกน้ำท่วม และการลดลงของแหล่งแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น.
ที่มา AFP