กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในโอกาสนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายรายงาน และวัตถุประสงค์การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 และเบิก นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้เบิกตัว คณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ 8 ราย  เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 4 ราย และผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯจำนวน 29 รายเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ก่อนมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

จากนั้น เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุด “สู่ขวัญข้าว เชิญแม่โพสพ คืนนา สืบสานพระราชปณิธาน” ซึ่งจัดแสดงโดยศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก และเยาวชนกลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอรรคฮาตสี พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านข้าวของกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีต่างๆ ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ณ แปลงนาสาธิต ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดา

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจยังสามารถเข้าร่วมชมงานได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

– 006

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ติดตามเฟส 3 – วาง Buffer Zone แก้จราจร กทท.รายงานงานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้ากว่า 95% เร่งสรุปแนวทางส่งมอบพื้นที่ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน รองรับโลจิสติกส์ระยะยาว ยึดประโยชน์รัฐเป็นหลัก

วันนี้ (5 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญของท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

นายสรรเพชญฯ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่องจากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ กทท. เดินหน้าโครงการให้ชัดเจนในทุกประเด็น ทั้งด้านพื้นที่ เทคนิค สัญญา และการทำงานกับคู่สัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ให้รัฐเสียประโยชน์

ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ ได้รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าประมาณ 19.82% และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง

สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย  คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574

นายสรรเพชญฯ ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ

ในระยะยาวให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

015

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.09 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงบูชาแม่โพสพ เทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ บริเวณลานหน้ากรมการข้าว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานด้านข้าวของประเทศ และเป็นการรำลึกถึงคุณค่าความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย ผู้เป็นรากฐานสำคัญของภาคการเกษตรไทย

พิธีดังกล่าวประกอบด้วยการสักการะแม่โพสพ ศาลพระภูมิ และเจ้าที่ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Fanpage กรมการข้าว Rice Department เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมรับชมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอันเป็นมงคล

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรมการประกวดวาดภาพ “ชาวนาในฝัน” รวมถึงเยี่ยมชมนิทรรศการด้านข้าว นวัตกรรมการเกษตร และบูธจำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านข้าวที่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงาน

ทั้งนี้ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชน และผู้สนใจเข้าร่วม งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี พระพันปีหลวง” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายในงานพบกับนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านข้าว การจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ การแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวนาไทย

หวั่นสูญ 2 พันล้าน สมาคมกุ้งไทย จี้รัฐเร่งเจรจา หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

หวั่นสูญ 2 พันล้าน สมาคมกุ้งไทย จี้รัฐเร่งเจรจา หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

หวั่นสูญ 2 พันล้าน สมาคมกุ้งไทย จี้รัฐเร่งเจรจา หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

“สมาคมกุ้งไทย”เรียกร้องรัฐบาล เร่งเจรจากับมาเลเซีย หลังมาตรการระงับนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์เริ่มมีผล หวั่นกระทบชาวประมงพื้นบ้าน ผู้รวบรวมผลผลิต และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ พร้อมประเมินความเสียหายเบื้องต้นมากกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐเร่งติดตามสถานการณ์ โดย รมช.เกษตรฯ เรียกอธิบดีกรมประมงประชุมด่วนเพื่อหามาตรการรับมือ

2 มิถุนายน 2569 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยจากหลายจังหวัดขอเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทย เนื่องจากมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือด่วนที่สุด

โดยข้อเสนอสำคัญของสมาคมกุ้งไทย ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ กรณีประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพอวนลอยกุ้ง ผู้รวบรวมผลผลิต และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท และปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เผชิญภาวะการผลิตลดลงและความสามารถในการแข่งขันถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากเดิมที่ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกเหลือเพียงประมาณ 40,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สมาคมกุ้งไทย ยังแสดงความกังวลว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่หน่วยงานภาครัฐประเมินไว้ เนื่องจากยังมีการค้ากุ้งผ่านผู้รวบรวมผลผลิตและผู้ค้ารายย่อยตามแนวชายแดนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพอวนลอยกุ้ง รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านการตลาดและราคาผลผลิตอยู่แล้ว

ขณะที่ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รายงานว่า มาเลเซียเริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศไทยอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ปลากะพงต้องแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis : CoA) ทุกครั้งในการนำเข้า และระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การระงับนำเข้ากุ้งจากไทยของมาเลเซียเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า หลังกรมประมงไทยออกประกาศยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) สำหรับการนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแสดงและแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์ (CoA) จากห้องปฏิบัติการของรัฐหรือที่รัฐให้การรับรอง เพื่อยืนยันว่าไม่พบสารตกค้างและยาต้านจุลชีพต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เมื่อสินค้าปลากะพงขาวจากมาเลเซียนำเข้ามาถึงประเทศไทย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงจะดำเนินการอายัดสินค้าและเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ทุกรอบการนำเข้า จนกว่าจะได้รับผลการตรวจสอบ หากพบสารตกค้างหรือยาต้านจุลชีพตามที่กำหนด จะไม่อนุญาตให้นำเข้าและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขณะที่ทางการมาเลเซียระบุว่าจะพิจารณาทบทวนมาตรการระงับนำเข้ากุ้งจากไทยอีกครั้งเมื่อได้รับคำชี้แจงด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากหน่วยงานไทยครบถ้วน

ล่าสุด นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งติดตามสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยด่วน ภายหลังได้รับรายงานผลกระทบจากมาตรการระงับนำเข้ากุ้งจากไทยของมาเลเซีย

นายวัชระพล กล่าวว่า ได้เรียกอธิบดีกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเป็นการเร่งด่วน เพื่อติดตามรายละเอียดของมาตรการที่มาเลเซียประกาศใช้ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการประมงและอุตสาหกรรมกุ้งไทย รวมถึงกำหนดแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาและลดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย โดยหลังการหารือจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการของภาครัฐในการรับมือกับมาตรการดังกล่าว

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเตรียมเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ เพื่อขอให้เร่งคลี่คลายปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากมาตรการระงับนำเข้ากุ้งของมาเลเซีย

วิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสาย ทำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก กระทบพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่

วิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสาย ทำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก กระทบพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่

วิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสาย ทำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก กระทบพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

เผยวิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสายทำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก-กระทบพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่แถมยังไร้ทางออก-กรมพัฒนาที่ดินตรวจพบสารโลหะหนักสะสมในดินแปลงเกษตร “ปิยะรัฐชย์”สั่งหาวิธีสกัดกั้นเข้าสู่พืช-มองหาแหล่งน้ำใหม่

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทองคำ อินพรหม ประธานกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมสำนักงานชลประทานคลองส่งน้ำ RC1 เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหารวม 3 ข้อ ดังนี้ 1.จัดหาแหล่งน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ ให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในรายแปลง 2.เร่งรัดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่คำ ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อนำน้ำมาใช้ทดแทนน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก หลีกเลี่ยงการใช้น้ำปนเปื้อนในการทำเกษตรกรรม 3.ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ยุติการทำเหมืองแร่และหยุดทิ้งขยะลงสู่แม่น้ำสายหลัก

นายทองคำ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรใน 5 ตำบลของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้แก่ ต.แม่สาย ต.ศรีเมืองชุม ต.โป่งผา ต.เวียงพางคำ และ ต.เกาะช้าง ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 60,500 ไร่ จำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกผ่านระบบชลประทานคลองส่งน้ำ RC1, RC2 และ RC3 ในการทำนาปี นาปรัง รวมทั้งปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม หอมแดง กระเจี๊ยบเขียว และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในท้องถิ่น ทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก

“แต่สถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม ที่พัดพามากับน้ำและตะกอนดินจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน สารพิษเหล่านี้ตกค้างทั้งในดินและผลผลิต สร้างความวิตกกังวลให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก” นายทองคำ กล่าว

ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนพยายามขับเคลื่อนแก้ปัญหานี้ทุกวิถีทาง ทั้งการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนเหนือน้ำที่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อร่วมกันหาทางออก แม้ว่าปัจจุบันผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงจนเห็นได้ชัด แต่หากปล่อยให้เกิดการสะสมในระยะยาวจะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง ทว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเงียบนี้ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ประกอบกับยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ปัญหาน้ำชลประทานปนเปื้อนอย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พื้นที่เกษตร 5 ตำบลดังกล่าว อยู่นอกเขตบริการของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำที่มีแผนจะก่อสร้าง จะมีโอกาสได้ใช้น้ำจากอ่างแห่งนี้หรือไม่ นายทองคำยอมรับว่า ในทางกายภาพถือเป็นเรื่องยากเนื่องจากอยู่นอกเขตบริการ แต่ตนได้พยายามประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อหาแนวทางเสนอให้มีการวางท่อส่งน้ำ ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่คำมาพักไว้เป็นระยะ จนถึงบริเวณเหนือน้ำของคลองส่งน้ำ RC1 เพื่อให้มีน้ำสะอาดไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของอำเภอแม่สาย ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้โอกาสเป็นไปได้จะน้อย แต่ตนก็จะไม่ละความพยายาม

“ลูกบ่ไห้ ก็บ่มีใครฮู้ว่าอยากกินนม เฮาบ่อู้ว่าเฮาต้องการอะหยังแล้วไผจะไปฮู้ (ลูกไม่ร้องไห้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอยากกินนม ถ้าเราไม่พูดว่าเราต้องการอะไรแล้วใครจะไปรู้)” นายทองคำ กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ในการเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์สารโลหะหนักสะสมที่แนวโน้มจะรุนแรงขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมของน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เกษตรจังหวัดเชียงราย ประมงจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานเกษตรพื้นที่สูง ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ จากนักวิทยาศาสตร์ของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งได้รายงานผลการตรวจสภาพดินในรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากแม่น้ำสายหลัก พบว่า ในบางจุด ดินที่อยู่ห่างจากแม่น้ำกลับมีค่าการปนเปื้อนโลหะหนักสูงกว่าดินบริเวณริมตลิ่ง เนื่องจากปัจจัยด้านการพัดพาและทับถมของตะกอนดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะดำเนินการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องปีละ 2-3 ครั้ง พร้อมทั้งทำแผนที่แบ่งโซนพื้นที่เสี่ยงเป็น สีเขียว สีเหลือง และสีแดงเพื่อติดตาม

ขณะที่ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงรายเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อขยายการบริการให้แก่พื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก ได้มอบแนวทางในการหาวิธีสกัดกั้นไม่ให้สารพิษซึมเข้าสู่พืช พร้อมทั้งเร่งสร้างระบบตรวจรับรองแปลงเกษตรที่ปลอดภัยจากโลหะหนัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและรักษาตลาดสินค้าเกษตร

“ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อผลผลิตยังไม่เกิด เราต้องมีมาตรฐานมารองรับ มีเกณฑ์ที่ปลอดภัยยืนยันว่าสินค้าไม่มีสารตกค้าง จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันระดมไอเดีย โดยให้ฝ่ายวิชาการของกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาดูว่าจะมีมาตรการอะไรมารองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกภาคส่วน” รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย ชี้แจงถึงข้อจำกัดทางเทคนิคว่า โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ มีความจุ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำแม่แสลบที่อยู่ใกล้เคียง มีความจุ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพื้นที่การเกษตรใน อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน เป็นหลัก ดังนั้นพื้นที่เกษตรของ อ.แม่สาย ซึ่งอยู่นอกเขตบริการ จึงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอหากจะขยายพื้นที่ส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่อาจจะพิจารณาแบ่งปันน้ำได้เฉพาะในส่วนของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีการศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ความจุ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนในวงกว้าง จึงต้องลดขนาดโครงการลงมาเหลือเท่าปัจจุบัน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ปัจจุบันผ่านขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างกรมชลประทานรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยเดิมทีประเมินงบประมาณการจัดการพื้นที่และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และงบก่อสร้างตัวอ่างอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันอาจต้องมีการประเมินมูลค่าใหม่ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะช้าง ได้สะท้อนปัญหาเพิ่มเติมว่า อุทกภัยที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อระบบชลประทานอย่างรุนแรง โดยกระแสน้ำได้พัดพาตะกอนดินโคลนเข้ามาทับถมจนคลองส่งน้ำ RC1, RC2 และ RC3 ตื้นเขิน ซ้ำร้ายเมื่อมีการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย กลับส่งผลให้น้ำไม่ไหลเข้าสู่คลองชลประทานตามปกติ

“กลายเป็นว่ายามที่เกษตรกรต้องการน้ำ น้ำกลับไม่ไหลเข้าคลอง แต่ยามฤดูน้ำหลาก น้ำกลับไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่นาจนเสียหาย จึงอยากให้เร่งแก้ไขด้วยการขุดลอกคลองและซ่อมแซมประตูระบายน้ำที่ชำรุด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร” นายก อบต.เกาะช้าง ระบุ

ด้าน นายชัยยนต์ ศรีสมุทร คณะทำงาน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงในประเด็นนี้ว่า โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำของคลองส่งน้ำทั้ง 3 แห่ง ถูกบรรจุอยู่ในแผนแม่บทระยะยาว (พ.ศ. 2568–2575) มูลค่ากว่า 2,950 ล้านบาท ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและปรับภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำสาย โดยการเปลี่ยนระบบควบคุมประตูระบายน้ำจากแรงงานคนมาเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดจะอยู่ในโครงการนี้ด้วย  อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถเสนอโครงการเข้าสู่งบประมาณได้เร็วที่สุดในปี 2571 เนื่องจากในปีงบประมาณปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วัชระพลชูยทธศาสตร์4Sยกระดับไหมไทย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“วัชระพล ”ชูยุทธศาสตร์ 4S ยกระดับไหมไทยสู่เวทีโลก ดัน AI เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร

วันนี้ (29 พ.ค.) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานหม่อนไหม ณ ห้องประชุมนกยูงสีทอง ชั้น 7 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมหม่อนไหม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะทำงาน พร้อมด้วย นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วม โดยกล่าวว่า หม่อนไหมเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย และเศรษฐกิจชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของรัฐบาล ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่มายกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

นายวัชระพล กล่าวอีกว่า ไหมไทยจึงไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรหรือผืนผ้า แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความประณีตและวิถีชีวิตของคนไทยที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ประกอบกับการน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผ้าไทยทันสมัย เข้าถึงง่าย และสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมเชื่อว่าหากเราสามารถนำภูมิปัญญาดั้งเดิมอันทรงคุณค่าของไทยมาผสานกับนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ไหมไทยจะไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจเท่านั้น แต่จะก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ พร้อมทั้งนำพาผ้าไหมไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง” นายวัชระพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคเกษตรและอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิต ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันในตลาดสากล จึงได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ในฐานะหน่วยงาน “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมนี้ ขับเคลื่อนงานผ่านยุทธศาสตร์ 4S ได้แก่

S1 Standard & Soul มาตรฐานนำ ภูมิปัญญาหนุน มุ่งพัฒนามาตรฐานผ้าไหมไทย โดยเฉพาะตรานกยูงพระราชทานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เร่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และจัดทำ Digital Book รวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิม

S2 Smart Farmer & Smart Generation ปั้นเกษตรกรยุคใหม่และเยียวยาฐานราก แก้ไขปัญหาเร่งด่วนในการเข้าถึงต้นทุนการผลิตและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ดูแลให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์หม่อนและไหมคุณภาพดีอย่างทั่วถึง พร้อมเร่งสร้าง Young Smart Farmer และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีใน 4 ภูมิภาค ด้วยระบบ Coaching ให้กลายเป็นอาชีพที่ทันสมัย มั่นคง และน่าภาคภูมิใจสำหรับคนรุ่นใหม่

S3 Science & Solution นวัตกรรมแก้โจทย์ ยกระดับมูลค่า โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวางแผนการผลิตและระบบเตือนภัยโรคแมลง พร้อมต่อยอดโปรตีนไหมสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเครื่องสำอาง การแพทย์ และอาหารเสริม

“AI และ Big Data จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทย เพราะประเทศไทยมีองค์ความรู้และข้อมูลจำนวนมากกระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ หากสามารถรวบรวมและพัฒนาเป็นคลังข้อมูลกลางได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรในการวางแผนการผลิต เลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และบริหารจัดการการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น” นายวัชระพล กล่าว

S4 Style & Sustainability สไตล์ที่ร่วมสมัย สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งเปลี่ยนภาพจำผ้าไหมให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยจะ Rebrand ผ้าไหมไทยและตรานกยูงพระราชทานให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะวันนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ การเข้าถึงแหล่งน้ำ เงินทุน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงและกรมหม่อนไหม คือการเข้าไปดูแลปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาดิน และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตและสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวัชระพล กล่าว

ขณะที่นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งพัฒนาการผลิตและกระจายพันธุ์หม่อนและไข่ไหมคุณภาพให้เกษตรกรเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมให้มีความร่วมสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมผลักดันผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานสู่การยอมรับในระดับสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยให้คงคุณค่าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

015

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป 'Smart Member' ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เผยรายละเอียดกรณีตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่   แฉพฤติการณ์คนในเจาะฐานข้อมูลแก้ตัวเลขบัญชี สั่งฟันวินัย-อาญา-ปปง. เด็ดขาด พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุก เร่งตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” เพื่อเฝ้าระวัง ล่าสุดพบข้อสังเกตความผิดปกติในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง ยืนยันการทุจริตกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ จี้สมาชิกสหกรณ์รักษาสิทธิ์ตนเองผ่านแอป Smart Member พร้อมเตรียมยกระดับมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ด้วยระบบ AI ในปี 2569

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างสูงสุด โดยจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ได้เลือกใช้โปรแกรมบัญชีของเอกชน (ซึ่งสหกรณ์สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ) แต่ขาดการควบคุมภายในที่รัดกุม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทำการดึงข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีของเอกชนดังกล่าว นำมาประมวลผลสอบทานผ่านระบบตรวจสอบของกรมฯ จนตรวจพบความผิดปกติทางบัญชีเกือบ 100 บัญชี ที่มีเส้นทางการเงินเข้า-ออกที่น่าสงสัย เมื่อขยายผลตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับผู้สอบบัญชีภาคเอกชน พบพฤติการณ์ทุจริตว่า มีการลักลอบแก้ไขข้อมูลในระดับฐานข้อมูล (Database) เพื่อปรับแต่งตัวเลขธุรกรรมของสมาชิก โดยมีผู้กระทำความผิดร่วมกันหลายราย ซึ่งรวมถึงโปรแกรมเมอร์และผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของสหกรณ์เอง เบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการตรวจพบครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สหกรณ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่ง ไล่ออกผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 8 ราย เพื่อตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบทันที พร้อมกันนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำในการยกระดับการควบคุมภายในอย่างเร่งด่วน โดยให้ระงับการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Wi-Fi) เดิม และเปลี่ยนระบบรหัสผ่าน (Password) ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการลักลอบเจาะระบบจากภายนอก รวมทั้งได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในภาพรวม กรมฯ ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตในระบบสหกรณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้าสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสมาชิก ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบสหกรณ์ทั้งหมดกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศในขณะนี้ กรมฯ พบข้อสังเกตที่มีความเสี่ยงในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง และมีข้อมูลยืนยันการพบ  การทุจริตแล้วในสหกรณ์กว่า 300 แห่ง ซึ่งทางกรมฯ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขอเน้นย้ำและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนในฐานะ “เจ้าของสหกรณ์”      มีส่วนร่วมในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยควรติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ เมื่อผู้สอบบัญชีมีการจัดส่งเอกสารไปยังสมาชิกเพื่อขอให้ยืนยันยอด ขอความร่วมมือให้สมาชิกตอบกลับเอกสารดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีให้มีความถูกต้องแม่นยำ พร้อมกันนี้ กรมฯ ขอเชิญชวนให้สมาชิกใช้งานแอปพลิเคชัน “Smart Member” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบสถานะ และรับทราบความเคลื่อนไหวทางบัญชีของตนเองได้ตลอดเวลาและยังสามารถสอบถามข้อสงสัยได้ที่ Call Center 02 016 8888 หรือ Facebook กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับก้าวต่อไปในการยกระดับมาตรฐานระบบสหกรณ์ไทย ในปี 2569 กรมฯ กำลังวางมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ใหม่ โดยจะครอบคลุมทั้ง “มาตรฐานระบบโปรแกรม” และ “มาตรฐานผู้ใช้โปรแกรม” ซึ่งต่อจากนี้โปรแกรมบัญชีที่สหกรณ์ใช้งานจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวทั้งหมด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำหนดให้การส่งข้อมูลบัญชีต่างๆ ต้องเชื่อมโยงผ่านทางศูนย์ของกรมฯ ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการคอยตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ความเสี่ยง และแจ้งเตือนความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกความเชื่อมั่นให้กับระบบสหกรณ์ไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและประเทศในอียู

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ Ms. Christina Rueda Catry, Head of Uni-AGRI F1 พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (Directorate-General for Agriculture and Rural Development: DG AGRI) ในโอกาสเข้าพบและร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านปศุสัตว์ ณ ห้องพุทธอุดมสุข ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (DG AGRI) ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกฎระเบียบด้านปศุสัตว์ของไทย โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น มีความเข้าใจ อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีและเกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายไทยและอียู

– 006

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริการครั้งใหญ่ ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขยายพื้นที่ให้บริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ “สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์” หรือ E-LANDS ชูจุดเด่น One Stop Service สะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามจังหวัดได้แล้ว

โดยสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ยังสามารถจดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์ได้ทั่วทั้ง 63 จังหวัดที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี บึงกาฬ หนองคาย เชียงใหม่ สงขลา สิงห์บุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ อุดรธานี หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ชัยนาท ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดเลย รวมทั้งสิ้นกว่า 382 สำนักงาน

เพียงลงทะเบียนผ่านระบบ ยื่นคำขอ ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสารลดระยะเวลา และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอบโจทย์ประชาชนยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ทุกที่

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/wRg4jhCbLH0?si=Ap5ldUVyspzp3Z28

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน 'วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ'69' ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่าง วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการ ด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้าน การเกษตรสมัยใหม่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะ พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิต ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของ ทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่ว ประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนา งานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจน ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน รวมถึง การสาธิตนวัตกรรมแปลงนาอัจฉริยะด้วยโดรนการเกษตร และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบนิเวศการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิต เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิ คอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 และพิเศษสำหรับผู้ที่มา ร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับ ใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน