‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ รับฟังปัญหาของเกษตรกร และเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุมอำเภอป่าแดดและอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านร่องเปา โครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่หนาด ระบบส่งน้ำ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่กรมชลประทานได้บรรจุไว้ในแผนงานระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย

โอกาสนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่กรมการข้าวร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้เผยแพร่การใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคข้าว และมอบชีวภัณฑ์จำนวน 100 ซองแก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตข้าวที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแก่เกษตรกรกว่า 500 ราย พร้อมสนับสนุนหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวสำหรับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังมีแผนพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงราย เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพของจังหวัดเชียงรายในระยะต่อไป

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สุริยะ เผยผลสำเร็จโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท เข้าเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่น 7 พันล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 10 ไร่ และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

6 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนเกษตรกร ได้เสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากต้นทุนการผลิต ซึ่งที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กระทรวงฯนำกลับมาทบทวนนั้น ในการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ กระทระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวประณีต ข้าวเฉพาะทาง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นฟองละ 3.80 บาท จากเดิม 3.60 บาท มีผลพรุ่งนี้​ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน หลังตรึงราคามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยผู้เลี้ยงระบุว่าผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ความต้องการบริโภคทยอยฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ออกประกาศแจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ใช้ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มสำหรับไข่น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไปที่ฟองละ 3.80 บาท หรือ 114 บาทต่อแผง เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟองจากราคาเดิม โดยจะใช้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งต่อไป

ขณะที่นายปราโมช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผลผลิตไข่ไก่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้สภาพอากาศจะคลี่คลายจากช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีความแปรปรวน ประกอบกับยังพบโรคไข่ลดในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับลดลงในระยะต่อไป ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา หลังสถานศึกษากลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดกลับมาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงพยายามประคับประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่า​การปรับราคาแนะนำในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามรักษาระดับราคาดังกล่าวไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ

ปัจจัยด้านผลผลิตไข่ไก่ในช่วงนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการยังพบโรคไข่ลด (Egg Drop Syndrome: EDS) ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กรมปศุสัตว์ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก พร้อมแนะนำผู้เลี้ยงให้เข้มงวดระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยโรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคไข่ไก่

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 และตรึงราคาไว้เป็นเวลากว่า 3 เดือน เนื่องจากในช่วงปิดภาคเรียนกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดภาคเรียน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภค ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เครือข่ายฯ จะประกาศปรับราคาแนะนำขึ้นเป็นฟองละ 3.80 บาท ซึ่งมีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

'สุริยะ' สั่งชุดเฉพาะกิจ 'พระพิรุณ' เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

“สุริยะ” เดินหน้าปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สั่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้ายตามกฎหมาย กว่า 5.3 ตัน มูลค่ากว่า 4.8 แสนบาท

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เร่งขับเคลื่อนนโยบายป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทุกชนิด พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายและนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของประเทศ ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่

นายสรวุฒิ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้ส่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” ได้แก่ สารวัตรปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบกิจการรับเก็บรักษาสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมง ผลการตรวจสอบพบซากสุกรประเภทหนังสุกร รวม 5,347.4 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 481,266 บาท แบ่งเป็นสินค้ารับฝาก จำนวน 3,724.8 กิโลกรัม และสินค้าของบริษัท จำนวน 1,622.6 กิโลกรัม โดยซากสุกรประเภทหนังสุกรดังกล่าวต้องสงสัยว่าไม่มีใบอนุญาตหรือเอกสารประกอบการเคลื่อนย้ายตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดซากสุกรทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบ พร้อมแจ้งให้ผู้ประกอบการ และเจ้าของสินค้านำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันทำการ หากไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงได้ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ด่านกักกันสัตว์เชียงใหม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

นายสรวุฒิ กล่าวในที่สุดว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ จะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย เสริมสร้างความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่ผู้บริโภค และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย พร้อมขอความร่วมมือ จากประชาชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ โดยสามารถ ขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

'อธิบดีกรมการข้าว' เปิดโรดแมปขยายผล 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เปิดโรดแมปขยายผล “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ปี 2569 ตั้งเป้า 25 จังหวัด 1 แสนไร่ เน้นตลาดนำการผลิต เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

กรมการข้าวจัดประชุมขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว โดยมีนายอานนท์  นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ ได้ระดมผู้ปฏิบัติงานโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 ซึ่งมีนายนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นหัวหน้าโครงการ มาซักซ้อมทำความเข้าใจ ROAD MAP การขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประเทศไทย ปี 2569 กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ ของศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แนวทาง BCG และนโยบาย 5 ทันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะขยายผลให้ได้ 1 ล้านไร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHGs ไม่น้อยกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) /ปี และเชื่อมโยงตลาด Contract Farming และ Premium Rice

สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำของไทย  1 ล้านไร่ นั้น  เบื้องต้นกรมการข้าวได้มีแบบสำรวจเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ของกรมการข้าว จากกลุ่มเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกลุ่มที่สนใจจำนวน 1,507 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 49,936 ราย  พื้นที่รวมประมาณ 733,109 ไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ  493 กลุ่ม 16,421 ราย พื้นที่ 258,484 ไร่ ภาคกลาง 422 กลุ่ม 11,680 ราย พื้นที่ 242,678 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 438 กลุ่ม 15,998 ราย พื้นที่ 182,774 ไร่ และภาคใต้ 154 กลุ่ม 5,848 ราย พื้นที่ 49,173 ไร่ ทั้งนี้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน 1,365 กลุ่ม 48,601 ราย พื้นที่ 698,376 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด และแปลงใหญ่ 142 กลุ่ม 1,335 ราย พื้นที่ 34,733 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  9.4 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด  โดยมีจังหวัดที่มีพื้นที่สูงที่สุด 5 จังหวัด  ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี 121,947 ไร่ จ.พิจิตร 80,019 ไร่ จ.สุรินทร์ 64,338 ไร่ จ.สุโขทัย 53,710 ไร่ และจ.พิษณุโลก 50,327 ไร่

อนึ่งการดำเนินการขับเคลื่อนในปี 2569 นี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในเขตนาชลประทาน 6 ข้อ ได้แก่ 1.พันธุ์ข้าวที่เลือกปลูกเป็นพันธุ์ที่มีตลาดรองรับ 2.ก่อนปลูกใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4.การใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5. การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว และ6. การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ตามหลักการวิชาการของกรมการข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สุริยะ” สั่งการกรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี นำร่อง 2,000 ไร่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการข้าวจึงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่นำร่องโครงการข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ จัดประชุมหารือและติดตามการดำเนินโครงการ ณ ที่ทำการกำนันตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเกษตรกรจากตำบลบ้านสระและตำบลย่านยาว เข้าร่วมกว่า 60 ราย พร้อมหารือแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีจัดทำแปลงต้นแบบและขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการงดเผาตอซัง การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในการประชุม ได้มีการชี้แจงแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา โดยส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้สารปรับปรุงดินจากธรรมชาติ GreenCal Si เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างน้อยร้อยละ 30 พร้อมเน้นย้ำการไม่เผาฟางข้าวตามนโยบายของรัฐบาล

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างครบวงจร โดยบริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนสารปรับปรุงดิน GreenCal Si ในอัตราไร่ละ 3 กระสอบ บริษัท ข้าววรรณภพ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ส่วนบริษัท WAVE BCG รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นสำคัญที่เกษตรกรให้ความสนใจ ได้แก่ จุดรับซื้อผลผลิตใกล้พื้นที่และราคารับซื้อ ซึ่งอยู่ระหว่างการยืนยันรายละเอียดจากผู้ประกอบการ โดยกำหนดนัดหมายครั้งต่อไปในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดลงทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กรมการข้าวตั้งเป้าพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 เวลา 09.05 น. ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทยนั้น ขณะเดียวกัน เราเองได้ห้ามนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียได้มีหนังสือตอบรับมาถึงตนแล้ว โดยจะมีการพูดคุยในวันที่ 1 ก.ค. ที่มาเลเซีย ตนได้ให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมข้อมูลความพร้อมเพื่อเจรจาให้ได้ข้อยุติ มั่นใจว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เราจะสามารถส่งกุ้งไปมาเลเซีย ประชาชนเขาจะได้บริโภคกุ้งในราคาถูก เช่นเดียวกับที่เรานำเข้าปลากะพง ผู้บริโภคไทยจะสามารถรับประทานปลากะพงในราคาถูก เป็นเรื่องวิน วินทั้งสองฝ่าย ย้ำว่าหากปลดล็อคได้เร็วจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ 'รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า' สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

ภาคประชาชน 4 จังหวัด ผนึกกำลังตั้ง”เครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” รับมือปลาหมอคางดำระบาด ให้ “สนิท แดงพยนต์” นั่งประธานคนแรก เดินหน้าสร้างระบบรับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า หวังหยุดวิกฤตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี หรือ “3 สมุทร 1 เพชร” มีมติจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” เพื่อเป็นกลไกภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงในหลายพื้นที่

มติดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมเขาย้อย ศูนย์ฝึกอบรมที่ 3 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย คนแรก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ขับเคลื่อน และบริหารจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเครือข่าย ประกอบด้วย นายปัญญา พุ่มเจริญ ประธานกลุ่มประมงชายฝั่งชุมชนคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี เป็นรองประธาน , นายเทิดศักดิ์ สอนเสถียร ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบ้านคลองสวน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นรองประธาน , นางนันทา รอดสะใภ้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองประธาน , นางสมหมาย เย็นงาม ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านบางพลี จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเลขานุการ , นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมการ และนายจรูญ ทรัพย์ศิริ รองประธานกลุ่มพัฒนาผู้เลี้ยงกุ้งเกษตรพอเพียง 49 เป็นกรรมการ

นายสนิท กล่าวว่า แม้การระบาดของปลาหมอคางดำจะเริ่มจากพื้นที่ชายฝั่ง แต่ปัจจุบันได้ขยายวงกว้างเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และแหล่งน้ำจืดในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสาคร ที่เมื่อถึงฤดูจับปลา กลับพบปลาหมอคางดำปะปนอยู่จำนวนมาก จนต้องจำหน่ายเป็นปลาป่นในราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท ส่งผลให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาครจึงอาสาเป็นศูนย์กลางรับซื้อปลาหมอคางดำในรูปแบบเครือข่ายจิตอาสา แตกต่างจากระบบการค้าทั่วไปที่มักเกิดการกดราคา โดยมุ่งบริหารจัดการผลผลิตร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน และลดปัญหาการผูกขาดตลาด

เครือข่ายยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ตามขนาดของปลาอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลาไซส์ใหญ่ส่งต่อให้กลุ่มแม่บ้านนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียวและขนมปั้นขลิบ ส่วนปลาไซส์เล็กส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูและปลากะพงใช้เป็นเหยื่อสด ทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง

นายสนิท ระบุว่า การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อสด ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลากะพงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยให้เนื้อปลามีคุณภาพและรสชาติดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ควรได้รับการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร

ด้านความพร้อมในการดำเนินงาน เครือข่ายมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อปลาระดับหลักล้านบาท สามารถเริ่มขับเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีพื้นที่เช่าของกรมธนารักษ์ที่พร้อมปรับปรุงเป็นจุดพักปลา โดยสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม คือระบบห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

เครือข่ายภาคประชาชน 4 จังหวัด เชื่อมั่นว่า โมเดลการทำงานแบบจิตอาสาที่อาศัยความร่วมมือและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ จะเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมงไทยในระยะยาว

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ  มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

“สุริยะ”มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ บุคคลากรในสังกัดกรมการข้าว เข้าร่วม ณ กรมการข้าว กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนกรมการข้าว ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่มุ่งเน้นการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อการยกระดับเป็นข้าวคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอย่างยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

โดยประกอบด้วย ทันน้ำ ด้วยกาาวางแผนปลูกข้าวตามปริมาณน้ำจริงและทำนาเปียกสลับแห้ง  ทันพันธุ์ ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทนโรค ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูงตรงตามความต้องการตลาด ทันเทคโนโลยี ด้วยการนำ AI และ Big Data มาบริหารจัดการดินและปุ๋ย พร้อมปรับเปลี่ยนการอุดหนุนแบบเดิมมาเป็นแบบมีเงื่อนไข เพื่อจูงใจให้เกษตรกรลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  ทันมาตรฐานโลก ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับและการบันทึกข้อมูลดิจิทัล เพื่อผลักดันแบรนด์ “Thailand Low Carbon Rice” ให้เป็นจุดขายใหม่ในเวทีสากล ควบคู่ไปกับเรื่อง ทันตลาด ที่เน้นจับกลุ่มข้าวพรีเมียม ข้าวสุขภาพ และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด ทันปัญหาของข้าวไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการมุ่งเน้นการปลูกด้านปริมาณ แต่ต้องตรงกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและศักยภาพในการแข่งขันของข้าวไทย

นายสุริยะ บอกด้วยว่า นโยบายภาครัฐจะเกิดผลสำเร็จได้ คือการนำไปปฏิบัติจริงในแปลงนา ซึ่งการร่วมกันของภาครัฐและภาคีเครือข่ายจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นโยบายสามารถนำไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพลิกฟื้นและเปลี่ยนผ่านข้าวไทย และยกระดับคุณภาพชีวิต และ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขณะที่นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวพร้อมขับนโยบายตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะดำเนินการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ โดยในเฟสแรกตั้งเป้าในการขับเคลื่อนนำร่อง 100,000 ไร่ ซึ่งกรมการข้าวได้ดำเนินการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับศูนย์ข้าวชุมชน และเกษตรกรแล้วเพื่อการดำเนินการให้เป็นไปตาม 8 ข้อกำหนดของกรมการข้าว สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และทราบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจแล้วกว่า 700,000 ไร่ นอกจากนี้กรมการข้าวยังได้เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกระทบต่อภาคเกษตรของไทยอย่างมากในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี ใช้น้ำน้อย และทนแล้ง ควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะแนวทางการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรในด้านต้นทุนการผลิตและคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง 'โครงการฯ ลำแชะ' ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน คืนความสุขสู่พื้นที่กว่า 98,000 ไร่ กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการฯ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำให้สอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน เปิดไฮไลต์ 10 กลุ่มโครงการ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำสำหรับมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มโครงการ ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการผันน้ำเติมระบบคลองชลประทาน: ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและระบบผันน้ำจากฝายบ้านแชะ ฝายบ้านไผ่ 1 และสถานีสูบน้ำบ้านไร่ เพื่อดึงน้ำจากลำแชะและแม่น้ำมูลเข้ามาเติมในคลองสายหลัก ลดภาระการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะโดยตรง รวมทั้งซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างเดิม เช่น ซ่อมแซมดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำที่ชำรุดรวม 38.5 กิโลเมตร และปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีปัญหาตกท้องช้างหรือท้องคลองสูง เพื่อให้ส่งน้ำไปถึงปลายคลองได้อย่างทั่วถึง โดยจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโทรมาตรและ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีการติดตั้งห้องควบคุม 1 แห่ง สถานีรอง 4 แห่ง และสถานีสนาม 10 แห่ง เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำ และประหยัดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย: ขุดลอกลำแชะที่ตื้นเขินรวม 6 ช่วง ระยะทาง 17 กิโลเมตร ปรับปรุงท่อลอดคลองส่งน้ำที่กีดขวางทางน้ำหลาก รวมถึงปรับปรุงคลองส่งน้ำ 33L-RMC เชื่อมสู่แม่น้ำมูล เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการศึกษาโครงการได้มีการรับฟังเสียงประชาชน ร่วมคิด ร่วมสร้าง เพื่อผลประโยชน์สูงสุด โดยกรมชลประทานได้เน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีการจัดประชุมปฐมนิเทศ และประชุม กลุ่มย่อยร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ผู้นำชุมชน และราษฎรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริงและปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นธรรมที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ การส่งน้ำแบบรอบเวรร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเมื่อโครงการปรับปรุงนี้แล้วเสร็จ จะสร้างผลประโยชน์ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตรจะมีพื้นที่ชลประทาน 98,467 ไร่ ที่ได้รับน้ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ ในด้านอุปโภค-บริโภคสร้างความมั่นคงให้กับระบบประปาหมู่บ้าน ประปาเทศบาล และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาครบุรี นครราชสีมา และ เฉลิมพระเกียรติ รองรับความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับด้านภัยแล้งและอุทกภัยจะบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ริมลำแชะในฤดูน้ำหลาก และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตภัยแล้ง “เพราะน้ำคือชีวิต”

การปรับปรุงโครงการฯ ลำแชะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต แต่เป็นการเติมระบบอัจฉริยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชมีน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน”