รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมสั่งการกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ยันไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาชนรายงานพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ จ.ตราด ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ ทั้งที่เคยพบและมีรายงานว่าพบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล ที่คาดว่าจะมีการแพร่ระบาด อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีการรายงานสถานการณ์ถึงการตรวจพบในทุกวัน เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ของความรุนแรงการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดพบว่า การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด ที่ต้องของบประมาณและยังไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ ครม. ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ประกอบด้วยการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด และกำจัดออกจากระบบนิเวศ พร้อมสั่งการให้ กรมประมงวางแผน การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะร่วมกันกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ที่เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ผ่านมาการยางประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำด้วยการนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเกษตรกรที่ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในสวนผลไม้แล้วพบว่า สามารถเพิ่มคุณภาพให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นว่าหลังจากที่มีการพบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีการรายงาน จะเป็นโอกาสให้การปลาชนิดดังกล่าวกระจายตัวและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กรมประมงการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะนีัยังไม่พบแนวโน้มที่ปลาดังกล่าวจะกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ 

อย่างไรก็ตามในส่วนประเด็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของปลาดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า ไม่มีแนวคิดดังกล่าว และมองว่าไม่เกิดประโยชน์ พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญเพียงการจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เท่านั้น

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ - สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้แทนไทยจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิด การประชุมสมัชชาใหญ่สมัยสามัญ ครั้งที่ 93 (93rd General Session) ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมี Dr Emmanuelle Soubeyran ผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health: WOAH) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก และผู้แทนคณะกรรมาธิการภูมิภาคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในการประชุมและรับฟังการแถลงสุนทรพจน์เปิดงานอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดการประชุมฯ มีการอภิปรายระดับสูง (High-level panel) ภายใต้ฟอรัม “การลงทุนในสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อความมั่นคงในอนาคตของทุกคน” (Investing in Animal Health and Welfare to Secure Everyone’s Future) เพื่อหารือแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับงานสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของภาครัฐ (Whole-of-government approach) ในการสอดประสานนโยบายและแนวทางการตลาดร่วมกับพันธมิตร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านสุขอนามัยในระดับสากลต่อไป  

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการนัดหมายประชุมแบบทวิภาคี (Bilateral) กับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือทางวิชาการและการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ต่อไปด้วย

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ธนาคารที่ดิน ติดตามความก้าวหน้าการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง จ.เพชรบูรณ์ หลังสนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน สมาชิกวางแผนปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ควบคู่เกษตรผสมผสาน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ “ธนาคารที่ดิน”

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และรับฟังปัญหาของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ หลังได้รับการสนับสนุนที่ดินทำกินจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินของรัฐบาล ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ เพื่อให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ เข้าทำกิน โดยกำหนดให้ 2 ปีแรกเป็นการเช่าที่ดิน และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 30 เป็นการเช่าซื้อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองในอนาคต

ปัจจุบัน สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ได้แบ่งแปลงและใช้ประโยชน์ที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการวางแผนปลูกพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ สมาชิกยังมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายของ “ธนาคารที่ดิน” ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

'อธิบดีกรมการข้าว' บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

19 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนทรงห่วงใยคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน มุ่งสู่ 4 Smart ฟื้นฟูอาชีพและจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยถึงทิศทางและความคืบหน้าการดำเนินงานของ กฟก. ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการ“ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน” พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งสู่ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย”

“โดย กฟก.พร้อมขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การยกระดับ การผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร การตลาดนำการผลิต  และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาวตลอดระยะ เวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา กฟก. ได้ดำเนินภารกิจฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสร้างอาชีพ การพัฒนาองค์กรเกษตรกร และการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ  โดยตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรแล้วกว่า 13,651 โครงการ วงเงินรวมกว่า 1,814 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กฟก. ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรได้แล้วจำนวน 36,940 ราย รวม 38,058 สัญญา  คิดเป็นวงเงินกว่า 12,360 ล้านบาท และสามารถรักษาที่ดินทำกินของเกษตรกรไว้ได้ถึง 30,146 แปลง รวมพื้นที่กว่า 200,171 ไร่ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยได้มีที่ดินทำกินและสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้อย่างยั่งยืน”นางวรรณี กล่าว

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวอีกว่า สำหรับปีงบประมาณ 2569 กฟก. มุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งด้านการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร ควบคู่ไปกับการจัดการหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีองค์กรเกษตรกรยื่นข้อเสนอแผนและโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนแล้วจำนวน 609 โครงการ วงเงินรวมกว่า 566 ล้านบาท

ในการพิจารณาอนุมัติโครงการ กฟก. ให้ความสำคัญกับความรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และคัดกรองแผนงานจากทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด พร้อมจำแนกประเภทโครงการให้เหมาะสม ทั้งโครงการเงินอุดหนุน โครง การเงินกู้ยืม และโครงการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ เพื่อให้การสนับสนุนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า ในด้านการจัดการหนี้สิน กฟก. ยังคงยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ อาทิ การสร้างวินัยทางการเงิน การส่งเสริมการออม  การจัดทำบัญชีครัวเรือน รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างครบวงจร

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินงานเชิงรุกของ กฟก. จากนี้ จะมุ่งสู่ “4 Smart” ประกอบด้วย การพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็ง การจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการองค์กรอย่างมืออาชีพ และการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่าง “การปลดหนี้” และ “การสร้างรายได้” เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เพราะการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการลดภาระหนี้ แต่ต้องสร้างโอกาสในการมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ได้เตรียมยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การติดตามผลสัมฤทธิ์ผ่าน Dashboard รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“กฟก. จะไม่หยุดเพียงการรอรับปัญหา แต่จะทำงานเชิงรุก มองไปข้างหน้า และขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกมีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และก้าวสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต” นางวรรณี กล่าว 
 

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

หลังมีข่าวปลาหมอคางดำยังระบาดอยู่ในหลายจุด ทาง วุฒิสภา จึงเชิญผู้เกี่ยวข้องมาขึ้นเวทีเสวนา ชี้แจงถึงมาตรการว่าได้ผลไปแล้วแค่ไหน

โดยเมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดเสวนาหัวข้อ “โครงการสัมมนาทางวิชาการ มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา และนายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการกล่าวรายงาน พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ  นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำในหลายมิติ

นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง ให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมากรมประมงสามารถกำจัดปลาออกจากบ่อเลี้ยง และแหล่งน้ำธรรมชาติไปแล้วถึง 8.3 ล้านตัน นอกจากนี้ยังเร่งแก้กฎหมายอีกหลายฉบับเพื่อเปิดทางในการใช้เครื่องมือกำจัดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าช็อตที่ต้องมีการควบคุม และกฎหมายให้สามารถเอาผิดผู้ที่นำสัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์เข้ามาสร้างความเสียหายได้  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการกำจัดคือมาตรการ 3ก. ได้แก่ นำไปให้”มนุษย์กิน สัตว์กิน และพืชกิน ถือเป็นการช่วยกันกำจัดได้ดีที่สุด

ด้าน นายอุกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่าแท้จริงแล้ว  ปลาหมอคางดำเป็นเพียง”หนึ่งใน 146 ชนิดสิ่งมีชีวิต”ที่ถูกนำเข้ามาจากทั้งการลักลอบและการขออนุญาตินำเข้า การที่สัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์มาอยู่ในประเทศจำป็นจะต้องมีมาตรการดูแล ควบคุมที่ดีมากพอ หากไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา “ปนเปื้อนระบาด” ในธรรมชาติอย่างในหลายกรณีที่ผ่านมานั่นเอง  ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้นำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพานิชย์ จะต้องยืนอยู่บนหลักการเพื่อกำจัด จึงไม่ควรปล่อยให้มีการเพาะเลี้ยงนั้นเอง

ขณะที่ นายปัญญา พุ่มเจริญ กลุ่มประมงชายฝั่งบ้านคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี ที่ใช้ปลาหมอคางดำมาเป็นเหยื่อล่อปูทะเล รวม 40 ลำ  และนายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ช้ปลาหมอคางดำมาเป็นอาหารเลี้ยงปูในบ่อ  ต่างก็มองตรงกันว่า นี่ถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส สามารถช่วยต้นทุนอาหารลงได้มาก ทำให้วันนี้มีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำมาเป็นเหยื่อวันละหลายร้อยกิโลกรัม ในหนึ่งเดือนมีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันแล้วหลายตันทีเดียว  ข้อสำคัญคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันจับขึ้นมาจากทุกแหล่งที่ระบาด และควรให้มีศูนย์กระจายตามความต้องการ ปลาใหญ่ก็นำไปแปรรูปรับประทาน ปลาเล็กก็น้ำไปเป็นเหยื่อ หรอทำปลาป่น เป็นต้น

ขณะที่ “ก้างปลา” ทางอาจารย์ประจำคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็นำไปสกัดเป็นแคลเซียมบริสุทธิ์ ใช้เป็นอาหารเสริมให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยทางกระดูกได้อีกด้วย ถือเป็นการคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยกันกำจัดอย่างสร้าสรรค์

การจัดงานในครั้งนี้ ทางกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา มองว่าไม่ได้ต้องการซ้ำเติมความขัดแย้งว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องการหาทางออกให้ประเทศ ว่าจะจัดการปลาหมอคางดำที่ยังมีอยู่จำนวนมากอย่างไร ให้สร้างประโยชน์แก่เกษตรกรและสังคมได้มากที่สุด

#ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #เอเลี่ยนสปีชีส์ #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand #กรมประมง #ปลาหมอคางดำเหยื่อล่อปูม้า #น้ำหมักชีวภาพ #นวัตกรรมชุมชน #รายได้ชุมชน #เกษตรแปรรูป

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” จ.จันทบุรี เดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มุ่งสู่เกษตรยั่งยืน 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน และการส่งออกทุเรียนไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ Kick Off แนวทาง “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” ส่งเสริมการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยนำปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร พร้อมส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัย พืชอินทรีย์ และพืชคาร์บอนต่ำ ภายใต้มาตรการใช้ปุ๋ย 70 : 30 เพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว พร้อมสนับสนุนแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมการข้าวได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) ควบคู่กับการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวไทยสู่มาตรฐานตลาดโลก เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

ทั้งนี้ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียน ปุ๋ยชีวภาพ  ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง พร้อมมอบใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแก่ผู้แทนเกษตรกร ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

จากสถานการณ์การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งด้านราคาที่ดิน และการเข้าถึงทรัพยากรของคนไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินยกระดับมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว รวมถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

จากข้อสั่งการดังกล่าว กรมที่ดินได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอให้จังหวัดแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้เข้าใจและตระหนักรู้ ไม่ให้ความร่วมมือโดยการเป็นผู้ถือครองที่ดินแก่คนต่างด้าว หรือการพบเห็นการกระทำความผิดจะต้องแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หรือหน่วยงานอื่นอื่นในการปราบปรามผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด รวมถึงกำชับให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรอบคอบและเข้มงวดในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ที่มีการซื้อขายที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมาก

กรมที่ดินยืนยันชัดเจนว่า ที่ผ่านมาได้มีมาตรการรองรับรวมถึงดำเนินการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน ความเชื่อมโยงของผู้ถือครองที่ดิน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล ตลอดจนพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายอำพรางการถือครองแทนคนต่างด้าว ซึ่งหากพบข้อพิรุธ จะต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายทันที ดังนี้

1. กรณีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยซื้อที่ดิน เมื่อมีการชำระด้วยเงินสดตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป หรือเมื่ออสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตามราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการโอนมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจให้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

2. กรณีนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เพิ่มทุน หรือสลับสัดส่วนการถือหุ้นผิดปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

3. ให้สำนักงานที่ดินทุกแห่งตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นกรณีที่สงสัยว่ามีการถือครองที่ที่ดินแทนคนต่างด้าว เป็นประจำทุกเดือนและรายงานผลให้กรมที่ดินทราบทุก 3 เดือน

หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด กรมที่ดินได้สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทั้งกับบริษัท บุคคลต่างด้าว และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ และเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนต่างชาติผ่านขบวนการอำพรางต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังได้ประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอความร่วมมือตรวจสอบนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าว และมีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นบริษัทอำพราง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น มีการเพิ่มทุนหรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นสับเปลี่ยนไปมา ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม โดยขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งข้อมูลมายังกรมที่ดินทันทีหากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหรือมีข้อสงสัย เพื่อให้กรมที่ดินเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างรวดเร็วและเข้มงวด

กรมที่ดินย้ำว่า การแก้ไขปัญหานอมินีจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของการหลีกเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรที่ดิน และสิทธิของประชาชนคนไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่พยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ กรมที่ดินขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สามารถแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานที่ดินในพื้นที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องทรัพยากรที่ดินของประเทศและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

15 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือเพื่อเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 6 มิ.ย.2569 รวมถึงได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานของแต่ละคณะทำงานการจัดงานฯ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปีนี้ กรมการข้าวได้กำหนดจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการและเทคโนโลยีด้านข้าว รวมถึงกิจกรรมเสวนาในประเด็นเกี่ยวกับข้าวที่น่าสนใจ การออกร้านตลาดนัดสินค้าและของดีประจำถิ่น ตลอดจนกิจกรรมประกวดการแข่งขันและความบันเทิงจากศิลปินต่างๆ มากมาย