รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐาน GAP-สร้างกำไร 174,000 บาท/ปี/ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565865

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’  ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำนำร่องที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านการประมง เมื่อปี 2560 เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดในท้องถิ่นมีความต้องการสูง ราคาดี ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนาปี โดยปรับพื้นที่นาข้าวเพื่อเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ผลิตและจำหน่ายลูกอ๊อดกบ จนเกิดรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร ที่สำคัญทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับมาตรฐาน GAP และเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบกลุ่มแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยสัมภาษณ์นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีประสบการณ์เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ปีบอกเล่าว่า ตนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีความสนใจอยากทำอาชีพเกษตรอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้ในช่วงหลังการทำนา จึงเลือกการเพาะลูกอ๊อดกบขาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย สร้างรายได้สูง ซึ่งได้เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หลังจากนั้นจึงได้เริ่มรวมกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 32 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 64 ไร่สำหรับพื้นที่การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดในนา 1 ไร่ จะมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 61,200 บาท/ไร่ (1 ไร่มีบ่อเพาะเลี้ยง 20 บ่อ ขนาด 4 x 15 เมตร) ผลผลิตลูกอ๊อดเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/บ่อ(1 กิโลกรัม จะได้ลูกอ๊อดประมาณ 450 – 500 ตัว) เกษตรกรมีผลตอบแทน 96,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 34,800 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้80 บาท/กิโลกรัม โดยภายในระยะเวลา 1 ปีสามารถเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบได้ถึง 5 ครั้งคิดเป็นผลตอบแทนทั้งปีเกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากการขายลูกอ๊อดกบมีชีวิตเฉลี่ย 174,000 บาท/ปี/ราย ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ในระยะเวลา 1 ปี สามารถผลิตลูกอ๊อดได้ประมาณ 180 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 14.40 ล้านบาท

ด้านการจำหน่ายผลผลิตลูกอ๊อดกบ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ จะจำหน่ายเพื่อการบริโภคหรือนำไปเลี้ยงเป็นกบเนื้อ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ลูกอ๊อดกบมีชีวิตและ
แช่แข็ง สำหรับลูกอ๊อดกบมีชีวิตส่วนใหญ่ร้อยละ 85 จำหน่ายให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ อำนาจเจริญ และยโสธร ร้อยละ 12 จำหน่ายให้กับพ่อค้าภายในท้องถิ่น ส่วนอีกร้อยละ 3 จำหน่ายแบบแช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน โดยมีบรรจุภัณฑ์ในการเก็บรักษาให้คงคุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะจำหน่ายให้กับร้านอาหารและภัตตาคาร ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กะบี่ สงขลา และกรุงเทพฯ ในราคา 240 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้” เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง มียอดสั่งซื้อประมาณ ประมาณ 1,800 กิโลกรัม/ปี

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ เป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างความสำเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งผลพลอยได้จากการเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดทำให้มีอินทรีย์วัตถุในดินมีความสมบูรณ์ เอื้อประโยชน์ต่อการทำนาปลูกข้าวไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากนัก จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้ผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตลูกอ๊อดกบของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ สามารถสอบถามได้ที่ นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ กลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือ โทร. 09-8221-7904 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565864

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง  ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำน้อยและมีโอกาสเกิดภัยแล้งปี 2563/64 ในพื้นที่ 28 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม สมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน ลำพูน บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ราชบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร และจังหวัสุราษฎร์ธานี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขอความร่วมมือเกษตรกรทั้ง 28 จังหวัดดังกล่าว งดปลูกข้าวรอบที่ 3 (นาปรังรอบที่ 2) เด็ดขาด เพื่อป้องกันการเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ

ในช่วงฤดูแล้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำพืชที่เหมาะสำหรับปลูกทดแทนนาปรัง ทั้งพืชไร่ พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผัก โดยเฉพาะพืชไร่ กลุ่มของพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวสั้น (ประมาณ 90 วัน) ใช้น้ำน้อยเพียง 320-400 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบซากต้นถั่วเป็นปุ๋ยช่วยบำรุงดินได้ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร หรือปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวในช่วงที่เว้นว่างจากการทำนาปรังได้ด้วย

สำหรับพันธุ์ถั่วเขียวที่แนะนำให้เกษตรกรปลูก คือ พันธุ์ชัยนาท 84-1, ชัยนาท 72, ชัยนาท 3 และกำแพงแสน 2เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีและเหมาะสมกับชนิดของดินและสภาพอากาศในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยอาศัยความชื้นในดินหลังการเกี่ยวข้าว สามารถปลูกได้ทั้งแบบหว่านและแบบแถว โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 4-6 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับการดูแลรักษาทำได้โดยการให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง และไม่ควรปล่อยให้ถั่วเขียวขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกจนถึงติดฝัก มิฉะนั้นจะทำให้ผลผลิตลดลงและไม่ได้คุณภาพในกรณีมีปริมาณน้ำจำกัดควรใช้วัสดุคลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เพื่อรักษาความชื้นในดิน ส่วนการเก็บเกี่ยวถั่วเขียว โดยทั่วไปให้สังเกตว่าถั่วเขียวมีฝักแก่ร้อยละ 80 วิธีเก็บโดยใช้มือปลิดฝักแก่ที่มีสีดำ และครั้งที่ 2 หลังจากปลิดฝักครั้งแรกประมาณ 14 วัน หรือใช้รถเกี่ยวพร้อมนวดเพียงคราวเดียว หลังจากนั้นนำถั่วเขียวมาตากแดด 2-3 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือ 11-12% แล้วจึงบรรจุกระสอบเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป ทั้งนี้ การผลิตถั่วเขียวในฤดูแล้งจะได้ผลผลิตประมาณ 150-200 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีราคาจำหน่ายเฉลี่ย 25 บาท/กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิตของถั่วเขียว ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูแล้งนี้ได้

ระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565707

ระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อากาศร้อนและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจาก ส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบหงิกงอใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และผลอ่อน หากพบเพลี้ยไฟระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูจีอัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด20% เอสพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นครั้งแรกก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อดอก ขณะดอกบานให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง และหลังดอกบาน 1 สัปดาห์ เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก (เฉลี่ย 0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน และควรพ่นสารฆ่าแมลงสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565708

รายงานพิเศษ :  ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตามดังภาพที่ 1 และภาพที่ 2 ทั้งนี้ฤดูฝนที่ผ่านมาก็เกิดฝนแล้ง-แล้งจัดตามดัชนีฝนแล้งปี 2563 ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ของภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางส่วนของภาคตะวันออกตอนล่างและบางส่วนของภาคใต้ตอนบน เป็นพื้นที่ค่อนข้างแล้งถึงแล้งจัด

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาการที่มีฝนตกไม่แน่นอนมีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับการเพาะปลูกพืชของพี่น้องเกษตรกร และยังพบว่าวิธีการใช้น้ำของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชโดยส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ให้น้ำไม่พอดีกับความต้องการของพืช ยังมีการใช้น้ำแบบสูญเสียจำนวนมาก เช่น การให้น้ำแบบท่วมบ่าในแปลงปลูกพืช รวมทั้งการให้น้ำแบบท่วมขังในร่องคู แม้กระทั่งกรณีที่ให้น้ำแก่พืชด้วยระบบน้ำที่ก็ตาม แม้ว่าในเบื้องต้นเราถือเป็นวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพหรือประหยัดกว่าการให้น้ำแบบทั่วไปก็ตาม แต่ข้อเท็จยังพบว่ามีแปลงระบบน้ำจำนวนมากมีการออกแบบติดตั้งและใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวคือมีการติดตั้งและใช้อุปกรณ์ไม่ถูกต้อง หัวจ่ายน้ำอุดตัน แรงดันน้ำไม่เหมาะสม มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ควรจะเป็น และขาดความเข้าใจในการใช้และดูแลรักษา จึงทำให้การใช้น้ำยังขาดประสิทธิภาพ

จากปัญหาการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพรวมทั้งสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างประหยัด ลดการสูญเสีย ให้น้ำได้ตามความต้องการของพืช เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ใช้น้ำด้วยความรู้ ดำเนินการทั่วประเทศ ปีละ 50 จังหวัด เป็นจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมายทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีกิจกรรมครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ระบบน้ำ) การถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัดลดการสูญเสีย ให้น้ำแก่พืชได้ตามความต้องการของพืช การรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช การดูแลรักษาพืชในภาวะแล้งน้ำน้อย และที่สำคัญเกษตรกรจะได้รู้จักเข้าใจและเลือกใช้ระบบน้ำที่ถูกต้องเหมาะสมกับชนิดพืชเช่น ระบบน้ำหยด ใช้กับพืชผักพืชไร่ทั่วไป และไม้ดอกบางชนิดระบบไมโครสเปรย์และเจ็ทสเปรย์ ใช้กับพืชที่ปลูกระยะชิด (ไม้ผลและพืชผัก) และไม้ดอก ระบบมินิสปริงเกลอร์ใช้กับไม้ผลทั่วไป และไม้ดอก และระบบสปริงเกอร์ ใช้กับพืชไร่เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบโดยการออกแบบและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งระหว่างเดือนเมษายนนี้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพในแปลงเรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เป็นการอบรมเข้มระบบการให้น้ำแก่พืชซึ่งมีการฝึกออกแบบที่คำนวณความต้องการปริมาณน้ำรวมทั้งแรงดันน้ำของระบบ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และการติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ และนอกจากนี้ยังอบรมหลักสูตรพื้นฐานให้กับเกษตรกรตำบลและเกษตรกรต้นแบบของจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อนำความรู้ไปจัดทำแปลงเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกแบบติดตั้งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้เป็นจุดเรียนรู้ในพื้นที่ให้กับชุมชนเพื่อการขยายผลต่อไป

กยท.ดันยาง ร่วมโครงการ ที่พักผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565515

กยท.ดันยาง ร่วมโครงการ ที่พักผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า เนื่องจาก กยท.มีการทำ MOU ในการผลิตหุ่นยางสำหรับการเรียนการสอนหลายชิ้นให้กับ รพ.รามาธิบดี ทำให้ได้คุยกันถึงแผนการนำแผ่นยางลดแรงกระแทกเพื่อใช้กับผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงป้องกันอันตรายจากการลื่นล้มกระแทกได้ โดยขณะนี้ กยท. ได้ผลิตเพื่อใช้ในโครงการ “ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ-ธนารักษ์” ที่ รพ.รามาธิบดี ร่วมกับกรมธนารักษ์ก่อสร้างบ้านพักผู้สูงอายุ รวมถึงแผ่นยางปูพื้นห้องน้ำ ที่สามารถป้องกันการลื่นไถลช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดกับผู้สูงอายุได้ โดยพร้อมที่จะผลิตเพื่อส่งมอบให้กับโครงการฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย

ดร.นภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม กยท. กล่าวว่า ในด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ กยท.ทำความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น รพ.รามาธิบดี ทำหุ่นฝึกฉีดยา หุ่นเย็บแผล ส่วนหุ่นสำหรับเจาะเส้นเลือด หุ่นเจาะช่องปอด ผิวหนัง กล้ามเนื้อ จะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้ และยังร่วมวิจัยกับแผนกออร์โธปิดิกส์ รพ.พระมงกุฎเกล้า ทำหุ่นจำลองฝึกตัดชิ้นเนื้องอกมะเร็ง ส่วนกล้ามเนื้อขาเพื่อใช้เป็นสื่อการสอน ส่วนที่ทำสำเร็จแล้ว คือ หุ่นจำลองเท้าผิดรูป ให้แพทย์ได้ฝึกและเข้าเฝือก

นอกจากนี้ กยท. ยังร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.ปัตตานี) สภาอุตสาหกรรม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผลิตหุ่น CPR ช่วยชีวิต ซึ่งได้มอบให้กับหน่วยงานงานต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์ฝึกต่างๆ หน่วยกู้ภัย ไปแล้วหลายแห่ง

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565511

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลงชื่นชมจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. ว่าเป็นโจรกลับใจ มีความคิดรักชาติรักสถาบัน ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มเยาวชนปลดแอก คณะเรี่ยราดทั้งหลาย ออกมาวิจารณ์กระทบกระเทียบอย่างงั้น อย่างนี้ ถึงความไม่เหมาะสมของกลุ่มผู้ชุมนุมว่าอ่อนหัด ทำเศรษฐกิจชาติพัง เหมือนจะสำนึกจากการที่เข้าไปอยู่ในคุกแล้วออกมา วันนี้ได้แสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็นอีกครั้งกับการที่จะออกมานำทัพเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในบ้านเมืองอีกครั้งในการที่จะออกมานัดชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนบิ๊กตู่ นายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนว่า อย่าออกมาสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีตเลย ขอให้นำมาเป็นบทเรียน หรือว่าอยู่เฉยๆแล้วไม่มีบทบาท ไม่เป็นจุดเด่น เลยต้องใช้ลูกไม้เดิมๆแบบเก่า ที่มีการ์ดสมุนบริวารคอยยืนคุ้มกันเวลาปราศรัยอยู่บนเวที อีกครั้งหรืออย่างไรมิทราบ หากในสมองคิดอยู่เรื่องเดียว มันก็จะมีแต่การชุมนุมเพื่อซ้ำเติมประเทศไทย ลองมาเปลี่ยนจาก นปช. มาเป็น แนวร่วมเพื่อพัฒนาประเทศไทย ( นปท.) จะดีกว่ามั้ย

nn สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ยังมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องและแพร่กระจายไปทั่วประเทศ การแพร่ระบาดในรอบที่แล้วเกิดจากพวกนักเล่นในบ่อนการพนัน บ่อนพนันชนไก่ ตอนนี้เกิดจากแหล่งบันเทิงสถานบริการโรงเหล้าเคล้าโลกีย์ ลุกลามไปทั่วไม่พ้นแม้แต่รัฐมนตรี ศิลปินดารา ก็ติดไปทั่วเพราะมีคนที่มีเงินไปเที่ยวในที่อโคจรแห่งนี้ที่มีหลายระดับชั้น แม้แต่ผู้บริหารโรงงานที่เป็นชาวต่างชาติเข้าไปรับเชื้อมาแล้วมาแพร่กระจายไปทั่วจนเอาไม่อยู่ ทำให้สถานการณ์ที่กำลังมีทิศทางในทางที่ดีกลับเลวร้ายลงไปอีก เพราะไม่มีระบบการป้องกันตัวเองที่ดี จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้แค่ความมักง่าย
ของคนเพียงไม่กี่คน 

nn แม้แต่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีผู้ติดเชื้อจากที่อื่นเข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่ในจังหวัด จนมียอดผู้ติดเชื้อที่อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พุ่งพรวดเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย งานที่เตรียมไว้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกยกเลิกทั้งหมด ความเสียหายประเมินค่ามหาศาล แม้แต่งานอีเว้นท์ที่ลงทุนรณรงค์เชิญชวนให้คนมาท่องเที่ยวกลับเป็นการรณรงค์ที่สูญเปล่า สงกรานต์กรุงเก่าการเล่นน้ำกับช้างและอื่นๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด เพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 คงได้แต่ภาวนาให้โรคร้ายนี้หมดสิ้นไปโดยไว กันล่ะครับ nn ยังไม่หายหน้าไปไหนสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา สบ 9 วันก่อนมาร่วมมอบจักรยานให้กับหนูๆ น้องๆนักเรียน ในงานวันเด็กย้อนหลัง จำนวน 50 คัน ที่ หอประชุมโรงเรียนเทศบาลพระนครศรีอยุธยา วัดศาลาปูนวรวิหาร ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูอนุกูลศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร เป็นประธาน มีนางขวัญชนก คงพิบูลย์ รักษาการผู้อำนวยการ ต้อนรับ nn


เกียรติยศ  ศรีสกุล

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565514

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้กระแสกัญชง-กัญชามาแรง เริ่มมีกระแสความต้องการเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และน้ำมันเมล็ดกัญชง อาหารสัตว์ ฯลฯ แต่เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่เคยมีการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดมาก่อน เพราะติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จนเมื่อรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขปลดล็อก ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มวางแผนที่จะนำชิ้นส่วนพืชกัญชงมาใช้ในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ก็เริ่มขยับตัวปลุกงานวิจัยเต็มสูบ ทั้งเรื่อง ของพันธุ์กัญชา-กัญชง โดย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า หลังมีนโยบายการส่งเสริมการปลูกกัญชา- กัญชง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการโดยเร่งด่วนในการเข้ามาดูกระบวนการปลูก ให้กับประชาชนและเกษตรกรที่สนใจจะปลูกกัญชาและกัญชง โดยกรมได้จับมือทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดภายใต้กฎหมายที่รองรับ ซึ่งกรมมีภารกิจ ในการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นอกจากนั้นยังต้องมีมาตรการควบคุมพันธุ์พืชตามกฎหมายของกรมอีกด้วย โดยงานวิจัยกัญชาของกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการ 2 รูปแบบคือ กรมวิจัยเอง กับจับมือสถาบันการศึกษาร่วม ทั้งนี้เพื่อให้ต้นน้ำคือเกษตรกร ได้มีการเตรียมวัสดุปลูก เมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สารยาและน้ำมันดีที่สุด โดยขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพในการปลูกออกมา ซึ่งจะมาจากลักษณะดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน เป็นเกณฑ์พิจารณาส่วนมากเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด และคาดว่าประมาณปลายปี 2564 เมื่อมีผลผลิตชุดนี้ออกมาจะนำมาสู่การขยายการส่งเสริมการปลูกเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งเบื้องต้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะรองรับผลผลิตที่ออกมา ปัจจุบันเมล็ดกัญชงราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 5,000 บาท มีประมาณ 40,000– 50,000 เมล็ดต่อกก.

นอกจากนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็เตรียมทำตลาดกลางกัญชา/กัญชงผ่านระบบสหกรณ์ด้วย เพื่อเป็นผู้กำหนดระบบการซื้อขาย ตามกลไกของตลาด โดยมีอย. และกรมวิชาการเกษตรร่วมด้วย ซึ่งเรื่องนี้นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าควรจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมทั้งเชิงพื้นที่ และบางสหกรณ์เคยอยู่ในโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์ โดยขณะนี้ มีสหกรณ์เข้ามาหารือ อาทิ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์การเกษตรปักธงชัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหลังการหารือผู้จัดการสหกรณ์จะไปประชุมกับสมาชิกที่ประสงค์จะเข้าโครงการเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามที่กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตการผลิต นำเข้าส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง(Hemp) พ.ศ.2563 กำหนดไว้ต่อไป ซึ่งอนาคต หากสหกรณ์นำร่องประสบผลสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้ขยายไปสถาบันการเกษตรอื่นๆเพราะมีตลาดรองรับเนื่องจากเงื่อนไขของการอนุญาตกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีตลาดรองรับ มีการแสดงการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์…เอ้า!!! สายเขียวเตรียมตัวเฮ…กันอีกสักครั้ง

ขุนเกษตรา

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’ 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565518

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’64

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’64

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งบางชนิดสินค้ากำลังจะมีผลผลิตออกมากในช่วงนี้ แต่ยังไม่สามารถส่งออกไปขายตลาดต่างประเทศได้ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งตลาดในประเทศยังประสบปัญหาชะลอตัว ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะจับจ่ายซื้อของเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากจำหน่ายผลผลิตได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น เช่น ผลไม้ พืชผัก ไม้ดอกต่างๆ เป็นต้น กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยการริเริ่มกิจกรรมกระตุ้นตลาดสินค้าเกษตรไทยสู้ภัย COVID-19 รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์COVID-19 ภายใต้แนวคิด “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ประกอบกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2564 นี้ รัฐบาลได้กำหนดให้มีมาตรการจัดกิจกรรม “สงกรานต์ ริน รด พรม ใส่หน้ากาก ไม่สาดน้ำ” เพื่อให้การเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยดำเนินไปได้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ เพื่อนสนิทมิตรสหายได้ ซึ่งจะมีการซื้อหาของกินของใช้เพื่อนำไปมอบให้กับญาติมิตร รวมถึงใช้ในกิจกรรมทางศาสนาด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการอุดหนุนสินค้าของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเลือกซื้อสินค้าเกษตรไทย มอบแทนความรักความห่วงใยแก่ญาติมิตรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งมีสินค้าด้านการเกษตรที่เหมาะสำหรับเป็นของขวัญของฝากจำนวนมาก ทั้งผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ โดยสามารถเลือกซื้อได้ตามความสะดวก ทั้งแบบช่องทางออฟไลน์ คือ ตลาดสดทั่วไป ตลาดเกษตรกร 70 จังหวัด และศูนย์เรียนรู้บริหารจัดการสินค้าเกษตร (ตลาดเกษตรกรถาวร) จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ ลำปาง พิจิตร ราชบุรี กาญจนบุรี เชียงราย และจังหวัดกระบี่ หรือช็อปปิ้งแบบออนไลน์ส่งตรงถึงมือผู้รับ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้สโลแกน “ตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพียงคุณสั่งเราพร้อม” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสินค้าด้านการเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลไม้ตามฤดูกาล ผักปลอดสารพิษ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพไม้ดอกไม้ประดับ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากธรรมชาติแท้ๆ ชุดผ้าไหม ผ้าทอมือผ้าย้อมคราม หน้ากากผ้า สินค้าหัตถกรรมสิ่งประดิษฐ์ และอื่นๆ

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/463534

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์11 เมษายน 2564 – 10:31 น.

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ ด้าน “มัลลิกา” เผย “เกษตรกรยิ้มร่า” ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ทั้งข้าวเปลือกเหนียว มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าว 

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรอย่างใกล้ชิด และจากรายงานข้อมูลสินค้าเกษตรสัปดาห์ที่ 5 ของเดือนมีนาคม 2564 นั้นกรมการค้าภายในรายงานสรุปสถานการณ์สินค้าเกษตรรายสัปดาห์ซึ่งมีสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาคือสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นได้แก่ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าวผลแก่ หอมแดง และหอมหัวใหญ่ ทั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก ซึ่งนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ ให้ติดตามประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเชื่อมโยงประสานงานทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนทำการตลาดล่วงหน้าให้เกิดประสิทธิผล 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

นางมัลลิกา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมีสินค้าที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในขณะนี้คือไข่ไก่ โดยรายงานระบุว่าปริมาณไข่ไก่สะสมในระบบเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนประกอบกับการส่งออกไข่ไก่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในสัตว์ปีกสำคัญ รวมถึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายจุรินทร์ได้ให้กรมการค้าภายในเร่งประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาแล้วคาดว่าจะผ่อนคลายปัญหาได้ในระดับหนึ่งจึงให้ติดตามสถานการณ์ต่อไป 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์


” ส่วนทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มทยอยออกสู่ตลาด  โดยจะออกกระจุกตัวมากในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม ขณะที่การส่งออกยังมีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์รวมทั้งประเทศนำเข้าปลายทางเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าและมาตรฐานสินค้าในสถานการณ์นี้เป็นการเพิ่มขั้นตอนการส่งออกและเพิ่มต้นทุนสินค้าซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากในช่วงทุเรียนออกสู่ตลาดมากและต้องเร่งส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงให้ติดตามและแก้ไขปัญหารายงานทุกระยะต่อไป ” นางมัลลิกา กล่าว 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

นอกจากนั้น นางมัลลิกา กล่าวด้วยว่านโยบายของนายจุรินทร์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังให้เชื่อมโยงระหว่างพาณิชย์จังหวัดซึ่งทำหน้าที่ “ทีมเซลล์แมนจังหวัด” กับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศหรือทูตพาณิชย์ประจำต่างประเทศซึ่งเป็น “ทีมเซลล์แมนประเทศไทย” เชื่อมโยงประสานงานเพื่อหาออเดอร์หรือตลาดให้กับสินค้าแต่ละจังหวัดด้วย ทั้งหมดเป็นนโยบายการทำงานเชิงรุกและใช้ออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเจรจาการค้าซึ่งภารกิจด้านนี้มีความคืบหน้าไปมากก็จะได้เปิดเผยให้ทราบต่อไป” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว 

‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก ‘สัตว์-ซากสัตว์’ บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564988

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก'สัตว์-ซากสัตว์' บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก’สัตว์-ซากสัตว์’ บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.22 น.

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าว การปฏิบัติงานของสัตวแพทย์และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์หลายด่าน ทำงานล่าช้า ทำให้สินค้าเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเกิดการเสื่อมสภาพ เน่าเสีย เพราะใช้เวลาในการตรวจและสั่งปล่อย 528 วัน บ้าง 575 วันบ้างนั้น ว่า การดำเนินการอนุญาตนำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ การตรวจและการสั่งปล่อย ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ตามมาตรา 31 มาตรา 32 และมาตรา 33 ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายทุกครั้ง โดยมีการกำหนดวิธีการขออนุญาตและออกใบอนุญาต หร้อมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ กรณีประเทศต้นทางมีหรือสงสัยว่ามีโรคระบาด อธิบดีกรมปศุสัตว์จะประกาศชะลอการอนุญาตนำเข้าหรือนำผ่านจากประเทศนั้น

ซึ่งมาตรการและขั้นตอนการอนุญาตและตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดเข้ามาแพร่ในประเทศ อันจะส่งผลเสียหาย อย่างร้ายแรงต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านอาหารและคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย การพิจารณาอนุญาต นำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์นั้น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน อย่างสะดวก รวดเร็ว อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มอบอำนาจการพิจารณาอนุญาตให้กับผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ท่าเข้าท่าออก โดยการยื่นขออนุญาต การอนุญาต การตรวจปล่อย สามารถดำเนินการผ่านระบบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ระบบอิเล็กทรอนิคส์ (e-Movement) ของกรมปศุสัตว์ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูล การขออนุญาตผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW) ไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาออกใบอนุญาต เช่น กรมศุลกากร สำนักงานอาหารและยา (กรณีเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์สำหรับบริโภค) ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนแก่ประชาชน รวมทั้งสามารถตรวจสอบ ติดตามสถานะการอนุญาตว่าอยู่ในขั้นตอนใดได้อีกด้วย

สำหรับการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานบริการประชาชนดังนี้

– เมื่อได้รับเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง การตรวจสอบคำร้องขออนุญาตนำเข้าไม่เกิน 3 วันทำการ

– พิจารณาคำร้องฯเพื่อออกเอกสารแจ้งอนุมัติในหลักการและเงื่อนไขการนำเข้าให้ผู้ขออนุญาต เพื่อดำเนินการตามพิธีการศุลกากรผ่านระบบ NSW ไม่เกิน 3 วันทำการ

– พิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้า ไม่เกิน 1 วันทำการ

– สุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโรคระบาด ไม่เกิน 15 วันทำการ

เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซากสัตว์จะถูกกักเก็บรักษาไว้ ณ ที่พักซากสัตว์เพื่อ การนำเข้าที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ และการตรวจปล่อยซากสัตว์เป็นการตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรผ่านระบบ NSW สำหรับในปี 2563 มีการอนุญาตนำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักร 8,404 ใบ ปริมาณนำเข้า 222,706,135 กิโลกรัม และได้ให้บริการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วดังกล่าวข้างต้นอีกด้วย