วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“วัชระพล ”ชูยุทธศาสตร์ 4S ยกระดับไหมไทยสู่เวทีโลก ดัน AI เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร

วันนี้ (29 พ.ค.) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานหม่อนไหม ณ ห้องประชุมนกยูงสีทอง ชั้น 7 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมหม่อนไหม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะทำงาน พร้อมด้วย นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วม โดยกล่าวว่า หม่อนไหมเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย และเศรษฐกิจชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของรัฐบาล ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่มายกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

นายวัชระพล กล่าวอีกว่า ไหมไทยจึงไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรหรือผืนผ้า แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความประณีตและวิถีชีวิตของคนไทยที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ประกอบกับการน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผ้าไทยทันสมัย เข้าถึงง่าย และสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมเชื่อว่าหากเราสามารถนำภูมิปัญญาดั้งเดิมอันทรงคุณค่าของไทยมาผสานกับนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ไหมไทยจะไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจเท่านั้น แต่จะก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ พร้อมทั้งนำพาผ้าไหมไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง” นายวัชระพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคเกษตรและอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิต ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันในตลาดสากล จึงได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ในฐานะหน่วยงาน “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมนี้ ขับเคลื่อนงานผ่านยุทธศาสตร์ 4S ได้แก่

S1 Standard & Soul มาตรฐานนำ ภูมิปัญญาหนุน มุ่งพัฒนามาตรฐานผ้าไหมไทย โดยเฉพาะตรานกยูงพระราชทานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เร่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และจัดทำ Digital Book รวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิม

S2 Smart Farmer & Smart Generation ปั้นเกษตรกรยุคใหม่และเยียวยาฐานราก แก้ไขปัญหาเร่งด่วนในการเข้าถึงต้นทุนการผลิตและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ดูแลให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์หม่อนและไหมคุณภาพดีอย่างทั่วถึง พร้อมเร่งสร้าง Young Smart Farmer และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีใน 4 ภูมิภาค ด้วยระบบ Coaching ให้กลายเป็นอาชีพที่ทันสมัย มั่นคง และน่าภาคภูมิใจสำหรับคนรุ่นใหม่

S3 Science & Solution นวัตกรรมแก้โจทย์ ยกระดับมูลค่า โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวางแผนการผลิตและระบบเตือนภัยโรคแมลง พร้อมต่อยอดโปรตีนไหมสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเครื่องสำอาง การแพทย์ และอาหารเสริม

“AI และ Big Data จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทย เพราะประเทศไทยมีองค์ความรู้และข้อมูลจำนวนมากกระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ หากสามารถรวบรวมและพัฒนาเป็นคลังข้อมูลกลางได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรในการวางแผนการผลิต เลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และบริหารจัดการการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น” นายวัชระพล กล่าว

S4 Style & Sustainability สไตล์ที่ร่วมสมัย สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งเปลี่ยนภาพจำผ้าไหมให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยจะ Rebrand ผ้าไหมไทยและตรานกยูงพระราชทานให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะวันนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ การเข้าถึงแหล่งน้ำ เงินทุน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงและกรมหม่อนไหม คือการเข้าไปดูแลปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาดิน และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตและสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวัชระพล กล่าว

ขณะที่นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งพัฒนาการผลิตและกระจายพันธุ์หม่อนและไข่ไหมคุณภาพให้เกษตรกรเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมให้มีความร่วมสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมผลักดันผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานสู่การยอมรับในระดับสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยให้คงคุณค่าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

015

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป 'Smart Member' ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เผยรายละเอียดกรณีตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่   แฉพฤติการณ์คนในเจาะฐานข้อมูลแก้ตัวเลขบัญชี สั่งฟันวินัย-อาญา-ปปง. เด็ดขาด พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุก เร่งตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” เพื่อเฝ้าระวัง ล่าสุดพบข้อสังเกตความผิดปกติในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง ยืนยันการทุจริตกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ จี้สมาชิกสหกรณ์รักษาสิทธิ์ตนเองผ่านแอป Smart Member พร้อมเตรียมยกระดับมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ด้วยระบบ AI ในปี 2569

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างสูงสุด โดยจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ได้เลือกใช้โปรแกรมบัญชีของเอกชน (ซึ่งสหกรณ์สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ) แต่ขาดการควบคุมภายในที่รัดกุม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทำการดึงข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีของเอกชนดังกล่าว นำมาประมวลผลสอบทานผ่านระบบตรวจสอบของกรมฯ จนตรวจพบความผิดปกติทางบัญชีเกือบ 100 บัญชี ที่มีเส้นทางการเงินเข้า-ออกที่น่าสงสัย เมื่อขยายผลตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับผู้สอบบัญชีภาคเอกชน พบพฤติการณ์ทุจริตว่า มีการลักลอบแก้ไขข้อมูลในระดับฐานข้อมูล (Database) เพื่อปรับแต่งตัวเลขธุรกรรมของสมาชิก โดยมีผู้กระทำความผิดร่วมกันหลายราย ซึ่งรวมถึงโปรแกรมเมอร์และผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของสหกรณ์เอง เบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการตรวจพบครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สหกรณ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่ง ไล่ออกผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 8 ราย เพื่อตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบทันที พร้อมกันนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำในการยกระดับการควบคุมภายในอย่างเร่งด่วน โดยให้ระงับการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Wi-Fi) เดิม และเปลี่ยนระบบรหัสผ่าน (Password) ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการลักลอบเจาะระบบจากภายนอก รวมทั้งได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในภาพรวม กรมฯ ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตในระบบสหกรณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้าสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสมาชิก ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบสหกรณ์ทั้งหมดกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศในขณะนี้ กรมฯ พบข้อสังเกตที่มีความเสี่ยงในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง และมีข้อมูลยืนยันการพบ  การทุจริตแล้วในสหกรณ์กว่า 300 แห่ง ซึ่งทางกรมฯ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขอเน้นย้ำและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนในฐานะ “เจ้าของสหกรณ์”      มีส่วนร่วมในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยควรติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ เมื่อผู้สอบบัญชีมีการจัดส่งเอกสารไปยังสมาชิกเพื่อขอให้ยืนยันยอด ขอความร่วมมือให้สมาชิกตอบกลับเอกสารดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีให้มีความถูกต้องแม่นยำ พร้อมกันนี้ กรมฯ ขอเชิญชวนให้สมาชิกใช้งานแอปพลิเคชัน “Smart Member” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบสถานะ และรับทราบความเคลื่อนไหวทางบัญชีของตนเองได้ตลอดเวลาและยังสามารถสอบถามข้อสงสัยได้ที่ Call Center 02 016 8888 หรือ Facebook กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับก้าวต่อไปในการยกระดับมาตรฐานระบบสหกรณ์ไทย ในปี 2569 กรมฯ กำลังวางมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ใหม่ โดยจะครอบคลุมทั้ง “มาตรฐานระบบโปรแกรม” และ “มาตรฐานผู้ใช้โปรแกรม” ซึ่งต่อจากนี้โปรแกรมบัญชีที่สหกรณ์ใช้งานจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวทั้งหมด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำหนดให้การส่งข้อมูลบัญชีต่างๆ ต้องเชื่อมโยงผ่านทางศูนย์ของกรมฯ ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการคอยตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ความเสี่ยง และแจ้งเตือนความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกความเชื่อมั่นให้กับระบบสหกรณ์ไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและประเทศในอียู

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ Ms. Christina Rueda Catry, Head of Uni-AGRI F1 พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (Directorate-General for Agriculture and Rural Development: DG AGRI) ในโอกาสเข้าพบและร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านปศุสัตว์ ณ ห้องพุทธอุดมสุข ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (DG AGRI) ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกฎระเบียบด้านปศุสัตว์ของไทย โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น มีความเข้าใจ อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีและเกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายไทยและอียู

– 006

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริการครั้งใหญ่ ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขยายพื้นที่ให้บริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ “สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์” หรือ E-LANDS ชูจุดเด่น One Stop Service สะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามจังหวัดได้แล้ว

โดยสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ยังสามารถจดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์ได้ทั่วทั้ง 63 จังหวัดที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี บึงกาฬ หนองคาย เชียงใหม่ สงขลา สิงห์บุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ อุดรธานี หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ชัยนาท ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดเลย รวมทั้งสิ้นกว่า 382 สำนักงาน

เพียงลงทะเบียนผ่านระบบ ยื่นคำขอ ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสารลดระยะเวลา และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอบโจทย์ประชาชนยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ทุกที่

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/wRg4jhCbLH0?si=Ap5ldUVyspzp3Z28

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน 'วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ'69' ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่าง วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการ ด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้าน การเกษตรสมัยใหม่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะ พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิต ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของ ทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่ว ประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนา งานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจน ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน รวมถึง การสาธิตนวัตกรรมแปลงนาอัจฉริยะด้วยโดรนการเกษตร และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบนิเวศการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิต เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิ คอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 และพิเศษสำหรับผู้ที่มา ร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับ ใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“ธนาคารที่ดิน”ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดลบริหารจัดการที่ดินยั่งยืน ด้วยแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้พื้นที่จริงจัง เปลี่ยนจากช่วยคนไม่มีที่ดิน สู่ ‘การสร้างชุมชนที่มีความมั่นคงด้านที่ดินและอาชีพอย่างยั่งยืน’

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า ธนาคารที่ดิน เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน ตามนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่าน “วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์” จังหวัดเชียงราย หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของ “โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” ที่นำแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้จริงในพื้นที่ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ควบคู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีไม่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน โดยมีสมาชิก 65 ครัวเรือน ร่วมกำหนดกติกาและใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

สำหรับโมเดล “บริหารจัดการที่ดินร่วมกัน” ไม่ใช่แจกกรรมสิทธิ์รายบุคคลแบบทั่วไป แต่ใช้ระบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีการกำหนดกติกาใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน เพื่อป้องกันการขายต่อและรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน

รูปแบบการดำเนินงานของ “เชียงรายอุ่นไอรักษ์” แตกต่างจากการแจกที่ดินทั่วไป เนื่องจากใช้แนวคิด “รวมกลุ่มถือครองและบริหารจัดการร่วมกัน” เพื่อป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือ และรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารผ่านคณะกรรมการกลุ่ม พร้อมจัดตั้งกองทุนและระบบออมทรัพย์เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชน

ด้านการพัฒนาอาชีพ ชุมชนได้นำแนวทางเกษตรผสมผสานและเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ทั้งการปลูกผักปลอดสาร เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล และแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยให้สมาชิกมีรายได้หลายทาง ลดต้นทุนการดำรงชีวิต และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน

นอกจากนี้ ธนาคารที่ดิน ยังประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และองค์ความรู้ด้านอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการที่ดินของชุมชน และเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชน ที่สนใจแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

สมุทรปราการ เดินหน้าจัดการปลาหมอคางดำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บูรณาการความร่วมมือระหว่างประมงจังหวัด/ ชลประทาน/อำเภอ/เทศบาล/ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำตัด วงจร การแพร่พันธุ์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่จับได้

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกจังหวัดคุมเข้มการสกัดกั้นการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการมีการดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวังแหล่งน้ำ การจับลดปริมาณปลาหมอคางดำ และการปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำปลาหมอคางดำไปบริโภคและแปรรูป ส่งผลให้หลายพื้นที่พบแนวโน้มปริมาณปลาหมอคางดำลดลง หลังมีการจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ

“ที่ผ่านมาประมงจังหวัดต่างๆ ได้ดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงอย่างเคร่งครัด มีการเฝ้าระวัง และลงแขกจับกันตลอด ทำให้หลายพื้นที่ปริมาณปลาหมอคางดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางพื้นที่เริ่มไม่พบในแหล่งน้ำแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีการเฝ้าระวัง และรายงานกับกรมประมงอยู่ตลอด เพราะอย่างที่ทราบกันดี เอเลี่ยนสปีชีร์ ไม่สามารถกำจัดได้ง่ายๆ ในเวลา 2-3 ปี บางครั้งอาจใช้เวลานับสิบปีในการกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำ”

นอกจากมาตรการลดปริมาณปลาในแหล่งน้ำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการยังต่อยอด การใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ โดยร่วมกับกรมราชทัณฑ์ผ่านเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จัดกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขังในการแปรรูปปลาหมอคางดำ เป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย สมุทรปราการ” สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเปลี่ยนปลาต่างถิ่นให้เกิดประโยชน์

ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการ ยังได้ร่วมกับ โครงการชลประทานสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง เทศบาลเมืองลัดหลวง ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชน ริมคลองลัดหลวง กว่า 100 คน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่คลองลัดหลวง ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายภาคส่วนในพื้นที่ โดยเทศบาลเมืองลัดหลวงได้นำเรือท้องแบนลงเก็บขยะ เปิดทางน้ำ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการร่วมวางอวนดักจับปลาหมอคางดำส่วนโครงการชลประทานสมุทรปราการดำเนินการระบายน้ำออกจากคลอง เพื่อลดระดับน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ โดยมีประชาชนและชาวชุมชนเข้าร่วมลงมือลงแรงตลอดกิจกรรม

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้ หน่วยงานอยู่ระหว่างการรวบรวมและคัดแยก โดยเบื้องต้นคาดว่ามีปริมาณหลายร้อยกิโลกรัม หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมมีประชาชนและชาวบ้านที่มาร่วมสังเกตการณ์จำนวนมากขอนำปลาหมอคางดำกลับไปประกอบอาหาร ภายในครัวเรือนซึ่งช่วยสะท้อนว่า การจัดการปลาหมอคางดำไม่ได้มีเพียงการจับลดปริมาณเท่านั้น แต่ยัง สามารถส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในระดับชุมชนได้ด้วย

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

กรมฝนหลวงฯ เผยเตรียมปฏิบัติการทำฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

วันนี้ (22 พ.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ่นั้น กรมฝนหลวงฯ ยืนยันว่ามีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรและอากาศยาน ที่ขณะนี้มีอยู่ จำนวน 25 ลำกระจายอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ และ พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งในขณะนี้ สภาพอากาศถือว่าเอื้ออำนวยต่อการปฎิบัติการเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จะต้องพิจารณาถึงพื้นที่การเกษตรบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อพืชผลการเกษตรด้วย

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจะร่วมมือกับกองทัพอากาศและสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อสนับสนุนภารกิจ การทำฝนหลวงและใช้ข้อมูลดาวเทียมวางแผนให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง จะนำนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนในการปฏิบัติ คือ เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง  (Ground Based Generator) ที่จะเป็นการส่งอนุภาคฝนหลวงจากภาคพื้นดินขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนในพื้นที่ที่อากาศยานไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ อาทิ พื้นที่ชายแดน หรือบริเวณป่าต้นน้ำที่เป็นภูเขาสูงรวมไปถึงเขตเงาฝน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานและเป็นการสำคัญของไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

015

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย  นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีมงาน “รวมใจภักดิ์ รักษ์ชาวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยภายในงานได้นำนิทรรศการด้านข้าวมาจัดแสดง  อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิทรรศการ รากฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีต่อยอดอนาคตชาวนาไทย และนิทรรศการอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ที่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “แปลงนาสาธิตอัจฉริยะ” จาก 3 ภาคเอกชน เพื่อการเกษตรแห่งอนาคต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยอย่างครบวงจร เพื่อร่วมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

'กรมที่ดิน' เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย 'นำสุข คลายทุกข์' ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของชีวิต ต้นทุนในการประกอบอาชีพ และมรดกสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน จึงเดินหน้าเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิการถือครองให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนเป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับโฉนดที่ดินรวมกว่า 223 แปลง โดยย้ำว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังรอเอกสารสิทธิ์ และในแต่ละปีได้ตั้งเป้ามอบโฉนดที่ดินกว่า 86,000 แปลงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงตามกฎหมาย

ด้าน นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมที่ดินตั้งเป้าดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 86,000 แปลง แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเดินสำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมาย 16,000 แปลง และโครงการเดินสำรวจทั่วไปในพื้นที่อื่นทั่วประเทศอีก 70,000 แปลง

สำหรับพื้นที่ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้มีการมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนจำนวน 221 แปลง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ “บอกดิน” ที่ประชาชนแจ้งข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2564-2565 มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินและดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์จนแล้วเสร็จ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเอกสารสิทธิ์ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาอาชีพ และการต่อยอดภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น “ความจริง” เพราะทุกผืนดินที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

“กรมที่ดิน… มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุข คลายทุกข์ ให้ประชาชน”

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/N8WZTgBKSHc