นายกฯ ชี้ ไทย-มาเลเซีย ความสัมพันธ์การทูตดีมาก เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้

นายกฯ ชี้ ไทย-มาเลเซีย ความสัมพันธ์การทูตดีมาก เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้

นายกฯ ชี้ ไทย-มาเลเซีย ความสัมพันธ์การทูตดีมาก เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

นายกฯชี้ ไทย-มาเลเซีย ความสัมพันธ์การทูตดีมาก เร่งแสวงหาความสงบชายแดนใต้ 

วันที่ 30 ก.ค. เมื่อเวลา 08.06 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กรณีเมื่อวันที่ 29.ก.ค.พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม บินไปประเทศมาเลเซียเพื่อหารือกับรมว.กลาโหมมาเลเซีย ได้  รายงานอย่างไร ว่า เราก็ต้องเร่ง ให้การแสวงหาสันติภาพ สันติสุข และความสงบในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ ซึ่งมาเลเซียกับไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีมาก ฉะนั้นถ้าเรามีเรื่องอะไร เราก็มีวงเจรจา ที่สามารถนัดพูดคุยกันได้ทันที เพื่อหลีกเลี่ยงให้ความขัดแย้งมันขยายผล 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติ สร้างสันติสุขชายแดนใต้ ดูเหมือนการเจรจาจะเลื่อนออกไปก่อน นายกกล่าวว่า ขอให้ถามนายสีหศักดิ์ พวงเกตุเแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ  เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ให้ผู้ที่รับผิดชอบ ได้ตอบดีกว่า ตนจะสอบเฉพาะเรื่องนโยบายที่มอบให้รัฐมนตรี ต่าง ๆ ไปดําเนินการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

รอมฎอน ตอบ กัน จอมพลัง แล้ว! บอก’ผมเองก็ไม่รู้’ปมใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่พ้นทัวร์ลงอีก

รอมฎอน ตอบ กัน จอมพลัง แล้ว! บอก'ผมเองก็ไม่รู้'ปมใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่พ้นทัวร์ลงอีก

รอมฎอน ตอบ กัน จอมพลัง แล้ว! บอก’ผมเองก็ไม่รู้’ปมใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่พ้นทัวร์ลงอีก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.27 น.

วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายกัณฐ์ศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ ‘กัน จอมพลัง’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า สอบถามFCครับ ที่นราธิวาส ต้องการกล้องวงจรปิดเร่งด่วนตอนนี้ ประมาณ 300 ตัว พวกเราควรส่งลงไปช่วยไหมครับ

ซึ่ง กัน จอมพลัง ได้โพสต์ใต้คอมเมนต์อีกว่า กล้องช่วยทั้งความปลอดภัยของชาวบ้านและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ครับ และ เหมือนเดิมครับของผมและfcส่งได้เลยไม่ติดระบบไม่ช้าข้ามขบวนการที่ต้องใช้เวลา ส่งเร็วติดเร็วได้ใช้เร็วครับ

ต่อมาได้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก 1 ในนั้น ก็คือ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)  ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังดกล่าว โดยบอกว่า “แล้วกล้องที่จัดซื้อไปก่อนหน้านี้ทุกปี ไม่เพียงพอ หรือใช้งานไม่ได้ครับ?” ทำให้กัน จอมพลัง ก็ตอบกลับไปว่า  “นักการเมืองมาถามประชาชนว่ากล้องที่จัดซื้อทุกปีไปไหนผมก็ไม่รู้นะว่าผู้ก่อการร้ายทำลายทิ้งรึเปล่าเห็นคนเม้นเยอะว่าผู้ก่อการร้ายชอบทำลายกล้อง ไหนๆท่าน สส มาแล้วผม ขอถามท่าน สส ครับ เมื่อไหร่ผู้ก่อการร้ายจะเลิกทำผู้บริสุทธิ์ครับ ล่าสุดเด็ก10ขวบก็พึ่งโดน” ซึ่งทาง รอมฎอน ปันจอร์ ก็ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด

ล่าสุด นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ตอบคุณกันไปเมื่อเช้าตามนี้ครับ เข้าใจว่าเมนท์มันจมหายไป ไม่ค่อยมีคนสนใจ ขออนุญาตแชร์อีกครั้งเพื่อความเข้าใจครับ จะติดตามตรวจสอบต่อไปครับ

ซึ่งในคอมเมนต์ที่โพสต๋ข้อความนั้น ระบุว่า โอเคครับ ผมจะติดตามสอบถามทางหน่วยงานว่า มีลอบทำลายทิ้งไปมากน้อยเพียงใด ที่ผ่านมามีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดซื้อทุกปีต่อเนื่องกัน 

ในส่วนของ กอ.รมน.นั้น ตั้งไว้ร้อยกว่าล้าน (ตามที่แนบภาพในเอกสารงบประมาณมา) หน่วยงานอื่น ๆ ก็จัดซื้อเหมือนกัน เท่าที่ผมทราบ ปัญหาที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เรื่องจำนวนครับ แต่เป็นเรื่องการประสานงานกัน การที่คุณ กันระดมกล้องมาบริจาคนั้นเป็นเรื่องดีครับ แต่มีคำถามตามมาว่าจะไปทดแทนการตั้งงบจัดซื้อของหน่วยงานใด และที่สำคัญมันจะสามารถทำงานได้ 100% หรือไม่

ส่วนคำถามทิ้งท้ายเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ตอบตรง ๆ แบบสั้น ๆ ว่าผมเองก็ไม่รู้ครับ ผมแค่เชื่อว่าการใช้กำลังของทุกฝ่ายนั้นไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายที่แต่ละฝ่ายต้องการได้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาใด ๆ ซ้ำร้ายจะยิ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งลุกลามบานปลาย อย่างที่เราเห็นมาตลอดหลายปีมานี้ครับ แต่ผมยังเชื่อว่าเราหยุดเลือดของทุกคนได้ ผ่านแนวทางการเมืองที่ต้องอดหนอดกลั้นของทุกฝ่ายครับ ถ้ามีโอกาสคงได้นั่งลงสนทนากับคุณกันครับ

ไม่ทันไรทำเอาคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กัน จอมพลัง โพสต์ระดมกล้อง CCTV ช่วยนราฯ ‘รอมฎอน’โผล่ถามงบ เจอสวนกลับหน้าหงาย

รบ.ทุบโต๊ะผ่าตัดใหญ่ เขย่าท้องถิ่น รื้อเงินเดือนผู้บริหาร อึ้งสูงกว่าปลัดกระทรวง

รบ.ทุบโต๊ะผ่าตัดใหญ่ เขย่าท้องถิ่น รื้อเงินเดือนผู้บริหาร อึ้งสูงกว่าปลัดกระทรวง

รบ.ทุบโต๊ะผ่าตัดใหญ่ เขย่าท้องถิ่น รื้อเงินเดือนผู้บริหาร อึ้งสูงกว่าปลัดกระทรวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ทุบโต๊ะผ่าตัดใหญ่ เขย่าท้องถิ่น รื้อเงินเดือนผู้บริหาร อึ้งสูงกว่าปลัดกระทรวง ลั่นถึงเวลาปรับครั้งใหญ่ ยุบบางหน่วยในภูมิภาค ชี้เปลืองงบ-ซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ

“ปกรณ์ นิลประพันธ์”สวมหัวใจสิงห์ ชง ครม.ยุบเลิกหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค หลังพบภารกิจซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ สิ้นเปลืองงบประมาณ พร้อมชำแหละฐานเงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งปลัดเทศบาล ปลัดอบต.บางแห่งตั้งสูงโอเวอร์ มากกว่าปลัดกระทรวง ลุยดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกเครื่องการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เตรียมเสนอที่ประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาในจังหวัดต่าง ๆ ถือเป็นการทำงานที่ทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญการตั้งหน่วยงานลงไปลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินด้วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ บอร์ด ก.พ.ร. มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทนการตั้งสำนักงานในภูมิภาค

สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างระบบราชการให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน และเน้นการแก้ไขสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้อง โดยรัฐบาลมีแพ็คเกจรองรับบุคลากรที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งการโอนย้ายกลับส่วนกลาง หรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retire) ตามความสมัครใจ

“การตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคนั้นแท้จริงแล้วผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งเราจะเสนอให้ครม.ยุติบทบาทเหล่านี้ เพื่อกลับมาใช้ระบบออนไลน์แทนการเปิดสาขาจำนวนมากที่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการมีสำนักงานสาขาลดลงมาก เพราะเราสามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จัดการงานเอกสารแทนคนได้ทันทีและยังช่วยป้องกันการทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมด้วยระบบตรวจสอบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นายปกรณ์ กล่าว

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับท้องถิ่น หลังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำของฐานเงินเดือนและสวัสดิการที่ส่งผลกระทบต่อระบบราชการส่วนกลางอย่างมาก เนื่องจากฐานรายได้ไม่ได้อิงกับมาตรฐานเดียวกัน โดยล่าสุดพบข้อมูลว่าปลัดเทศบาลและปลัด อบต. ในหลายพื้นที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงกว่าปลัดกระทรวงซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลนโยบายและกิจกรรมสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ

สำหรับเป็นความไม่เป็นธรรมนี้ เกิดขึ้นจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดเกณฑ์รายได้ของตนเองโดยไม่ได้ล้อไปกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนข้าราชการส่วนกลาง รัฐบาลจึงเตรียมมอบหมายให้กรมบัญชีกลางจัดทำระบบบัญชีกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงานและการใช้จ่ายงบประมาณท้องถิ่นให้มีความคุ้มค่าและโปร่งใสตามนโยบายบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่

“เป็นไปได้ยังไงที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือนและค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล จึงต้องปรับครั้งใหญ่ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้และปรับลดจำนวนคนให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดล้อไปกับมาตรฐานการบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ เรามุ่งหวังให้เกิดการปรับวิธีทำงานใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปโดยต้องมีมาตรฐานบัญชีที่เป็นกลางเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนั้นมีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้รับจริง ๆ “ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการผลักดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอนตามนโยบายรัฐบาล ว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าไปสนับสนุนท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่ถึง 25 ล้านบาทซึ่งยังขาดโอกาสการพัฒนาอีกมาก

สำหรับมาตรการนี้ ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีและส่งเสริมการพัฒนาเมือง เช่น สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้ตามข้อตกลง การเปลี่ยนโฉมหน้าการพัฒนาท้องถิ่นจะมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการก่อสร้างถนนเหมือนในอดีตเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

รัฐบาลเชื่อว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นขนาดเล็กให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกันและตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

โฆษก ทบ.แจงกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ขณะเคลียร์พื้นที่ชายแดน อดีตเคยเป็นสนามทุ่นระเบิด

โฆษก ทบ.แจงกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ขณะเคลียร์พื้นที่ชายแดน อดีตเคยเป็นสนามทุ่นระเบิด

โฆษก ทบ.แจงกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ขณะเคลียร์พื้นที่ชายแดน อดีตเคยเป็นสนามทุ่นระเบิด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

29 กรกฎาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 1 ว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแผนปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 (นปท.1) ในพื้นที่อันตรายเดิม ซึ่งในอดีตเคยเป็นสนามทุ่นระเบิด บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณนี้ ทาง นปท.1 สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้แล้วร้อยละ 76.73 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยที่ผ่านมาตรวจพบทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างรวม 489 รายการ และจะยังคงดำเนินภารกิจต่อไปเพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์

จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บข้อเท้าซ้ายขาด และมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดตามร่างกาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือและนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอรัญประเทศอย่างทันท่วงที ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ ตลอดจนสิทธิและสวัสดิการต่างๆ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวัง และไม่ประมาท ให้คำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุด เพื่อให้การดำเนินภารกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในการเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

