ทช.สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่เอกซเรย์ติดตามการแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ ในระบบนิเวศปากแม่น้ำ 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร จังหวัดละ 3 สถานีสำรวจ

การสำรวจใช้วิธีวางอวนลอยติดตาและสุ่มหว่านแห เพื่อเก็บข้อมูลชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในพื้นที่

ผลการสำรวจพบว่า

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ และปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร พบปลาหมอคางดำรวม 5 ตัว

บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 30 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง

การสำรวจและติดตามอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเหมาะสม

รู้เร็ว ติดตามต่อเนื่อง จัดการบนฐานข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายของสัตว์น้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลาหมอคางดำ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รุกเดินหน้าขับเคลื่อนระบบ Co-op Financial มุ่งยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ไทย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:29 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมชูระบบประเมินความเสี่ยงและเตรียมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอบบัญชีในอนาคต

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีผู้เข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง ซึ่งบุคลากรและผู้สอบบัญชีของกรมฯ มีความพึงพอใจอย่างมากเนื่องจากสามารถเห็นข้อมูลได้หลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งานจากกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกรวม 11 ล้านคน ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 10 กรมฯ จึงเตรียมแผนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้สหกรณ์ต่างๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญที่กรมฯ ภาคภูมิใจคือระบบประเมินความเสี่ยง หรือ CF Score ซึ่งจะจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 20 ปี และจะมีการอัปเดตข้อมูลทุกปีหลังจากการสอบบัญชีเสร็จสิ้น ระบบนี้ช่วยให้ประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภทสามารถมองเห็นภาพรวมของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เคยเห็นเฉพาะข้อมูลของตนเอง

สำหรับการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ กรมฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะตามความรุนแรงของปัญหา โดยในกลุ่มระยะสั้นที่ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี กรมฯ ประเมินว่าแก้ไขได้ไม่ยากและจะส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ส่วนกลุ่มระยะกลางที่สะสมปัญหามา 5-15 ปี อาจจำเป็นต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ และสำหรับกลุ่มระยะยาวที่มีปัญหาเรื้อรัง 15-30 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนและบางกรณีไม่สามารถหาหลักฐานทางบัญชีได้ กรมฯ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันกรมฯ มีผู้สอบบัญชีประมาณ 400 กว่าคน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงาน กรมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสอบบัญชีในปี 2570 โดยจะนำร่องกับสหกรณ์การเกษตรที่ไม่มีความซับซ้อนก่อน นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันสวัสดิการให้แก่บุคลากร ทั้งการเสนอขอเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่ง และการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีภาครัฐสามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมในการขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สหกรณ์ไทย,

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:12 น.

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย

กรมที่ดิน เข้ารับมอบโล่และตรารับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานของรัฐที่มีการให้บริการด้วยความ “สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย” โดยกรมที่ดิน ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 79 แห่ง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระดับก้าวหน้า จำนวน 5 แห่ง และระดับพื้นฐาน จำนวน 74 แห่ง การรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) มีเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ ด้านคุณภาพการให้บริการ และด้านผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ โดยมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง

นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า การที่สำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมที่ดิน และเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
โดยในปี 2569 มีสำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC จำนวน 79 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและยกระดับงานบริการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับรางวัลระดับก้าวหน้าหรือโล่สีเงิน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย อีกทั้งยังได้รับการรับรองในระดับพื้นฐานหรือโล่สีฟ้า จำนวน 74 แห่ง สำนักงานที่ดินที่ผ่านการรับรองได้ดำเนินการพัฒนางานบริการในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับการให้บริการ การจัดพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำที่สะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตบริการ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน พร้อมนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบติดตามสถานะงาน ระบบคิวอัตโนมัติ SmartLands Application ระบบนัดหมายจดทะเบียนล่วงหน้า และช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของบุคลากรกรมที่ดินในการพัฒนาการบริการและสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินที่ได้รับการรับรองจะต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมที่ดินจะนำผลสำเร็จในครั้งนี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศยกระดับการบริการด้วยหัวใจ มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สำนักงานที่ดินทั้ง 462 แห่งทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวกอย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

สุริยะ กำชับกรมชลฯ-หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ รับมือผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

“สุริยะ”กำชับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดการณ์น้ำในเขตชลประทานมีเพียงพอทั้งปี เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกรนอกเขตชลประทานลดผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

16 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญเพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความต้องการอุปโภค บริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังมีเพียงพอสำหรับฤดูการเพาะปลูก แต่ยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งหากมีฝนตกต่อเนื่องและสามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอ

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีการประเมินว่าจะเกิดภัยแล้งในช่วงปลายปีได้ โดยคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ น้ำจะมีเพียงพอในพื้นที่เขตชลประทาน แต่ในพื้นที่นอกเขตประทานอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือและเสนอทางให้เกษตรกรสามารถปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมชลประทาน,เอลนีโญ,

‘สุชาติ’บุกเพชรบุรี! ‘เปิดประตูระบายน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่

14 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ บุกเพชรบุรี! เปิดประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่ พร้อมลุยชายฝั่งเร่งแก้ปัญหา ‘กระซ้า’ ทับถม สั่งขุดลอกช่วยเรือประมงพื้นบ้าน

         วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ ณ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ก่อนเดินทางต่อไปยังชายฝั่งคลองปากทะเล ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม เพื่อติดตามปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการทับถมของ ‘กระซ้า’ (เศษเปลือกหอยและหินปูน) ที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน

         การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับและหารือแนวทางร่วมกับ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี, นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1, นายฤกษ์ อยู่ดี สส.เพชรบุรี เขต 2, จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3 รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

         นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งช่วงน้ำมากและน้ำแล้ง สำหรับประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์เป็นโครงการที่ สส.ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กักเก็บน้ำช่วงฤดูแล้ง และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม โดยประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ 1.พื้นที่การเกษตรฤดูฝน: ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 ไร่ และ 3.พื้นที่การเกษตรฤดูแล้ง: ได้รับประโยชน์ประมาณ 700 ไร่ ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 625 ครัวเรือน ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี

         จากนั้น รัฐมนตรีฯ ได้เดินทางลงพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม รับฟังเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านจากปัญหาการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ (เศษชิ้นส่วนเปลือกหอย เปลือกปู และสิ่งมีชีวิตเปลือกแข็ง) ที่ถูกลมและกระแสน้ำพัดพามาทับถมบริเวณปากอ่าวและร่องน้ำ

         ซึ่งการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ ทำให้ร่องน้ำตื้นเขินอย่างหนัก เรือประมงสัญชาติพื้นบ้านเข้า-ออกด้วยความยากลำบาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและเพิ่มต้นทุนการออกเรือ ซึ่งนายสุชาติได้พบปะให้กำลังใจประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคืนความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่พี่น้องชาวประมงอย่างยั่งยืน

ทสประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์สุชาติชมกลิ่นเพชรบุรีแก้ปัญหากระซ้า

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

'กรมการข้าว'เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ'

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

กรมการข้าวเปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จับมือเอกชนขับเคลื่อนครบวงจรเปิดจุดรับซื้อผลผลิต ยันเกษตรกรขายได้ราคาดีและเป็นธรรม

13 สิงหาคม 2569 ณ แปลงนาสาธิต หมู่ที่ 8 ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้มีพิธีเปิดโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท วรรณภพ จำกัด บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด และภาคเกษตรกร ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี จำนวน 400 ราย โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 500 คน การจัดงานในวันนี้ถือฤกษ์ดี “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในวันนี้ได้แก่พันธุ์ปทุมธานี 1 โครงการนี้มีพื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีภาคเอกชนเปิดจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มอบนโยบาย “ข้าวไทย 5 ทัน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เชื่อมตลาดโลก” และให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ดังนั้นโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ ต.บ้านสระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ จึงเกิดขึ้นและจะเป็นต้นแบบขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายต่อไป

สำหรับโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำจ.สุพรรณบุรีนี้ เป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือกันระหว่างกรมการข้าว และบริษัทวรรณภพ จำกัด ที่ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการดำเนินโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำนำร่องในจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 2,000 ไร่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดสากล และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกรมการข้าวมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีเป็นหน่วยงานดูแลแปลงต้นแบบ ขณะที่บริษัทวรรณภพ จำกัด จะเป็นหน่วยรับซื้อผลผลิต บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด จะทำหน้าที่เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต นับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงการดำเนินงานที่ครบวงจรอย่างแท้จริง

ด้าน นางสาวธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี รู้สึกดีใจที่กรมการข้าวดำเนินโครงการนำร่องข้าวคาร์บอนต่ำ เพราะไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ได้หว่านข้าวคาร์บอนต่ำเท่านั้นแต่เป็นเสมือนการหว่านความหวังของเกษตรกร ที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำที่เชื่อว่าการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นอนาคต ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มีความมั่นคง ชัดเจนและแน่นอน ซึ่งเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นคำตอบที่ดีให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำนาลดโลกร้อน และเป็นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มีต้นทุนที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับที่ดี

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แสวงหาความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เล็งหนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกับนักลงทุน

ดร.วิญญู สะตะ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรเกษตรกรในรูปแบบงบอุดหนุนให้เปล่า และงบกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ รวมถึง ปลอดดอกเบี้ย เพื่อพัฒนาความเข็มแข็งให้องค์กรเกษตรกร เพื่อให้ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้

“แต่เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตออกมาแล้ว พบว่าผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ไม่สามารถแบกรับปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่ออกมาพร้อมกันได้ มีจำนวนผลผลิตที่ล้นเกิน ผู้ประกอบการและนักลงทุนไม่มีเงินลงทุนเพียงพอที่จะสามารถรับซื้อผลผลิตได้ตามจำนวนออกเดอร์ที่สั่งมา รวมทั้งขนาดของเครื่องจักรหรือกำลังการผลิตการแปรรูปผลผลิตที่รับซื้อมาจากเกษตรกรมีขนาดเล็กเกินไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกัน”

ดร.วิญญู กล่าวว่า สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เล็งเห็นปัญหานี้จึงหารือร่วมกับสถาบันการเงินหลายแห่ง โดยเฉพาะ ธกส. เพื่อเปิดเลนพิเศษให้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการสินเชื่อหรืองบประมาณลงทุนในการขยายเพดานรับซื้อผลผลิตหรือพัฒนาศักยภาพของเครื่องจักรให้สามารถรองรับปริมาณกำลังการผลิตได้มากขึ้น

ดร.วิญญู ยังกล่าวอีกว่า สินค้าเกษตรที่องค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่นำมาจัดแสดงที่อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 มีบางสินค้าที่พบว่ามีศักยภาพสูงมาก เป็นที่ต้องการของตลาด และองค์กรเกษตรกรมีความเข็มแข็งเพียงพอที่จะผลักดันไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ สำนักกิจการสาขาภูมิภาคจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงกับนักลงทุนและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน 4 ฝ่าย ระหว่างองค์กรเกษตรกร ผู้ประกอบการที่รับซื้อพืชผลทางการเกษตร และสถาบันการเงิน โดยมี กฟก เป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้เกิดกระบวนการหมุนเวียนการทำงานที่ความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

“กฟก. จะเป็นผู้ดูแลองค์กรเกษตรกร โดยการจัดสรรงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนามาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ส่วนสถาบันการเงินจะใส่งบประมาณเข้าไปในส่วนของผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด จากตลาดภายในประเทศ ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศซี่งจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ เราแบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 4 กลุ่มจังหวัด ประมาณกลุ่มจังหวัดละ 6-7 จังหวัด จาก 26 จังหวัด โดยมอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดซึ่งใกล้ชิดกับองค์กรเกษตรกร เป็นผู้คัดกรององค์กรที่มีศักยภาพทั้งการผลิตและการตลาด ร่วมกับอนุกรรมการจังหวัด ก่อนส่งต่อข้อมูลมายังสำนักกิจการสาขาภูมิภาค เพื่อลงไปสแกนพื้นที่อีกครั้ง ลงไปค้นหาต้นทุนเดิม สตอรี่ และความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสินค้านั้นให้ออกสู่ตลาดสากลต่อไป” 

ดร.วิญญู กล่าวต่ออีกว่า ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดโซนทะเลตะวันออก จะมีผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด และผลิตภัณฑ์จากการประมงน้ำเค็ม เช่น ปลา หอย กุ้งทะเล และประมงน้ำจืด เช่น ปลาสลิดบางบ่อ ส่วนโซนกลางขึ้นไปติดภาคเหนือ จะเป็นสินค้าประเภท ข้าวหอมมะลิและพืชผักต่าง ๆ แต่ในส่วนพื้นที่โซนทะเลใต้จะเป็นประเภทอาหารทะเลและอาหารแปรรูปกระป๋อง ส่วนโซนกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนี้เรามองว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงงาน เช่น เกลือสินเธาว์ หรือ อาหารแปรรูป

“เราพยายามจะจัดกลุ่มสินค้าให้เป็นไปตามประเภทที่ตลาดต้องการ และจัดทำเป็นแคตตาล็อกเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูลและนำเสนอต่อผู้ประกอบการ ในแคตตาล็อกจะระบุ ชนิดสินค้า มาตรฐาน ราคา วัตถุดิบ แหล่งที่มา รวมทั้งสถานที่ติดต่อ” ดร.วิญญู กล่าวในที่สุด 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.38 น.

11 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือในโอกาสที่นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา (H.E. Mr. Darkey Ephraim Africa) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือความร่วมด้านการเกษตร การค้า และการเข้าถึงตลาด ตลอดจนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสองประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้องทรงนาค) ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร