กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

12 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้ามาตรการเชิงรุกบรรเทาภัยแล้ง รับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานอย่างเร่งด่วน เผยผลการดำเนินงานทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรแล้ว 59 จังหวัด

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการ จ.ตาก จ.พิษณุโลกจ.นครสวรรค์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว จ.อุบลราชธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เชียงใหม่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.เพชรบุรี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร 

ทั้งนึ้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และวางแผนปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และจากการติดตามสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงมีการวางแผนการทำงานในเชิงรุก และปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่ง มุ่งเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนตั้งแต่ฤดูฝนในเขื่อนหลัก 

สำหรับหลักการทำงานดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถรักษาระดับน้ำต้นทุนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมจากภัยแล้งได้ โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ได้ดำเนินการปฏิบัติการไปจำนวน 107 วัน 958 เที่ยวบิน มีฝนจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.13 มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรจำนวน 59 จังหวัด

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พร้อมให้การต้อนรับ Dr. Nana Kuenkel ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะ ในโอกาสเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุม ได้มีการนำเสนอภาพรวมการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ซึ่งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตข้าว ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการพัฒนาระบบการติดตาม รายงาน และทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดแนวปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ การทวนสอบ การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC ของประเทศ ตลอดจนการรับรองคาร์บอนเครดิตและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอันจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนของประเทศ และการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความร่วมมือกับ GIZ และโครงการ Thai Rice GCF จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมการข้าวอยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการนำร่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 100,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยการพัฒนาระบบ MRV ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการเข้ามาช่วยวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการและรองรับการขยายผลในอนาคต

“ความร่วมมือกับ GIZ จะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานของกรมการข้าว ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาระบบ MRV ของภาคข้าวไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากนานาชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการวางรากฐานสู่การขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตข้าวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช 
บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากมายและมีคุณค่าคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศชาติ และเพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้ กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นต้นทุนความชื้นที่สำคัญ ในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป โดยจะมีพิธีเปิดโครงการฯ ในวันที่ 17 กรกฎาคม นี้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธี 

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับการดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นการดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน โดยจะนำเมล็ดพันธุ์พืชที่มีการปั้นหุ้มด้วยดินเหนียว ไปโปรยบริเวณอุทยานแห่งชาติต่างๆ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.หนองบัวลำภู อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร และอุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว  และจะใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่านั้น จำนวน 15 ชนิด ได้แก่ มะค่าแต้ มะค่าโมง สัก พะยูง แดง เพกา กัลปพฤกษ์ ขี้เหล็ก ชิงชัน ราชพฤกษ์ อะราง สมอพิเภก มะขามป้อม ตะแบก และพฤกษ์ ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการปั้นเมล็ดพันธุ์ที่ได้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

หากวันนี้คุณสามารถเปิดแผนที่บนโทรศัพท์เพื่อค้นหาเส้นทางได้ แล้วจะเป็นอย่างไรหากประเทศไทยมี “แผนที่ใต้ดิน” ที่ช่วยบอกว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพน้ำบาดาล อยู่ลึกเท่าใด คุณภาพเป็นอย่างไร และเหมาะสมต่อการพัฒนาแหล่งน้ำหรือไม่

แม้จะไม่ใช่ Google Maps ในความหมายของระบบนำทาง แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแผนที่น้ำบาดาลดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือน “Google Maps ใต้ดิน” ที่รวบรวมข้อมูลทางธรณีวิทยา ศักยภาพชั้นหินอุ้มน้ำ คุณภาพน้ำบาดาล ความลึกของแหล่งน้ำ และข้อมูลบ่อน้ำบาดาลจากทั่วประเทศ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องหลังของแผนที่ดังกล่าว คือ การบูรณาการข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม แผนที่ธรณีวิทยา ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อสร้างภาพโครงสร้างใต้ผิวดินและประเมินตำแหน่งของชั้นหินอุ้มน้ำ ก่อนการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลจริง ช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกพื้นที่สำรวจ

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้พัฒนาบริการข้อมูลสาธารณะ ทั้งระบบบริการข้อมูลบ่อน้ำบาดาล ระบบ Smart GIS ฐานข้อมูลอุทกธรณีวิทยาแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ รวมถึงแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาลรายจังหวัด ซึ่งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำบาดาล และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ข้อมูลระดับโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ประชากรโลกประมาณ 50% หรือมากกว่า 4,000 ล้านคน พึ่งพาน้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดื่ม ดังนั้น น้ำบาดาล นับเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านน้ำและความมั่นคงทางอาหารของโลก ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและฝนที่มีความผันผวน การมีฐานข้อมูลน้ำบาดาลที่ถูกต้องและทันสมัยจะช่วยให้การพัฒนาแหล่งน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียงบประมาณจากการสำรวจที่ไม่ตรงจุด และทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศก้าวสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล

อนาคตของการค้นหาแหล่งน้ำ ไม่ได้เริ่มจากรถเจาะ แต่เริ่มจากข้อมูลใต้ผืนดิน เพราะยิ่งเราเข้าใจโลกใต้ดินมากเท่าไร ประเทศไทยก็ยิ่งมีความมั่นคงด้านน้ำมากขึ้นเท่านั้น

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ รับฟังปัญหาของเกษตรกร และเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุมอำเภอป่าแดดและอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านร่องเปา โครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่หนาด ระบบส่งน้ำ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่กรมชลประทานได้บรรจุไว้ในแผนงานระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย

โอกาสนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่กรมการข้าวร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้เผยแพร่การใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคข้าว และมอบชีวภัณฑ์จำนวน 100 ซองแก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตข้าวที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแก่เกษตรกรกว่า 500 ราย พร้อมสนับสนุนหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวสำหรับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังมีแผนพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงราย เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพของจังหวัดเชียงรายในระยะต่อไป

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สุริยะ เผยผลสำเร็จโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท เข้าเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่น 7 พันล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 10 ไร่ และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

6 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนเกษตรกร ได้เสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากต้นทุนการผลิต ซึ่งที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กระทรวงฯนำกลับมาทบทวนนั้น ในการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ กระทระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวประณีต ข้าวเฉพาะทาง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นฟองละ 3.80 บาท จากเดิม 3.60 บาท มีผลพรุ่งนี้​ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน หลังตรึงราคามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยผู้เลี้ยงระบุว่าผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ความต้องการบริโภคทยอยฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ออกประกาศแจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ใช้ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มสำหรับไข่น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไปที่ฟองละ 3.80 บาท หรือ 114 บาทต่อแผง เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟองจากราคาเดิม โดยจะใช้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งต่อไป

ขณะที่นายปราโมช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผลผลิตไข่ไก่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้สภาพอากาศจะคลี่คลายจากช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีความแปรปรวน ประกอบกับยังพบโรคไข่ลดในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับลดลงในระยะต่อไป ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา หลังสถานศึกษากลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดกลับมาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงพยายามประคับประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่า​การปรับราคาแนะนำในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามรักษาระดับราคาดังกล่าวไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ

ปัจจัยด้านผลผลิตไข่ไก่ในช่วงนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการยังพบโรคไข่ลด (Egg Drop Syndrome: EDS) ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กรมปศุสัตว์ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก พร้อมแนะนำผู้เลี้ยงให้เข้มงวดระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยโรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคไข่ไก่

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 และตรึงราคาไว้เป็นเวลากว่า 3 เดือน เนื่องจากในช่วงปิดภาคเรียนกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดภาคเรียน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภค ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เครือข่ายฯ จะประกาศปรับราคาแนะนำขึ้นเป็นฟองละ 3.80 บาท ซึ่งมีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

'สุริยะ' สั่งชุดเฉพาะกิจ 'พระพิรุณ' เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

“สุริยะ” เดินหน้าปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สั่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้ายตามกฎหมาย กว่า 5.3 ตัน มูลค่ากว่า 4.8 แสนบาท

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เร่งขับเคลื่อนนโยบายป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทุกชนิด พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายและนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของประเทศ ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่

นายสรวุฒิ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้ส่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” ได้แก่ สารวัตรปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบกิจการรับเก็บรักษาสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมง ผลการตรวจสอบพบซากสุกรประเภทหนังสุกร รวม 5,347.4 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 481,266 บาท แบ่งเป็นสินค้ารับฝาก จำนวน 3,724.8 กิโลกรัม และสินค้าของบริษัท จำนวน 1,622.6 กิโลกรัม โดยซากสุกรประเภทหนังสุกรดังกล่าวต้องสงสัยว่าไม่มีใบอนุญาตหรือเอกสารประกอบการเคลื่อนย้ายตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดซากสุกรทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบ พร้อมแจ้งให้ผู้ประกอบการ และเจ้าของสินค้านำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันทำการ หากไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงได้ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ด่านกักกันสัตว์เชียงใหม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

นายสรวุฒิ กล่าวในที่สุดว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ จะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย เสริมสร้างความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่ผู้บริโภค และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย พร้อมขอความร่วมมือ จากประชาชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ โดยสามารถ ขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

'อธิบดีกรมการข้าว' เปิดโรดแมปขยายผล 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เปิดโรดแมปขยายผล “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ปี 2569 ตั้งเป้า 25 จังหวัด 1 แสนไร่ เน้นตลาดนำการผลิต เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

กรมการข้าวจัดประชุมขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว โดยมีนายอานนท์  นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ ได้ระดมผู้ปฏิบัติงานโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 ซึ่งมีนายนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นหัวหน้าโครงการ มาซักซ้อมทำความเข้าใจ ROAD MAP การขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประเทศไทย ปี 2569 กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ ของศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แนวทาง BCG และนโยบาย 5 ทันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะขยายผลให้ได้ 1 ล้านไร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHGs ไม่น้อยกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) /ปี และเชื่อมโยงตลาด Contract Farming และ Premium Rice

สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำของไทย  1 ล้านไร่ นั้น  เบื้องต้นกรมการข้าวได้มีแบบสำรวจเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ของกรมการข้าว จากกลุ่มเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกลุ่มที่สนใจจำนวน 1,507 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 49,936 ราย  พื้นที่รวมประมาณ 733,109 ไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ  493 กลุ่ม 16,421 ราย พื้นที่ 258,484 ไร่ ภาคกลาง 422 กลุ่ม 11,680 ราย พื้นที่ 242,678 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 438 กลุ่ม 15,998 ราย พื้นที่ 182,774 ไร่ และภาคใต้ 154 กลุ่ม 5,848 ราย พื้นที่ 49,173 ไร่ ทั้งนี้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน 1,365 กลุ่ม 48,601 ราย พื้นที่ 698,376 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด และแปลงใหญ่ 142 กลุ่ม 1,335 ราย พื้นที่ 34,733 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  9.4 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด  โดยมีจังหวัดที่มีพื้นที่สูงที่สุด 5 จังหวัด  ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี 121,947 ไร่ จ.พิจิตร 80,019 ไร่ จ.สุรินทร์ 64,338 ไร่ จ.สุโขทัย 53,710 ไร่ และจ.พิษณุโลก 50,327 ไร่

อนึ่งการดำเนินการขับเคลื่อนในปี 2569 นี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในเขตนาชลประทาน 6 ข้อ ได้แก่ 1.พันธุ์ข้าวที่เลือกปลูกเป็นพันธุ์ที่มีตลาดรองรับ 2.ก่อนปลูกใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4.การใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5. การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว และ6. การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ตามหลักการวิชาการของกรมการข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สุริยะ” สั่งการกรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี นำร่อง 2,000 ไร่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการข้าวจึงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่นำร่องโครงการข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ จัดประชุมหารือและติดตามการดำเนินโครงการ ณ ที่ทำการกำนันตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเกษตรกรจากตำบลบ้านสระและตำบลย่านยาว เข้าร่วมกว่า 60 ราย พร้อมหารือแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีจัดทำแปลงต้นแบบและขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการงดเผาตอซัง การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในการประชุม ได้มีการชี้แจงแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา โดยส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้สารปรับปรุงดินจากธรรมชาติ GreenCal Si เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างน้อยร้อยละ 30 พร้อมเน้นย้ำการไม่เผาฟางข้าวตามนโยบายของรัฐบาล

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างครบวงจร โดยบริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนสารปรับปรุงดิน GreenCal Si ในอัตราไร่ละ 3 กระสอบ บริษัท ข้าววรรณภพ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ส่วนบริษัท WAVE BCG รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นสำคัญที่เกษตรกรให้ความสนใจ ได้แก่ จุดรับซื้อผลผลิตใกล้พื้นที่และราคารับซื้อ ซึ่งอยู่ระหว่างการยืนยันรายละเอียดจากผู้ประกอบการ โดยกำหนดนัดหมายครั้งต่อไปในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดลงทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กรมการข้าวตั้งเป้าพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน