พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

พลิกโฉมเกษตรใต้! ตรังเปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แปลงใหญ่แห่งเดียวในประเทศ ชูนวัตกรรมพืชสวนต้นเตี้ย-ติดฝักดกปีละ 2 หน รสหวานมันไร้กลิ่นฉุนกินได้ทั้งเปลือก โกยเม็ดเงินหน้าสวนพุ่งวันละ 5,000 บาท เคียงคู่มะขามป้อมยักษ์ปลอดสารส่งตรงโรงพยาบาลไม่อั้น

สถานการณ์ภาคการเกษตรและนวัตกรรมพืชสวนจังหวัดตรังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายสถิตย์ รัมนา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสะตอพันธุ์ตรัง 1 แปลงใหญ่ในจังหวัดตรัง พร้อมด้วยสมาชิกภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน ร่วมกันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1 ณ แปลงปลูกต้นแบบ หมู่ที่ 1 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งมีเนื้อที่บริหารจัดการกว่า 5 ไร่ โดยนับเป็นแปลงแม่พันธุ์สะตอแปลงใหญ่ที่เป็นระบบและเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตสมบูรณ์เป็นปีแรกหลังใช้ระยะเวลาเพาะปลูกเพียง 3 ปี 10 เดือน

‘สะตอพันธุ์ตรัง 1’ ได้รับการคิดค้น วิจัย และพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง มายาวนานกว่า 10 ปี จนได้รับการรับรองและยอมรับจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็น ‘สายพันธุ์สะตอที่ดีที่สุดในประเทศไทย’ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่โดดเด่นเหนือสะตอทั่วไป โดยเป็นสะตอข้าว ต้นเตี้ย ทรงพุ่มสวยงาม ฝักตรงยาว มีปีกน้อย เมล็ดมีขนาดใหญ่ เรียงชิดติดกันแน่น (ฝักสมบูรณ์มีเมล็ดสูงถึง 15-19 เมล็ด) ซึ่งรสชาติหวานมัน มีรสฝาดน้อยมาก ทำให้สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก อีกทั้งยังมีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอทั่วไป

ทั้งนี้ สามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง (ช่วงเดือนเมษายน และช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) แตกต่างจากสะตอทั่วไปที่จะออกเพียงปีละครั้ง ทำให้ได้ราคาดีในตลาดนอกฤดู โดยปัจจุบันแปลงดังกล่าวมีต้นสะตอรวม 30 ต้น เริ่มให้ผลผลิตแล้ว 10 ต้น เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ฝักต่อต้น สามารถจำหน่ายได้ในราคาฝักละ 4-7 บาท สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรเกือบ 5,000 บาทต่อวัน ในส่วนของกิ่งพันธุ์ขายหน้าสวนต้นละ 100 บาท ทว่าปัจจุบันมียอดสั่งจองเต็มโควตาจนเกษตรกรที่สนใจต้องลงชื่อรอรับการส่งมอบในปีหน้า

นอกเหนือจากการจัดการสะตอสายพันธุ์หลักแล้ว ในแปลงยุทธศาสตร์นี้ยังได้นำหลักการเกษตรผสมผสานแบบปลอดภัยไร้สารเคมี โดยการปลูกมะขามป้อมยักษ์แซมในพื้นที่อีกกว่า 10 ต้น ซึ่งสร้างสีสันและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชนอย่างคึกคัก มีกลุ่มลูกค้าเดินทางเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวในสวนอย่างสนุกสนาน

ในด้านการตลาด มะขามป้อมยักษ์ของสวนแห่งนี้มีช่องทางการกระจายสินค้าที่มั่นคง โดยมี โรงพยาบาลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นคู่ค้ารับซื้ออย่างเป็นทางการในลักษณะไม่อั้นจำกัดจำนวน ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ตลอดทั้งปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยาสมุนไพรและยาแพทย์แผนไทยแผนกสาธารณสุขชุมชน

ในแง่ของยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางยาและโภชนาการสูงมาก โดยสะตอช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด มีกากใยสูงช่วยระบบขับถ่าย ขับลม ป้องกันโลหิตจาง และอุดมด้วยสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับง่าย ส่วนมะขามป้อมยักษ์มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และชุ่มคอ

ทั้งนี้ นายสถิตย์ รัมนา ระบุว่าเป้าหมายต่อไปของกลุ่มคือการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับให้สะตอตรัง 1 สามารถออกฝักกระจายตัวสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจศึกษาดูงานองค์ความรู้ สามารถติดต่อประสานงานได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก/เพจ ‘สวนตาจันทร์ต้นไม้พันปี’ หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 063-4597029

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

24 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป 

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

'ศวข.ปทุมธานี'เดินหน้าขับเคลื่อน'เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว'สู่'ฉลากคาร์บอน' การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นวาระสำคัญของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เกษตรยั่งยืน เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขานรับนโยบายดังกล่าว กรมการข้าว ได้เร่งผลักดันการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ผ่าน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยดำเนินงานวิจัยด้านข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ธารารัตน์ มณีน่วม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า แม้ภาพนาข้าวสีเขียวจะสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ แต่ในทุกกระบวนการผลิตกลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ ตั้งแต่การเผาฟางหลังเก็บเกี่ยวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ไปจนถึงการปลูกข้าวแบบน้ำท่วมขังตลอดฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีจึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ด้วยการส่งเสริม “การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) โดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงเปียกและแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม เมื่อดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น จะช่วยลดการสะสมของก๊าซมีเทนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุนการสูบน้ำ และส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากข้าวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. พื้นที่นำร่องคือ กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยนำ 7 เทคโนโลยีสำคัญ มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การปลูกข้าวด้วยโดรน การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน การสำรวจแปลงและจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม และการจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา

ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 66.7–90.2% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 17.4–25.6% และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 2,261–3,591 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ยังถูกนำไปใช้ประกอบการขอรับรอง ฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิต แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย

ปัจจุบัน กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” มีสมาชิกกว่า 77 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,975 ไร่ สมาชิกทุกคนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐาน GMP, HACCP และได้รับเครื่องหมาย Q ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่สำคัญ กลุ่มยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการข้าวไทย ด้วยการเป็น กลุ่มเกษตรกรภาคกลางแห่งแรกของประเทศ ที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า การผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการขับเคลื่อนของ กรมการข้าว ที่นำองค์ความรู้ด้านวิจัยมาต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน จนเกิดเป็นโมเดลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพราะการทำนายุคใหม่ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มผลผลิตในแปลงนาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อโลกในทุกขั้นตอนของการผลิต ทุกหยดน้ำที่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทุกฟางข้าวที่ไม่ถูกเผา และทุกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/Cm-4ErQkHAM

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรับทราบข้อมูลการผลิตและการตลาดโคเนื้อ ติดตามสถานการณ์โรคระบาด การเฝ้าระวังจำนวนเกษตรกรและโคเนื้อ รวมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบของกรมปศุสัตว์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาโคเนื้อต่อไป  

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน แผนงานและโครงการ ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากแต่ละกลุ่มงาน เพื่อรับทราบข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานในพื้นที่อย่างรอบด้าน

โอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้พบปะพูดคุยกับบุคลากร พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และมุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของกรมการข้าวในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

กมธ.สภาฯลงพื้นที่จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปา หลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.15 น.

กมธ.สภาฯลงพื้นที่ระนอง จี้รัฐสนับสนุนงบสร้างแหล่งน้ำใหม่ทำประปาหลังน้ำกระบุรีขุ่นจัด ชาวบ้านหวั่นเชื้อโรคร้ายไหลลงน้ำจากการทำเหมือง ด้าน“ภัทรพงษ์”แนะรัฐเร่งบังคับให้ผู้นำเข้าแร่ระบุที่มาของเหมืองต้นทาง

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลงพื้นที่ศึกษาสถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรีและลำน้ำสาขา ณ จ.ระนอง  โดยในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยัง ศาลาอเนกประสงค์หมู่ที่ 5 บ้านหาดจิก ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง 

นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบจ.)ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่า การหาพื้นที่ต้นทุนน้ำใหม่ต้องใช้งบประมาณ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อบต.ปากจั่น มีงบในการพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 1 ล้านบาทต้นๆ แค่นั้นที่จะทำถนนหรือประปา ซึ่งจะทำการรวบรวมปัญหาทั้งหมดแล้วเสนอของบประมาณเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสำรองเบื้องต้นทางชุมชนมีความเห็นว่าน่าจะสร้างอ่างเก็บน้ำที่คลองน้ำทุ่น หมู่ 8 บ้านหาดตุ่น ต.ปากจั่น  

“การสร้างเขื่อนขนาดกลางต้องมีพื้นที่สร้างเป็นต้นทุนน้ำสะสมเยอะพอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือตอนล่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้ามีการกั้นเขื่อนคล้ายอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้นเราจะเก็บน้ำไว้ใช้ได้ทั้งตำบล รวมถึง ต.มะมุ คอคอดกระ ติดว่าอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงอยากให้คณะอนุกรรมาธิการว่าฝากพี่น้อง ต.ปากจั่น ไว้ด้วย ถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือก็คงหมดปัญหาที่จะไปไหนแล้ว เราไปมาแล้วทั้ง จ.ระนอง เราตันหมดแล้ว วันนี้ท่านจึงเป็นความหวังของพี่น้อง” นายก อบต.ปากจั่นกล่าว 

ขณะที่ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น อ.กระบุรี แสดงความเห็นในเวทีรับฟังว่า มีความกังวลปัญหาน้ำขุ่นที่เป็นผลมาจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ขุดหน้าดินประมาณ 2-3 พันไร่ จนเกิดตะกอนดินไหลมาทับถมบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ถ้าวันใดเกิดปริมาณน้ำฝนเยอะที่ต้นแม่น้ำ แล้วพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกระบุรีเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งหมดแล้วน้ำหลาก จะเกิดอะไรขึ้นชาวบ้าน 

“อีกกรณีคือโรคผิวหนังจากการสัมผัสน้ำ เชื้อโรคที่สามารถเติบโตในน้ำขุ่นตลอดทั้งปีได้ รวมถึงโรคที่อยู่ในดินซึ่งเป็นพื้นที่ผืนใหญ่ที่ไม่เคยมีใครรบกวนของแม่น้ำกระบุรี เชื้อโรคที่อยู่ในดินจะไหลลงแม่น้ำหรือเปล่า ยกตัวอย่างโรคมาเลเรียที่เคยหายไปจากชุมชนนานกว่า 20 ปี แต่วันนี้มาเลเรียกลับมาใหม่ และเป็นชนิดใหม่ หรือโรคฉี่หนูที่เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำขุ่นไม่สะอาด ขณะนี้เริ่มพบว่ามีการติดโรคบ่อยและไม่แสดงอาการ อดีตโรคเหล่านี้จะต้องมีคนเข้าป่าแล้วถูกแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ขณะนี้ไม่ใช่” ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น กล่าว 

ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรายนี้ กล่าวอีกว่า ยังมีความกังวลเรื่องสารตกค้างจากการเปิดหน้าดินพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของคน อ.กระบุรี ซึ่งคนที่ใช้น้ำไปนานๆจะไม่รู้เลยว่ามีสารตกค้างในร่างกายหรือไม่ การจะเจอสารเหล่านี้หากต้องตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจน้ำที่เราดื่มกินด้วยเราจะทำอย่างไร เป็นผลกระทบจากการทลายหน้าดินที่ชาวบ้านกังวล 

ขณะที่นายอมรินทร์ เต็มภาชนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ต.ปากจั่น กล่าวว่า เป็นห่วงชาวบ้านที่เจอปัญหาน้ำขุ่นแล้วหาทางแก้ปัญหาไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพ่อ มีลูก แล้วลูกใช้น้ำไม่สะอาดทำให้เกิดความเป็นห่วง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพราะอาบน้ำขุ่นทุกวันเราอาจจะเกิดก็โรคก็ได้ 

“อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาแก้ไขชัดเจน เมื่อมีข่าวว่าหน่วยงานจะเข้ามาตรวจสอบปรากฏว่าน้ำจะใสขึ้นมาทันที เขาจะหยุด แล้วพอพวกท่านกลับไป น้ำก็ขุ่น อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาจัดการชัดเจน” นายอมรินทร์ กล่าว  

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สส. กล่าวว่า การลงพื้นที่พบความแตกต่างชัดเจนระหว่าง คลองยูง ที่ไหลมาจากฝั่งเมียนมามีความขุ่นสูงมาก กับ คลองกระที่ไหลจากฝั่งไทย มีความใส เห็นความแตกต่างเมื่อทั้งสองสายไหลมาบรรจุรวมกันเป็นแม่น้ำกระบุรี  

“ช่วง 2–3 วันก่อน กมธ. ลงพื้นที่ น้ำมีสภาพใสขึ้นผิดปกติจากเดิมที่มักเป็นสีส้มอมแดง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัญหาน้ำประปา ต.ปากจั่น ยังแตกต่างจากพื้นที่ภาคเหนือที่ใช้ระบบประปาภูมิภาคหรือน้ำบาดาล พื้นที่ ต.ปากจั่น ใช้น้ำจากแม่น้ำกระบุรีทำประปาท้องถิ่นโดยตรง ทำให้ประชาชนทั้งตำบลรับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ อบต. มีงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงปีละประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือมลพิษระยะยาว” รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าว 

ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาแม่น้ำกระบุรีสีขุ่นได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแล้ว คลองจั่น ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาในไทย ยังพบปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดสำรอง  

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่รับทราบปัญหาและจะผลักดันโครงการจัดหาแหล่งน้ำสะสมใหม่ เช่น บริเวณบ้านน้ำทุ่น  โดย กมธ. จะช่วยประสานงานเรื่องขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อเริ่มศึกษาโครงการ นอกจากนี้จะเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจวิเคราะห์ค่าน้ำ ตะกอนดิน และผลกระทบทางการเกษตร พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่าย 

“จากที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกระบุรีขุ่นมาหลายปี ผมคิดว่าจะต้องผลักดันให้รัฐบาลออก กฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง บังคับให้ผู้นำเข้าแร่ต้องระบุที่มาของเหมืองต้นทาง รวมถึงรับรองระบบการบำบัดน้ำเสียว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องห้ามนำเข้า เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นผู้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ประโยชน์” นายภัทรพงศ์ กล่าว 

ด้านนางสาวจันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 จ.ภูเก็ต (สคพ.15) กล่าวว่า ผลการตรวจวัดตัวอย่างน้ำที่เก็บไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า ค่าความขุ่น (Turbidity) สูงถึง 212 ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานไปมาก และเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความกังวลใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ 

​”ค่าความขุ่นพุ่งสูงถึง 212 ซึ่งเกินมาตรฐานไปมากๆ ทำให้เกิดความกังวล แต่ในส่วนของโลหะหนักและสารอันตรายอื่นๆ เช่น แคดเมียม หรือสารหนู ทั้งในน้ำและในตะกอนดิน จากการตรวจวิเคราะห์แทบจะไม่พบ หรือพบก็น้อยมาก ไม่ได้เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด สำหรับตัวอย่างน้ำที่เก็บล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลแล็บวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากสารบางประเภทต้องส่งวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการภายนอก” ผอ.สคพ 15 กล่าว 

นางสาวจันจิรา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ อบต.ปากจั่น ต้องหาแหล่งน้ำสำรอง เช้าวันพรุ่งนี้  (22 กรกฎาคม) จะมีการประชุมร่วมกันที่ ศาลากลางจังหวัดระนอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.), ศุลกากร, เกษตรจังหวัด และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องงบประมาณในการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้ชุมชน รวมถึงมาตรการรับมือน้ำเสียข้ามแดนจากฝั่งพม่าให้เกิดความยั่งยืน เวลา 09.00น. ทุกหน่วยก็คงจะได้พูดถึงปัญหาและน่าจะมีข้อสรุป 

นางสาวจันทิรา กล่าวถึงประเด็นที่ชาวบ้านรู้สึกว่าภาครัฐทำงานล่าช้าและไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งก่อนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา โดยมี ผู้ว่าราชการ จ.ระนอง เป็นประธาน และเสนอให้มีตัวแทนชาวบ้านร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพราะการมีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมจะช่วยให้นำข้อมูลจากที่ประชุมไปบอกต่อให้ลูกบ้านและคนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

เมื่อถามว่า   หากชาวบ้านไม่สบายใจกับกรณีการขุ่นของแม่น้ำกระบุรี สามารถร้องขอให้ สคพ.15 ลงพื้นที่ไปตรวจเพิ่มได้หรือไม่ นางสาวจันจิรา ปกติจะตรวจคุณภาพแม่น้ำปีละ 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีการใช้งบประมาณและต้องวางแผนเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในพื้นที่ต่างๆด้วย หากชาวบ้านต้องการให้ตรวจเพิ่มเป็นปีละ 5 ครั้งจะรับไปพิจารณาก่อนแต่ยังไม่รับปาก

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

ปิยะรัฐชย์ ลุยปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาเป็นศูนย์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“รมช.ปิยะรัฐชย์”เดินหน้านโยบายปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพด–ไร่เลื่อนลอย ตั้งเป้าลดการเผาภาคเกษตรเป็นศูนย์

21 ก.ค.69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์           เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงแนวคิดร่วมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่มีการทำไร่ข้าวโพด หรือทำไร่หมุนเวียน ในพื้นที่สูง ปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชวนเกษตร ขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงและเกษตรประณีต 

อาทิ  การปลูกกาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ไปสู่การผลิตสินค้าที่เน้น คุณภาพ นวัตกรรม และการแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ที่สูงขึ้น ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 

โดยในขณะนี้ ได้เริ่มต้นโครงการประชาสัมพันธ์กล้าพันธุ์กาแฟ หนุนเกษตรกรใช้พันธุ์กาแฟคุณภาพ ยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดโลก  ณ โรงเรียนบ้านเล่าฝู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 

นส.ปิยะรัฐชย์ ยอมรับว่า ในปัจจุบันภาคการผลิตกาแฟไทยเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญในการยกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้กล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพที่ดีเหมาะสมกับพื้นที่ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบการแปรรูปและการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดกาแฟคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 1,000-1,500 เมตร มีความเหมาะสมกับการปลูกกาแฟอาราบิก้า และเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญที่สุดของไทย 

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นได้มีการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด การสร้างเรื่องราว (Storytelling) ของกาแฟอัตลักษณ์เชียงราย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตผู้ประกอบการ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟได้มาตรฐาน เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตกาแฟคุณภาพที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลกอย่างครบวงจร 

’มั่นใจว่าจะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม การไม่บุกรุกพื้นที่ป่า การไม่เผาในทุกกรณี และการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก เพื่อให้กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับระดับสากลและเกษตรกรสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ได้มอบปัจจัยการผลิตต้นกาแฟแก่ผู้แทนเกษตรกร 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวน 443,700 ต้น ผู้แทนเกษตรกรอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำนวน 127,000 ต้น

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี กระทรวง​เกษตร​ ฯ​สั่งเร่งขยายพันธุ์แจกจ่ายประชาชน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ ว่า “พิมลลักษณ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พร้อมมอบหมายหน่วยงานในสังกัดเร่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ​พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ (Golden Amethyst) ซึ่งเป็นพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่ว่า “พิมลลักษณ์” (อ่านว่า พิ-มน-ลัก) มีความหมายอันเป็นมงคลว่า “ลักษณะที่งามบริสุทธิ์” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแจ้งมิติมงคลดังกล่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สำหรับพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่นี้ ค้นพบโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะของดอกที่แปรผันแตกต่างจากสายพันธุ์เดิมอย่างเด่นชัด โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืชเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 และคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชได้เห็นชอบให้ประกาศกำหนดพืชสกุลทรัมเป็ตดังกล่าว เป็นชนิดพืชพันธุ์ใหม่ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งการค้นพบครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางพฤกษศาสตร์ที่สะท้อนถึงศักยภาพการวิจัยและความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ในประเทศไทย

นายสุริยะกล่าวว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลและทรงคุณค่าแก่ต้นทรัมเป็ตสายพันธุ์ใหม่นี้

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เร่งจัดทำมาตรการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปลูก และขยายพันธุ์ต้น “พิมลลักษณ์” อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมแจกจ่ายกล้าไม้พรรณใหม่นี้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำไปปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมกันอนุรักษ์พรรณไม้พระราชทานให้แพร่หลายไปทั่วประเทศสืบไป

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

จากพื้นที่การเกษตรที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ต้องพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียวจนไม่สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับผลผลิตเสียหายจากฝนทิ้งช่วง ดินทรายที่ร้อนจัดทำให้พืชหัวเน่าเสีย และรายได้ไม่แน่นอน แต่วันนี้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังได้รับการสนับสนุนแหล่งน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำให้สามารถมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นแหล่งผลิตพืชมูลค่าสูงที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

นางสุพิน ทองชมพูนุช ประธานกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 เล่าว่า หลังได้รับน้ำบาดาลจากโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชไร่แบบเดิมมาสู่การเพาะเห็ด ปลูกมันหวานญี่ปุ่น และปลูกผักหมุนเวียน โดยเฉพาะการปลูกผักกาดสลับกับมันหวานญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสะสมของศัตรูพืชตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีแล้ว ยังทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เพราะผักกาดใช้เวลาปลูกเพียง 40 วัน ขณะที่มันหวานใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ส่งผลให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

นางพัลลภา จิวประสาท เลขานุการและสมาชิกกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 กล่าวว่าปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลมีสมาชิก 11 ราย ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วยการติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำทุกแปลง เพื่อควบคุมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดเก็บค่าใช้น้ำหน่วยละ 2 บาท และค่าบำรุงรักษาเดือนละ 5 บาท เพื่อนำมาใช้ดูแลและซ่อมบำรุงระบบน้ำบาดาลให้สามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืน ผลจากการมีแหล่งน้ำที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาลหรือกังวลกับฝนทิ้งช่วง โดยกลุ่มยังสามารถสร้างผลผลิตจากการปลูกมันหวานญี่ปุ่นพันธุ์ซิลค์สวีทที่มีคุณภาพสูง ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี มีผลผลิตประมาณ 6 ตันต่อรอบ และมีภาคเอกชนรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในอนาคตกลุ่มเกษตรกรยังเตรียมต่อยอดสู่การปลูกหัวไชเท้าและพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เกษตรกรต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำบาดาลไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่” เพราะเมื่อมีน้ำเพียงพอก็สามารถปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล มีรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างงานให้คนในชุมชน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมชลประทานเดินหน้าติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) มีผลการดำเนินงานร้อยละ 16.86 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายของปีงบประมาณ

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ประกอบด้วย งานดินขุดดำเนินการแล้วจำนวน 390,484 ลบ.ม. งานปั้นคันกั้นน้ำและงานก่อสร้างทำนบดิน ทั้งสองกิจกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ขณะที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างและระบบระบายน้ำ รวมถึงงานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน 4 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนงานจ้างก่อสร้างผิวทาง ระยะทาง 3.9 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อเข้าดำเนินงาน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝนได้ประมาณ 12,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5,000 ไร่ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้โดยเร็วที่สุด อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน