‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

'อธิบดีอานนท์'นำทีม'กรมการข้าว'หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู'ข้าวแท้'สร้างแบรนด์ระดับสากล

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เมื่อวีนที่ 22 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านงานวิจัยข้าว ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการและภาครัฐ ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดีอานนท์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นหารือถึงการเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรไทย โดยการนำองค์ความรู้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาประกอบการทำงานของกรมการข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ควบคู่กับการนำงานวิจัย ข้อมูล (Data) และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ ม.จุฬาฯ มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลและงานวิจัยของกรมการข้าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการผลิตข้าวของประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงการผลักดันการสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยยืนยันอัตลักษณ์ “ข้าวไทย ข้าวแท้” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก รวมถึงในเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือครอบคลุมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยยุคใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตลาดสุขภาพ โดยผสานเทคโนโลยีด้าน genomics และ biotechnology เข้ากับศักยภาพของกรมการข้าว อีกทั้งการพัฒนาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและระบบ Rice Carbon Credit เพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าข้าวผ่านนวัตกรรม เช่น rice protein และ functional food ภายใต้การจัดตั้ง Rice Innovation Hub และการพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัล เช่น satellite monitoring และระบบพยากรณ์ผลผลิต เพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมการข้าวอยากที่จะเปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาดูงานและใช้ห้องปฏิบัติการหรือได้ลงพื้นที่จริงของกรมการข้าว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ พร้อมเดินหน้าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมงานทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีอานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานโครงการ “ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคต” จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นำโดย ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา หัวหน้าโครงการฯ และคณะ ซึ่งได้เข้าหารือและนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในระยะยาว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 การเข้าพบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้บริหารกรมการข้าวในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ประเด็นเร่งด่วน และความท้าทายในระบบข้าวไทย เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคตมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการระดมความคิดเห็นและจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ก่อนการประชาพิจารณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

ผู้ตรวจฯลงพื้นที่รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรที่ชุมพร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ เฝ้าระวังภัยพิบัติด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชุมพร

วันนี้ (21 เม.ย.) นายวิทยา แก้วมี  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 5 ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการขาดแคลนน้ำจากผู้นำชุมชน ตัวแทนเกษตรกร และตรวจเยี่ยมพื้นที่สวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร  และเป็นประธานในการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมเกาะพิทักษ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชุมพรเพื่อรับฟังสถานการณ์และแนวโน้มสภาพภูมิอากาศในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้อากาศร้อนจัดและมีฝนน้อยกว่าปกติ โดยนายวิทยา  กล่าวว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อเตรียมการวางแผนการช่วยเหลือเกษตรกรช่วงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง (มี.ค.-พ.ค.) ในจังหวัดชุมโดยเบื้องต้นได้ประสานงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อม ปฏิบัติการฝนหลวงจากฐานบินปะทิว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจ โดยทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และยางพาราพร้อมทั้งแนะนำทางกรมชลประทานให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอด้วย

“ มาตรการการต่างๆที่มีการเตรียมพร้อมในการภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงที่เกิดขึ้นนั้นเบื้องต้นประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งฐานปฏิบัติการที่สนามบินปะทิว ระดมทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและพื้นที่การเกษตร  พร้อมทั้งการจัดการแหล่งน้ำ  เร่งสำรวจแหล่งน้ำสาธารณะที่แห้งขอดและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างทั่วถึงให้ได้มากที่สุด”นายวิทยากล่าว

นายวิทยาบอกอีกว่าได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ แจ้งเตือนและรับมือ และติดตามสถานการณ์ที่ภัยพิบัติด้านการเกษตรที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกปี จึงขอให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำ และขอความร่วมมือเกษตรกรตรวจสอบเครื่องสูบน้ำและระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อรองรับกับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสวนทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงของจังหวัดชุมพรโดยกำชับให้หน่วยงานร่วมกันบูรณาการเพื่อป้องกันความเสียหายเตรียมการรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้น ให้มากที่สุด

015

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมพิธีบวงสรวงคันไถ เสริมสิริมงคลพระราชพิธีพืชมงคล 2569

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

วันนี้ (21 เมษายน 2569) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีบวงสรวงคันไถในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง และเทพีคู่หาบเงิน เข้าร่วม ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารจัดเก็บคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

ในการนี้ พิธีบวงสรวงคันไถ ได้เริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น.โดยประธานในพิธีจุดเทียนธูปบูชาเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวนำคำอธิษฐานจิต จากนั้นประธานปักธูปบนเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ และโปรยข้าวตอกดอกไม้ บริเวณเครื่องสังเวยเพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้บริหารที่ร่วมในพิธี เทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ร่วมวางพวงมาลัยบนพานหน้าคันไถเพื่อสักการะเป็นอันเสร็จพิธี

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ เปิดตัว “หัวเชื้อยีสต์สูตรเข้มข้น DLD 3+” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตปศุสัตว์ไทยในยุคที่ต้นทุนสูง โดยเป็นผลงานวิจัยที่ผสานการทำงานของจุลินทรีย์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ยีสต์, Bacillus licheniformis และ Lactobacillus plantarum ช่วยเปลี่ยนหญ้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอาหารสัตว์คุณภาพสูง

จุดเด่นสำคัญของ DLD 3+ คือการใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ Lactobacillus plantarum ที่คัดแยกจากใบมันสำปะหลังในประเทศไทย มีความทนทานและเหมาะสมกับสภาพอากาศไทย ผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด ทั้งการเพาะเลี้ยงในอาหารเฉพาะ การทดสอบความสามารถในการสร้างกรด และการตรวจสอบสายพันธุ์ด้วยเทคนิคอณูพันธุศาสตร์ และผลการพัฒนาพบว่า หัวเชื้อ DLD 3+ สามารถช่วยเร่งกระบวนการหมักพืชอาหารสัตว์ เพิ่มคุณภาพอาหารหมัก ลดการเน่าเสีย และทำให้อาหารมีกลิ่นหอม น่ากิน ส่งผลให้สัตว์กินอาหารได้มากขึ้น ย่อยได้ดีขึ้น และใช้ประโยชน์จากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มผลผลิตในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ตอบโจทย์การลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ “DLD 3+” ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของกรมปศุสัตว์ ที่มุ่งยกระดับการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรในระยะยาว

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/nlMuyZrd9Q4

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของฟาร์ม! ‘คุณเกษร’ ปั้นฟาร์มอ้นหล่มเก่า สัตว์เศรษฐกิจทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันที่ 21 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ เลขที่ 96 บ้านนาทราย หมู่ 2 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พบกับ คุณเกษร เสมกระโทก เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวจากอาชีพสาวโรงงาน กลับมาเริ่มต้นธุรกิจเพาะเลี้ยง ‘อ้น’ (Bamboo Rat) จนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่น่าสนใจในขณะนี้

คุณเกสร เปิดเผยว่า จุดเด่นของการเลี้ยงอ้นคือใช้พื้นที่น้อยมาก สามารถเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์หรือคอกปูนได้ ไม่มีกลิ่นรบกวนเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และที่สำคัญคือต้นทุนอาหารต่ำมาก เนื่องจากอ้นกินพืชพื้นถิ่นอย่าง ไผ่ อ้อย และข้าวโพดเป็นหลัก โดยภายในฟาร์มจะมีการจัดที่หลบซ่อนให้เลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้สัตว์ไม่เครียด

สำหรับการเลี้ยงในปีนี้ คุณเกสร เน้นย้ำเรื่องความสะอาดและ ‘การควบคุมอุณหภูมิ’ เป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้อ้นตายจากภาวะฮีทสโตรกได้ ทางฟาร์มจึงติดตั้งระบบระบายอากาศและพ่นหมอกเพื่อลดความร้อน นอกจากนี้ผู้เลี้ยงต้องระมัดระวังเรื่องฟันที่แข็งแรงและนิสัยหวงถิ่นของอ้น ซึ่งควรแยกเลี้ยงเป็นรายตัวหากไม่ใช่ช่วงผสมพันธุ์

แนวโน้มการตลาดในปี 2569 พบว่าอ้นเป็นที่ต้องการสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม สัตว์เลี้ยงแปลก (Exotic Pets) สายพันธุ์พิเศษที่มีราคาสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ขณะที่พ่อแม่พันธุ์ทั่วไปราคาเริ่มต้นคู่ละ 3,000-10,000 บาท ส่วนตลาดเนื้อก็ยังคงเติบโตในร้านอาหารเฉพาะทางเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ

อย่างไรก็ตาม คุณเกสร ระบุว่า ความท้าทายสำคัญคือสภาพอากาศที่แปรปรวนและค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและการรอดชีวิตระหว่างการขนส่ง เกษตรกรจึงต้องมีการบริหารจัดการฟาร์มและระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มอ้นคุณเกศร โทร. 084-776-0339

//////////-026

‘สุชาติ’นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม’ครม.นายกฯอนุทิน’เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

'สุชาติ'นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม'ครม.นายกฯอนุทิน'เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

‘สุชาติ’นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม’ครม.นายกฯอนุทิน’เร่งคลี่คลายไฟป่า-หมอกควันภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“สุชาติ”นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม ครม. นายกฯ อนุทิน เร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 พร้อมเฝ้าระวังสารหนูในลำน้ำชายแดน

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การบูรณาการข้อมูลและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดจุดความร้อน ควบคู่การป้องกันในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมและจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัจจัยการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมของมนุษย์ และมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสามารถดำเนินการจัดการสถานการณ์บอกควันไฟป่า ผ่านการบริหารจัดการแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการจัดซื้อสถานีวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำแบบ 24 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลคุณภาพน้ำ และสามารถสื่อสารแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จังหวัด และทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันล่วงหน้า ลดการเผาในที่โล่ง ลดการเกิดซ้ำ รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องมลพิษข้ามแดน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างใกล้ชิด”

ภายหลังการประชุม คณะได้ลงพื้นที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) และการสาธิตการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ (โดรน) ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่า พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 รวมถึงปัญหามลพิษข้ามแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งและการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม

ที่ประชุมได้เน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการดำเนินงานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการควบคุมการเผาในประเทศ ควบคู่กับการติดตามผลกระทบจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องกวดขัน ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานเพื่อให้ทุกอย่างบรรลุผลสูงสุดของประชาชน และประโยชน์ของจังหวัดต่าง ๆในภูมิภาค พร้อมทั้งวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

– 006

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด ‘มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด 'มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค' หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด ‘มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า “โครงการส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ด้านหม่อนไหม ถือเป็นโครงการสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และเลือกซื้อสินค้าคุณภาพโดยตรงจากผู้ผลิต พร้อมยกระดับการรับรู้คุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย โดยเฉพาะ ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน อันเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย และช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยภายในงานยังจัดนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาแห่งไหมไทย” ทรงมีพระราชดำริและพระราชปณิธานในการฟื้นฟูและส่งเสริมอาชีพหม่อนไหม ทรงเล็งเห็นคุณค่าทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของผ้าไหมไทย ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เสริม และสามารถรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยนิทรรศการดังกล่าวนอกจากเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ร่วมเห็นคุณค่าและสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยอีกด้วย

สำหรับการจัดงานในปี 2569 นี้ กำหนดจัดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่ ครั้งที่ 1 จ.เชียงใหม่ (19-23 ก.พ. 69) ครั้งที่ 2 จ.สุราษฎร์ธานี (26 ก.พ.-2 มี.ค. 69) ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี (27-31 มี.ค. 69) ครั้งที่ 4 จ.ชลบุรี (22-26 เม.ย. 69) และครั้งที่ 5 จ.ร้อยเอ็ด (22 – 28 พ.ค 69)

อธิบดีกรมหม่อนไหม ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนในพื้นที่จัดงานและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่หลงใหลในผ้าไหมไทย ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งผืนผ้าและเปิดประสบการณ์ “ชม ชิม ช้อป” ภายในงาน ซึ่งจะได้เรียนรู้นิทรรศการกว่าจะมาเป็นผืนผ้าไหม ตั้งแต่การสาธิตภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไปจนถึงการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ

ได้มาตรฐาน การเข้าร่วมงานครั้งนี้นอกจากจะได้สนับสนุนสินค้าไทยแล้ว ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอุดหนุนสินค้า และเป็นกำลังใจให้กลุ่มเกษตรกรหม่อนไหมและผู้ประกอบการที่มาร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัล ชลบุรี

‘ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง’ ‘กรมปศุสัตว์’ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

'ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง' 'กรมปศุสัตว์'ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

‘ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง’ ‘กรมปศุสัตว์’ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่ง กำไรหด หลายรายมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สะท้อนปัญหาสำคัญของอาชีพเลี้ยงสัตว์ที่ “ต้นทุนอาหาร” กลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดกำไร

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เร่งผลักดันแนวทางลดต้นทุน ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า ผ่านโครงการ “TMR ธงเขียว ราคาประหยัด” ที่พัฒนาเป็นสูตรอาหารสัตว์คุณภาพสูง มีโภชนาการครบถ้วน ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้เกือบครึ่ง พร้อมทั้งช่วยให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ให้ผลผลิตดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีการสนับสนุนผ่าน “FMMU” หรือหน่วยบริการจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ ที่ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาถึงฟาร์มจริง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะช่วยตรวจวิเคราะห์ ปรับสูตรอาหาร และแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เพื่อให้การใช้อาหารสัตว์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในต้นทุนที่เหมาะสม

การดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ 10 – 15% และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 – 30% ต่อรอบการเลี้ยง ทั้งนี้ “TMR ธงเขียว” และ “FMMU” ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุน แก้ปัญหาได้ตรงจุด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/Lm9SBvRx4Os