‘เฉลิมชัย’นำทีมลงใต้ ติดตามความก้าวหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609223

'เฉลิมชัย'นำทีมลงใต้ ติดตามความก้าวหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 23.10 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมลงใต้ ติดตามความก้าวหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามความก้าวหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ณ อ.เมือง จ.ตรัง ว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในรอบหลายปีที่ผ่าน ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนของราษฏร รวมถึงข้อมูลสถิติฝนตกหนักในรอบ 25 ปี จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำตรัง 1,467 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งศักยภาพแม่น้ำตรังนั้น สามารถรับได้ประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำเป็นต้องออกแบบคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อระบายน้ำส่วนเกิน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้เร่งดำเนินโครงการดังกล่าว จากกรอบวงเงินโครงการ 1,482.50 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (2559 – 2565) ซึ่งเป็นการขุดคลองผันน้ำ ความยาว 7.55 กิโลเมตร กว้าง 102 เมตร ลึก 4.5 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำหนองตรุด บริเวณต้นคลองผันน้ำ และประตูระบายน้ำคลองช้างบริเวณปลายคลองผันน้ำ สามารถระบายน้ำได้ 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงงานอาคารประกอบ ประกอบด้วย การก่อสร้างสะพานรถยนต์ 5 แห่ง และก่อสร้างอาคารรับน้ำ 20 แห่ง

หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ ต.หนองตรุด ต.นาโต๊ะหมิง และ ต.บางรัก ในเขต อ.เมือง จ.ตรัง คิดเป็นพื้นที่ 10,525 ไร่ และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรและการอุปโภค ในฤดูแล้งได้ประมาณ 3.2 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการฤดูฝนประมาณ 10,000 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 3,000 ไร่ อีกทั้งในช่วงฤดูแล้งจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการผลักดันการรุกตัวของน้ำเค็มเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ ช่วยผลิตน้ำประปาปีละ 1.74 ล้าน ลบ.ม. ด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน และพร้อมเข้ามาดำเนินการสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับในปี 2564 นี้ กรมชลประทานได้มีแผนการเตรียมความพร้อมช่วงฤดูน้ำหลาก โดยมีการขุดเปิดช่องทางการระบายน้ำบริเวณสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก กม. 1+260 เพิ่มเติม (ดำเนินการโดยกรมทางหลวง) และการผันน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากช่วงเดือน (ต.ค.64 – ธ.ค.64) โดยติดตั้งบานระบายน้ำแล้วเสร็จ ที่ประตูระบายน้ำ กม.7+250 ทำให้สามารควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าคลองผันน้ำได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) จำนวน 10 ราย และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ พันธุ์ปลากระแห (ปลาลำปำ) จำนวน 50,000 ตัว พันธุ์ปลายี่สกเทศ จำนวน 50,000 ตัว พันธุ์ปลาสร้อยนกเขา จำนวน 50,000 ตัว พันธุ์ปลาสร้อยลูกกล้วย จำนวน 50,000 ตัว พันธุ์ปลาซิวควาย จำนวน 5,000 ตัว และลูกพันธุ์ปลาบ้า (ปลาสุลต่าน) ภายใต้โครงการโรงเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) จำนวน 1,000,000 ตัว รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,205,000 ตัว อีกทั้งยังมีบริการประชาชน โดยจัดเตรียมพันธุ์แหนแดง เพื่อนำไปใช้เพาะพันธุ์และเป็นอาหารปลา ลดต้นทุนการผลิต จุลินทรีย์น้ำเพื่อนำไปเป็นหัวเชื้อและใช้สำหรับบำบัดน้ำเสียในบ่อปลา และพันธุ์ปลาสวยงาม (ปลาคาร์บ) เพื่อแจกให้เกษตรกร จำนวนรายละ 1 ชุด รวม 50 รายด้วย

‘เฉลิมชัย’ปฏิรูปกลไกบริหารจัดการผลไม้วาง3กระทรวง‘เกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608972

‘เฉลิมชัย’ปฏิรูปกลไกบริหารจัดการผลไม้วาง3กระทรวง‘เกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์’

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.01 น.

“เฉลิมชัย”ปฏิรูปกลไกบริหารจัดการผลไม้วาง3กระทรวง“เกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์”รับผิดชอบการผลิตการแปรรูปการตลาด พร้อมเห็นชอบแผนงบประมาณปี2565ตั้งทีมขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้และสนามบินจันทบุรีมอบ”อลงกรณ์”เป็นประธาน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (หรุ้ทบอร์ด)ครั้งที่ 1/2565 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) Application ZOOM Cloud Meetings พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง  กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัด กษ. นายประยูร อินสกุล รองปลัด กษ. นายสมบัติ ตงเต๊า รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  นายอนันต์ แก้วกำเนิด รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนผู้ประกอบการ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ และนายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมประชุมขับเคลื่อน

โดยนายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงผลการดำเนินงานการบริหารจัดการผลไม้ในรอบฤดูกาลผลิตที่ 2/2564 ทั่วประเทศ ผลการจัดประชุมกลุ่มย่อย Focus group เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 โดย กระทรวงพาณิชย์ และร่วมกันพิจารณาโครงการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 ที่เสนอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ของภาคเหนือ (ลำไย) และภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ในภาพรวมสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 – 2566 โดยจังหวัดสามารถบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ.2558 – 2564 และในเชิงปริมาณที่เน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน โดยผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) ปริมาณ 671,308 ตัน และผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปริมาณ 785,459 ตัน มีการกระจายผลผลิตผ่านกลไกตลาดปกติ โดย คพจ. และเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าราคาต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ 30

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้กระทบต่อแผนการบริหารจัดการผลไม้ทำให้ทั้งการส่งออก การแปรรูป และการกระจายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน นั้น ได้มีการจัด Focus group วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้ โดยร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตถึง “ปัญหาและอุปสรรค” (Pain Point) ใน ประเด็นโครงสร้าง ระบบ และการบริหารจัดการ Fruit Board ประเด็นกลไกการทำงานในภาวะวิกฤต ประเด็นแผนงาน โครงการ และงบประมาณ รวมไปถึงแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มและแบรนดิ้ง (Branding) ผลไม้ การพัฒนากลไกการค้าผลไม้และการตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ การบริหารจัดการล้ง การบริหารจัดการระดับ Area based ผลไม้ภาคตะวันออก-ใต้-ใต้ชายแดน การบริหารจัดการระดับ Area based ผลไม้ภาคเหนือ การจัดการปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้รายสินค้า (ทุเรียน, ลำไย, มังคุด, เงาะ, ลองกอง และมะม่วง) โดยข้อมูลดังกล่าวได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รับทราบและพิจารณาใช้ประโยชน์ และนำมาวางแผนเพื่อรับมือวิกฤติการณ์ในรูปแบบต่างๆ ในอนาคต

อย่างไรก็ดีคณะกรรมการฯ รับทราบคำสั่งของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ดในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ครอบคลุมทั้งระบบ ประกอบด้วย

1. คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้โดยมีคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลิต คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการตลาด คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคอื่นๆ

2.คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ซึ่งประกอยด้วยคณะทำงานพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ คณะทำงานศึกษาเสถียรภาพกลุ่มสินค้าลำไย คณะทำงานศึกษาเสถียรภาพกลุ่มสินค้าทุเรียน คณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าทั้งระบบ

ในด้านการรองรับและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นประกอบกับภาพรวมผลไม้ไทยจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 3,500,000 ตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 8%  โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด มาตรการรองรับผลไม้ ปี 2565 ล่วงหน้า 6 เดือน ประกอบด้วยมาตรการเร่งรัดตรวจและรับรอง GAP ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2565 ไม่ต่ำกว่า 120,000 แปลง มาตรการช่วยผู้ประกอบการหรือเกษตรกรหรือล้งกระจายผลผลิตผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3 บาท ปริมาณ 80,000 ตันมาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกโดยจะช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท ปริมาณ 60,000 ตัน กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร สนับสนุนให้มีการใช้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญา การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านผลไม้ โดยจะสนับสนุนให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรได้ทราบว่าขายผลไม้ได้เท่าไหร่ มีคนซื้อที่มีหลักประกัน เซ็นสัญญาตามกฏหมายชัดเจนไม่ต่ำกว่า 30,000 ตัน มาตรการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในประเทศ ประสานงานกับสายการบินต่างๆ เปิดโอกาสให้โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยฟรี 25 กิโลกรัม ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 เป็นต้นไป

มาตรการช่วยสนับสนุนกล่อง พร้อมค่าจัดส่งผลไม้ที่ขายตรงจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ไปยังผู้บริโภคโดยตรงโดยสนับสนุนกล่องมากขึ้นกว่าปี 2564 ที่สนับสนุน 200,000 กล่อง ปี 2565 จะสนับสนุนถึง 300,000 กล่อง

ซึ่งในช่วงที่ผลไม้ออกเยอะ กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้มีรถเร่ รถโมบาย ไปรับซื้อผลไม้และนำออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยปี 2557 จะสนับสนุนที่15,000 ตัน พร้อมทั้งประสานงานกับห้างท้องถิ่นและปั๊มน้ำมันต่างๆ เปิดพื้นที่ระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรโดยเพิ่มปริมาณจากปี 2564 ที่ช่วย 1,500 ตัน ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 5,000 ตัน รวมทั้งจะทำเซลล์โปรโมชั่นในการส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศซึ่งใช้ชื่อโครงการ Thai Fruits Golden Months ดำเนินการในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ 12 เมือง เช่นเดียวกับปี 2564 ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลดีมาก

นอกจากนี้ยังมีการจัดการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางธุรกิจในระบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า OBM มุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น อินเดียและรัสเซียเป็นต้น การส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศในรูปแบบ THAIFEX – Anuga Asia จัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ระดับนานาชาติ ช่วงเดือนพฤษภาคม 65 ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 การเร่งจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยไปในประเทศต่างๆทั่วโลกเป็น 5 ภาษา เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย รวมทั้งจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกษตรกรกลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการค้าออนไลน์เพื่อขายตรงให้กับผู้บริโภคและจะเพิ่มเติมหลักสูตรการส่งออกเบื้องต้นให้ด้วย ตั้งเป้าอบรมเกษตรกรให้ได้อย่างน้อย 1,000 ราย  มาตรการขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อให้สามารถดำเนินการเก็บผลไม้และส่งเสริมการขายผลไม้ได้ต่อไปโดยในบางช่วงที่ขาดแคลนแรงงาน ให้ กอ.รมน.ส่งกำลังพลเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้  โดยกระทรวงพาณิชย์จะสั่งการให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศประสานงานกันช่วยระบายผลไม้ของเกษตรกรทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศต่อไป ให้มีความเข้มข้นขึ้นนอกจากนั้นกระทรวงพาณิชย์และจังหวัดยังจะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลไม้ที่มีคุณภาพ และได้ราคาดีไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายชั่งตวงวัดโดยเคร่งครัดต่อไป

นายอลงกรณ์ ระบุว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นชอบ โครงการบริหารจัดการผลไม้ 2565 ที่เสนอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ประกอบด้วยงบประมาณ เงินจ่ายขาด จำนวนเงิน 113.13726 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงิน 109.842 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนค่าบริหารจัดการกระจายผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต และวงเงิน 3.29526 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและติดตามกำกับดูแลของ หน่วยงาน ซึ่ง คณะกรรมการ fruit Board ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ และ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้จัดตั้งตามโครงสร้างใหม่นำเสนอแผนงานโครงการและงบประมาณเพื่อ ขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้ในการประชุมคราวหน้าขณะเดียวกันFruit Board ยังมีมติจัดตั้งคณะทำงานศึกษาโครงการศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้และสนามบินจังหวัดจันทบุรี โดยให้นำเสนอผลการพิจารณาในการประชุมฟรุ้ทบอร์ดครั้งต่อไปเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ด้วย

ทุ่งมหาราชโมเดล ใช้นวัตกรรมช่วย บริหารจัดการน้ำ เพื่อเกษตรกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608891

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา น้อมนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้โดยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนเกิดผลของการบริหารจัดการน้ำ ที่มีอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการผลิตข้าวนาปรัง

จากการประชุมภาคีหน่วยงานภาครัฐร่วมกับกลุ่มผู้นำเกษตรกรแปลงใหญ่ มีการเสนอให้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำทุ่งทะเลมหาราช ที่เก็บน้ำได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทานมีแผนระบายน้ำออกจากทุ่งดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปี เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ รอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 10 กล่าวว่า เมื่อปลายปี 2563 ต่อเนื่องต้นปี 2564 ขาดแคลนน้ำ ทางศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ก็เห็นว่าน้ำจากที่หนึ่งที่จะระบายทิ้งเพื่อการเก็บเกี่ยว น่าจะไปช่วยเหลือพื้นที่หนึ่งซึ่งกำลังต้องการใช้น้ำ จึงประสานในแง่ภูมิประเทศ ทางหลักการชลประทาน พบว่ามีศักยภาพสามารถทำได้ ใช้แม่น้ำลพบุรี และอาคารชลประทานผันน้ำ จากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก

ขณะที่ นายพิสิฐ พรหมนารท ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า น้ำทุ่งทะเลมหาราช จะถูกปล่อยทิ้งปีละกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับมวลน้ำในพื้นที่นาลุ่ม จ.พระนครศรีอยุธยา แล้ว เทียบเท่าน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ราว 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงร่วมมือกับสำนักชลประทานที่ 10 รวบรวมข้อมูลโครงการส่งน้ำชลประทาน เสนอแผนจัดการน้ำเพื่อการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯแก้ไขปัญหาน้ำ ลดผลกระทบควบคู่เก็บกักไว้ใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608894

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยมี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานฯ ที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่ง ดร.ทวีศักดิ์ เผยว่า ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถานี C2 จ.นครสวรรค์ วัดปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,572 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง 141 ลบ.ม./วินาที ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,749 ลบ.ม./วินาที

ทั้งนี้ ทางกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการผันน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งรวม 407 ลบ.ม./วินาที แบ่งเป็นฝั่งตะวันตก (คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย) ในอัตรา 371 ลบ.ม./วินาที
ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มการรับน้ำเข้าแม่น้ำท่าจีนในอัตรา 131 ลบ.ม./วินาที พร้อมจัดจราจรทางน้ำเพื่อเร่งการระบายและลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ฝั่งตะวันออก (คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองชัยนาท-อยุธยา) ในอัตรา 36 ลบ.ม./วินาที พร้อมระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในอัตรา 900 ลบ.ม./วินาที โดยจะทยอยปรับลดการระบายแบบขั้นบันได โดยพิจารณาตามปริมาณน้ำ ช่วงเวลาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน และความปลอดภัยของเขื่อน

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำ ชี-มูล มีการควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนในลุ่มน้ำชี ในปริมาณที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความจุของลำน้ำชี ควบคุมตัวปริมาณน้ำก่อนจะไหลลงไปสมทบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากในแม่น้ำมูลเอง มีน้ำท่าไหลหลากจากทางตอนบนลงสู่แม่น้ำมูล เช่นกัน เป็นการบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ พร้อมกันนี้ยังเร่งเดินเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำมูล ที่บริเวณอ่างสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำมูล ลงสู่แเม่น้ำโขง ให้เร็วขึ้น

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 52,626 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักฯ) มีปริมาณน้ำประมาณ 12,977 ล้าน ลบ.ม. คาดการณ์ว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จะมีปริมาณน้ำเก็บกักทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 55,982 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะมีปริมาณ 13,984 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทาน วางแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี’64/65 ตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อรักษาระบบนิเวศ สำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อการเกษตร

ศูนย์วิจัยฯแก้น้ำแล้ง นาเกษตรกรกรุงเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608892

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพิสิฐ พรหมนารท ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในทุกขั้นตอน ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ชาวนามีความยั่งยืนในอาชีพ มีการเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ เมื่อปี 2560 ได้ส่งเสริมการปลูกข้าวเหลื่อมเวลาเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ป้องกันปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง ในพื้นที่ทุ่งทะเลมหาราชของเกษตรกรแปลงใหญ่บางนาน้ำเต้า ต.บางนา อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งชาวบ้านมองเห็นวิธีแก้ปัญหา จึงเสนอวิธีการให้ศูนย์ฯ ช่วยประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

ขณะที่นายบุญประกอบ แซ่ลิ้ม ผู้จัดการกลุ่มแปลงใหญ่บางนาน้ำเต้า กล่าวว่า แปลงใหญ่ปลูกข้าว มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ เกษตรกรประมาณกว่า 60 ราย พบปัญหาภัยแล้ง จึงหาวิธีหาแหล่งน้ำ โดยเล็งเห็นว่าทุ่งทะเลมหาราช มีมวลน้ำเยอะ
จึงเสนอต่อภาครัฐ นำน้ำจากทุ่งดังกล่าวมาช่วยพี่น้องเกษตรกรทั้งนี้ การแก้ปัญหาน้ำแล้งเป็นหลักในบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อเกิดเป็น “ทุ่งมหาราชโมเดล” ซึ่งบูรณาการร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาช่วยดำเนินงานจนสามารถบรรลุผลได้อย่างดีเยี่ยม

เกษตรกรยิ้มออกปาล์มน้ำมันราคาพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608893

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธวัช จิตรชวาล เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ต.บางหมาก อ.กันตัง จ.ตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันราคาปาล์มเกรดพรีเมียม เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 20% อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท แต่ 18% อยู่ที่ประมาณ 8-8.20 บาท ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ราคาปาล์มสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน ชะงัก ตัดและส่งออกไม่ได้ แต่ผลผลิตของไทยส่งออกจีนและอินเดีย ได้มากขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านี้ชาวสวนปาล์ม ได้ผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขและช่วยเหลือชาวสวนปาล์มในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการประกันราคาปาล์ม การนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในโรงไฟฟ้า หรือผลิตเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมทั้งติดตั้งมิเตอร์วัดปริมาณน้ำมันดิบในทุกโรงงาน เพื่อป้องกันลักลอบการนำเข้าปาล์มน้ำมัน

นายธวัชกล่าวต่อว่า แม้ว่าจะมีความสมเหตุสมผลของราคาก็ตาม แต่อนาคตคงมีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริม ตนยังเชื่อว่าราคานี้จะอยู่ไปจนถึงสิ้นปีนี้หรือถึงปีหน้า จนกว่าสถานการณ์ต่างๆ ทั่วโลก จะเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นปกติ จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าราคาจะเป็นอย่างไร แต่ก็หวั่นเกรงมาตรการรัฐที่เตรียมจะปรับลดการใช้น้ำมันบี 10 ซึ่งทำจากปาล์มน้ำมัน เป็นน้ำมันบี 6 จะทำให้กระทบชาวสวน โดยเฉพาะการที่กลุ่มประเทศยุโรป ประกาศว่าในปี 2023 จะมีการบังคับใช้น้ำมันยูโรไฟล์คือน้ำมันที่ไม่มีโบโอดีเซลผสมอยู่เลย ซึ่งจะมีผลกระทบถึงเครื่องยนต์ต่างๆ ที่ต้องผลิต เพื่อรองรับการใช้น้ำมันชนิดนี้ด้วย หากประเทศไทยไม่ยอมทำตาม ก็อาจถูกกลุ่มประเทศยุโรปกลั่นแกล้ง เหมือนที่เคยพบปัญหามาแล้ว ทั้งเรื่องการทำประมง หรือการใช้แรงงานต่างด้าว

ด้าน น.ส.สายฤทัย นวลแก้ว อายุ 28 ปี เจ้าของลานเทพื้นที่ ต.บางหมาก อ.กันตัง ระบุว่า ราคาปาล์มใหญ่กิโลกรัมละ
8 บาทเศษ ส่วนปาล์มเล็กราคา 7.9 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าเป็นราคาที่ดีในรอบหลายปีขณะนี้ลานรับซื้อปาล์ม ก็แย่งกันซื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องยึดตามราคาโรงงานปาล์มเป็นหลัก

รายงานพิเศษ : เนรมิตป่าคอนกรีตลานจอดรถเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608649

รายงานพิเศษ : เนรมิตป่าคอนกรีตลานจอดรถเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาพที่เห็นอยู่นี้ เป็นลานจอดรถของห้างลีวิวัฒน์สาขา 7 ที่มีการวาดภาพ Street Art ตึก 7 ชั้น 35 เมตร โดยคุณสมศักดิ์ อรุโณประโยชน์  ประธานกลุ่ม หจก.ลีวิวัฒน์ มีแนวคิด ในการพัฒนาลานจอดรถซึ่งมีป่าคอนกรีตโดยรอบให้มาเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ ตั้งแต่ปากทางเข้าลานจอดรถถนนไทรบุรี จะมีซุ้มไม้ดอกไม้ประดับ สองข้างทาง รวมทั้งกลุ่มตรงกลางที่เป็นทางแยก เข้า-ออกของรถก็จะทำเป็นศาลาทรงไทยประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์นานาชนิดและมีเก้าอี้ม้าหินสำหรับนั่งพักผ่อนในศาลาด้วย เนื่องจากตนเองมีความชอบในเรื่องไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้วจึงต้องการที่จะนำไม้ดอกไม้ประดับ มาทำเป็นสวนดอกไม้ บริเวณลานจอดรถให้เป็นสีเขียว

อีกทั้งงาน Street Art ตึก 7 ชั้น สูง 35 เมตร ก็จะแล้วเสร็จในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่จะมาชื่นชมกับภาพ Street Art 
และนำรถมาจอดที่ลานจอดรถก็ยังจะได้ชื่นชมกับความสวยงามของสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด หลากหลายสายพันธุ์ ที่สร้างความร่มรื่นสวยงามเขียวชอุ่มบริเวณลานจอดรถ เพื่อให้ลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในห้างสามารถเข้ามาชื่นชมกับสวนไม้ดอกไม้ประดับบริเวณลานจอดรถตรงนี้ได้ โดยทางห้างเปิดสวนไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน คุณสมศักดิ์ ก็ได้มีไอเดียในการพัฒนาดัดแปลงคูระบายน้ำโดยรอบบริเวณลานจอดรถให้กลายมาเป็นบ่อเลี้ยงปลา ที่มีทั้งปลาดุกปลานิล และปลาทับทิม โดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียนตลอดเวลาตามหลักวิชาการ รวมทั้งให้อาหารเม็ดแทนอาหารสด มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 7 วันและมีพนักงานของห้างคอยดูแลทำความสะอาดภายในสวนไม้ดอกไม้ประดับแห่งนี้

สำหรับคูน้ำบ่อเลี้ยงปลาก็มีฝาปิด เป็นช่วงๆและใช้ไม้ดอกไม้ประดับ มาประดับบริเวณฝาปิดให้กลมกลืน ภายในสวนดอกไม้อย่างลงตัวจะเห็นได้ว่า ภายในสวนแห่งนี้จะมีไม้ดอกไม้ประดับกว่า 100 ชนิด ที่นำมาประดับอย่างลงตัวและมีทางเดินให้กับประชาชนที่สนใจเข้ามาเที่ยวชมได้ตลอดเวลาเข้าชมฟรีและจะเข้าไปถ่ายเซลฟี่กับไม้ดอกไม้ประดับก็ได้

นายวิบูลย์ อรุโณประโยชน์ บุตรชายของคุณสมศักดิ์ กล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีวัตถุประสงค์และการสร้างสวนดอกไม้มาจาก คุณพ่อผมท่านชอบต้นไม้ ก็เลยอยากจะให้สร้างบรรยากาศบริเวณลานจอดรถที่เป็นป่าคอนกรีตเฉยๆ ต้องการจะสร้างความร่มรื่น บรรยากาศสำหรับคนที่มาจอดรถแล้วได้เห็น แทนที่จะได้เห็นคอนกรีตเห็นตึกโดยรอบก็จะได้เห็นความร่มรื่นขึ้นมา แล้วก็ตัวท่านเองก็อยากจะให้ต้นไม้ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีๆ ร่มรื่นเมื่อจอดรถจะได้เห็นต้นไม้ ระหว่างรอการจับจ่ายใช้สอย ก็จะมีการนั่งนกชมไม้ไปก่อน อันนี้เป็นความคิดของคุณพ่อ

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

อว.นำทีมลงพื้นที่ช่วยผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลสร้างรายได้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608643

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรืองเลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษา รมว.อว.พร้อมคณะ และหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ฯลฯ ลงพื้นที่ ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม พบผู้ประกอบการกลุ่มอาชีพแปรรูปอาหารทะเล (หอยแมลงภู่) เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพตามมาตรฐาน โดยมี น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.สมุทรสงคราม ต้อนรับ

จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ประกอบการต้องการพัฒนากระบวนการผลิต สำหรับผลิตภัณฑ์จากหอยแมลงภู่ให้ได้รับมาตรฐาน หลังจากใส่บรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค อีกทั้งต้องการแปรรูปเปลือกหอยแมลงภู่ให้เกิดประโยชน์ มีมูลค่าเพิ่ม จึงเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์มาทดสอบคุณภาพ พร้อมให้คำปรึกษาในการพัฒนากระบวนการผลิต การขอมาตรฐาน เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ประกันคุณภาพและเพิ่มคุณค่าทางอาหาร

พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเครือข่าย U2T มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และสมาพันธ์ SMEดึงความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์มาร่วมผลักดันผู้ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนพึ่งตนเองได้

ศูนย์ฯชุมแพหนุนวิจัยช่วยนาแปลงใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608647

