
นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า
วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.
“นักวิชาการ”ชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด”กกต.” หากส่ง”คดีโกง สว.”ถึงศาลฎีกาล่าช้า ประเมิน 3 ทาง”กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน-คาดตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย” ด้าน”สาทิตย์”เตือน”แสวง”เสี่ยงขัดกฎหมาย หากยังเมินแสวงหาข้อเท็จจริง
26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับคดีโกง สว.ภาค 2 จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า ตนขอฝากไปยัง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านั้นระบุว่าข้อมูลของฝ่ายค้านจะนำไปพิจารณาว่าอยู่ในสำนวนหรือไม่ หากอยู่ในสำนวนคือเรื่องที่กำลังพิจารณา ทั้งนี้ สิ่งที่นายแสวงระบุเหมือนว่าสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนแค่รับฟัง กับการพูด หรือ เปิดข้อเท็จจริงทุกวัน กกต.โดยนายแสวงจะไม่สนใจ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.จะทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ที่ใช้ระบบสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยระบบไต่สวน คือ แสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้นนายแสวงต้องแสวงหาข้อเท็จจริง
“ผมขอฝากไปยัง กกต.หากปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน วันหนึ่งหากตัดสินใจไปในทางที่ไม่ฟ้อง หรือไม่ยื่นศาลคดีฮั้ว สว.เจอ 157 แน่นอน และหากเจออย่าลืมคดีของคุณวาสนา เพิ่มลาภในอดีตด้วย ทั้งนี้ เป็นประเด็นใหญ่และเชื่อว่าจะมีคนออกมาให้ข้อเท็จจริงอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหญ่ แสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด นอกจากนั้นมองว่า กกต.ไม่มีทางอื่นนอกจากส่งศาล ขณะที่กระบวนการที่ผิดปกติ และมีข้อพิรุธต่อการทำงานของ กกต.ที่ไม่รับสำนวนของดีเอสไอ หรือข้อมูลใหม่ๆ ถือว่า กกต.เป็นนองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องส่งศาลเท่านั้น” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบว่ามีประเด็นข่มขู่พยาน วิปฝ่ายค้านต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจิง เพราะการฮั้ว สว.คือรัฐประหารประชาธิปไตยที่ปล่อยไว้ไม่ได้
ด้าน นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการได้มาของ สว.ไม่ชอบบการซื้อเสียง แต่การได้มาของ สว.เป็นการซื้ออิทธิพลจากอิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ ซึ่งคล้ายกับการโกงข้อสอบของท้องถิ่น ที่ให้ฝ่ายปกครอง อำเภอ และจังหวัด พิจารณาคุณสมบัติ มาถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มที่พยายามทำเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่ใช้โครงข่ายอิทธิพล ยึดกุมอำนาจรัฐ
นางสิริพรรณ กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายเห็นว่ามี 2 ระดับ คือ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.จะจบบที่ศาลฏีกา และกฎหมายอาญาในคณะชุดที่ 26 พิจารณาอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้งนี้ การพิสูจน์ปราศจากข้อสงสัยอันสมควรพิสูจน์โดยกฎหมายอาญา แต่ กกต.ที่ควบคุม พ.ร.ป.สว.ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าเท่านั้น ที่จะส่งไปศาลฏีกา ทั้งนี้ได้เห็นข้อมูลจำนวนมาก จาก กรรมการตรวจสอบ จากพยานปากคำ เป็นหน้าที่ของ กกต.ใช้แค่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ซึ่ง กกต.มีหน้าที่คุมกติกา ต้องไม่ยื้อเวลาเพราะต้นทุนความล่าช้าเป็นต้นทุนความไม่ชอบธรรม ขอบเขตอำนาจที่ส่งศาลฏีกา พึงเชื่อได้ว่า หรือคิดเป็นอื่นได้แล้ว
“กับสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในคดีนี้ มีความเป็นไป 3 ทาง คือ 1.สั่งฟ้อง หากสั่งฟ้องทั้งหมดเป็นชัยชนะของสังคมไทย 2.ไม่ฟ้องเลย หรือยกคำร้องทั้งหมด จะถูกตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและสังคมไทยสูญเสียของสภาสูง และ 3.ฟ้องบางส่วนที่มีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้ต้นไม้ที่เป็นพิษ ตัดปลายที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ จะแตกหน่อสร้างมลพิษต่อ ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ได้มาของ สว.ได้เห็นการใช้อิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายยึดกุมอำนาจรัฐ สิ่งที่กังวลใจคือการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วน ให้สังคมรับรู้ว่าถูกรับผิดชอบแล้ว” นางสิริพรรณ กล่าว
นางสิริพรรณ กล่าวด้วยว่า ต้องยุติกระบวนการเลือก สว.ก่อนเลือกตั้งรอบหน้า ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพราะหากมีกระบวนการตัดตอนคดีฮั้ว สว.เชื่อว่าจะต้องคงเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ 1 ใน 3 ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าจะถูกฟ้อง คือ สว. 66 คน ที่ต้องถูกสละตำแหน่งเพื่อให้ สว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้
“การเอาผิด กกต.ด้วยมาตรา 157 อาจจะเป็นไปได้อยาก เพราะกกต.จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีอีกช่องทางที่จัดการกับ กกต.ได้ หากทำงานล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ศาลปกครอง โดย สว.สำรอง สามารถดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ได้ ซึ่งดิฉันหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่พยุงความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งกลับมา” นางสิริพรรณ กล่าว