รมต.สุขสมรวย ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค

24 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

“รมต.สุขสมรวย” ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค ต่อยอดของดีท้องถิ่นสู่รายได้ยั่งยืน

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ภายใต้การกำกับดูแลของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร”

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ พัฒนาศักยภาพสมาชิกกองทุนหมู่บ้านด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการแปรรูปอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลักเพื่อลดการพึ่งพารายได้ภายนอกและการย้ายถิ่น และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ (ฝวพ.) ของ สทบ. รับผิดชอบหลักในการประสานงานกับ สทบ. สาขาเขตทั่วประเทศ ขณะที่ สวก. สนับสนุนวิทยากรและองค์ความรู้ด้านวิชาการผ่านหน่วยงานในสังกัดภูมิภาค

โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือนี้คือ “พัฒนาทักษะเกษตรกรเชิงอาชีพ 4 ภาค” จัดรวม 8 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2569 ครอบคลุมพืชและสัตว์เศรษฐกิจประจำถิ่นของแต่ละภูมิภาค โดยทุกครั้งใช้รูปแบบเดียวกันคือ บรรยายวิชาการและถอดบทเรียนกรณีศึกษาความสำเร็จในภาคเช้า ตามด้วย Workshop ปฏิบัติจริงแปรรูปผลิตภัณฑ์ในภาคบ่าย

หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ “มะปี๊ดครบวงจร” และ “ทุเรียน” ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสอนตั้งแต่การขยายพันธุ์โดยปราชญ์ชาวบ้าน ไปจนถึงเทคนิคจัดการดินน้ำในสภาพอากาศแปรปรวน และ Workshop แปรรูปเป็นแยม เจลลี่กัมมี่ และขนมไส้ทุเรียนลาวา ต่อด้วยหลักสูตร “ถั่วเหลือง” และ “ข้าว” ที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งครั้งที่สอนถั่วเหลืองมีผลประเมินความพึงพอใจสูงถึง 4.06 จาก 5 คะแนน ส่วนหลักสูตรข้าวสอนตั้งแต่มาตรฐาน GAP ไปจนถึง Workshop ทำสบู่น้ำนมข้าวและซูชิจากข้าวไทย

เช่นเดียวกับที่จังหวัดเลยก็มีหลักสูตร “กาแฟ” ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ สอนแนวคิด “ป่า 4 ชั้น” เปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีหลักสูตร “มังคุดครบวงจร” ที่สอน Workshop ทำไวน์มังคุด ผ้ามัดย้อมจากเปลือกมังคุด และไอศกรีมมังคุด ปิดท้ายด้วยหลักสูตร “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชายฝั่ง” ที่สอนเลี้ยงปูม้าและหอยพร้อมแปรรูปเป็นน้ำพริก โดยผู้เข้าอบรมทุกคนได้รับใบประกาศนียบัตร

ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบแค่การอบรม แต่ยังมีกำหนดติดตามผลที่จังหวัดจันทบุรี ครอบคลุม 20 กองทุน เพื่อประเมินว่าสมาชิกนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างอาชีพจริงหรือไม่ สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมให้ครบตามแผน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นตอกย้ำแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถต่อยอดผลผลิตพื้นฐานให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดการพึ่งพารายได้จากภายนอก และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามผลงานและผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือของ สทบ. กับ สวก. และภาคีเครือข่ายต่างๆ สามารถมาได้ที่บูธ สทบ. K3 ในงาน FARM EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ถอดรหัส ‘ปุ๋ยม่วง TPI’ ทางรอดเกษตรกรไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนทางการเกษตรและกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง “ปุ๋ยม่วง TPI” หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออแกนิค (TPI Growth Organic) กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางรอดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกรไทย โดยถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง และในยุคที่เทรนด์เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะมาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้น “ปุ๋ยม่วง TPI” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเกษตรกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนี้

นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เปิดเผยว่า ปุ๋ยอินทรีย์โกร ออแกนิค ทีพีไอเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากอินทรียวัตถุ เช่น เศษพืชสัตว์ ใบไม้ เศษอาหาร โดยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ได้ของเหลว สีน้ำตาลดำ ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม , แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก, ทองแดง, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม,คลอไรด์, แมงกานีส รวมทั้งสารฮิวมิค ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออร์แกนิค ทีพีไอ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่พืชสามารถดูดซึมเข้าทางใบได้โดยตรง จึงช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารและสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน

“ปุ๋ยม่วง TPI คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กรดอะมิโน สารอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชในรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ทันที จุดเด่นสำคัญของปุ๋ยสูตรนี้คือการเน้น “กระตุ้นการออกดอกและเพิ่มการติดผล” ช่วยให้พืชผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และรสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า โดยมี 3 คุณประโยชน์หลัก มัดใจเกษตรกร คือ 1.เห็นผลไว ดูดซึมเร็ว ฉีดพ่นทางใบ พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที 2.เร่งดอก ติดผลดก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพืชที่ต้องการเน้นผลผลิต เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักสวนครัว และแปลงนาข้าว และ 3.ไร้สารพิษ 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ฉีดพ่นและผู้บริโภค

“ด้วยความเป็นปุ๋ยเข้มข้นและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด TPI กำหนดอัตราส่วนการใช้งานไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดูแลพืช อย่างฉีดพ่นทางใบ จะใช้อัตราส่วนผสม ปุ๋ย 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อที่พืชจะนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที เร่งการติดดอก หากนำไปฉีดพ่นพืชที่มีใบบนมัน เช่น ใบยางพารา หรือใบบัว แนะนำให้ผสมสารจับใบร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะติด” ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างของปุ๋ยม่วง TPI ที่เหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์หมักทั่วไป คือกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง จนได้โมเลกุลขนาดเล็กที่พืชดูดซึมได้รวดเร็วทั้งทางใบและทางราก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กรดอะมิโน และสารอินทรีย์วัตถุ ช่วยกระตุ้นกระบวนการแบ่งเซลล์ เร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืช กลุ่มฮอร์โมนพืชธรรมชาติ มีสารสำคัญอย่าง ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) และ ไซโตไคนิน (Cytokinin) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการติดดอก ออกผล และลดปัญหาดอกหรือผลร่วง จุลินทรีย์มีประโยชน์และธาตุอาหารรองที่ครบถ้วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และลดการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดได้อีกด้วยเช่นกัน อย่าง พืชสวน/ไม้ผล (ทุเรียน, มะม่วง, ส้ม, ส้มโอ) ควรฉีดพ่นก่อนระยะออกดอกเพื่อสะสมอาหาร และฉีดซ้ำในช่วงเริ่มติดผล เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ผลสวย และรสชาติตีขึ้น , แปลงนาข้าว ฉีดพ่นช่วงข้าวเริ่มตั้งท้องและช่วงรวงข้าวเริ่มก้ม ช่วยเพิ่มน้ำหนักเม็ด รวงโต และลดปัญหาแกล้มหรือเมล็ดลีบ , พืชไร่ (ยางพารา, มันสำปะหลัง, อ้อย) ช่วยขยายขนาดหัวมัน เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนในยางพาราช่วยบำรุงเปลือกไม้และเพิ่มปริมาณน้ำยาง , ผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ใบเขียวสด ดอกดก สีสันสดใส และเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว

นอกเหนือจากเรื่องการเพิ่มผลผลิตแล้ว จุดเด่นที่ทำให้ปุ๋ยม่วง TPI กลายเป็นมิตรคู่ใจเกษตรกรคือ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากเป็นสูตรเข้มข้นสูง ปุ๋ยเพียง 1 ลิตร สามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้มากถึง 500-1,000 ลิตร ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 30-50% อีกทั้งยังไร้สารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคปลายทาง ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่เข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ดังนั้น การมาถึงของปุ๋ยอินทรีย์น้ำอย่าง “ปุ๋ยม่วง TPI” ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้าสู่ยุค “เกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี” อย่างแท้จริง

อธิบดีกรมการข้าว ขับเคลื่อน ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เชื่อมตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร

23 กันยายน 2569 เวลา 19:33 น.

23 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง BCG Model” โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นผู้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

การจัดงานในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามแนวทาง BCG Model พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดข้าวเฉพาะ ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต เพิ่มรายได้ไห้เกษตรกร ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตั้งแต่ตันน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว การจัดการฟางและตอชัง ข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้จุลินทรีย์ RD-1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้โดรนและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าว ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เห็นตัวอย่างเทคโนโลยีและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับแนวทาง ตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การวางแผนการผลิต การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลประโยชน์กลับคืนไปถึงพี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว สนองนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าว “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้การพัฒนาข้าวไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ทันน้ำ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ทันพันธุ์ ให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทันเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทันมาตรฐานโลก ยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ทันตลาด ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย

“ผมจึงอยากเห็นแปลงนาของเกษตรกร เป็นมากกว่าพื้นที่การผลิตข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สามารถลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการนำความรู้จากงานวิจัยออกจากห้องทดลอง ไปสู่การเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาถ่ายทอดภายในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟาง การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD การปรับระดับพื้นที่นา การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ตลอดจนการนำเครื่องจักรกล โดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เราต้องไม่มองเฉพาะเรื่องการผลิต เราต้องเปลี่ยนเป็น “ผลิตได้ ต้องขายได้ และต้องขายได้ในราคาที่เหมาะสม” ผมขอให้ทุกหน่วยงานได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร และร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และบริบทของเกษตรกร เพื่อให้สิ่งที่เราถ่ายทอดได้นำไปใช้จริงและขยายผลต่อไป และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และช่วยยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมูลค่าสูง และแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าว

กระทรวงเกษตรฯยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ-ใช้-แลกเปลี่ยน-จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม

23 กันยายน 2569 เวลา 12:34 น.

กระทรวงเกษตรฯ ยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ–ใช้–แลกเปลี่ยน–จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม ไม่ผิดกฎหมาย

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และนางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถลงข่าวการรับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่กรมการข้าว และประเด็นกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย โดยมี ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร นายป่าน ปานขาว รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองพันธุ์พืช กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร น.ส.ชวนชม ดีรัศมี รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว กรมการข้าว และ ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล อาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าว กรมการข้าว

นายกฤษ กล่าวว่า จากกระแสการนำเสนอข้อมูลจากโซเชียลมีเดียถึงการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV หรือ International Convention for the Protection of New Varieties of Plants (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร รวมถึงการที่มีข้อกังวลต่อประเด็นดังกล่าว จึงขอยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรได้ทำการศึกษาและหารือผู้มีส่วนได้เสียเพื่อทบทวนและปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาเป็นระยะ และทุกครั้งจะเกิดการต่อต้านจากภาคประชาสังคมจนไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้รับฟังการปรับปรุงกฎหมายนี้ มาตั้งแต่ ปี 2567 มีการรับฟังความเห็นในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (Focus groups) กว่า 8 ครั้งทั่วประเทศ และในปี 2569 ได้จัดประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน จำนวน 2 ครั้ง ณ จังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ตามที่ กรรมาธิการ สส. สว. ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการสร้างการรับรู้ถึงการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช และให้ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญา UPOV1991 พร้อมทั้งมาตรการทางกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เป็นต้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรอบคอบ

สำหรับประเด็นข้อกังวลเรื่อง เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อจะผิดกฎหมายหรือไม่ ขอยืนยันว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะยังกำหนดอนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชอาหารสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ ไว้ปลูกต่อในแปลงเพาะปลูกของตัวเองได้โดยไม่มีความผิด และสำหรับพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง และพันธุ์สาธารณะ รวมถึงพันธุ์การค้าทั่วไป ทุกชนิดพืช ขอยืนยันว่าทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับปัจจุบันและร่างฉบับใหม่ เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ จะไม่มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ เรื่อง “การใช้พันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทย” ขอให้ความชัดเจนว่า ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะไม่จำกัดขอบเขตการใช้พันธุ์ของเกษตรกร เกษตรกรยังคงมีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวเหล่านั้นได้เหมือนเดิม โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องขออนุญาต ไม่มีความผิด

“ขอนำเรียนว่าพี่น้องเกษตรกรประชาชนผู้มีส่วนร่วมยังสามารถให้ความเห็นได้ตลอด เนื่องจากยังมีเวลาในการจัดร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ถึงช่วงกลางปี 2570 กระทรวงเกษตรฯ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นในมิติต่าง ๆ ซึ่งทุกท่านสามารถแสดงตัวตนและเข้ามาร่วมในการให้ข้อคิดเห็น เพื่อกระทรวงเกษตรฯ จะได้นำเสนอข้อเท็จจริง รวมถึงให้ข้อมูลที่มาจากหน่วยงานที่เป็นทางการและเชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการสื่อสาร มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร เพื่อสร้างนักปรับปรุงพันธุ์พืชในประเทศ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติดีส่งต่อให้เกษตรกรได้เลือกใช้อย่างมีคุณภาพ และแก้ปัญหาการขโมยพันธุ์และปลอมแปลงเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตพืชและขีดความสามารถด้านการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศต่อไป” นายกฤษ กล่าว

ด้าน อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นข้อกังวลที่เกิดขึ้น อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV จะสร้างผลเสียต่อพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงการนำเสนอแบบนี้อาจทำให้เกิดความสับสนต่อเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงนั้นประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธุ์พืชสินค้าเกษตรมูลค่าสูงทุกชนิด เช่น ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น อยากให้มองว่าประเทศไทยควรเป็นหนึ่งเดียวกัน เรามีองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องปกป้อง ซึ่งการเข้าร่วมอนุสัญญาที่เป็นมาตรฐานระดับสากล จะมีผลดีในเรื่องของการรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของเรื่องเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยจะตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่ จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ต้องสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงสามารถนำเมล็ดพันธุ์ดี งานวิจัยที่ดี ประกาศให้สากลรู้ว่าเป็นผลงานของประเทศไทยโดยมีระเบียบหลักเกณฑ์ระบบสากลรับรองอย่างถูกต้องด้วย

กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ประจำปี 2569 จำนวน 7 พันธุ์ ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไปได้

22 กันยายน 2569 เวลา 17:51 น.

วันนี้ (22 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมรวงข้าว อาคารสำนักงานกรมการข้าว ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ประจำปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน โดยการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 7 พันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 และข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 ข้าวเจ้าหอมไทย ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม และข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 และข้าวบาร์เลย์ จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวบาร์เลย์พันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 โดยการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ให้การรับรองพันธุ์ข้าวตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพันธุ์ข้าว พ.ศ.2560 เพื่อประกาศให้ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไป รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมในการยื่นขอขึ้นทะเบียนพันธุ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และการยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

ลักษณะจำเพาะของแต่ละสายพันธุ์ มีดังนี้

1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง 835 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงถึง 1,050 กิโลกรัม/ไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนต่อน้ำท่วมฉับพลัน และทนเค็มในระดับปานกลาง แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว

2. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่นอย ผลผลิตสูง 815 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด 971 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวหุงสุกนุ่ม ค่อนข้างเหนียว สีขาวนวล ผิวค่อนข้างเลื่อมมัน ต้นแข็งไม่หักล้อม ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) ที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันตก ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี

3.ข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตค่อนข้างสูง 926 กิโลกรัม/ไร่ ในภาคเหนือตอนบน ผลผลิตสูงสุด 1,226 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวสุกนุ่ม ปริมาณอมิโลส 15.05% 2AP1.94 ppm แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เนื่องจากไม่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงข้าวออกดอก ทำให้ติดเมล็ดไม่ดีและคุณภาพการสีต่ำ เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

4. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 697 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,016 กิโลกรัม/ไร่ หุงสุกมีกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้า ทนทานต่อสภาพแล้ง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนที่ประสบปัญหาของโรคไหม้ หรือแล้ง และควรปลูกในรูปแบบเครือข่ายชุมชน โดยมีแหล่งรับซื้อข้าวเปลือกที่ชัดเจน เพื่อรองรับผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านการตลาดแก่เกษตรกร อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

5. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 605 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,009 กิโลกรัม/ไร่ คุณสมบัติการหุงต้มคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลัน (ระยะแตกกอ 14 วัน น้ำใส) แนะนำพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ โรคเมล็ดด่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

6. ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 เป็นข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง หอม นุ่ม ผลผลิตสูง 760 กิโลกรัม/ไร่ (สูงกว่า กข6) ให้ผลผลิตสูงสุด 907 กิโลกรัมต่อไร่ มีกลิ่นหอม 2AP 4.71 ppm (ในข้าวสาร) ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวง โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว เช่นเดียวกับพันธุ์ กข6

7. ข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 เป็นข้าวบาร์เลย์ผลผลิตสูง 373 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงถึง 524 กิโลกรัม/ไร่ ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล คุณภาพมอลต์เหมาะสมสำหรับการผลิตเบียร์ แนะนำปลูกพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ควรปลูกหลังเดือนธันวาคม เนื่องจากอาจกระทบอากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่ำ เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง

ครบรอบ 100 ปี กรมประมง พาเปิดบ้านสัมผัส “ภาคการประมงไทย” จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร

22 กันยายน 2569 เวลา 12:52 น.

ครบรอบ 100 ปี กรมประมง พาเปิดบ้านสัมผัส “ภาคการประมงไทย” จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมโชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรม และสินค้าคุณภาพดีจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการประมง ในงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราว 100 ปีกรมประมง ผลงานวิจัย
และนวัตกรรม พร้อมเปิดพื้นที่ Open House และตลาดประมงกลางกรุง ให้ประชาชนได้เรียนรู้ภารกิจด้านการประมง รับชมผลงาน และเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประมงไทยถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเป็นแหล่งอาหาร สร้างอาชีพและรายได้ ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมากกว่า 1,670,857.78 ตัน สร้างมูลค่ากว่า 223,145.21 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคการประมงที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร กรมประมงในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลและพัฒนาภาคการประมง ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การส่งเสริมการผลิต การวิจัยและพัฒนา การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าประมง ตลอดจนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริด้านการประมงที่พระบรมวงศานุวงศ์พระราชทานไว้ มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น ในโอกาสครบรอบปีที่ 100 ของกรมประมง จึงได้จัดงานสถาปนาขึ้น ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนาภาคการประมงไทย พร้อมถ่ายทอดเส้นทางการทำงาน และผลงานของกรมประมงตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ ให้ประชาชนและผู้สนใจได้เรียนรู้และเห็นถึงบทบาทของกรมประมงในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100 กำหนดจัดขึ้น 2 วัน ระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน 2569 โดยช่วงเช้าได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมประมง ครบรอบ 100 ปี สำหรับในช่วงบ่าย ยังได้รับเกียรติจากนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบโล่รางวัล และประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการประมง ประจำปี 2569 จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ โล่รางวัลเกษตรกรดีเด่นและสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านการประมง จำนวน 15 รางวัล ประกาศนียบัตรอาสาสมัครประมงดีเด่น จำนวน 6 ราย และรางวัลประมงธงเขียว จำนวน 6 รางวัล อีกทั้ง ภายในงานยังมีการมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรกรมประมง และหน่วยงานในด้านต่าง ๆ อีก 13 ประเภท รวมกว่า 200 รางวัล ได้แก่ ข้าราชการและพนักงานราชการดีเด่น, ข้าราชการเกษียณอายุราชการ และลูกจ้างประจำเกษียณอายุราชการ , รางวัลเชิดชูเกียรติผลงานวิชาการโดดเด่น , รางวัลประมงอำเภอขวัญใจประชาชน , รางวัล DOF NEXT GEN INFLUENCER , รางวัล PIPO ไปปั้น , รางวัลศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่เป็นเลิศ (Ultimate PIPO) , รางวัลเลิศรัฐ , รางวัล Best Practice และรางวัลหน่วยงานเบิกจ่ายที่มีความเป็นเลิศด้านการเงินการคลัง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรผู้กระทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประมงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรกรมประมง ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ยังมีการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมประมง การทำบุญเลี้ยงพระ และพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ขณะเดียวกัน ยังเปิดบ้านต้อนรับประชาชนทั่วไป ให้เข้ามาเรียนรู้ และทำความรู้จักกับบทบาทการทำงานของกรมประมงในมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนาและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริหารจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการอนุรักษ์ และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในหลากหลายมิติ ผ่านกิจกรรม “Flash Talk” จำนวน 18 เรื่อง อาทิ การเพาะเลี้ยงปลาไซบีเรียนสเตอร์เจียนในพื้นที่สูงของประเทศไทย นวัตกรรมระบบอนุบาลลูกปลาในน้ำไหลแบบอัจฉริยะ และ“Beyond What We See : เรื่องราวของสัตว์น้ำที่ซ่อนอยู่ใน DNA” เป็นต้น ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการมากมายให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้ โดยมีไฮไลต์สำคัญ 3 โซนหลัก ได้แก่
โซนนิทรรศการ บริเวณหลังอาคารจุฬาภรณ์ โดยมี 6 นิทรรศการสำคัญ ได้แก่ 1.“ร้อยเรื่องราว 100 ปี กรมประมง” บอกเล่าประวัติการก่อตั้งและเรื่องราวสำคัญของกรมประมงตลอด 100 ปี 2.“หนึ่งศตวรรษแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่การพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน” ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการประมงของพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมพัฒนาการงานประมงไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน 3.“สืบสานพระราชดำริ สร้างอาชีพ สู่การพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน” นำเสนอฟาร์มทะเลตัวอย่าง และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยง พร้อมผลิตภัณฑ์มากมายจากสาหร่ายทะเล 4.“ร้อยปี ร้อยปลาไทย จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร” จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดไทยกว่า 100 ชนิด ทั้งปลาพื้นถิ่น สัตว์น้ำเพาะพันธุ์ได้ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ และสัตว์น้ำสวยงาม อาทิ ปลาร่องไม้ตับ ปลารากกล้วยจินดา และปลาหมูอารีย์ เป็นต้น 5.“สายน้ำแห่งชีวิต เสริมพลังชุมชนประมงท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน” จัดแสดงโมเดลการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งอาหารธรรมชาติ รวมถึงโรงเรือนแปรรูปและตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ 6.“DOF Tech 100 Years ก้าวที่ 100 สู่ประมงดิจิทัล” เรียนรู้ภาคการประมงไทยผ่านเทคโนโลยี 360 องศา (AR, VR และ XR) อาทิ ฝูงวาฬบรูด้าขนาดใหญ่ การผ่าตัดและกายวิภาคปลาเสมือนจริง และพิพิธภัณฑ์ประมงเสมือนจริง เป็นต้น

โซนตลาดประมงกลางกรุง บริเวณห้องประชุมอานนท์ โดยรวบรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร จากทั่วภูมิภาค มาจัดจำหน่ายสินค้าสด สะอาด และได้มาตรฐาน กว่า 36 ร้านค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจระเข้ แจงลอน ปูกะตอยทอดกรอบ ปลาส้มป๊อป หนังปลาหมึก และอาหารทะเลแห้ง เป็นต้น ซึ่งแต่ละร้านได้นำสินค้าจากแหล่งผลิตมาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้าประมงไทยจากแต่ละภูมิภาค ตลอดจนการจัดนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) อาทิ อาหารทะเลสดแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ทูน่ากระป๋องหลากหลายรสชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พร้อมทำความรู้จักบทบาทของภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงไทย นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าประมงคุณภาพดีในราคาพิเศษ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ

โซน Open House กรมประมงจัดพื้นที่การเรียนรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 4 แห่ง เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสการทำงานด้านการประมงในหลากหลายมิติ เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ 1. กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง ณ อาคารปรีดา กรรณสูต ชวนเรียนรู้กระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าประมงเพื่อการส่งออก พร้อมทดลองตรวจสารตกค้าง สิ่งแปลกปลอม และฮีสตามีนด้วยเครื่องมืออย่างง่าย 2. กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ณ อาคารพรรณไม้น้ำ พบกับนิทรรศการ “พฤกษาในกระจกแก้ว : มหัศจรรย์แห่งพืชพรรณไม้น้ำ และกาลเวลา” ที่ผสานองค์ความรู้ นวัตกรรม และศิลปะ ถ่ายทอดเรื่องราวของพืชพรรณไม้น้ำในมุมมองที่น่าสนใจ 3. กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ ณ อาคารปลอดประสพ เปิดมุมมองนวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ ตั้งแต่การเปลี่ยนเศษเหลือทิ้งเป็นอาหารสัตว์น้ำแบบ Zero Waste Feed ไปจนถึงการผลิตอาหารสัตว์น้ำมีชีวิต พร้อมเรียนรู้การทำงานในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 4. กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ณ อาคารปลอดประสพ ถ่ายทอดภารกิจและผลงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล อาทิ มาตรการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนในพื้นที่อ่าวไทย

อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…ตลอดระยะเวลา 100 ปี กรมประมงได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการประมงมาอย่างต่อเนื่อง การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้สนใจได้เห็นผลงานและพัฒนาการของกรมประมงตลอดหนึ่งศตวรรษ พร้อมเรียนรู้แนวทางการทำงานด้านการประมงในหลากหลายมิติ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นแนวคิดด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ ตลอดจนสร้างความเข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำและการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการอนุรักษ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการประมงไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯเตือน ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา สั่ง11จังหวัดเตรียมรับมือ

22 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กรมชลฯ ทยอยปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา แจ้ง 11 จังหวัดภาคกลาง เตรียมรับมือน้ำท้ายเขื่อน ย้ำยังไม่กระทบชุมชนในคันกั้นน้ำ ด้านกรมอุตุฯ เผยไทยยังมีมรสุม เผชิญฝนตกหนัก เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.และปริมณฑล ฝนตกร้อยละ 80 ดร.เสรี ชี้ฝนยังชุก ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่าได้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า จึงทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากปัจจุบัน 990 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นช่วง 1,000–1,300 ลบ.ม.ต่อวินาที ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน

ทั้งนี้ การปรับการระบายน้ำดังกล่าว อาจทำให้ระดับน้ำริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ

สำหรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบนช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา โดยหลายพื้นที่มีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ซึ่ง จ.กำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และ จ.พิษณุโลก 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำรวมร้อยละ 68 ของความจุ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้แจ้งแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือ แจ้งประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ส่วนพยากรณ์อากาศรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เลย ชัยภูมิ ขอนแก่น อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ขณะที่ กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ตั้งแต่ จ.พังงา ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง เฝ้าระวังฝนตกหนักมากน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน โดยมีใจความว่า ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้ พบว่าร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ฝนตกหนักมาก จึงควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตามวันต่างๆ ดังนี้ ภาคกลางตอนล่างทุกจังหวัด รวม กทม.และปริมณฑล (22-26 กันยายน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ (24-26 กันยายน) ภาคตะวันออกทุกจังหวัด (22-26 กันยายน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทุกจังหวัด (22-24 กันยายน)

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พังงา หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน สั่งการให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำชับให้หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ หากได้รับความเดือดร้อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน สามารถประสานหน่วยงานในพื้นที่ได้ทันที โดยขณะนี้ 5 เสือแรงงานจังหวัดพังงา ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้นแล้ว

DIPROM ปั้น เกษตรหัวขบวน 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

21 กันยายน 2569 เวลา 16:59 น.

DIPROM ปั้น “เกษตรหัวขบวน” 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เดินหน้ากิจกรรม “พัฒนาต้นแบบชุมชนเกษตรหัวขบวน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Blue Hippo Hotel เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและประกาศกิจการที่ได้รับคัดเลือกเป็น Success Case จำนวน 4 กิจการ หลังพัฒนาผู้ประกอบการเกษตร 19 ราย ให้ก้าวจาก “ผู้รับการพัฒนา” สู่ “หัวขบวน” ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้กับธุรกิจของตนเอง พร้อมถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่า กิจกรรมเกษตรหัวขบวนเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานโครงการเกษตรแม่นยำในปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมาในหนึ่งปีสามารถพัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ประมาณ 30–40 ราย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการลงพื้นที่และการพัฒนาไม่สามารถครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมดได้ จึงเกิดแนวคิดในการสร้าง “หัวขบวน” ที่มีศักยภาพ เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้

“จากผู้ประกอบการ 19 ต้นแบบ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ต้องตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ ซึ่งเทคโนโลยีเราไม่ได้เอาไปใส่กับผู้ประกอบการโดยตรง แต่เราจะเข้าไปดูและวินิจฉัยผู้ประกอบการต่างๆ ก่อน ว่าเขามีปัญหาอะไรและมีศักยภาพเท่าไร และเราถึงจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรนั้นไปช่วยเขา เราต้องพัฒาคนควบคู่กับเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีที่ดีผู้ประกอบการต้องนำไปใช้และต่อยอดได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวต่ออีกว่า หัวใจของการพัฒนาจึงไม่ได้อยู่ที่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ ไปจนถึงการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

ทั้ง 19 ต้นแบบจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญ ในการขยายผลจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยอาศัยประสบการณ์จากการลงมือทำจริงเป็นฐานในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในชุมชนได้

“ทุกการใช้เทคโนโลยีต้องมีการปรับไปใช้ให้เข้ากับพื้นที่ เพราะทุกบริบทของเกษตรกร ต้องมีความพร้อมด้วยในการที่จะใช้เทคโนโลยี จุดประสงค์ของเราต้องการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เป็นต้นแบบและสามารถขยายผลต่อเครื่อข่ายได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับ 4 กิจการที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case สะท้อนรูปแบบการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดย วิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ จ.ฉะเชิงเทรา ใช้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมตั้งแต่การเพาะพันธุ์ลูกปลาไปจนถึงเกษตรกรเครือข่าย พร้อมสร้างตลาดรับซื้อปลา เพื่อให้ลูกฟาร์มมีช่องทางจำหน่ายที่ชัดเจน ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และคัดเกรดผลผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสด้านรายได้ขณะเดียวกันต่อยอดปลานิลเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 13 รายการ ก่อนคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น จ๊อปลานิลไส้ทะลักและน้ำพริกปลานิล เพื่อขยายตลาดทั้งนอกพื้นที่และช่องทางออนไลน์

ด้าน สวนลุงชะเอม นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนมะพร้าว พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน และสร้างรายได้จากกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเพาะและจำหน่ายพืชคลุมดิน “ต่างเหรียญ” เพื่อช่วยรักษาความชื้นในสวน การพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการพัฒนาผงน้ำมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตตกเกรดและผลผลิตส่วนเกินในช่วงราคาตกต่ำ ตลอดจนการร่วมพัฒนา “ล้งชุมชน” เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกร

ขณะที่ การพัฒนาผึ้งชันโรงในจังหวัดตราดและเกาะช้าง แสดงให้เห็นถึงการสร้างอาชีพที่เชื่อมโยงกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ จากการส่งเสริมการเลี้ยงชันโรงได้ขยายเครือข่ายจนเกิดวิสาหกิจชุมชนใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และต่อยอดน้ำผึ้งไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนที่นำเรื่องการรักษาป่าและธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่

อีกหนึ่งต้นแบบคือ สวนบริบูรณ์ฟาร์ม ซึ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนอโวคาโดควบคู่กับแนวทางการทำเกษตรตามวิถีธรรมชาติ ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรเครือข่ายและผู้สนใจ พร้อมพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรเชิงท่องเที่ยว และเชื่อมโยงเครือข่ายกับช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้ความรู้ด้านการผลิตสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางรายได้

นางสาวศศิวิมล กล่าวทิ้งทายว่า ความสำเร็จของเกษตรหัวขบวนไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปใช้จริงและขยายผล เพราะเมื่อผู้ประกอบการต้นแบบสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนในพื้นที่ได้ ก็จะเกิดเครือข่ายที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ภาคการเกษตรไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

‘ข้าวสุข’ นครพนม ไกลถึงเวียนนา! เกษตรกรหญิงไทยโชว์อัตลักษณ์เกษตรอินทรีย์ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดยุโรป

18 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

407870_0

สปษ.สหภาพยุโรป นำเกษตรกรหญิงไทยร่วมงาน ernte.dank.festival 2026 ณ กรุงเวียนนา ส่งเสริมบทบาทสตรีและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทยสู่ยุโรป

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา นำ นางสาวนงค์ลักษณ์ อัศวสกุลชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง (ข้าวสุข) จังหวัดนครพนม ผู้แทนเกษตรกรหญิงจากประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในการประสานเกษตรกรไทยเข้าร่วมงาน ernte.dank.festival 2026 ณ Heldenplatz กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งเป็นงานสำคัญด้านการเกษตรและป่าไม้ของออสเตรีย จัดโดย Ökosoziales Forum Österreich & Europa เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสภาคการเกษตร อาหารท้องถิ่น และความยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรกับประชาชนในเขตเมือง

ในโอกาสนี้ ผู้แทนเกษตรกรหญิงไทยได้ร่วม การพูดคุยบนเวทีหลัก (Panel Discussion) กับ นาง Irene Neumann-Hartberger ประธานสหพันธ์เกษตรกรหญิงแห่งออสเตรีย และผู้แทนเกษตรกรหญิงจากยูกันดา โดยนำเสนอเรื่องราวการทำเกษตรของไทย การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับบทบาท ชีวิตการทำงาน และความท้าทายของเกษตรกรหญิงในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ งานในปี 2569 ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบทบาทของสตรีในภาคเกษตร เนื่องใน ปีเกษตรกรหญิงสากล 2026 (International Year of the Woman Farmer 2026) โดยภายในงานมีพื้นที่ “Bäuerinnendorf” หรือหมู่บ้านเกษตรกรหญิง และพื้นที่นำเสนอวิถีชีวิตของเกษตรกรหญิงจากประเทศไทย ยูกันดา และออสเตรีย

ควบคู่กับกิจกรรมบนเวที สปษ. สหภาพยุโรป ได้ผลักดันการ ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทย ให้เกษตรกรหญิงนำผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ ชาข้าวอินทรีย์และข้าวอินทรีย์ มาแนะนำและให้ผู้เข้าร่วมงานทดลองชิม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพ ความหลากหลาย ตลอดจนศักยภาพในการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรไทย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้แทนเกษตรกรหญิงไทยได้ให้สัมภาษณ์แก่ สถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะแห่งชาติออสเตรีย (ORF) เกี่ยวกับประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรหญิงจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งช่วยเผยแพร่เรื่องราวของเกษตรกรหญิงและภาคการเกษตรไทยสู่สาธารณชนออสเตรียในวงกว้าง โดยการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฝ่ายผู้จัดได้ประสานกับผู้แทนไทยไว้โดยเฉพาะ

ในวันเดียวกัน ได้เข้าร่วม VIP Reception ของงาน โดยได้นำชาข้าวอินทรีย์ของไทยเสิร์ฟแก่ นาย Norbert Totschnig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของออสเตรีย และแขกผู้มีเกียรติภายในงาน นับเป็นอีกโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าเพิ่มของไทยผ่านการทดลองชิม และประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์และศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยแก่ผู้แทนระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในออสเตรีย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ สปษ. สหภาพยุโรป ในการส่งเสริมภาพลักษณ์ภาคการเกษตรไทยในตลาดยุโรป ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรหญิง การนำเสนอแนวทางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าเพิ่มของไทย ตลอดจนสร้างเครือข่ายและเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพและศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในออสเตรียและสหภาพยุโรป

ราคายางเพี้ยนไม่ใช่ปัญหา! เกษตรกรเปลี่ยนสวนยางเป็นฟาร์มไก่เนื้อ-ฟันรายได้ปีละกว่า 3 แสน

17 กันยายน 2569 เวลา 16:09 น.

ยางพาราผันผวนไม่ใช่ปัญหา! เกษตรกรเมืองตรังเปลี่ยนสวนยางเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบเปิด ทำสัญญาประกันราคา-ฟันรายได้เสริมปีละกว่า 3 แสน

วันที่ 17 ก.ย. 2569 นางจิราวรรณ เต็งรัง เจ้าของจิราวรรณฟาร์ม เลขที่ 198 หมู่ 4 ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เดิมประกอบอาชีพทำสวนยางพารา แต่เนื่องจากราคายางพารามีความผันผวน จึงมองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้และช่วยดูแลค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ก่อนตัดสินใจสร้างโรงเรือนในพื้นที่สวนยางพาราเพื่อเลี้ยงไก่เนื้อ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี

การเลี้ยงไก่เนื้อของฟาร์มเป็นระบบเปิด โดยมีรั้วล้อมรอบโรงเรือนอย่างมิดชิด ให้ไก่อยู่ภายในโรงเรือนเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค พร้อมติดตั้งพัดลมเพื่อระบายอากาศและลดความร้อน รวมทั้งจัดเตรียมอาหารและน้ำให้ไก่อย่างเพียงพอ

นางจิราวรรณ และนายวรพงศ์ บุรีศรี บุตรชาย ซึ่งช่วยดูแลฟาร์ม กล่าวว่า การเลี้ยงไก่เนื้อไม่ยุ่งยากหากมีการจัดการโรงเรือนที่ดี โดยในแต่ละรุ่นจะรับลูกไก่เนื้อจากบริษัทประมาณ 3,000 ตัว ราคาตัวละ 20 บาท ขณะที่บริษัทกำหนดราคารับซื้อแบบประกันราคา ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนรายได้ได้ชัดเจน แม้ราคาไก่ในตลาดจะปรับขึ้นหรือลง

ปัจจุบันราคารับซื้อประกันอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 42 บาท และบางช่วงอาจสูงถึงกิโลกรัมละ 45 บาท เมื่อไก่มีอายุประมาณ 38 วัน สามารถเริ่มจับขายได้ และจะเลี้ยงไม่เกิน 45 วัน โดยบริษัทจะเข้ามารับซื้อไก่ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ฟาร์มมีรายได้จากการเลี้ยงไก่เนื้อเฉลี่ยรุ่นละประมาณ 70,000 บาท สามารถเลี้ยงได้ปีละ 5–6 รุ่น คิดเป็นรายได้รวมกว่า 300,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ มูลไก่ยังสร้างรายได้เพิ่มเติม โดยจำหน่ายได้กระสอบละ 40 บาท และไก่หนึ่งรุ่นให้มูลไก่ประมาณ 100 กระสอบ

นางจิราวรรณ กล่าวอีกว่า ระบบประกันราคาช่วยให้เกษตรกรลดความกังวลเรื่องความผันผวนของตลาด เพราะทราบราคาขายล่วงหน้าตามข้อตกลง อีกทั้งยังเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้ครอบครัว ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพาราได้เป็นอย่างดี