กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

กรมฝนหลวงฯ เผยเตรียมปฏิบัติการทำฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

วันนี้ (22 พ.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ่นั้น กรมฝนหลวงฯ ยืนยันว่ามีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรและอากาศยาน ที่ขณะนี้มีอยู่ จำนวน 25 ลำกระจายอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ และ พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งในขณะนี้ สภาพอากาศถือว่าเอื้ออำนวยต่อการปฎิบัติการเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จะต้องพิจารณาถึงพื้นที่การเกษตรบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อพืชผลการเกษตรด้วย

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจะร่วมมือกับกองทัพอากาศและสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อสนับสนุนภารกิจ การทำฝนหลวงและใช้ข้อมูลดาวเทียมวางแผนให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง จะนำนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนในการปฏิบัติ คือ เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง  (Ground Based Generator) ที่จะเป็นการส่งอนุภาคฝนหลวงจากภาคพื้นดินขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนในพื้นที่ที่อากาศยานไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ อาทิ พื้นที่ชายแดน หรือบริเวณป่าต้นน้ำที่เป็นภูเขาสูงรวมไปถึงเขตเงาฝน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานและเป็นการสำคัญของไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

015

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย  นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีมงาน “รวมใจภักดิ์ รักษ์ชาวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยภายในงานได้นำนิทรรศการด้านข้าวมาจัดแสดง  อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิทรรศการ รากฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีต่อยอดอนาคตชาวนาไทย และนิทรรศการอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ที่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “แปลงนาสาธิตอัจฉริยะ” จาก 3 ภาคเอกชน เพื่อการเกษตรแห่งอนาคต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยอย่างครบวงจร เพื่อร่วมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

'กรมที่ดิน' เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย 'นำสุข คลายทุกข์' ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของชีวิต ต้นทุนในการประกอบอาชีพ และมรดกสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน จึงเดินหน้าเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิการถือครองให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนเป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับโฉนดที่ดินรวมกว่า 223 แปลง โดยย้ำว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังรอเอกสารสิทธิ์ และในแต่ละปีได้ตั้งเป้ามอบโฉนดที่ดินกว่า 86,000 แปลงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงตามกฎหมาย

ด้าน นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมที่ดินตั้งเป้าดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 86,000 แปลง แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเดินสำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมาย 16,000 แปลง และโครงการเดินสำรวจทั่วไปในพื้นที่อื่นทั่วประเทศอีก 70,000 แปลง

สำหรับพื้นที่ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้มีการมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนจำนวน 221 แปลง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ “บอกดิน” ที่ประชาชนแจ้งข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2564-2565 มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินและดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์จนแล้วเสร็จ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเอกสารสิทธิ์ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาอาชีพ และการต่อยอดภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น “ความจริง” เพราะทุกผืนดินที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

“กรมที่ดิน… มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุข คลายทุกข์ ให้ประชาชน”

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/N8WZTgBKSHc

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมสั่งการกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ยันไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาชนรายงานพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ จ.ตราด ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ ทั้งที่เคยพบและมีรายงานว่าพบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล ที่คาดว่าจะมีการแพร่ระบาด อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีการรายงานสถานการณ์ถึงการตรวจพบในทุกวัน เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ของความรุนแรงการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดพบว่า การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด ที่ต้องของบประมาณและยังไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ ครม. ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ประกอบด้วยการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด และกำจัดออกจากระบบนิเวศ พร้อมสั่งการให้ กรมประมงวางแผน การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะร่วมกันกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ที่เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ผ่านมาการยางประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำด้วยการนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเกษตรกรที่ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในสวนผลไม้แล้วพบว่า สามารถเพิ่มคุณภาพให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นว่าหลังจากที่มีการพบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีการรายงาน จะเป็นโอกาสให้การปลาชนิดดังกล่าวกระจายตัวและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กรมประมงการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะนีัยังไม่พบแนวโน้มที่ปลาดังกล่าวจะกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ 

อย่างไรก็ตามในส่วนประเด็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของปลาดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า ไม่มีแนวคิดดังกล่าว และมองว่าไม่เกิดประโยชน์ พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญเพียงการจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เท่านั้น

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ - สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้แทนไทยจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิด การประชุมสมัชชาใหญ่สมัยสามัญ ครั้งที่ 93 (93rd General Session) ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมี Dr Emmanuelle Soubeyran ผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health: WOAH) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก และผู้แทนคณะกรรมาธิการภูมิภาคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในการประชุมและรับฟังการแถลงสุนทรพจน์เปิดงานอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดการประชุมฯ มีการอภิปรายระดับสูง (High-level panel) ภายใต้ฟอรัม “การลงทุนในสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อความมั่นคงในอนาคตของทุกคน” (Investing in Animal Health and Welfare to Secure Everyone’s Future) เพื่อหารือแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับงานสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของภาครัฐ (Whole-of-government approach) ในการสอดประสานนโยบายและแนวทางการตลาดร่วมกับพันธมิตร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านสุขอนามัยในระดับสากลต่อไป  

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการนัดหมายประชุมแบบทวิภาคี (Bilateral) กับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือทางวิชาการและการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ต่อไปด้วย

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ธนาคารที่ดิน ติดตามความก้าวหน้าการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง จ.เพชรบูรณ์ หลังสนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน สมาชิกวางแผนปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ควบคู่เกษตรผสมผสาน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ “ธนาคารที่ดิน”

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และรับฟังปัญหาของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ หลังได้รับการสนับสนุนที่ดินทำกินจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินของรัฐบาล ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ เพื่อให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ เข้าทำกิน โดยกำหนดให้ 2 ปีแรกเป็นการเช่าที่ดิน และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 30 เป็นการเช่าซื้อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองในอนาคต

ปัจจุบัน สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ได้แบ่งแปลงและใช้ประโยชน์ที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการวางแผนปลูกพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ สมาชิกยังมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายของ “ธนาคารที่ดิน” ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

'อธิบดีกรมการข้าว' บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

19 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนทรงห่วงใยคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กฟก. ครบรอบ 27 ปี ทำงานเชิงรุกยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยมั่นคงและยั่งยืน มุ่งสู่ 4 Smart ฟื้นฟูอาชีพและจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยถึงทิศทางและความคืบหน้าการดำเนินงานของ กฟก. ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการ“ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน” พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งสู่ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย”

“โดย กฟก.พร้อมขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การยกระดับ การผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร การตลาดนำการผลิต  และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาวตลอดระยะ เวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา กฟก. ได้ดำเนินภารกิจฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสร้างอาชีพ การพัฒนาองค์กรเกษตรกร และการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ  โดยตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรแล้วกว่า 13,651 โครงการ วงเงินรวมกว่า 1,814 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กฟก. ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรได้แล้วจำนวน 36,940 ราย รวม 38,058 สัญญา  คิดเป็นวงเงินกว่า 12,360 ล้านบาท และสามารถรักษาที่ดินทำกินของเกษตรกรไว้ได้ถึง 30,146 แปลง รวมพื้นที่กว่า 200,171 ไร่ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยได้มีที่ดินทำกินและสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้อย่างยั่งยืน”นางวรรณี กล่าว

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวอีกว่า สำหรับปีงบประมาณ 2569 กฟก. มุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งด้านการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร ควบคู่ไปกับการจัดการหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีองค์กรเกษตรกรยื่นข้อเสนอแผนและโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนแล้วจำนวน 609 โครงการ วงเงินรวมกว่า 566 ล้านบาท

ในการพิจารณาอนุมัติโครงการ กฟก. ให้ความสำคัญกับความรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และคัดกรองแผนงานจากทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด พร้อมจำแนกประเภทโครงการให้เหมาะสม ทั้งโครงการเงินอุดหนุน โครง การเงินกู้ยืม และโครงการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ เพื่อให้การสนับสนุนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า ในด้านการจัดการหนี้สิน กฟก. ยังคงยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ อาทิ การสร้างวินัยทางการเงิน การส่งเสริมการออม  การจัดทำบัญชีครัวเรือน รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างครบวงจร

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินงานเชิงรุกของ กฟก. จากนี้ จะมุ่งสู่ “4 Smart” ประกอบด้วย การพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็ง การจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการองค์กรอย่างมืออาชีพ และการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่าง “การปลดหนี้” และ “การสร้างรายได้” เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เพราะการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการลดภาระหนี้ แต่ต้องสร้างโอกาสในการมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ได้เตรียมยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การติดตามผลสัมฤทธิ์ผ่าน Dashboard รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“กฟก. จะไม่หยุดเพียงการรอรับปัญหา แต่จะทำงานเชิงรุก มองไปข้างหน้า และขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกมีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และก้าวสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต” นางวรรณี กล่าว 
 

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

กมธ.วุฒิฯ จัดเสวนา ชู ‘3 ก.’ เปลี่ยนวิกฤต ‘ปลาหมอคางดำ’ ให้เป็นโอกาส

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

หลังมีข่าวปลาหมอคางดำยังระบาดอยู่ในหลายจุด ทาง วุฒิสภา จึงเชิญผู้เกี่ยวข้องมาขึ้นเวทีเสวนา ชี้แจงถึงมาตรการว่าได้ผลไปแล้วแค่ไหน

โดยเมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดเสวนาหัวข้อ “โครงการสัมมนาทางวิชาการ มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา และนายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการกล่าวรายงาน พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ  นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำในหลายมิติ

นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง ให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมากรมประมงสามารถกำจัดปลาออกจากบ่อเลี้ยง และแหล่งน้ำธรรมชาติไปแล้วถึง 8.3 ล้านตัน นอกจากนี้ยังเร่งแก้กฎหมายอีกหลายฉบับเพื่อเปิดทางในการใช้เครื่องมือกำจัดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าช็อตที่ต้องมีการควบคุม และกฎหมายให้สามารถเอาผิดผู้ที่นำสัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์เข้ามาสร้างความเสียหายได้  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการกำจัดคือมาตรการ 3ก. ได้แก่ นำไปให้”มนุษย์กิน สัตว์กิน และพืชกิน ถือเป็นการช่วยกันกำจัดได้ดีที่สุด

ด้าน นายอุกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่าแท้จริงแล้ว  ปลาหมอคางดำเป็นเพียง”หนึ่งใน 146 ชนิดสิ่งมีชีวิต”ที่ถูกนำเข้ามาจากทั้งการลักลอบและการขออนุญาตินำเข้า การที่สัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์มาอยู่ในประเทศจำป็นจะต้องมีมาตรการดูแล ควบคุมที่ดีมากพอ หากไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา “ปนเปื้อนระบาด” ในธรรมชาติอย่างในหลายกรณีที่ผ่านมานั่นเอง  ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้นำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพานิชย์ จะต้องยืนอยู่บนหลักการเพื่อกำจัด จึงไม่ควรปล่อยให้มีการเพาะเลี้ยงนั้นเอง

ขณะที่ นายปัญญา พุ่มเจริญ กลุ่มประมงชายฝั่งบ้านคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี ที่ใช้ปลาหมอคางดำมาเป็นเหยื่อล่อปูทะเล รวม 40 ลำ  และนายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ช้ปลาหมอคางดำมาเป็นอาหารเลี้ยงปูในบ่อ  ต่างก็มองตรงกันว่า นี่ถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส สามารถช่วยต้นทุนอาหารลงได้มาก ทำให้วันนี้มีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำมาเป็นเหยื่อวันละหลายร้อยกิโลกรัม ในหนึ่งเดือนมีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันแล้วหลายตันทีเดียว  ข้อสำคัญคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันจับขึ้นมาจากทุกแหล่งที่ระบาด และควรให้มีศูนย์กระจายตามความต้องการ ปลาใหญ่ก็นำไปแปรรูปรับประทาน ปลาเล็กก็น้ำไปเป็นเหยื่อ หรอทำปลาป่น เป็นต้น

ขณะที่ “ก้างปลา” ทางอาจารย์ประจำคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็นำไปสกัดเป็นแคลเซียมบริสุทธิ์ ใช้เป็นอาหารเสริมให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยทางกระดูกได้อีกด้วย ถือเป็นการคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยกันกำจัดอย่างสร้าสรรค์

การจัดงานในครั้งนี้ ทางกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา มองว่าไม่ได้ต้องการซ้ำเติมความขัดแย้งว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องการหาทางออกให้ประเทศ ว่าจะจัดการปลาหมอคางดำที่ยังมีอยู่จำนวนมากอย่างไร ให้สร้างประโยชน์แก่เกษตรกรและสังคมได้มากที่สุด

#ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #เอเลี่ยนสปีชีส์ #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand #กรมประมง #ปลาหมอคางดำเหยื่อล่อปูม้า #น้ำหมักชีวภาพ #นวัตกรรมชุมชน #รายได้ชุมชน #เกษตรแปรรูป