กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูแอปฯ ‘SmartMember’ ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันทุจริต ลดต้นทุนสหกรณ์

17 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

​กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าชูแอปพลิเคชัน “SmartMember” เสริมแกร่งสหกรณ์ไทย ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และลดต้นทุนมหาศาล มุ่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 2.5 แสนราย ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์

​นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาและส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน SmartMember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับโปรแกรมระบบบัญชีของกรมฯ ที่เปิดให้บริการมาร่วม 10 ปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศใช้งานโปรแกรมบัญชีดังกล่าวเกือบ 3,000 แห่ง โดยแอปพลิเคชัน SmartMember ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นยอดเงินฝาก ยอดการส่งหุ้น หรือการชำระหนี้สินเงินกู้

​”แอปพลิเคชันนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ ในอดีตสมาชิกต้องรอเอกสารสุ่มสอบถามยอดในช่วงสิ้นปีเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แต่ปัจจุบันสมาชิกสามารถรับรู้ข้อมูลและตรวจสอบได้ทุกเดือน หากพบความผิดปกติก็สามารถทักท้วงกับสหกรณ์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายวุฒิพงศ์ กล่าว

​อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำแอปพลิเคชัน SmartMember ไปใช้งานแล้วประมาณ 1,000 แห่ง มีสมาชิกรวมกว่า 250,000 คน ตัวอย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จำกัด ที่มีสัดส่วนสมาชิกเข้าใช้งานผ่านระบบสมาร์ทโฟนสูงถึง 85% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะสร้างความโปร่งใสและให้สมาชิกเป็นหูเป็นตาแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลดการใช้กระดาษ (Paperless) ลดค่าจัดพิมพ์ และค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ในแต่ละปี

​สำหรับจุดเด่นของแอปพลิเคชัน SmartMember ได้แก่

  • ​ตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา: สมาชิกสามารถดูยอดเงินฝาก หุ้น และหนี้สิน ได้แบบเรียลไทม์ทุกเดือน
  • ​ป้องกันการทุจริต: สมาชิกทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเอง หากไม่ตรงสามารถแจ้งตรวจสอบได้ทันที
  • ​ลดค่าใช้จ่ายและรักษาสิ่งแวดล้อม: สหกรณ์ประหยัดงบประมาณจากการพิมพ์และจัดส่งเอกสารกระดาษ
  • ​ความปลอดภัยสูง: รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานรัฐ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

​ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและโปร่งใส โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแผนเตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ และเวทีการประชุมระดับจังหวัด เพื่อให้ความรู้และช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในการดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

องคมนตรี ติดตามผลสำเร็จ ‘อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา’ พลิกวิถีเกษตรกรปราจีนบุรี ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาอาชีพและการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โอกาสนี้ องคมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรของนางสุหร่าย สมมิตร อายุ 66 ปี ข้าราชการครูบำนาญ หมู่ที่ 8 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2562 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 5 ไร่ จากเดิมที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการปลูกทุเรียนและมะพร้าวน้ำหอม พร้อมปรับสภาพพื้นที่และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่และการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสม

นางสุหร่าย สมมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำและพัฒนาอาชีพในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาน้ำขัง และปลูกยูคาลิปตัสเป็นหลัก เนื่องจากใช้น้ำน้อย แต่ภายหลังกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และมีคลองส่งน้ำผ่านพื้นที่ ทำให้มีน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเพียงพอ จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกไม้ผลและเกษตรแบบผสมผสาน ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงแรกต้องลงทุน แต่เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง ซึ่งเป็นทุเรียนคุณภาพของจังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 3.2 ตัน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120 บาท มีผู้บริโภคสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำหน่ายหน้าสวนและสั่งทางออนไลน์ ทำให้มีรายได้ถึง 380,000 บาท และในปีหน้าคาดว่าทุเรียนจะให้ผลผลิตมากขึ้น จึงน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” นางสุหร่ายกล่าว

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินชีวิต โดยนำหลักความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ทั้งการวางแผนใช้จ่าย การบริหารพื้นที่ทำกิน และการจัดสรรรายได้อย่างเป็นระบบ จากเดิมที่มีรายได้หลักจากเงินบำนาญ ปัจจุบันมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้มีความมั่นคงและมีความสุขกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณในพื้นที่สวนของตนเอง พร้อมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้น องคมนตรีและคณะเดินทางไปยังแปลงเกษตรของนายมณี ยิ่งยงค์ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยกรมการข้าว ใช้พื้นที่นาขนาด 5 ไร่ เป็นแปลงต้นแบบ โดยนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินมาใช้คำนวณปริมาณปุ๋ยอย่างแม่นยำ ควบคู่กับการปลูกข้าวพันธุ์ กข79 และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นายมณี ยิ่งยงค์ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เกษตรกรในพื้นที่สามารถทำนาได้เฉพาะฤดูนาปี แต่หลังจากมีระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำผ่านคลองชลประทาน ทำให้สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน พื้นที่ซึ่งเคยประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน นายมณีทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่รวม 28 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนาข้าว สวนผลไม้ และแหล่งน้ำ โดยปลูกเงาะ ทุเรียน กล้วย มะพร้าว ข่า ตะไคร้ และเลี้ยงปลา รวมทั้งมีโรงสีข้าวสำหรับให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังนำผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่น ปลายข้าวและรำข้าว มาใช้เป็นอาหารปลาและไก่พื้นบ้าน ช่วยลดต้นทุนและสร้างประโยชน์จากทรัพยากรภายในพื้นที่อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานขององคมนตรีและคณะ สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ที่มิได้เป็นเพียงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน มีน้ำเพียงพอตลอดปี และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

2 รางวัล สะท้อน 2 พลัง! ‘กรมที่ดิน’ มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการ ‘บริการดี + นวัตกรรมเด่น’

16 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

กรมที่ดิน เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง การันตีความสำเร็จด้วย 2 รางวัลใหญ่ประจำปี 2569 ตอกย้ำเป้าหมายสำคัญคือ “ประชาชนได้รับบริการที่ดี สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ”

  1. มาตรฐานการบริการประชาชน ระดับประเทศ (GECC ประจำปี 2569)

กรมที่ดิน คว้าการรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) รวม 79 แห่ง ทั่วประเทศ

ระดับก้าวหน้า: 5 แห่ง

ระดับพื้นฐาน: 74 แห่ง

สะท้อนการให้บริการที่ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

  1. รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 (ประเภทนวัตกรรมการบริการ)

ผลงาน “นวัตกรรมระบบติดตามงานวัดขอได้มาซึ่งที่ดิน” โดย สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษและสาขา

นวัตกรรมที่ช่วยติดตามความก้าวหน้าของงานอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบสถานะงาน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานการบริการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างดีที่สุดครับ

#กรมที่ดิน #กระทรวงมหาดไทย #GECC2569 #รางวัลเลิศรัฐ #บริการดีนวัตกรรมเด่น #ศูนย์ราชการสะดวก #SmartLands

กสก.ผนึกสถาบันอาหาร เปิดตัว ‘โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า’ ขับเคลื่อนเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

16 กันยายน 2569 เวลา 13:02 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันอาหาร จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์ มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

โครงการดังกล่าวเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer (SF) และ Young Smart Farmer (YSF) รวม 100 กิจการ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช สมุนไพร และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด ช่วยยกระดับราคาผลผลิต และลดต้นทุนในการดูแลรักษา อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และยังสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบ

นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน  การดำเนินงานในครั้งนี้ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแปรรูปในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้สามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินศักยภาพและสุขภาพธุรกิจ (Business Health Check) ของผู้ประกอบการแต่ละกิจการ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเฉพาะรายกิจการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า “ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องมองให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ศักยภาพของวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กระบวนการผลิต คุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงผู้บริโภคและโอกาสทางการตลาด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเปลี่ยนจากการ แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่าและนวัตกรรม”

“สถาบันอาหารจึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารแบบครบวงจร หรือ End-to-End Solutions เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการผลิตจริง มาตรฐาน และตลาด เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นต้องสามารถสร้างคุณค่าและความแตกต่างบนพื้นฐานของนวัตกรรม ควบคู่กับความเป็นไปได้ในการผลิต การตอบรับของตลาด และศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ หรือกล่าวได้ว่า ต้อง ‘ผลิตได้จริง ขายได้จริง และเติบโตได้จริง’”

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในอนาคตต้องเป็น Market-Driven Innovation คือใช้ความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสร้างคำตอบ วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงจากการพัฒนาสินค้าโดยไม่มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีอัตลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น”

“สถาบันอาหารมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบเกษตร ภูมิปัญญาอาหาร และอัตลักษณ์ด้านรสชาติ หากสามารถผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับ นวัตกรรม ความยั่งยืน มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภค จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่อาหารมูลค่าสูง และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว”

รายละเอียดขอบเขตการดำเนินงาน 6 กิจกรรมหลัก

โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า มีกรอบแนวคิดการดำเนินงานที่ครอบคลุมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 6 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่:

  1. การประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จัดประชุมชี้แจงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านการพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ (Brand Identity & Packaging) และการจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas (BMC) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของกิจการและความต้องการของตลาด
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบ จำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมการพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิต การทดสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และมีความพร้อมสำหรับการทดสอบตลาดจริง
  3. การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์ ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโปสเตอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ และ E-Book โดยนำเสนอข้อมูล จุดเด่น และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และสนับสนุนการสื่อสารผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคและตลาดเป้าหมาย
  4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสู่การปฏิบัติจริง ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการของเกษตรกรทั้ง 100 กิจการ ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการผลิตได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
  5. การทดสอบตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่การทดสอบตลาดจริง (Real Market Test) และจัดแสดงในกิจกรรม Product Showcase เพื่อประเมินการตอบรับและความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งคัดเลือกกิจการที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าสู่กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ซื้อและช่องทางการตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก– ค้าส่ง และ Modern Trade เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงพาณิชย์
  6. การติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“กรมส่งเสริมการเกษตรยึดมั่นในการเปลี่ยนเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแปรรูปมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถต่อยอดผลผลิตสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว”

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว-ยอดสะสม 41 ตัว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว ยอดสะสม 41 ตัว ด้านประมงจังหวัดยันยังคุมได้ เพราะปลานักล่าเจ้าถิ่นช่วยคุมกำเนิด

วันที่ 16 กันยายน 2569 สถานการณ์ ‘ปลาหมอคางดำ’ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีรายงานจากหน่วยเคลื่อนที่เร็วแก้ปัญหาปลาหมอคางดำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่ายังคงลาดตระเวนตรวจค้นรอบบริเวณเขื่อนลำปาวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจุดที่เคยพบการแพร่ระบาดมาก่อน คือ บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และบ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย ผลปฏิบัติงานล่าสุดถือว่าน่าตกใจไม่น้อย เพราะสามารถจับปลาหมอคางดำได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นช่วงกลางวันจับได้ 18 ตัว และช่วงกลางคืนถึงดึกอีก 8 ตัว รวมเบ็ดเสร็จวันเดียว 26 ตัว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จุดที่จับได้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริเวณเดิมที่เคยตรวจพบ โดยเฉพาะที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ซึ่งปลาส่วนใหญ่ติดเข้าไปในเครื่องมือประมง ‘ตุ้ม’ ที่ชาวบ้านวางดักไว้ และมีการแจ้งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมยอดทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน พบว่า บ้านคำเขื่อนแก้ว จับได้สะสม 34 ตัว บ้านนาอวน จับได้ 5 ตัว บ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จับได้ 1 ตัว บ้านโคกครึม ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จับได้ 1 ตัว รวมยอดสะสมทั้งสิ้น 41 ตัว

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้แต่ละตัวมีอายุประมาณ 3-6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่ามีการกระจายตัวอยู่บริเวณเหนือเขื่อนลำปาว และยังไม่มีรายงานพบในพื้นที่อื่น แม้จำนวนที่จับได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นชุกชุมหนาแน่น เนื่องจากไม่พบการรวมฝูง ส่วนใหญ่พบกระจายเพียงจุดละ 1-3 ตัวเท่านั้น

‘สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ปลาหมอคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น นักล่า แต่ในเขื่อนลำปาวเองก็มีปลาเจ้าถิ่นตัวใหญ่ที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ปลาชะโด ปลากดคัง ปลาตองลาย ปลาสลาด และปลาช่อน ซึ่งล้วนเป็นนักล่าตามธรรมชาติที่พร้อมจัดการผู้บุกรุกหน้าใหม่ ประกอบกับยังมีชาวประมงที่ออกจับปลาทุกวัน ก็เท่ากับช่วยควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำไปในตัว ถึงแม้จะพบปลาหมอคางดำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถือว่าระบาดรุนแรง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด’ ประมงฯ กล่าว

รายงานแจ้งว่าจากการสำรวจคาดการณ์ว่า ปลาหมอคางดำถูกนำมาปล่อยในพื้นที่ริมตลิ่งเขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี มานานกว่า 1 ปีแล้ว และเริ่มขยายพันธุ์เติบโตตามธรรมชาติ การระดมเครือข่ายประมงพื้นบ้านร่วมกับทีมปฏิบัติการของประมงจังหวัด จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตรวจพบปลาหมอคางดำได้มากขึ้นในช่วงนี้ ทั้งนี้ทางประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงและนักตกปลาช่วยกันจับปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าสามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้

ขณะที่ในระดับกระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นเข้ามาสนับสนุน ส่วนการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติยังทำไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ผลการเอกซเรย์พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบริเวณดังกล่าว ยังไม่พบความผิดปกติจากการระบาดของปลาหมอคางดำแต่อย่างใด แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อกุ้ง ส่วนพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำปาวและลำน้ำชี ที่มีการเลี้ยงปลากระชัง ก็ยังไม่พบสัญญาณการแพร่ระบาดเช่นกัน ดังนั้นแม้สถานการณ์ในขณะนี้จะยังอยู่ในการควบคุม แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวันก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เขื่อนลำปาวจะกลายเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ครั้งใหญ่หรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไป

นัดถกแก้หมอคางดำ ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นัดถกแก้หมอคางดำ

ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

“สุริยะ”มองปัญหาปลาหมอคางดำเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ระดมสรรพกำลังลุยแก้ทั้งระบบ คาดใช้เวลา 3 เดือน เห็นผลด้าน“วัชระพล”ผอ.ศูนย์การติดตามสถาการณ์และแก้ไขปัญหาฯนัดถก 29 หน่วยงาน สรุปแผนแก้ทั้งระบบตั้งเป้า 1 ปีต้องจบ ขณะที่เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ พบเพิ่มอีก 3 รวมแล้ว 16 ตัว เดินหน้ามาตรการ“เจอ แจ้ง จับ จบ”ตัดวงจรปลาหมอคางดำ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ว่า เรื่องปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะถ้าปล่อยให้ระบาดต่อไป จะทำให้สัตว์น้ำอื่น และระบบนิเวศ รวมถึงการประกอบอาชีพ ของพี่น้องเกษตรกร ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้เป็นระบบ สิ่งแรกคือจำกัดพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ให้ระบาดเพิ่มเติม

ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่แล้ว ต้องระดมสรรพกำลัง เพื่อไปกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนการฟื้นฟูสัตว์น้ำท้องถิ่นซึ่งต้องช่วยกันในหลายส่วนราชการ โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายวัชระพล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกรมประมงอยู่ ได้ทำหนังสือติดตาม และแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยจะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำ พร้อมย้ำว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถแก้ปัญหาให้ได้ อย่างถาวรและยั่งยืน

เมื่อถามย้ำว่า ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ เพราะมีการแพร่ระบาดไป 21 จังหวัดแล้ว นายสุริยะ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการที่ตั้งขึ้นมา มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมมือกัน ตนเชื่อว่า ถ้าทำตามขั้นตอน จะแก้ปัญหาได้พอสมควร เมื่อถามว่า จะต้องแก้ไขพื้นที่ทั้งหมดพร้อมกัน หรือทำแค่บางจุดเพื่อเป็นโมเดล นายสุริยะ กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการระบาด ต้องหยุดไว้ก่อน ส่วนจุดที่ระบาดตรงไหนที่เป็นจุดสำคัญ จะรีบเข้าไปดำเนินการในจุดนั้นก่อน คาดว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นเป็นรูปธรรม โดยจะใช้กรอบงบประมาณเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้อยู่แล้วที่ 450 ล้านบาท ไปดำเนินการ

ด้านนายวัชระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบวงเงินเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้ 450 ล้านบาท กรมประมงใช้ไปประมาณ 98 ล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณก้อนนี้ ในการแก้ปัญหาต่อ บริหารจัดการให้เด็ดขาด เรียบร้อย รวดเร็ว เบื้องต้นได้ทำแผนขึ้นมาคร่าวๆ แล้ว งบประมาณตรงนี้จะเพียงพอ

นายวัชระพล เปิดเผยถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ว่า ในวันที่ 16 กันยายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 29 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และ เพื่อกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนตั้งใจไว้ว่า ภายในกรอบเวลา 180 วันมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำต่างๆ ต้องเห็นผลความคืบหน้า และตั้งเป้าหมายภายใน 1 ปี ต้องแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้จบ โดยเบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินงานเร่งขับเคลื่อน 7 มาตรการ ได้แก่ 1.การเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำ 2.การใช้ปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากร 3.การส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ 4.การเฝ้าระวังแหล่งน้ำใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 5.การสร้างความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน 6.การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม และ 7.การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ จะพิจารณาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม หรือกำจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม โดยต้องประเมินทั้งประสิทธิภาพ ตามความเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของประเทศไทย และความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ ก่อนนำมาใช้จริง

นายวัชระพลย้ำว่า ศูนย์ฯ จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย ลดผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรและชุมชน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลให้ได้ภายใน1ปี

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมโดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายบุญธง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

นางสายฝน กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ”เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ &แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034และ จับ &จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจรปลาหมอคางดำ-หลังยอดพบพุ่ง 16 ตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! ยอดพบปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาวพุ่ง 16 ตัว เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจร ขณะที่กลุ่มเลี้ยงกุ้งเข้มกรองน้ำสกัดลุกลาม

วันที่ 15 กันยายน 2569 ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุม

โดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประมงจังหวัด และแจ้งระเบียบกรมประมงเรื่องการขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำแล้ว ประเด็นสำคัญคือกรณีพบปลาหมอคางดำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่ตรวจพบปลาหมอคางดำ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเป็นห่วงและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

ด้าน นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธุ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่พบปลาหมอคางดำหลุดลอดลงมาในบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกรายได้ตระหนักถึงปัญหา จึงกำชับให้คุมเข้มเป็นพิเศษเรื่องการใช้อุปกรณ์กรองน้ำขณะสูบน้ำจากคลองชลประทานเข้าบ่อกุ้ง ซึ่งทุกคนเอาใจใส่เป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยวิตกกังวลแต่จะไม่ประมาทโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ & แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034

และ จับ & จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

สำหรับมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ถือเป็นการล้อมคอกเขื่อนลำปาวเพื่อตัดวงจรชีวิตปลาหมอคางดำให้จบลงที่เหนือเขื่อนอย่างได้ผล หากนำมาใช้ป้องกันอย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดและลุกลามไปยังพื้นที่ใต้เขื่อนซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หรือขยายพันธุ์ไปยังลุ่มน้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขงในอนาคต ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างเคร่งครัดเพื่อสยบปลาหมอคางดำไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้

14 กันยายน 2569 เวลา 16:30 น.

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก ปี 69/70 เร่งยกระดับคุณภาพ-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้เกษตรกร

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ วิสต้า เชียงราย ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรวบรวมข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/2570 ระหว่าง บริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท สิริอินเตอร์กรุ๊ปประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเชียงราย รวม 6 แห่ง โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี และ นายขวัญตระกูล หาญกล้า นายอำเภอป่าแดด พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, ธ.ก.ส., สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายข้าวเปลือกที่ชัดเจน ได้รับราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งวางแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสม เน้นยกระดับคุณภาพและน้ำหนักของเมล็ดข้าวมากกว่าการเพิ่มปริมาณ เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดเล็กและเมล็ดหัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.เชียงราย จำกัด และชุมชนสหกรณ์จังหวัดเชียงราย จำกัด

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์ เกษตรกร และภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนข้าวเชียงรายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนามาตรฐาน ลดต้นทุน และสร้างตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

ด้าน นายณัฏฐ์ชานนท์ สุริยะไกรกุล ผู้แทนบริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างตลาดรองรับที่แน่นอนและเป็นธรรม พร้อมมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ มีราคาดีกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิใน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง จึงต้องเร่งส่งเสริมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

กรมที่ดินเร่งเดินสำรวจออกโฉนด 69 จังหวัด ผลงาน 8 เดือน ทะลุ 95%

14 กันยายน 2569 เวลา 10:49 น.

กรมที่ดินเดินหน้าสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชน เร่งขับเคลื่อนโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ ครอบคลุม 69 จังหวัด ตั้งเป้าหมายรวม 86,000 แปลง โดยผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน มีความก้าวหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 95

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน

เป้าหมาย 70,000 แปลง ดำเนินการได้ 66,439 แปลง คิดเป็นร้อยละ 99.87

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เป้าหมาย 16,000 แปลง ดำเนินการได้ 15,392 แปลง คิดเป็นร้อยละ 96.20

ข้อมูลจาก “บอกดิน” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการจัดการด้านที่ดิน โดยมีผลดำเนินการ บอกดิน 1 จำนวน 5,348 แปลง บอกดิน 2 จำนวน 166,215 แปลง และบอกดิน 3 จำนวน 73,893 แปลง

การเร่งรัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเอกสารสิทธิ แต่คือการสร้าง ความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ลดปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกรรมสิทธิ์ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

เดินสำรวจทั่วไทย ประชาชนได้ประโยชน์ ที่ดินไทยมั่นคง

กรมที่ดิน เคียงข้างประชาชน เพื่อที่ดินไทยยั่งยืน

#กรมที่ดิน #เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน #โฉนดที่ดิน #บอกดิน #บริการประชาชน #ที่ดินมั่นคง #กรมที่ดินเพื่อประชาชน #เดินสำรวจ69

กาฬสินธุ์เต้น จี้กำจัดหมอคางดำ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ สั่งปูพรมสำรวจแหล่งปลาหมอคางดำ 5 จุด เร่งจำกัดวงการแพร่ระบาด หวั่นกระทบระบบนิเวศและอาชีพเกษตรกร ด้านประมงจังหวัด กาฬสินธุ์เผย ยอดจับพุ่ง12ตัน ผอ.กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด’มั่นใจยังอยู่ในภาวะควบคุมได้ ยืนยันนำไปบริโภคได้ทุกเมนู ปลาไม่มีพิษ แต่ห่วงผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามค้องป้องกันความเสียหายด่วน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569  นายสุวรรธณ์  เข็มธนเพ็ชร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในพื้นที่เขื่อนลำปาว ณ ลานเจ้าปู่เชียงโสม บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา ฝั่งอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาว รวมทั้งหารือและกำหนดแนวทางในการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดให้อยู่ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำจืด ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์

การปฏิบัติงาน ได้จัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจ จำนวน 2 ทีม ลงพื้นที่สำรวจรวม 5 จุด โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ตรวจสอบและสุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำที่พบในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการดำเนินงานที่เหมาะสม จุดที่1 บริเวณสันเขื่อนและประตูระบายน้ำเขื่อนลำปาว รวมถึงบริเวณหาดดอกเกตุ , จุดที่ 2 บริเวณสะพานไหลหลอด บ้านดงบัง ตำบลดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ และ บ้านโคกสะอาด อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี,จุดที่3 บริเวณแพร้านอาหารใกล้สะพานเทพสุดา ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์, จุดที่4 บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ และ จุดที่ 5 บริเวณบ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี

โดยทุกจุดได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ สุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง บันทึกข้อมูล และเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ ก่อนนำข้อมูลกลับมาสรุปผล โดยระหว่างการเฝ้าระวังสถานการณ์ พบปลาหมอคางดำเพิ่มเติม จำนวน 4ตัว ในจำนวนนี้มี 3ตัว พบบริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี โดยชาวประมงพื้นบ้านจับได้ จำนวน 2 ตัวด้วยแห อีก 1 ตัวติดลอบ และพบอีก 1 ตัว ที่บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ก่อนนำส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงเพื่อตรวจพิสูจน์

ผลการตรวจสอบ ยืนยันว่า ปลาทั้ง 4 ตัวเป็นปลาหมอคางดำ ทำให้การพบครั้งนี้ นับเป็นการพบปลาหมอคางดำ ครั้งที่ 4 ในพื้นที่เขื่อนลำปาว หลังจากพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และพบเพิ่มเติมในวันที่ 5 และ 9 กันยายน 2569 โดยจุดที่พบยังอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริเวณตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี และพื้นที่ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์และกรมประมงจึงเร่งติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่นและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือชาวประมง เกษตรกร และประชาชน หากพบปลาที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ขอให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือสำนักงานประมงอำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่าง และดำเนินการตามแนวทางของกรมประมงต่อไป

วันเดียวกัน ที่เขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ชุดประชาสัมพันธ์ ติดตามเฝ้าระวังปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ประมงอำเภอหนองกุงศรี ได้นำภาพเปรียบเทียบ ระหว่างปลาหมอคางดำกับปลานิล ทำการประชาสัมพันธ์แนะนำวิธีการสังเกตปลาหมอคางดำให้กับชาวประมงพื้นบ้าน ตามแผนปฏิบัติการรณรงค์ โดย จังหวัดกาฬสินธุ์ และ ผู้แทนกรมประมง เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดปฏิบัติการประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวังปลาหมอคางดำไปเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) มี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ผลการรณรงค์ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและประชาชนมั่นใจขึ้นและมีรายงานในช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ จับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว ทำให้ยอดพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวเพิ่มเป็น 12 ตัวแล้ว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การพบปลาหมอคางดำ ได้รับแจ้งจากประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ว่าสามารถจับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว เป็นชาวประมงรายเดิม คือ นายยุติธรรม ที่เป็นคนจับปลาหมอคางดำได้เป็นคนแรก ทำยอดที่พบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวรวม 12ตัว ข้อสังเกตปลาหมอคางดำยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณเดิมคือ ตลิ่งริมน้ำ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี ที่ยังสามารถจำกัดพื้นที่และต้องขอความร่วมมือจากชาวประมงให้ช่วยกันจับมาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามเฝ้าระวังและทำการประชาสัมพันธ์ที่จะมีการประเมินผลทุกวัน

ด้าน นางสาวศิราณี  งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า จากรายงานพื้นที่เขื่อนลำปาว ปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ สำหรับเกณฑ์การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะดำเนินการได้ต่อเมื่อพบอัตราความชุกชุมของปลาตั้งแต่ 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ประเมินเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ลักษณะทางกายภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีความลึก ส่งผลให้การควบคุมและกำจัดกระทำได้ง่ายกว่าบริเวณแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนที่สัตว์น้ำสามารถซ่อนตัวได้ จากผลการสำรวจพบว่า ปลาหมอคางดำมักกระจายตัวอยู่บริเวณแหล่งแปรรูปสัตว์น้ำ เนื่องจากมีปริมาณสารอินทรีย์สูงซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดี สำหรับมาตรการกำจัดนั้น เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปลาลอยตัวขึ้นมาฮุบอากาศเพื่อเร่งกำจัดและสกัดกั้นไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นสามารถแจ้งสำนักงานประมงในพื้นที่ได้ทันที

นางสาวศิราณี กล่าวอีกว่า กรมประมงขอยืนยันว่า ปลาหมอคางดำเป็นเพียงสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ไม่มีพิษ และมีคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนสูงเทียบเท่าปลานิล ประชาชนสามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้ตามปกติ อาทิ การทำปลาร้า หรือประกอบอาหารประเภทแกง ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณ แม้จะอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ แต่กรมประมงได้เตรียมแผนรองรับสำหรับงบรอบใหม่ที่จะจัดสรรเข้ามาในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมทั้งได้บรรจุแผนการจัดการปัญหาดังกล่าวไว้ในงบประมาณระยะยาวปี 2570 แล้ว โดยระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะยังคงปฏิบัติงานเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเร่งกำจัด กรมประมงยังมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้า โดยได้กำชับให้ประมงจังหวัดเร่งลงพื้นที่แนะนำเกษตรกรให้ใช้ระบบกรองน้ำก่อนนำเข้าบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันลูกปลาหลุดรอด เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายออกจากบริเวณเขื่อนแล้วหรือไม่