GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันวิจัย ภาครัฐ เอกชนและองค์กรระหว่างประเทศทั้งสิ้นกว่า 70 ท่าน เข้าร่วมระดมสมองในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรสู่การปฏิบัติ”  ห้องสกายบอลรูม โรงแรมสกายวิว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีให้กับภาคการเกษตรและการเงินการธนาคารไทย รวมถึงผลักดันการดำเนินกิจกรรมตามกรอบการทำงานภายใต้ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์สำหรับส่งเสริมการจัดสรรเงินทุนสีเขียวซึ่งครอบคลุมถึงการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยะสำคัญต่อสิ่งแวดอล้อมและสังคม อีกทั้งเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Thailand Taxonomy ในระยะที่ 1 ครอบคลุมกิจกรรมในภาคพลังงานและขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด และต่อมาในระยะที่ 2 ได้มีการขยายให้ครอบคลุมภาคเกษตร ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ส่งผลให้ Thailand Taxonomy ในปัจจุบันครอบคลุมสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95% ของประเทศ ดังนั้น Thailand Taxonomy จึงนับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะวรรณ เข็มทองประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานดังนี้ “การเปิดตัว Thailand Taxonomy ระยะที่สอง เมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีึความสำคัญต่อประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การจ้างงาน รายได้ของประชาชน และการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำ Taxonomy เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้หลักเกณฑ์นี้สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตร และ Thailand Taxon”omy จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนเงินทุนให้แก่กิจกรรมสีเขียวได้อย่างโปร่งใส”

นางสาวสังวาล ทรัพย์มา ผู้จัดการโครงการและหัวหน้าฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์และการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform) ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งในประเทศและระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการ ผลิตอาหารเพื่อประชากรโลกอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบข้าวคุณภาพดีและมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตและการบริโภคข้าว กล่าวในเวทีอภิปรายหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากห้วงโซ่เกษตร: การนำ Taxonomy ไปใช้ในทางปฏิบัติ” ว่า “มาตรฐาน SRP และนโยบาย Thailand Taxonomy สำหรับภาคเกษตรของไทยมีความสอดคล้องกันอย่างมากอยู่แล้ว SRP ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้และวัดผลได้ ในขณะที่ นโยบาย Taxonomy จะช่วยให้ภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งทุนการเงินตามโครงสร้างที่มีอยู่ แทนที่จะสร้างระบบใหม่ เราควรต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่นมาตรฐาน SRP ให้ใช้งานได้จริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบอิสระช่วยลดความซ้ำซ้อน ขั้นตอนต่อไปคือ  SRP จะเริ่มนำนโยบาย Taxonomy  ไปใช้กับการจัดการพื้นที่สวนและนาที่ได้รับการรับรองจาก SRP เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และพันธมิตรในห่วงโซ่ภาคเกษตรสามารถทดสอบแนวทาง ระบุช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ในห่วงโซ่่ และสามารถขยายผลของนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ โดย นางสาวกอบรัตน์ โชติเรืองประเสริฐ ผู้ประเมินความยั่งยืนอาวุโส บริษัท ดีเอ็นวี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและหนึ่งในที่ปรึกษาที่ร่วมพัฒนา Thailand Taxonomy ในระยะที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงหลักเกณฑ์ของกิจกรรมในภาคเกษตรที่สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy เปรียบเทียบเกณฑ์ Taxonomy ของประเทศกับเกณฑ์ในระดับภูมิภาค (ASEAN Taxonomy) รวมถึงนำเสนอประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาสำหรับภาคเกษตร ความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และความสำคัญที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันหลายภาคส่วนในห้วงโซ่ภาคเกษตร และได้รับเกียรติจาก นายภูมิเลิศ เลิศวรวิทย์, ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล และ นายวิชัย ปักษา ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ จาก ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของธ.ก.ส.ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อภาคเกษตร และนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการการเงินสีเขียว ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Finance) การใช้มาตรการจูงใจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ของเกษตรกร สอดรับการดำเนินงานตามกรอบ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร

สำหรับกิจกรรมในภาคบ่ายเป็นการทำกิจกรรมตามกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง หารือแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่สอดคล้องของหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร สถาบันการเงิน ผู้กำหนดมาตรฐานการเกษตร นักวิชาการ รวมถึงหารือความท้าทายในทางปฏิบัติ และบทบาทของภาคธุรกิจการเกษตร ภาคการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่ภาคเกษตรตั้งแต่ระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ ในการขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นางสาวพิมกานต์ ขัตติยวงศ์ ผู้จัดการโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่าข้อเสนอแนะและแนวทางการปฏิบัติที่ดี ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ GIZ โดยโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal, and Marine Biodiversity: CCMB) และโครงการระบบการผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscapes: ISRL) จะนำเสนอสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางภาคสมัครใจไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในภาคการเกษตรเชิงปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ขณะที่บางพื้นที่กลับได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง จึงสั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน มีการส่งเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

