รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’ พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591295

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี  แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนส่งเสริมพัฒนาการผลิตและการตลาด ให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดโลกสูง ส่งออกยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ อีกทั้งเป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นพืชทดแทนและเป็นพืชแซมในสวนผสม เป็นพืชที่ดูแลง่าย เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูง

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดโกโก้ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคกลาง (ชัยนาท สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี) พบว่ามีพื้นที่ปลูกรวม 495 ไร่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 100 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2564) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ ไอ.เอ็ม.1 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูง มีกลิ่นหอมเมื่อแปรรูป และเป็นที่ต้องการของตลาดต้นทุนการผลิตโกโก้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,630 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวจนถึงอายุต้น 30 ปี) เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุก 15 วัน และเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ผลผลิตเฉลี่ย 2,400-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ผลสด) ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 8-10 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลตอบแทน 22,400 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 15,770 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสถานการณ์ตลาดโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายผลผลิต (ผลสด) ให้กับบริษัท เจ.พี.วาย. โกโก้ไทย จำกัด ซึ่งได้ทำ Contract Farming กับเกษตรกร จำนวน 47 ราย โดยมีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 (มีการต่อสัญญารอบละ 10 ปี) ซึ่งทางบริษัทได้ทำสัญญารับซื้อผลผลิตกับเกษตรกรในราคาประกันผลผลิต8 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ ทางบริษัทได้สนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจฟาร์มเพื่อดูแลคุณภาพและมาตรฐานของผลผลิตทำให้ได้ราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกและขยายพื้นที่ปลูกโกโก้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้ราคาตามมาตรฐานและมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน

ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกโกโก้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดนั้น เกษตรกรควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสม และวิธีการดูแลรักษาโกโก้ให้ได้คุณภาพดีทั้งนี้ สศท.7 มีกำหนดจะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีก 2 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปทุมธานี ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ยังพบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งทำให้มีแนวโน้มต้องชะลอการลงพื้นที่ ทั้ง 2 จังหวัด หากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทาง สศท.7 จะได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีกครั้ง สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัดภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005หรืออีเมล zone7@oae.go.th

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591296

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มอบหมายให้สทนช. เป็นหน่วยงานหลักบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำของราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2564-2566 กนช.ได้รับทราบแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 151 โครงการ หากดำเนินแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มความจุได้869 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 959,203 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 78,738 ครัวเรือน และป้องกันน้ำท่วม 64,550 ไร่

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น มีทั้งที่พัฒนาแหล่งน้ำบนดินที่สำคัญๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว อาทิ    

โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านคลองเกตุ จ.ตาก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำขาว จ.กำแพงเพชร โครงการฝายบ้านโป่งสอพร้อมระบบส่งน้ำ จ.พิษณุโลก โครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนราษฎรบ้านปกาเกอะญอจ.เพชรบุรี และโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

ส่วนที่มีแผนจะเร่งดำเนินการขับเคลื่อน ในระยะต่อไป เช่น โครงการฝายต้นน้ำห้วยแม่มุพร้อมระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด จ.ลำพูน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาย จ.เลย โครงการอ่างเก็บน้ำโป่งพรหม จ.ราชบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยา จ.ยะลา เป็นต้น

นอกจากบนดินแล้ว ใต้ดิน สทนช.ได้บูรณาการขับเคลื่อนโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 15 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 10.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 261,494 ไร่และราษฎรได้รับประโยชน์ 29,011 ครัวเรือน โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ ต.ดงเค็งอ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตกในพื้นที่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี 

โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับงบประมาณ จำนวน 9 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคเหนือที่ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาคกลางในพื้นที่ ต.หนองงูเหลือม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.โพรงอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา และภาคใต้ในพื้นที่ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็นต้น

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมทั้งพระราชดำริของพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนแต่มุ่งเน้นแก้ปัญหาน้ำในทุกๆ มิติ นอกจากจะสร้างความสุข ความมั่นคงในชีวิตให้พสกนิกรของพระองค์แล้วยังสร้างประโยชน์กับประเทศและสังคมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย


รัฐศักดิ์ พลสิงห์
 

ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591059

ซอกแซกอาเซียน  : 29 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่ 9 ที่มีประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราชาวฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านผู้บริหารสูงสุด (Administrator) ของ NationalFood Authority หรือ NFA ของฟิลิปปินส์ คือ คุณจูดี้ ดันเซล ที่นำคณะฝ่ายจัด ดำเนินการจัดประชุมจนสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ทั้งที่มีการปรับเลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง แม้ว่าจะเป็นการประชุมแบบทางไกล แต่คณะมนตรีของแต่ละประเทศก็ให้ความสำคัญต่อการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ เกือบทั้งหมดเป็นคณะมนตรีตัวจริงเข้ามานั่งร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีเปิดการประชุมที่ทำได้เสมือนการประชุมจริงมากที่สุด คือ ทาง NFAได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร หรือ Secretaryfor Agriculture (ชื่อตำแหน่งตามระบบประธานาธิบดี)มาเป็นประธานในพิธีเปิดเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะประเทศฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญต่อแอปเตอร์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบทุกปีจะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวจากแอปเตอร์ในปริมาณที่ค่อนข้างจะมากกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยความที่ประเทศนี้ต้องประสบกับภัยธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าเห็นใจมาก หลังจากนั้นคุณจูดี้ นายใหญ่ของ NFA ก็ได้เชิญระดับบิ๊กของประเทศมากล่าวปราศรัยพิเศษ คือ ท่านเลขาธิการประธานาธิบดี ซึ่งก็ยิ่งถือว่าเป็นพิเศษอย่างยิ่งกว่าประธานเปิดเสียอีก นี่ผมว่าถ้าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแบบทางไกล คือไปจัดที่ประเทศฟิลิปปินส์จริงๆ แล้วละก็ คงดู grand กว่านี้แน่นอน เพราะคุณจูดี้แกก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นคนใจใหญ่ใจป้ำพอสมควร ผมรู้จักและสนิทกับแกดี เป็นคนอารมณ์ดี หัวเราะเกือบตลอด และก็เคยเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่ากีฬาที่แกชอบ คือ ยิงปืน โดยเคยพาผมและคณะไปฝึกยิงปืนกันเมื่อครั้งไปฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่ง พูดถึงเรื่องนี้ ยังนึกขำเมื่อสองสามปีก่อน สมัยที่แกยังเป็นรองผู้บริหาร NFA ผมและคณะ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปเยี่ยมแกที่สำนักงานแถวเมืองเกซอน ผมนั่งคุยอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนแกนั่งคุยกับญี่ปุ่นในห้องทำงานแกใกล้ๆ กัน ผมได้ยินเสียงเปรี้ยงๆๆ ดังลั่นมาจากห้องแก ยังสงสัยในใจว่าเสียงอะไรกันนะ เลยเดินไปดู เห็นแกฉายวีดีโอแกไปฝึกยิงปืนที่สนามให้คนญี่ปุ่นดู มีลีลาท่าทางแอ๊กชั่นเต็มที่ ผมถึงได้รู้ว่าแกชอบยิงปืน

คุณจูดี้ทำหน้าที่เป็นประธานร่วมในการประชุม โดยอีกคนหนึ่งจากประเทศบวกสามเป็นลำดับคิวของประเทศจีน ในกรณีนี้อาจมีบางท่านสงสัยว่าเป็นประธานร่วมกันอย่างไร คำตอบ คือ ตามระบบที่แอปเตอร์ก็จะมีการตกลงกันระหว่างประธานทั้งสองคนว่าใครจะทำหน้าที่เป็นประธานในระเบียบวาระใด ส่วนการนำเสนอก็เป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักเลขานุการ คือ ตัวจีเอ็ม เป็นผู้เสนอและมีน้องๆ เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายแบ๊กอัพ การประชุมก็ราบรื่นดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอมเมนต์จากมนตรีประเทศต่างๆ เพิ่มเติมจากที่เสนอไป คราวนี้อาจเป็นเพราะเป็นการประชุมแบบออนไลน์ คำถามที่ฝ่ายสำนักเลขานุการจะต้องตอบชี้แจงจึงมีน้อยกว่าปกติ ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมไม่ต้องตอบคำถามอะไรมากนัก ซึ่งต่างจากการประชุมจริงที่นั่งกันเผชิญหน้าเป็นแบบตัวยู ที่มีคำถามมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชุมครั้งนี้เลื่อนมาจากเดิมเกือบ 2 เดือน ท่านมนตรีประเทศต่างๆ คงอ่านเอกสารที่ส่งไปให้ล่วงหน้าจนเข้าใจหมดแล้วก็เป็นได้

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สทนช.น้อมนำพระราชปณิธานในหลวง ขับเคลื่อน 151 โครงการตามพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591057

สทนช.น้อมนำพระราชปณิธานในหลวง ขับเคลื่อน151โครงการตามพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.บูรณาการสนองพระราชกระแส “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินหน้าเร่ง ขับเคลื่อน 151 โครงการ ที่ กนช.รับทราบแผนการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2564-2566 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เผยเมื่อแล้วเสร็จ สามารถเพิ่มพื้นที่ได้รับประโยชน์อีกกว่า 959,000 ไร่ ป้องกันน้ำท่วมครอบคลุม 64,550 ไร่

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มอบหมายให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการน้อมนำพระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาดำเนินการขับเคลื่อนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำของราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากเป็นการเพิ่มแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค เพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัย และนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าระบบเพื่อการจัดการที่เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องเและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำแต่ละลุ่มน้ำในอนาคตให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจนและยั่งยืนอีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา สทนช. ได้เสนอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยได้จัดลำดับความสำคัญแผนงาน/โครงการด้านน้ำที่เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีความพร้อมในการดำเนินการและไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดๆ เป็นลำดับแรก ตั้งแต่ปี 2564-2566 กนช.ได้รับทราบแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 151 โครงการ แบ่งเป็น ดำเนินการก่อนปี 2564 จำนวน 1 โครงการ ดำเนินการปี 2564 จำนวน 70 โครงการ ดำเนินการปี 2565 จำนวน 2 โครงการ และดำเนินการปี 2566 จำนวน 78 โครงการ

“เมื่อแผนงานแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มความจุได้ 869 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 959,203 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 78,738 ครัวเรือน และป้องกันน้ำท่วม 64,550 ไร่” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญๆ ที่เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว เช่น โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านคลองเกตุจ.ตาก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำขาว จ.กำแพงเพชร โครงการฝายบ้านโป่งสอพร้อมระบบส่งน้ำ จ.พิษณุโลก โครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนราษฎรบ้านปาเกอะญอ จ.เพชรบุรี และโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีแผนขับเคลื่อน ให้ดำเนินการในระยะต่อไป เช่น โครงการฝายต้นน้ำห้วยแม่มุ พร้อมระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่ โครงการอ่างเก็บน้ำ แม่สะป๊วด จ.ลำพูน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาย จ.เลย โครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งพรหม จ.ราชบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยา จ.ยะลา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 15 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 10.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 261,494 ไร่ และราษฎรได้รับประโยชน์ 29,011 ครัวเรือน โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ ต.ดงเค็ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่นภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตกในพื้นที่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรีและโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับงบประมาณ จำนวน 9 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคเหนือที่ ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาคกลางในพื้นที่ต.หนองงูเหลือม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐมภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.โพรอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยวจ.ฉะเชิงเทรา และภาคใต้ในพื้นที่ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็นต้น

“สทนช.จะบูรณาการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำในทุกมิติสร้างความมั่นคง สร้างความสุข ตลอดจนสร้างประโยชน์กับประเทศและสังคมได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

“ส.ป.ก.” สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476340

“ส.ป.ก.” สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม”

28 กรกฎาคม 2564 – 16:58 น.

ส.ป.ก. สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สืบสานพระราชปณิธาณ “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก. จัดทำ โครงการจัดทำป้ายแนวเขตที่ดินพระราชทาน มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำป้ายแนวเขตที่ดินพระราชทาน สร้างการ
มีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องคุ้มครองที่ดิน

โดย ส.ป.ก. เริ่มนำร่องในพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1,000 – 2 – 53 ไร่ และ ส.ป.ก. มีแผนดำเนินการให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดที่ได้รับพระราชทานที่ดินต่อไป”  

สำหรับที่ดินพระราชทานนั้นในปี พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน ที่ดินทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 51,967 ไร่เศษ โดย ส.ป.ก. นำมาปฏิรูปที่ดินเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

และในปี พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเอกสารสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่เกษตรกรด้วยพระองค์เอง

"ส.ป.ก." สืบสานพระราชปณิธาน "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"

เลขาธิการ ส.ป.ก. ยังกล่าวอีกว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิรูปที่ดินบนที่ดินพระราชทาน เนื่องจากเป็น “ผืนดินที่มีความสำคัญ” ที่ต้องรักษาและสร้างประโยชน์สุขให้แก่เกษตรกร

“โครงการที่สองเป็นโครงการปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโครงการนี้ ส.ป.ก. ร่วมกับชุมชน เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมใจปลูกต้นไม้ประเภทพันธุ์ไม้ท้องถิ่น พันธุ์ไม้หายาก/ใกล้สูญพันธุ์ และไม้เศรษฐกิจ

อาทิ ต้นรวงผึ้ง ต้นตะเคียนทอง สัก พะยุง ยางนา ประดู่ป่า ไม้แดง มะขามป้อม มะม่วงน้ำตาลเตา ฯลฯ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 11 โครงการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา น่าน สระแก้ว ปราจีนบุรี เชียงใหม่ พะเยา ลำพูน สกลนคร อุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตปฏิรูปที่ดิน และพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวต่อว่า “โครงการต่อมาคือ โครงการสารจาก ส.ป.ก. ถึง เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน เป็นการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ถึงเกษตรกรในที่ดินพระราชทาน 3,423 ครอบครัว ในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างการรับรู้ ถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้านการปฏิรูปที่ดิน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยน้อมนำพระบรมราโชบายการปฏิรูปที่ดิน 9 ข้อ ที่จะพัฒนาพื้นที่ พัฒนาอาชีพ ความรู้ ให้แก่เกษตรกรให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในที่ดิน ส.ป.ก. ไว้สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน” 

นอกจากนั้น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส.ป.ก. ได้ตอบรับนโยบายโดยจัดทำ โครงการปลูกผักสวนครัวระยะสั้นสู้วิกฤติโควิด – 19 งบประมาณทั้งสิ้น 1,702,910 บาท 

เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 29 จังหวัด 1,507 ราย เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด – 19 โดยน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกผักสวนครัว ให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคเพียงพอ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีเหลือแบ่งปันภายในชุมชน และจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวพันธุ์ดี ที่มีอายุสั้น สามารถเก็บเกี่ยวให้ผลผลิตได้ภายในระยะสั้น ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกขี้หนู เป็นต้น 

“ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19 ) ที่แพร่ระบาดกระจายหลายพื้นที่ แต่เรายังคงแสดงออกถึงความจงรัก ภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ตลอดเวลาครับ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476264

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน”เกษตรวิชญา”

28 กรกฎาคม 2564 – 08:57 น.

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” สืบสานพัฒนาตามพระราชดำริ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ภายในพื้นที่ 123 ไร่ ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ“เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ หมู่ที่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ คือ พื้นที่ดำเนินการภายใต้โครงการ ธนาคารอาหารชุมชน ที่มีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546

ถือเป็นอีกหนึ่งการทำงานเพื่อสนองพระราชดำริแห่งการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วันนี้ได้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ตามวัตถุประสงค์

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกร รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์บริเวณบ้านกองแหะจำนวน 1,350 ไร่ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดทำเป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

มัคคุเทศน์น้อยจากโรงเรียนบ้านกองแหะ พร้อมนำเยี่ยมฐานเรียนรู้

รวมทั้งการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติของธนาคารอาหารชุมชนกับฐานการเรียนรู้ของ ส.ป.ก.

อีกทั้งยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ฯ พระราชทานชื่อศูนย์แห่งนี้ว่า”เกษตรวิชญา”ที่แปลว่า ปราชญ์แห่งการเกษตร

“จากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีประราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการสืบสาน รักษาและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ส.ป.ก.จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริต่าง ๆ มาใช้เป็นหลักในการดำเนินงานและถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ไปสู่ผู้สนใจทั้งเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินและประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ  ด้วยการพัฒนาพื้นที่ของธนาคารอาหารชุมชนให้เป็นฐานการเรียนรู้ทั้งเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างแหล่งอาหาร จำนวน 6 ฐานเรียนรู้” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

  พืชหัวในฐานการเรียนรู้“ธนาคารพืชหัว คู่ครัววิถีไทย”

สำหรับฐานเรียนรู้ทั้ง 6 ฐานภายในธนาคารอาหารชุมชนที่มีระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตรนั้น ประกอบด้วย

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ฐานการเรียนรู้ที่ 1 “รักษ์ไม้พื้นบ้าน สืบสานพระราชปณิธาน” โดย ดร.วิณะโรจน์ กล่าวว่า ด้วยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้คุณค่าจากการได้ใช้ประโยชน์จากป่าที่ปลูกอย่างยั่งยืน ฐานการเรียนรู้นี้ เป็นฐานที่รวบรวมพันธุ์ไม้ 3 อย่างในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์และสืบสานพันธุ์ไม้พื้นถิ่นโดยการรวบรวมชื่อพันธุ์ไม้ในพื้นที่ลักษณะไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

“ทั้งนี้ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแนะนำการปลูกป่าเชิงผสมผสานด้านเกษตรวนศาสตร์และเศรษฐกิจสังคม ซึ่งเป็นวิธีปลูกป่าแบบเบ็ดเสร็จ การปลูกไม้ 3 อย่าง ได้แก่ 1) ไม้ใช้สอยและไม้เศรษฐกิจ 2) ไม้อาหารหรือไม้กินได้ 3) ไม้ฟืนเชื้อเพลิง

ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ 1) ไม้เศรษฐกิจปลูกไว้สร้างที่อยู่อาศัย ใช้สอยโดยตรงและจำหน่าย 2) ปลูกพืชเกษตรเพื่อการกินและสมุนไพร 3) ปลูกไม้เป็นพลังงาน เช่น ไม้ฟืน และไม้ไผ่ เป็นต้น  และ 4) ประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร สร้างความสมบูรณ์และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่า

เลขาธิการ ส.ป.ก. ยังได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูกนั้น ขอให้เน้นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นเพราะเจริญติบโตได้ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเป็นที่รู้จักของประชาชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี  

ขณะที่วิธีการปลูกให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ ไม่จับต้นไม้เข้าแถวเพราะเมื่อต้นไม้โตขึ้นจะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ

ฐานการเรียนรู้ที่ 2 “บริหารจัดการน้ำ ตามศาสตร์พระราชา” เลขาธิการ ส.ป.ก. ชี้แจงว่า ฐานการเรียนรู้นี้ ได้นำเสนอเกี่ยวกับระบบ “ประปาภูเขา” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา ซึ่งสามารถกักเก็บและนำน้ำไปใช้ประโยชน์ผ่านระบบท่อส่งน้ำ กระจายครอบคลุมพื้นที่โครงการ

อีกทั้งการสร้างความตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าแก่เกษตรกรและชุมชน ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี มีแหล่งอาหารธรรมชาติสร้างสมดุล ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ฐานการเรียนรู้ที่ 3 “ต่อยอดพฤกษ์พนา คุณค่าพันธุ์ไผ่” โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ ไผ่ พืชเมืองร้อน แต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกทวีป ซึ่งดร.วิณะโรจน์ กล่าวว่า ประเทศไทยสำรวจพบไผ่มากกว่า 72 ชนิด กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ

และในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน“เกษตรวิชญา” พบไผ่ถึง 8 ชนิด คือ ไผ่หวาน ไผ่หก ไผ่ขาง ไผ่ไร่ ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ไผ่บง ไผ่ข้าวหลาม วันนี้ชาวบ้านกองแหะ สามารถใช้ประโยชน์จากไผ่ โดยนำมาใช้เป็นอาหาร สร้างที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ รวมถึงการสร้างรายได้ 

ฐานการเรียนรู้ที่ 4 “สมุนไพรถิ่นไทย ประโยชน์มากหลากหลาย” ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” มีสมุนไพรพื้นบ้านอยู่มากทั้งสมุนไพรประเภทต้น เช่น กระท้อน ขนุน ขี้เหล็ก ขลู่ แคป่า สมุนไพรประเภทเถา-เครือ เช่น มะระขี้นก พริกไทย

สมุนไพรประเภทผัก เช่น กะเพรา ผักแพว พริกขี้หนู ชะอม ผักกูด สมุนไพรหญ้า เช่น ขลู่ หญ้าแฝก และสมุนไพรประเภทหัว-เหง้า เช่น กระเทียม กระชาย กลอย ขมิ้นชัน ขิง ข่า ไพล

ฐานการเรียนรู้ที่ 5 “ชะลอน้ำด้วยฝาย สราญใจถ้วนทั่ว” โดยในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน ส.ป.ก.ได้มีการจัดสร้างฝายขึ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากของจริง โดยการสร้างฝายกั้นน้ำนั้น ส่วนใหญ่จะถูกสร้างบริเวณลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในช่วงต้นน้ำช่วยคงความชุ่มชื้นได้เป็นเวลานาน สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

แถมยังช่วยเก็บกักตะกอนได้อีกด้วย สร้างประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่มากมาย เช่น แมลง สัตว์ป่า พืชพันธุ์นานาชนิด ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

ฐานการเรียนรู้ที่ 6 “ธนาคารพืชหัว คู่ครัววิถีไทย” เป็นการนำเสนอความรู้ที่เกี่ยวกับพืชหัว เพื่อให้ทราบถึงชนิดของพืชหัว เช่น ชนิดของพืชหัว แบ่งออกเป็น พืชหัวที่เกิดจากกาบใบ  เช่นหอมหัวแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ใช้รับประทานเป็นผักและเป็นพืชสมุนไพร หัวที่เกิดจากเหง้า เช่น แห้ว และหัวที่เกิดจากราก  เช่น มันสำปะหลัง มันแกว เป็นต้น

ในวันนี้ ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” จึงเป็นทั้งแหล่งอาหารของคนในพื้นที่ และแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ผ่านฐานเรียนรู้ที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดทำขึ้น เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรของพระองค์ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง ตลอดไป

“น้ำผึ้งเดือนห้า” จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่ “ผึ้งบ้านไหนหนัง” กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476162

“น้ำผึ้งเดือนห้า”จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่”ผึ้งบ้านไหนหนัง” กระบี่  

27 กรกฎาคม 2564 – 14:12 น.

“น้ำผึ้งเดือนห้า”จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่”ผึ้งบ้านไหนหนัง” จังหวัดกระบี่  


“ผึ้ง”เป็นแมลงมหัศจรรย์ทั้งในเรื่องการช่วยผสมเกสรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพืชและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา”ผึ้ง”จำนวนมากตายเพราะสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช ผนวกกับจำนวนพื้นที่ป่าลดลง กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเลี้ยงผึ้งในรูปแบบแปลงใหญ่ ร่วมกันปกป้องผึ้ง

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  
"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าปัจจุบันทั่วประเทศมีแปลงใหญ่ผึ้งจำนวน 76 แปลง แยกเป็นผึ้งพันธุ์ 9 แปลง และผึ้งโพรง 67 แปลง ในภาคใต้เองมีแปลงใหญ่ผึ้งมากถึง 62 แปลง เป็นแปลงใหญ่ผึ้งโพรงทั้งหมด กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ รวม 10 จังหวัด

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

ตัวอย่างแปลงใหญ่ผึ้งบ้านไหนหนัง ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง และกิจกรรมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน แต่เดิมนั้นเกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยมีป่าชายเลนที่ต้องดูแลประมาณ 3,500 ไร่

และเห็นว่าการเลี้ยงผึ้งโพรงก็ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของป่าเป็นแหล่งอาหาร จึงได้ทำกิจกรรมเลี้ยงผึ้งโพรงขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจาก MAP ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่ดูแลสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน และยังให้การสนับสนุนกิจกรรมอื่น ๆ ของกลุ่มด้วย

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

ต่อมาในปี 2557 กลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น จึงได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งบ้านไหนหนัง” สร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งได้พอสมควร ในปี 2562 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกระบี่ได้ส่งเสริมให้ตั้งเป็นแปลงใหญ่ 

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

มีสมาชิก 31 ราย ผึ้งจำนวน 800 ลัง ปีนี้เป็นปีที่ 3 มีการพัฒนาทั้ง 5 ด้านของแปลงใหญ่ โดยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ 25% พัฒนาคุณภาพเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน อย. มีเครือข่ายตลาดรองรับแน่นอน บริหารจัดการกลุ่มโดยเกื้อกูลธรรมชาติและวิถีชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการต่อยอดความยั่งยืนของกลุ่ม 

นายสุธีร์ ปานขวัญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไหนหนัง กล่าวว่า การเลี้ยงผึ้งโพรงของกลุ่มแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร ใช้วิธีการล่อผึ้งโพรงป่าตามธรรมชาติให้เข้ามาอยู่ในรังที่เตรียมไว้ แล้วปล่อยให้ผึ้งหากินเองแบบธรรมชาติ เหมือนกับอยู่ในป่า ทำให้ได้น้ำผึ้งคุณภาพดี มีสรรพคุณทางยาเหมือนเก็บจากในป่า

และที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ผึ้งโพรงไปในตัวด้วย การเลี้ยงผึ้ง 1 รัง สามารถเก็บน้ำผึ้งได้กว่า 10 ขวด ขายขวดละ 400-500 บาท ได้เงินราว 4,000-5,000 บาท/ปี ครั้งแรกที่ลงทุนทำรังผึ้งใช้งบประมาณเพียง 400-500 บาทเท่านั้น

หลังจากนั้น ปีถัดไปก็ไม่มีต้นทุนเลยได้กำไรล้วน ๆ เพราะไม่ต้องไปให้อาหาร ไม่ต้องดูแล แค่ป้องกันมด และตัวต่อไม่ให้รบกวน ผลผลิตจะจำหน่ายเป็นน้ำผึ้งสด 75% โดย 40% จำหน่ายให้กับโรงแรม มาริออสและโรงแรมในเครืออนันตรา (เกาะสมุย) โดยทำ MOU ร่วมกัน และอีก 60% จำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ตลาดทั่วไปในประเทศและงานแสดงสินค้าผลผลิต 25% นำมาแปรรูปเป็น สบู่น้ำผึ้ง ยาสระผม ครีมนวด จำหน่ายขวดละ 50 บาท และขนมต่างๆ อมยิ้ม เป็นต้น

ด้านการพัฒนาคุณภาพ มีการผลิตน้ำผึ้งคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) น้ำผึ้งที่นี่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะน้ำผึ้งเดือนห้าจากป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารเฉพาะ มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลนและไม้ดอก เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ผึ้ง และส่งเสริมการเลี้ยงชันโรง ทั้งนี้กลุ่มมีแผนสร้างโรงเรือนในการบรรจุน้ำผึ้ง โดยใช้งบประมาณ 300,000 บาท 

แต่ไม่ต้องการกู้เงินจากแหล่งทุนต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการระดมทุนในกลุ่มสมาชิกมีมติให้เก็บเงิน 20% ของรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เข้าสมทบให้กับกลุ่มโดยจัดสรรเป็น 2 ส่วน คือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่ม 10% และใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลน 10% และแปลงใหญ่ผึ้งโพรงบ้านไหนหนังยังเป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองกระบี่ โดยเป็น“ศูนย์เรียนรู้ด้านแมลงเศรษฐกิจ” มีเกษตรกรและบุคคลทั่วไปทั้งในและนอกจังหวัดกระบี่เข้ามาศึกษาเรียนรู้เป็นจำนวนมาก 

“กรมการข้าว” เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต “เมล็ดพันธุ์ข้าว” ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476151

“กรมการข้าว”เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต”เมล็ดพันธุ์ข้าว”ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

27 กรกฎาคม 2564 – 12:45 น.

“กรมการข้าว”เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต”เมล็ดพันธุ์ข้าว”ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องและรุนแรงเป็นปีที่ 2 และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง ซึ่งพี่น้องชาวนาไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

กรมการข้าวจึงตระหนักต่อปัญหาที่พี่น้องชาวนากำลังเผชิญโดยฉพาะเรื่องของความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีที่ยังไม่เพียงพอ

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว

โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ 1,364,800 ตัน

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

แต่ในขณะเดียวกันกรมการข้าว รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชนและภาคเอกชนร่วมกันจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ประมาณ 537,000 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตันหรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย

ถึงแม้ต่อมา”กรมการข้าว”จะได้รับงบประมาณเงินกู้เพื่อใช้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไป จนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่งจากเดิมที่เคยมีกำลังการผลิต 85,000–95,000 ตัน/ปี เป็น 120,000 ตัน/ปี

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ให้กับพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงเสนอของบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นเพื่อรองรับเป้าหมายการผลิตเมื่อดำเนินการโครงการเดิมเสร็จสิ้น 120,000 ตัน/ปี และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 ราย กระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชน สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับ ปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศ

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการคือการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานและประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ปัจจุบันจำนวน 9 ชุด

และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ประกอบ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการ พันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ

สำหรับแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน มีกระบวนการเริ่มจากกรมการข้าว โดยกองวิจัยและพัฒนาข้าวเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์หลัก กองเมล็ดพันธุ์ข้าวรับข้าวพันธุ์หลักจากกองวิจัยและพัฒนาข้าวมาผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย

และหลังจากนั้นสมาคมผู้รวบรวม ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ เป็นผู้รับเมล็ดพันธุ์ขยายต่อไป ซึ่งหากพบความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ข้าวผู้แทนจำหน่ายให้ชาวนา จะต้องแสดงหลักฐานบาร์โค้ดที่มาของเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476134

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา”  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

27 กรกฎาคม 2564 – 11:09 น.

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา”  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

“เกษตรวิชญา”ที่หมายถึงปราชญ์แห่งการเกษตรคือชื่อของศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ตั้งอยู่ที่บ้านกองแหะ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่วันนี้ได้ก่อเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ประชาชนในพื้นที่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งในอดีต 

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ปฐมบทแห่งการพัฒนาตามพระราชดำริเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มายังพื้นที่บ้านกองแหะ

และทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้ได้แนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมต่อการเกษตรเลือกพืชปลูกให้เหมาะสม กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

จากความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อสนองพระราชดำริโดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลัก ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะของคลินิกเกษตรเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่

รวมทั้งการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยในการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)พัฒนาพื้นที่จำนวน 123 ไร่ ในปี พ.ศ. 2546  ภายใต้โครงการธนาคารอาหารชุมชน ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเกษตรวิชญา 

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า นับมาถึงวันนี้เป็นเวลารวม 18 ปี ที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการพัฒนาโดยเน้นหลักของการมีส่วนร่วม

และในปี พ.ศ. 2561 ส.ป.ก. ได้ขับเคลื่อนงานในรูปแบบ4 ประสาน คือ ส.ป.ก. โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านกองแหะและชุมชนบ้านกองแหะ ดำเนินงานสนองพระราชดำริด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการดำเนินโครงการธนาคารอาหารชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักคิด

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

และแนวทางในการดำเนินการ เช่น การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้ผล พืชอาหาร และพืชสมุนไพร จนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการเกษตรวิชญา

“นอกจากฟื้นฟูพืชพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ส.ป.ก.ยังสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้ราษฎรบ้านกองแหะได้มีการเพาะพันธุ์ไม้เศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ไผ่ สตรอเบอรี่ และอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อเป็นการสร้างความหลากหลายในการผลิตทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและการสร้างรายได้ ที่เน้นตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของตลาดนำการผลิต” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

จากความทุ่มเทดำเนินการวันนี้ ธนาคารอาหารชุมชน ได้ช่วยให้ราษฎรของบ้านกองแหะ มีแหล่งอาหารจากป่า มีวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือใช้สอยประเภทต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดปี ทั้ง 12 เดือน 

“จากการดำเนินงานของ ส.ป.ก. ภายใต้โครงการธนาคารอาหารชุมชน ได้ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งอาหารทางธรรมชาติของชุมชน (Food Bank) และเกษตรกรได้เรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย อีกทั้งเกษตรกรได้นำพันธุ์ไม้ พันธุ์พืชสมุนไพรในธนาคารอาหารชุมชน ไปขยายพันธุ์เพาะปลูกใช้ในครัวเรือนของตนเอง” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

สำหรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากธนาคารอาหารชุมชนนั้น ดร.วิณะโรจน์ กล่าวโดยสรุปว่า ราษฎรบ้านกองแหะ สามารถใช้ประโยชน์จากพืชพันธุ์ไม้ที่เติบโตในพื้นที่โครงการ ประกอบด้วยไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ โดยในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะสามารถตัดไผ่ข้าวหลามมาใช้ประโยชน์เพื่อทำข้าวหลามไว้เพื่อการบริโภค

ขณะที่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีไผ่บงให้เก็บมาใช้ประโยชน์ในการจักตอกเพื่อการเกษตร ขณะที่ไผ่หวาน ไผ่ไร่ ไผ่ซาง และไผ่หก จะมีให้ใช้ประโยชน์กับภาคการเกษตรของราษฎรแต่ละคนได้ตลอดทั้งปี  

นอกจากนี้ยังมีแหล่งพลังงานเพื่อใช้ในครัวเรือนอันประกอบด้วยฟืนและกิ่งไม้แห้ง จะมีให้สามารถรวบรวมได้มากในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ราษฎรบ้านกองแหะจะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการหุงต้มในครัวเรือน

ด้านอาหารจากธนาคารอาหารชุมชน จะประกอบด้วยพืชพันธุ์ธรรมชาติที่หลากหลาย และที่สำคัญปลอดภัยจากสารเคมี ด้วยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตลอดทั้งปีทั้งพืชผัก และพืชสมุนไพรท้องถิ่น อาทิ ชะอม มะเขือพวง ผักเผ็ด ผักกูด หัวปลี รวมถึงสาหร่ายน้ำจืด หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า เทาน้ำ เป็นต้น
แต่ที่เป็นของขึ้นชื่อ คือ หน่อไม้และเห็ดป่าชนิดต่าง ๆ ที่เป็นทั้งอาหารและรายได้ จะมีให้ราษฎรบ้านกองแหะได้เก็บมากในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี และที่ขาดไม่ได้ถือเป็นอาหารยอดนิยม ปีหนึ่งมีช่วงเดียว คือ ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน นั่นคือ หนอนไม้ไผ่หรือรถด่วน อาหารสุดอร่อยของหลาย ๆคน

นอกจากพืชผัก สมุนไพรแล้ว ผลไม้จากป่า นับเป็นอีกประโยชน์ที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จะสามารถเก็บผลไม้แสนอร่อยอย่าง มะเม่า มะไฟ มะแฟน คอแลน บริโภคได้ตามต้องการ ขณะที่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะมีผลมะขามป้อมให้เก็บทานได้อีกชนิด

ความอุดมสมบูรณ์แห่งป่า ได้นำมาซึ่งความสมบูรณ์แห่งอาหาร คือความสำเร็จจากการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย ส.ป.ก. ภายใต้ ธนาคารอาหารชุมชน“เกษตรวิชญา” ที่นำมาซึ่งความสุขให้กับพสกนิกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เปิดบันได 3 ขั้นสู่ “แปลงใหญ่” ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476009

“กรมทรัพยากรน้ำบาดาล”เปิดบันได3ขั้น สู่”แปลงใหญ่”ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

26 กรกฎาคม 2564 – 11:16 น.

“ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เผยเตรียมเดินหน้าต่อยอด”แปลงใหญ่น้ำบาดาล” เพื่อการเกษตรปีที่2 อีก 17 แห่งทั่วประเทศ หลังนำร่องโครงการต้นแบบ 6 แห่งในปีแรกพร้อมไต่บันได 3 ขั้นเพื่อก้าวสู่การใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวในรายการ”เกษตรวาไรตี้” ในหัวข้อ”เจาะลึกน้ำบาดาลกับโมเดลสู่ความยั่งยืน” ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ม.ก.

โดยระบุว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดวิกฤติภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลทำให้ผลผลิตภาคการเกษตรเสียหายหรือไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

“น้ำบาดาล”จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มนุษย์โลกควรจะนำขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุงสุด

จากข้อมูลกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุปริมาณน้ำบนผิวโลก ปรากฎว่าในน้ำ 100% นั้นเป็นน้ำเค็มในมหาสมุทรถึง 97% มีน้ำจืดเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินหรือที่เรียกว่าน้ำบาดาล   

รศ.ดร.วิโรจแจงรายละเอียดต่อว่า ในขณะนี้ประเทศไทยมีน้ำบาดาลสำรองอยู่ประมาณ 1,137,713 ล้านลูกบาศก์เมตรและสามารถนำชึ้นมาใช้ได้เพียง 45,386 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่ปริมาณที่นำขึ้นมาใช้จริงนั้นในปัจจุบันมีแค่ 14,741 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นปริมาณน้ำบาดาลยังมีอีกเหลือเฟือที่พร้อมนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร 

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

 “เพราะนั้นมีความชัดเจนว่าน้ำบาดาลนับวันมีความสำคัญต่อคนไทยมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่าน้ำที่เอาขึ้นมาย่อมใช้ต้นทุนสูงกว่าน้ำผิวดิน ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดและมั่นคงยั่งยืน” 

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยอมรับว่า ที่ผ่านมาภารกิจกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพียงแค่นำน้ำขึ้นมาจากใต้ดินก็จบ แต่ความจริงไม่ใช่เพราะจะต้องมีการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายต่อยอดการใช้น้ำ โดยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้น้ำทุกหยดที่นำขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการเพียงแค่บันไดขั้นแรกเท่านั้นคือการสูบน้ำขึ้นมาจากใต้ดิน  

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

“ที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลนำน้ำขึ้นมาถือว่าภารกิจจบ แต่ความจริงมันยังไม่จบ มันต้องบริหารจัดการกระจายน้ำต่อไปโดยร่วมกับภาคีเครือข่ายแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับภูมิสังคมบริเวณนั้นด้วยว่าปลูกพืชอะไร พืชชนิดใด ทำการเกษตรแบบไหน มีระบบกระจายน้ำเป็นอย่างไรให้เป็นไปตามต้องการของเกษตรกร” 

 รศ.ดร.วิโรจ ยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีโครงการแปลงใหญ่น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.เข้ามาร่วมกันจัดทำโครงการนำร่องต้นแบบ )

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ กาญจนบุรี ลำพูน เพชรบูรณ์ ยโสธร เลยและสระแก้ว ปรากฎว่ามีเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 300 รายมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 3,000 ไร่ และมีปริมาณการใช้น้ำรวม 657,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อการทำเกษตรแปลงใหญ่และขณะนี้กำลังดำเนินการต่อยอดโครงการปีที่สองอีก 17 แห่งเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรของประเทศมากขึ้น

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยังกล่าวถึงบันได 3 ขั้นโครงการแปลงใหญ่น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โดยขั้นแรกเป็นภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ต้องนำน้ำขึ้นมาจากใต้ดิน จากนั้นไปสู่ขั้นที่สองมีการกระจายน้ำไปสู่แปลงปลูก

แต่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนโดยมีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ใช้น้ำเป็นผู้ผลิตร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต.เทศบาล ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการน้ำและดูแลพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อก้าวไปสู่บันไดขั้นที่สาม คือ การหาตลาดรองรับ 

“หลังจากที่ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่น้ำเพื่อการเกษตรของกระทรวงทรัพย์ฯในปีแรกก็ได้ทำโครงการนำร่องต้นแบบขึ้น 6 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลโครงการและกำลังต่อยอดปีที่สองอีก 17แห่งตามภูมิสังคมที่ไม่เหมือนกันทั้งชนิดพืชที่ปลูกและสภาพน้ำจะต้องไปด้วยกัน อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลร่วมกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน”รศ.ดร.วิโรจ ย้ำทิ้งท้าย