สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

เลขาฯ รมว.เกษตร“สราวุฒิ” เปิดห้องรับฟัง 5 ข้อเสนอพัฒนายางพาราไทยยั่งยืน จากเครือข่าย กยท. 

วันนี้ (14 พ.ค.) นายสราวุฒิ เนื่องจำนง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) ได้ร่วมกันให้การต้อนรับตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ที่เดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี พร้อมทั้งขอนำเสนอความพร้อมและข้อเสนอแนะต่อยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราทั้ง 5 ข้อ

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ที่ได้ช่วยสะท้อนถึงปัญหา และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนายางพารา 5 ข้อ ซี่งขอรับเป็นการบ้านในการนำข้อเสนอไปเร่งผลักดันและอุดช่องโหว่ เพื่อดูแลพี่น้องชาวสวนยางให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

“การพบกันในครั้งนี้ พี่น้องเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ไม่ได้มามือเปล่านะครับ แต่ทำการบ้านมาดีมากๆ โดยเอาแผน  ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพารา 5 ข้อ มานั่งพูดคุยและสะท้อนมุมมองจากคนที่ทำงานหน้างานจริงๆ ให้พวกเราฝ่ายบริหารรับฟังแบบเจาะลึก ฟังแล้วได้ประโยชน์และเห็นภาพชัดเจนขึ้นเยอะเลย”นายธีระชัย กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราทั้ง 5 ข้อ ที่ทางเครือข่ายเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 1. การปราบปรามยางเถื่อน เครือข่ายเกษตรกรฯ ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนจากการลักลอบนำเข้า และ เรียกร้อง ให้ฝ่ายบริหารเอาจริงเอาจังกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านแดน พร้อมเสนอให้มีตัวแทนเครือข่ายฯ ร่วมเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ชายแดน 2. โครงการชะลอการขาย ตัวแทนสถาบันเกษตรกรฯ ยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกดูดซับอุปทาน แต่ เสนอแนะ ให้รัฐบาลเร่งอนุมัติและกระจายงบประมาณ ให้ถึงมือสถาบันเกษตรกรอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ลดขั้นตอนความล่าช้า

3. การแปรรูปเป็นยางแท่ง STR เครือข่ายฯ นำเสนอศักยภาพในการยกระดับคุณภาพยาง แต่ได้ ร้องขอ รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร และเงินทุนหมุนเวียนจาก กยท. เพิ่มเติม เพื่อให้สถาบันเกษตรกรสามารถผลิตยาง STR ที่ได้มาตรฐานสากลจริงๆ 4. การเจาะตลาดต่างประเทศ ตัวแทนเกษตรกรภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยืนยันปริมาณผลผลิตที่พร้อมส่งมอบ และ ขอให้ ท่านเลขาฯ รมว.กษ. และที่ปรึกษา รมช. ช่วยเจรจาขจัดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และศุลกากร เพื่อให้การส่งออกของสถาบันเกษตรกรราบรื่นที่สุด และ 5. การขยายพื้นที่ปลูกใหม่ 1 ล้านไร่ ขอสนับสนุนต้นกล้าพันธุ์ จะช่วยลดต้นทุน ให้เกษตรกร

015

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

ที่ปรึกษาฯ “ธีระชัย แสนแก้ว” ยันเกษตรกรต้องมาก่อน สั่งลุยปรับกติกาโควตานมโรงเรียน ช่วยชาวโคนมตากฟ้า หลังเจอปัญหาไม่มีที่รองรับน้ำนมดิบ

วันนี้ (13 พ.ค.) นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา และคณะสมาชิกสหกรณ์โคนมจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้รับความเดือดร้อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ได้รับฟังปัญหาของเกษตรกรโคนม อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และวิทยาลัยเกษตรนครสวรรค์ ที่สามารถผลิตน้ำนมดิบปริมาณกว่าวันละ 4 ตัน โดยมีเกษตรกรกว่า 600 ราย ที่กำลังประสบปัญหาขาดที่รองรับน้ำนม

“เนื่องจากสัญญาเดิมกับทางสหกรณ์โคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรีจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2569 นี้ และไม่ได้รับการต่อสัญญาเนื่องจากมีการปรับลดโควตานมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนลง ประกอบกับเงื่อนไขการผลิตในสถาบันการศึกษาที่มีข้อจำกัดในเรื่องใบอนุญาต รง.4 และหลักเกณฑ์การขายน้ำนมต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน จึงเป็นอุปสรรคในการยื่นขอโควต้าจัดสรรใหม่ โดยยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย เกษตรกรต้องมาก่อน” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวต่อไปว่า จะมีการหาแนวทางในการช่วยเหลือ ที่ไม่เป็นการยึดติดในเรื่องของเอกสารจนทำลายวิถีชีวิตเกษตรกร ซึ่งเบื้องต้นจะนำประวัติการขายน้ำนมจากแหล่งเดิมมาเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายใหม่เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ความต่อเนื่อง 2 เดือน ที่จะทำให้สหกรณ์สามารถยื่นเอกสารขอโควต้าจัดสรรการผลิตนมโรงเรียนได้ทันตามกำหนด และทราบว่า ทางเกษตรกรได้เตรียมเอกสารครบถ้วน สำหรับเสนอต่อคณะกรรมการจัดสรรโควตานมโรงเรียนแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการได้ในทันทีเพื่อให้สามารถจัดสรรนมให้ทันต่อช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้

ส่วนของกังวลของ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา ที่มีข้อกังวลถึงในเรื่องกติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่มีการแก้ไขในทุกปีนั้น นายธีระชัย ย้ำว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ จะต้องศึกษาและปรับปรุงให้กติกาดังกล่าวมีความมั่นคงปรับเปลี่ยนในเฉพาะสิ่งที่ ควรปรับเปลี่ยนไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนเพื่อกีดกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมั่นคง ทั้งนี้ที่ประชุมวันนี้มีข้อเสนอจากเกษตรกรที่มีประมาณ 6-7 ข้อ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

015

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู 'จิกเทิงโมเดล' ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ธนาคารที่ดิน”ลงพื้นที่อุบลราชธานี ติดตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ชู “จิกเทิงโมเดล” ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการดำเนินงานของ “ธนาคารที่ดิน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกิน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนและผู้ไร้ที่ดินทำกินให้สามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาเกษตรกรขามใหญ่ ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และวิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จ หรือ Best Practices ของการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน หลังเกษตรกรได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจุบันสมาชิกสามารถสร้างรายได้จากการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีมูลค่าสูง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีการออม และสามารถบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง

ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพ การสร้างความมั่นคงทางรายได้ และการรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

กรมการข้าวขานรับนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” มุ่งลดต้นทุนชาวนาไทย สู่เป้าหมายปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมหารือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหารือร่วมกันเพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านการเกษตรของรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขานรับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” โดยเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” ปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และรับมือวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีโลก

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลแผนที่ธาตุอาหารในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามคำแนะนำของภาครัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต 

นายอานนท์ นนทรีย์ กล่าวว่า กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าผลักดัน “นาข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” พื้นที่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงร้อยละ 30 ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 หรือ ชีวภัณฑ์ทดแทน และการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลดการเผาตอซัง และคืนธาตุอาหารสู่ดินธรรมชาติ อันจะช่วยลดต้นทุนและยกระดับการผลิตข้าวไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวเตรียมดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 22 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ปุ๋ยเคมีเข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย”ศูนย์ข้าวชุมชนเกรด A และ B”กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบที่มีความพร้อมและสมัครใจปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรปลอดภัย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน’ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ’ ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

'อธิบดีกรมการข้าว'ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน'ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ' ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อน’ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ’ ยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าข้าวไทยสู่ “อุตสาหกรรมข้าวยั่งยืน” โดยมี นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว คณะทำงานกรมการข้าว พร้อมด้วย นายเพ็ชร ประภากิตติกุล ผู้อำนวยการ Sustainism (stnsm.org) และ ผู้อำนวยการด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน สมาคมการตลาดเกษตรและอาหารแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AFMA) ก่อตั้งโดย UNESCAP และ FAO นางวิภาดา จรรยาเลิศอดุลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Producer Company และนายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกำกับดูแล สำนักพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมราง สำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร โดยมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและเครือข่าย เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาข้าวไทยให้สอดรับกับทิศทางตลาดโลกและเป้าหมายด้านความยั่งยืน

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “จากการเน้นปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า” หรือ Volume Driven to Value Driven โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าข้าวไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าระดับนานาชาติ

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการผลักดัน “ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ” ผ่านเทคโนโลยีสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการงดเผาฟางข้าว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซมีเทนจากภาคการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Digital MRV เพื่อใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดโลกต่อคุณภาพและความยั่งยืนของข้าวไทย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางการเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แหล่งทุนสีเขียวและตลาดจัดซื้อจัดจ้างระดับโลก รวมถึงการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำและการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเตรียมนำเสนอแนวทางและโมเดลการพัฒนาข้าวไทยในเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เวที CSCAP ที่จะจัดขึ้นณองค์การสหประชาชาติ รวมถึงเวทีเศรษฐกิจโลก เพื่อผลักดันภาพลักษณ์ข้าวไทยสู่การเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำตายพุ่ง 200 กก. พ่อค้าโอดเศรษฐกิจซบคนไม่ซื้อ จำใจหั่นราคาเลหลัง กก.ละ 100 หวังต่อลมหายใจ

วันที่ 8 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในเขตพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งว่าเกษตรกรหลายรายกำลังประสบปัญหากุ้งน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายอย่างหนักในระยะนี้

นายไมตรี อายุ 56 ปี เกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัญหาราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ลูกค้ากลับมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งขนาดตัวโตอายุ 5 เดือนที่พร้อมจำหน่ายต้องตกค้างอยู่ในบ่อจำนวนมาก

ซ้ำร้ายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนกุ้งปรับสภาพไม่ทันและน็อคตาย โดยเฉพาะบ่อของลูกสาวนายไมตรีที่น็อคตายไปกว่า 40-50 กก. ในวันเดียว และหากนับรวมความเสียหายก่อนหน้านี้พบว่ามีกุ้งตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 กก.

นายไมตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งหมด ตนจำเป็นต้องนำกุ้งที่เพิ่งเริ่มน็อคตายมา “เลหลังขาย” ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนกุ้งสดที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเร่งจับจำหน่ายในราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยกุ้งรวมขายเพียง กก.ละ 200 บาท และกุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กุ้งน็อคตายง่ายขึ้น คือการขาดแคลนน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากทางเขื่อนลำปาวมีการปิดน้ำเพื่อปรับปรุงคูคลองตามวงรอบปกติ อย่างไรก็ตามเกษตรกรคาดหวังว่าหากมีฝนตกลงมาสม่ำเสมอทำให้อากาศเย็นลง หรือมีการส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองชลประทานอีกครั้ง สถานการณ์การน็อคตายของกุ้งก้ามกรามก็น่าจะเริ่มคลี่คลายลงได้

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“ปิยะรัฐชย์ ”ประกาศกรมปศุสัตว์ 84 ปีพลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบยกระดับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พ.ค.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “84 ปี กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ความทันสมัย ด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี กทม.โดยภายในงานได้มีการนำเสนอการพัฒนา “ระบบ DLD e-Tracking” ในฐานะนวัตกรรมสำคัญที่ต่อยอดแนวคิด “หัวใจดิจิทัล” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถติดตามการเคลื่อนย้ายและตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์แบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี GPS Tracking และ Mobile Application เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของกรมปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า การผ่านราชอาณาจักร การส่งออก และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ ลดการลักลอบเคลื่อนย้าย และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ไทย ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมและบูธบริการประชาชนบริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร อาทิ การผ่าตัดทำหมัน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพ และการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงและสร้างความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์แก่ประชาชน

พร้อมกันนี้ ยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน รวมถึงการจัดนิทรรศการ “84 ปี กรมปศุสัตว์ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เพื่อถ่ายทอดบทบาท ภารกิจ และพัฒนาการสำคัญของกรมปศุสัตว์ในการสนับสนุนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การจัดงานครั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาองค์กรที่มุ่งสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายใน การเฝ้าระวังและควบคุม โรคสัตว์ การพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์

พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยมุ่งยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ เพื่อรองรับการตลาดและการส่งออก รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร อีกทั้ง ยกระดับระบบการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ภายใต้ทิศทางดังกล่าวต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ เดินหน้าปรับกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการยกระดับการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาคปศุสัตว์ไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์กว่า 3.3 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามดังกล่าวจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของตลาดส่งออกในระยะยาว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ มอบโค 25 ตัว ให้แก่เกษตรกร อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและเครือข่ายที่ทำคุณประโยชน์แก่กรมปศุสัตว์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศด้วย และกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงรุก ด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

015

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ (ครั้งที่ 2) งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 มีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการซ้อมใหญ่ (ครั้งที่ 2) งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ 
กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักพระราชวัง กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น เข้าร่วม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ทั้งในด้านสถานที่การจัดงาน แนวทางการปฏิบัติในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีฯ การรักษาความปลอดภัย การจราจร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนและเกษตรกรที่สนใจ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการ
เฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.31 น.

6 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มแกนนำภาคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบ และพิจารณาถอดถอนอธิบดีกรมปศุสัตว์ โดยอ้างเหตุผลด้านการจัดการนำเข้าและส่งออกในอุตสาหกรรมไก่

โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอ มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งข้อเท็จ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยสามารถส่งออกไก่ได้กว่า 50 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีมาตรฐานการผลิตที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่วนกรณีปัญหาการส่งออกไปยังประเทศจีนนั้น เกิดจากข้อบกพร่องที่ทางศุลกากรจีน หรือ GACC ตรวจพบในบางโรงงาน ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้สั่งระงับการส่งออกชั่วคราวเพื่อปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์ ในระหว่างที่มีการระงับการนำเข้าและส่งออกระหว่างกันไทยและจีน ได้มีการพูดคุยกันในหลายเวที และยังคงประสานความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน ล่าสุดฝ่ายจีนก็ได้มีการประชุมกับ ฝ่ายไทยเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างพิธีสารการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกร่วมกันแล้ว ในระหว่างนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดกรอบระยะเวลา การทำการค้าระหว่างกัน

ทั้งนี้ การทำงานที่ผ่านมาเป็นไปอย่างมืออาชีพ และมีการประสานงานผ่านสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้เชื่อมั่นว่ากรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง