‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

'ปิยะรัฐชย์'ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

10 มิถุนายน 69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุคบัจจุบันข้อมูลมีความสำคัญ ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เบื้องต้นจึงได้รวบรวม  10 Application & Website สำหรับเกษตรกรที่ใช้ได้ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ติดตามมาตรการภาครัฐ, บันทึกข้อมูลแปลงและกิจกรรมการเกษตร, ดูคำแนะนำเรื่องดิน-ปุ๋ย ไปจนถึงหาช่องทางซื้อขายสินค้าเกษตรและเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชที่น่าเชื่อถือ

‘บางตัวเป็นแอป บางตัวเป็นเว็บไซต์เลือกใช้ให้ตรงกับงานของตัวเองได้เลย อีกทั้งยุคนี้ข้อมูลสำคัญมาก ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และทำเกษตรได้อย่างมั่นคงขึ้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ และว่าอยากให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่อยู่ในมือเกษตรกรทุกคนใช้ให้เป็น ใช้ให้คุ้ม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
 
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) แสดงผลสำเร็จของกิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความยินดีและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 47 กิจการ รวมถึงประกาศกิจการต้นแบบ (Success Case) จำนวน 6 กิจการ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและระบบเกษตรแม่นยำจนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และมีผลผลิตที่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่อาศัยความเคยชินและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจึงผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมเริ่มแรก 19 กิจการ และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ในปี 2569 มีผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าร่วมเพิ่มเป็น 47 กิจการ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเชื่อมั่นต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาภาคเกษตรของไทย” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับพืชเศรษฐกิจที่เลือกเข้าร่วมโครงการในระยะแรก ได้แก่ มะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่เคยเผชิญปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก จากการนำระบบเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิต ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมการผลิตโกโก้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และในอนาคตมีแผนขยายผลไปสู่พืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียนและผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก

นางสาวศศิวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดโลก เทคโนโลยีอวกาศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการผลิตที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผลผลิตจากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

“แม้เทคโนโลยีจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเป้าหมายทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้จริง จากเดิมที่อาศัยการคาดเดา ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวศศิวิมลกล่าว

ด้าน นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การนำเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) และข้อมูลจากอวกาศมาช่วยให้เกษตรกร มองเห็นสถานการณ์ในแปลงเกษตรได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อน

“ในอดีตเกษตรกรจำนวนมาก ใช้ประสบการณ์เป็นหลักในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่า แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งสภาพอากาศ โรคพืช ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด การตัดสินใจโดยอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดเริ่มขาดน้ำ พืชเริ่มเครียด มีความเสี่ยงเกิดโรค หรือใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย” นายกำพลกล่าว

นายกำพลอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของระบบเกษตรแม่นยำ คือ Smart Dashboard ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม เซนเซอร์ IoT ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลภาคสนาม ก่อนนำมาวิเคราะห์และแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เกษตรกรสามารถติดตามสุขภาพพืช ความชื้นในดิน ความเสี่ยงของโรคพืช และแนวโน้มสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์มือถือ ช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งและข้อมูลดาวเทียม สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 10-30% โดยเฉพาะต้นทุนน้ำ ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตต่างๆ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ประมาณ 15-25% เนื่องจากสามารถดูแลพืชได้ตรงจุดมากขึ้น ลดความเสียหายจากโรคพืชและสภาพอากาศ รวมถึงยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอและตอบโจทย์ตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอวกาศยังช่วยให้สามารถติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนรับมือและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

“สิ่งสำคัญที่สุดในอนาคต คือการปรับวิธีคิดจากการทำเกษตรตามความเคยชิน มาเป็นการทำเกษตรที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ เพราะตลาดโลกไม่ได้ต้องการเพียงผลผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบที่มาได้ เทคโนโลยีอวกาศจึงไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายกำพลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวปิดท้ายว่า กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งส่งเสริมให้ภาคการเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับคุณภาพการผลิตในระดับต้นน้ำ เพราะเมื่อได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

'อธิบดีกรมการข้าว'พร้อมหนุน'พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร'

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”พร้อมหนุน”พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร” ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับข้าวไทย สู่ผู้นำเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกรมการข้าว ให้การต้อนรับผู้บริหารบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและกำหนดกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการผลิตข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุมครั้งนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกรมการข้าว สนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนขยายผลจากแปลงต้นแบบสู่พื้นที่เกษตรกรรมในวงกว้าง

สำหรับเป้าหมายของโครงการ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาจากการหว่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำในพื้นที่จำนวน 5,000 ไร่ พร้อมตั้งเป้าช่วยเพิ่มกำไรให้เกษตรกรได้มากขึ้นถึง 2 เท่า ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมการข้าวและบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“วัชรพล” เผย สุริยะ ลงนามหนังสือถึงรัฐมนตรีมาเลเซีย ขอเจรจาปัญหาและแนวทางแก้ไข้ หลังสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 ชนิด ยันพร้อมบินเจรจาทันทีที่มาเลเซียตอบรับ คาดได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวัชระพล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการหารือมาตรการรับมือกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย 5 ชนิดเป็นการชั่วคราว และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานให้เกิดการเจรจาระดับรัฐบาล โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง /นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายวัชระพล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซีย ซึ่งวันนี้ สมาคมกุ้งไทยเข้าหารือและเสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1 การเร่งเจรจากับมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหาการนำเข้ากุ้งไทย และ2 การผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้ง ซึ่งในการเร่งเจรจากับมาเลเซีย น้้น ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียแล้ว เพื่อขอหารือในระดับรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด

โดยคาดว่าฝ่ายมาเลเซียจะได้รับหนังสือภายในวันนี้  ประกอบกับก่อนหน้านี้ ได้ทราบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีการประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกันในเบื้องต้นแล้ว โดยไทยพร้อมส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาทันทีตั้งแต่สัปดาห์หน้าหากได้รับการตอบรับจากฝ่ายมาเลเซีย

ทั้งนี้ในช่วงก่อนการหารือระดับรัฐมนตรี ก็จะมีการประสานงานในระดับปฏิบัติการเพื่อหารือรายละเอียดทั้งปัญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยกระทรวงฯ เชื่อว่าการยกระดับการเจรจาจากระดับกรมสู่ระดับรัฐมนตรีจะช่วยให้การแก้ปัญหามีความคืบหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับข้อเสนอของสมาคมกุ้งไทยในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยช่วงปี 2569-2573  นายวัชรพล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว โดยจะมอบหมายให้กรมประมงศึกษารายละเอียดและจัดลำดับมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงแนวทางระยะกลางและระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันแผนดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังเคยชะงักจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนของความคืบหน้าการเจรจากับมาเลเซีย กระทรวงฯ คาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากหากล่าช้าเกินสิ้นเดือน อาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลผลิตและการส่งออกกุ้งของไทย
ขณะที่การนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย ไทยยังคงมาตรการตรวจสอบคุณภาพและสารตกค้างตามมาตรฐานเดิม แต่จะปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วขึ้น โดยลดระยะเวลาการตรวจจาก 15 วัน เหลือ 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารยังคงเข้มงวดเช่นเดิม

นายวัชระพลบอกอีกว่าสำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงได้เตรียมมาตรการลดต้นทุนการผลิตไว้แล้ว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูแลด้านการตลาดและการระบายผลผลิต เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรในช่วงที่การส่งออกยังมีข้อจำกัดและในวันพรุ่งนี้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลรับทราบและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

รมว.เกษตรฯ ย้ำเดินหน้าดูแลชาวนาเต็มที่ ชง นบข. พิจารณาช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท พร้อมบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวรองรับฤดูเพาะปลูกปี 2569 อย่างเพียงพอ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการช่วยเหลือเกษตรกร การรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และการเตรียมความพร้อมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อรองรับฤดูการผลิตปี 2569/70

9 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 11 มิถุนายน 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอขอขยายกรอบวงเงินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม สำหรับเกษตรกร 233,729 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ภายใต้มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท วงเงินรวม 1,846.96 ล้านบาท

นอกจากนี้ คาดว่านบข.จะอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก และโครงการประกันภัยข้าวนาปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกร

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรองรับฤดูเพาะปลูกปี 2569/70 อย่างเพียงพอ ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเมล็ดพันธุ์พร้อมจำหน่าย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 34,970 ตัน ข้าวหอมไทย 6,275 ตัน ข้าวเจ้า 43,475 ตัน ข้าวเหนียว 15,230 ตัน และข้าวสี 50 ตัน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ กข113 และ กข119 เพื่อเป็นทางเลือกในการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดย กข113 เป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น คุณภาพเมล็ดดี และมีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด ขณะที่ กข119 เป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดี คุณภาพการหุงต้มเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ กรมการข้าวจึงเร่งขยายการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร

ทั้งนี้ กรมการข้าวจะติดตามสถานการณ์การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.59 น.

8 มิถุนายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน ในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว (ชั้นพันธุ์คัด-พันธุ์หลัก) โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากกองวิจัยและพัฒนาข้าว สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ และศูนย์วิจัยข้าวจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว (ชั้นพันธุ์คัด-พันธุ์หลัก) ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติและศูนย์วิจัยข้าว 27 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายอานนท์ นนทรีย์ กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานด้วยความรอบคอบ ยึดหลักวิชาการและมาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด เน้นการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบมาตรฐาน การเก็บรักษา ไปจนถึงการกระจายเมล็ดพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวมีคุณภาพสูง มีความบริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ และที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการเพาะปลูก และช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก อันเป็นการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการควบคุมคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกองวิจัยและพัฒนาข้าว รับฟังรายงานผลการดำเนินงานและปัญหา/อุปสรรคจากกลุ่มศูนย์วิจัยข้าว ตลอดจนผลกระทบที่เกิดจากการกระจายเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ปิยะรัฐชย์ เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสัก จังหวัดเชียงราย มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 2 พันไร่

8 มิถุนายน 2569 นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ เปิดเผยว่า จากการได้ลงพื้นที่มาพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีความต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมผลักดันโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตร บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพื่อจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยได้มีการตั้งกรอบงบประมาณดำเนินการไว้จำนวน 45 ล้านบาท ประกอบด้วยการ​ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพิ่มความจุน้ำรวม 400,000 ลูกบาศก์เมตร การ​ก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางรวม 2.2 กิโลเมตร รวมถึงการปรับระดับพื้นที่การเกษตรกว่า 500 ไร่ และการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในไร่นาระยะทาง 2.3 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งถังพักน้ำ และระบบกระจายน้ำด้วยท่อ PE ความยาวอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในตำบลท่าสุด รวมถึงตำบลใกล้เคียงเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนนำไปเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนและแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพประจำวัน และในอนาคตยังสามารถต่อยอดจับขายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำและอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย.

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” ลุยตรวจอุทยานฯ สิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต  พร้อมมอบนโยบายเข้มข้น ยกระดับสู่ “Green & Digital Park” มุ่งโปร่งใส-ไร้ทุจริต

8 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการพื้นที่ภายในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ตลอดจนเร่งรัดความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ อย่างใกล้ชิด โดยมี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้บริหาร ทส. ร่วมลงพื้นที่และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

นายปภาวิน หยังหลัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ รายงานข้อมูลพื้นฐานอุทยานแห่งชาติสิรินาถ (ลำดับที่ 31 ของประเทศ) มีเนื้อที่รวม 56,250 ไร่ (พื้นที่ทางทะเล 42,500 ไร่ และพื้นที่ทางบก 13,750 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไม้ขาว ตำบลสาคู และตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันอุทยานฯ มุ่งเน้นผลงานเชิงรุกในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินและการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มทุน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว พร้อมกางแผนยกระดับสู่การเป็นอุทยานแห่งชาติสีเขียวและดิจิทัลในอนาคต สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกด้านคดีความและการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ปัจจุบันมีคดีหลักที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกัน 13 คดีพิเศษในพื้นที่

อุทยานฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยกวดขันร้านค้าตามแนวคิด Zero Waste (ขยะเหลือศูนย์) เพื่อการจัดการทรัพยากรและการใช้ชีวิตเพื่อลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่ให้มีขยะเหลือทิ้งสู่หลุมฝังกลบและเตาเผา โดยยึดหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

ในโอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ และข้าราชการในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด (กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช) โดยเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การสะสางและป้องกันปัญหาคดีความ: ปัญหาคดีบุกรุกที่ดินที่ผ่านมาต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดหลักกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเลือกคดีที่มีความพร้อมเพื่อยื่นฟ้องต่อสู้คดีต่อไป
2. การป้องกันการบุกรุกใหม่และการจัดระเบียบ: เน้นย้ำว่าในยุคปัจจุบันจะต้องไม่มีปัญหาคดีบุกรุกใหม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้จัดระเบียบการท่องเที่ยวและร้านค้าชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม
3. ความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส: ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลโดยเด็ดขาด

รมว.ทส. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุทยานแห่งชาติสิรินาถมีความสำคัญต่อจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาพื้นที่นี้ไว้โดยการจัดระเบียบการท่องเที่ยวและการค้าขายตลาดชุมชนให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยังให้ร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ ย้ายของใช้และเรือที่ถูกทิ้งไว้ในอุทยานฯ ออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสวยงาม เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวต่อไป

ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่นั้น รมว.ทส. เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คนที่คิดจะครอบครองที่ของรัฐ ต้องโดนดำเนินคดีทุกราย และสุดท้ายขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัดภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป.

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในโอกาสนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายรายงาน และวัตถุประสงค์การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 และเบิก นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้เบิกตัว คณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ 8 ราย  เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 4 ราย และผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯจำนวน 29 รายเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ก่อนมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

จากนั้น เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุด “สู่ขวัญข้าว เชิญแม่โพสพ คืนนา สืบสานพระราชปณิธาน” ซึ่งจัดแสดงโดยศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก และเยาวชนกลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอรรคฮาตสี พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านข้าวของกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีต่างๆ ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ณ แปลงนาสาธิต ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดา

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจยังสามารถเข้าร่วมชมงานได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

– 006

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ติดตามเฟส 3 – วาง Buffer Zone แก้จราจร กทท.รายงานงานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้ากว่า 95% เร่งสรุปแนวทางส่งมอบพื้นที่ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน รองรับโลจิสติกส์ระยะยาว ยึดประโยชน์รัฐเป็นหลัก

วันนี้ (5 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญของท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

นายสรรเพชญฯ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่องจากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ กทท. เดินหน้าโครงการให้ชัดเจนในทุกประเด็น ทั้งด้านพื้นที่ เทคนิค สัญญา และการทำงานกับคู่สัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ให้รัฐเสียประโยชน์

ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ ได้รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าประมาณ 19.82% และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง

สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย  คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574

นายสรรเพชญฯ ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ

ในระยะยาวให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

015