ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียนดื่มได้ถึง ม. 3ดันแก้ปัญหา นมทั้งระบบ

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯจะเร่งพิจารณาการจัดสรรโควต้านมโรงเรียนอย่างเป็นธรรม และตรวจสอบสต็อกนมในระบบ ผลักดันออกสู่ตลอดหลังค้างท่อช่วงปิดเทอม เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรโคนมอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ปัญหาการจัดสรรโควต้านมโรงเรียน ยังคงเป็นประเด็นที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีข้อห่วงใยในเรื่องของความเป็นธรรม รวมไปถึงสต็อกนมที่คงค้างในระบบยังมีจำนวนค่อนข้างมาก โดยปัญหาเหล่านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ส่งเสียงสะท้อนมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่องโดย กระทรวงเกษตรฯ ได้รับข้อเสนอดังกล่าวและจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ว่าภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเห็นผลว่า มีความคืบหน้า และจะดำเนินการแก้ปัญหาได้อย่างไร  เบื้องต้น มีแนวทางที่จะขยายเพดานของการส่งเสริมการบริโภคนมโรงเรียน ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเอกสาร คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ในเร็วๆนี้

ด้านนาย อำนวย ทงก๊ก ประธานกรรมการ สหกรณ์โคนมวังนํ้าเย็น จำกัด กล่าวว่า กรณีที่จะมีการขยายเวลาการดื่มนมและอายุผู้ดื่มนม อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณของภาครัฐในภายหลัง ส่วนการแก้ไขปัญหาสต๊อกนมกล่องที่ผลิตในช่วงปิดเทอมและตกค้างอยู่เกือบ 200 ล้านกล่อง เห็นด้วยในการผลักดันออกมาจำหน่ายในราคาไม่เกิน 7 บาท 89 สตางค์/กล่อง ส่วนการพิจารณาจัดสรรโควตานมโรงเรียน สิ่งที่อยากให้เน้น คือการพิจารณาจัดสรรให้กับกลุ่มบริษัทที่มีความรับผิดชอบดูแลมาตรฐานการส่งผลิตและการส่งนม เพื่อแก้ปัญหาน้ำนมขาดคุณภาพในระยะยาว 

ขณะที่นายกล้าหาร แก้วจีน อดีตประธานกรรมการ สหกรณ์โคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรี ระบุว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด การจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้เป็นธรรม และการพิจารณาขยายระยะเวลาทั้งการกำหนดอายุเด็กและวันดื่มนม เป็นเรื่องที่ดี หากทำได้จะทำให้มีช่องทางในการระบายน้ำนมดิบ เพื่อใช้ผลิตนมโรงเรียนได้มากขึ้เพราะปัจจุบันเกษตรกรยังคงประสบปัญหา ต้นทุนการผลิตนมกล่องที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

พลังแห่งความสามัคคี! ‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์’ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

พลังแห่งความสามัคคี! 'สำนักพัฒนาอาหารสัตว์'ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

พลังแห่งความสามัคคี! ‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์’ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ชูวัฒนธรรมองค์กรเข้มแข็ง เปลี่ยนหน้าเสาธงเป็น “เวทีสื่อสาร” สรุปปัญหา-วางแผนงานเชิงรุก 33 แห่งทั่วไทย มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยบุคลากรทุกคนได้ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญเริ่มต้นวันใหม่ที่สะท้อนถึงระเบียบวินัยและความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่คือ “กลไกขับเคลื่อนองค์กร” ซึ่งการเข้าแถวเคารพธงชาติของสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ในทุกเช้า มิได้เป็นเพียงกิจกรรมตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ถูกยกระดับให้เป็น “เวทีแห่งการสื่อสารองค์กร” ที่สำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสรุปปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติภารกิจในวันที่ผ่านมา แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็ว พร้อมวางแผนเชิงรุก เพื่อมอบหมายภารกิจประจำวันอย่างชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำ

จิตวิทยาสร้างพลัง “คนสำราญ งานสำเร็จ” ในมิติทางจิตวิทยาสังคม ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ถือเป็นการกระตุ้นพลังใจ (Mental Readiness) ให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน การรวมตัวกันยังช่วยเสริมสร้าง “วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง” สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการศึกษาวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์สู่เกษตรกรทั่วประเทศ 

“การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวัน คือ ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของงานในระยะยาว”

มุ่งเป้าพัฒนาปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ระบุว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีวินัยและคุณภาพ คือ ปัจจัยตั้งต้นที่ส่งผลต่อการให้บริการทางวิชาการและการยกระดับศักยภาพการผลิตในภาคปศุสัตว์ โดยทางหน่วยงานยังคงยึดถือแนวปฏิบัตินี้เป็นรากฐานสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกภารกิจจะดำเนินไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยสืบไป

#สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ #กรมปศุสัตว์ #เคารพธงชาติ #พัฒนาเกษตรกร #ปศุสัตว์ไทย #ความมั่นคงทางอาหาร

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/y-a8DOzGN_0

‘อธิบดีกรมการข้าว’ แลกเปลี่ยนแนวคิดสมาคมโรงสีข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวพรีเมี่ยม

‘อธิบดีกรมการข้าว’ แลกเปลี่ยนแนวคิดสมาคมโรงสีข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวพรีเมี่ยม

‘อธิบดีกรมการข้าว’ แลกเปลี่ยนแนวคิดสมาคมโรงสีข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวพรีเมี่ยม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

“กรมการข้าว” ต้อนรับสมาคมโรงสีข้าวภาคอีสาน แลกเปลี่ยนแนวคิดยกระดับมาตรฐานข้าวพรีเมี่ยม รับไอเดีย “ยุ้งฉางอัจฉริยะ” สู่ระบบผลิตข้าวครบวงจร”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับ นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมคณะ โดยได้หารือร่วมกันถึงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานข้าวหอมมะลิและข้าวพรีเมี่ยมของไทยด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยสมาคมฯได้นำเสนอโปรแกรม Software ด้านการจัดการแยกข้าวเปลือกทางกายภาพและเคมีให้มีคุณภาพมากขึ้น สามารถคัดแยกข้าวสีที่ปนมาได้ ซึ่งโปรแกรม Software นี้เป็นผลงานการพัฒนาของสมาคมฯโดยทำงานร่วมกับ Hardware จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสมาคมฯประสงค์สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้สมาคมฯ เชื่อว่า Software นี้มีความแม่นยำในการทำงานและสมควรที่จะได้มีการขยายผลต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวคิดการพัฒนา “ยุ้งฉางอัจฉริยะ” ซึ่งนำเทคโนโลยีระบบที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เซนเซอร์ (IoT) ระบบพัดลมควบคุมอุณหภูมิ และพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรักษาผลผลิต พร้อมเสนอการบูรณาการความร่วมมือระหว่างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์ข้าวชุมชน และโรงสี ในรูปแบบการผลิตและรับซื้อที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

“ กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการยกระดับข้าวหอมมะลิ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ให้ได้มาตรฐานสูงสุด พร้อมผลักดันระบบการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆอย่างครบวงจร รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อสร้างแรงจูงใจด้านราคาให้เกษตรกร อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพข้าวไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว” อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

ปลัดเก่ง เยี่ยมชมโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง แบบอย่างชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

ปลัดเก่ง เยี่ยมชมโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง แบบอย่างชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

ปลัดเก่ง เยี่ยมชมโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง แบบอย่างชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569 วานนี้เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” บ้านเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพิสดาร ประดา ผู้ตรวจราชการกรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี พร้อมด้วยผู้อำนวยการกลุ่มงานฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ร่วมสนับสนุนในโอกาสที่หน่วยงานส่วนกลาง สำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (สสช.) กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” บ้านเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โดยมี น.ส.กาญจนี ละศรีจันทร์ นายบัญชา ราศีมิน ตลอดจนเครือข่ายโคก หนอง นา พัฒนาชุมชน จังหวัดสกลนคร เข้าร่วม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ก่อนอื่นของแสดงความยินดีกับคุณกาญจนี ละศรีจันทร์ และคุณบัญชา ราศีมิน เจ้าของแปลง โคก หนอง นา หินแห่ ที่ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การสนับสนุนของกรมการพัฒนาชุมชนสำเร็จ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้ร่วมกันทำพื้นที่ตรงนี้จากแห้งแล้ง มีแต่หินกรวด จนเป็นพื้นที่ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีฐานเรียนรู้ได้ตามมาตรฐานที่ควรเอาแบบอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นอย่างที่ดีให้กับสังคมประเทศชาติ ในการพพึ่งพาตนเอง ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และทั่งมุ่งมั่นในการสืบทอดแนวทาง “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที 10 โดยให้ความสําคัญกับการวางแผนต่อยอดด้านการตลาด ควบคู่กับการพัฒนา

