อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ กรมสมเด็จพระเทพฯ ในพิธีเปิดงาน ภูษา ธัญญา ราชินี

30 สิงหาคม 2569 เวลา 09:05 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในพิธีเปิดงาน”ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

29 สิงหาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและประชาชนในชนบท การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญเซเรส (Ceres Medal) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur Award) จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการกรมการข้าว เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซน ประกอบด้วย โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา พร้อมจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO)

ในการนี้ กรมการข้าว ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “พระแม่แห่งการอนุรักษ์ข้าวไทย“ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาข้าว อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว และการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว รวมถึง สืบสานการอนุรักษ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวสังข์หยดพัทลุงตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดพระราชดำริในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยกรมการข้าวได้นำผลิตภัณฑ์จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุข จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร่วมจำหน่าย ได้แก่ ขนมข้าวพองอบกรอบ 12 รสชาติ คุกกี้จากแป้งข้าวเหนียวเขาวง ข้าวกล้องสินเหล็กออร์แกนิค และข้าวเหนียวเขาวง กาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กรมสมเด็จพระเทพฯ,อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,

อว.-เกษตรฯ ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:33 น.

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน

อธิบดีกรมการข้าว ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:24 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกร

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรได้นั้น กรมการข้าวมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงได้กำชับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่คอยติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าวพร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าว จะเร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ โดยเพิ่มอัตราเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เป็น 2,240 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และบริเวณใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พร้อมติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

วกส. รุ่น 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

วกส. รุ่นที่ 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จำนวน 82 คน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วกส. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA ตลอดจนผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจและกติกาการค้าโลก การรับมือจากความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลักสูตร วกส. จึงมีบทบาทในการพัฒนาผู้นำที่เข้าใจบริบทโลก สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสานพลังเครือข่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร การสำเร็จหลักสูตรไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายไปสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน ถือเป็นผู้นำเกษตรยุคใหม่และเป็นพลังสำคัญของประเทศ และจากวันนี้ ความสำเร็จจะไม่ได้วัดเพียงจากการพัฒนาองค์กรของตนเอง แต่จะวัดจากความสามารถในการผนึกกำลัง เปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาการอบรม โดยระบุว่า วกส. เป็นหลักสูตรชั้นนำด้านการเกษตรของประเทศที่ออกแบบเพื่อพัฒนาผู้นำให้มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี บริบทโลก และความต้องการของเกษตรกร ครอบคลุมทั้งเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด การบริหารจัดการ และนวัตกรรม คุณค่าของหลักสูตรจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ “ผู้เรียนได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ภาคเกษตรไทยจะได้อะไร จากผู้นำเหล่านี้” การรวมผู้นำจากทุกภาคส่วนไว้ในเครือข่ายเดียวกัน ช่วยเชื่อมโจทย์จากพื้นที่กับนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและตลาด เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าและรายได้ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า วกส. รุ่นที่ 7 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มีนาคม–21 สิงหาคม 2569 โดยผสาน “ความรู้ในห้องเรียน” กับ “ประสบการณ์จากพื้นที่จริง” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ และการศึกษาดูงานด้านนโยบาย ระบบวิจัย ธุรกิจเกษตร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นการพัฒนาภาคเกษตรครบทั้งห่วงโซ่และสามารถนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้กับองค์กรและพื้นที่ได้จริง ตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำกว่า 600 คน เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ควบคู่กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยกว่า 40 โครงการ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทเพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพัฒนา “ผู้นำ” ซึ่งรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีและงานวิจัยไปแก้ปัญหาอย่างไร หลักสูตรวกส. จึงไม่ได้สร้างเพียงผู้บริหารที่มีความรู้ แต่กำลังสร้างเครือข่ายผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทางออก เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นพลัง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยกระดับภาคการเกษตรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เกษตรแนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กระชับความสัมพันธ์-ความร่วมมือด้านปศุสัตว์ไทย-จีน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

27 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางสาวจาง เซียวเซียว (Ms. Zhang Xiaoxiao) ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือความร่วมมือด้านปศุสัตว์ระหว่างไทย – จีน ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว ชั้น 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมถึงการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนและทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานงานระหว่างกรมปศุสัตว์ของไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อส่งเสริมให้การประสานงานและการแก้ไขประเด็นด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นในมาตรการกำกับดูแลมาตรฐานและคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยสำหรับการส่งออกไปยังประเทศจีนอีกด้วย

กรมปศุสัตว์,อธิบดีกรมปศุสัตว์,ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์,ปศุสัตว์,ไทยจีน,

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย

จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

กาฬสินธุ์ชาวนากาฬสินธุ์ประกันราคาข้าวปุ๋ยเคมีแพงวิกฤตราคาปุ๋ยเกษตรกรรม

ทช.สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่เอกซเรย์ติดตามการแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ ในระบบนิเวศปากแม่น้ำ 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร จังหวัดละ 3 สถานีสำรวจ

การสำรวจใช้วิธีวางอวนลอยติดตาและสุ่มหว่านแห เพื่อเก็บข้อมูลชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในพื้นที่

ผลการสำรวจพบว่า

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ และปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร พบปลาหมอคางดำรวม 5 ตัว

บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 30 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง

การสำรวจและติดตามอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเหมาะสม

รู้เร็ว ติดตามต่อเนื่อง จัดการบนฐานข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายของสัตว์น้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลาหมอคางดำ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รุกเดินหน้าขับเคลื่อนระบบ Co-op Financial มุ่งยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ไทย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:29 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมชูระบบประเมินความเสี่ยงและเตรียมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอบบัญชีในอนาคต

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีผู้เข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง ซึ่งบุคลากรและผู้สอบบัญชีของกรมฯ มีความพึงพอใจอย่างมากเนื่องจากสามารถเห็นข้อมูลได้หลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งานจากกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกรวม 11 ล้านคน ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 10 กรมฯ จึงเตรียมแผนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้สหกรณ์ต่างๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญที่กรมฯ ภาคภูมิใจคือระบบประเมินความเสี่ยง หรือ CF Score ซึ่งจะจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 20 ปี และจะมีการอัปเดตข้อมูลทุกปีหลังจากการสอบบัญชีเสร็จสิ้น ระบบนี้ช่วยให้ประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภทสามารถมองเห็นภาพรวมของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เคยเห็นเฉพาะข้อมูลของตนเอง

สำหรับการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ กรมฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะตามความรุนแรงของปัญหา โดยในกลุ่มระยะสั้นที่ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี กรมฯ ประเมินว่าแก้ไขได้ไม่ยากและจะส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ส่วนกลุ่มระยะกลางที่สะสมปัญหามา 5-15 ปี อาจจำเป็นต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ และสำหรับกลุ่มระยะยาวที่มีปัญหาเรื้อรัง 15-30 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนและบางกรณีไม่สามารถหาหลักฐานทางบัญชีได้ กรมฯ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันกรมฯ มีผู้สอบบัญชีประมาณ 400 กว่าคน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงาน กรมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสอบบัญชีในปี 2570 โดยจะนำร่องกับสหกรณ์การเกษตรที่ไม่มีความซับซ้อนก่อน นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันสวัสดิการให้แก่บุคลากร ทั้งการเสนอขอเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่ง และการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีภาครัฐสามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมในการขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สหกรณ์ไทย,

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:12 น.

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย

กรมที่ดิน เข้ารับมอบโล่และตรารับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานของรัฐที่มีการให้บริการด้วยความ “สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย” โดยกรมที่ดิน ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 79 แห่ง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระดับก้าวหน้า จำนวน 5 แห่ง และระดับพื้นฐาน จำนวน 74 แห่ง การรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) มีเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ ด้านคุณภาพการให้บริการ และด้านผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ โดยมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง

นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า การที่สำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมที่ดิน และเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
โดยในปี 2569 มีสำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC จำนวน 79 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและยกระดับงานบริการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับรางวัลระดับก้าวหน้าหรือโล่สีเงิน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย อีกทั้งยังได้รับการรับรองในระดับพื้นฐานหรือโล่สีฟ้า จำนวน 74 แห่ง สำนักงานที่ดินที่ผ่านการรับรองได้ดำเนินการพัฒนางานบริการในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับการให้บริการ การจัดพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำที่สะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตบริการ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน พร้อมนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบติดตามสถานะงาน ระบบคิวอัตโนมัติ SmartLands Application ระบบนัดหมายจดทะเบียนล่วงหน้า และช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของบุคลากรกรมที่ดินในการพัฒนาการบริการและสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินที่ได้รับการรับรองจะต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมที่ดินจะนำผลสำเร็จในครั้งนี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศยกระดับการบริการด้วยหัวใจ มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สำนักงานที่ดินทั้ง 462 แห่งทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวกอย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว