สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

วันนี้ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่าย ดังนี้

                             1.1 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) (คงเดิม)

                             1.2 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (คงเดิม)

                             1.3 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ (คงเดิม)

                             1.4 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

                   2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม) และบุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Withholding Tax (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 รวม 2 ฉบับ เพื่อให้การส่งเสริมการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) และการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการในการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนผู้เสียภาษีที่มีข้อจำกัดในการจัดทำ ยื่น หรือส่งเอกสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น

                   เรื่องเดิม

                   สืบเนื่องจาก กค. โดยกรมสรรพากรได้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2 มาตรการ ดังนี้

                   1) มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 766) พ.ศ. 2566 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่าย สำหรับ 1) รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt 2) รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบ e-Withholding Tax และ 3) รายจ่ายเพื่อการใช้บริการ ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

                   2) มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) โดยออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 389 (พ.ศ. 2566) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ เพื่อลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม) และบุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

                   สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

                   กค. เสนอว่า

                   1. โดยที่มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ประกอบกับกรมสรรพากรได้ผลักดันกระบวนการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้เสียภาษี และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมเป็น Service Provider จัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้กรมสรรพากร 4 ด้าน ได้แก่

                             1.1 ผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt (ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 23 ราย)

                             1.2 ผู้ให้บริการจัดทำและยื่นแบบแสดงรายการภาษีจากระบบยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (e-Filing) (ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 1 ราย)

                             1.3 ผู้ให้บริการจัดทำและยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินจากระบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp Duty) (ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการ 5 ราย)

                             1.4 ผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลบัญชีพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม (ปัจจุบันยังไม่มีผู้ให้บริการ)

                   2. นอกจากนี้ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการเชื่อมต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ของตนกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรดังกล่าว กรมสรรพากรได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดทำและยื่นหรือส่งเอกสารหลักฐานหรือหนังสือด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Service Provider โดยกำหนดมาตรฐานในด้านความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ตามที่ สพธอ. ประกาศกำหนด1 ซึ่งส่งผลให้ Service Provider มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองระบบสารสนเทศกับ สพธอ. เฉลี่ยปีละประมาณ 250,000 บาท

                   3. ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) และการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการในการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนผู้เสียภาษีที่มีข้อจำกัดในการจัดทำ ยื่น หรือส่งเอกสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้การจัดการภาษีเป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กค. พิจารณาแล้วเห็นควรขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครอบคลุมถึงรายจ่ายเพื่อการตรวจสอบประเมินระบบสารสนเทศ ที่ Service Provider ต้องจ่ายให้แก่ สพธอ. ด้วย ดังนี้

                             3.1 ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์) โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่าย สำหรับค่าใช้จ่าย ดังนี้

                                      3.1.1 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษี e-Tax Invoice & e-Receipt  (คงเดิม)

                                      3.1.2 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษี e-Withholding Tax (คงเดิม)

                                      3.1.3 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ (คงเดิม)

                                      3.1.4 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ Service Provider จ่ายให้แก่ สพธอ. (เพิ่มเติม) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ค่าใช้จ่ายที่ได้รับยกเว้นภาษีสิทธิประโยชน์เงื่อนไข
1. การลงทุนในระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)(ร่างมาตรา 4) (คงเดิม)[รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบการจัดทำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือการจัดซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เก็บใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการจัดทำ
ส่งมอบ รับ หรือเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่รวมค่าซ่อมแซมอุปกรณ์และรายจ่ายของผู้ให้บริการ จัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการขายหรือการให้บริการแก่บุคคลอื่น]
• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่ได้ลงทุนในระบบe-Tax Invoice & e-Receipt• ต้องจ่ายไปตั้งแต่วันที่                 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่                      31 ธันวาคม 2570• ทรัพย์สินที่ลงทุนต้องมีลักษณะ (ร่างมาตรา 6) ดังนี้- ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน- เป็นทรัพย์สินที่นำมาหักค่า
สึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570- อยู่ในราชอาณาจักร- นำมาใช้งานเป็นระยะเวลา
ไม่น้อยกว่า 3 รอบระยะเวลาบัญชีติดต่อกัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได้มาและพร้อมใช้งาน- ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างอื่น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน- ไม่เป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
2. การลงทุนในระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (ร่างมาตรา 5) (คงเดิม)[รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบการนำส่งภาษี หรือการจัดซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์อุปกรณ์เก็บใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์เครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นใด ที่ใช้ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการนำส่งภาษีแต่ไม่รวมค่าซ่อมแซมอุปกรณ์]• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่ได้ลงทุนในระบบe-Withholding Tax
3. การใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบe-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ [ร่างมาตรา 7 (1) และ (2)] (คงเดิม)[ค่าบริการของผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ หรือค่าบริการใช้พื้นที่เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการนำส่งภาษี ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax]• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายในการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ และการใช้บริการ ตรวจประเมินระบบสารสนเทศ ที่ Service Provider จ่ายให้แก่ สพธอ.• ต้องจ่ายไปตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2569 ถึงวันที่                           31 ธันวาคม 2570
4. การใช้บริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ Service Providerจ่ายให้แก่ สพธอ. [ร่างมาตรา 7 (3)] (เพิ่มเติม)[ค่าบริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศ และค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่นใด ที่เกี่ยวเนื่องกับการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ Service Provider จ่ายให้แก่ สพธอ. สำหรับเป็นผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากระบบ
e-Tax Invoice & e-Receipt จัดทำและยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านระบบ e-Filing จัดทำและยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินจากระบบe-Stamp Duty และจัดทำและนำส่งข้อมูลบัญชีพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม]

                             3.2 ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ [มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax)] โดยมีสาระสำคัญเป็นการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 52 อัตราร้อยละ 3และอัตราร้อยละ 24 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม) และบุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ตามที่กฎกระทรวงกำหนด เช่น

นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม)บุคคลธรรมดา
1. เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ เช่น ค่านายหน้า ค่าโบนัส เป็นต้น2. ค่ากู๊ดวิลล์ (ค่าความนิยมในตัวบริษัทจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทนั้นขายกิจการ) ค่าลิขสิทธิ์3. ค่าเช่าทรัพย์สิน ยกเว้นค่าเช่าเรือ4. เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี เป็นต้น5. เงินที่ได้จากการรับเหมา6. เงินที่ได้จากการจ้างทำของ เงินรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค และเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ1. ค่าเช่าทรัพย์สิน ยกเว้นค่าเช่าเรือ2. เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี เป็นต้น3. เงินที่ได้จากการรับเหมา4. เงินที่ได้จากการจ้างทำของ เงินรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค และเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ5. ค่าแสดงของนักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

                   อนึ่ง ในระหว่างที่ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ กค. ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมสำหรับการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e – Withholding Tax ดังกล่าวที่ได้กระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สามารถนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมได้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อให้การลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่สร้างภาระแก่ผู้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax ที่นำส่งเงินภาษีไม่ตรงตามอัตราที่กำหนดไว้ (อัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2)

                   4. กค. ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่ามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 33 ล้านบาท (รวม 2 ปีภาษี ประมาณ 66 ล้านบาทและมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ไม่ทำให้สูญเสียรายได้ภาษี แต่จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น ปีละประมาณ 27,000 ล้านบาท และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเป็น Service Provider รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรด้วย อีกทางหนึ่ง

                   5. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยสำนักงบประมาณมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สมควรให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการภาษีดังกล่าวให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรก ตลอดจนติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการภาษีดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ต่อไป และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้

______________________

เป็นไปตามข้อ 7 (2) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 384 (พ.ศ. 2565) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานหรือหนังสือด้วยกระบวนการการทางอิเล็กทรอนิกส์

 2 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 เช่น ค่าเช่าอาคาร ค่าแสดง เงินรางวัล เป็นต้น

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 3 เช่น ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสอบบัญชี ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่ารับเหมา เป็นต้น

4อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 2 เช่น ค่าจ้างโฆษณา เป็นต้น

เป็นไปตามข้อ 2 (17/5) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 389 (พ.ศ. 2566) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ตรวจพิจารณาแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 615/2567) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่องของสินค้า สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย และความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้าไว้เป็นการเฉพาะ รวมทั้งรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                   1. โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายอย่างชัดและเพียงพอ โดยเฉพาะกับสินค้าที่ผู้ซื้อไม่อาจพบเห็นความชำรุดบกพร่องได้ในเวลาซื้อขายหรือส่งมอบ สมควรกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่องของสินค้า สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย และความรับผิดชอบของผู้ขายตามประเภทของสินค้าไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน อันจะเป็นการคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สคบ. จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้วมาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             1.1 ใช้บังคับระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทั่วไป โดยกำหนดให้ “ผู้ซื้อ” หมายความรวมถึงผู้รับโอนหรือสืบสิทธิในสินค้าจากผู้ซื้อสินค้านั้นด้วย และ “ผู้ขาย” หมายความว่า ผู้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นปกติธุระ ดังนั้น กฎหมายนี้จึงใช้บังคับกับความสัมพันธ์ทั้งแบบผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และแบบผู้ประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจ (B2B)

                             1.2 ใช้บังคับกับสัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาซื้อขายสินค้า โดยมีบุคคลที่สามเป็นผู้ให้สินเชื่อและชำระราคาสินค้าแก่ผู้ขาย โดยมีการส่งมอบการครอบครองให้ผู้รับสินเชื่อได้ใช้ประโยชน์ (การจัดไฟแนนซ์) และสัญญาแลกเปลี่ยน

                             1.3 ใช้บังคับแก่สัญญาที่ได้ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

                             1.4 ไม่ใช้บังคับแก่ของที่ใช้แล้ว และไม่ใช้บังคับแก่สัตว์มีชีวิต รวมถึงสินค้าอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                             1.5 ในกรณีที่สินค้าชำรุดบกพร่องภายในกำหนดเวลา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่องในเวลาส่งมอบสินค้า โดยกรณีสินค้าทั่วไปกำหนดไว้ 6 เดือน กรณีรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี และกรณีรถจักรยานยนต์กำหนดไว้ 6 เดือน นับแต่วันส่งมอบ

                             1.6  กำหนดสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้า ดังนี้

                                      1.6.1 สินค้าทั่วไป กำหนดให้ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายรับผิด ดังนี้

                                                (1) ในกรณีเป็นความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ โดยต้องเปลี่ยนสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าผู้ขายปฏิเสธไม่เปลี่ยนสินค้าหรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ  ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา

                                                (2) ในกรณีเป็นความชำรุดบกพร่องที่ไม่ใช่ในสาระสำคัญผู้ซื้อจะต้องใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซมสินค้าเป็นลำดับแรก หากการซ่อมแซมสินค้า ทำให้สินค้านั้นเสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือขอลดราคาสินค้า นอกจากนี้ ผู้ขายอาจเลือกที่จะเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้ผู้ซื้อแทนการซ่อมแซมก็ได้ ถ้าผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไปภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับมอบไว้ซ่อมแซม หรือผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซมและไม่เปลี่ยนสินค้าให้ ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาหรือเลิกสัญญา

                                                (3) กรณีผู้ซื้อใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า ผู้ขายอาจเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าก่อน หากการเปลี่ยนสินค้าก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ขาย ถ้าผู้ขายปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสินค้าและปฏิเสธซ่อมแซมสินค้า หรือเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าแต่ไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไปได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้านั้นไว้ซ่อมแซม ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาหรือเลิกสัญญา

                                                (4) กรณีผู้ซื้อใช้สิทธิขอลดราคาสินค้า ผู้ขายอาจเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าหรือเปลี่ยนสินค้าก่อน หากการลดราคาสินค้าก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ขาย ถ้าผู้ขายปฏิเสธที่จะลดราคาสินค้า ซ่อมแซมสินค้า หรือเปลี่ยนสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา

                                      1.6.2 รถยนต์และรถจักรยานยนต์ กำหนดความรับผิดให้ผู้ขายต้องรับผิดหากความชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นภายในกำหนดระยะเวลาหรือระยะทางแล้วแต่กรณีใดถึงก่อน โดยกรณีรถยนต์ ภายในเวลา 1 ปี หรือใช้งานเป็นระยะทางไม่เกิน 10,000 กิโลเมตรนับแต่วันส่งมอบ และกรณีรถจักรยานยนต์ ภายในเวลา 6 เดือนหรือใช้งานเป็นระยะทางไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร นับแต่วันส่งมอบ โดยผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายรับผิด ดังนี้

                                                (1) ในกรณีเป็นความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ และไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ หรือถึงแม้จะแก้ไขแล้วแต่หากนำไปใช้แล้วอาจเกิดอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้ที่ใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้น ให้ผู้ขายเปลี่ยนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าผู้ขายไม่มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันใหม่ที่จะเปลี่ยนให้ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา

                                                (2) ในกรณีเป็นความชำรุดบกพร่องที่ไม่ใช่ในสาระสำคัญผู้ซื้อจะต้องใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นลำดับแรก โดยผู้ซื้อไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมนั้น หากการซ่อมแซมนั้นทำให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายชดใช้ค่าเสียหาย นอกจากนี้ ผู้ขายอาจเลือกที่จะเปลี่ยนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันใหม่ให้แก่ผู้ซื้อแทนการซ่อมแซมก็ได้ รวมทั้งให้ผู้ขายชำระค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์อื่นใดให้แก่ผู้ซื้อ เพื่อชดเชยในระหว่างซ่อมแชมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นด้วย

                                                (3) ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาหรือเลิกสัญญา ในกรณีรถยนต์ซึ่งผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไปภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบไว้ซ่อมแซม และในกรณีรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไปภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับมอบไว้ซ่อมแซม หรือในกรณีผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ ทั้งนี้ หากความชำรุดบกพร่องของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ผู้ซื้อมีสิทธิให้ผู้ขายเปลี่ยนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรือเลิกสัญญา

                                                (4) ผู้ซื้ออาจบอกกล่าวต่อผู้ขายว่าจะให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมแทนผู้ขาย โดยให้ผู้ขายเสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไป ปฏิเสธที่จะซ่อมแซมและไม่เปลี่ยนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์

ทั้งนี้ กรณีผู้ซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้อง ดังนี้ (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ตามสมควร (2) ราคารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ผู้ซื้อได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย และ (3) ค่าเสียหายอื่นอันเกิดจากความชำรุดบกพร่อง

                                      1.6.3 เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์*

                                                (1) ในกรณีที่สินค้าชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน 14 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ โดยผู้ขายต้องเปลี่ยนสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ และหากผู้ขายปฏิเสธไม่เปลี่ยนสินค้าหรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้า ให้ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา ทั้งนี้ กรณีผู้ซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้อง ดังนี้ (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ตามสมควร (2) ราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ที่ผู้ซื้อได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย และ (3) ค่าเสียหายอื่นอันจากความชำรุดบกพร่อง

                                                (2) ในกรณีเป็นความชำรุดบกพร่องที่ไม่ใช่ในสาระสำคัญให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าทั่วไป (ตามข้อ 1.6.1)  มาใช้บังคับแก่สินค้าประเภทนี้ด้วย                                  

                             1.7  การใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบต่อการเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรจากผู้ขาย ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ซื้อในอันที่จะเรียกค่าเสียหายในกรณีเลิกสัญญาตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงกรณีการซ่อมแซมที่ทำให้สินค้านั้นเสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา

                             1.8 การเรียกให้ผู้ขายรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามพระราชบัญญัตินี้มีกำหนดอายุความนับแต่เวลาที่ผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าดังกล่าว หรือเวลาที่ผู้ขายยอมรับที่จะซ่อมแซม ยอมรับที่จะเปลี่ยน หรือยอมรับที่จะลดราคาให้แก่ผู้ซื้อโดยในกรณีสินค้าทั่วไปให้ขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปี กรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์และกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ ให้ขาดอายุความเมื่อพ้น 2 ปี

                   2. การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ซึ่งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ตรวจพิจารณาแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 615/2567) ต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ซึ่งในขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติความรับผิด เพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. (นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21,111 คน เป็นผู้เสนอ) ได้บรรจุไว้ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

                   3. ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้มีหลักการสำคัญทำนองเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. (นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21,111คน เป็นผู้เสนอ) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ให้ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                   4. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัตินี้ และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจ                เกิดขึ้นจากกฎหมายแล้ว รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา จำนวน 1 ฉบับ และกฎกระทรวง จำนวน 1 ฉบับ

                   5. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) (เรื่องเสร็จที่ 615/2567) (โดยมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าภายใน) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาให้ความเห็นด้วยแล้ว) คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรได้

_____________________________________

* ไม่รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ที่เป็นส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ คำว่า “เครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์” ให้หมายความรวมถึงเครื่องยนต์ที่เป็นอะไหล่ด้วย

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สคก. เสนอว่า

                   1. โดยที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีมติเห็นชอบ ให้ สคก. ตรวจพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้เสนอ ก.พ.ร. พิจารณา และเมื่อ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการดังกล่าวให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                   2. สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1. เสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 471/2569) โดยสำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงาน ก.พ. ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบ กับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

                   3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1 ที่ สคก. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้อง กับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนแปลงไป อันจะทำให้การปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอำนาจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยเพิ่มเติมภารกิจของ สคก. ในส่วนของหน้าที่และอำนาจในการเป็นศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง ให้ครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบทบัญญัติและข้อมูลทางกฎหมาย ให้สอดคล้องกับภารกิจของ สคก. ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และมีการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ สรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการ
ในปัจจุบัน
การแบ่งส่วนราชการ
ที่ปรับปรุงใหม่
หมายเหตุ
1.สำนักงานเลขาธิการคงเดิม• ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการทั่วไปของสำนักงานและราชการอื่นที่มิได้แยกให้เป็นหน้าที่ของกองหรือส่วนราชการใดโดยเฉพาะ
2. กองกฎหมายกระบวนการยุติธรรม3. กองกฎหมายการเงินการคลัง4. กองกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน5. กองกฎหมายการพาณิชย์และอุตสาหกรรม6. กองกฎหมายการศึกษาและวัฒนธรรม7. กองกฎหมายต่างประเทศ8. กองกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม9. กองกฎหมายเทคโนโลยี
และการคมนาคม10.กองกฎหมายไทย11.กองกฎหมายปกครอง12. กองกฎหมายสวัสดิการสังคม13. กองพัฒนากฎหมาย14. กองหลักนิติบัญญัติ15.สถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน










         กองกฎหมาย 1 -14
เปลี่ยนชื่อ กองกฎหมาย จำนวน 13 กองและสถาบันพัฒนากฎหมาย เป็นกองกฎหมาย 1-14 (เดิม โครงสร้างยึดโยงกับกฎหมายรายสาขาเป็นหลัก)เพื่อรองรับการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย ที่ มีความเฉพาะตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการทำงานแบบแยกหน่วยงาน (Silo) โดยการปรับระบบการบริหารให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) เพื่อให้การพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายของ สคก. ทั้งกฎหมาย ที่มาจากส่วนราชการและกฎหมายตามนโยบายเร่งด่วนสำคัญของรัฐบาล
มีประสิทธิภาพมากขึ้น• ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ ให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างกว้างเพื่อให้เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถมีคำสั่งกำหนดหน้าที่
และอำนาจของแต่ละกองให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจของ สคก. ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้1. จัดทำและตรวจพิจารณาร่างกฎหมายการให้ความเห็นทางกฎหมาย การวิจัยและพัฒนากฎหมาย การประสานงาน ด้านการนิติบัญญัติ การพัฒนาศักยภาพนักกฎหมายภาครัฐ และการเผยแพร่หรือให้บริการข้อมูลทางกฎหมาย2. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหรืออยู่ในความรับผิดชอบ
16. กลุ่มตรวจสอบภายในคงเดิมคงเดิม• ปรับแก้ไขถ้อยคำให้เป็นไปตามแนวทางการตรวจร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ที่ผ่านมา
17. กลุ่มพัฒนาระบบบริหารคงเดิม• แก้ไขถ้อยคำว่า “ส่วนราชการภายในสำนักงาน” เป็น คำว่า “หน่วยงานภายในสำนักงาน” เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการตรวจร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ที่ผ่านมา
18. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคงเดิม• ทำหน้าที่หลักในการบูรณาการและ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบและการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสำนักงานรับผิดชอบงานขึ้นตรงต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการดังกล่าวไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดย สคก. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอ ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  19 ธันวาคม 2549 แล้วประกอบกับ สงป. และสำนักงาน ก.พ. ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะเข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่..) พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาอักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   อว. เสนอว่า

                   1. เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกได้มีการเปิดสอนในระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการจัดการเพิ่มขึ้น อว. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อกำหนดปริญญาตรีและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาการจัดการ ดังนี้

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา                  อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยาฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่ 5)                    พ.ศ. 2567ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาอักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยาฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
มาตรา 3 (1) สาขาวิชาการจัดการ มีปริญญาสองชั้นคือ(ก) เอก เรียกว่า “การจัดการดุษฎีบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “กจ.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.”(ข) โทเรียกว่า “การจัดการมหาบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “กจ.ม.”มาตรา 3 (1) สาขาวิชาการจัดการ มีปริญญาสามชั้นคือ(ก) เอก เรียกว่า “การจัดการดุษฎีบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “กจ.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.”(ข) โทเรียกว่า “การจัดการมหาบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “กจ.ม.”(ค) ตรี เรียกว่า “การจัดการบัณฑิต”ใช้อักษรย่อ “กจ.บ.”

                   2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรี สามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกานี้ได้

                   3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะเข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดเพิ่มปริญญาตรีและอักษรย่อในสาขาวิชาการจัดการ ซึ่งคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกได้มีมติเห็นชอบหลักสูตรแล้ว และได้แจ้งหลักสูตรการศึกษาดังกล่าวต่อสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแล้ว ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   รวมทั้งให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอว่า

                   1. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ส่งร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. มาเพื่อ สคก. ตรวจพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้พิจารณากลั่นกรองและมีมติเห็นชอบการจัดตั้งส่วนราชการตามร่างกฎกระทรวงดังกล่าว และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาเห็นชอบแล้ว และให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เรื่อง ขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันอุดมศึกษาที่กำหนดว่าเมื่อมีการจัดทำร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ให้เสนอ กกอ. พิจารณากลั่นกรอง และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมพิจารณา แล้วส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                   2. สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1. เสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 391/2569) ซึ่งเป็นการปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเสียใหม่ ซึ่ง อว. (สำนักงานปลัดกระทรวงและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน) ได้มีหนังสือยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

                   3. ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ที่ สคก. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 เพื่อปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเพิ่ม “สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร” เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยดังกล่าว เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและทำวิจัย     รวมถึงเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย สรุปได้ ดังนี้

กฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564(การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบัน)ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ….(การแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่)
(1) สำนักงานอธิการบดี(2) สำนักงานวิทยาลัยขอนแก่น(3) สำนักงานวิทยาเขตสกลนคร(4) สำนักงานวิทยาเขตสุรินทร์(5) คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี(6) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม(7) คณะทรัพยากรธรรมชาติ(8) คณะเทคโนโลยีการจัดการ(9) คณะบริหารธุรกิจ(10) คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์(11) คณะวิศวกรรมศาสตร์(12) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี(13) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์(14) คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี(15) สถาบันวิจัยและพัฒนา(16) สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ(17) สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน(1) สำนักงานอธิการบดี(2) สำนักงานวิทยาลัยขอนแก่น(3) สำนักงานวิทยาเขตสกลนคร(4) สำนักงานวิทยาเขตสุรินทร์(5) คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี(6) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม(7) คณะทรัพยากรธรรมชาติ(8) คณะเทคโนโลยีการจัดการ(9) คณะบริหารธุรกิจ(10) คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์(11) คณะวิศวกรรมศาสตร์(12) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี(13) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์(14) คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี(15) สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร(16) สถาบันวิจัยและพัฒนา17) สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ18) สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน

โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ดำเนินการตามขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันอุดมศึกษา ตามมติคณะรัฐมนตรี (19 ธันวาคม 2549) แล้ว ประกอบกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน) ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาแล้ว     

                   4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องหรือเห็นชอบด้วยกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวและมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ได้แก่ สำนักงบประมาณเห็นว่า เมื่อร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว อาจส่งผลต่อภาระงบประมาณ จึงเห็นควรให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติการขยายโอกาสทางการศึกษา การบริหารจัดการองค์กร แนวโน้มจำนวนนักศึกษาในอนาคตภาระด้านการเงินการคลังของประเทศ และความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งพิจารณาแนวทางการปฏิบัติในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงินเพื่อสำนักงบประมาณจะได้ใช้ประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง     

                   สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอว่า

                   1. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ส่งร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. มาเพื่อ สคก. ตรวจพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้พิจารณากลั่นกรองและเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาเห็นชอบแล้ว และให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เรื่อง ขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันอุดมศึกษาที่กำหนดว่าเมื่อมีการจัดทำกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ให้เสนอ กกอ. พิจารณากลั่นกรอง และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณา แล้วส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                   2. สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1. เสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 403/2569) ซึ่งเป็นการปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเสียใหม่ ซึ่ง อว. (สำนักงานปลัดกระทรวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม) ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

                   3. ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ที่ สคก. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเสียใหม่ โดยมีการยกเลิกกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2548 และแก้ไขชื่อ “คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เป็น “คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและครอบคลุมกับสาขาวิชาชีพที่เปิดทำการเรียนการสอนในปัจจุบัน ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2548ร่างกฎกระทรวงฯ
1. สำนักงานอธิการบดี1. สำนักงานอธิการบดี
2. คณะครุศาสตร์2. คณะครุศาสตร์
3. คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร3. คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร
4. คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม4. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
5. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์5. คณะวิทยาการจัดการ
6. คณะวิทยาการจัดการ6. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
7. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี7. คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
8. สถาบันวิจัยและพัฒนา8. สถาบันวิจัยและพัฒนา
9. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ9. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
10. สำนักศิลปะและวัฒนธรรม10. สำนักศิลปะและวัฒนธรรม

โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ดำเนินการตามขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันอุดมศึกษาตามที่มติคณะรัฐมนตรี (19 ธันวาคม 2549) กำหนดแล้วประกอบกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย รวมทั้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงการคลัง เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

7. เรื่อง ร่างกฎหมายขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา [ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ]

                   คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยให้หักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์  (e – Donation) ของกรมสรรพากร ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

                   2. มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา รวมทั้งร่วมติดตามและประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการนี้ และนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่ กค. เป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตราการเพื่อประกอบการจัดทำรายงานเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้รับกับการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

                   3. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และ
ความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา รวมทั้งร่วมติดตามและประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการนี้ และนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่ กค. เป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตรการเพื่อประกอบการจัดทำรายงานเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้รับกับการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐฯ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา) มีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นรายละเอียด
1. ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์Ÿ บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
2. ประเภทของสถานศึกษา1) สถานศึกษาของรัฐ2) โรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน4) สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ5) สถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันการศึกษา
ที่มีศักยภาพสูงจากกต่างประเทศ (คพอต.) อนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษีŸยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคโดยสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคและเมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวน 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ได้ใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องไม่นำเงินบริจาคที่ได้ใช้สิทธิไปหักลดหย่อมตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากรอีกŸยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค โดยกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน และเมื่อรวมกับรายจ่ายที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อ
การสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องไม่นำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรอีกŸยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่หน่วยรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยต้องไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวไปหักเป็นค่าใช้จ่ายหรือรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศ
4. วิธีการบริจาคŸระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e – Donation) ของกรมสรรพากร
5. ระยะเวลาบังคับใช้Ÿตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (รวม 3 ปีภาษี)

                   2. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้น (ฉบับที่ ..)              พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา) มีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นรายละเอียด
1. ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
2. ประเภทของหน่วยรับบริจาคŸการกีฬาแห่งประเทศไทยŸคณะกรรมการกีฬาจังหวัดŸสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดŸสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติŸกรมพลศึกษา
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษีŸยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค โดยสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคและเมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มี
การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวน 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ได้ใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องไม่นำเงินบริจาคที่ได้ใช้สิทธิไปหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรอีกŸยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคลเป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค โดยกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาคไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน ในลักษณะการ และเมื่อรวมกับรายจ่ายที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10  ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องไม่นำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรอีกŸ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคคลสำหรับการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่หน่วยรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยต้องไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวไปหักเป็นค่าใช้จ่ายหรือรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วแต่กรณีŸบุคคลธรรมดาที่ใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว หากมีจำนวนเงินบริจาคเหลือจากการใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้มีสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคที่เหลือจากการใช้สิทธิดังกล่าวได้ 1 เท่า ตามข้อ 2 (68) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 พ.ศ. 2509 ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
4. วิธีการบริจาคระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e – Donation) ของกรมสรรพากร
5. ระยะเวลาบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (รวม 3 ปีภาษี)

อนึ่ง เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว กรมสรรพากรจะต้องออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (ขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีก 1 ปี โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2570)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ

                   สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ

                   อก. เสนอว่า

                   1. เดิมกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 ระบุให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2948 –2562 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5417 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร
ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2462 (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใหม่) ทั้งนี้ ผู้ทำหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะต้องได้รับใบอนุญาตทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว ตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 และผู้จำหน่ายจะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่เป็นของผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานและเลขที่มาตรฐานถูกต้องครบถ้วน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562

                   2. ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการขอรับใบอนุญาตทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร มาตรฐานเลขที่ มอก. 2948 -2562 (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใหม่) ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 1,005 รายและได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า ไม่พร้อมที่จะดำเนินการขอรับใบอนุญาต โดยมีการชี้แจงเหตุผลอย่างหลากหลาย เช่น ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นว่าคำว่า “ไม่สัมผัสอาหารโดยตรง” เป็นถ้อยคำที่มีความหมายกว้าง ไม่แน่ชัดว่าครอบคลุมถึงกระดาษหรือภาชนะในลักษณะใดบ้าง นอกจากนี้ กระดาษสัมผัสอาหารในกรณีนี้จะรวมถึงกระดาษประเภทเยื่อเวียนทำใหม่ (Recycled Pulp) ซึ่งผู้ประกอบการยังติดขัดในการขอเอกสารรับรองแหล่งที่มาประกอบการขออนุญาต

                   3. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อคิดเห็นในการแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร มาตรฐานเลขที่ มอก. 2948 – 2562 โดยเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบกิจการจำนวนมากที่จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาวัตถุดิบเครื่องจักร และระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งย่อมส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นภาระต่อผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีจำนวนมากในอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย หากมีการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568
ในระยะเวลาอันใกล้โดยที่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เครื่องจักร และระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานดังกล่าวได้ทัน อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบกิจการรายย่อยถึงขั้นต้องหยุดประกอบกิจการ อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และอาจทำให้ต้องพึ่งการนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารจากต่างประเทศ และเนื่องด้วยต้นทุนการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งกระทบต่อผู้บริโภคทำให้ต้องซื้อสินค้าอาหารในราคาที่แพงขึ้น

                   ด้วยเหตุผลดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจึงเสนอขอให้ สมอ. พิจารณาทบทวนและมีมาตรการผ่อนผันการเลื่อนการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2948 -2562 ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs มีระยะเวลาเพียงพอในการศึกษาและทำความเข้าใจข้อกำหนดมาตรฐาน ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดหาและคัดเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการทดสอบและการขอรับรองมาตรฐาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว

                   4. สมอ. ได้สรุปความคิดเห็นปัญหาความพร้อมในการดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร มาตรฐานเลขที่ มอก. 2948-2562 เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ในคราวประชุม ครั้งที่ 759-3/2569 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ซึ่ง กมอ. เห็นว่าหากเมื่อถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่กฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับ แต่โรงงานที่ทำภาชนะกระดาษหรือโรงพิมพ์กระดาษที่ใช้สัมผัสอาหารยังคงไม่สามารถดำเนินการขอรับใบอนุญาตได้ด้วยเหตุดังกล่าว ก็จะส่งผลกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กล่าวคือ ผู้ทำหรือผู้นำเข้ากระดาษสัมผัสอาหารไม่สามารถทำหรือนำเข้ากระดาษสัมผัสอาหารได้ โรงงานทำกระดาษหรือโรงพิมพ์กระดาษที่ใช้สัมผัสอาหารจะต้องหยุดการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารขาดตลาด ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ที่จะต้องหาบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นมาใช้ทดแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของสินค้าในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น กมอ. จึงมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 ออกไปอีก 365 วัน และให้ สมอ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                   5. สมอ. ได้ดำเนินการจัดทำประกาศสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. วันที่ 18 มีนาคม 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นบนระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) เป็นระยะเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2569 และประชาสัมพันธ์การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวบนเว็บไซต์ (www.tisi.go.th/products-regulation) และเพจ facebook ของ สมอ. (www.facebook.com/tisiofficial) พร้อมทั้งได้แจ้งไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายกสมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทย นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย นายกสมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย นายกสมาคมไทยค้ากระดาษและสมุด นายกสมาคมการพิมพ์ไทย นายกสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย

                   6. ในคราวประชุม กมอ. ครั้งที่ 760-4/2569 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 สมอ. ได้รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่.) พ.ศ. …. โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 296 ราย เห็นด้วย จำนวน 276 ราย และไม่เห็นด้วย จำนวน 20 ราย และได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย โดยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวผ่านช่องทางเว็บไซต์ของ สมอ.(www.tisi.go.th) และระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th)

                   7. อก.จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารฯ มาเพื่อดำเนินการ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการขยายเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 จากเดิมกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และแก้ไขเป็นให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2570 เป็นต้นไป

                   8. ประโยชน์และผลกระทบ

                             8.1 เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หากบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 ในทันทีโดยที่ผู้ทำหรือผู้นำเข้ายังไม่พร้อมจะทำให้ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการทดสอบห้องปฏิบัติการจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของการขึ้นราคาสินค้า ดังนั้น การขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎกระทรวงได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อย่างกะทันหันในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว

                             8.2 การป้องกันการขาดแคลนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารในท้องตลาด เช่น ถุงขนม ถุงหิ้วกระดาษ จานกระดาษ หรือกระดาษรองอาหาร โดยประชาชนยังสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้านอาหารได้ตามปกติ

9. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 พ.ศ. ….

                        คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้นำความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                        รวมทั้งรับทราบประกาศคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 ที่ได้นำมาใช้แทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว

                        สาระสำคัญของร่างระเบียบฯ

                        กค. เสนอว่า

                        1. ที่ผ่านมาภาครัฐโดย กค. ได้มีการอุดหนุนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐแก่รัฐวิสาหกิจในลักษณะของกิจกรรมที่เป็นการให้บริการสาธารณะโดยมีฐานอำนาจในการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 ที่ให้บริการสาธารณะด้านสาธารณูปโภค และประสบหรืออาจประสบผลขาดทุนจากนโยบายราคาค่าบริการของรัฐบาล ได้แก่ กิจการรถไฟ การขนส่งมวลชน การประปา เป็นต้น ด้วยการพิจารณาอุดหนุนส่วนต่างระหว่างรายได้ที่รัฐวิสาหกิจได้รับจากการให้บริการสาธารณะนั้นกับต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

                        2. ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจไว้ตามมาตรา 27 และมาตรา 28 โดยมีกลไกที่เชื่อมโยงการที่รัฐจะต้องจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้ดำเนินการตามมาตรการที่เป็นนโยบายของรัฐเข้ากับกรอบการดำเนินการที่ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ จึงทำให้รัฐวิสาหกิจต้องขอรับการจัดสรรเงินชดเชยจากนโยบายรัฐภายใต้แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คนร. ได้เสนอเรื่อง มาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อ คนร. พิจารณาในคราวประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 และครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568

                        2.1 ในคราวประชุม คนร. ครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ได้มีมติ

                                    2.1.1 เห็นชอบในหลักการของร่างประกาศ คนร. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. …. ตามที่ สคร. เสนอ และให้ สคร. นำร่างประกาศดังกล่าว ไปรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ และหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

                                    2.1.2 เห็นชอบให้รัฐวิสาหกิจขอรับการจัดสรรเงินชดเชยจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐภายใต้ของมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 นับแต่วันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ

                        2.2 ในคราวประชุม คนร. ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ได้มีมติรับทราบการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ และการหารือ กับ สคก. รวมถึงการปรับปรุงร่างประกาศฯ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คนร. เสนอประธาน คนร. ลงนามในร่างประกาศฯ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป ซึ่งประธาน คนร. ได้ลงนามในประกาศ คนร. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 แล้ว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป (30 สิงหาคม 2568)

                        3. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การขอรับการจัดสรรเงินชดเชยจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 ประกอบได้มีประกาศ คนร. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 ที่กำหนดกรอบและแนวปฏิบัติในการขอรับเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐตามนัยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 แทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 แล้ว ดังนั้น เห็นควรยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 จึงได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 พ.ศ. ….  มาเพื่อดำเนินการ

10. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป (เพิ่มเติม) ให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จำนวน 14,863,864 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจัดพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ตามที่ สำนักงาน กกต. เสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงาน กกต. ร่วมกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้อง ครบถ้วนตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ประหยัดการพิจารณาเป้าหมาย ประโยชน์ที่จะได้รับ ประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการ ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

เศรษฐกิจ- สังคม

11. เรื่อง การดำเนินการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน แห่งการสิ้นพระชนม์ และนายกรัฐมนตรีรับเป็นประธานในพิธี หรือมอบหมายรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ในส่วนของรัฐบาล โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพจัดพิธีในวาระครบ 7 วันและในวาระครบ 15 วัน และมอบหมายให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพจัดพิธีในวาระครบ 50 วัน และในวาระครบ 100 วัน

                   2. มอบหมายส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ ดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน แห่งการสิ้นพระชนม์

                   3. มอบหมายทุกส่วนราชการส่งภาพการจัดกิจกรรมมาที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรวบรวมจัดส่งให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดทำหนังสือจดหมายเหตุ ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้แจ้งรายละเอียดไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้ทราบต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สำนักพระราชวังได้ออกประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

                   2. คณะรัฐมนตรีในคราวประชุม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ลงมติมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการเพื่อให้การดำเนินการจัดพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นไปอย่างสมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี

                   3. สำนักนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรดำเนินการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในวาระ ครบ 7 วัน (สัตตมวาร) 15 วัน (ปัณรสมวาร) 50 วัน (ปัญญาสมวาร) 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ โดยในส่วนของรัฐบาลจัดพิธี ณ ทำเนียบรัฐบาล ดังนี้

                             1) วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ครบ 7 วัน (สัตตมวาร)

                             พิธีบำเพ็ญกุศล และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป

ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

                             2) วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ครบ 15 วัน (ปัณรสวาร)

                             พิธีบำเพ็ญกุศล และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป

                             ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

                             3) วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 ครบ 50 วัน (ปัญญาสมวาร)

                             พิธีบำเพ็ญกุศล และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป

                             ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

                             4) วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ครบ 100 วัน (สตมวาร)

                                      (1) พิธีบำเพ็ญกุศล พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

                                      (2) พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 47 รูป ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรี

และหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

12. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอความเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยอมตะ (Amata University) จัดการศึกษาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอความเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยอมตะ (Amata University) จัดการศึกษาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University: NTU) ในประเทศไทย (ไทย) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มิถุนายน 2561) เห็นชอบให้มหาวิทยาลัยอมตะจัดการศึกษาในหลักสูตร Master of Science (M.S.) in Engineering (Intelligent Manufacturing System) ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University: NTU) ในประเทศไทยโดยเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นทางด้านการใช้หุ่นยนต์ช่วยในสายการผลิตระบบอัตโนมัติและยานยนต์แห่งอนาคต ใช้มาตรฐานเดียวกับ NTU ที่ไต้หวัน และจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษและจีนระยะเวลาศึกษา 2 ปี ในพื้นที่ของนิคมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามความในข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26พฤษภาคม 2560 ซึ่งกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (สถาบันอุดมศึกษาฯ จากต่างประเทศ) สามารถจัดตั้งเพื่อการจัดการศึกษาได้โดยผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้โดยผ่านการอนุมัติจาก คพอต. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่ง คพอต. และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำข้อตกลงการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาฯ จากต่างประเทศ (ข้อตกลงการจัดการศึกษาฯ) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเรื่องดังกล่าว มหาวิทยาลัยอมตะไม่ได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามมติคณะรัฐมนตรี รวมถึงไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงการจัดการศึกษาฯ ที่ได้จัดทำไว้ ดังนั้น คพอต. จึงได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง โดยได้ขอให้มหาวิทยาลัยอมตะชี้แจงเหตุผลในเรื่องดังกล่าว ไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของ คพอต. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ (สป.อว. มีหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยอมตะ ลงวันที่ 8 มกราคม 2569 โดยครบกำหนด 30 วัน เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569) แต่มหาวิทยาลัยอมตะไม่ได้มีหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด คพอต. จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 และมอบหมายฝ่ายเลขานุการเสนอเรื่องการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   2. กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นควรให้ความเห็นชอบในหลักการ โดย อก. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า คพอต. ควรมีแนวทางการติดตาม ประสานงาน และเร่งรัดการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอื่นในประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้จัดการศึกษาร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาฯ จากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และ สศช. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมควรมีการกำหนดแนวทางการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษาฯ จากต่างประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

13. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ของวุฒิสภา  ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

                   1. เรื่องเดิม

                             1.1  คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ของวุฒิสภา ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ซึ่งในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 25     (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว เช่น

                                      1.1.1 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 (4) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ควรให้ความสำคัญต่อผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มาจากองค์กรของผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เนื่องจากต้องมีการคุ้มครองประชาชนและผู้ใช้บริการให้เกิดความปลอดภัยและเป็นธรรม

                                      1.1.2 ตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการขนส่งทางรางมีคุณสมบัติและมีลักษณะตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37 จะต้องเป็นหน่วยงานหรือนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักร สำหรับบริษัทต่างชาติที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 100% ไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย

                                      1.1.3 ใบอนุญาตการประกอบกิจการขนส่งทางรางตามร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจมีการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้บุคคลอื่นได้โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดนั้น (มาตรา 52) ต้องมีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ และเพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพการบริการและการแข่งขันในตลาด

                             1.2 รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ คค. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                    2. สาระสำคัญของเรื่อง

                   คค. ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1.2 โดยได้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้

ข้อสังเกตของวุฒิสภาผลการพิจารณา / ผลการดำเนินการ
ㆍบทนิยามคำว่า “กิจการขนส่งทางราง”                   หมายความว่า การประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งการประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางรางและ                      การประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและการเดินรถขนส่งทางราง” อาจมีการตีความรวมถึงกิจการของภาคเอกชนด้วย แต่หากพิจารณาบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 56 ระบุว่า “รัฐจะกระทำการใด ๆ ให้โครงสร้างหรือโครงข่ายพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้” และการประกอบกิจการขนส่งทางรางตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นเรื่องของการให้สัมปทานหรือให้ร่วมทุนซึ่งเป็นเรื่องของการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เมื่อเอกชนดำเนินการเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในโครงสร้างพื้นฐานทางรางจะตกเป็นของรัฐตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำว่า “กิจการขนส่งทางราง” จึงเป็นไปเพื่อ “กิจการของรัฐ” เท่านั้นㆍคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ กิจการขนส่งทางรางที่เป็นไปเพื่อกิจการของรัฐนั้นจะเป็นกรณี “เจ้าของโครงการ” ซึ่งมีนิยามว่าต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการขนส่งทางรางเท่านั้น เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่ความในส่วนนี้ย่อมไม่กระทบกับสิทธิและหน้าที่ของเอกชนในการประกอบกิจการขนส่งทางรางในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจาก “ผู้ได้รับใบอนุญาต” จะมีสิทธิและหน้าที่แตกต่างจาก “เจ้าของโครงการ” รวมถึงไม่กระทบกับสิทธิของเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินโครงการขนส่งทางรางหรือประกอบกิจการขนส่งทางราง โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนและดำเนินกิจกิจการบนพื้นที่ของเอกชนทั้งหมดㆍ กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว
ㆍ เขตระบบขนส่งทางราง เป็นเขตหวงกันไว้สำหรับการบริการและดำเนินกิจการ และความปลอดภัยของระบบขนส่งทางราง และเพื่อให้มีการกำหนดขอบเขตความปลอดภัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและมี                “เขตปลอดภัยระบบขนส่งทางราง” ซึ่งขยายเขต     ต่อจากขอบเขตระบบขนส่งทางรางด้วย เช่น รัศมีพื้นที่สองข้างทางของระบบขนส่งทางราง เขตจุดตัดของระบบการเดินทางรูปแบบอื่น ๆ ที่ทับซ้อนกับระบบขนส่งทางราง เขตพื้นที่ความปลอดภัยของระบบขนส่งทางรางโดยรอบสถานีโดยสาร ㆍคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ เนื่องจากคำว่า “เขตที่หวงกัน” เป็นคำที่ไม่อาจทราบได้ว่ามีเขตอย่างไร จึงได้กำหนดให้ เขตระบบรถขนส่งทางรางหมายความว่า เขตที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการขนส่งทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง หมายความว่า เขตที่กำหนดขึ้น เพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ระบบรถขนส่งทางรางหรือคนโดยสารระบบรถขนส่งทางราง และบุคคลอื่นที่อยู่ในเขตระบบรถขนส่งทางราง เพื่อให้สอดคล้องกันกับพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และเพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความㆍ กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว
ㆍ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาตรา 5 (4) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรม ด้านขนส่ง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมาย หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการขนส่งทางรางนั้นควรให้ความสำคัญต่อผู้มีความรู้และประสบการณ์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่มาจากองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เนื่องจากต้องมีการคุ้มครองประชาชนและผู้ใช้บริการให้เกิดความปลอดภัยและเป็นธรรมคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางให้แต่งตั้งผู้แทนจากองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติ     การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 (4) ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการขนส่งทางรางㆍกค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว
ㆍพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชนในท้องที่นั้น ๆ ควรมีการกำหนดให้ผู้แทนภาคประชาชนในท้องที่นั้น ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อการยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของอธิบดีเกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งทางรางตามมาตรา 18 อธิบดีควรแต่งตั้ง “ที่ปรึกษา” จากผู้แทนภาคประชาชนในท้องที่นั้น ๆ ด้วย และในอนาคต การร่างกฎหมายใดที่มีผลกระทบต่อภาคประชาชนหรือชุมชน ผู้ร่างกฎหมายต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมพิจารณาและให้ความเห็นในสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อพวกเขาโดยตรงมากยิ่งขึ้น ㆍคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะพิจารณาแต่งตั้งที่ปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเป็นผู้ตรวจสอบแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนเกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งทางรางซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ทางด้านสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางหรือเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ㆍกค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว
ㆍตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการขนส่งทางรางมีคุณสมบัติ และมีลักษณะตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37 จะต้องเป็นหน่วยงานหรือนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยและ         มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักร สำหรับบริษัทต่างชาติที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 100% ไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณด้านการลงทุนของประเทศและเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ จึงควรเปิดโอกาสให้บริษัทต่างประเทศที่มีความพร้อมดังกล่าว สามารถเข้ามาลงทุนได้โดยผ่านกลไกการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐซึ่งมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะโครงการเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) และโครงการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Credit) โดยให้รัฐบาลไทยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและข้อสัญญาที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและสมดุล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางให้มีความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐศาสตร์ฐานรากและหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มุ่งให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันㆍคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางร่าง พ.ศ. …. มาตรา 38  ได้กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยเนื่องจากกิจการขนส่งทางรางเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าอันเป็นการให้บริการสาธารณะและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศไทย จึงควรกำหนดให้ผู้ที่มีสัญชาติไทยเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแล และกรมการขนส่งทางรางสามารถสนับสนุนการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่มีความพร้อมเข้ามาร่วมลงทุนผ่านกลไกการส่งเสริมการลงทุนได้ เช่น โครงการลงทุนเพื่อสังคมงานระดมทุน  ต่าง ๆ ฯลฯㆍกค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว
ㆍใบอนุญาตการประกอบกิจการขนส่งทางรางตาม      ร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจมีการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นได้โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางร่างตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดนั้น (มาตรา 52) หากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางให้ความเห็นชอบการโอนสิทธิโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจที่อาจไม่เป็นธรรม หรือทำให้เกิดการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการ              รายใหญ่ได้ ดังนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายใหญ่และเพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพการบริการและการแข่งขันในตลาดㆍคค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะนำเรื่องการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางซึ่งประกอบด้วยผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เพื่อพิจารณากำหนดหลักการที่เหมาะสมต่อไปㆍกค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว

14. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณงานจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ – ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ (1) อนุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ – ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง (งานจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำฯ) จากวงเงิน 840.00 ล้านบาท เป็นวงเงิน 859.20 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 19.20 ล้านบาท) (2) อนุมัติให้ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 -2568 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2570 และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (11 ตุลาคม 2565) อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทาน ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 รายการระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ  สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ – ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง (ระบบส่งน้ำฯ) ภายใต้โครงการจัดหาแหล่งน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2568) กรอบวงเงินทั้งสิ้น 840.00 ล้านบาท (วงเงินภาระผูกพันงบประมาณจำนวน 800.00 ล้านบาท และเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดจำนวน 40.00 ล้านบาท) รวมระยะทาง 14.00 กิโลเมตร  [ปัจจุบันวางท่อแล้วเสร็จรวมระยะทาง 8.88 กิโลเมตร คิดเป็นผลการดำเนินงานสะสม ร้อยละ 52.44 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568)] โดยระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำฯ ผู้รับจ้างก่อสร้างไม่สามารถใช้วิธีขุดเปิดหน้าดินเดิมเพื่อวางท่อส่งน้ำได้เนื่องจากในบางช่วงของแนวท่อส่งน้ำอยู่ในเขตทางหลวงระยอง ซึ่งมีการขยายช่องทางจราจรเต็มเขตทาง ผู้รับจ้างก่อสร้างจึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อได้ แขวงทางหลวงระยองและสำนักงานชลประทานที่ 9 พร้อมด้วยตัวแทนผู้รับจ้างก่อสร้างร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาและพบว่าข้อมูลตำแหน่งวิธีการวางท่อส่งน้ำมีความคลาดเคลื่อนตามสภาพพื้นที่ดำเนินงานแขวงทางหลวงระยอง จึงขอให้สำนักงานชลประทานที่ 9 เปลี่ยนวิธีการวางท่อแบบขุดเปิดหน้าดินเดิม เป็นวิธีวางท่อแบบเจาะลอด (Horizontal Directional Drilling: HDD) แทนหลังจากการปรับเปลี่ยนแบบการก่อสร้างระบบส่งน้ำฯ ทำให้มีปริมาณงานและราคางานเพิ่มขึ้นจากวงเงินสัญญาเดิม ซึ่งสำนักงบประมาณเห็นชอบให้กรมชลประทานเพิ่มวงเงินงบประมาณรายการก่อหนี้ผูกพัน ข้ามปีงบประมาณ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการน้ำ โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน งบลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการระบบส่งน้ำฯ ในวงเงิน 66.70 ล้านบาท จากกรอบวงเงินสัญญาเดิม 792.50 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาททำให้วงเงินค่าก่อสร้างเกินกว่าวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้และมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 ตุลาคม 2565ข้อเสนอในครั้งนี้วงเงินเพิ่ม/(ลด)
วงเงินงบประมาณ840.00 ล้านบาท859.20 ล้านบาท19.20 ล้านบาท
ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 -25682566 – 2570 

                   2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกพิจารณาแล้ว เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย สศช. มีความเห็นเพิ่มเติมว่ากรมชลประทานควรมีแผนการติดตามตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่คงเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เป็นไปตามแผนและระยะเวลาที่ได้ขอขยายไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ล่าช้า และเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำทั้งด้านอุปโภค – บริโภค และการรองรับความต้องการใช้น้ำ ที่เพิ่มขึ้นทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ และ สทนช. เห็นว่า กรมชลประทานควรเร่งดำเนินการตามแผนที่วางไว้ และดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี ให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

ต่างประเทศ

15. เรื่อง เอกสารในกรอบอาเซียนที่ไทยให้ความเห็นชอบในห้วงปี 2568 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายการเอกสารในกรอบอาเซียนที่ไทยให้ความเห็นชอบตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถนายน 2568 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

          1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 (เรื่อง การทบทวนแนวปฏิบัติการดำเนินการภายในของไทยในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารในกรอบอาเซียน) เพื่อปรับปรุงและขยายขอบเขตประเภทเอกสารในกรอบอาเซียนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 รวมทั้งมอบหมายให้ กต. รวบรวมผลการดำเนินการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ ปีละ 1 ครั้ง หลังการประชุมสุดยอดอาเซียนในช่วงปลายปี หรือมากกว่า 1 ครั้ง หากจําเป็น ทั้งนี้ เอกสารในกรอบอาเซียนที่ไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีมีรายละเอียดครอบคลุมเอกสารต่าง ๆ รวม 3 รายการ ได้แก่ (1) เอกสารระหว่างอาเซียนกับภาคีภายนอกที่เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในนามอาเซียน ในฐานะองค์การระหว่างประเทศ ระดับรัฐบาล ซึ่งไม่ก่อพันธกรณีต่อประเทศสมาชิก (2) เอกสารระดับรัฐมนตรีลงมาของอาเซียน หรือระหว่างอาเซียนกับภาคีภายนอก และ (3) หนังสือให้ความยินยอม (Letter of Consent) ต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) (สนธิสัญญา TAC) โดยรัฐที่จะภาคยานุวัติสนธิสัญญา TAC

          2. กต. รายงานว่า กต. ได้ประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ทราบว่า ในห้วงปี 2568 มีเอกสารในกรอบอาเซียนที่ไทยให้ความเห็นชอบตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มิถนายน 2568 (ตามข้อ1) รวมทั้งสิ้น 106 ฉบับ สรุปได้ดังนี้

ประเภทเอกสารชื่อเอกสาร
2.1 เอกสารระหว่างอาเซียนกับภาคีภายนอกที่เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนาม ในนามอาเซียนในฐานะองค์การระหว่างประเทศ ระดับรัฐบาล ซึ่งไม่ก่อพันธกรณีต่อประเทศสมาชิก รวม 4 ฉบับ 1. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างเลขาธิการอาเซียนกับเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำอาเซียน สำหรับดำเนินโครงการ “Financing a Green Recovery in the ASEAN Region”2. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างเลขาธิการอาเซียนกับเอกอัครราชทูตสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนีประจำอาเซียน สำหรับดำเนินโครงการ “BlueFairFish – Combatting Illegal fishing in ASEAN”3. บันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียนกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ4. บันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียนกับองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก
2.2 เอกสารระดับรัฐมนตรี ลงมาของอาเซียน หรือระหว่างอาเซียนกับภาคีภายนอก รวม 99 ฉบับ 1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political – Security Community (30 ฉบับ)2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) (44 ฉบับ)3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community) (25 ฉบับ)​
2.3 หนังสือให้ความยินยอมต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญา TAC รวม 3 ฉบับ 1.หนังสือให้ความยินยอมต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญา TAC โดยสาธารณรัฐไซปรัส2. หนังสือให้ความยินยอมต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญา TAC โดยสาธารณรัฐอิตาลี3. หนังสือให้ความยินยอมต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญา TAC โดยราชอาณาจักรสวีเดน

16. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกับกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ที่ปรับปรุงใหม่

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกับกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า (บันทึกความเข้าใจฯ) ที่ปรับปรุงใหม่ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                   สาระสําคัญของเรื่อง

          1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (13 พฤษภาคม 2568) เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย – เวียดนาม ครอบคลุมการอำนวยความสะดวกทางการค้า การสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการค้า การใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าอย่างเหมาะสม การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Committee on Trade : JTC) ไทย – เวียดนาม เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน และสร้างความร่วมมือ​ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคีเพื่อขยายความร่วมมือทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับปัจจุบัน เพื่อให้มีความทันสมัย และเหมาะสมกับบริบทในปัจจุบัน เนื่องจากมีการปรับชื่อหน่วยงานของเวียดนามที่รับผิดชอบภารกิจด้านความร่วมมือทางการค้าทวิภาคีกับไทย การปรับปีเป้าหมายของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนจากปี ค.ศ. 2025 เป็นปี ค.ศ. 2045 รวมถึงการปรับถ้อยคำเพื่อให้สะท้อนถึงการประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นหุ้นส่วนยุุทธศาสตร์รอบด้านในปี 2568 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
ที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างบันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ พณ. ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

          2. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat : JCR) กับเวียดนาม โดยก่อนการลงนาม พณ. ของไทยและกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทางภาษาและกระบวนการดำเนินการระหว่างกัน โดยไม่ได้เป็นการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการตามที่ พณ. ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

          ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ นับเป็นเอกสารความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกับ พณ. ของไทย ซึ่งจะมีการดำเนินการร่วมกันภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวในเชิงบูรณาการ โดยไม่มีพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันและไม่ก่อให้เกิดสิทธิในกระบวนการทางกฎหมายระหว่างผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่าย โดยการดำเนินการระหว่างกันในอนาคตจะมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และไม่มีภาระผูกพันด้านงบประมาณของไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นคู่ฉบับและได้แลกเปลี่ยนเอกสารดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

          3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย (กระทรวงการต่างประเทศ) พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะในการปรับเปลี่ยนถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ที่ปรับปรุงใหม่ หากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะส่วนราชการเจ้าของเรื่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบาย และผลประโยชน์ของไทย สามารถปฏิบัติได้ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้ไว้แล้ว

17. เรื่อง ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาที่เกี่ยวข้องของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

                   1. ร่างสัญญาจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

                             1) ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18

                             2) ร่างหนังสือแจ้งการยุติสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18

                             3) ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01

                             4) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01

                             เพื่อให้ออกเป็นร่างสัญญาสำหรับรองรับการดำเนินงานภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

                   2. ให้องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ
ลงนามในร่างสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ในนามขององค์กรร่วมฯ และให้รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามเป็นพยาน

                   3. ให้ใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาตโตตุลาการในสัญญาจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18 (2) ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และ (3) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงพลังงานเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย รวม 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตและร่างหนังสือแจ้งการยุติสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของแปลง A-18 เดิม พร้อมทั้งร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติฉบับใหม่สำหรับแปลง A-18-01 รวมถึงอนุมัติให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมไทย – มาเลเซียเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาทั้งหมด และเห็นชอบให้ใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามมาตรฐานสากลและนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 โดยร่างสัญญาและหลักการดังกล่าวได้รับ
ความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 152 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว

                   ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 และมุ่งแก้ไขความท้าทายในปัจจุบันเนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมกำลังเข้าสู่ระยะการผลิตช่วงปลาย (Mature Fields) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านธรณีวิทยาที่ซับซ้อน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2572 กระทรวงพลังงานจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารจัดการระยะเปลี่ยนผ่านผ่าน
การเริ่มบังคับใช้สัญญาฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจให้เกิดการลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะขาดช่วงในการผลิตก๊าซธรรมชาติที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของโรงไฟฟ้าจะนะ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ

                   การดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงเงื่อนไขทางการเงิน (Fiscal Terms) ให้มีความเหมาะสมและจูงใจต่อการลงทุนในสภาวการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้สัญญาฉบับใหม่ยังรองรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันระหว่างสองประเทศในระยะยาว

                   2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ขัดข้องต่อร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาที่เกี่ยวข้องของแปลง A-18-01 สำหรับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบร่างสัญญาทั้ง 4 ฉบับ และสำนักงานอัยการสูงสุดไม่มีข้อขัดขัดข้องในการลงนามในร่างสัญญาและร่างหนังสือทั้ง 4 ฉบับ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และคณะรัฐมนตรีตามที่กฎหมายกำหนดไว้

18. เรื่อง ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreements to the Unitisation Agreements, SA UA) จำนวน 3 ฉบับ ของสัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลง A-18-01

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

                   1. ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซียและแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

                             1) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Bumi กับแหล่ง Bumi South

                             2) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Suriya กับแหล่ง Suriya Selatan

                             3) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Bulan South กับแหล่ง Bunga Bakawali

                   2. ให้องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) (Malaysia-Thailand Joint Authority: MTJA) โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามในร่างความตกลง ดังกล่าวข้างต้นในนามขององค์กรร่วมฯ และให้รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามเป็นพยาน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ครั้งนี้ กระทรวงพลังงานเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Bumi กับแหล่ง Bumi South (2) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Suriya กับแหล่ง Suriya Selatan และ (3) ร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Supplementary Agreement to Unitisation Agreement, SA UA) ระหว่างแหล่ง Bulan South กับแหล่ง Bunga Bakawali  ซึ่งคณะกรรมการองค์กรร่วมฯ ได้เห็นชอบแล้ว เพื่อรองรับการดำเนินงานภายหลังยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18 และเริ่มดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตฉบับใหม่ (แปลง A-18-01) สำหรับพื้นที่ Unit Area ทั้ง 3 แหล่ง ประกอบด้วย (1) แหล่ง Bumi – Bumi South (2) แหล่ง Suriya – Suriya Selatan และ (3) แหล่ง Bulan South – Bunga Bakawali เนื่องจากเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีโครงสร้างธรณีวิทยาแผ่ขยายอยู่ระหว่างเขตของบริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย แปลง A-18-01 (พื้นที่แปลง A-18 เดิม) และแหล่งก๊าซธรรมชาติของมาเลเซีย

                   ทั้งนี้ ร่างความตกลงร่วมกันผลิตที่เสนอในครั้งนี้มีสาระสำคัญเช่นเดียวกันทั้ง 3 ฉบับโดยจะแตกต่างกันเฉพาะชื่อแหล่งปิโตรเลียมและพื้นที่ Unit Area ที่เกี่ยวข้องในแต่ละฉบับและมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงรายละเอียดและเงื่อนไข เช่น แก้ไขคำนิยามและการตีความจาก BLOCK A-18 PSC เป็น BLOCK A-18-01 PSC และแก้ไขภาคผนวกเกี่ยวกับแผนที่แสดงพื้นที่ Unit Area โดยแก้ไขชื่อแปลงจากแปลง A-18 เป็นแปลง A-18-01 ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่ภายใต้โครงสร้างสัญญาใหม่ ตลอดจนรองรับการบริหารจัดการด้านบัญชีและการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างแปลง A-18 กับแปลง A-18-01

                   ทั้งนี้ การจัดทำร่างความตกลงดังกล่าวข้างต้นจะทำให้เกิดความต่อเนื่องทั้งในการดำเนินงานและการลงทุน อันจะช่วยให้เกิดการสำรวจ พัฒนา และผลิตได้เต็มศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียม และไม่เกิดช่องว่างในการส่งมอบก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาวของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเสถียรภาพ ด้านพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

                   2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ต่อร่างความตกลงร่วมกันผลิตระหว่างพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซีย ฉบับแก้ไขเพิ่มเพิ่มเติม จำนวน 3 ฉบับ ของสัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลง A-18-01 ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และคณะรัฐมนตรี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

19. เรื่อง การขอรับความเห็นชอบเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง (adopt) ในการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

                             (1) ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน – รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน”

                             (2) ร่างแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วย : ความร่วมมือด้านพลังงาน

                             (3) ร่างแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม

                             (4) ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน – สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026-2030

โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ กต. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                   2. ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างเอกสารดังกล่าว

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง (adopt) จำนวน 4 ฉบับ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย สรุปได้ ดังนี้

เอกสารสรุปสาระสำคัญ
1) ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน”เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อาเซียน – รัสเซีย โดยประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคและความร่วมมือระหว่างกันในมิติต่าง ๆ เช่น ความร่วมมือทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อาหารและพลังงานและความสัมพันธ์ระดับประชาชน
(2) ร่างแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อกระชับความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ความพร้อมรับมือและความยืดหยุ่นต่อวิกฤต และพลังงานสะอาด
(3) ร่างแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อกระชับความร่วมมือทางวัฒนธรรม เช่น ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
 (4) ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน – สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026-2030เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมิติดังกล่าว ตลอดจนกำหนดแนวทางการดำเนินงานและการติดตามประเมินผล

ทั้งนี้ กต. ได้ขอรับความเห็นต่อร่างเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว (เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงพลังงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) โดยไม่มีหน่วยงานใดมีข้อขัดข้องต่อร่างเอกสาร และ กต. เห็นว่าร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

20. เรื่อง การจัดทำแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2569 – 2573)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย
กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2569 – 2573) (ร่างแผนการหารือฯ ฉบับที่ 6)

                   2. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างแผนการหารือดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ขอให้ กต. สามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

                   3. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในแผนการหารือดังกล่าว

                   เรื่องเดิม

                    ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบร่างแผนการหารือฯ ฉบับที่ 1 – 5 ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบการปฏิบัติงานและกลไกการหารือระหว่าง กต. ของทั้งสองประเทศใน 2 ระดับ คือ ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติของกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กต. และกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้จัดทำแผนการหารือฯ ฉบับที่ 6 ระหว่างกัน
เพื่อเป็นเอกสารแสดงเจตจำนงการมีปฏิสัมพันธ์และส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีพลวัตอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดทำแผนการหารือฯ มาแล้ว 5 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับมีอายุ 3 ปี และในครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้กำหนดระยะเวลาของร่างแผนการหารือฯ ฉบับที่ 6 เป็น 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อให้สามารถวางแผนการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันแล้ว
โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             1.1) กำหนดให้มีการหารือในช่วงปี พ.ศ. 2569 – 2573 ซึ่งจัดขึ้นทั้งในรูปแบบสถานที่จริง และผ่านระบบออนไลน์ใน 2 ระดับ ได้แก่ (1) ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือในประเด็นทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ และ (2) ระดับกรมของ กต. เพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ ในทางปฏิบัติ ดังนี้

                             1. ความร่วมมือระดับทวิภาคี

                             2. ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคีในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ในด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพื้นที่บูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรม

                             3. การประสานความร่วมมือในองค์การสหประชาชาติ รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคง และการลดอาวุธ

                             4. กิจการเกี่ยวกับยุโรป

                             5. การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล และ
การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อหรือข้อมูล รวมถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือเพื่อต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม

                             6. ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

                             7. ประเด็นอื่น ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคู่ภาคี ตามที่กรมที่เกี่ยวข้องตกลงกัน

ทั้งนี้ คู่ภาคีจะร่วมกันกำหนดวัน เวลา สถานที่ รูปแบบ และระเบียบวาระของการหารือผ่านช่องทางการทูตต่อไป

                             1.2) ร่างแผนการหารือฯ ฉบับที่ 6 ไม่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศและไม่ก่อให้เกิดสิทธิและพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ

                   2. กต. แจ้งว่า ร่างแผนการหารือดังกล่าวจะนำไปสู่การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศระหว่าง กต. ของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหพันธรัฐรัสเซียในภาพรวมให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเห็นว่าร่างแผนการหารือฯ ฉบับที่ 6 ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

21. เรื่อง การแจ้งเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือตามข้อ 1

                   3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ภายหลังการลงนามแล้ว ผ่านช่องทางการทูตไปยังฝ่ายเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือดังกล่าว

                   2. อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการหลบหลีกและหลีกเลี่ยงภาษี ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งประเทศไทยลงนามเมื่อปี 2563 และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการจัดทำความตกลงย่อยภายใต้อนุสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ รวม 2 คราว ได้แก่ (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินแบบอัตโนมัติตามมาตรฐานสากล (Common Reporting Standard: CRS) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย และ (2) รายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Reports: CbCR) ซึ่งเป็นข้อมูลของบริษัทข้ามชาติเกี่ยวกับการแบ่งเงินได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาษีที่จ่ายไปในแต่ละประเทศที่บริษัทในเครือตั้งอยู่ของกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติ (MNE Group) ซึ่งการดำเนินการทั้งสองคราวดังกล่าว เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นประเภทภาษีที่ประเทศไทยระบุเป็นภาษีที่อยู่ภายใต้บังคับตามภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ซึ่งบัญญัติให้ประเทศไทยมีภาษีประเภทใหม่ คือ ภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) และการดำเนินการตามพระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) ด้วย โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวดำเนินการภายใต้กลไกของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) เพื่อให้ภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว

                   3. ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) กค. ได้เสนอร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA) ซึ่งเป็นความตกลงย่อยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) มายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้ มีกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2570

                   4. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เป็นการปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) โดยเป็นการดำเนินการให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้*

                   5. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อการดำเนินการดังกล่าว โดยในประเด็นเกี่ยวข้องกับมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งความเห็นไปยัง กค. มีสาระสำคัญสอดคล้องกันว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

___________________

*รูปแบบการดำเนินการโดยสรุป คือ

          1. ประเทศที่เป็นแหล่งรายได้ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจนอัตราภาษีที่แท้จริงครบร้อยละ 15 ก่อน

          เช่น บริษัทในประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากประเทศไทยจนทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น ประเทศไทยจึงจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) เพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงในส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นประเทศไทยเท่ากับร้อยละ 15

          [เรียกว่า การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Qualified Domestic Minimum Top-up Tax (QDMTT]

          2. หากไม่มีการดำเนินการตามข้อ 1 และส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNES) ในภาพรวมทั่วโลกต่ำกว่าร้อยละ 15 ให้ประเทศที่ตั้งนิติบุคคลลำดับสูงสุดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดจากรายได้จากประเทศอื่นได้จนอัตราภาษีที่แท้จริงเท่ากับร้อยละ 15

          เช่น บริษัทในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ที่มีบริษัทลูกในประเทศหนึ่งโดยประเทศดังกล่าวจัดเก็บอัตราภาษีที่แท้จริง (โดยไม่ได้จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามข้อ 1) ต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น ประเทศไทยจึงจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) จากบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในภาพรวมทั่วโลกเท่ากับร้อยละ 15

          [เรียกว่า กฎการรวมรายได้ (Income Inclusion Rule: IRR]

          3. หากไม่มีการดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 เนื่องจากประเทศที่ตั้งนิติบุคคลลำดับสูงสุดไม่มีมาตรการ ป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) ให้ประเทศที่ตั้งนิติบุคคลในเครือทุกประเทศที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) ร่วมกันจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มโดยปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่จะได้รับระหว่างกันตามเกณฑ์ที่กำหนด

          เช่น กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) มีบริษัทแม่อยู่ในประเทศที่สาม มีอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในภาพรวมทั่วโลกต่ำกว่าร้อยละ 15 และประเทศที่สามไม่ดำเนินการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม [เนื่องจากประเทศที่สามไม่มีมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules)] ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) รวมทั้งประเทศไทยจึงร่วมกันจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (ซึ่งคิดจากแหล่งรายได้ในประเทศที่ไม่ดำเนินการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม) จากบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย จนอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MINES) ในภาพรวมทั่วโลกเท่ากับร้อยละ 15

          [เรียกว่า กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Payment Rule: UTPR]

          ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) เพื่อรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามข้อ 1 ตลอดจนรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ที่มีนิติบุคคลลำดับสูงสุดอยู่ในประเทศไทยตามข้อ 2

22. เรื่อง การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบในร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA)1

                   2. อนุมัติให้มีการลงนามเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าวและดำเนินการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Returns) [แบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR)] ภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ กค. โดยกรมสรรพากรดำเนินการโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                   3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทย (Competent Authority: CA) หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงตามข้อ 1 เพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA

[ประเทศไทยต้องเข้าร่วมความตกลง GloBE MCAA เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570]

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 ธันวาคม 2567) อนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ…. ตามที่ กค. เสนอและให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (24 ธันวาคม 2567) เห็นชอบร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. …. ของ กค. ซึ่ง สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปเป็นการด่วน ซึ่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 และบัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

                   พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เป็นผลจากมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) ซึ่งกำหนดวิธีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างสอดคล้องและประสานงานกัน อันเป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting: BEPS) ที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และกลุ่มประเทศ G20 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate: ETR) ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศมีการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นการรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษีส่วนเพิ่ม ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ตั้งแต่ปี 2568

                   พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 บัญญัติให้นิติบุคคลในเครือซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่รายได้รวมทั้งหมดมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้และบัญญัติให้นิติบุคคลในเครือดังกล่าวยื่นรายงานการแจ้งข้อมูล ยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) และยื่นแบบแสดงรายการพร้อมทั้งชำระภาษีส่วนเพิ่มต่อกรมสรรพากร ภายใน 15 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มให้กำหนดเป็นเวลา 18 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี [จะต้องยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนมิถุนายน 2570]

                   2. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 บัญญัติให้มีการยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนมิถุนายน 2570 และความตกลง GloBE MCAA กำหนดให้แลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยการลงนามในความตกลง GloBE MCAA ที่ กค. เสนอมาในครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความโปร่งใสทางภาษี และเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยต่อนานาประเทศ รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรก ทั้งนี้ ความตกลง GloBE MCAA ที่ กค. เสนอมาในครั้งนี้มีกฎหมายระดับพระราชกำหนดรองรับแล้ว จึงไม่ถือเป็นการทำหนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และ กค. แจ้งว่าการลงนามในความตกลงดังกล่าว เป็นการลงนามระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศภาคี ไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)

                   3. ความตกลง GloBE MCAA เป็นความตกลงเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) โดยเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Exchange of Information) ตามข้อ 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC)

                   4. การดำเนินการในครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ คือ สร้างความโปร่งใสด้านภาษี สนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ซึ่งจากการประมาณการจัดเก็บรายได้จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12,000 ล้านบาท และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศชาติและผู้เสียภาษี

                   5. ในการดำเนินการดังกล่าว ประเทศที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องระหว่างกัน โดยกำหนดให้นิติบุคคลในเครือที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติต้องยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ เช่น โครงสร้างองค์กรและสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ข้อมูลการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มเป็นรายประเทศ

                   สรุปกำหนดระยะเวลาการดำเนินการได้ ดังนี้

     มกราคม 2568 พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 บัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

     รอบบัญชี ปี 2568 นิติบุคคลในเครือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในประเทศไทย ที่รายได้รวมทั้งหมดมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี (วันสุดท้ายของรอบบัญชี คือวันที่ 31 ธันวาคม 2568)

     ขั้นตอนปัจจุบัน

     ปี 2569 ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) (เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในคราวนี้)

     มิถุนายน 2570 นิติบุคคลในเครือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ต่อกรมสรรพากร (18 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี)

     ธันวาคม 2570 แลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570 [6 เดือนนับจากวันครบกำหนดการยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ในประเทศผู้ส่ง]

                   ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง

____________

1 เป็นการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลเพื่อบังคับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) ซึ่งกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่ไว้ที่ร้อยละ 15 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม

แต่งตั้ง

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่างๆ รวม 13 ราย ดังนี้

                   1. สำนักงานปลัดกระทรวง จำนวน 4 ราย

                             1.1 นายทรงเกียรติ เล็กตระกูล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุดรธานี สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             1.2 นายไชยสิทธิ์ เทพชาตรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลระยอง สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             1.3 นายสุผล ตติยนันทพร ตำแหน่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             1.4 นายอายุส ภมะราภา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

                   2. กรมการแพทย์ จำนวน 6 ราย

                             2.1 นางสุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             2.2 นางสาวทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             2.3 นางวายุพา วงศ์วิกรม ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             2.4 นายนฤพัชร สวนประเสริฐ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             2.5 นายเมธา อภิวัฒนากุล ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             2.6 นางสาวสุณิสา สินธุวงศ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   3. กรมควบคุมโรค จำนวน 2 ราย

                             3.1 นายชยนันท์ สิทธิบุศย์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                             3.2 นางเกศรา แสนศิริทวีสุข ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัย) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 1 ราย

                             4.1 นางสาวปนัดดา เทพอัคศร ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านชีวโมเลกุลและการพัฒนาวัคซีน (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และสาธารณสุขสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

24. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รวม 5 คน เนื่องจากประธานกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเดิมจะดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ในวันที่ 9 กรกฎาคม2569 ดังนี้

                   1. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการ

                   2. นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   3. รองศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย ภาควิชาการ

                   4. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน

                   5. ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

25. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กระทรวงยุติธรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการสอบสวนคดีอาญา) ในคณะกรรมการคดีพิเศษ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

26. เรื่อง  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

                   1. นายกฤษ อุตตมะเวทิน (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   2. นางสาวปุณณดา อิงคุลานนท์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

27. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้ง นายพรชัย ฐีระเวช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

28. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 233 /2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 233 /2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

                   ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 นั้น

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้

                   รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

                   – ให้ยกเลิกข้อ 1.2

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                   สั่ง ณ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

29. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234 /2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234 /2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3)

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการ   ต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้

                   รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

                   – ให้ยกเลิกข้อ 1.1.3

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                   สั่ง ณ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

30. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เสนอรับโอน นายปวิช เกศววงศ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว

31. เรื่อง ขอความเห็นชอบการต่อสัญญาจ้างผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย เป็นผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือนต่อไปอีกวาระหนึ่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูงกระทรวงมหาดไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   2. ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

33. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายพีรพร สุวรรณฉวี

                   2. นายพิชัย เจริญศิริสุนทร

                    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

34. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

Leave a comment