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกิจติพงษ์ เพ็งรัตน์ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ กล่าวว่า บทบาทภารกิจหลักของศูนย์ฯ คืองานวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่รับผิดชอบ คือจ.เลย และขอนแก่น บางส่วน และชัยภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตแล้ง ศูนย์ฯ ได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ต้านทานความแห้งแล้งต้านทานโรคไหม้ ซึ่งมักจะพบเป็นปัญหาสำคัญในเขตนี้ และให้ทนทานต่อวัชพืช แล้วมีพันธุ์ข้าวที่เป็นข้าวไร่พื้นที่ชายขอบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 6 ที่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ มีลักษณะเฉพาะตัว

สำหรับโครงสร้างของศูนย์ฯ มีฝ่ายบริหารทั่วไป ให้บริการเกี่ยวกับงานธุรการ กลุ่มวิชาการ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการจัดทำแปลงสาธิต แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อกระจายสู่เกษตรกรให้ได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ศูนย์ฯยังดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบด้วยนาแปลงใหญ่ โครงการข้าวอินทรีย์ โครงการข้าว GAP โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งรับผิดชอบ 2 จังหวัด นาแปลงใหญ่ใน จ.เลย มีอยู่ 4 กลุ่ม จ.ชัยภูมิ มีแปลงใหญ่ 235 กลุ่ม และมีโครงการสมาชิกนาแปลงใหญ่ที่เข้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด 128 กลุ่ม

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการนาแปลงใหญ่ คือลดต้นทุนการผลิต ศูนย์ฯ มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น เครื่องหยอด ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ ถ้าเกษตรกรปลูกเอง นาหว่านจะใช้ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นนาหยอด จะใช้ประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ อีกอย่างคือเพิ่มคุณภาพผลผลิต ศูนย์ฯ เข้ามา
ส่งเสริมเรื่อง GAP ให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ผ่านมาตรฐาน GAP ต่อยอดโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเป็นลักษณะไข่ขาวไข่แดง คือมีพื้นที่ซึ่งเป็นไข่แดง เพื่อเกิดผลดีกับเกษตรกรอย่างมั่นคงอีกด้วย

อำเภอเบตงจัดกิจกรรมจิตอาสา น้อมรำลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608644

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง นางมุกดา ยังอภัย ณ สงขลา นายกกิ่งกาชาด อำเภอเบตง นายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาลได้เดินทางมาบ้านนายทวีป ลาแซ อายุ 59 ปี ซึ่งอำเภอเบตง  ร่วมกับ เทศบาลเมืองเบตง ได้จัดกิจกรรมปรับปรุงซ่อมแซมพร้อมจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทำห้องน้ำเพื่อมอบให้กับผู้ยากไร้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตรัชกาลที่ 9

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลาเปิดเผยว่า ทางอำเภอเบตง ได้คัดเลือกประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ด้อยโอกาส แต่มีความขยันในการประกอบสัมมาชีพ แต่ขาดการช่วยเหลือจากทางภาครัฐไม่มีที่อยู่อาศัยและห้องน้ำที่มีสภาพที่ไม่ถูกลักษณะและให้ดำเนินการสร้างหรือปรับปรุงซ่อมแซมพร้อมจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้เป็นไปอย่างประหยัดคุ้มค่าและใช้แรงงานจากชุมชนและการร่วมแรงร่วมใจของ กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และประชาชนในพื้นที่เป็นหลักเพื่อความสมานฉันท์สามัคคีในชุมชน ณ บ้านเลขที่ 50/1 ถนนกาแป๊ะกอตอ 1 ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา และได้เดินทางไปบ้านนายศักดาเดช ลาแซ อายุ 36 ปี และนางสาวฟาตีเมาะ อาบู อายุ 34 ปี เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนางสาวฟาตีเมาะ โดนคนร้ายลอบยิงเข้าที่บริเวณต้นขาทะลุ ตัดเส้นประสาท ขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ ปี 2552 ที่ผ่านมาและได้ย้ายมาอยู่บ้านสามีที่อำเภอเบตง เพื่อรักษาอาการ ขาไม่มีแรง และต้องให้สามีคอยช่วยเหลือในการไปไหนมาไหน ทางอำเภอเบตง จึงได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและได้เดินทางไปมอบแท็งก์น้ำขนาด 3.000 ลิตรให้กับโรงเรียนเบตงจูเนียร์คอลีฟะศึกษา ในพื้นที่ ต.ธารน้ำทิพย์ เพื่อให้เด็กเล็กในโรงเรียนได้ดื่มน้ำสะอาด