กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time หวังเป็นฐานข้อมูลกลางแก้ปัญหาความไม่ทันสมัยและล่าช้า ผลักดันให้เกิดต้นแบบโมเดล AI ด้านข้าวในอนาคต

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันในโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (Big Data Institute : BDI) พร้อมคณะ และมีนายภาณุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร พร้อมด้วยนายธนากร สงวนตระกูล นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในโอกาสนี้นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าวพร้อมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร กรมการข้าว เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ BDI ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินโครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย มีความประสงค์ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานด้านข้าวของประเทศเป็นหน่วยงานกลางในการผลักดันให้โครงการนี้เกิดผลสำเร็จเป็น One Rice Big Data ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลรวมหนึ่งเดียวในเรื่องข้าวของไทยทั้งระบบ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปีที่ 1 มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ประกอบด้วยระบบบัญชีข้อมูลข้าว ระบบฐานข้อมูลกลาง และแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลข้าว จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ในปีที่ 1 ขยายผลต่อในปีที่ 2 และสุดท้ายจะทำต้นแบบโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าเมื่อโครงการสำเร็จบรรลุผลข้อมูลเรื่องข้าวของไทยจะเป็นระบบหนึ่งเดียวแบบ Real time เป็นข้อมูลที่ทันสมัยไม่ล่าช้า ไม่อยู่กระจายหลายหน่วยงาน และที่สำคัญเป็นฐานข้อมูลกลางและเกิด AI ด้านข้าวอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นความร่วมมือกันผ่านการทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement) ภายใต้ โครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย ต่อไป

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องประชุมเทวกุล กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี เพื่อรับทราบถึงการดำเนินงานของมูลนิธิในรอบปีที่ผ่านมา สำหรับวาระในปีนี้ ประกอบด้วย การบริจาคเงินโดยบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บริจาคไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สำหรับการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง และการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการพิจารณาการดำเนินงานประจำปี เรื่องการแต่งตั้งรองประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ แทนนายจรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 การพิจารณาจัดหาตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานเคลื่อนที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งยังไม่มีอาคารถาวรเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยปฏิบัติการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร การพิจารณาจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากงานวิจัยของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงขั้นตอนการเลี้ยงเมฆให้อ้วนโดยการเผาไหม้ของสารฝนหลวงชนิดพลุสารดูดความชื้น ให้ควันของสารลอยขึ้นสู่ฐานเมฆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในก้อนเมฆและเร่งกระบวนการรวมตัว ทำให้เมฆพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และทำให้เกิดเป็นฝนในพื้นที่เป้าหมาย

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในเขตเงาฝน ที่มีข้อจำกัดด้านการบิน โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำย่อย กลุ่มลำน้ำในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอบางสะพาน ที่บริเวณหัวงานมีสภาพภูมิประเทศเป็นลำห้วยที่ไหล ระหว่างที่ราบ เนินเขา ณ จุดที่ตั้งหัวงานอ่างเก็บน้ำ ความยาวลำน้ำจากต้นน้ำ ถึงจุดที่ตั้งอ่างเก็บน้ำ 21 กิโลเมตร ความลาดเทของลำน้ำ บริเวณหัวงานประมาณ 1 : 94 สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำมีความลาดเท จากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก ลำน้ำสายหลักของโครงการคือ ลำห้วยวังเป้า และลำห้วยน้ำโจนมีพื้นที่รับน้ำ จำนวน 84,375 ไร่ พื้นที่ชลประทาน จำนวน 16,960 ไร่ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์) และขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ และขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ฯ แล้ว โดยการเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และขอย้ำกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่างานในโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สานต่อเป็นงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงแล้ง หรือในช่วงที่บางพื้นที่ของประเทศประสบปัญหามลพิษ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควัน ไฟป่า ก็สามารถช่วยบรรเทาและคลี่คลายได้ ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติภารกิจสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎร

– 006

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

'อธิบดีอานนท์'นำทีม'กรมการข้าว'หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู'ข้าวแท้'สร้างแบรนด์ระดับสากล

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เมื่อวีนที่ 22 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านงานวิจัยข้าว ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการและภาครัฐ ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดีอานนท์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นหารือถึงการเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรไทย โดยการนำองค์ความรู้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาประกอบการทำงานของกรมการข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ควบคู่กับการนำงานวิจัย ข้อมูล (Data) และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ ม.จุฬาฯ มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลและงานวิจัยของกรมการข้าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการผลิตข้าวของประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงการผลักดันการสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยยืนยันอัตลักษณ์ “ข้าวไทย ข้าวแท้” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก รวมถึงในเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือครอบคลุมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยยุคใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตลาดสุขภาพ โดยผสานเทคโนโลยีด้าน genomics และ biotechnology เข้ากับศักยภาพของกรมการข้าว อีกทั้งการพัฒนาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและระบบ Rice Carbon Credit เพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าข้าวผ่านนวัตกรรม เช่น rice protein และ functional food ภายใต้การจัดตั้ง Rice Innovation Hub และการพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัล เช่น satellite monitoring และระบบพยากรณ์ผลผลิต เพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมการข้าวอยากที่จะเปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาดูงานและใช้ห้องปฏิบัติการหรือได้ลงพื้นที่จริงของกรมการข้าว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ พร้อมเดินหน้าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมงานทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีอานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานโครงการ “ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคต” จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นำโดย ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา หัวหน้าโครงการฯ และคณะ ซึ่งได้เข้าหารือและนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในระยะยาว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 การเข้าพบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้บริหารกรมการข้าวในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ประเด็นเร่งด่วน และความท้าทายในระบบข้าวไทย เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคตมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการระดมความคิดเห็นและจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ก่อนการประชาพิจารณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ เฝ้าระวังภัยพิบัติด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชุมพร

วันนี้ (21 เม.ย.) นายวิทยา แก้วมี  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 5 ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการขาดแคลนน้ำจากผู้นำชุมชน ตัวแทนเกษตรกร และตรวจเยี่ยมพื้นที่สวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร  และเป็นประธานในการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมเกาะพิทักษ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชุมพรเพื่อรับฟังสถานการณ์และแนวโน้มสภาพภูมิอากาศในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้อากาศร้อนจัดและมีฝนน้อยกว่าปกติ โดยนายวิทยา  กล่าวว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อเตรียมการวางแผนการช่วยเหลือเกษตรกรช่วงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง (มี.ค.-พ.ค.) ในจังหวัดชุมโดยเบื้องต้นได้ประสานงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อม ปฏิบัติการฝนหลวงจากฐานบินปะทิว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจ โดยทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และยางพาราพร้อมทั้งแนะนำทางกรมชลประทานให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอด้วย

“ มาตรการการต่างๆที่มีการเตรียมพร้อมในการภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงที่เกิดขึ้นนั้นเบื้องต้นประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งฐานปฏิบัติการที่สนามบินปะทิว ระดมทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและพื้นที่การเกษตร  พร้อมทั้งการจัดการแหล่งน้ำ  เร่งสำรวจแหล่งน้ำสาธารณะที่แห้งขอดและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างทั่วถึงให้ได้มากที่สุด”นายวิทยากล่าว

นายวิทยาบอกอีกว่าได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ แจ้งเตือนและรับมือ และติดตามสถานการณ์ที่ภัยพิบัติด้านการเกษตรที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกปี จึงขอให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำ และขอความร่วมมือเกษตรกรตรวจสอบเครื่องสูบน้ำและระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อรองรับกับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสวนทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงของจังหวัดชุมพรโดยกำชับให้หน่วยงานร่วมกันบูรณาการเพื่อป้องกันความเสียหายเตรียมการรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้น ให้มากที่สุด

015

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

วันนี้ (21 เมษายน 2569) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีบวงสรวงคันไถในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง และเทพีคู่หาบเงิน เข้าร่วม ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารจัดเก็บคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

ในการนี้ พิธีบวงสรวงคันไถ ได้เริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น.โดยประธานในพิธีจุดเทียนธูปบูชาเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวนำคำอธิษฐานจิต จากนั้นประธานปักธูปบนเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ และโปรยข้าวตอกดอกไม้ บริเวณเครื่องสังเวยเพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้บริหารที่ร่วมในพิธี เทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ร่วมวางพวงมาลัยบนพานหน้าคันไถเพื่อสักการะเป็นอันเสร็จพิธี

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ เปิดตัว “หัวเชื้อยีสต์สูตรเข้มข้น DLD 3+” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตปศุสัตว์ไทยในยุคที่ต้นทุนสูง โดยเป็นผลงานวิจัยที่ผสานการทำงานของจุลินทรีย์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ยีสต์, Bacillus licheniformis และ Lactobacillus plantarum ช่วยเปลี่ยนหญ้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอาหารสัตว์คุณภาพสูง

จุดเด่นสำคัญของ DLD 3+ คือการใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ Lactobacillus plantarum ที่คัดแยกจากใบมันสำปะหลังในประเทศไทย มีความทนทานและเหมาะสมกับสภาพอากาศไทย ผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด ทั้งการเพาะเลี้ยงในอาหารเฉพาะ การทดสอบความสามารถในการสร้างกรด และการตรวจสอบสายพันธุ์ด้วยเทคนิคอณูพันธุศาสตร์ และผลการพัฒนาพบว่า หัวเชื้อ DLD 3+ สามารถช่วยเร่งกระบวนการหมักพืชอาหารสัตว์ เพิ่มคุณภาพอาหารหมัก ลดการเน่าเสีย และทำให้อาหารมีกลิ่นหอม น่ากิน ส่งผลให้สัตว์กินอาหารได้มากขึ้น ย่อยได้ดีขึ้น และใช้ประโยชน์จากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มผลผลิตในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ตอบโจทย์การลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ “DLD 3+” ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของกรมปศุสัตว์ ที่มุ่งยกระดับการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรในระยะยาว

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/nlMuyZrd9Q4

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของฟาร์ม! ‘คุณเกษร’ ปั้นฟาร์มอ้นหล่มเก่า สัตว์เศรษฐกิจทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันที่ 21 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ เลขที่ 96 บ้านนาทราย หมู่ 2 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พบกับ คุณเกษร เสมกระโทก เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวจากอาชีพสาวโรงงาน กลับมาเริ่มต้นธุรกิจเพาะเลี้ยง ‘อ้น’ (Bamboo Rat) จนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่น่าสนใจในขณะนี้

คุณเกสร เปิดเผยว่า จุดเด่นของการเลี้ยงอ้นคือใช้พื้นที่น้อยมาก สามารถเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์หรือคอกปูนได้ ไม่มีกลิ่นรบกวนเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และที่สำคัญคือต้นทุนอาหารต่ำมาก เนื่องจากอ้นกินพืชพื้นถิ่นอย่าง ไผ่ อ้อย และข้าวโพดเป็นหลัก โดยภายในฟาร์มจะมีการจัดที่หลบซ่อนให้เลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้สัตว์ไม่เครียด

สำหรับการเลี้ยงในปีนี้ คุณเกสร เน้นย้ำเรื่องความสะอาดและ ‘การควบคุมอุณหภูมิ’ เป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้อ้นตายจากภาวะฮีทสโตรกได้ ทางฟาร์มจึงติดตั้งระบบระบายอากาศและพ่นหมอกเพื่อลดความร้อน นอกจากนี้ผู้เลี้ยงต้องระมัดระวังเรื่องฟันที่แข็งแรงและนิสัยหวงถิ่นของอ้น ซึ่งควรแยกเลี้ยงเป็นรายตัวหากไม่ใช่ช่วงผสมพันธุ์

แนวโน้มการตลาดในปี 2569 พบว่าอ้นเป็นที่ต้องการสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม สัตว์เลี้ยงแปลก (Exotic Pets) สายพันธุ์พิเศษที่มีราคาสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ขณะที่พ่อแม่พันธุ์ทั่วไปราคาเริ่มต้นคู่ละ 3,000-10,000 บาท ส่วนตลาดเนื้อก็ยังคงเติบโตในร้านอาหารเฉพาะทางเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ

อย่างไรก็ตาม คุณเกสร ระบุว่า ความท้าทายสำคัญคือสภาพอากาศที่แปรปรวนและค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและการรอดชีวิตระหว่างการขนส่ง เกษตรกรจึงต้องมีการบริหารจัดการฟาร์มและระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มอ้นคุณเกศร โทร. 084-776-0339

//////////-026

‘สุชาติ’นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม’ครม.นายกฯอนุทิน’เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

'สุชาติ'นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม'ครม.นายกฯอนุทิน'เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

‘สุชาติ’นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม’ครม.นายกฯอนุทิน’เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“สุชาติ”นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม ครม. นายกฯ อนุทิน เร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 พร้อมเฝ้าระวังสารหนูในลำน้ำชายแดน

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การบูรณาการข้อมูลและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดจุดความร้อน ควบคู่การป้องกันในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมและจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัจจัยการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมของมนุษย์ และมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสามารถดำเนินการจัดการสถานการณ์บอกควันไฟป่า ผ่านการบริหารจัดการแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการจัดซื้อสถานีวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำแบบ 24 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลคุณภาพน้ำ และสามารถสื่อสารแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จังหวัด และทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันล่วงหน้า ลดการเผาในที่โล่ง ลดการเกิดซ้ำ รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องมลพิษข้ามแดน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างใกล้ชิด”

ภายหลังการประชุม คณะได้ลงพื้นที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) และการสาธิตการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ (โดรน) ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่า พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 รวมถึงปัญหามลพิษข้ามแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งและการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม

ที่ประชุมได้เน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการดำเนินงานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการควบคุมการเผาในประเทศ ควบคู่กับการติดตามผลกระทบจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องกวดขัน ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานเพื่อให้ทุกอย่างบรรลุผลสูงสุดของประชาชน และประโยชน์ของจังหวัดต่าง ๆในภูมิภาค พร้อมทั้งวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

– 006