ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมงกับพวก จัดการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ มหาดไทยสั่งประกาศ สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ

8 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่ากรมประมงที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

บรรยากาศในช่วงเช้าววันนี้มี กลุ่มประชา ชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง

ทั้งนี้ ภายหลังจากฟังคำพิพากษา นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครอง ของสภาทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีการฟ้องกรมประมง พร้อมหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐรวม18 ราย วันนี้ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ส่วนหลัก คือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมง ให้ปฏิบัติตามแผน การระงับยับยั้ง การแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ได้มีการดำเนินการภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก อันนี้ประเด็นใหญ่ที่ศาลพิพากษา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อที่จะสามารถนำงบประมาณที่เกี่ยวข้องมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลพิพากษาในส่วนนี้ว่า อยู่ในความรับผิดชอบของของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ โดยศาลบอกว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือ จังหวัด สมุทรสงครามประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่นศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้นจึงไม่ได้พิพากษาในส่วนนี้

ส่วนข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลังศาลยกฟ้อง ซึ่งเป้าหมายของผู้ฟ้องคดี คือต้องการให้มีการ แก้ไขปัญหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักๆ คือ กรมประมงกับอธิบดีกรมประมง ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็ต้องขอบคุณศาลที่ได้มีคำพิพาก ษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120 หน้า

ทั้งนี้ ศาลสั่งให้รัฐโดยกรมประมงปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งและแก้ไขสถานการใช้ระบาดปลาหมอคางดำต่อไป โดยคำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งคดีนี้ก็อาจจะยังต้องรอเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

“ในฐานะคณะทำงานเราพอใจในระดับหนึ่ง มีหลายๆ ประเด็นที่เราฟ้องเพื่อให้มีการประเมินความเสียหาย และมีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบบนิเวศ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นส่วนตัว ในส่วนค่าเสียหาย เรามีคณะทำงาน ยื่นฟ้องอยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เราเพียงต้องการให้มีการปกป้องคุ้มครองระบบนิเวทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องการป้องกันและแก้ไข”

“ส่วนที่คำพิพากษา ระบุในส่วนเฉพาะจังหวัด สมุทรสงครามแต่ไม่ให้จังหวัดอื่น คณะทำงานจะต้องไปประชุมหารือในรายละเอียด เพื่อจะเดินต่อ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเนี่ย ยังไม่มีผลบังคับ ยังต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน ถ้าไม่มีการอุทธรณ ภายใน 30 วันคดีจะถึงที่สิ้นสุด แต่ถ้าอุทธรณ์ก็ต้องรอผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มองว่าคดีระดับนี้ก็น่าจะมีการอุทธรณ์กันต่อไป”

ในส่วนผู้ฟ้องจะอุทธรณ์ คือ ประเด็นจังหวัดอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากศาลเองก็บอกเบื้องต้นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน ซึ่งเป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะฟ้องคดีเพื่อปกป้องรักษาทรัพยา กรธรรมชาติรัฐสิ่งแวดล้อมได้

ด้าน นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชน เปิดเผยว่าในส่วนของคำฟ้องทางคดีแพ่งฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 ราย ที่เกี่ยว ข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่ทางคู่ความได้มีการยื่นอุทธรณ์ จึงมีการนัดฟังคำสั่งในวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรในหลายพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน โดยมีผู้กลุ่มจำนวน 10 คนเป็นโจทย์ในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากในคดีนี้

นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชา ชน ระบุว่าพอใจกับคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษา ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่น ที่ได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่าเป้าหมายของการฟ้องคดีไม่ได้ต้องการเพียงเงินชดเชย แต่ต้องการให้รัฐ ประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

นายปัญญา ระบุว่า หลังจากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือร่วมกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ โดยมองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็น จุดเริ่มต้นในการผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม

วัชระพล ลงพื้นที่นครพนม ดันบริหารจัดการน้ำเชื่อมท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเร่งจัดสรรที่ดินทำกิน ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

6 กันยายน 2569 เวลา 11:34 น.

6 กันยายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและรับฟังแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงแนวทางการพัฒนาที่ดินทำกิน ณ ที่ว่าการอำเภอวังยาง ตำบลวังยาง จังหวัดนครพนม โดยกล่าวว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านที่ดินทำกิน และด้านปัจจัยการผลิต ซึ่งเป้าหมายหลักที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งรัดดำเนินการคือ การยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ที่มั่นคง และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในด้านต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพภาคการผลิตแล้วนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งต่อยอดการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้กรมชลประทานเตรียมพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำพื้นที่หนองกุด อำเภอวังยาง และหนองสังข์ อำเภอนาแก สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวิถีชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นด้วย

นายวัชระพล บอกด้วยว่าสำหรับแนวทางการพัฒนาที่ดินทำกินจังหวัดนครพนม กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งรัดดำเนินการปรับปรุงแนวเขตที่ดินให้มีความชัดเจนและผลักดันการยกระดับโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนในการพัฒนาอาชีพ ซึ่งปัจจุบัน ส.ป.ก. นครพนม ได้ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินครอบคลุมพื้นที่ 11 อำเภอ 39 ตำบล รวมเนื้อที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินกว่า 335,480 ไร่ และสร้างประโยชน์ในการทำกินให้แก่เกษตรกรในจังหวัดไปแล้วถึง 24,503 ราย

วัชระพล ขาวขำ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นครพนม,บริหารจัดการน้ำ,ท่องเที่ยวชุมชน,ที่ดินทำกิน,เกษตรกร,

สจล. เปิดเวทีนานาชาติ  ริเริ่มการลงนามปฏิญญาสากล ว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรก และ ดัน เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่และการรับรองเกษตรอินทรีย์

5 กันยายน 2569 เวลา 16:23 น.

สจล. เปิดเวทีนานาชาติ ริเริ่มการลงนามปฏิญญาสากล ว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรก และ ดัน “เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่และการรับรองเกษตรอินทรีย์” เชื่อมงานวิจัยสู่แปลงเกษตรและตลาดโลก

ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เดินหน้าส่งเสริมลดและหยุดใช้สารเคมีและสารพิษทางการเกษตรต่อเนื่อง 30 ปี เผยแพร่องค์ความรู้แล้วไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ ขณะที่ 16 ประเทศร่วมลงนามปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นครั้งแรก

 4 กันยายน 2569 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. เปิดเวทีนานาชาติภายใต้แนวคิด FROM LAB TO LIFE ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ โดยวันที่ 4 กันยายน มีเวทีเสวนาระดับนานาชาติเรื่อง “นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” พร้อมกิจกรรมร่วมลงนามใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” โดยมีประเทศเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ 15 ประเทศ และคาดว่าจะมีประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนครั้งนี้มี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นหนึ่งในผู้นำและเป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร.เกษมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางการลดหรือหยุดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือนมาจนถึงปัจจุบัน

จากการดำเนินงานดังกล่าว ศ.ดร.เกษมมีส่วนร่วมและเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศแล้ว ไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการสะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือด้านการเกษตรที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

แนวทางการทำงานดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร แต่ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างระบบการผลิตที่มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ คือการใช้วิทยาศาสตร์จุลินทรีย์เข้ามาช่วยจัดการปัญหาในระบบการผลิต โดยใช้จุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและศึกษาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อจัดการปัญหาของดินและพืชในประเด็นที่กำหนด ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี และเปิดทางสู่ระบบการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

องค์ความรู้ดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการจัดการปัญหาที่มีความซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนรูปและจัดการโลหะหนักในระบบการเกษตร ได้แก่ ปรอท แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว และโครเมียม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของดิน น้ำ และความปลอดภัยของผลผลิต

สจล. หนุน RIMOA เชื่อมงานวิจัยกับการเกษตรยุคใหม่

อีกองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนคือ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. หรือ RIMOA ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ในการจัดตั้งและพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ภายใต้การนำของ ศ ดร เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล.

RIMOA ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยกับการประยุกต์ใช้จริง โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีจุลินทรีย์ นวัตกรรมการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาระบบที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรและภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ หรือ EarthSafe เข้ามามีบทบาทเชื่อมโยงกับ สจล. และ RIMOA ในการรับรองแปลงเกษตรและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรภายใต้มาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ของ สมาคมเทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ AATSEA ซึ่งมี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นนายกสมาคม และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการเชื่อมโยงการรับรองเกษตรอินทรีย์ กับเครือข่ายนานาประเทศ

การทำงานร่วมกันของ สจล. RIMOA AATSEA EarthSafe นักวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่นำองค์ความรู้ไปลงมือทำจริง กำลังพัฒนาเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น และเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ในระดับนานาชาติ

4KINGS ผลงานวิจัยที่เดินทางถึงมือเกษตรกร

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดจากการนำองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์มาพัฒนาต่อยอด คือ 4KINGS ซึ่งเกิดขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจุลินทรีย์ทางการเกษตร ของศ.ดร.เกษม สร้อยทอง และได้รับการพัฒนาต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้จริงในภาคเกษตร
4KINGS จึงเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่เป็นตัวอย่างของความพยายามในการนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการและพัฒนาให้เกิดการใช้งานจริงในระดับเกษตรกร

การต่อยอดในเชิงธุรกิจดำเนินผ่าน บริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยลาดกระบังโฮลดิ้งและนักวิจัย ทำหน้าที่สนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาในรูปแบบธุรกิจ ขณะเดียวกันมีการทำงานร่วมกับ บริษัท ไอออน โฮลดิ้ง จำกัด ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และศักยภาพในการร่วมพัฒนางานวิจัยให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จริงและขยายการเข้าถึงไปยังเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง
รูปแบบการทำงานดังกล่าวช่วยให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างงานวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต และการนำไปใช้จริงในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้ในวงกว้าง

ความสำเร็จของ 4KINGS จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดยมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศต่อไป

15 ประเทศ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ที่กำลังขยายตัว

เวทีที่ สจล. ในครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดเสวนาทางวิชาการ เพราะเป็นพื้นที่ที่นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเครือข่ายจากหลายประเทศได้เข้ามาแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างความร่วมมือร่วมกัน

14 ประเทศร่วมลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศ และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้เครือข่ายขยายตัวต่อไปในอนาคต

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบอาหารของโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร และความต้องการอาหารที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้เพิ่มสูงขึ้น

เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดหรือหยุดสารเคมี แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการออกแบบระบบเกษตรกรรมที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม ใช้วิทยาศาสตร์สร้างความปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการเกษตรในระยะยาว
การเดินหน้าของ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนของ สจล. ผ่าน RIMOA การเชื่อมโยงของ AATSEA บทบาทของ EarthSafe และความร่วมมือของนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจจากหลายประเทศ จึงกำลังกลายเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของระบบเกษตรกรรมไทย

เป้าหมายในระยะยาวอาจไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เกษตรกรลดหรือหยุดการใช้สารเคมี แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

จากงานวิจัยถึงแปลงเกษตร จากเกษตรกรถึงผู้บริโภค และจากประเทศไทยสู่ความร่วมมือระดับโลก

นี่คือทิศทางของ “เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และ 15 ประเทศที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ จะ เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นการปฏิวัตการเกษตร ที่กำลังขยายตัวต่อไปอีกในอนาคต

กรมปศุสัตว์ จัดพิธีประกาศเกียรติคุณ มอบของที่ระลึกและแสดงมุทิตาจิต แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569

4 กันยายน 2569 เวลา 19:22 น.

กรมปศุสัตว์ จัดพิธีประกาศเกียรติคุณ มอบของที่ระลึกและแสดงมุทิตาจิต แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569 โดยมีนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ และนายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมส่งมอบความเคารพรักและกตเวทิตาจิตโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เป็นตัวแทนผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569 กล่าวแสดงความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งขอบคุณบุคลากรกรมปศุสัตว์ทุกท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานด้วยดีเสมอมา

กรมปศุสัตว์ขอแสดงความยกย่องและขอบคุณบุคลากรผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และนำพาความสำเร็จในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติอย่างสมเกียรติยศและภาคภูมิ

อธิบดีกรมการข้าว ชวนชาวนาพัฒนาระบบการผลิตข้าว ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เตรียมความพร้อมการแข่งขันในตลาดโลก

4 กันยายน 2569 เวลา 09:23 น.

4 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เชิญชวนพี่น้องชาวนาทั่วประเทศร่วมปรับเปลี่ยนสู่การผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว

“ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่าง มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความ สามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้าง ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อม ของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไข ด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,ชาวนา,ข้าว,ข้าวคาร์บอนต่ำ,

เกษตรอำเภอฯเตือนชาวสวนระวัง! หลังพบเบาะแสทุเรียนจากที่อื่นซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ

3 กันยายน 2569 เวลา 14:25 น.

 

เกษตรอำเภอทองผาภูมิส่งสัญญาณเตือนชาวสวน หลังพบเบาะแสทุเรียนจากภาคใต้ซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ หวั่นกระทบชื่อเสียงและพาหนอนเจาะเปลือกแพร่ระบาด เศรษฐกิจพัง

นายชยุติ โสไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนทองผาภูมิใกล้จะหมดแล้ว อย่าเอาทุเรียนตู้ทึบมาสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากทุเรียนต่างถิ่นคือ ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกัน หนอนเจาะเปลือกอาจระบาดรุนแรงได้ในพื้นที่ทองผาภูมิและกาญจนบุรี จากเบาะแสเรารู้ตั้งแต่รถตู้ทึบขนทุเรียนของคุณผ่านด่านที่ไทรโยคแล้ว แต่ขอแจ้งเตือนกันไว้ก่อนที่จะใช้มาตรการอื่น

จากข้อมูลข้างต้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา นายจตุพร อิ่มจิตร เกษตรอำเภอทองผาภูมิ ได้ประกาศเตือนภัยทุเรียนสวมสิทธิ์และเฝ้าระวังหนอนเจาะเปลือก โดยเกษตรทองผาภูมิเตือนภัย! ระวังทุเรียนใต้สวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ

เรื่องนี้สำคัญมาก อยากให้พี่น้องอ่านให้จบ ขณะนี้พบว่ามีทุเรียนจากตู้ทึบที่ขนมาจากภาคใต้ แอบอ้างสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ของเรา ขอฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าทุกท่าน ถ้าเป็นทุเรียนใต้ กรุณาบอกตามตรงว่าเป็นทุเรียนใต้ อย่าสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ เพราะตอนนี้ผลผลิตทุเรียนทองผาภูมิของเราใกล้จะหมดฤดูกาลแล้ว การสวมสิทธิ์แบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสับสน และเสียชื่อเสียงทุเรียนทองผาภูมิที่เกษตรกรตั้งใจปลูกกันมาทั้งปี

อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังไม่แพ้กัน คือทุเรียนที่ขนมาจากภาคใต้แต่อาจมีหนอนเจาะเปลือกทุเรียนติดมาด้วย ซึ่งเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดเข้าสู่สวนทุเรียนในพื้นที่ของเราได้ในอนาคต

ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดได้กล่าวถึงขบวนการหลอกลวงผู้บริโภค โดยนำทุเรียนจากภาคใต้มาแอบอ้างสวมสิทธิ์ขายเป็น “ทุเรียนทองผาภูมิ” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างมาก เนื่องจากทุเรียนทองผาภูมิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมีราคาและมูลค่าในตลาดสูงกว่าทุเรียนข้ามถิ่นทั่วไป

หากถูกจับกุม โทษทางกฎหมายสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่นำทุเรียนอื่นมาสวมสิทธิ์แอบอ้าง จะเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายหลายกระทง ดังนี้ 1. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เจตนาทำให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ หรือคุณภาพของสินค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แอบอ้างใช้ชื่อสินค้า GI เพื่อหลอกลวง มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

กาญจนบุรีทองผาภูมิทุเรียน

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว เกษตรกรลั่นไม่กลัว-พร้อมจับทำลาบก้อย

3 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว ประมงกาฬสินธุ์–สกลนคร ปูพรมปูอวนสำรวจ 6 จุด ด้านเกษตรกรเลี้ยงกุ้งลั่นไม่กลัว พร้อมจับทำลาบก้อย-หมักปลาร้ากิน

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ แหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลังเกิดกระแสข่าวในโลกออนไลน์ว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี พบปลาน้ำจืดลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำบริเวณท้ายเขื่อนลำปาว สร้างความแตกตื่นให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ภาคอีสาน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและสอบถามเจ้าของโพสต์ดังกล่าว แต่ยังไม่พบตัวปลาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในวันนี้เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานประมงจังหวัดสกลนคร ได้วางแผนสนธิกำลังนำอวนลงพื้นที่ตรวจสอบและดักจับปลาในเขื่อนลำปาวรวม 6 จุดเป้าหมาย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการหลุดรอดของปลาหมอคางดำจริงหรือไม่ พร้อมแจ้งเตือนชาวประมงรอบอ่างเก็บน้ำ 6 อำเภอ และผู้เลี้ยงปลากระชังกว่า 400 ราย รวม 12,000 กระชัง ให้ช่วยกันสังเกตและเฝ้าระวัง

ขณะที่บรรยากาศในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและชาวบ้านในพื้นที่ กลับไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวต่อกระแสข่าวดังกล่าว โดยต่างมองผ่านวัฒนธรรมการกินของคนอีสานว่า หากเป็นปลาที่ไม่มีพิษภัยก็สามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพได้

นางนิรมิต เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน เปิดเผยว่า เลี้ยงกุ้งมานานเกือบ 30 ปี ในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่ผ่านมาลากอวนหรือสูบน้ำจับกุ้งก็พบเพียงปลาช่อน ปลาซิว และปลาสร้อยตามธรรมชาติ ไม่เคยเจอปลาหมอคางดำแม้แต่ตัวเดียว และตนก็ไม่รู้สึกกลัว เพราะคนอีสานกินปลาได้ทุกชนิด หากพบจริงก็พร้อมจับมาปิ้งย่าง ปรุงอาหารในครัวเรือน หรือหากมีจำนวนมากก็จะนำไปทำปลาร้าถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นายอนุชา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและพ่อค้าคนกลาง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน กล่าวเสริมว่า ถึงแม้จะติดตามข่าวผลกระทบต่อบ่อเลี้ยงกุ้งมาตลอด แต่ในพื้นที่จริงยังไม่เคยเจอ ซึ่งชาวบ้านและเพื่อนเกษตรกรคุยกันว่าไม่กลัวเลย แถมบางคนยังพูดขำๆว่าอยากให้หลุดเข้ามาเยอะๆจะได้จับมาทำเมนูเด็ดอย่างลาบ ก้อย ต้มยำ กินกับข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว หรือจับใส่ไหทำปลาร้ารสแซ่บนัว เพราะวิถีคนอีสานหาอาหารกินง่าย อะไรกินได้ก็กินอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ผลการสืบเสาะและดักจับปลาด้วยอวนโดยละเอียดในพื้นที่ 6 จุด ของทีมประมงกาฬสินธุ์และสกลนคร ในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการสรุปรายงานผลและวางมาตรการรับมืออย่างเป็นทางการต่อไป

กาฬสินธุ์กุ้งก้ามกรามยางตลาดประมงกาฬสินธุ์ปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาว

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ กรมสมเด็จพระเทพฯ ในพิธีเปิดงาน ภูษา ธัญญา ราชินี

30 สิงหาคม 2569 เวลา 09:05 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในพิธีเปิดงาน”ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

29 สิงหาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและประชาชนในชนบท การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญเซเรส (Ceres Medal) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur Award) จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการกรมการข้าว เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซน ประกอบด้วย โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา พร้อมจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO)

ในการนี้ กรมการข้าว ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “พระแม่แห่งการอนุรักษ์ข้าวไทย“ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาข้าว อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว และการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว รวมถึง สืบสานการอนุรักษ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวสังข์หยดพัทลุงตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดพระราชดำริในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยกรมการข้าวได้นำผลิตภัณฑ์จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุข จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร่วมจำหน่าย ได้แก่ ขนมข้าวพองอบกรอบ 12 รสชาติ คุกกี้จากแป้งข้าวเหนียวเขาวง ข้าวกล้องสินเหล็กออร์แกนิค และข้าวเหนียวเขาวง กาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กรมสมเด็จพระเทพฯ,อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,

อว.-เกษตรฯ ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:33 น.

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน

อธิบดีกรมการข้าว ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:24 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกร

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรได้นั้น กรมการข้าวมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงได้กำชับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่คอยติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าวพร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าว จะเร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ โดยเพิ่มอัตราเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เป็น 2,240 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และบริเวณใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พร้อมติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป