สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 เวลา 09.05 น. ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทยนั้น ขณะเดียวกัน เราเองได้ห้ามนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียได้มีหนังสือตอบรับมาถึงตนแล้ว โดยจะมีการพูดคุยในวันที่ 1 ก.ค. ที่มาเลเซีย ตนได้ให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมข้อมูลความพร้อมเพื่อเจรจาให้ได้ข้อยุติ มั่นใจว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เราจะสามารถส่งกุ้งไปมาเลเซีย ประชาชนเขาจะได้บริโภคกุ้งในราคาถูก เช่นเดียวกับที่เรานำเข้าปลากะพง ผู้บริโภคไทยจะสามารถรับประทานปลากะพงในราคาถูก เป็นเรื่องวิน วินทั้งสองฝ่าย ย้ำว่าหากปลดล็อคได้เร็วจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ 'รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า' สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

ภาคประชาชน 4 จังหวัด ผนึกกำลังตั้ง”เครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” รับมือปลาหมอคางดำระบาด ให้ “สนิท แดงพยนต์” นั่งประธานคนแรก เดินหน้าสร้างระบบรับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า หวังหยุดวิกฤตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี หรือ “3 สมุทร 1 เพชร” มีมติจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” เพื่อเป็นกลไกภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงในหลายพื้นที่

มติดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมเขาย้อย ศูนย์ฝึกอบรมที่ 3 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย คนแรก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ขับเคลื่อน และบริหารจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเครือข่าย ประกอบด้วย นายปัญญา พุ่มเจริญ ประธานกลุ่มประมงชายฝั่งชุมชนคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี เป็นรองประธาน , นายเทิดศักดิ์ สอนเสถียร ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบ้านคลองสวน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นรองประธาน , นางนันทา รอดสะใภ้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองประธาน , นางสมหมาย เย็นงาม ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านบางพลี จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเลขานุการ , นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมการ และนายจรูญ ทรัพย์ศิริ รองประธานกลุ่มพัฒนาผู้เลี้ยงกุ้งเกษตรพอเพียง 49 เป็นกรรมการ

นายสนิท กล่าวว่า แม้การระบาดของปลาหมอคางดำจะเริ่มจากพื้นที่ชายฝั่ง แต่ปัจจุบันได้ขยายวงกว้างเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และแหล่งน้ำจืดในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสาคร ที่เมื่อถึงฤดูจับปลา กลับพบปลาหมอคางดำปะปนอยู่จำนวนมาก จนต้องจำหน่ายเป็นปลาป่นในราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท ส่งผลให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาครจึงอาสาเป็นศูนย์กลางรับซื้อปลาหมอคางดำในรูปแบบเครือข่ายจิตอาสา แตกต่างจากระบบการค้าทั่วไปที่มักเกิดการกดราคา โดยมุ่งบริหารจัดการผลผลิตร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน และลดปัญหาการผูกขาดตลาด

เครือข่ายยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ตามขนาดของปลาอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลาไซส์ใหญ่ส่งต่อให้กลุ่มแม่บ้านนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียวและขนมปั้นขลิบ ส่วนปลาไซส์เล็กส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูและปลากะพงใช้เป็นเหยื่อสด ทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง

นายสนิท ระบุว่า การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อสด ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลากะพงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยให้เนื้อปลามีคุณภาพและรสชาติดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ควรได้รับการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร

ด้านความพร้อมในการดำเนินงาน เครือข่ายมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อปลาระดับหลักล้านบาท สามารถเริ่มขับเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีพื้นที่เช่าของกรมธนารักษ์ที่พร้อมปรับปรุงเป็นจุดพักปลา โดยสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม คือระบบห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

เครือข่ายภาคประชาชน 4 จังหวัด เชื่อมั่นว่า โมเดลการทำงานแบบจิตอาสาที่อาศัยความร่วมมือและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ จะเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมงไทยในระยะยาว

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ  มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

“สุริยะ”มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ บุคคลากรในสังกัดกรมการข้าว เข้าร่วม ณ กรมการข้าว กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนกรมการข้าว ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่มุ่งเน้นการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อการยกระดับเป็นข้าวคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอย่างยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

โดยประกอบด้วย ทันน้ำ ด้วยกาาวางแผนปลูกข้าวตามปริมาณน้ำจริงและทำนาเปียกสลับแห้ง  ทันพันธุ์ ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทนโรค ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูงตรงตามความต้องการตลาด ทันเทคโนโลยี ด้วยการนำ AI และ Big Data มาบริหารจัดการดินและปุ๋ย พร้อมปรับเปลี่ยนการอุดหนุนแบบเดิมมาเป็นแบบมีเงื่อนไข เพื่อจูงใจให้เกษตรกรลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  ทันมาตรฐานโลก ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับและการบันทึกข้อมูลดิจิทัล เพื่อผลักดันแบรนด์ “Thailand Low Carbon Rice” ให้เป็นจุดขายใหม่ในเวทีสากล ควบคู่ไปกับเรื่อง ทันตลาด ที่เน้นจับกลุ่มข้าวพรีเมียม ข้าวสุขภาพ และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด ทันปัญหาของข้าวไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการมุ่งเน้นการปลูกด้านปริมาณ แต่ต้องตรงกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและศักยภาพในการแข่งขันของข้าวไทย

นายสุริยะ บอกด้วยว่า นโยบายภาครัฐจะเกิดผลสำเร็จได้ คือการนำไปปฏิบัติจริงในแปลงนา ซึ่งการร่วมกันของภาครัฐและภาคีเครือข่ายจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นโยบายสามารถนำไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพลิกฟื้นและเปลี่ยนผ่านข้าวไทย และยกระดับคุณภาพชีวิต และ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขณะที่นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวพร้อมขับนโยบายตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะดำเนินการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ โดยในเฟสแรกตั้งเป้าในการขับเคลื่อนนำร่อง 100,000 ไร่ ซึ่งกรมการข้าวได้ดำเนินการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับศูนย์ข้าวชุมชน และเกษตรกรแล้วเพื่อการดำเนินการให้เป็นไปตาม 8 ข้อกำหนดของกรมการข้าว สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และทราบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจแล้วกว่า 700,000 ไร่ นอกจากนี้กรมการข้าวยังได้เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกระทบต่อภาคเกษตรของไทยอย่างมากในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี ใช้น้ำน้อย และทนแล้ง ควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะแนวทางการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรในด้านต้นทุนการผลิตและคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง 'โครงการฯ ลำแชะ' ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน คืนความสุขสู่พื้นที่กว่า 98,000 ไร่ กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการฯ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำให้สอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน เปิดไฮไลต์ 10 กลุ่มโครงการ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำสำหรับมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มโครงการ ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการผันน้ำเติมระบบคลองชลประทาน: ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและระบบผันน้ำจากฝายบ้านแชะ ฝายบ้านไผ่ 1 และสถานีสูบน้ำบ้านไร่ เพื่อดึงน้ำจากลำแชะและแม่น้ำมูลเข้ามาเติมในคลองสายหลัก ลดภาระการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะโดยตรง รวมทั้งซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างเดิม เช่น ซ่อมแซมดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำที่ชำรุดรวม 38.5 กิโลเมตร และปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีปัญหาตกท้องช้างหรือท้องคลองสูง เพื่อให้ส่งน้ำไปถึงปลายคลองได้อย่างทั่วถึง โดยจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโทรมาตรและ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีการติดตั้งห้องควบคุม 1 แห่ง สถานีรอง 4 แห่ง และสถานีสนาม 10 แห่ง เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำ และประหยัดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย: ขุดลอกลำแชะที่ตื้นเขินรวม 6 ช่วง ระยะทาง 17 กิโลเมตร ปรับปรุงท่อลอดคลองส่งน้ำที่กีดขวางทางน้ำหลาก รวมถึงปรับปรุงคลองส่งน้ำ 33L-RMC เชื่อมสู่แม่น้ำมูล เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการศึกษาโครงการได้มีการรับฟังเสียงประชาชน ร่วมคิด ร่วมสร้าง เพื่อผลประโยชน์สูงสุด โดยกรมชลประทานได้เน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีการจัดประชุมปฐมนิเทศ และประชุม กลุ่มย่อยร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ผู้นำชุมชน และราษฎรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริงและปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นธรรมที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ การส่งน้ำแบบรอบเวรร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเมื่อโครงการปรับปรุงนี้แล้วเสร็จ จะสร้างผลประโยชน์ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตรจะมีพื้นที่ชลประทาน 98,467 ไร่ ที่ได้รับน้ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ ในด้านอุปโภค-บริโภคสร้างความมั่นคงให้กับระบบประปาหมู่บ้าน ประปาเทศบาล และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาครบุรี นครราชสีมา และ เฉลิมพระเกียรติ รองรับความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับด้านภัยแล้งและอุทกภัยจะบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ริมลำแชะในฤดูน้ำหลาก และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตภัยแล้ง “เพราะน้ำคือชีวิต”

การปรับปรุงโครงการฯ ลำแชะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต แต่เป็นการเติมระบบอัจฉริยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชมีน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน”

ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นางสาวสุนิสา  เอกธิการ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ  นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง   นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายพิษณุ สำรี ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย   นางสาวสิริมา แจ้งกระจ่าง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ เจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา   วันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรจิตอาสา ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ อำเภอบางไทร)  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับการจัดกิจกรรมโครงการ มีเป้าประสงค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ผ่านการรวมพลังสร้างความสามัคคี  ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และรวมพลังความกลมเกลียวของจิตอาสาในสังกัดในกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” มุ่งเน้นการพัฒนาและบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่เกษตรกรและชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างยั่งยืน

โดยมีการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการใน 6 กิจกรรมหลัก  ได้พัฒนาพื้นที่แปลงนาสาธิต ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารและเหล่าบุคลากรจิตอาสาในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงได้ร่วมปฏิบัติการจริง ลงพื้นที่บริเวณแปลงนาสาธิต แปลงเกษตรกรรม เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนาด้านการเกษตร 6 ด้านหลัก โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่

1. กิจกรรมการปรับสภาพพื้นที่แปลงนาสาธิต และการจัดระบบการบริหารจัดการน้ำในแปลงนา โดยกรมชลประทาน

2. กิจกรรมการทำนา และวิถีชาวนา ครอบคลุมแปลงนาดำ   แปลงนาหว่าน และแปลงนาศิลปะเพื่อสืบสานและถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำนา  โดยกรมการข้าว

3. กิจกรรมการปลูกพืชผสมผสานบนคันนาเพื่อสร้างรายได้ (คันนาทองคำ) พัฒนาส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดมูลค่าสูงสุดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร

4. กิจกรรมการขุดคันคูยกร่อง การปลูกแฝกบริเวณข้างคันคู และการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกข้าว โดยสนับสนุนส่งเสริมการปลูกปอเทือง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารของพันธุ์พืชและบำรุงรักษาทรัพยากรดินตลอดถึงป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน โดยกรมพัฒนาที่ดิน

5. กิจกรรมแปลงเกษตรกรรมส่งเสริมการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช มุ่งสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพและการเกษตรที่ยั่งยืน โดยส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมหม่อนไหม

6. กิจกรรมสนับสนุนการปล่อยพันธุ์ปลา เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มแหล่งโปรตีน ในพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญตามธรรมชาติให้กับชุมชน โดยกรมประมง

ในส่วนของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม : ส.ป.ก. ได้นำเสนอการสาธิตเพิ่มเติม “กิจกรรมแปลงต้นแบบ IoT ระบบรดน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคการเกษตร” นำเสนอ โดยสนับสนุนและพัฒนาระบบให้น้ำหยดจากหอถังสูงและระบบการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำแก่พืช พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะ IoT มาช่วยควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ โดยใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน เพื่อให้น้ำในปริมาณตามความเหมาะสมและความต้องการของพันธุ์พืช ช่วยประหยัดการใช้น้ำ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในแปลงเกษตรกรรม  ปัจจุบัน ส.ป.ก. อยู่ระหว่างขยายผลการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ผ่านโครงการวิจัย (โดยความร่วมมือของ สำนักวิชาการและแผน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด รวม 11 จังหวัด) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) หรือ สวก.

ทั้งนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. (นายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์)” ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมเพิ่มเติมว่า “ส.ป.ก.”  มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์จากโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตรในครั้งนี้ โดยไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาแปลงนาสาธิต แปลงเกษตรกรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจ กระตุ้นการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้บุคลากรภาครัฐและประชาชน อันเป็นพสกนิกรไทย ร่วมแสดงความจงรักภักดี ร่วมสานต่อแนวพระราชปณิธานในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป”

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

คณะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์และความร่วมมือด้านการป้องกันโรคสัตว์ โดยญี่ปุ่นเห็นด้วยในหลักการต่อการรับรองระบบแบ่งพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนกของไทย พร้อมรับพิจารณาการขยายขอบข่ายนำเข้าเนื้อสุกรและเนื้อโคปรุงสุก รวมถึงสินค้าใหม่ในกลุ่มผลพลอยได้จากสัตว์ปีก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะ เดินทางเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือด้านการค้าปศุสัตว์กับผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น นำโดย Dr. Kazutoshi Matsuo หัวหน้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ (Chief Veterinary Officer : CVO)

นายสรวุฒิ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นตลาดสำคัญของสินค้าปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคญี่ปุ่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยในปี 2568 ไทยส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ไปยังญี่ปุ่นมูลค่า 67,483 ล้านบาท ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าส่งออก 14,352 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปและไข่ไก่สดยังคงมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหารระหว่างสองประเทศ

นายสรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความร่วมมือด้านการค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยฝ่ายญี่ปุ่นให้การตอบรับที่ดีต่อข้อเสนอของไทยหลายประเด็น ทั้งการเร่งพิจารณารับรองระบบแบ่งพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนก การรับข้อมูลเพื่อประเมินการขยายขอบข่ายนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เพิ่มเติม ตลอดจนการเปิดรับข้อเสนอเกี่ยวกับสินค้าใหม่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในอนาคต

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของการหารือครั้งนี้ คือ การผลักดันให้ญี่ปุ่นรับรองมาตรการแบ่งพื้นที่ควบคุมโรคไข้หวัดนก หรือ AI Zoning/Regionalization ซึ่งจะช่วยให้ไทยยังสามารถส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ที่ได้รับการรับรองว่าปลอดโรคได้ แม้จะพบการระบาดในบางพื้นที่ โดยผู้แทน MAFF เห็นด้วยในหลักการและจะเร่งรัดการพิจารณารับรอง ซึ่งจะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าและเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอขอขยายขอบข่ายการส่งออกเนื้อสัตว์กีบคู่ปรุงสุก ได้แก่ เนื้อสุกรและเนื้อโค ให้ครอบคลุมสินค้าประเภทเนื้อติดกระดูก เช่น ซี่โครงและขา รวมถึงเครื่องในประเภทลำไส้ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นจัดเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยง โดย MAFF ยินดีนำข้อมูลของไทยเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยง และหากผ่านการประเมิน ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวไปยังญี่ปุ่นได้ในอนาคต

สำหรับการผลักดันการเปิดตลาดเนื้อสุกรแช่เย็น ไทยได้นำเสนอระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคในสุกร (Compartmentalization System) ที่พัฒนาตามแนวทางขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) โดยฝ่ายญี่ปุ่นชื่นชมความก้าวหน้าของกรมปศุสัตว์ไทยในการสร้างระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ แต่ขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและขอข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติมก่อนพิจารณาในขั้นต่อไป

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้หารือการเปิดตลาดและเงื่อนไขการส่งออกผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากสัตว์ปีก ได้แก่ ผลพลอยได้จากสัตว์ปีกป่น (Poultry By-products Meal) และขนสัตว์ปีกป่น (Feather Meal) ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นให้ความสนใจเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ และพร้อมหารือรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติมต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์พร้อมสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการพัฒนามาตรฐานการผลิตและการส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และผลักดันสินค้าปศุสัตว์ไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น

– 006

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เปิดเผยจากกรณีที่มีการรายงานว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ได้ระบายนมค้างสต็อกที่หมดอายุจำนวนกว่า 90 ล้านกล่อง ว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อคืนวานนี้ (22 มิ.ย.69) โดยเบื้องต้น นายวัชระพล ขาวขำ รมช. เกษตรฯ ที่กำกับดูแล  อ.ส.ค จึงได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. รายงานข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงประเด็นที่มีความกังวลว่าถึงความโปร่งใสในกระบวนจำหน่ายเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เป็นการเร่งด่วนแล้ว

ทั้งนี้ได้ให้ระงับการจำหน่ายดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ซื้ออย่างละเอียดแล้ว สำหรับสถานะทางการเงินและการบริหารของ อ.ส.ค. ในปัจจุบัน พบว่าเผชิญวิกฤตหนี้สินสะสมมาตั้งแต่ปี 2562 จนล่าสุดได้ขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 600 ล้านบาท อีกทั้งยังมีปัญหาการบริหารภายในจากการที่คณะกรรมการอ.ส.ค. ที่ลาออกไปแล้วถึง 3 คน

” มันแปลกมากๆ ราคาขายมันต่ำกว่าปกติมากๆ  และก่อนขายก็ไม่เคยมีการบอกทั้งที่เรากำกับดูแล ทุกอย่างทันต้องโปร่งใส นี้ไม่มีอะไรทำเองโดยไม่แจ้งอะไรให้ทราบมารู้อีกทีตอนมีข่าวมานี่แหละ เบื้องต้น รมช. วัชระพล บอกให้ผม ไปตรวจว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ผมได้แจ้งให้ ผอ. สรุปข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมด มาให้  เพื่อรายงานต่อรัฐมนตรี และตอนนี้ท่าน สุริยะ เองก็บอกผมมาแล้วว่าให้มาช่วยดู จากนี้ไปคงต้องตรวจสอบ อย่างเข้มข้นกว่านี้ และต้อง จัดการปัญหาภายใน อ. ส.ค ให้จบให้เร็วที่สุด“ นายธีระชัย กล่าว

ซึ่งจากนี้ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกและทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงหนี้สินทั้งในและนอกระบบของ อ.ส.ค.ให้ชัดเจน โดยย้ำว่า อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญที่ก่อตั้งโดยความร่วมมือของไทย และเดนมาร์ค ตามพระราชประสงค์เพื่อรักษาอาชีพโคนม จึงต้องบริหารจัดการให้โปร่งใสและกลับมามีกำไรให้ได้เช่นเดียวกับบริษัทนมภาคเอกชน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งเป้าในการปฏิรูประบบนมไทยทั้งระบบให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติโคนมฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา, โดยจะเน้นการทำงานร่วมกันของ 3 ฝ่าย คือ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการจัดสรรนมโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรมมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท, รวมถึงการเข้มงวดตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนเพื่อป้องกันการนำนมผงผสมน้ำมาให้เด็กดื่มแทนน้ำนมคุณภาพดี และจะต้องมีการสัมมนาครั้งใหญ่เพื่อวางโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทยในอนาคตให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วนอีกด้วย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

กรมการข้าวเดินหน้าแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย ชูโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในนาเขตชลประทานภาคกลาง ตั้งเป้านำร่องปี 2569 ด้านศูนย์ข้าวชุมชนขานรับพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนาถ้ามีแนวทางชัดเจน

22 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ได้จัดให้การประชุมภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน มีนายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ส่วนภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ รองประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายวิเศษ คำไชโย เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายสวน เจริญสุขรุ่งเรือง เหรัญญิกคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายบุญชอบ ทองดี ปฏิคมคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ได้แก่ จ.ส.อ.อนิวรรตน์ ไพรดำ นายกำพล ทองโสภา และนายพัด ไชยวงค์

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ผลสรุปการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีจำนวน 6,851 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ  (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) ผลการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในรอบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 โดยกรมการข้าวได้สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในระดับพื้นที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้ด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การพัฒนาและการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2570 พัฒนาข้าวไทย ลดโลกร้อน สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยในปี 2569 ดำเนินการโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 พื้นที่ 9 จังหวัด เนื้อที่ 5 หมื่นไร่ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี และลพบุรี และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 1 แสนไร่ ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 1.การเลือกพันธุ์ข้าวปลูกที่สร้างมูลค่า 2.ก่อนการปลูก ใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5.การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว ซึ่งวิธีการนี้ใช้ได้ในพื้นที่นาเขตชลประทานภาคกลาง และ6.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเกษตรเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามจะได้รับสลากเป็นเครื่องหมายตรารับรองและมีผลดีต่อราคาข้าวที่ผลิตด้วย

อย่างไรก็ตามจากการรับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ท่าทีโดยรวมของภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนมีความเห็นสอดคล้องกันกับกรมการข้าวในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำนาถ้ามีแนวทางการดำเนินงานที่มีความชัดเจน

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

18 มิถุนายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหารองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารการจัดการตลาด อ.ต.ก. ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า จากนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย ด้านตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรสู่ผู้บริโภค และภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จากสถานการณ์ปัจจุบันภาคเกษตรของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ สงคราม และสภาพอากาศ ทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก อ.ต.ก. จึงต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น พร้อมที่จะนำพาพี่น้องเกษตรกรเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน 

ทั้งนี้คำว่า “อ.ต.ก.” โดย อ. คือ ออกรุกตลาดโลก เร่งขับเคลื่อนนโยบายการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Business Matching (การจับคู่ธุรกิจ) การจับคู่เชื่อมโยงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า แพลตฟอร์มการค้าต่างประเทศ และห้างค้าส่งหรือปลีก ให้แก่พี่น้องกลุ่มเกษตรกร รัฐวิสาหกิจชุมชน และแสวงหาโอกาสทางการค้า เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ ขยายเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มช่องทางการค้า ต. คือ ตัดข้อจำกัด ปลดล็อคระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์แบบเดิม ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ควรดำเนินการทบทวน ปรับเปลี่ยนให้ทันสอดคล่องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความคล่องตัวให้แก่องค์กร และ ก. คือ เก็บข้อมูล เรื่องตลาดนำจำเป็นต้องใช้ Big Data ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเทรนของผู้บริโภคในปัจุบัน ข้อมูลความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดโลก ไปจนถึงข้อมูลของผลไม้ในแต่ละปี 

อย่างไรก็ตาม อ.ต.ก. ต้องพลิกโฉมให้เป็น Smart Market ยกระดับตลาด ยกระดับสินค้าเกษตร สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภค ทั้งยังต้องเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้เกษตรกรไทยด้วย

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

'สุริยะ'เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สุริยะ”เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มุ่งสู่ผู้นำข้าวคาร์บอนต่ำของโลก

17 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานและลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ณ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสุริยะ กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีถือเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าวไทยและเป็นตัวอย่างของการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทย ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต ตลอดจนสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะผลักดันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคและแมลง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตข้าว

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นต้นแบบสำคัญของการนำแนวทางการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) มาใช้ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สามารถสร้างผลตอบแทนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการผลิตข้าวตามแนวทาง “3 เพิ่ม 3 ลด” ได้แก่ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มรายได้ ควบคู่กับการลดการใช้น้ำ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมเร่งยกระดับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีลดต้นทุน และระบบข้อมูลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลรายแปลงมาใช้ในการติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังมุ่งพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำหลายระดับ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าร่วมได้ตามศักยภาพ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดพรีเมียม ตลาดส่งออก และระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน โรงสี ผู้ส่งออก และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านข้าวคุณภาพ ข้าวปลอดภัย และข้าวคาร์บอนต่ำของโลก โดยมีเกษตรกรไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บังคับรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ ชมการสาธิตการปลูกข้าวด้วยรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ และการใช้โดรนหว่านข้าวงอก พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมการผลิตข้าว นิทรรศการพันธุ์ข้าว กข113 และ กข119 ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีการผลิตข้าวสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ท่อวัดระดับน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับพื้นที่ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย “กลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว)” ซึ่งเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการการผลิตอย่างเป็นระบบ และ “ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขาคีรี” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน