‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

'กรมการข้าว'เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ'

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

กรมการข้าวเปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จับมือเอกชนขับเคลื่อนครบวงจรเปิดจุดรับซื้อผลผลิต ยันเกษตรกรขายได้ราคาดีและเป็นธรรม

13 สิงหาคม 2569 ณ แปลงนาสาธิต หมู่ที่ 8 ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้มีพิธีเปิดโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท วรรณภพ จำกัด บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด และภาคเกษตรกร ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี จำนวน 400 ราย โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 500 คน การจัดงานในวันนี้ถือฤกษ์ดี “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในวันนี้ได้แก่พันธุ์ปทุมธานี 1 โครงการนี้มีพื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีภาคเอกชนเปิดจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มอบนโยบาย “ข้าวไทย 5 ทัน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เชื่อมตลาดโลก” และให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ดังนั้นโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ ต.บ้านสระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ จึงเกิดขึ้นและจะเป็นต้นแบบขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายต่อไป

สำหรับโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำจ.สุพรรณบุรีนี้ เป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือกันระหว่างกรมการข้าว และบริษัทวรรณภพ จำกัด ที่ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการดำเนินโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำนำร่องในจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 2,000 ไร่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดสากล และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกรมการข้าวมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีเป็นหน่วยงานดูแลแปลงต้นแบบ ขณะที่บริษัทวรรณภพ จำกัด จะเป็นหน่วยรับซื้อผลผลิต บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด จะทำหน้าที่เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต นับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงการดำเนินงานที่ครบวงจรอย่างแท้จริง

ด้าน นางสาวธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี รู้สึกดีใจที่กรมการข้าวดำเนินโครงการนำร่องข้าวคาร์บอนต่ำ เพราะไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ได้หว่านข้าวคาร์บอนต่ำเท่านั้นแต่เป็นเสมือนการหว่านความหวังของเกษตรกร ที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำที่เชื่อว่าการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นอนาคต ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มีความมั่นคง ชัดเจนและแน่นอน ซึ่งเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นคำตอบที่ดีให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำนาลดโลกร้อน และเป็นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มีต้นทุนที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับที่ดี

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แสวงหาความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เล็งหนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกับนักลงทุน

ดร.วิญญู สะตะ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรเกษตรกรในรูปแบบงบอุดหนุนให้เปล่า และงบกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ รวมถึง ปลอดดอกเบี้ย เพื่อพัฒนาความเข็มแข็งให้องค์กรเกษตรกร เพื่อให้ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้

“แต่เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตออกมาแล้ว พบว่าผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ไม่สามารถแบกรับปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่ออกมาพร้อมกันได้ มีจำนวนผลผลิตที่ล้นเกิน ผู้ประกอบการและนักลงทุนไม่มีเงินลงทุนเพียงพอที่จะสามารถรับซื้อผลผลิตได้ตามจำนวนออกเดอร์ที่สั่งมา รวมทั้งขนาดของเครื่องจักรหรือกำลังการผลิตการแปรรูปผลผลิตที่รับซื้อมาจากเกษตรกรมีขนาดเล็กเกินไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกัน”

ดร.วิญญู กล่าวว่า สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เล็งเห็นปัญหานี้จึงหารือร่วมกับสถาบันการเงินหลายแห่ง โดยเฉพาะ ธกส. เพื่อเปิดเลนพิเศษให้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการสินเชื่อหรืองบประมาณลงทุนในการขยายเพดานรับซื้อผลผลิตหรือพัฒนาศักยภาพของเครื่องจักรให้สามารถรองรับปริมาณกำลังการผลิตได้มากขึ้น

ดร.วิญญู ยังกล่าวอีกว่า สินค้าเกษตรที่องค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่นำมาจัดแสดงที่อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 มีบางสินค้าที่พบว่ามีศักยภาพสูงมาก เป็นที่ต้องการของตลาด และองค์กรเกษตรกรมีความเข็มแข็งเพียงพอที่จะผลักดันไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ สำนักกิจการสาขาภูมิภาคจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงกับนักลงทุนและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน 4 ฝ่าย ระหว่างองค์กรเกษตรกร ผู้ประกอบการที่รับซื้อพืชผลทางการเกษตร และสถาบันการเงิน โดยมี กฟก เป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้เกิดกระบวนการหมุนเวียนการทำงานที่ความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

“กฟก. จะเป็นผู้ดูแลองค์กรเกษตรกร โดยการจัดสรรงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนามาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ส่วนสถาบันการเงินจะใส่งบประมาณเข้าไปในส่วนของผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด จากตลาดภายในประเทศ ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศซี่งจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ เราแบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 4 กลุ่มจังหวัด ประมาณกลุ่มจังหวัดละ 6-7 จังหวัด จาก 26 จังหวัด โดยมอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดซึ่งใกล้ชิดกับองค์กรเกษตรกร เป็นผู้คัดกรององค์กรที่มีศักยภาพทั้งการผลิตและการตลาด ร่วมกับอนุกรรมการจังหวัด ก่อนส่งต่อข้อมูลมายังสำนักกิจการสาขาภูมิภาค เพื่อลงไปสแกนพื้นที่อีกครั้ง ลงไปค้นหาต้นทุนเดิม สตอรี่ และความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสินค้านั้นให้ออกสู่ตลาดสากลต่อไป” 

ดร.วิญญู กล่าวต่ออีกว่า ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดโซนทะเลตะวันออก จะมีผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด และผลิตภัณฑ์จากการประมงน้ำเค็ม เช่น ปลา หอย กุ้งทะเล และประมงน้ำจืด เช่น ปลาสลิดบางบ่อ ส่วนโซนกลางขึ้นไปติดภาคเหนือ จะเป็นสินค้าประเภท ข้าวหอมมะลิและพืชผักต่าง ๆ แต่ในส่วนพื้นที่โซนทะเลใต้จะเป็นประเภทอาหารทะเลและอาหารแปรรูปกระป๋อง ส่วนโซนกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนี้เรามองว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงงาน เช่น เกลือสินเธาว์ หรือ อาหารแปรรูป

“เราพยายามจะจัดกลุ่มสินค้าให้เป็นไปตามประเภทที่ตลาดต้องการ และจัดทำเป็นแคตตาล็อกเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูลและนำเสนอต่อผู้ประกอบการ ในแคตตาล็อกจะระบุ ชนิดสินค้า มาตรฐาน ราคา วัตถุดิบ แหล่งที่มา รวมทั้งสถานที่ติดต่อ” ดร.วิญญู กล่าวในที่สุด 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.38 น.

11 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือในโอกาสที่นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา (H.E. Mr. Darkey Ephraim Africa) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือความร่วมด้านการเกษตร การค้า และการเข้าถึงตลาด ตลอดจนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสองประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้องทรงนาค) ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายเผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 สร้างจีโนมอ้างอิงกระบือปลักไทย วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงผลสำเร็จโครงการ “การวิจัยและพัฒนากระบือด้วยเทคโนโลยีจีโนม ปีที่ 2” ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยได้สำเร็จ พร้อมจัดตั้งระบบฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับประเทศ และสร้างองค์ความรู้สำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยด้วยเทคโนโลยีจีโนม นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับงานวิจัยปศุสัตว์ไทย และเป็นรากฐานในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักไทยอย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการในปีที่ 2 เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการวิจัย ในการนำเทคโนโลยีจีโนมมาประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพันธุ์กระบือปลักไทย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและทรัพยากรพันธุกรรมที่มีคุณค่าของประเทศ ผลงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ ลดระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาภาคปศุสัตว์ให้ก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสำคัญของโครงการ โดยสามารถสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยในระดับโครโมโซม ที่มีความสมบูรณ์สูง จัดตั้งโครงสร้างการบริหารศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ (National Buffalo Information Center : NBIC) และพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลพันธุกรรม (E-NBIC) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลพันธุกรรม พันธุ์ประวัติ และข้อมูลสุขภาพกระบือรายตัวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินค่าพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต จัดทำข้อมูลพ่อพันธุ์ (Sire Summary) และเตรียมข้อมูลสำหรับการพัฒนาชุดตรวจดีเอ็นเอ (SNP Chip) ที่จำเพาะต่อกระบือปลักไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต

ผลสำเร็จอีกประการหนึ่งของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงการประเมินพันธุกรรมกับการบริหารจัดการฝูงกระบือ โดยมีการเก็บข้อมูลลักษณะประจำตัว ข้อมูลการเจริญเติบโต และข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ เพื่อรองรับการถ่ายทอดพันธุกรรมกระบือพันธุ์ดีสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือปลักไทยในระยะยาว

ด้านนางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการเกษตรของประเทศ โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการศักยภาพของหลายหน่วยงานในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านพันธุศาสตร์สัตว์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยในอนาคต รวมถึงต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมปศุสัตว์พร้อมผลักดันให้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ในภาคสนาม ทั้งด้านการประเมินพันธุกรรม การผลิตพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกระบือและสร้างความมั่นคงทางพันธุกรรมของประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

ปศุสัตว์ยืนยันไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่ได้ส่งออกจนทำให้ปริมาณในประเทศขาดแคลน ระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารสมดุลผลผลิตภายใต้แนวทาง Egg Board ทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรง ยึดหลักเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ชี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นลงตามต้นทุน ฤดูกาล และความต้องการของตลาด

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาไข่ไก่ที่ปรับสูงขึ้นว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาพอากาศที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ยืนกรง ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาไข่ไก่ปรับตัวตามภาวะตลาด

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ปริมาณไข่ไก่ในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค และไม่มีปัญหาขาดแคลน โดยการส่งออกไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้ไข่ไก่ภายในประเทศไม่เพียงพอโดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 53.85 ล้านตัว และคาดว่าจะมีผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 43.35 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่สภาพอากาศในช่วงนี้มีความแปรปรวน ทั้งฝนตกชุกสลับกับอากาศร้อนอบอ้าวและความชื้นสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลงประมาณ 3% โดยคาดว่าเมื่อสภาพอากาศมีความแปรปรวนน้อยลง ประกอบกับการดูแลสุขภาพแม่ไก่อย่างเหมาะสม ผลผลิตจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นและลงตามปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคในแต่ละช่วง เช่น ช่วงปิดภาคเรียนที่ความต้องการใช้ไข่ไก่ในสถานศึกษาลดลง รวมถึงช่วงเทศกาลกินเจที่การบริโภคไข่ไก่ลดลง ราคาจึงมีแนวโน้มปรับลดลงตามภาวะตลาด ขณะที่บางช่วงหากความต้องการเพิ่มขึ้นหรือผลผลิตลดลง ราคาก็อาจปรับสูงขึ้น จึงต้องพิจารณาสถานการณ์ราคาในภาพรวมตามวงจรของตลาด

สำหรับการบริหารสมดุลไข่ไก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board โดยบริหารจัดการทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้หลัก เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

ในเชิงนโยบาย แนวทางของ Egg Board มุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่ ลดความผันผวนของราคา และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนการผลิตอย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของการผลิตและการรักษามาตรฐานสินค้าในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ควบคู่กันไป

น.สพ.สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเฝ้าระวังโรคระบาด รวมถึงเข้มงวดการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในภาพรวม​  ตลอดจนเพื่อ​ความ​ปลอดภัย​ของ​ผู้บริโภค

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเสริมสร้างสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมฯ และมีข้าราชการ พนักงานราชการในสังกั4ดสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้า เข้าร่วมฯ ณ โรงแรม การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 4

การจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภา4พบุคลากร ให้มีความพร้อมในการปรับตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตสินค้าเกษตรของโลกในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) ด้านสินค้าปศุสัต4ว์ปลอดภัย พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีมของบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจบรรลุเป้าหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบปศุสัตว์ไทยต่อไป

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ จังหวัดชลบุรี มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง-ควบคุมโรค ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

กรมปศุสัตว์ บูรณาการภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อให้บริการตรวจรักษา ทำหมัน ฉีดวัคซีน และผ่าตัด ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สนองพระราชดำริในการสร้างความอยู่ดีกินดีและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการฯ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกร เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวัดวังหิน ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้น้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาสืบสานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิชาการสัตวแพทย์มาใช้ในการตรวจรักษา ป้องกันโรค และส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสัตวแพทย์ได้อย่างทั่วถึง อันเป็นการสนองพระราชดำริในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

สำหรับการออกหน่วยบริการในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ได้ให้บริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร ประกอบด้วย การผ่าตัดทำหมันเพื่อควบคุมประชากรสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและโรคสำคัญในสัตว์ การตรวจรักษาสัตว์ป่วย การกำจัดพยาธิ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้านการจัดการสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง

“การดำเนินโครงการครั้งนี้ ตั้งเป้าให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนไม่น้อยกว่า 250 ราย และดูแลสุขภาพสัตว์ไม่น้อยกว่า 500 ตัว ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับจังหวัดชลบุรี สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ นำองค์ความรู้และบริการทางวิชาการไปสู่ประชาชน สนองพระราชปณิธานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ยกนิ้ว อนุทิน-ศุภจี รับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน แก้ปัญหาตรงจุด ดันราคา ปาล์ม-ยางพารา พุ่งต่อเนื่อง 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรว่า ขณะนี้ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและยางพาราที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด

นายสัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันทาง กมธ.การพาณิชย์ฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและผลกระทบจากภาวะสงคราม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยราคาปาล์มน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่กว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ แม้ต้นทุนด้านปุ๋ยและพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น ส่วนยางพาราก็ยังทรงตัวในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กมธ.ฯ มีความกังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมะพร้าว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวหลังวันที่ 12ส.ค.นี้  ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการนำเข้าข้าวโพดและข้าวสาลีจากสหรัฐอเมริกาตามโควตาภายใต้ข้อตกลงทางการค้า

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลจะมีประกาศกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้งที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 9.80 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่สิ่งสำคัญคือโรงงานอาหารสัตว์ต้องยังคงรับซื้อผลผลิตภายในประเทศตามปกติ ไม่ปฏิเสธการรับซื้อ แม้จะมีสินค้านำเข้าเข้ามาแข่งขัน เพราะหากโรงงานหยุดรับซื้อ จะส่งผลให้พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อจากเกษตรกรเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสมหันมาปลูกข้าวหอมมะลิมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงและมีตลาดรองรับ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้าวขาวยังต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยจากระบบชลประทานและผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า

“แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรโดยรวมยังเป็นไปในทิศทางที่ดี  นอกจากนี้ผมขอชื่นชมนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลและรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน โดยกมธ.ฯจะทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์และส่งต่อข้อมูลจากพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างใกล้ชิดต่อไป“ ประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อหารือกรอบแนวคิดในการเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

4 สิงหาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 4/2569 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนภารกิจการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านระบบ Zoom Meeting

ในการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการตรวจสอบภายในประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตรวจสอบภายในแล้วในหลายประเด็น ทั้งด้านการบริหารพัสดุ การใช้รถราชการ การเงินการคลัง และการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2570 ซึ่งกำหนด 3 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความมั่นคง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกระจายเมล็ดพันธุ์ และการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยังได้พิจารณาแผนปฏิบัติการดิจิทัลเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการดิจิทัลประจำปีบัญชี 2570 เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับบุคลากร รองรับการก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนการพิจารณาแผนปฏิบัติการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปี 2570 ซึ่งประกอบด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 18 โครงการ ครอบคลุมด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การเงิน การบัญชี เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมรองรับภารกิจของกรมการข้าวในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากำลังของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2570 – 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และรองรับการดำเนินงานด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว