อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” จ.จันทบุรี เดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มุ่งสู่เกษตรยั่งยืน 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน และการส่งออกทุเรียนไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ Kick Off แนวทาง “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” ส่งเสริมการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยนำปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร พร้อมส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัย พืชอินทรีย์ และพืชคาร์บอนต่ำ ภายใต้มาตรการใช้ปุ๋ย 70 : 30 เพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว พร้อมสนับสนุนแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมการข้าวได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) ควบคู่กับการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวไทยสู่มาตรฐานตลาดโลก เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

ทั้งนี้ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียน ปุ๋ยชีวภาพ  ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง พร้อมมอบใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแก่ผู้แทนเกษตรกร ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

จากสถานการณ์การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งด้านราคาที่ดิน และการเข้าถึงทรัพยากรของคนไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินยกระดับมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว รวมถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

จากข้อสั่งการดังกล่าว กรมที่ดินได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอให้จังหวัดแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้เข้าใจและตระหนักรู้ ไม่ให้ความร่วมมือโดยการเป็นผู้ถือครองที่ดินแก่คนต่างด้าว หรือการพบเห็นการกระทำความผิดจะต้องแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หรือหน่วยงานอื่นอื่นในการปราบปรามผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด รวมถึงกำชับให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรอบคอบและเข้มงวดในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ที่มีการซื้อขายที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมาก

กรมที่ดินยืนยันชัดเจนว่า ที่ผ่านมาได้มีมาตรการรองรับรวมถึงดำเนินการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน ความเชื่อมโยงของผู้ถือครองที่ดิน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล ตลอดจนพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายอำพรางการถือครองแทนคนต่างด้าว ซึ่งหากพบข้อพิรุธ จะต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายทันที ดังนี้

1. กรณีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยซื้อที่ดิน เมื่อมีการชำระด้วยเงินสดตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป หรือเมื่ออสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตามราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการโอนมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจให้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

2. กรณีนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เพิ่มทุน หรือสลับสัดส่วนการถือหุ้นผิดปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

3. ให้สำนักงานที่ดินทุกแห่งตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นกรณีที่สงสัยว่ามีการถือครองที่ที่ดินแทนคนต่างด้าว เป็นประจำทุกเดือนและรายงานผลให้กรมที่ดินทราบทุก 3 เดือน

หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด กรมที่ดินได้สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทั้งกับบริษัท บุคคลต่างด้าว และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ และเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนต่างชาติผ่านขบวนการอำพรางต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังได้ประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอความร่วมมือตรวจสอบนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าว และมีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นบริษัทอำพราง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น มีการเพิ่มทุนหรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นสับเปลี่ยนไปมา ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม โดยขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งข้อมูลมายังกรมที่ดินทันทีหากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหรือมีข้อสงสัย เพื่อให้กรมที่ดินเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างรวดเร็วและเข้มงวด

กรมที่ดินย้ำว่า การแก้ไขปัญหานอมินีจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของการหลีกเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรที่ดิน และสิทธิของประชาชนคนไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่พยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ กรมที่ดินขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สามารถแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานที่ดินในพื้นที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องทรัพยากรที่ดินของประเทศและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

15 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือเพื่อเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 6 มิ.ย.2569 รวมถึงได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานของแต่ละคณะทำงานการจัดงานฯ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปีนี้ กรมการข้าวได้กำหนดจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการและเทคโนโลยีด้านข้าว รวมถึงกิจกรรมเสวนาในประเด็นเกี่ยวกับข้าวที่น่าสนใจ การออกร้านตลาดนัดสินค้าและของดีประจำถิ่น ตลอดจนกิจกรรมประกวดการแข่งขันและความบันเทิงจากศิลปินต่างๆ มากมาย

สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

เลขาฯ รมว.เกษตร“สราวุฒิ” เปิดห้องรับฟัง 5 ข้อเสนอพัฒนายางพาราไทยยั่งยืน จากเครือข่าย กยท. 

วันนี้ (14 พ.ค.) นายสราวุฒิ เนื่องจำนง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) ได้ร่วมกันให้การต้อนรับตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ที่เดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี พร้อมทั้งขอนำเสนอความพร้อมและข้อเสนอแนะต่อยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราทั้ง 5 ข้อ

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ที่ได้ช่วยสะท้อนถึงปัญหา และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนายางพารา 5 ข้อ ซี่งขอรับเป็นการบ้านในการนำข้อเสนอไปเร่งผลักดันและอุดช่องโหว่ เพื่อดูแลพี่น้องชาวสวนยางให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

“การพบกันในครั้งนี้ พี่น้องเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ไม่ได้มามือเปล่านะครับ แต่ทำการบ้านมาดีมากๆ โดยเอาแผน  ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพารา 5 ข้อ มานั่งพูดคุยและสะท้อนมุมมองจากคนที่ทำงานหน้างานจริงๆ ให้พวกเราฝ่ายบริหารรับฟังแบบเจาะลึก ฟังแล้วได้ประโยชน์และเห็นภาพชัดเจนขึ้นเยอะเลย”นายธีระชัย กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราทั้ง 5 ข้อ ที่ทางเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 1. การปราบปรามยางเถื่อน เครือข่ายเกษตรกรฯ ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนจากการลักลอบนำเข้า และ เรียกร้อง ให้ฝ่ายบริหารเอาจริงเอาจังกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านแดน พร้อมเสนอให้มีตัวแทนเครือข่ายฯ ร่วมเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ชายแดน 2. โครงการชะลอการขาย ตัวแทนสถาบันเกษตรกรฯ ยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกดูดซับอุปทาน แต่ เสนอแนะ ให้รัฐบาลเร่งอนุมัติและกระจายงบประมาณ ให้ถึงมือสถาบันเกษตรกรอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ลดขั้นตอนความล่าช้า

3. การแปรรูปเป็นยางแท่ง STR เครือข่ายฯ นำเสนอศักยภาพในการยกระดับคุณภาพยาง แต่ได้ ร้องขอ รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร และเงินทุนหมุนเวียนจาก กยท. เพิ่มเติม เพื่อให้สถาบันเกษตรกรสามารถผลิตยาง STR ที่ได้มาตรฐานสากลจริงๆ 4. การเจาะตลาดต่างประเทศ ตัวแทนเกษตรกรภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยืนยันปริมาณผลผลิตที่พร้อมส่งมอบ และ ขอให้ ท่านเลขาฯ รมว.กษ. และที่ปรึกษา รมช. ช่วยเจรจาขจัดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และศุลกากร เพื่อให้การส่งออกของสถาบันเกษตรกรราบรื่นที่สุด และ 5. การขยายพื้นที่ปลูกใหม่ 1 ล้านไร่ ขอสนับสนุนต้นกล้าพันธุ์ จะช่วยลดต้นทุน ให้เกษตรกร

015

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

ที่ปรึกษาฯ “ธีระชัย แสนแก้ว” ยันเกษตรกรต้องมาก่อน สั่งลุยปรับกติกาโควตานมโรงเรียน ช่วยชาวโคนมตากฟ้า หลังเจอปัญหาไม่มีที่รองรับน้ำนมดิบ

วันนี้ (13 พ.ค.) นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา และคณะสมาชิกสหกรณ์โคนมจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้รับความเดือดร้อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ได้รับฟังปัญหาของเกษตรกรโคนม อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และวิทยาลัยเกษตรนครสวรรค์ ที่สามารถผลิตน้ำนมดิบปริมาณกว่าวันละ 4 ตัน โดยมีเกษตรกรกว่า 600 ราย ที่กำลังประสบปัญหาขาดที่รองรับน้ำนม

“เนื่องจากสัญญาเดิมกับทางสหกรณ์โคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรีจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2569 นี้ และไม่ได้รับการต่อสัญญาเนื่องจากมีการปรับลดโควตานมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนลง ประกอบกับเงื่อนไขการผลิตในสถาบันการศึกษาที่มีข้อจำกัดในเรื่องใบอนุญาต รง.4 และหลักเกณฑ์การขายน้ำนมต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน จึงเป็นอุปสรรคในการยื่นขอโควต้าจัดสรรใหม่ โดยยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย เกษตรกรต้องมาก่อน” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวต่อไปว่า จะมีการหาแนวทางในการช่วยเหลือ ที่ไม่เป็นการยึดติดในเรื่องของเอกสารจนทำลายวิถีชีวิตเกษตรกร ซึ่งเบื้องต้นจะนำประวัติการขายน้ำนมจากแหล่งเดิมมาเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายใหม่เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ความต่อเนื่อง 2 เดือน ที่จะทำให้สหกรณ์สามารถยื่นเอกสารขอโควต้าจัดสรรการผลิตนมโรงเรียนได้ทันตามกำหนด และทราบว่า ทางเกษตรกรได้เตรียมเอกสารครบถ้วน สำหรับเสนอต่อคณะกรรมการจัดสรรโควตานมโรงเรียนแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการได้ในทันทีเพื่อให้สามารถจัดสรรนมให้ทันต่อช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้

ส่วนของกังวลของ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา ที่มีข้อกังวลถึงในเรื่องกติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่มีการแก้ไขในทุกปีนั้น นายธีระชัย ย้ำว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ จะต้องศึกษาและปรับปรุงให้กติกาดังกล่าวมีความมั่นคงปรับเปลี่ยนในเฉพาะสิ่งที่ ควรปรับเปลี่ยนไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนเพื่อกีดกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมั่นคง ทั้งนี้ที่ประชุมวันนี้มีข้อเสนอจากเกษตรกรที่มีประมาณ 6-7 ข้อ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

015

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู 'จิกเทิงโมเดล' ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ธนาคารที่ดิน”ลงพื้นที่อุบลราชธานี ติดตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ชู “จิกเทิงโมเดล” ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการดำเนินงานของ “ธนาคารที่ดิน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกิน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนและผู้ไร้ที่ดินทำกินให้สามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาเกษตรกรขามใหญ่ ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และวิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จ หรือ Best Practices ของการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน หลังเกษตรกรได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจุบันสมาชิกสามารถสร้างรายได้จากการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีมูลค่าสูง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีการออม และสามารถบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง

ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพ การสร้างความมั่นคงทางรายได้ และการรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

กรมการข้าวขานรับนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” มุ่งลดต้นทุนชาวนาไทย สู่เป้าหมายปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมหารือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหารือร่วมกันเพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านการเกษตรของรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขานรับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” โดยเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” ปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และรับมือวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีโลก

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลแผนที่ธาตุอาหารในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามคำแนะนำของภาครัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต 

นายอานนท์ นนทรีย์ กล่าวว่า กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าผลักดัน “นาข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” พื้นที่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงร้อยละ 30 ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 หรือ ชีวภัณฑ์ทดแทน และการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลดการเผาตอซัง และคืนธาตุอาหารสู่ดินธรรมชาติ อันจะช่วยลดต้นทุนและยกระดับการผลิตข้าวไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวเตรียมดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 22 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ปุ๋ยเคมีเข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย”ศูนย์ข้าวชุมชนเกรด A และ B”กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบที่มีความพร้อมและสมัครใจปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรปลอดภัย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน’ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ’ ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

'อธิบดีกรมการข้าว'ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน'ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ' ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน’ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ’ ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าข้าวไทยสู่ “อุตสาหกรรมข้าวยั่งยืน” โดยมี นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว คณะทำงานกรมการข้าว พร้อมด้วย นายเพ็ชร ประภากิตติกุล ผู้อำนวยการ Sustainism (stnsm.org) และ ผู้อำนวยการด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน สมาคมการตลาดเกษตรและอาหารแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AFMA) ก่อตั้งโดย UNESCAP และ FAO นางวิภาดา จรรยาเลิศอดุลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Producer Company และนายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกำกับดูแล สำนักพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมราง สำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร โดยมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและเครือข่าย เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาข้าวไทยให้สอดรับกับทิศทางตลาดโลกและเป้าหมายด้านความยั่งยืน

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “จากการเน้นปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า” หรือ Volume Driven to Value Driven โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าข้าวไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าระดับนานาชาติ

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการผลักดัน “ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ” ผ่านเทคโนโลยีสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการงดเผาฟางข้าว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซมีเทนจากภาคการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Digital MRV เพื่อใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดโลกต่อคุณภาพและความยั่งยืนของข้าวไทย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางการเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แหล่งทุนสีเขียวและตลาดจัดซื้อจัดจ้างระดับโลก รวมถึงการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำและการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเตรียมนำเสนอแนวทางและโมเดลการพัฒนาข้าวไทยในเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เวที CSCAP ที่จะจัดขึ้นณองค์การสหประชาชาติ รวมถึงเวทีเศรษฐกิจโลก เพื่อผลักดันภาพลักษณ์ข้าวไทยสู่การเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำตายพุ่ง 200 กก. พ่อค้าโอดเศรษฐกิจซบคนไม่ซื้อ จำใจหั่นราคาเลหลัง กก.ละ 100 หวังต่อลมหายใจ

วันที่ 8 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในเขตพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งว่าเกษตรกรหลายรายกำลังประสบปัญหากุ้งน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายอย่างหนักในระยะนี้

นายไมตรี อายุ 56 ปี เกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัญหาราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ลูกค้ากลับมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งขนาดตัวโตอายุ 5 เดือนที่พร้อมจำหน่ายต้องตกค้างอยู่ในบ่อจำนวนมาก

ซ้ำร้ายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนกุ้งปรับสภาพไม่ทันและน็อคตาย โดยเฉพาะบ่อของลูกสาวนายไมตรีที่น็อคตายไปกว่า 40-50 กก. ในวันเดียว และหากนับรวมความเสียหายก่อนหน้านี้พบว่ามีกุ้งตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 กก.

นายไมตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งหมด ตนจำเป็นต้องนำกุ้งที่เพิ่งเริ่มน็อคตายมา “เลหลังขาย” ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนกุ้งสดที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเร่งจับจำหน่ายในราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยกุ้งรวมขายเพียง กก.ละ 200 บาท และกุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กุ้งน็อคตายง่ายขึ้น คือการขาดแคลนน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากทางเขื่อนลำปาวมีการปิดน้ำเพื่อปรับปรุงคูคลองตามวงรอบปกติ อย่างไรก็ตามเกษตรกรคาดหวังว่าหากมีฝนตกลงมาสม่ำเสมอทำให้อากาศเย็นลง หรือมีการส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองชลประทานอีกครั้ง สถานการณ์การน็อคตายของกุ้งก้ามกรามก็น่าจะเริ่มคลี่คลายลงได้