ด้านกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติงานเครื่องสูบน้ำในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดอุทัยธานีอย่างใกล้ชิด โดยระดมเครื่องสูบน้ำเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมทั้งพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หวังส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ปฏิบัติการดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร และโครงการชลประทานอุทัยธานี มีการติดตามการทำงานของเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอดฤดูฝน แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

“สุริยะ” กางโรดแมป “เกษตรนวัตกรรม” ปลุกกระแส “ตลาดนำการวิจัย” เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งสู่พื้นที่จริง เร่งแก้ฝุ่น PM 2.5 สู้วิกฤตโลกเดือด พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง Agri-Wellness ระดับสากล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลและมอบนโยบายในงานสัมมนา “ผลงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “วิจัยใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า สู่รายได้ยั่งยืน” ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยยึดแนวทาง “ตลาดนำการวิจัย เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ทั้งนี้โดย ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคพืชอุบัติใหม่ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาพื้นที่เกษตร ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าและปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายหลักให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเชิงพาณิชย์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะ “ทุเรียนสด” ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2569 สามารถสร้างมูลค่าส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 150,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี ขณะเดียวกันยังเร่งเปิดตัวยุทธศาสตร์อนาคต “Agri-Wellness” ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Longevity and Wellness” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญกับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรและสุขภาพในระดับนานาชาติ ซึ่งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตนี้ไปร่วมจัดแสดงศักยภาพในงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านเวทีเสวนา “ตลาดนำการวิจัย สู่คุณค่าทางธุรกิจ” โดยผู้แทนจาก 8 สมาคมเกษตรชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมความคิดเห็นในการขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดโลก พร้อมทั้งมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ตามเป้าหมายสูงสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดเพื่อนำเทคโนโลยีและผลงานวิจัยลงไปขยายผลให้เกิดประโยชน์จริงในพื้นที่และง่ายต่อการเข้าถึงใช้ได้จริง ลดต้นทุนได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืนด้วย

ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยบุกทำเนียบร้องรัฐฯแก้ปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมโคนม 

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เดินทางมาชุมนุมใหญ่ โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทั่วประเทศเข้าร่วมชุมนุมกว่า 2,000 คน เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมโคนม พร้อมเสนอ 4 ข้อเรียกร้อง หลังเกษตรกรประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง และอ.ส.ค. ยังค้างชำระค่าน้ำนมดิบ ที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย นำโดยนายสุบิน ป้อมโอชาวัตถุประสงค์เพื่อยื่นถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอาชีพเกษตรกรโคนมไทย โดยมีข้อเสนอ 4 ข้อดังนี้

1) ระบายนมค้างสต้อก 800 ล้าน 2) ให้เด็กกิน นม 365วัน ถึงชั้น ม.3 3) ซื้อนมสดให้หมด ก่อนนำเข้า  4) ฟื้นฟู อสค.ด่วน

ทั้งนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายนิกร โสมกลาง รมว.พม.พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รมช.กษ.,นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัชรมช.กษ.
ได้เดินทางมาพบปะและพูดคุยพร้อมทั้งจะนำข้อเรียกร้องของทั้งกลุ่มรีบไปแก้ปัญหาโดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตอบข้อสงสัยของกลุ่มเพื่อให้กลุ่มได้เห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนเรื่องโคนม

จากนั้นทางกลุ่มดังกล่าวได้ยินหนังสือถึงแนรม.โดยมีนายวัชระพล ขาวขำรมช.กษ.ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้-กลุ่มพอใจโดยแจ้งว่าจะให้ระยะเวลารัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องโคนม 15 วันหากไม่สำเร็จกลุ่มจะเดินทางกลับมาชุมนุมอีกครั้งโดยจะนำมวลชนมาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมจากนั้นกลุ่มยุติการชุมนุมเดินทางกลับ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมปศุสัตว์ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

ศรีสะเกษนำร่องปลูก ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ ยกระดับผลผลิตสู่สากล

ศรีสะเกษนำร่องปลูก 'ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ' ยกระดับผลผลิตสู่สากล

ศรีสะเกษนำร่องปลูก ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ ยกระดับผลผลิตสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

มรภ.ศรีสะเกษ จับมือชาวสวนขุนหาญ ปฏิวัติวงการเกษตรเปิดตัว ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ นำร่องรุ่นแรก 30 ต้น ชูนวัตกรรมไบโอชาร์ลดปุ๋ยเคมี 40% หนุนตลาดส่งออกรักษ์โลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งเพาะปลูกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมกว่า 20,000 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอศรีรัตนะ ด้วยลักษณะพิเศษของผืนดินภูเขาไฟโบราณที่มีเนื้อเหนียว ละเอียด สลับหินแดง ระบายน้ำดี และอุดมด้วยแร่ธาตุสูง ส่งผลให้ทุเรียนมีเอกลักษณ์เด่นคือ เนื้อแห้ง ละมุนลิ้น และกลิ่นไม่ฉุน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีพุ่งสูง รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรสวนทุเรียนตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ริเริ่มโครงการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสู่ ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ ศรีสะเกษ’ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ ณ สวนบุญส่ง ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ซึ่งเป็นสวนนำร่อง นายชนินทร ทางธงชัย เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยว่า เดิมทีการทำสวนทุเรียนต้องพึ่งพาสารเคมีปริมาณมากจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งชาวสวนและผู้บริโภค ตนจึงประสานความร่วมมือกับ มรภ.ศรีสะเกษ จนได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยี ‘เตาชีวมวลประสิทธิภาพสูง (Super Dr.Ball)’ มาใช้ในพื้นที่

นวัตกรรมนี้เป็นการนำเศษกิ่งไม้ ใบไม้ และผลทุเรียนที่ตัดทิ้งภายในสวน มารีไซเคิลผ่านกระบวนการเผาไหม้จำกัดอากาศ จนได้สารปรับปรุงประสิทธิภาพ 2 รูปแบบหลัก คือ 1.ถ่านไบโอชาร์ (Biochar): นำไปผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อใส่บริเวณโคนต้น ช่วยดูดซับสารอาหาร รักษาระดับความชื้นในดินภูเขาไฟ และป้องกันโรคเชื้อราในรากพืชได้เป็นอย่างดี และ 2.น้ำส้มควันไม้: นำส่วนผสมอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำเปล่า 200 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณใบและผล เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชและกระตุ้นการแตกราก

นวัตกรรมนี้ช่วยแก้โจทย์ใหญ่ในช่วง 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่กฎหมายการส่งออกสั่งห้ามใช้สารเคมีทุกชนิดเพื่อป้องกันสารตกค้าง ทำให้น้ำส้มควันไม้กลายเป็นอัศวินม้าขาวในการปกป้องผลผลิตจากแมลงและเชื้อราแทนการเคมีได้อย่างปลอดภัย

นายชนินทร เรืองอุดมสกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ในฐานะหัวหน้าทีมพี่เลี้ยงโครงการ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในสวนทุเรียน ผลจากการทดสอบใช้ถ่านไบโอชาร์และน้ำส้มควันไม้พบว่า สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีลงได้ถึง 30-40% ทั้งยังเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชั้นบรรยากาศ

สำหรับแผนการตลาดในอนาคต จังหวัดศรีสะเกษเตรียมเปิดตัว ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ ศรีสะเกษ’ อย่างเป็นทางการในปีหน้า โดยคาดว่าจะมีผลผลิตล็อตแรกออกสู่ตลาดจากต้นทุเรียนนำร่องประมาณ 30 ต้น เนื่องจากต้องผ่านเกณฑ์การคัดกรองคุณภาพที่เข้มงวด โดยผลผลิตทุกลูกในโครงการนี้จะติดตั้งระบบ Traceability (ระบบตรวจสอบย้อนกลับ) ให้ผู้บริโภคสามารถสแกนเช็กข้อมูลได้ทันทีว่าเป็นทุเรียนคาร์บอนต่ำแท้ 100%

‘ที่สุดแห่งอัตลักษณ์ทุเรียนไทย ที่เติบโตจากผืนดินภูเขาไฟโบราณ ผสานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะหมุนเวียน เพื่อส่งมอบเนื้อทุเรียนที่แห้ง นุ่มละมุน กลิ่นไม่ฉุน เพิ่มคุณค่าความปลอดภัยขั้นสูงสู่สุขภาพของผู้บริโภค ช่วยลดโลกร้อน ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง พร้อมแฝงจิตวิญญาณความใส่ใจของชาวสวนในทุกผลผลิต’ นายชนินทร กล่าวทิ้งท้าย

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

12 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้ามาตรการเชิงรุกบรรเทาภัยแล้ง รับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานอย่างเร่งด่วน เผยผลการดำเนินงานทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรแล้ว 59 จังหวัด

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการ จ.ตาก จ.พิษณุโลกจ.นครสวรรค์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว จ.อุบลราชธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เชียงใหม่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.เพชรบุรี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร 

ทั้งนึ้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และวางแผนปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และจากการติดตามสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงมีการวางแผนการทำงานในเชิงรุก และปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่ง มุ่งเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนตั้งแต่ฤดูฝนในเขื่อนหลัก 

สำหรับหลักการทำงานดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถรักษาระดับน้ำต้นทุนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมจากภัยแล้งได้ โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ได้ดำเนินการปฏิบัติการไปจำนวน 107 วัน 958 เที่ยวบิน มีฝนจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.13 มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรจำนวน 59 จังหวัด

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พร้อมให้การต้อนรับ Dr. Nana Kuenkel ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะ ในโอกาสเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุม ได้มีการนำเสนอภาพรวมการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ซึ่งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตข้าว ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการพัฒนาระบบการติดตาม รายงาน และทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดแนวปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ การทวนสอบ การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC ของประเทศ ตลอดจนการรับรองคาร์บอนเครดิตและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอันจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนของประเทศ และการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความร่วมมือกับ GIZ และโครงการ Thai Rice GCF จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมการข้าวอยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการนำร่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 100,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยการพัฒนาระบบ MRV ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการเข้ามาช่วยวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการและรองรับการขยายผลในอนาคต

“ความร่วมมือกับ GIZ จะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานของกรมการข้าว ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาระบบ MRV ของภาคข้าวไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากนานาชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการวางรากฐานสู่การขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตข้าวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช 
บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากมายและมีคุณค่าคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศชาติ และเพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้ กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นต้นทุนความชื้นที่สำคัญ ในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป โดยจะมีพิธีเปิดโครงการฯ ในวันที่ 17 กรกฎาคม นี้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธี 

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับการดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นการดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน โดยจะนำเมล็ดพันธุ์พืชที่มีการปั้นหุ้มด้วยดินเหนียว ไปโปรยบริเวณอุทยานแห่งชาติต่างๆ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.หนองบัวลำภู อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร และอุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว  และจะใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่านั้น จำนวน 15 ชนิด ได้แก่ มะค่าแต้ มะค่าโมง สัก พะยูง แดง เพกา กัลปพฤกษ์ ขี้เหล็ก ชิงชัน ราชพฤกษ์ อะราง สมอพิเภก มะขามป้อม ตะแบก และพฤกษ์ ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการปั้นเมล็ดพันธุ์ที่ได้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

หากวันนี้คุณสามารถเปิดแผนที่บนโทรศัพท์เพื่อค้นหาเส้นทางได้ แล้วจะเป็นอย่างไรหากประเทศไทยมี “แผนที่ใต้ดิน” ที่ช่วยบอกว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพน้ำบาดาล อยู่ลึกเท่าใด คุณภาพเป็นอย่างไร และเหมาะสมต่อการพัฒนาแหล่งน้ำหรือไม่

แม้จะไม่ใช่ Google Maps ในความหมายของระบบนำทาง แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแผนที่น้ำบาดาลดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือน “Google Maps ใต้ดิน” ที่รวบรวมข้อมูลทางธรณีวิทยา ศักยภาพชั้นหินอุ้มน้ำ คุณภาพน้ำบาดาล ความลึกของแหล่งน้ำ และข้อมูลบ่อน้ำบาดาลจากทั่วประเทศ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องหลังของแผนที่ดังกล่าว คือ การบูรณาการข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม แผนที่ธรณีวิทยา ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อสร้างภาพโครงสร้างใต้ผิวดินและประเมินตำแหน่งของชั้นหินอุ้มน้ำ ก่อนการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลจริง ช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกพื้นที่สำรวจ

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้พัฒนาบริการข้อมูลสาธารณะ ทั้งระบบบริการข้อมูลบ่อน้ำบาดาล ระบบ Smart GIS ฐานข้อมูลอุทกธรณีวิทยาแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ รวมถึงแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาลรายจังหวัด ซึ่งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำบาดาล และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ข้อมูลระดับโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ประชากรโลกประมาณ 50% หรือมากกว่า 4,000 ล้านคน พึ่งพาน้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดื่ม ดังนั้น น้ำบาดาล นับเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านน้ำและความมั่นคงทางอาหารของโลก ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและฝนที่มีความผันผวน การมีฐานข้อมูลน้ำบาดาลที่ถูกต้องและทันสมัยจะช่วยให้การพัฒนาแหล่งน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียงบประมาณจากการสำรวจที่ไม่ตรงจุด และทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศก้าวสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล

อนาคตของการค้นหาแหล่งน้ำ ไม่ได้เริ่มจากรถเจาะ แต่เริ่มจากข้อมูลใต้ผืนดิน เพราะยิ่งเราเข้าใจโลกใต้ดินมากเท่าไร ประเทศไทยก็ยิ่งมีความมั่นคงด้านน้ำมากขึ้นเท่านั้น