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำรัสถึง โคก หนองนา ว่า โคก หนอง นา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม แล้วยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน รักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้นก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน โคกหนองนา ก็คือเกษตรเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และชีวิตของพวกเรา เพราะว่าประเทศของเรานี้ไม่หนีเรื่องการเกษตรคือปากท้อง และเป็นชีวิตของเราตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระราชทานมา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมามากมายในเรื่องของเกษตร ในเรื่องของการพัฒนา อันนี้ก็เป็นการรวม หรือแสดงตัวอย่าง และเป็นตัวอย่างที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้ ไม่ใช่เป็นโมเดลที่แสดงไว้ในตู้ อยู่คงที่ แต่เป็นโมเดลที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้อย่างอ่อนตัว ใช้งานได้จริงๆ แล้วก็หลากหลายได้ โคกหนองนา นำความหลากหลาย และความอ่อนตัวมารวม เพื่อใช้งานในเรื่องปากท้องและการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจของเรา..”

นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ยังได้กล่าวให้กําลังใจเจ้าของแปลง “โคก หนอง นา” ที่ลุกขึ้นมาลงมือทําด้วยตนเอง พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นในการสร้างชีวิตใหม่บนพืนฐานของความพอเพียง และย้ำว่า การพัฒนาจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ เมือประชาชนเป็นศูนย์กลางของการเปลียนแปลง ขณะที่ภาครัฐต้องลงพื้นที่จริง รับฟังปัญหาจริง และร่วมแก้ไขอย่างใกล้ชิด

กรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” กิจกรรมพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” กิจกรรมย่อยจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้ดำเนินการคัดเลือก ศูนย์เรียนรู้ฯ บ้านเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร แปลงของ นางสาวกาญจนี ละศรีจันทร์ ให้เป็นโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาต่อยอดศูนย์เรียนรู้ฯ ให้เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้ ฝึกอบรม ฝึกทักษะอาชีพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างผู้นำ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการสนับสนุนการติดตามงานของสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (สสช.) ในการจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันแห่งความเป็นเลิศกรมการพัฒนาชุมชน (CD Academy) ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกอบรมด้านเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป และได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการความมือในการยกระดับคุณภาพงานวิชาการ งานวิจัย ในงานพัฒนาชุมชน ระหว่างศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี กับ โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” บ้านเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร

โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง กรมการพัฒนาชุมชน เป็นโครงการยกระดับศูนย์เรียนรู้ที่มีศักยภาพ (เช่น โคก หนอง นา) สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ สร้างอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการถ่ายทอดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทักษะการปฏิบัติจริงให้กับประชาชน ดำเนินการโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน (ศพช.) ทั่วประเทศ เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งให้กับชุมชนให้พึ่งตนเองได้บนฐานเศรษฐกิจพอเพียง

สาระสำคัญของโครงการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง

เป้าหมาย: พัฒนาศูนย์เรียนรู้ฯ เดิมให้มีความสมบูรณ์แบบ เป็นแหล่งศึกษาดูงานและลงมือทำจริง

แนวทางการเรียนรู้: เน้นทักษะโคก หนอง นา โมเดล, เกษตรผสมผสาน, การแปรรูปผลผลิต, การทำปุ๋ย, และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

การดำเนินการ: ขับเคลื่อนผ่านศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน (ศพช.) และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด โดยมีการคัดเลือกหมู่บ้าน/ศูนย์เรียนรู้ที่มีความพร้อม

ตัวอย่างพื้นที่: มีการดำเนินการตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงในหลายพื้นที่ เช่น บ้านโพนฮาด (ร้อยเอ็ด), บ้านหนองทราย (กาญจนบุรี) และสนับสนุนโดยศพช.นครนายก, เพชรบุรี เป็นต้น

โครงการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงนี้มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาภายนอก มาเป็นการพึ่งตนเอง สร้างรายได้ และพัฒนาคนในชุมชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเจริญศิลป์เป็น 1 ใน 11 ของโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่ ณ บ้านเจริญศิลป์ หมู่ที่ 1 ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี โดยมี น.ส.กาญจนี ละศรีจันทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง

‘กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.’ร่วมผลักดัน’ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ’ ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

'กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.'ร่วมผลักดัน'ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ' ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

‘กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.’ร่วมผลักดัน’ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ’ ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.10 น.

กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และ อบก.ร่วมกันผลักดัน “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” ตามมาตรฐาน T-VER เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต เร่งกำหนดเกณฑ์รับชาวนาเข้าร่วมโครงการ ประเดิมพื้นที่นำร่อง 1 แสนไร่ เน้นศูนย์ข้าวชุมชน 316 แห่ง หวังให้เกิดเป็นรูปธรรมช่วงฤดูนาปีนี้

วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ประชุมหารือร่วมกันถึงแนวทางการดำเนินโครงการสนับสนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยกรมการข้าว มี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะ กรมวิชาการเกษตร มี นางสาวเชาวนาถ พฤทธิเทพ ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร และคณะ เข้าร่วมประชุมด้วย

การประชุมร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางการดำเนินโครงการสนับสนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำของกรมการข้าว โดยเห็นชอบร่วมกันให้กรมการข้าวเร่งกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของชาวนาที่จะเข้าร่วมโครงการ ขณะที่กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐเพียงแห่งเดียวจาก 18 หน่วยงาน ที่ อบก.ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body :VVB) และ อบก.จะเป็นหน่วยงานสอบทานความถูกต้องยึดมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตได้ โดยเบื้องต้นจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 1 แสนไร่ จากเป้าหมายโครงการทั้งสิ้น 1 ล้านไร่ โดยมุ่งเน้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นหลัก ขณะนี้มีศูนย์ข้าวชุมชนที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการจำนวน 316 แห่ง ในพื้นที่ 22 จังหวัด เขตนาชลประทานภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งการดำเนินการกำหนดพื้นที่เป้าหมายจะไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการ Thai Rice GCF ภายใต้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ที่ได้ดำเนินการในเรื่องเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทั้ง 3 หน่วยงานจะได้ร่วมกันกำหนดวิธีการดำเนินงาน การลดต้นทุนการผลิต การลดปัจจัยการผลิต การลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร การส่งเสริมการใช้วัสดุทางการเกษตรอื่นแทนการใช้สารเคมี ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาประหยัดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว และเพิ่มรายได้มากขึ้น โดยคาดหวังว่าการดำเนินการในเรื่องหากมีความชัดเจนจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพราะขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกข้าวนาปีแล้ว

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน สร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

28 เมษายน 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผอ.กองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.กองบริหารสินเชื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมชี้แจงภารกิจและแนวทางการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น นำโดย นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา นายอรรถวุฒิ มูลศิริ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 “ธนาคารที่ดิน” ได้มุ่งมั่นดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เกษตรกรและผู้ยากจน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเน้นการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตร เปิดโอกาสให้สมาชิกเช่าซื้อที่ดินในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างครบวงจร

“ปัจจุบัน ธนาคารที่ดินได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ยากจนไปแล้วกว่า 1,861 ครัวเรือน สมาชิกรวมกว่า 10,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมเนื้อที่กว่า 7,256 ไร่ สำหรับจังหวัดสงขลา ธนาคารที่ดินได้ดำเนินโครงการ “ที่ดินปันสุข” ซึ่งเป็นการจับคู่เจ้าของที่ดินกับเกษตรกรผู้เช่าที่ดิน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 147 สัญญา รวมพื้นที่กว่า 746 ไร่”นายกุลพัชร กล่าวและว่า

จากการประเมินผลโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าโครงการของธนาคารที่ดินมีความคุ้มค่าสูง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เงินลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.59 บาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 3.87 บาทในระยะยาว โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน งบประมาณ 15.81 ล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 40.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.57 เท่า

นายกุลพัชร ย้ำในตอนท้ายว่า “ธนาคารที่ดิน” พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีอาชีพที่มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนหรือเกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากธนาคารที่ดินได้ที่เว็บไซต์: http://www.ที่ดินเพื่อคนไทย.or.th หรือ https://ที่ดินเพื่อคนไทย.labai.or.th/

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

ผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยในปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่ข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรขั้นต้น วันนี้ได้ก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีบทบาทดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวครอบคลุม ทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” โดยต้นน้ำ คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และงานวิจัยกลางน้ำ คือการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และปลายน้ำ คือการตลาดและการเข้าถึงผู้บริโภค

นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว”

ในอดีต เกษตรกรมักจำหน่ายข้าวเปลือกให้โรงสีโดยไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ส่งผลทำให้รายได้ไม่แน่นอน กรมการข้าวจึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกร “เพิ่มมูลค่า” ผ่านการแปรรูปและการผลิต ตามมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน GAP ข้าวอินทรีย์ และนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเฉพาะ (Niche Market) หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ “การแปรรูป” ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าจากข้าวเปลือกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยปัจจุบันมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ภาคเหนือ พัฒนา “ข้าวแต๋นอบกรอบ” และ “ซีเรียลข้าวกล้องงอก” เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพ

กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน แปรรูปเป็น “ข้าวฮางงอกพร้อมชง” และ “เครื่องดื่มน้ำนมข้าว” กลุ่มภาคใต้ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด เช่น “ขนมขบเคี้ยวจากข้าวสี” และ “แป้งข้าวเพื่อเบเกอรี่สุขภาพ”บางกลุ่มต่อยอดสู่ “เครื่องดื่มหมักจากข้าว” เช่น สาโท หรือไวน์ข้าว ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นรวมถึงผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น “สารสกัดรำข้าว” “น้ำมันรำข้าว” และ “เครื่องสำอางจากข้าว” ที่ร่วมพัฒนากับสถาบันการศึกษา

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังให้ความสำคัญกับ “ข้าวสี” เช่น ข้าวสัง ข์หยดพัทลุง (สีแดง) ข้าวเหนียวดำ (สีม่วง ดำ) ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และสามารถต่อยอดสู่การสกัดสาระสำคัญเพื่อผลิตอาหารเสริมในรูปแบบแคปซูล หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองข้าวเป็นมากกว่าอาหาร แต่เป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” หรือแม้กระทั่ง “อาหารเชิงยา”อาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและขับสารพิษไม่ใช่แค่ทำให้อิ่ม

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

อย่างไรก็ตาม การแปรรูปยังมีข้อจำกัดในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย กรมการข้าวจึงส่งเสริมให้รวมกลุ่มในรูปแบบ “ศูนย์ข้าวชุมชน” เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต การแปรรูป และการบริหารจัดการ รวมถึงการเข้าถึงองค์ความรู้และการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการตลาด กรมการข้าวได้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น การไลฟ์สดและการขายผ่านออนไลน์ พร้อมเตรียมจัดตั้ง “Rice Shop” ขึ้นที่กรมการข้าว บางเขนกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางรวบรวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีคุณภาพ รวมทั้งยังมีสินค้าข้าวที่แปลกใหม่จากทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับการเพิ่มมูลค่านั้นพบว่า เพียงการสีแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสารก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้เกือบเท่าตัว และหากนำไปแปรรูปขั้นสูง เช่น การหมักเป็นเครื่องดื่ม หรือการสกัดสารสำคัญก็จะทำให้ มูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยมีข้อมูลว่าข้าว 1 ตัน สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึงประมาณ 160,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการแปรรูป

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว อาทิ สาโท และ ผงชงดื่ม”

รองอธิบดีกรมการข้าวทิ้งท้ายว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวบางประเภทอาจมีความคล้ายคลึงกัน แต่เอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทำให้สินค้ามีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญ และทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ กรมการข้าวยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการเพิ่มมูลค่าข้าวอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากโครงการนำร่องในกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม เพื่อขยายผลสู่ระดับประเทศในอนาคต

การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงในเวทีโลก

“ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.13 น.

27 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ข้าราชการและพนักงานราชการในสังกัด ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดต่างๆ สวดมาติกา สดับปกรณ์ และอนุโมทนา ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time หวังเป็นฐานข้อมูลกลางแก้ปัญหาความไม่ทันสมัยและล่าช้า ผลักดันให้เกิดต้นแบบโมเดล AI ด้านข้าวในอนาคต

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันในโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (Big Data Institute : BDI) พร้อมคณะ และมีนายภาณุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร พร้อมด้วยนายธนากร สงวนตระกูล นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในโอกาสนี้นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าวพร้อมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร กรมการข้าว เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ BDI ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินโครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย มีความประสงค์ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานด้านข้าวของประเทศเป็นหน่วยงานกลางในการผลักดันให้โครงการนี้เกิดผลสำเร็จเป็น One Rice Big Data ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลรวมหนึ่งเดียวในเรื่องข้าวของไทยทั้งระบบ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปีที่ 1 มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ประกอบด้วยระบบบัญชีข้อมูลข้าว ระบบฐานข้อมูลกลาง และแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลข้าว จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ในปีที่ 1 ขยายผลต่อในปีที่ 2 และสุดท้ายจะทำต้นแบบโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าเมื่อโครงการสำเร็จบรรลุผลข้อมูลเรื่องข้าวของไทยจะเป็นระบบหนึ่งเดียวแบบ Real time เป็นข้อมูลที่ทันสมัยไม่ล่าช้า ไม่อยู่กระจายหลายหน่วยงาน และที่สำคัญเป็นฐานข้อมูลกลางและเกิด AI ด้านข้าวอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นความร่วมมือกันผ่านการทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement) ภายใต้ โครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย ต่อไป

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องประชุมเทวกุล กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี เพื่อรับทราบถึงการดำเนินงานของมูลนิธิในรอบปีที่ผ่านมา สำหรับวาระในปีนี้ ประกอบด้วย การบริจาคเงินโดยบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บริจาคไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สำหรับการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง และการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการพิจารณาการดำเนินงานประจำปี เรื่องการแต่งตั้งรองประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ แทนนายจรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 การพิจารณาจัดหาตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานเคลื่อนที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งยังไม่มีอาคารถาวรเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยปฏิบัติการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร การพิจารณาจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากงานวิจัยของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงขั้นตอนการเลี้ยงเมฆให้อ้วนโดยการเผาไหม้ของสารฝนหลวงชนิดพลุสารดูดความชื้น ให้ควันของสารลอยขึ้นสู่ฐานเมฆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในก้อนเมฆและเร่งกระบวนการรวมตัว ทำให้เมฆพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และทำให้เกิดเป็นฝนในพื้นที่เป้าหมาย

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในเขตเงาฝน ที่มีข้อจำกัดด้านการบิน โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำย่อย กลุ่มลำน้ำในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอบางสะพาน ที่บริเวณหัวงานมีสภาพภูมิประเทศเป็นลำห้วยที่ไหล ระหว่างที่ราบ เนินเขา ณ จุดที่ตั้งหัวงานอ่างเก็บน้ำ ความยาวลำน้ำจากต้นน้ำ ถึงจุดที่ตั้งอ่างเก็บน้ำ 21 กิโลเมตร ความลาดเทของลำน้ำ บริเวณหัวงานประมาณ 1 : 94 สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำมีความลาดเท จากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก ลำน้ำสายหลักของโครงการคือ ลำห้วยวังเป้า และลำห้วยน้ำโจนมีพื้นที่รับน้ำ จำนวน 84,375 ไร่ พื้นที่ชลประทาน จำนวน 16,960 ไร่ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์) และขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ และขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ฯ แล้ว โดยการเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และขอย้ำกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่างานในโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สานต่อเป็นงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงแล้ง หรือในช่วงที่บางพื้นที่ของประเทศประสบปัญหามลพิษ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควัน ไฟป่า ก็สามารถช่วยบรรเทาและคลี่คลายได้ ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติภารกิจสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎร

– 006