‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและประเทศในอียู

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ Ms. Christina Rueda Catry, Head of Uni-AGRI F1 พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (Directorate-General for Agriculture and Rural Development: DG AGRI) ในโอกาสเข้าพบและร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านปศุสัตว์ ณ ห้องพุทธอุดมสุข ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (DG AGRI) ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกฎระเบียบด้านปศุสัตว์ของไทย โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น มีความเข้าใจ อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีและเกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายไทยและอียู

– 006

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริการครั้งใหญ่ ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขยายพื้นที่ให้บริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ “สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์” หรือ E-LANDS ชูจุดเด่น One Stop Service สะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามจังหวัดได้แล้ว

โดยสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ยังสามารถจดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์ได้ทั่วทั้ง 63 จังหวัดที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี บึงกาฬ หนองคาย เชียงใหม่ สงขลา สิงห์บุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ อุดรธานี หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ชัยนาท ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดเลย รวมทั้งสิ้นกว่า 382 สำนักงาน

เพียงลงทะเบียนผ่านระบบ ยื่นคำขอ ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสารลดระยะเวลา และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอบโจทย์ประชาชนยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ทุกที่

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/wRg4jhCbLH0?si=Ap5ldUVyspzp3Z28

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน 'วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ'69' ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่าง วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการ ด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้าน การเกษตรสมัยใหม่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะ พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิต ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของ ทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่ว ประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนา งานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจน ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน รวมถึง การสาธิตนวัตกรรมแปลงนาอัจฉริยะด้วยโดรนการเกษตร และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบนิเวศการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิต เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิ คอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 และพิเศษสำหรับผู้ที่มา ร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับ ใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“ธนาคารที่ดิน”ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดลบริหารจัดการที่ดินยั่งยืน ด้วยแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้พื้นที่จริงจัง เปลี่ยนจากช่วยคนไม่มีที่ดิน สู่ ‘การสร้างชุมชนที่มีความมั่นคงด้านที่ดินและอาชีพอย่างยั่งยืน’

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า ธนาคารที่ดิน เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน ตามนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่าน “วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์” จังหวัดเชียงราย หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของ “โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” ที่นำแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้จริงในพื้นที่ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ควบคู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีไม่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน โดยมีสมาชิก 65 ครัวเรือน ร่วมกำหนดกติกาและใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

สำหรับโมเดล “บริหารจัดการที่ดินร่วมกัน” ไม่ใช่แจกกรรมสิทธิ์รายบุคคลแบบทั่วไป แต่ใช้ระบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีการกำหนดกติกาใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน เพื่อป้องกันการขายต่อและรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน

รูปแบบการดำเนินงานของ “เชียงรายอุ่นไอรักษ์” แตกต่างจากการแจกที่ดินทั่วไป เนื่องจากใช้แนวคิด “รวมกลุ่มถือครองและบริหารจัดการร่วมกัน” เพื่อป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือ และรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารผ่านคณะกรรมการกลุ่ม พร้อมจัดตั้งกองทุนและระบบออมทรัพย์เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชน

ด้านการพัฒนาอาชีพ ชุมชนได้นำแนวทางเกษตรผสมผสานและเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ทั้งการปลูกผักปลอดสาร เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล และแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยให้สมาชิกมีรายได้หลายทาง ลดต้นทุนการดำรงชีวิต และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน

นอกจากนี้ ธนาคารที่ดิน ยังประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และองค์ความรู้ด้านอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการที่ดินของชุมชน และเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชน ที่สนใจแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

สมุทรปราการ เดินหน้าจัดการปลาหมอคางดำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บูรณาการความร่วมมือระหว่างประมงจังหวัด/ ชลประทาน/อำเภอ/เทศบาล/ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำตัด วงจร การแพร่พันธุ์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่จับได้

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกจังหวัดคุมเข้มการสกัดกั้นการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการมีการดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวังแหล่งน้ำ การจับลดปริมาณปลาหมอคางดำ และการปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำปลาหมอคางดำไปบริโภคและแปรรูป ส่งผลให้หลายพื้นที่พบแนวโน้มปริมาณปลาหมอคางดำลดลง หลังมีการจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ

“ที่ผ่านมาประมงจังหวัดต่างๆ ได้ดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงอย่างเคร่งครัด มีการเฝ้าระวัง และลงแขกจับกันตลอด ทำให้หลายพื้นที่ปริมาณปลาหมอคางดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางพื้นที่เริ่มไม่พบในแหล่งน้ำแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีการเฝ้าระวัง และรายงานกับกรมประมงอยู่ตลอด เพราะอย่างที่ทราบกันดี เอเลี่ยนสปีชีร์ ไม่สามารถกำจัดได้ง่ายๆ ในเวลา 2-3 ปี บางครั้งอาจใช้เวลานับสิบปีในการกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำ”

นอกจากมาตรการลดปริมาณปลาในแหล่งน้ำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการยังต่อยอด การใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ โดยร่วมกับกรมราชทัณฑ์ผ่านเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จัดกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขังในการแปรรูปปลาหมอคางดำ เป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย สมุทรปราการ” สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเปลี่ยนปลาต่างถิ่นให้เกิดประโยชน์

ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการ ยังได้ร่วมกับ โครงการชลประทานสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง เทศบาลเมืองลัดหลวง ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชน ริมคลองลัดหลวง กว่า 100 คน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่คลองลัดหลวง ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายภาคส่วนในพื้นที่ โดยเทศบาลเมืองลัดหลวงได้นำเรือท้องแบนลงเก็บขยะ เปิดทางน้ำ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการร่วมวางอวนดักจับปลาหมอคางดำส่วนโครงการชลประทานสมุทรปราการดำเนินการระบายน้ำออกจากคลอง เพื่อลดระดับน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ โดยมีประชาชนและชาวชุมชนเข้าร่วมลงมือลงแรงตลอดกิจกรรม

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้ หน่วยงานอยู่ระหว่างการรวบรวมและคัดแยก โดยเบื้องต้นคาดว่ามีปริมาณหลายร้อยกิโลกรัม หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมมีประชาชนและชาวบ้านที่มาร่วมสังเกตการณ์จำนวนมากขอนำปลาหมอคางดำกลับไปประกอบอาหาร ภายในครัวเรือนซึ่งช่วยสะท้อนว่า การจัดการปลาหมอคางดำไม่ได้มีเพียงการจับลดปริมาณเท่านั้น แต่ยัง สามารถส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในระดับชุมชนได้ด้วย

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

กรมฝนหลวงฯ เผยเตรียมปฏิบัติการทำฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

วันนี้ (22 พ.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ่นั้น กรมฝนหลวงฯ ยืนยันว่ามีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรและอากาศยาน ที่ขณะนี้มีอยู่ จำนวน 25 ลำกระจายอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ และ พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งในขณะนี้ สภาพอากาศถือว่าเอื้ออำนวยต่อการปฎิบัติการเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จะต้องพิจารณาถึงพื้นที่การเกษตรบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อพืชผลการเกษตรด้วย

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจะร่วมมือกับกองทัพอากาศและสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อสนับสนุนภารกิจ การทำฝนหลวงและใช้ข้อมูลดาวเทียมวางแผนให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง จะนำนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนในการปฏิบัติ คือ เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง  (Ground Based Generator) ที่จะเป็นการส่งอนุภาคฝนหลวงจากภาคพื้นดินขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนในพื้นที่ที่อากาศยานไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ อาทิ พื้นที่ชายแดน หรือบริเวณป่าต้นน้ำที่เป็นภูเขาสูงรวมไปถึงเขตเงาฝน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานและเป็นการสำคัญของไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

015

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย  นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีมงาน “รวมใจภักดิ์ รักษ์ชาวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยภายในงานได้นำนิทรรศการด้านข้าวมาจัดแสดง  อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิทรรศการ รากฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีต่อยอดอนาคตชาวนาไทย และนิทรรศการอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ที่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “แปลงนาสาธิตอัจฉริยะ” จาก 3 ภาคเอกชน เพื่อการเกษตรแห่งอนาคต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยอย่างครบวงจร เพื่อร่วมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

'กรมที่ดิน' เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย 'นำสุข คลายทุกข์' ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของชีวิต ต้นทุนในการประกอบอาชีพ และมรดกสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน จึงเดินหน้าเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิการถือครองให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนเป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับโฉนดที่ดินรวมกว่า 223 แปลง โดยย้ำว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังรอเอกสารสิทธิ์ และในแต่ละปีได้ตั้งเป้ามอบโฉนดที่ดินกว่า 86,000 แปลงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงตามกฎหมาย

ด้าน นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมที่ดินตั้งเป้าดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 86,000 แปลง แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเดินสำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมาย 16,000 แปลง และโครงการเดินสำรวจทั่วไปในพื้นที่อื่นทั่วประเทศอีก 70,000 แปลง

สำหรับพื้นที่ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้มีการมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนจำนวน 221 แปลง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ “บอกดิน” ที่ประชาชนแจ้งข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2564-2565 มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินและดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์จนแล้วเสร็จ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเอกสารสิทธิ์ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาอาชีพ และการต่อยอดภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น “ความจริง” เพราะทุกผืนดินที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

“กรมที่ดิน… มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุข คลายทุกข์ ให้ประชาชน”

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/N8WZTgBKSHc

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมสั่งการกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ยันไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาชนรายงานพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ จ.ตราด ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ ทั้งที่เคยพบและมีรายงานว่าพบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล ที่คาดว่าจะมีการแพร่ระบาด อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีการรายงานสถานการณ์ถึงการตรวจพบในทุกวัน เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ของความรุนแรงการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดพบว่า การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด ที่ต้องของบประมาณและยังไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ ครม. ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ประกอบด้วยการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด และกำจัดออกจากระบบนิเวศ พร้อมสั่งการให้ กรมประมงวางแผน การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะร่วมกันกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ที่เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ผ่านมาการยางประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำด้วยการนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเกษตรกรที่ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในสวนผลไม้แล้วพบว่า สามารถเพิ่มคุณภาพให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นว่าหลังจากที่มีการพบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีการรายงาน จะเป็นโอกาสให้การปลาชนิดดังกล่าวกระจายตัวและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กรมประมงการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะนีัยังไม่พบแนวโน้มที่ปลาดังกล่าวจะกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ 

อย่างไรก็ตามในส่วนประเด็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของปลาดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า ไม่มีแนวคิดดังกล่าว และมองว่าไม่เกิดประโยชน์ พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญเพียงการจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เท่านั้น

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม