‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายเผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 สร้างจีโนมอ้างอิงกระบือปลักไทย วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงผลสำเร็จโครงการ “การวิจัยและพัฒนากระบือด้วยเทคโนโลยีจีโนม ปีที่ 2” ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยได้สำเร็จ พร้อมจัดตั้งระบบฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับประเทศ และสร้างองค์ความรู้สำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยด้วยเทคโนโลยีจีโนม นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับงานวิจัยปศุสัตว์ไทย และเป็นรากฐานในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักไทยอย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการในปีที่ 2 เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการวิจัย ในการนำเทคโนโลยีจีโนมมาประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพันธุ์กระบือปลักไทย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและทรัพยากรพันธุกรรมที่มีคุณค่าของประเทศ ผลงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ ลดระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาภาคปศุสัตว์ให้ก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสำคัญของโครงการ โดยสามารถสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยในระดับโครโมโซม ที่มีความสมบูรณ์สูง จัดตั้งโครงสร้างการบริหารศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ (National Buffalo Information Center : NBIC) และพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลพันธุกรรม (E-NBIC) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลพันธุกรรม พันธุ์ประวัติ และข้อมูลสุขภาพกระบือรายตัวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินค่าพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต จัดทำข้อมูลพ่อพันธุ์ (Sire Summary) และเตรียมข้อมูลสำหรับการพัฒนาชุดตรวจดีเอ็นเอ (SNP Chip) ที่จำเพาะต่อกระบือปลักไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต

ผลสำเร็จอีกประการหนึ่งของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงการประเมินพันธุกรรมกับการบริหารจัดการฝูงกระบือ โดยมีการเก็บข้อมูลลักษณะประจำตัว ข้อมูลการเจริญเติบโต และข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ เพื่อรองรับการถ่ายทอดพันธุกรรมกระบือพันธุ์ดีสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือปลักไทยในระยะยาว

ด้านนางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการเกษตรของประเทศ โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการศักยภาพของหลายหน่วยงานในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านพันธุศาสตร์สัตว์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยในอนาคต รวมถึงต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมปศุสัตว์พร้อมผลักดันให้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ในภาคสนาม ทั้งด้านการประเมินพันธุกรรม การผลิตพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกระบือและสร้างความมั่นคงทางพันธุกรรมของประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

ปศุสัตว์ยืนยันไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่ได้ส่งออกจนทำให้ปริมาณในประเทศขาดแคลน ระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารสมดุลผลผลิตภายใต้แนวทาง Egg Board ทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรง ยึดหลักเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ชี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นลงตามต้นทุน ฤดูกาล และความต้องการของตลาด

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาไข่ไก่ที่ปรับสูงขึ้นว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาพอากาศที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ยืนกรง ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาไข่ไก่ปรับตัวตามภาวะตลาด

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ปริมาณไข่ไก่ในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค และไม่มีปัญหาขาดแคลน โดยการส่งออกไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้ไข่ไก่ภายในประเทศไม่เพียงพอโดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 53.85 ล้านตัว และคาดว่าจะมีผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 43.35 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่สภาพอากาศในช่วงนี้มีความแปรปรวน ทั้งฝนตกชุกสลับกับอากาศร้อนอบอ้าวและความชื้นสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลงประมาณ 3% โดยคาดว่าเมื่อสภาพอากาศมีความแปรปรวนน้อยลง ประกอบกับการดูแลสุขภาพแม่ไก่อย่างเหมาะสม ผลผลิตจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นและลงตามปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคในแต่ละช่วง เช่น ช่วงปิดภาคเรียนที่ความต้องการใช้ไข่ไก่ในสถานศึกษาลดลง รวมถึงช่วงเทศกาลกินเจที่การบริโภคไข่ไก่ลดลง ราคาจึงมีแนวโน้มปรับลดลงตามภาวะตลาด ขณะที่บางช่วงหากความต้องการเพิ่มขึ้นหรือผลผลิตลดลง ราคาก็อาจปรับสูงขึ้น จึงต้องพิจารณาสถานการณ์ราคาในภาพรวมตามวงจรของตลาด

สำหรับการบริหารสมดุลไข่ไก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board โดยบริหารจัดการทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้หลัก เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

ในเชิงนโยบาย แนวทางของ Egg Board มุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่ ลดความผันผวนของราคา และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนการผลิตอย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของการผลิตและการรักษามาตรฐานสินค้าในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ควบคู่กันไป

น.สพ.สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเฝ้าระวังโรคระบาด รวมถึงเข้มงวดการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในภาพรวม​  ตลอดจนเพื่อ​ความ​ปลอดภัย​ของ​ผู้บริโภค

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเสริมสร้างสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมฯ และมีข้าราชการ พนักงานราชการในสังกั4ดสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้า เข้าร่วมฯ ณ โรงแรม การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 4

การจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภา4พบุคลากร ให้มีความพร้อมในการปรับตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตสินค้าเกษตรของโลกในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) ด้านสินค้าปศุสัต4ว์ปลอดภัย พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีมของบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจบรรลุเป้าหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบปศุสัตว์ไทยต่อไป

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ จังหวัดชลบุรี มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง-ควบคุมโรค ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

กรมปศุสัตว์ บูรณาการภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อให้บริการตรวจรักษา ทำหมัน ฉีดวัคซีน และผ่าตัด ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สนองพระราชดำริในการสร้างความอยู่ดีกินดีและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการฯ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกร เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวัดวังหิน ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้น้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาสืบสานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิชาการสัตวแพทย์มาใช้ในการตรวจรักษา ป้องกันโรค และส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสัตวแพทย์ได้อย่างทั่วถึง อันเป็นการสนองพระราชดำริในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

สำหรับการออกหน่วยบริการในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ได้ให้บริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร ประกอบด้วย การผ่าตัดทำหมันเพื่อควบคุมประชากรสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและโรคสำคัญในสัตว์ การตรวจรักษาสัตว์ป่วย การกำจัดพยาธิ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้านการจัดการสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง

“การดำเนินโครงการครั้งนี้ ตั้งเป้าให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนไม่น้อยกว่า 250 ราย และดูแลสุขภาพสัตว์ไม่น้อยกว่า 500 ตัว ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับจังหวัดชลบุรี สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ นำองค์ความรู้และบริการทางวิชาการไปสู่ประชาชน สนองพระราชปณิธานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ยกนิ้ว อนุทิน-ศุภจี รับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน แก้ปัญหาตรงจุด ดันราคา ปาล์ม-ยางพารา พุ่งต่อเนื่อง 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรว่า ขณะนี้ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและยางพาราที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด

นายสัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันทาง กมธ.การพาณิชย์ฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและผลกระทบจากภาวะสงคราม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยราคาปาล์มน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่กว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ แม้ต้นทุนด้านปุ๋ยและพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น ส่วนยางพาราก็ยังทรงตัวในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กมธ.ฯ มีความกังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมะพร้าว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวหลังวันที่ 12ส.ค.นี้  ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการนำเข้าข้าวโพดและข้าวสาลีจากสหรัฐอเมริกาตามโควตาภายใต้ข้อตกลงทางการค้า

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลจะมีประกาศกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้งที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 9.80 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่สิ่งสำคัญคือโรงงานอาหารสัตว์ต้องยังคงรับซื้อผลผลิตภายในประเทศตามปกติ ไม่ปฏิเสธการรับซื้อ แม้จะมีสินค้านำเข้าเข้ามาแข่งขัน เพราะหากโรงงานหยุดรับซื้อ จะส่งผลให้พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อจากเกษตรกรเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสมหันมาปลูกข้าวหอมมะลิมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงและมีตลาดรองรับ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้าวขาวยังต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยจากระบบชลประทานและผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า

“แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรโดยรวมยังเป็นไปในทิศทางที่ดี  นอกจากนี้ผมขอชื่นชมนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลและรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน โดยกมธ.ฯจะทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์และส่งต่อข้อมูลจากพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างใกล้ชิดต่อไป“ ประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อหารือกรอบแนวคิดในการเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

4 สิงหาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 4/2569 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนภารกิจการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านระบบ Zoom Meeting

ในการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการตรวจสอบภายในประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตรวจสอบภายในแล้วในหลายประเด็น ทั้งด้านการบริหารพัสดุ การใช้รถราชการ การเงินการคลัง และการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2570 ซึ่งกำหนด 3 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความมั่นคง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกระจายเมล็ดพันธุ์ และการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยังได้พิจารณาแผนปฏิบัติการดิจิทัลเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการดิจิทัลประจำปีบัญชี 2570 เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับบุคลากร รองรับการก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนการพิจารณาแผนปฏิบัติการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปี 2570 ซึ่งประกอบด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 18 โครงการ ครอบคลุมด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การเงิน การบัญชี เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมรองรับภารกิจของกรมการข้าวในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากำลังของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2570 – 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และรองรับการดำเนินงานด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“วัชระพล”ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนม ฟื้นฟู อ.ส.ค.และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ

30 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม​นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา​ศึกษา​ปี​ที่​ 3 ซึ่งคาดว่า​ จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ และในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่ง​ประเทศไทย​ (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจาก​ปัจจุบัน​ อ.ส.ค.ได้​รับโควตา​นมโรงเรียน​น้อย​ แต่ต้องรับซื้อน้ำนม​ดิบนอกเหนือ​จาก​ MOU ของสหกรณ์​มาก​ เป็นภาระที่​ต้อง​แบกรับ​ทั้งด้าน​การ​แปรรูป​และ​การ​ตลาด​

ส่วน​การ​แก้ไข​ปัญหา​เฉพาะ​หน้า​ ได้ประสาน​กับ​หน่วยงาน​ต่างๆ​ ให้​รับซื้อนมไทย-เดนมาร์ค​ ล่าสุด​ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.

ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค.ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค.2569 เวลา 08.00 – 10.00 น.ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น.และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โดยได้กำชับให้ อ.ส.ค.เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระ​พล ​ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค.หลังพบว่า​ยังมีผลิตภัณฑ์ใกล้​หมดอายุซึ่ง​ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทาง​ที่​จะเร่ง​ดำเนินการ​นอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค.อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้า​นายวัชระพล จะร่วมคณะของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้า​เกษตร​ซึ่ง​รวมถึง​ผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า​จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย และอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานพัฒนาแหล่งน้ำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แล้งซ้ำซาก ตลอดจนสถานพยาบาลและชุมชนทั่วประเทศ มีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน

นายปริญญา คุ้มสระพรม รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ที่ระบบประปาหรือแหล่งน้ำผิวดินยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 47 โครงการ รวม 48 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ ให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ในปีมหามงคล กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแนวทางขยายผลและยกระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ รวมถึงเร่งดำเนินงานในพื้นที่แล้งซ้ำซาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภคและการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนผู้เข้ารับบริการ มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงมีแหล่งน้ำสำรองรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตภัยแล้ง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำในโรงพยาบาลหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยนำองค์ความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยา เทคโนโลยีการสำรวจ และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำมาใช้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีระบบน้ำที่มั่นคง ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการใช้งาน

“การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อค้นหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมวางระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลได้อย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสะสมตัว น้ำจากชั้นน้ำบาดาลระดับลึกบางแห่งอาจมีอายุนับหมื่นปี โดยผลการศึกษาร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่า น้ำบาดาลในชั้นน้ำลึกประมาณ 200–300 เมตร บางพื้นที่อาจมีอายุประมาณ 20,000–30,000 ปี ดังนั้นแม้น้ำบาดาลจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่การสูบขึ้นมาใช้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างประหยัด เหมาะสมกับศักยภาพของชั้นน้ำ และอยู่ภายใต้หลักวิชาการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่นำขึ้นมาใช้กับปริมาณน้ำที่เติมกลับลงสู่ชั้นน้ำตามธรรมชาติ

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดทำบ่อสังเกตการณ์และระบบเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ เพื่อติดตามระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสารอันตรายลงสู่ชั้นน้ำบาดาล พร้อมส่งเสริมการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสำรองและฟื้นฟูสมดุลของระบบน้ำใต้ดิน นอกเหนือจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำบาดาลไปสู่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลบ่อน้ำบาดาล ป้องกันการปนเปื้อน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำมาปฏิบัติ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อส่งต่อแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนให้แก่ลูกหลานในอนาคต” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

'ข้าวรักษ์โลก' ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.28 น.

ก่อนที่ “ข้าวไทย” จะเดินทางถึงจานอาหารของผู้บริโภค วันนี้กระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการมุ่งเน้นเพียงผลผลิตและคุณภาพ สู่การให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวทันความต้องการของตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นแนวทางการผลิตใหม่ที่ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม

ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ การทำนาในรูปแบบใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การจัดการน้ำด้วยเทคนิค “นาเปียกสลับแห้ง” หรือการแกล้งข้าว การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างแม่นยำ การจัดการตอซังโดยไม่เผา ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ว่าที่ร้อยตรีกัมพล สุขคีรินทร์ ประธานกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 300 ราย เกิดจากการรวมตัวของวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน ส่งผลให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นางนิตยา รื่นสุข ผู้ก่อตั้งเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิต การเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว การยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP, GMP และมาตรฐาน Q ของกรมการข้าว จนสามารถต่อยอดสู่การได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านคาร์บอนมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงกระแส แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย

นายเรวัตร์ รื่นสุข ประธานศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 กล่าวว่า แปลงนาได้ดำเนินการตามแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยใช้ระบบนาเปียกสลับแห้ง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดิน พร้อมนำเทคโนโลยีท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะที่กรมการข้าวสนับสนุนมาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การลดการเผาฟาง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดร.กนกอร วุฒิวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ นับเป็นกลุ่มเกษตรกรแห่งแรกของภาคกลางที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาไทยไม่ได้จำหน่ายเพียงเมล็ดข้าว แต่กำลังส่งต่อคุณค่าของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก “เปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เพื่อโลก เปลี่ยนอนาคตข้าวไทยสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน” เพราะ “ข้าวรักษ์โลก” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของวันนี้ แต่คือ ทางรอดใหม่ของข้าวไทย ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กำลังร่วมขับเคลื่อนกับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และผลักดันข้าวไทยก้าวสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/R3n3LzTSdDc