โฆษก กห.แจงชัด! ยันไม่มีการเปิดด่านมนุษยธรรมรับผู้ป่วยกัมพูชา

โฆษก กห.แจงชัด! ยันไม่มีการเปิดด่านมนุษยธรรมรับผู้ป่วยกัมพูชา

โฆษก กห.แจงชัด! ยันไม่มีการเปิดด่านมนุษยธรรมรับผู้ป่วยกัมพูชา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

29 กรกฎาคม 2569 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี ผลการหารือชุดประสานงานไทย – กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายหลังมีเสียงวิจารณ์มีการผ่อนปรนรับคนป่วยกัมพูชา เข้ามารักษาในประเทศไทย ตามหลักมนุษยธรรม ว่า สำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หารือกันเฉพาะประเด็นดังนี้

1.หากประชาชนไทยเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในกัมพูชา จะประสานส่งตัวผู้ป่วยกลับมารักษา และรับศพกลับประเทศไทย

2.ขณะเดียวกัน หากประชาชนกัมพูชาเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในประเทศไทย ฝ่ายไทยจะประสานส่งตัวผู้ป่วยกลับประเทศ และส่งมอบศพกลับกัมพูชาตามขั้นตอนที่กำหนด

“ไม่ใช่มีการผ่อนปรนเปิดด่านด้านมนุษยธรรมตามที่สื่ออาจจะทำให้เข้าใจผิดไป” โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุ

ผอ. JIC ไทย ซัดกัมพูชา มีแต่กล่าวหาไร้หลักฐาน ปมเชลยศึก ย้ำพร้อมพิสูจน์ผ่านกลไกสากล

ผอ. JIC ไทย ซัดกัมพูชา มีแต่กล่าวหาไร้หลักฐาน ปมเชลยศึก ย้ำพร้อมพิสูจน์ผ่านกลไกสากล

ผอ. JIC ไทย ซัดกัมพูชา มีแต่กล่าวหาไร้หลักฐาน ปมเชลยศึก ย้ำพร้อมพิสูจน์ผ่านกลไกสากล

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.23 น.

29 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาว่า เชลยศึก (ทหารกัมพูชา) ได้รับความทุกข์ทรมานระหว่างถูกควบคุมตัว พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวน ว่า ประเทศไทยรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว แต่ขอย้ำว่า การกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวไม่อาจถือเป็นข้อเท็จจริงได้ หากมีข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน ควรนำเข้าสู่กลไกการตรวจสอบที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน และต้องอาศัยพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ตลอดการปฏิบัติที่ผ่านมา ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นไว้ พร้อมย้ำว่า การกล่าวหาผ่านสื่อโดยปราศจากข้อพิสูจน์ ไม่ได้ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจระหว่างกัน

ผู้อำนวยการ JIC กล่าวอีกว่า หากฝ่ายกัมพูชามีพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ ประเทศไทยพร้อมให้มีการพิจารณาผ่านกลไกที่เหมาะสม แต่หากเป็นเพียงการกล่าวหาเพื่อสร้างกระแสทางการเมือง หรือเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ

“สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศคาดหวังคือความจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่การกล่าวหาและการโต้ตอบกันผ่านหน้าสื่อ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

เวลา 18.50 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงทำเนียบรัฐบาล กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ รถยนต์พระที่นั่ง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพ แล้วกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินตามลาดพระบาทไปยังที่ประทับ ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับพระราชอาสน์ ณ แท่นที่ประทับ

นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลขอพระราชทานกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า “ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองพระบาท เนื่องในศุภมงคลวาระเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองพระบาทเสด็จพระราชดำเนิน มาในงานสโมสรสันนิบาตที่รัฐบาลจัดขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันนี้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์แจ้งในพระราชปณิธานอันแน่วแน่ และพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอเนกประการ อันเป็นคุณูปการอย่างอเนกอนันต์แก่แผ่นดิน และเป็นรากฐานแห่งความเจริญวัฒนา เกื้อหนุนให้ประเทศชาติเจริญรุดหน้าก้าวทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างสมดุล ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ทรงได้รับการยกย่อง ในฐานะกษัตริย์นักบิน ผู้ทรงนำศาสตร์แห่งการบินมาสร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติ เสริมสร้างความมั่นคงของแผ่นดิน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ศาสตร์แห่งการพัฒนา และพระราชทานกำเนิดโครงการจิตอาสาพระราชทาน อันเป็นพระบรมราโชบายสำคัญในการปลูกฝังความเสียสละ และความสามัคคีของปวงชนชาวไทย

ด้วยน้ำพระราชหฤทัย อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์อยู่เป็นนิตย์ คราใดที่พสกนิกรประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน จะทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาทุกข์และเป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรสามารถก้าวผ่านห้วงแห่งความยากลำบากไปได้ พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ได้แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมทั่วราชอาณาจักร ยังความผาสุกร่มเย็น และความอุ่นใจให้บังเกิดแก่ปวงชนโดยถ้วนหน้า พระเกียรติคุณอันไพศาล จักสถิตมั่นคู่แผ่นดิน และประทับอยู่ในดวงใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชานุญาต เชิญชวนผู้ที่มาชุมนุมเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ที่นี้ ร่วมกันตั้งจิตน้อมอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดล ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพและพระบารมีแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตสถาพรในไอศวรรย์ราชสมบัติ เป็นมิ่งขวัญฉัตรแก้วร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์

ในโอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชานุญาตนำผู้มีเกียรติที่มาร่วมในงานสโมสรสันนิบาตแห่งนี้ ดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นนายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร

โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติชุด “พัทธวิสัยชัยมงคล” จบแล้ว วงดนตรีบรรเลงเพลง “สดุดีจอมราชา” จากนั้น ทรงพระดำเนินผ่านแถวผู้มีเกียรติที่มาเฝ้าฯ เสด็จออกจากตึกสันติไมตรี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ นายกรัฐมนตรี ภริยา และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่งเสด็จ ณ รถยนต์พระที่นั่ง โดยกองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ และวงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

เครือข่ายธรรมาภิบาลต้านทุจริต เผยยื่นสอบสลากแพง กับสำนักนายกฯ เป็นผลแล้ว สั่ง ก.คลัง สอบข้อเท็จจริง

เครือข่ายธรรมาภิบาลต้านทุจริต เผยยื่นสอบสลากแพง กับสำนักนายกฯ เป็นผลแล้ว สั่ง ก.คลัง สอบข้อเท็จจริง

เครือข่ายธรรมาภิบาลต้านทุจริต เผยยื่นสอบสลากแพง กับสำนักนายกฯ เป็นผลแล้ว สั่ง ก.คลัง สอบข้อเท็จจริง

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

“เครือข่ายธรรมาภิบาลต้านทุจริต”เผยยื่นสอบสลากแพง กับสำนักนายกฯ เป็นผลแล้ว สั่งกระทรวงคลังสอบข้อเท็จจริง จับตา”เอกนิติ”ดำเนินการต่ออย่างไร

กรณี นายสุนทร บุญยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายกลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตคอรัปชั่น พร้อมกับเครือข่ายผู้ด้อยโอกาส สมาชิกชมรมกรีฑาคนพิการ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา เมื่อวันที่ 14 ก.ค.69 นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายสุนทร บุญยิ่ง ได้เปิดเผยความคืบหน้าว่า ตนเองได้รับหนังสือตอบกลับแจ้งความคืบหน้าจาก นายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน ปฏิบัติราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่าขณะนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องให้เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อรับทราบแล้ว เนื่องจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่และอำนาจตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ในการกำกับโดยทั่วไปเกี่ยวกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจสั่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสงความเห็น สั่งให้กระทำการหรือยับยั้งการกระทำ หรือการสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการ เกี่ยวกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

หลังจากนี้ ทางเครือข่ายธรรมาภิบาลจะได้ติดตามความคืบหน้ากับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะดำเนินการติดตามตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาและตรวจสอบการบริหารกิจการของเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่ากระทรวงการคลังจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ดร.ณัฏฐ์ สอนมวย ยิ่งชีพ ความผิดเกี่ยวพันหลายท้องที่ พบเห็นที่ไหน แจ้งได้ทุกท้องที่

ดร.ณัฏฐ์ สอนมวย ยิ่งชีพ ความผิดเกี่ยวพันหลายท้องที่ พบเห็นที่ไหน แจ้งได้ทุกท้องที่

ดร.ณัฏฐ์ สอนมวย ยิ่งชีพ ความผิดเกี่ยวพันหลายท้องที่ พบเห็นที่ไหน แจ้งได้ทุกท้องที่

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.15 น.

29 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจาก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ระบุว่า ผู้เสียหายแจ้งความท้องที่ภูมิลำเนาผู้เสียหายไม่ได้นั้น ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาถารณะ และกล่าวว่า ตาม ป.วิ.อาญา ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ในท้องที่เกิดเหตุ อ้างหรือเชื่อว่าผู้ต้องหากระทำความผิด ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 มีข้อยกเว้น 2 ประการ กรณีความผิดเกี่ยวกันหลายท้องที่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 และอีกกรณีหนึ่ง ความผิดเกิดขึ้นนแกราชอาณาจักร ป.วิ.อาญา มาตรา 20

ที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ ไอลอว์ บอกว่า ป.วิ.อาญา ไม่มีบัญญัติว่า ผู้เสียหายกล่าวโทษในท้องที่ภูมิลำเนาผู้เสียหายไม่ได้ อาจเป็นความไม่เข้าใจกฎหมายพื้นฐาน ป.วิ.อาญา นักกฎหมายที่ทำงานและพนักงานสอบสวนเขารู้กันดีอยู่แล้ว ความผิดเกียวพันหลายท้องที่ แจ้งที่ไหนก็ได้ พิจารณาจากข้อหาที่แจ้ง ผู้เสียหายแจ้งข้อหานายยิ่งชีพ ข้อหาอะไร หากเป็นการแถลงข่าวผ่านสื่อเผยแพร่กระจายในระบบคอมพิวเตอร์ และปรากฏในราชอาณาจักรไทย ทุกท้องที่ แจ้งได้หมด เข้าข้อยกเว้น ป.วิ.อาญา มาตรา 19

ส่วนใหญ่จะแจ้งความข้อหา พ.ร.บ.คอมฯ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ สถานที่ทราบข้อความก็ได้ เพราะเป็นความผิดเกี่ยวพันหลายท้องที่และทุกท้องที่ในราชอาณาจักรเป็นท้องที่เกิดเหตุ

“ขอภาวนาผู้เสียหายเล่นพิเรนทร์ อย่าไปแจ้งความที่ในถิ่นทุรกันดารจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือสุดปลายด้ามขวานใต้สุด เช่น สุไหงโกลก หรือเบตง ก็แล้วกัน เพราะนายยิ่งชีพ จะเหนือย หากมองในแง่ดี ไปชมวิวสวยงามและทานอาการพื้นบ้าน จะได้รู้ว่า ชาวบ้านในต่างจังหวัด ลำบากขนาดไหน”

ส่วนการกล่าวหาและเปิดเผยบุคคล 9 คน รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีกูล หนึ่งในนั้น เป็นความผิดเฉพาะบุคคลและเป็นผู้เสียหายเฉพาะตัว ส่วนเหตุลักษณะคดี เขาดูเฉพาะฝ่ายผู้ต้องหา ในการร่วมกันกระทำความผิด มิใช่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายแต่ละคน สามารถแยกดำเนินคดีอาญาได้ และได้ทุกท้องที่ที่พบการกระทำความผิด ไม่มีกฎหมายห้าม หากพบในท้องที่ผู้เสียหายมีภูมิลำ้นาอยู่ เช่น จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นต้น

ไม่ได้หมายความว่า นายยิ่งชัพ แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา แล้วจะเป็นท้องที่ สน.ในท้องที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย ตั้งอยู่เท่านั้น เป็นความเข้าใจผิดของนายยิ่งชีพ เอง เพราะจาก “ยิ่งชีพ” เป็น “พลีชีพ” มากกว่า ยอมเสี่ยงภัยไปเอง โดยรู้อยู่แล้วว่า ที่ประชุมใหญ่ กกต.ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว. แต่ห้าวเป้ง ด่วนสรุปเร็วเกินไป ทำให้สังคมปั่นป่วนสับสน ส่วนนายยิ่งชีพ จะเอาหลักฐานในสำนวน กกต.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ อ้างพยานหลักฐานเด็ด ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ โดยเฉพาะเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ของ 1 ใน 9 รายชื่อ เป็นการตีกินทางการเมือง โจมตีการเมือง ไร้พยานหลักฐาจ

หากมีจริง กลุ่ม สว.สำรองที่ดำเนินกิจกรรมที่หน้า กกต.ทุกสัปดาห์ ก็เอามาโชว์แล้ว ไม่จำต้องรอนายยิ่งชีพ มาแย่งชิงเอาผลงาน ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงใหม่ และไม่ใช่ผู้ร้องในคดีฮั้ว สว. หากมีจริง ต้องถามกลับไปว่า พ.ร.ป.สว.ให้ยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 3 วัน แต่นายยิ่งชีพ ไปอยู่ไหนมา ทั้งในการไต่สวนคณะกรรมการชุดที่ 26 กกต.นายยิ่งชีพ , นายพริษฐ์ ทำไมไม่นำพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ไปให้ กกต.เข้าไปในสำนวนคดี ตอนนี้คดีอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย มันสายไปแล้ว ทั้งเหตุเกิดวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ มิใช่รัฐบาลนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน

ศศิกานต์ หนุน ปกรณ์ ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ศศิกานต์ หนุน ปกรณ์ ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ศศิกานต์ หนุน ปกรณ์ ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

“ศศิกานต์”หนุน”ปกรณ์” ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้ง”ศาลที่ดิน” แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน ชัดเจน รวดเร็ว เป็นธรรม

29 กรกฎาคม 2569 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม และสนับสนุนแนวทางของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในการผลักดัน การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนต่างๆ

พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณานำ “ศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน” หรือ “ศาลที่ดิน” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเป็นธรรมยิ่งขึ้น

น.ส.ศศิกานต์ ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากเผชิญปัญหาข้อพิพาทด้านที่ดิน ทั้งกรณีทำกินหรืออยู่อาศัยมานาน แต่ถูกแจ้งว่าพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ กรณีมีเอกสารสิทธิ เช่น โฉนด น.ส.3 หรือ ภบท.5 แต่หน่วยงานรัฐตีความแตกต่างกัน รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเอกสารสิทธิของประชาชนกับแนวเขตของรัฐ

ขณะเดียวกัน คดีที่ดินยังต้องเข้าสู่กระบวนการศาลทั่วไป ทำให้การพิสูจน์สิทธิใช้เวลานาน บางคดีต่อสู้กันหลายปีหรือเป็นสิบปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความซับซ้อนของกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551

สำหรับแนวคิด “ศาลที่ดิน” จะเป็นศาลเฉพาะทางที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน แตกต่างจากระบบเดิมที่คดีต้องเข้าสู่ศาลทั่วไป โดยใช้ ระบบไต่สวน ให้ศาลมีบทบาทค้นหาข้อเท็จจริง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้คดีเพียงลำพัง

รูปแบบที่เสนอ คือ ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง และมีองค์คณะพิจารณาประกอบด้วย ผู้พิพากษาอาชีพ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาชน เพื่อให้การพิจารณาคดีมีทั้งมุมมองด้านกฎหมายและข้อเท็จจริงจากพื้นที่

ศาลที่ดินจะช่วย เร่งการพิสูจน์สิทธิ ลดปัญหาที่ดินทับซ้อน ลดคดีค้างสะสม เพิ่มความเป็นธรรมให้ประชาชนที่มีสิทธิโดยสุจริต และช่วยให้รัฐดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีของรัฐ โดยเน้นการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เรื่องที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือเรื่องบ้านและที่ทำกินของคนไทย การผลักดันศาลที่ดินควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดภาระประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว