สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่ 3 จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548301

สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่3จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย.

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของสศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตลิ้นจี่ในภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่สุดของประเทศ โดยคาดว่าปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 15 มกราคม 2564) ทั้ง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ยืนต้น 74,199 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 74,433 ไร่ (ลดลง 234 ไร่ หรือร้อยละ 0.31 เนื้อที่ให้ผล 68,968 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 69,252 ไร่ (ลดลง 284 ไร่ หรือร้อยละ 0.41) ส่วนผลผลิตรวม 23,665 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 26,654 ตัน (ลดลง 2,989 ตัน หรือร้อยละ11.21) ทั้งนี้ เนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผลของทั้ง 3 จังหวัดลดลง เนื่องจากเกษตรกรในภาคเหนือมีการโค่นต้นแก่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่ให้ผลผลิตน้อย อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มะม่วง เงาะ ทุเรียน และส้ม ด้านผลผลิตรวมทั้ง 3 จังหวัด ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการแทงช่อดอก ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2564 และจะออกมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม ประมาณ 17,749 ตัน

ขณะนี้ภาพรวมลิ้นจี่ทุกพันธุ์ในภาคเหนืออยู่ในช่วงแทงช่อดอกไปแล้วประมาณร้อยละ 10 และบางส่วนมีการแตกใบอ่อนไปแล้ว ทำให้ไม่ติดช่อดอก ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาเดียวกันที่ต้นลิ้นจี่แทงช่อดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นยาวนาน ส่วนระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต คาดว่าพันธุ์นครพนมจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน 2564 ส่วนพันธุ์ฮงฮวย จักรพรรดิ และโอเฮียะจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2564

สำหรับสถานการณ์ด้านตลาด เกษตรกรคาดว่าผู้ประกอบการรับซื้อรายใหญ่จะเข้ามารับซื้อในพื้นที่ได้ หากสถานการณ์ โควิด – 19 คลี่คลาย โดยมีการจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อยในตลาดหรือขายผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเกษตรกรบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้ค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อช่วยในการกระจายสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวทิ้งท้ายว่า โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านร่วมสนับสนุนผลผลิตลิ้นจี่ของเกษตรกรเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 เชียงใหม่ โทร. 0-5312-1318 หรืออีเมลzone1@oae.go.th

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548298

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) จัดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง เพื่อสร้างการรับรู้ถึงที่มาและความสําคัญในการดำเนินงาน อีกทั้งเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาคและส่วนกลาง เพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งให้ดีขึ้น รวมถึงจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง ทำให้ทราบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ล้าน 5 แสนไร่ เพิ่มขึ้น 202,435 ไร่ ป่าชายหาดเพิ่มขึ้น 23,462 ไร่และป่าพรุเพิ่มขึ้น 16,217 ไร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA กล่าวว่า ปัจจุบัน GISTDA ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ให้มีความถูกต้อง แม่นยำและเป็นมาตรฐาน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ ตลอดจนติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548299

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ ครบรอบปีที่ 8 แห่งการได้รับสถาปนายกระดับเป็นกรม เดินหน้ามุ่งมั่นทำฝนหลวงอย่างเต็มกำลังความสามารถ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาเพื่อเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทานภายในปี 2580

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยตรง ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปี รวมถึงเมื่อครั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรที่ผ่านมา กรมได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม ของทุกปี

นอกจากนี้ ในด้านความก้าวหน้าการดำเนินงานต่างๆ ของกรมฝนหลวงฯ ด้านอัตรากำลัง ได้รับการพิจารณาอนุมัติเพิ่มขึ้นจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะทำให้บุคลากรเกิดความสมดุลในการดำเนินชีวิตกับการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ด้านการพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ดำเนินการเรื่องจรวดฝนหลวงเพื่อใช้ในการยับยั้งลูกเห็บ การนำอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerialvehicle : UAV) มาประยุกต์ใช้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น การศึกษาวิจัยสารฝนหลวงทดแทนซิลเวอร์ไอโอไดด์ด้วยนาโนเทคโนโลยี และการวิจัยสารฝนหลวงทางเลือกที่ใช้ในช่วงสภาพอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยกว่า 60% รวมทั้งการประดิษฐ์เครื่องโปรยสารฝนหลวงกึ่งอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน โดยงานวิจัยต่างๆ ดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกรมฝนหลวงฯ ที่สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ มีแผนจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทาน ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2565 รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ฝนหลวงรูปแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.เพชรบุรี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเรียนรู้โครงการพระราชดำริฝนหลวง และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกด้วย

สำหรับด้านความร่วมมือกับต่างประเทศกรมฝนหลวงฯ มีแผนทำบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร รวมทั้งร่วมกันวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศกับประเทศจีนและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศมองโกเลีย ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ อยู่ระหว่างการประสานงาน ขณะเดียวกันประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่ายงานวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO)

อย่างไรก็ตาม สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 และการดำเนินงานในปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีความมุ่งมั่นและตั้งใจปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเตรียมพร้อมอากาศยาน นักบิน นักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และจะเริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 อย่างเป็นทางการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จะถึงนี้ เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาทั่วทุกภูมิภาค เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการช่วยบรรเทา
ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไปนายสุรสีห์ กล่าว

เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548300

เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาของเกษตรกรและผู้ส่งออกกล้วยไม้ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ว่ากระทรวงเกษตรฯเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับตัวการผลิต ให้หลากหลายของสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนส่งเสริมการนำกล้วยไม้ไทยไปใช้ประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน ประสานงานโครงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการกล้วยไม้สัญจร โครงการงานกาชาดของจังหวัด โครงการงบพัฒนาจังหวัดฯ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าอัตลักษณ์ การใช้ประโยชน์ และสร้างอุปสงค์ของกล้วยไม้ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นด้านการเงิน พิจารณาแนวทางการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการพักหนี้ ด้านแรงงานประสานกับกระทรวงแรงงานเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการจ้างแรงงานต่างด้าวด้านการขนส่งกระทรวงคมนาคม โดยทอท. ได้มีการหารือแนวทางการลดค่าใช้จ่ายการเพิ่มพื้นที่โกดังในท่าอากาศยาน และเพิ่มอากาศยานให้สอดคล้องกับอุปทานการขนส่ง นอกจากนี้ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบในการจ่ายเงินค่าชดเชยแก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ รวมถึงพิจารณาแนวทางให้การช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548073

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 09.07 น.

เกษตรกรชาวสวนส้มโอ ได้รับผลกระทบจากโควิด จากตลาดที่ปิดตัวลง ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายให้ลดลงกว่าครึ่ง

26 มกราคม 2564 เกษตรกรชาวสวนส้มโอ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร นำผลส้มโอ พันธุ์ขาวแตงกวา ที่ออกจากสวนจำนวนมากในช่วงนี้ นำมาจำหน่าย ให้กับลูกค้า ที่ซื้อไปรับประทาน และ จำหน่ายต่อให้กับบรรดา พ่อค้า และ แม่ค้า นำไปจำหน่ายต่อ  โดยการคัดแยกขนาดของผลส้มโอ เพื่อส่งให้กับลูกค้า ในกิโลกรัมละ16-  20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงจากเดิม เมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีราคาถึงกิโลกรัมละ 22- 25  บาท เนื่องจากสถานการณ์ไวรัส โควิด จึงทำให้ส้มที่ออกจำนวนมาก มีราคาลดลง  และ จำหน่ายไม่ออก เนื่องจากตลาด ที่ซื้อไปจำหน่ายถูกปิด หลายพื้นที่ จึงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง

นางโสภา เอี่ยมพร เกษตรกรชาวสวนส้มโอ หมู่ที่ 4 บ้านวังกระโดน  อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ระบุ ว่า ในปีนี้ ส้มโอ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ ด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายดี กลับ ลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจาก แหล่งจำหน่ายตลาด หลายจังหวัดถูกปิดลง จึงทำให้ยอดขายลดลง และ ยังกังวล หากมีการระบาดต่อเนื่อง จะส่งทำให้ส้มที่จะออกอีกครั้ง จำนวนมาก ในช่วงเดือน เมษายน จะจำหน่ายไม่ออก และ มีราคาถูกลง

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จังหวัดพิจิตรพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดจำนวน 10ราย รักษาหายแล้ว 6 ราย  เสียชีวิต 1 ราย และ กำลังรักษาตัว  3 รายและ ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นระยะเวลา 22 วัน แล้ว

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547995

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ตื่นตัวในการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆส่งผลให้เกิดกระแสการบริโภคอาหารปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ “เกษตรอินทรีย์” เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ และไม่ใช้พืชที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต และแปรรูป เพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทำให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

ในปี 2564 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ขึ้น เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้มีความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง มีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและเข้าสู่การรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 58 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริม
เกษตรอินทรีย์ ปี 2564 โดยอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 100 คน เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรกร 2.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (รายใหม่) 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

3.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และศึกษาดูงาน 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยเน้นหนักให้กับเกษตรกรที่ผ่านการอบรมเมื่อปี 2563 เพื่อผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และจัดการศึกษาดูงานในแหล่งที่ประสบความสำเร็จ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ 4.ติดตามและประเมินแปลงเบื้องต้น 4,000 แปลง ด้วยการให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรตามฤดูกาลผลิตพืชในแต่ละชนิดอย่างต่อเนื่อง และเน้นหนักในประเด็นที่เกษตรกรยังต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น และ 5.สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ ตามความต้องการและความจำเป็นของเกษตรกร 4,000 แปลง เช่น ปุ๋ยอินทรีย์สารชีวภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ และท่อนพันธุ์อินทรีย์ เป็นต้น

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548048

กรมปศุสัตว์เตือน  อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน  ป้องกันอหิวาต์หมู

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เตือนอย่าฉีดวัคซีนเถื่อน

ป้องกันอหิวาต์หมูชี้อาจระบาดรุนแรง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เตือน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังไม่ผ่านการรับรอง อย. ชี้อาจระบาดรุนแรง-กลายพันธุ์ ย้ำผู้ผลิต นำเข้า-ขายมีความผิด ตาม กม.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าตามที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมทั้งกระทบความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่พบการระบาด ซึ่งในปัจจุบันยังยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันและยาที่ใช้ในการรักษา จึงอาจมีผู้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว ผลิตวัคซีนที่กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นสาเหตุให้มีการระบาดของโรคออกไปอย่างกว้างขวางและเชื้อเกิดการกลายพันธุ์ ดังเช่นกรณีมีข่าวฟาร์มเอกชนในต่างประเทศ พบเชื้ออหิวาต์สุกรแอฟริกันสายพันธุ์ใหม่2สายพันธุ์โดยแยกได้จากสุกรป่วยที่แสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า การพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้เกิดจากเกษตรกรได้แอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเกษตรกร คาดหวังผลว่าจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ผลกลับพบว่าสุกรที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้ จะป่วยโทรมและแสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตามมา ทำให้ยากต่อการควบคุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ อาจสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ โดยผ่านเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือจากการแอบลักลอบนำเข้า วัคซีนเชื้อเป็นชนิดนี้

ทั้งนี้ โรคนี้ไม่สามารถติดต่อ หรือมีอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเฉพาะสุกร ผลทำให้สุกรที่ติดเชื้อตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในบางประเทศพยายามป้องกันสุกรโดยการลักลอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อโดยบังเอิญจากวัคซีน

สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ขายและใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยการผลิต นำเข้า ขาย ยาและวัคซีนซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือน มายังเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ นำวัคซีนที่ผิดกฎหมายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจส่งผลให้สุกรที่ฉีดอาจติดเชื้อไวรัสจากวัคซีนดังกล่าว และทำให้เกิดการระบาดของโรคในประเทศในวงกว้างได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำว่าสุดท้ายนี้กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหากพบเห็นการลักลอบใช้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือพบเห็นการลักลอบจำหน่ายวัคซีนดังกล่าว รวมทั้งพบสุกรภายในฟาร์มป่วยตายผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือ application DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เดินหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547992

เดินหน้าโครงการ1ตำบล1กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 1/2564 ว่า การประชุมดังกล่าวฯเป็นการหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาแผนปฏิบัติงานโครงการ1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ โดยเห็นควรปรับลดกรอบวงเงินของโครงการจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วงเงิน 9,805.7075 ล้านบาท เป็น 3,550.9175 ล้านบาทและปรับเป้าหมาย เกษตรกร 32,000 ราย และจ้างงานระดับตําบล 16,000 ราย และขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากเดิมสิ้นสุดเดือนกันยายน 2564 เป็นธันวาคม 2564 พร้อมทั้งเห็นควรให้กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแลหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ อย่างเคร่งครัด และจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสาน เกษตรทฤษฎีใหม่) ที่ขาดแหล่งน้ำหรือมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ ได้

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาปัญหาว่างงาน ลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นเป็นแหล่งผลิตอาหาร ทั้งนี้ ผลการรับสมัครเกษตรกรและแรงงานที่เข้าร่วมโครงการฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการฯ 33,544 ราย ผ่านการคัดเลือก 20,583 ราย โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรรอบใหม่ เพื่อให้ครบตามเป้าหมายโครงการและติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯต่อไป

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547993

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธ.ก.ส. สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนต่ำไปสู่พืชทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีตลาดรองรับที่แน่นอน เช่นโรงไฟฟ้าชีวมวลของชุมชน ซึ่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว สามารถใช้เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวลตามนโยบายของกระทรวงพลังงานได้

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะทำงานจัดทำแนวทางสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนายชนินทร์ รุ่งแสง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ได้พิจารณาสั่งการให้ดำเนินการจัดทำแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเป้าหมาย พร้อมทั้งพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อ “มุ่งสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางรายได้ของเกษตรกรไทย” ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456298

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย25 มกราคม 2564 – 12:36 น.

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบจัดการป้องกันปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย เชื่อมั่นมีความปลอดภัยสูง ขอให้รักษามาตรฐานต่อไป

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 

ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว