ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี กระทรวง​เกษตร​ ฯ​สั่งเร่งขยายพันธุ์แจกจ่ายประชาชน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ ว่า “พิมลลักษณ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พร้อมมอบหมายหน่วยงานในสังกัดเร่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ​พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ (Golden Amethyst) ซึ่งเป็นพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่ว่า “พิมลลักษณ์” (อ่านว่า พิ-มน-ลัก) มีความหมายอันเป็นมงคลว่า “ลักษณะที่งามบริสุทธิ์” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแจ้งมิติมงคลดังกล่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สำหรับพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่นี้ ค้นพบโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะของดอกที่แปรผันแตกต่างจากสายพันธุ์เดิมอย่างเด่นชัด โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืชเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 และคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชได้เห็นชอบให้ประกาศกำหนดพืชสกุลทรัมเป็ตดังกล่าว เป็นชนิดพืชพันธุ์ใหม่ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งการค้นพบครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางพฤกษศาสตร์ที่สะท้อนถึงศักยภาพการวิจัยและความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ในประเทศไทย

นายสุริยะกล่าวว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลและทรงคุณค่าแก่ต้นทรัมเป็ตสายพันธุ์ใหม่นี้

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เร่งจัดทำมาตรการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปลูก และขยายพันธุ์ต้น “พิมลลักษณ์” อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมแจกจ่ายกล้าไม้พรรณใหม่นี้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำไปปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมกันอนุรักษ์พรรณไม้พระราชทานให้แพร่หลายไปทั่วประเทศสืบไป

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

จากพื้นที่การเกษตรที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ต้องพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียวจนไม่สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับผลผลิตเสียหายจากฝนทิ้งช่วง ดินทรายที่ร้อนจัดทำให้พืชหัวเน่าเสีย และรายได้ไม่แน่นอน แต่วันนี้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังได้รับการสนับสนุนแหล่งน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำให้สามารถมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นแหล่งผลิตพืชมูลค่าสูงที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

นางสุพิน ทองชมพูนุช ประธานกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 เล่าว่า หลังได้รับน้ำบาดาลจากโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชไร่แบบเดิมมาสู่การเพาะเห็ด ปลูกมันหวานญี่ปุ่น และปลูกผักหมุนเวียน โดยเฉพาะการปลูกผักกาดสลับกับมันหวานญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสะสมของศัตรูพืชตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีแล้ว ยังทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เพราะผักกาดใช้เวลาปลูกเพียง 40 วัน ขณะที่มันหวานใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ส่งผลให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

นางพัลลภา จิวประสาท เลขานุการและสมาชิกกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 กล่าวว่าปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลมีสมาชิก 11 ราย ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วยการติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำทุกแปลง เพื่อควบคุมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดเก็บค่าใช้น้ำหน่วยละ 2 บาท และค่าบำรุงรักษาเดือนละ 5 บาท เพื่อนำมาใช้ดูแลและซ่อมบำรุงระบบน้ำบาดาลให้สามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืน ผลจากการมีแหล่งน้ำที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาลหรือกังวลกับฝนทิ้งช่วง โดยกลุ่มยังสามารถสร้างผลผลิตจากการปลูกมันหวานญี่ปุ่นพันธุ์ซิลค์สวีทที่มีคุณภาพสูง ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี มีผลผลิตประมาณ 6 ตันต่อรอบ และมีภาคเอกชนรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในอนาคตกลุ่มเกษตรกรยังเตรียมต่อยอดสู่การปลูกหัวไชเท้าและพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เกษตรกรต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำบาดาลไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่” เพราะเมื่อมีน้ำเพียงพอก็สามารถปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล มีรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างงานให้คนในชุมชน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมชลประทานเดินหน้าติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) มีผลการดำเนินงานร้อยละ 16.86 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายของปีงบประมาณ

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ประกอบด้วย งานดินขุดดำเนินการแล้วจำนวน 390,484 ลบ.ม. งานปั้นคันกั้นน้ำและงานก่อสร้างทำนบดิน ทั้งสองกิจกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ขณะที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างและระบบระบายน้ำ รวมถึงงานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน 4 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนงานจ้างก่อสร้างผิวทาง ระยะทาง 3.9 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อเข้าดำเนินงาน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝนได้ประมาณ 12,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5,000 ไร่ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้โดยเร็วที่สุด อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาส! กรมการข้าว โดย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่ยุคใหม่ ด้วยการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมการปลูก “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) จากแปลงทดลองสู่แปลงเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทางรอด” ของชาวนาไทยในการก้าวสู่ตลาดโลกยุคใหม่

นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เปิดเผยว่า กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก ข้าวไทยที่ติด “ฉลากคาร์บอน” จะกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ทั้งนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์) ในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรฝ่ายเดียว แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมได้ การสนับสนุนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ คือการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน เพราะ “ทุกจานที่เราทาน คือการมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน” เปลี่ยนผืนนาให้เป็นสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติต่อไป
#ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี #กรมการข้าว #ข้าวคาร์บอนต่ำ #LowCarbonRice #เกษตรยั่งยืน #ลดโลกร้อน #ชาวนาไทย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/heZX8Ad06Hg

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. เตรียมหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่  หลังพบความไม่สอดคล้องต่อปริมาณ การรับน้ำลมดิบของ อ.ส.ค.  สัปดาห์หน้าเสนอ ครม. พิจารณา ขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  หวังแก้ปัญหาระยะสั้น ช่วยระบายนม พยุงรายได้เกษตรกร

19 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากการรับฟังข้อร้องเรียนของเกษตรกรในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนมและโคนม สรุปแนวทางการแก้ปัญหาของ อ.ส.ค. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ซึ่งคณะทำงานตั้งเป้า จะดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟู อ.ส.ค.ให้แล้วเสร็จภายใน 1 – 2 เดือน เพื่อนำไปสู่การผ่าตัดโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกร

โดยเฉพาะการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ปัจจุบัน อ.ส.ค.ได้รับสัดส่วนเพียงร้อยละ 10  ซึ่งมองว่าไม่มีความสอดคล้องและไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูองค์กร ในส่วนของการขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะนี้เอกสารอยู่ระหว่างการเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ จะช่วยระบายน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นเกือบ 100 ตันต่อวัน ส่วนมาตรการรองรับน้ำนมดิบส่วนเกินในปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังคงแบกรับการซื้อตามมติเดิม เนื่องจากตัวแทนสหกรณ์ยังไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก

ขณะที่ น.ส.วัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังต้องแบกรับ วันละกว่า 140 ตัน และต้องผลิตนมส่วนเกิน จนประสบปัญหาไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดได้ทัน กับปริมาณการผลิต จนนมหมดอายุสะสม เกือบ 100 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะเข้าพบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอแนวทางเร่งด่วนในการแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมโคนมไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ จัดการปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน MOU 211 ตัน/วัน , ช่วยระบายผลิตภัณฑ์จากน้ำนมส่วนเกิน น้ำนมดิบที่ อ.ส.ค.รับเกิน MOU และเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.ควรปรับเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.มากกว่า 10% เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่พื้นที่เกษตรจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เพียงปีละครั้ง และต้องหยุดการผลิตในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่พื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ล่าสุดที่ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีระบบน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้มีน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยรอคอยน้ำฝนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างรายได้อย่างมั่นคง

นายวิศิษฎ์ คะเชนชาติ นายกเทศมนตรีตำบลสุรนารี กล่าวว่า ตำบลสุรนารีมีประชากรกว่า 22,000 คน ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน โดยพื้นที่เกษตร 3–4 หมู่บ้านอยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและบ่อน้ำเดิมซึ่งไม่เพียงพอ เทศบาลจึงประสานขอรับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จนเกิดโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำที่มั่นคงสำหรับการเพาะปลูก “ต้องขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่เข้ามาสนับสนุนโครงการดี ๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีน้ำก็สามารถเพาะปลูกได้ต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้ครอบครัว และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิศิษฎ์ กล่าว

นายธนาสิทธิ์ ดำนิล ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลตำบลสุรนารี กล่าวว่า “พื้นที่บ้านโกรกเดือนห้า เป็นพื้นที่บนเนินนอกเขตชลประทาน แม้จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้ามาพัฒนาโครงการ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อมีน้ำ เกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี”

นายกุล คะเชนชาติ ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ 300 ไร่ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการ สมาชิกส่วนใหญ่ทำเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งต้องออกไปรับจ้าง แต่เมื่อมีน้ำบาดาล ทุกคนสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ทั้งแตงโม กล้วย ถั่ว พริก และพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 21 คน เริ่มบริหารพื้นที่เพาะปลูกคนละประมาณ 2 ไร่ พร้อมติดตั้งมิเตอร์น้ำ เพื่อให้ทุกคนใช้น้ำอย่างเป็นธรรม และเตรียมนำระบบน้ำหยดมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดต้นทุนในอนาคต

ด้านนางเปรมสิริ จงรวมกลาง สมาชิกกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า “เมื่อก่อนหน้าแล้งแทบปลูกอะไรไม่ได้ แต่วันนี้อยากปลูกอะไรก็ปลูกได้ เพราะมีน้ำบาดาลที่เพียงพอ ปัจจุบันสามารถปลูกแตงโม ฟักทอง พริก มะเขือ และมันสำปะหลังได้ตลอดทั้งปี โดยแตงโมที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์คุณภาพ เช่น สตาร์บอมบ์ เมญ่า และทัมอัพ ซึ่งจำหน่ายทั้งหน้าสวน ตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการไลฟ์สด ทำให้มีรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและเทศบาลตำบลสุรนารี ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปี”

ความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำบาดาล” ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำสำรอง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใต้ดินให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคงสำหรับภาคการเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ชูโมเดลความสำเร็จ! เขื่อนลำปาวเปิดปริมาณน้ำ 770 ล้าน ลบ.ม. การันตีพอใช้ตลอดฤดูฝน ใช้ระบบ GIS-ROS สแกนพื้นที่รายแปลง จัดรอบเวรแบ่งปันน้ำนาข้าวกับบ่อนากุ้ง เกษตรกรยางตลาดปลื้มสร้างรายได้สะพัด

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจและสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าชมกระบวนการ ณ อาคารระบายน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า เขื่อนลำปาวประสบความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันของเกษตรกร 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม (ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้สูงของจังหวัด) โดยขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกสำคัญคือ 1.เปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น และราชการ ร่วมกันประชุมกำหนดปฏิทินการส่งน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม และ 2.นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้วิเคราะห์คำนวณความต้องการน้ำรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ที่เก็บข้อมูลรอบการเลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด

ปัจจุบัน (สถานการณ์ ณ กรกฎาคม พ.ศ. 2569) เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 39% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคตลอดฤดูฝนนี้อย่างแน่นอน

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่นั้น ปัจจุบันเขื่อนดูแลพื้นที่ทำนาข้าว 290,000 ไร่ และพื้นที่นากุ้ง 3,800 ไร่ เนื่องจากลักษณะของนากุ้งมีปริมาณความต้องการใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าวถึง 2 เท่า โครงการฯ จึงได้จัดระบบ “รอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนการส่งน้ำ” เพื่อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง ไม่เกิดผลกระทบต่อทั้งแปลงนาและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาข้าวของ นายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด ระบุว่า ระบบน้ำจากคลองชลประทานช่วยให้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง แม้จะมีสถานการณ์ภัยแล้งเอลนีโญเข้ามา แต่กลุ่มเกษตรกรมีการประชุมร่วมกับชลประทานสม่ำเสมอทำให้รู้แผนงานและเตรียมแปลงรับน้ำได้ทันท่วงที จึงมั่นใจว่าจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 2 ต.นาเชือก ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 20 ปี เผยว่า ในอดีตระบบส่งน้ำยังไม่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันชลประทานบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก ทำให้ 1 ปี สามารถเลี้ยงกุ้งส่งออกได้ถึง 2 รุ่น มีรายได้มั่นคงดีกว่าการทำนาข้าว และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถลืมตาอ้าปากสร้างฐานะได้จนถึงปัจจุบัน

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ โชว์ผลงานยกระดับข้าวไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ด้านอธิบดีกรมการข้าวพร้อมเดินหน้าลุยโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้ได้ตามเป้า 1 ล้านไร่

17 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดผลการขับเคลื่อนนโยบายและวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมการแถลงผลงานด้วย

การแถลงผลการดำเนินงานครั้งนี้ได้สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินงานผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ได้แก่ การยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ลดต้นทุน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืน ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำตอบโจทย์มาตรฐานโลก การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย การตลาดนำการผลิตปกป้องตลาดในประเทศ เปิดประตูสู่ตลาดโลก การลดความซ้ำซ้อนสู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ ลดขั้นตอน การเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และการคืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยการปลดล็อกที่ดิน พักหนี้สิน เสริมสภาพคล่อง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรไทยมีบริบทความท้าทาย ประกอบด้วย ด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ซูเปอร์เอลนีโญ ฤดูกาลผิดเพื้ยน ความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่ ด้านราคาพืชผล ได้แก่ ราคาพืชผลตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ด้านลักลอบนำเข้า ได้แก่ การลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ความเสี่ยงด้านมาตรฐานของสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นและราคา ด้านการกีดกันทางการค้า ได้แก่ กติกาการค้าโลกที่เข้มงวด และมาตรการด้านคาร์บอน กฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังการแถลงผลงานว่า กรมการข้าวรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผลงานอยู่ในลำดับต้นๆ และถูกหยิบยกเป็นส่วนหนึ่งใน 5 ผลงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าผลักดันการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าวที่สอดคล้องกับนโยบาย โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพข้าวไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต  โดยมีการขับเคลื่อนแบบบูรณาการความร่วมมือกับต่างประเทศ ภาคเอกชนในประเทศ และการดำเนินการขับเคลื่อนที่ขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ปี 2569 พื้นที่นาชลประทานภาคกลาง 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ และตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นให้ได้ 1 ล้านไร่ในปี 2570 ต่อไป

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำของฝายแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกรมชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนและภาคการเกษตรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รองรับทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายทรงพล พงษ์มุดา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย นายคชาทัช กาสินธุ์พิลา ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ ฝายแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษ่แม่ลาว ได้รายงานข้อมูลภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบรวม 228,371 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 148,687 ไร่ โดยฝายแม่ลาวก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 และมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกับแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่สรวย ความจุ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำช้าง ความจุ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปูนหลวง และอ่างเก็บน้ำแม่ยางมิน ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในอนาคต ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณต้นทุนและความต้องการใช้น้ำในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี

ทั้งนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมการดำเนินงานที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่พื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