วกส. รุ่น 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

วกส. รุ่นที่ 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จำนวน 82 คน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วกส. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA ตลอดจนผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจและกติกาการค้าโลก การรับมือจากความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลักสูตร วกส. จึงมีบทบาทในการพัฒนาผู้นำที่เข้าใจบริบทโลก สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสานพลังเครือข่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร การสำเร็จหลักสูตรไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายไปสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน ถือเป็นผู้นำเกษตรยุคใหม่และเป็นพลังสำคัญของประเทศ และจากวันนี้ ความสำเร็จจะไม่ได้วัดเพียงจากการพัฒนาองค์กรของตนเอง แต่จะวัดจากความสามารถในการผนึกกำลัง เปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาการอบรม โดยระบุว่า วกส. เป็นหลักสูตรชั้นนำด้านการเกษตรของประเทศที่ออกแบบเพื่อพัฒนาผู้นำให้มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี บริบทโลก และความต้องการของเกษตรกร ครอบคลุมทั้งเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด การบริหารจัดการ และนวัตกรรม คุณค่าของหลักสูตรจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ “ผู้เรียนได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ภาคเกษตรไทยจะได้อะไร จากผู้นำเหล่านี้” การรวมผู้นำจากทุกภาคส่วนไว้ในเครือข่ายเดียวกัน ช่วยเชื่อมโจทย์จากพื้นที่กับนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและตลาด เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าและรายได้ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า วกส. รุ่นที่ 7 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มีนาคม–21 สิงหาคม 2569 โดยผสาน “ความรู้ในห้องเรียน” กับ “ประสบการณ์จากพื้นที่จริง” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ และการศึกษาดูงานด้านนโยบาย ระบบวิจัย ธุรกิจเกษตร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นการพัฒนาภาคเกษตรครบทั้งห่วงโซ่และสามารถนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้กับองค์กรและพื้นที่ได้จริง ตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำกว่า 600 คน เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ควบคู่กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยกว่า 40 โครงการ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทเพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพัฒนา “ผู้นำ” ซึ่งรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีและงานวิจัยไปแก้ปัญหาอย่างไร หลักสูตรวกส. จึงไม่ได้สร้างเพียงผู้บริหารที่มีความรู้ แต่กำลังสร้างเครือข่ายผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทางออก เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นพลัง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยกระดับภาคการเกษตรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เกษตรแนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กระชับความสัมพันธ์-ความร่วมมือด้านปศุสัตว์ไทย-จีน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

27 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางสาวจาง เซียวเซียว (Ms. Zhang Xiaoxiao) ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือความร่วมมือด้านปศุสัตว์ระหว่างไทย – จีน ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว ชั้น 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมถึงการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนและทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานงานระหว่างกรมปศุสัตว์ของไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อส่งเสริมให้การประสานงานและการแก้ไขประเด็นด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นในมาตรการกำกับดูแลมาตรฐานและคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยสำหรับการส่งออกไปยังประเทศจีนอีกด้วย

กรมปศุสัตว์,อธิบดีกรมปศุสัตว์,ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์,ปศุสัตว์,ไทยจีน,

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย

จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

กาฬสินธุ์ชาวนากาฬสินธุ์ประกันราคาข้าวปุ๋ยเคมีแพงวิกฤตราคาปุ๋ยเกษตรกรรม

ทช.สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่เอกซเรย์ติดตามการแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ ในระบบนิเวศปากแม่น้ำ 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร จังหวัดละ 3 สถานีสำรวจ

การสำรวจใช้วิธีวางอวนลอยติดตาและสุ่มหว่านแห เพื่อเก็บข้อมูลชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในพื้นที่

ผลการสำรวจพบว่า

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ และปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร พบปลาหมอคางดำรวม 5 ตัว

บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 30 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง

การสำรวจและติดตามอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเหมาะสม

รู้เร็ว ติดตามต่อเนื่อง จัดการบนฐานข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายของสัตว์น้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลาหมอคางดำ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รุกเดินหน้าขับเคลื่อนระบบ Co-op Financial มุ่งยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ไทย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:29 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมชูระบบประเมินความเสี่ยงและเตรียมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอบบัญชีในอนาคต

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีผู้เข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง ซึ่งบุคลากรและผู้สอบบัญชีของกรมฯ มีความพึงพอใจอย่างมากเนื่องจากสามารถเห็นข้อมูลได้หลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งานจากกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกรวม 11 ล้านคน ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 10 กรมฯ จึงเตรียมแผนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้สหกรณ์ต่างๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญที่กรมฯ ภาคภูมิใจคือระบบประเมินความเสี่ยง หรือ CF Score ซึ่งจะจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 20 ปี และจะมีการอัปเดตข้อมูลทุกปีหลังจากการสอบบัญชีเสร็จสิ้น ระบบนี้ช่วยให้ประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภทสามารถมองเห็นภาพรวมของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เคยเห็นเฉพาะข้อมูลของตนเอง

สำหรับการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ กรมฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะตามความรุนแรงของปัญหา โดยในกลุ่มระยะสั้นที่ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี กรมฯ ประเมินว่าแก้ไขได้ไม่ยากและจะส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ส่วนกลุ่มระยะกลางที่สะสมปัญหามา 5-15 ปี อาจจำเป็นต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ และสำหรับกลุ่มระยะยาวที่มีปัญหาเรื้อรัง 15-30 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนและบางกรณีไม่สามารถหาหลักฐานทางบัญชีได้ กรมฯ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันกรมฯ มีผู้สอบบัญชีประมาณ 400 กว่าคน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงาน กรมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสอบบัญชีในปี 2570 โดยจะนำร่องกับสหกรณ์การเกษตรที่ไม่มีความซับซ้อนก่อน นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันสวัสดิการให้แก่บุคลากร ทั้งการเสนอขอเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่ง และการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีภาครัฐสามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมในการขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สหกรณ์ไทย,

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:12 น.

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย

กรมที่ดิน เข้ารับมอบโล่และตรารับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานของรัฐที่มีการให้บริการด้วยความ “สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย” โดยกรมที่ดิน ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 79 แห่ง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระดับก้าวหน้า จำนวน 5 แห่ง และระดับพื้นฐาน จำนวน 74 แห่ง การรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) มีเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ ด้านคุณภาพการให้บริการ และด้านผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ โดยมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง

นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า การที่สำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมที่ดิน และเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
โดยในปี 2569 มีสำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC จำนวน 79 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและยกระดับงานบริการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับรางวัลระดับก้าวหน้าหรือโล่สีเงิน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย อีกทั้งยังได้รับการรับรองในระดับพื้นฐานหรือโล่สีฟ้า จำนวน 74 แห่ง สำนักงานที่ดินที่ผ่านการรับรองได้ดำเนินการพัฒนางานบริการในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับการให้บริการ การจัดพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำที่สะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตบริการ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน พร้อมนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบติดตามสถานะงาน ระบบคิวอัตโนมัติ SmartLands Application ระบบนัดหมายจดทะเบียนล่วงหน้า และช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของบุคลากรกรมที่ดินในการพัฒนาการบริการและสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินที่ได้รับการรับรองจะต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมที่ดินจะนำผลสำเร็จในครั้งนี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศยกระดับการบริการด้วยหัวใจ มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สำนักงานที่ดินทั้ง 462 แห่งทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวกอย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

สุริยะ กำชับกรมชลฯ-หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ รับมือผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

“สุริยะ”กำชับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดการณ์น้ำในเขตชลประทานมีเพียงพอทั้งปี เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกรนอกเขตชลประทานลดผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

16 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญเพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความต้องการอุปโภค บริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังมีเพียงพอสำหรับฤดูการเพาะปลูก แต่ยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งหากมีฝนตกต่อเนื่องและสามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอ

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีการประเมินว่าจะเกิดภัยแล้งในช่วงปลายปีได้ โดยคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ น้ำจะมีเพียงพอในพื้นที่เขตชลประทาน แต่ในพื้นที่นอกเขตประทานอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือและเสนอทางให้เกษตรกรสามารถปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมชลประทาน,เอลนีโญ,

‘สุชาติ’บุกเพชรบุรี! ‘เปิดประตูระบายน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่

14 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ บุกเพชรบุรี! เปิดประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่ พร้อมลุยชายฝั่งเร่งแก้ปัญหา ‘กระซ้า’ ทับถม สั่งขุดลอกช่วยเรือประมงพื้นบ้าน

         วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ ณ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ก่อนเดินทางต่อไปยังชายฝั่งคลองปากทะเล ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม เพื่อติดตามปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการทับถมของ ‘กระซ้า’ (เศษเปลือกหอยและหินปูน) ที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน

         การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับและหารือแนวทางร่วมกับ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี, นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1, นายฤกษ์ อยู่ดี สส.เพชรบุรี เขต 2, จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3 รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

         นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งช่วงน้ำมากและน้ำแล้ง สำหรับประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์เป็นโครงการที่ สส.ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กักเก็บน้ำช่วงฤดูแล้ง และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม โดยประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ 1.พื้นที่การเกษตรฤดูฝน: ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 ไร่ และ 3.พื้นที่การเกษตรฤดูแล้ง: ได้รับประโยชน์ประมาณ 700 ไร่ ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 625 ครัวเรือน ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี

         จากนั้น รัฐมนตรีฯ ได้เดินทางลงพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม รับฟังเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านจากปัญหาการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ (เศษชิ้นส่วนเปลือกหอย เปลือกปู และสิ่งมีชีวิตเปลือกแข็ง) ที่ถูกลมและกระแสน้ำพัดพามาทับถมบริเวณปากอ่าวและร่องน้ำ

         ซึ่งการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ ทำให้ร่องน้ำตื้นเขินอย่างหนัก เรือประมงสัญชาติพื้นบ้านเข้า-ออกด้วยความยากลำบาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและเพิ่มต้นทุนการออกเรือ ซึ่งนายสุชาติได้พบปะให้กำลังใจประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคืนความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่พี่น้องชาวประมงอย่างยั่งยืน

ทสประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์สุชาติชมกลิ่นเพชรบุรีแก้ปัญหากระซ้า