ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
 

Leave a comment