เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

เกษตรกรเริ่มยิ้มออก! ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ เผย ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ยกนิ้ว อนุทิน-ศุภจี รับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน แก้ปัญหาตรงจุด ดันราคา ปาล์ม-ยางพารา พุ่งต่อเนื่อง 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรว่า ขณะนี้ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและยางพาราที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด

นายสัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันทาง กมธ.การพาณิชย์ฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและผลกระทบจากภาวะสงคราม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยราคาปาล์มน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่กว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ แม้ต้นทุนด้านปุ๋ยและพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น ส่วนยางพาราก็ยังทรงตัวในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กมธ.ฯ มีความกังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมะพร้าว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวหลังวันที่ 12ส.ค.นี้  ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการนำเข้าข้าวโพดและข้าวสาลีจากสหรัฐอเมริกาตามโควตาภายใต้ข้อตกลงทางการค้า

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลจะมีประกาศกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้งที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 9.80 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่สิ่งสำคัญคือโรงงานอาหารสัตว์ต้องยังคงรับซื้อผลผลิตภายในประเทศตามปกติ ไม่ปฏิเสธการรับซื้อ แม้จะมีสินค้านำเข้าเข้ามาแข่งขัน เพราะหากโรงงานหยุดรับซื้อ จะส่งผลให้พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อจากเกษตรกรเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสมหันมาปลูกข้าวหอมมะลิมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงและมีตลาดรองรับ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้าวขาวยังต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยจากระบบชลประทานและผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า

“แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรโดยรวมยังเป็นไปในทิศทางที่ดี  นอกจากนี้ผมขอชื่นชมนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลและรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน โดยกมธ.ฯจะทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์และส่งต่อข้อมูลจากพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างใกล้ชิดต่อไป“ ประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อหารือกรอบแนวคิดในการเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

4 สิงหาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 4/2569 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนภารกิจการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านระบบ Zoom Meeting

ในการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการตรวจสอบภายในประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตรวจสอบภายในแล้วในหลายประเด็น ทั้งด้านการบริหารพัสดุ การใช้รถราชการ การเงินการคลัง และการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2570 ซึ่งกำหนด 3 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความมั่นคง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกระจายเมล็ดพันธุ์ และการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยังได้พิจารณาแผนปฏิบัติการดิจิทัลเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการดิจิทัลประจำปีบัญชี 2570 เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับบุคลากร รองรับการก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนการพิจารณาแผนปฏิบัติการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปี 2570 ซึ่งประกอบด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 18 โครงการ ครอบคลุมด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การเงิน การบัญชี เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมรองรับภารกิจของกรมการข้าวในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากำลังของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2570 – 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และรองรับการดำเนินงานด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“วัชระพล”ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนม ฟื้นฟู อ.ส.ค.และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ

30 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม​นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา​ศึกษา​ปี​ที่​ 3 ซึ่งคาดว่า​ จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ และในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่ง​ประเทศไทย​ (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจาก​ปัจจุบัน​ อ.ส.ค.ได้​รับโควตา​นมโรงเรียน​น้อย​ แต่ต้องรับซื้อน้ำนม​ดิบนอกเหนือ​จาก​ MOU ของสหกรณ์​มาก​ เป็นภาระที่​ต้อง​แบกรับ​ทั้งด้าน​การ​แปรรูป​และ​การ​ตลาด​

ส่วน​การ​แก้ไข​ปัญหา​เฉพาะ​หน้า​ ได้ประสาน​กับ​หน่วยงาน​ต่างๆ​ ให้​รับซื้อนมไทย-เดนมาร์ค​ ล่าสุด​ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.

ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค.ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค.2569 เวลา 08.00 – 10.00 น.ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น.และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โดยได้กำชับให้ อ.ส.ค.เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระ​พล ​ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค.หลังพบว่า​ยังมีผลิตภัณฑ์ใกล้​หมดอายุซึ่ง​ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทาง​ที่​จะเร่ง​ดำเนินการ​นอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค.อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้า​นายวัชระพล จะร่วมคณะของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้า​เกษตร​ซึ่ง​รวมถึง​ผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า​จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย และอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานพัฒนาแหล่งน้ำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แล้งซ้ำซาก ตลอดจนสถานพยาบาลและชุมชนทั่วประเทศ มีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน

นายปริญญา คุ้มสระพรม รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ที่ระบบประปาหรือแหล่งน้ำผิวดินยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 47 โครงการ รวม 48 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ ให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ในปีมหามงคล กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแนวทางขยายผลและยกระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ รวมถึงเร่งดำเนินงานในพื้นที่แล้งซ้ำซาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภคและการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนผู้เข้ารับบริการ มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงมีแหล่งน้ำสำรองรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตภัยแล้ง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำในโรงพยาบาลหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยนำองค์ความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยา เทคโนโลยีการสำรวจ และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำมาใช้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีระบบน้ำที่มั่นคง ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการใช้งาน

“การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อค้นหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมวางระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลได้อย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสะสมตัว น้ำจากชั้นน้ำบาดาลระดับลึกบางแห่งอาจมีอายุนับหมื่นปี โดยผลการศึกษาร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่า น้ำบาดาลในชั้นน้ำลึกประมาณ 200–300 เมตร บางพื้นที่อาจมีอายุประมาณ 20,000–30,000 ปี ดังนั้นแม้น้ำบาดาลจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่การสูบขึ้นมาใช้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างประหยัด เหมาะสมกับศักยภาพของชั้นน้ำ และอยู่ภายใต้หลักวิชาการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่นำขึ้นมาใช้กับปริมาณน้ำที่เติมกลับลงสู่ชั้นน้ำตามธรรมชาติ

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดทำบ่อสังเกตการณ์และระบบเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ เพื่อติดตามระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสารอันตรายลงสู่ชั้นน้ำบาดาล พร้อมส่งเสริมการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสำรองและฟื้นฟูสมดุลของระบบน้ำใต้ดิน นอกเหนือจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำบาดาลไปสู่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลบ่อน้ำบาดาล ป้องกันการปนเปื้อน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำมาปฏิบัติ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อส่งต่อแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนให้แก่ลูกหลานในอนาคต” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

'ข้าวรักษ์โลก' ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.28 น.

ก่อนที่ “ข้าวไทย” จะเดินทางถึงจานอาหารของผู้บริโภค วันนี้กระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการมุ่งเน้นเพียงผลผลิตและคุณภาพ สู่การให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวทันความต้องการของตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นแนวทางการผลิตใหม่ที่ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม

ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ การทำนาในรูปแบบใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การจัดการน้ำด้วยเทคนิค “นาเปียกสลับแห้ง” หรือการแกล้งข้าว การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างแม่นยำ การจัดการตอซังโดยไม่เผา ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ว่าที่ร้อยตรีกัมพล สุขคีรินทร์ ประธานกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 300 ราย เกิดจากการรวมตัวของวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน ส่งผลให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นางนิตยา รื่นสุข ผู้ก่อตั้งเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิต การเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว การยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP, GMP และมาตรฐาน Q ของกรมการข้าว จนสามารถต่อยอดสู่การได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านคาร์บอนมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงกระแส แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย

นายเรวัตร์ รื่นสุข ประธานศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 กล่าวว่า แปลงนาได้ดำเนินการตามแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยใช้ระบบนาเปียกสลับแห้ง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดิน พร้อมนำเทคโนโลยีท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะที่กรมการข้าวสนับสนุนมาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การลดการเผาฟาง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดร.กนกอร วุฒิวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ นับเป็นกลุ่มเกษตรกรแห่งแรกของภาคกลางที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาไทยไม่ได้จำหน่ายเพียงเมล็ดข้าว แต่กำลังส่งต่อคุณค่าของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก “เปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เพื่อโลก เปลี่ยนอนาคตข้าวไทยสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน” เพราะ “ข้าวรักษ์โลก” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของวันนี้ แต่คือ ทางรอดใหม่ของข้าวไทย ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กำลังร่วมขับเคลื่อนกับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และผลักดันข้าวไทยก้าวสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/R3n3LzTSdDc

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมกันประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานกรมการข้าว

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

พลิกโฉมเกษตรใต้! ตรังเปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แปลงใหญ่แห่งเดียวในประเทศ ชูนวัตกรรมพืชสวนต้นเตี้ย-ติดฝักดกปีละ 2 หน รสหวานมันไร้กลิ่นฉุนกินได้ทั้งเปลือก โกยเม็ดเงินหน้าสวนพุ่งวันละ 5,000 บาท เคียงคู่มะขามป้อมยักษ์ปลอดสารส่งตรงโรงพยาบาลไม่อั้น

สถานการณ์ภาคการเกษตรและนวัตกรรมพืชสวนจังหวัดตรังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายสถิตย์ รัมนา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสะตอพันธุ์ตรัง 1 แปลงใหญ่ในจังหวัดตรัง พร้อมด้วยสมาชิกภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน ร่วมกันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1 ณ แปลงปลูกต้นแบบ หมู่ที่ 1 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งมีเนื้อที่บริหารจัดการกว่า 5 ไร่ โดยนับเป็นแปลงแม่พันธุ์สะตอแปลงใหญ่ที่เป็นระบบและเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตสมบูรณ์เป็นปีแรกหลังใช้ระยะเวลาเพาะปลูกเพียง 3 ปี 10 เดือน

‘สะตอพันธุ์ตรัง 1’ ได้รับการคิดค้น วิจัย และพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง มายาวนานกว่า 10 ปี จนได้รับการรับรองและยอมรับจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็น ‘สายพันธุ์สะตอที่ดีที่สุดในประเทศไทย’ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่โดดเด่นเหนือสะตอทั่วไป โดยเป็นสะตอข้าว ต้นเตี้ย ทรงพุ่มสวยงาม ฝักตรงยาว มีปีกน้อย เมล็ดมีขนาดใหญ่ เรียงชิดติดกันแน่น (ฝักสมบูรณ์มีเมล็ดสูงถึง 15-19 เมล็ด) ซึ่งรสชาติหวานมัน มีรสฝาดน้อยมาก ทำให้สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก อีกทั้งยังมีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอทั่วไป

ทั้งนี้ สามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง (ช่วงเดือนเมษายน และช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) แตกต่างจากสะตอทั่วไปที่จะออกเพียงปีละครั้ง ทำให้ได้ราคาดีในตลาดนอกฤดู โดยปัจจุบันแปลงดังกล่าวมีต้นสะตอรวม 30 ต้น เริ่มให้ผลผลิตแล้ว 10 ต้น เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ฝักต่อต้น สามารถจำหน่ายได้ในราคาฝักละ 4-7 บาท สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรเกือบ 5,000 บาทต่อวัน ในส่วนของกิ่งพันธุ์ขายหน้าสวนต้นละ 100 บาท ทว่าปัจจุบันมียอดสั่งจองเต็มโควตาจนเกษตรกรที่สนใจต้องลงชื่อรอรับการส่งมอบในปีหน้า

นอกเหนือจากการจัดการสะตอสายพันธุ์หลักแล้ว ในแปลงยุทธศาสตร์นี้ยังได้นำหลักการเกษตรผสมผสานแบบปลอดภัยไร้สารเคมี โดยการปลูกมะขามป้อมยักษ์แซมในพื้นที่อีกกว่า 10 ต้น ซึ่งสร้างสีสันและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชนอย่างคึกคัก มีกลุ่มลูกค้าเดินทางเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวในสวนอย่างสนุกสนาน

ในด้านการตลาด มะขามป้อมยักษ์ของสวนแห่งนี้มีช่องทางการกระจายสินค้าที่มั่นคง โดยมี โรงพยาบาลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นคู่ค้ารับซื้ออย่างเป็นทางการในลักษณะไม่อั้นจำกัดจำนวน ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ตลอดทั้งปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยาสมุนไพรและยาแพทย์แผนไทยแผนกสาธารณสุขชุมชน

ในแง่ของยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางยาและโภชนาการสูงมาก โดยสะตอช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด มีกากใยสูงช่วยระบบขับถ่าย ขับลม ป้องกันโลหิตจาง และอุดมด้วยสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับง่าย ส่วนมะขามป้อมยักษ์มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และชุ่มคอ

ทั้งนี้ นายสถิตย์ รัมนา ระบุว่าเป้าหมายต่อไปของกลุ่มคือการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับให้สะตอตรัง 1 สามารถออกฝักกระจายตัวสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจศึกษาดูงานองค์ความรู้ สามารถติดต่อประสานงานได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก/เพจ ‘สวนตาจันทร์ต้นไม้พันปี’ หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 063-4597029

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

24 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป 

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

'ศวข.ปทุมธานี'เดินหน้าขับเคลื่อน'เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว'สู่'ฉลากคาร์บอน' การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นวาระสำคัญของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เกษตรยั่งยืน เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขานรับนโยบายดังกล่าว กรมการข้าว ได้เร่งผลักดันการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ผ่าน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยดำเนินงานวิจัยด้านข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ธารารัตน์ มณีน่วม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า แม้ภาพนาข้าวสีเขียวจะสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ แต่ในทุกกระบวนการผลิตกลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ ตั้งแต่การเผาฟางหลังเก็บเกี่ยวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ไปจนถึงการปลูกข้าวแบบน้ำท่วมขังตลอดฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีจึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ด้วยการส่งเสริม “การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) โดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงเปียกและแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม เมื่อดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น จะช่วยลดการสะสมของก๊าซมีเทนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุนการสูบน้ำ และส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากข้าวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. พื้นที่นำร่องคือ กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยนำ 7 เทคโนโลยีสำคัญ มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การปลูกข้าวด้วยโดรน การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน การสำรวจแปลงและจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม และการจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา

ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 66.7–90.2% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 17.4–25.6% และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 2,261–3,591 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ยังถูกนำไปใช้ประกอบการขอรับรอง ฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิต แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย

ปัจจุบัน กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” มีสมาชิกกว่า 77 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,975 ไร่ สมาชิกทุกคนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐาน GMP, HACCP และได้รับเครื่องหมาย Q ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่สำคัญ กลุ่มยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการข้าวไทย ด้วยการเป็น กลุ่มเกษตรกรภาคกลางแห่งแรกของประเทศ ที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า การผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการขับเคลื่อนของ กรมการข้าว ที่นำองค์ความรู้ด้านวิจัยมาต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน จนเกิดเป็นโมเดลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพราะการทำนายุคใหม่ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มผลผลิตในแปลงนาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อโลกในทุกขั้นตอนของการผลิต ทุกหยดน้ำที่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทุกฟางข้าวที่ไม่ถูกเผา และทุกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/Cm-4ErQkHAM