กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานพัฒนาแหล่งน้ำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แล้งซ้ำซาก ตลอดจนสถานพยาบาลและชุมชนทั่วประเทศ มีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน

นายปริญญา คุ้มสระพรม รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ที่ระบบประปาหรือแหล่งน้ำผิวดินยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 47 โครงการ รวม 48 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ ให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ในปีมหามงคล กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแนวทางขยายผลและยกระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ รวมถึงเร่งดำเนินงานในพื้นที่แล้งซ้ำซาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภคและการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนผู้เข้ารับบริการ มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงมีแหล่งน้ำสำรองรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตภัยแล้ง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำในโรงพยาบาลหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยนำองค์ความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยา เทคโนโลยีการสำรวจ และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำมาใช้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีระบบน้ำที่มั่นคง ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการใช้งาน

“การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อค้นหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมวางระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลได้อย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสะสมตัว น้ำจากชั้นน้ำบาดาลระดับลึกบางแห่งอาจมีอายุนับหมื่นปี โดยผลการศึกษาร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่า น้ำบาดาลในชั้นน้ำลึกประมาณ 200–300 เมตร บางพื้นที่อาจมีอายุประมาณ 20,000–30,000 ปี ดังนั้นแม้น้ำบาดาลจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่การสูบขึ้นมาใช้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างประหยัด เหมาะสมกับศักยภาพของชั้นน้ำ และอยู่ภายใต้หลักวิชาการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่นำขึ้นมาใช้กับปริมาณน้ำที่เติมกลับลงสู่ชั้นน้ำตามธรรมชาติ

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดทำบ่อสังเกตการณ์และระบบเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ เพื่อติดตามระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสารอันตรายลงสู่ชั้นน้ำบาดาล พร้อมส่งเสริมการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสำรองและฟื้นฟูสมดุลของระบบน้ำใต้ดิน นอกเหนือจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำบาดาลไปสู่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลบ่อน้ำบาดาล ป้องกันการปนเปื้อน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำมาปฏิบัติ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อส่งต่อแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนให้แก่ลูกหลานในอนาคต” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

'ข้าวรักษ์โลก' ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.28 น.

ก่อนที่ “ข้าวไทย” จะเดินทางถึงจานอาหารของผู้บริโภค วันนี้กระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการมุ่งเน้นเพียงผลผลิตและคุณภาพ สู่การให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวทันความต้องการของตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นแนวทางการผลิตใหม่ที่ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม

ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ การทำนาในรูปแบบใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การจัดการน้ำด้วยเทคนิค “นาเปียกสลับแห้ง” หรือการแกล้งข้าว การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างแม่นยำ การจัดการตอซังโดยไม่เผา ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ว่าที่ร้อยตรีกัมพล สุขคีรินทร์ ประธานกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 300 ราย เกิดจากการรวมตัวของวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน ส่งผลให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นางนิตยา รื่นสุข ผู้ก่อตั้งเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิต การเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว การยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP, GMP และมาตรฐาน Q ของกรมการข้าว จนสามารถต่อยอดสู่การได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านคาร์บอนมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงกระแส แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย

นายเรวัตร์ รื่นสุข ประธานศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 กล่าวว่า แปลงนาได้ดำเนินการตามแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยใช้ระบบนาเปียกสลับแห้ง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดิน พร้อมนำเทคโนโลยีท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะที่กรมการข้าวสนับสนุนมาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การลดการเผาฟาง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดร.กนกอร วุฒิวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ นับเป็นกลุ่มเกษตรกรแห่งแรกของภาคกลางที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาไทยไม่ได้จำหน่ายเพียงเมล็ดข้าว แต่กำลังส่งต่อคุณค่าของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก “เปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เพื่อโลก เปลี่ยนอนาคตข้าวไทยสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน” เพราะ “ข้าวรักษ์โลก” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของวันนี้ แต่คือ ทางรอดใหม่ของข้าวไทย ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กำลังร่วมขับเคลื่อนกับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และผลักดันข้าวไทยก้าวสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/R3n3LzTSdDc

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมกันประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานกรมการข้าว

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

พลิกโฉมเกษตรใต้! ตรังเปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แปลงใหญ่แห่งเดียวในประเทศ ชูนวัตกรรมพืชสวนต้นเตี้ย-ติดฝักดกปีละ 2 หน รสหวานมันไร้กลิ่นฉุนกินได้ทั้งเปลือก โกยเม็ดเงินหน้าสวนพุ่งวันละ 5,000 บาท เคียงคู่มะขามป้อมยักษ์ปลอดสารส่งตรงโรงพยาบาลไม่อั้น

สถานการณ์ภาคการเกษตรและนวัตกรรมพืชสวนจังหวัดตรังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายสถิตย์ รัมนา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสะตอพันธุ์ตรัง 1 แปลงใหญ่ในจังหวัดตรัง พร้อมด้วยสมาชิกภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน ร่วมกันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1 ณ แปลงปลูกต้นแบบ หมู่ที่ 1 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งมีเนื้อที่บริหารจัดการกว่า 5 ไร่ โดยนับเป็นแปลงแม่พันธุ์สะตอแปลงใหญ่ที่เป็นระบบและเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตสมบูรณ์เป็นปีแรกหลังใช้ระยะเวลาเพาะปลูกเพียง 3 ปี 10 เดือน

‘สะตอพันธุ์ตรัง 1’ ได้รับการคิดค้น วิจัย และพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง มายาวนานกว่า 10 ปี จนได้รับการรับรองและยอมรับจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็น ‘สายพันธุ์สะตอที่ดีที่สุดในประเทศไทย’ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่โดดเด่นเหนือสะตอทั่วไป โดยเป็นสะตอข้าว ต้นเตี้ย ทรงพุ่มสวยงาม ฝักตรงยาว มีปีกน้อย เมล็ดมีขนาดใหญ่ เรียงชิดติดกันแน่น (ฝักสมบูรณ์มีเมล็ดสูงถึง 15-19 เมล็ด) ซึ่งรสชาติหวานมัน มีรสฝาดน้อยมาก ทำให้สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก อีกทั้งยังมีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอทั่วไป

ทั้งนี้ สามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง (ช่วงเดือนเมษายน และช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) แตกต่างจากสะตอทั่วไปที่จะออกเพียงปีละครั้ง ทำให้ได้ราคาดีในตลาดนอกฤดู โดยปัจจุบันแปลงดังกล่าวมีต้นสะตอรวม 30 ต้น เริ่มให้ผลผลิตแล้ว 10 ต้น เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ฝักต่อต้น สามารถจำหน่ายได้ในราคาฝักละ 4-7 บาท สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรเกือบ 5,000 บาทต่อวัน ในส่วนของกิ่งพันธุ์ขายหน้าสวนต้นละ 100 บาท ทว่าปัจจุบันมียอดสั่งจองเต็มโควตาจนเกษตรกรที่สนใจต้องลงชื่อรอรับการส่งมอบในปีหน้า

นอกเหนือจากการจัดการสะตอสายพันธุ์หลักแล้ว ในแปลงยุทธศาสตร์นี้ยังได้นำหลักการเกษตรผสมผสานแบบปลอดภัยไร้สารเคมี โดยการปลูกมะขามป้อมยักษ์แซมในพื้นที่อีกกว่า 10 ต้น ซึ่งสร้างสีสันและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชนอย่างคึกคัก มีกลุ่มลูกค้าเดินทางเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวในสวนอย่างสนุกสนาน

ในด้านการตลาด มะขามป้อมยักษ์ของสวนแห่งนี้มีช่องทางการกระจายสินค้าที่มั่นคง โดยมี โรงพยาบาลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นคู่ค้ารับซื้ออย่างเป็นทางการในลักษณะไม่อั้นจำกัดจำนวน ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ตลอดทั้งปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยาสมุนไพรและยาแพทย์แผนไทยแผนกสาธารณสุขชุมชน

ในแง่ของยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางยาและโภชนาการสูงมาก โดยสะตอช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด มีกากใยสูงช่วยระบบขับถ่าย ขับลม ป้องกันโลหิตจาง และอุดมด้วยสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับง่าย ส่วนมะขามป้อมยักษ์มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และชุ่มคอ

ทั้งนี้ นายสถิตย์ รัมนา ระบุว่าเป้าหมายต่อไปของกลุ่มคือการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับให้สะตอตรัง 1 สามารถออกฝักกระจายตัวสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจศึกษาดูงานองค์ความรู้ สามารถติดต่อประสานงานได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก/เพจ ‘สวนตาจันทร์ต้นไม้พันปี’ หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 063-4597029

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

24 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป 

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

'ศวข.ปทุมธานี'เดินหน้าขับเคลื่อน'เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว'สู่'ฉลากคาร์บอน' การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นวาระสำคัญของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เกษตรยั่งยืน เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขานรับนโยบายดังกล่าว กรมการข้าว ได้เร่งผลักดันการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ผ่าน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยดำเนินงานวิจัยด้านข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ธารารัตน์ มณีน่วม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า แม้ภาพนาข้าวสีเขียวจะสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ แต่ในทุกกระบวนการผลิตกลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ ตั้งแต่การเผาฟางหลังเก็บเกี่ยวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ไปจนถึงการปลูกข้าวแบบน้ำท่วมขังตลอดฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีจึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ด้วยการส่งเสริม “การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) โดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงเปียกและแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม เมื่อดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น จะช่วยลดการสะสมของก๊าซมีเทนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุนการสูบน้ำ และส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากข้าวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. พื้นที่นำร่องคือ กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยนำ 7 เทคโนโลยีสำคัญ มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การปลูกข้าวด้วยโดรน การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน การสำรวจแปลงและจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม และการจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา

ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 66.7–90.2% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 17.4–25.6% และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 2,261–3,591 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ยังถูกนำไปใช้ประกอบการขอรับรอง ฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิต แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย

ปัจจุบัน กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” มีสมาชิกกว่า 77 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,975 ไร่ สมาชิกทุกคนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐาน GMP, HACCP และได้รับเครื่องหมาย Q ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่สำคัญ กลุ่มยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการข้าวไทย ด้วยการเป็น กลุ่มเกษตรกรภาคกลางแห่งแรกของประเทศ ที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า การผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการขับเคลื่อนของ กรมการข้าว ที่นำองค์ความรู้ด้านวิจัยมาต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน จนเกิดเป็นโมเดลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพราะการทำนายุคใหม่ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มผลผลิตในแปลงนาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อโลกในทุกขั้นตอนของการผลิต ทุกหยดน้ำที่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทุกฟางข้าวที่ไม่ถูกเผา และทุกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/Cm-4ErQkHAM

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรับทราบข้อมูลการผลิตและการตลาดโคเนื้อ ติดตามสถานการณ์โรคระบาด การเฝ้าระวังจำนวนเกษตรกรและโคเนื้อ รวมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบของกรมปศุสัตว์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาโคเนื้อต่อไป  

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน แผนงานและโครงการ ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากแต่ละกลุ่มงาน เพื่อรับทราบข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานในพื้นที่อย่างรอบด้าน

โอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้พบปะพูดคุยกับบุคลากร พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และมุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของกรมการข้าวในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.15 น.

กมธ.สภาฯลงพื้นที่ระนอง จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปาหลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด ชาวบ้านหวั่นเชื้อโรคร้ายไหลลงน้ำจากการทำเหมือง ด้าน“ภัทรพงษ์”แนะรัฐเร่งบังคับให้ผู้นำเข้าแร่ระบุที่มาของเหมืองต้นทาง

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลงพื้นที่ศึกษาสถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรีและลำน้ำสาขา ณ จ.ระนอง  โดยในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยัง ศาลาอเนกประสงค์หมู่ที่ 5 บ้านหาดจิก ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง 

นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบจ.)ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่า การหาพื้นที่ต้นทุนน้ำใหม่ต้องใช้งบประมาณ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อบต.ปากจั่น มีงบในการพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 1 ล้านบาทต้นๆ แค่นั้นที่จะทำถนนหรือประปา ซึ่งจะทำการรวบรวมปัญหาทั้งหมดแล้วเสนอของบประมาณเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสำรองเบื้องต้นทางชุมชนมีความเห็นว่าน่าจะสร้างอ่างเก็บน้ำที่คลองน้ำทุ่น หมู่ 8 บ้านหาดตุ่น ต.ปากจั่น  

“การสร้างเขื่อนขนาดกลางต้องมีพื้นที่สร้างเป็นต้นทุนน้ำสะสมเยอะพอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือตอนล่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้ามีการกั้นเขื่อนคล้ายอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้นเราจะเก็บน้ำไว้ใช้ได้ทั้งตำบล รวมถึง ต.มะมุ คอคอดกระ ติดว่าอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงอยากให้คณะอนุกรรมาธิการว่าฝากพี่น้อง ต.ปากจั่น ไว้ด้วย ถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือก็คงหมดปัญหาที่จะไปไหนแล้ว เราไปมาแล้วทั้ง จ.ระนอง เราตันหมดแล้ว วันนี้ท่านจึงเป็นความหวังของพี่น้อง” นายก อบต.ปากจั่นกล่าว 

ขณะที่ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น อ.กระบุรี แสดงความเห็นในเวทีรับฟังว่า มีความกังวลปัญหาน้ำขุ่นที่เป็นผลมาจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ขุดหน้าดินประมาณ 2-3 พันไร่ จนเกิดตะกอนดินไหลมาทับถมบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ถ้าวันใดเกิดปริมาณน้ำฝนเยอะที่ต้นแม่น้ำ แล้วพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกระบุรีเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งหมดแล้วน้ำหลาก จะเกิดอะไรขึ้นชาวบ้าน 

“อีกกรณีคือโรคผิวหนังจากการสัมผัสน้ำ เชื้อโรคที่สามารถเติบโตในน้ำขุ่นตลอดทั้งปีได้ รวมถึงโรคที่อยู่ในดินซึ่งเป็นพื้นที่ผืนใหญ่ที่ไม่เคยมีใครรบกวนของแม่น้ำกระบุรี เชื้อโรคที่อยู่ในดินจะไหลลงแม่น้ำหรือเปล่า ยกตัวอย่างโรคมาเลเรียที่เคยหายไปจากชุมชนนานกว่า 20 ปี แต่วันนี้มาเลเรียกลับมาใหม่ และเป็นชนิดใหม่ หรือโรคฉี่หนูที่เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำขุ่นไม่สะอาด ขณะนี้เริ่มพบว่ามีการติดโรคบ่อยและไม่แสดงอาการ อดีตโรคเหล่านี้จะต้องมีคนเข้าป่าแล้วถูกแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ขณะนี้ไม่ใช่” ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น กล่าว 

ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรายนี้ กล่าวอีกว่า ยังมีความกังวลเรื่องสารตกค้างจากการเปิดหน้าดินพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของคน อ.กระบุรี ซึ่งคนที่ใช้น้ำไปนานๆจะไม่รู้เลยว่ามีสารตกค้างในร่างกายหรือไม่ การจะเจอสารเหล่านี้หากต้องตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจน้ำที่เราดื่มกินด้วยเราจะทำอย่างไร เป็นผลกระทบจากการทลายหน้าดินที่ชาวบ้านกังวล 

ขณะที่นายอมรินทร์ เต็มภาชนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ต.ปากจั่น กล่าวว่า เป็นห่วงชาวบ้านที่เจอปัญหาน้ำขุ่นแล้วหาทางแก้ปัญหาไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพ่อ มีลูก แล้วลูกใช้น้ำไม่สะอาดทำให้เกิดความเป็นห่วง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพราะอาบน้ำขุ่นทุกวันเราอาจจะเกิดก็โรคก็ได้ 

“อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาแก้ไขชัดเจน เมื่อมีข่าวว่าหน่วยงานจะเข้ามาตรวจสอบปรากฏว่าน้ำจะใสขึ้นมาทันที เขาจะหยุด แล้วพอพวกท่านกลับไป น้ำก็ขุ่น อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาจัดการชัดเจน” นายอมรินทร์ กล่าว  

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สส. กล่าวว่า การลงพื้นที่พบความแตกต่างชัดเจนระหว่าง คลองยูง ที่ไหลมาจากฝั่งเมียนมามีความขุ่นสูงมาก กับ คลองกระที่ไหลจากฝั่งไทย มีความใส เห็นความแตกต่างเมื่อทั้งสองสายไหลมาบรรจุรวมกันเป็นแม่น้ำกระบุรี  

“ช่วง 2–3 วันก่อน กมธ. ลงพื้นที่ น้ำมีสภาพใสขึ้นผิดปกติจากเดิมที่มักเป็นสีส้มอมแดง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัญหาน้ำประปา ต.ปากจั่น ยังแตกต่างจากพื้นที่ภาคเหนือที่ใช้ระบบประปาภูมิภาคหรือน้ำบาดาล พื้นที่ ต.ปากจั่น ใช้น้ำจากแม่น้ำกระบุรีทำประปาท้องถิ่นโดยตรง ทำให้ประชาชนทั้งตำบลรับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ อบต. มีงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงปีละประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือมลพิษระยะยาว” รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าว 

ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาแม่น้ำกระบุรีสีขุ่นได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแล้ว คลองจั่น ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาในไทย ยังพบปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดสำรอง  

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่รับทราบปัญหาและจะผลักดันโครงการจัดหาแหล่งน้ำสะสมใหม่ เช่น บริเวณบ้านน้ำทุ่น  โดย กมธ. จะช่วยประสานงานเรื่องขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อเริ่มศึกษาโครงการ นอกจากนี้จะเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจวิเคราะห์ค่าน้ำ ตะกอนดิน และผลกระทบทางการเกษตร พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่าย 

“จากที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกระบุรีขุ่นมาหลายปี ผมคิดว่าจะต้องผลักดันให้รัฐบาลออก กฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง บังคับให้ผู้นำเข้าแร่ต้องระบุที่มาของเหมืองต้นทาง รวมถึงรับรองระบบการบำบัดน้ำเสียว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องห้ามนำเข้า เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นผู้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ประโยชน์” นายภัทรพงศ์ กล่าว 

ด้านนางสาวจันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 จ.ภูเก็ต (สคพ.15) กล่าวว่า ผลการตรวจวัดตัวอย่างน้ำที่เก็บไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า ค่าความขุ่น (Turbidity) สูงถึง 212 ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานไปมาก และเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความกังวลใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ 

​”ค่าความขุ่นพุ่งสูงถึง 212 ซึ่งเกินมาตรฐานไปมากๆ ทำให้เกิดความกังวล แต่ในส่วนของโลหะหนักและสารอันตรายอื่นๆ เช่น แคดเมียม หรือสารหนู ทั้งในน้ำและในตะกอนดิน จากการตรวจวิเคราะห์แทบจะไม่พบ หรือพบก็น้อยมาก ไม่ได้เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด สำหรับตัวอย่างน้ำที่เก็บล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลแล็บวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากสารบางประเภทต้องส่งวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการภายนอก” ผอ.สคพ 15 กล่าว 

นางสาวจันจิรา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ อบต.ปากจั่น ต้องหาแหล่งน้ำสำรอง เช้าวันพรุ่งนี้  (22 กรกฎาคม) จะมีการประชุมร่วมกันที่ ศาลากลางจังหวัดระนอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.), ศุลกากร, เกษตรจังหวัด และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องงบประมาณในการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้ชุมชน รวมถึงมาตรการรับมือน้ำเสียข้ามแดนจากฝั่งพม่าให้เกิดความยั่งยืน เวลา 09.00น. ทุกหน่วยก็คงจะได้พูดถึงปัญหาและน่าจะมีข้อสรุป 

นางสาวจันทิรา กล่าวถึงประเด็นที่ชาวบ้านรู้สึกว่าภาครัฐทำงานล่าช้าและไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งก่อนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา โดยมี ผู้ว่าราชการ จ.ระนอง เป็นประธาน และเสนอให้มีตัวแทนชาวบ้านร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพราะการมีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมจะช่วยให้นำข้อมูลจากที่ประชุมไปบอกต่อให้ลูกบ้านและคนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

เมื่อถามว่า   หากชาวบ้านไม่สบายใจกับกรณีการขุ่นของแม่น้ำกระบุรี สามารถร้องขอให้ สคพ.15 ลงพื้นที่ไปตรวจเพิ่มได้หรือไม่ นางสาวจันจิรา ปกติจะตรวจคุณภาพแม่น้ำปีละ 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีการใช้งบประมาณและต้องวางแผนเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในพื้นที่ต่างๆด้วย หากชาวบ้านต้องการให้ตรวจเพิ่มเป็นปีละ 5 ครั้งจะรับไปพิจารณาก่อนแต่ยังไม่รับปาก

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“รมช.ปิยะรัฐชย์”เดินหน้านโยบายปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด–ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาภาคเกษตรเป็นศูนย์

21 ก.ค.69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์           เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงแนวคิดร่วมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่มีการทำไร่ข้าวโพด หรือทำไร่หมุนเวียน ในพื้นที่สูง ปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชวนเกษตร ขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงและเกษตรประณีต 

อาทิ  การปลูกกาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ไปสู่การผลิตสินค้าที่เน้น คุณภาพ นวัตกรรม และการแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ที่สูงขึ้น ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 

โดยในขณะนี้ ได้เริ่มต้นโครงการประชาสัมพันธ์กล้าพันธุ์กาแฟ หนุนเกษตรกรใช้พันธุ์กาแฟคุณภาพ ยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดโลก  ณ โรงเรียนบ้านเล่าฝู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 

นส.ปิยะรัฐชย์ ยอมรับว่า ในปัจจุบันภาคการผลิตกาแฟไทยเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญในการยกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้กล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพที่ดีเหมาะสมกับพื้นที่ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบการแปรรูปและการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดกาแฟคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 1,000-1,500 เมตร มีความเหมาะสมกับการปลูกกาแฟอาราบิก้า และเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญที่สุดของไทย 

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นได้มีการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด การสร้างเรื่องราว (Storytelling) ของกาแฟอัตลักษณ์เชียงราย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตผู้ประกอบการ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟได้มาตรฐาน เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตกาแฟคุณภาพที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลกอย่างครบวงจร 

’มั่นใจว่าจะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม การไม่บุกรุกพื้นที่ป่า การไม่เผาในทุกกรณี และการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก เพื่อให้กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับระดับสากลและเกษตรกรสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ได้มอบปัจจัยการผลิตต้นกาแฟแก่ผู้แทนเกษตรกร 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวน 443,700 ต้น ผู้แทนเกษตรกรอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำนวน 127,000 ต้น