ย้อนเส้นทาง ‘ชาย นครชัย’ จากอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สู่ กกต. ใจกล้าสวนมติเสียงข้างมาก คดีฮั้ว สว.

16 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

ตามกันมาติดๆ กับ นายชาย นครชัย หลังจาก นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยเบื่องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. โดยกล่าวว่า นายชาย นครชัย เป็นอีกหนึ่งเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างในคดีฮั้ว สว. ที่มีการเชื่อมโยงถึง บุคคลในพรรคการเมืองหรือ กรรมการบริหารพรรค สส. ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่กลุ่มเสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จึงพาเปิดประวัติ กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง นายชาย นครชัย ว่าเบื้องหลังชายผู้นี้ผ่านการทำงานแบบไหน ทำไมกล้าขัดมติเสียงข้างมาก

ประวัติการศึกษาและการอบรม

  • รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Master of Business Administration, Southeastern University
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60
  • หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง (สจว.)
  • หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Tourism Management Program for Executives : TME)
  • หลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐ ระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประวัติการทำงาน

  • ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
  • ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2556)
  • รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  • อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2561)
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในปี 2566

โดยเส้นทางสู่ กกต.ของนายชายเริ่มชัดเจนในปี 2566  โดยมีการเสนอชื่อแทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ให้ดำรงตำแหน่ง กกต. จากการคัดเลือกวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนลับให้ความเห็นชอบ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 พร้อมกล่าว ถึงความมั่นใจในการทำงาน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2566 ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ว่า


“แม้จะมาจากกระทรวงวัฒนธรรม แต่ก็คิดว่ามาทำงานกกต.น่าจะได้เปรียบ เพราะอยู่งานวัฒนธรรมมาทำให้มีเครือข่ายเยอะ ได้รับฟังปัญหาและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่น แต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร เราก็จะได้นำมาปรับปรุงให้เข้าบริบทของคนไทยได้ในการทำงาน ส่วนข้อกฎหมาย เราศึกษาได้ และระเบียบกกต.มีอยู่ไม่เท่าไร เราก็ดูและพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย”

ท้ายนี้ ทั้งนายชายและนายสิทธิโชติเข้าดำรงตำแหน่ง กกต. ก่อนวุฒิสภาชุดปี 2567 จะเข้ามาทำหน้าที่ โดยทั้งสองได้รับความเห็นชอบจาก สว. ชุดเฉพาะกาลในช่วงปี 2566 ซึ่งนายสิทธิโชติผ่านการเห็นชอบในวุฒิสภาชุดเดียวกันช่วงปลายปี และเริ่มรับตำแหน่งจริงในปี 2567

ปชป.เลิกเหนียมแล้ว! รองหัวหน้า ‘ชัยชนะ’ ลั่น เสียงในสภาฯ ไม่ดังพอ ต้อง ‘รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ’

16 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “หากเสียงในสภายังไม่ดังพอที่จะเรียกร้องได้ ถึงเวลาต้องเอาเสียงนอกสภาเรียกร้องคู่ขนานกันไป

รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ

ปล ถึงให้มากี่คดีก็ไม่เป็นไรหากสิ่งที่ผมทำไปเพื่ออนาคตของลูกหลานในประเทศนี้ครับ”

ต่างชาติจุ้นไทยอีกแล้ว องค์กรต้านสงคราม กดดันรับรองสิทธิ ปฏิเสธเกณฑ์ทหาร ยกเคสเนติวิทย์ตัวอย่าง

16 กันยายน 2569 เวลา 10:39 น.

16 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ ส่งรายงานกรณี “เนติวิทย์” ไปที่คณะกรรมการสิทธิฯ UN เรียกร้องไทยรับรองสิทธิปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ (War Resisters’ International) ได้เผยแพร่ข่าวว่า ได้ดำเนินการส่งรายงานกรณีการดำเนินคดีต่อ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จากการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Committee) โดยขอให้พิจารณาถึงสถานการณ์ประเด็นนี้ในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ไทยมีการรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ

สำหรับองค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ เป็นเครือข่ายของภาคประชาสังคมหลายประเทศที่คัดค้านลัทธิทหารนิยม และต้องการสร้างสันติภาพเพื่อโลกที่ปราศจากสงคราม พร้อมกับสนับสนุนสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) ในประเทศต่างๆ

รายงานขององค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ ลงวันที่ 24 ส.ค. 2569 ยื่นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในสมัยประชุมที่ 146 ได้นำเสนอประเด็นของประเทศไทย ว่าไทยเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งข้อ 18 ของกติกาดังกล่าวให้ความคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รับรองว่าสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมถือเป็นสิทธิที่รวมอยู่ในการคุ้มครองดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธินี้ และไม่มีการจัดบริการทางพลเรือนรูปแบบอื่นทดแทน (alternative civilian service) ส่งผลให้ผู้ที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอาญาและได้รับโทษ ความขัดแย้งระหว่างกรอบกฎหมายภายในประเทศกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ถือเป็นประเด็นทางกฎหมายหลักในคดีของเนติวิทย์

รายงานฉบับนี้ได้หยิบยกกรณีของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ซึ่งเป็นผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมรายแรกของไทยที่ถูกดำเนินคดี โดยเนติวิทย์ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการเกณฑ์ทหารมานานกว่าทศวรรษ ตั้งแต่หลังการรัฐประหารในปี 2557 เนื่องจากเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคล และเสรีภาพทางมโนธรรม จุดยืนของเขาเกิดจากทั้งความเชื่อทางการเมืองและจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักอหิงสา

รายงานได้สรุปเนื้อหาคดีของเนติวิทย์ บริบททางกฎหมายของไทย และการส่งประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนสรุปว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ภายหลังกระบวนการพิจารณาคดี เนติวิทย์ถูกพิพากษาว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 6 เดือน โดยให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี

องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับประเทศไทย และสอบถามถึงมาตรการที่รัฐไทยจะดำเนินการเพื่อรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม รวมถึงการรับประกันว่าจะไม่มีการดำเนินคดีหรือลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิดังกล่าว และปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อ 18 ของ ICCPR ด้วย

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86381

ย้อนอ่าน “ย้อนมองการรับรองสิทธิการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม ในกลไกสิทธิมนุษยชน UN อันแตกต่างจากศาล รธน. ไทย” https://tlhr2014.com/archives/84717

เปิดเส้นทางสายศาล ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ จากผู้พิพากษาศาลฎีกา สู่ 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย กกต. คดีฮั้ว สว.

16 กันยายน 2569 เวลา 10:38 น.

กลายเป็นที่จับตามองหลัง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยเบื่องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. ขณะที่มีข้อถกเถียงถึงคะแนนในการลงมติ บุคคลในพรรคการเมืองหรือ กรรมการบริหารพรรค สส. ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่นายสิทธิโชติและนายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จึงพาเปิดข้อมูล กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ว่าเบื้องหลังชายผู้นี้ผ่านการทำงานแบบไหน ทำไมถึงกล้าท้าชนในคดีฮัว สว.

ประวัติการศึกษาและการอบรม  

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง  
  • เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  
  • รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  
  • วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 2549
  • ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 9
  • การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 10

เส้นทางสายตุลาการและองค์กรศาล

  • ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่
  • เลขานุการศาลอาญา
  • เลขานุการศาลอุทธรณ์
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
  • รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
  • ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  • ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
  • กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2547 – 2549
  • กรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ. 2542 – 2556 และ พ.ศ. 2558 – 2562
  • กรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ชั้นศาลฎีกา) พ.ศ. 2562 – 2563
  • เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในปี 2567

หนึ่งตำแหน่งที่น่าสนใจสำหรับ นายสิทธิโชติ คือ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ซึ่งเป็นแผนกของศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและคดีเลือกตั้งตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด และการเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.ในปี 2567 ของ นายสิทธิโชติ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาโดยให้สำนักงาน กกต.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเป็นเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อย ส่วนมติอย่างเป็นทางการของ กกต.ยังคงเป็นไปตามเสียงข้างมาก และการวินิจฉัยความผิดของผู้ที่ถูกยื่นคำร้องต่อศาลเป็นอำนาจของศาลตามกระบวนการต่อไป

สมชัย เขย่า กกต.! ถามหา 2 เสียงปริศนา พลิกเกมข้ามขั้ว? ลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง 26 สว.คดีฮั้ว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:29 น.

16 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครคือ อีก 2 เสียง ที่กลับมาลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง สว. 26 ราย

มติส่วนใหญ่ ของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. คือ 5:2 ยกเว้นในส่วนการลงมติว่า ตัว สว. 26 คน กระทำความผิด กม. กลายเป็น มติ 4:3

4 คนที่เป็นเสียงข้างมาก ยืนพื้นอย่างหนักแน่นในมติอื่น ๆ มาตลอด 2 ท่าน คือ กกต. สิทธิโชติ และ กกต. ชาย ส่วนที่เพิ่มมาอีก 2 คน เป็นใคร ด้วยเหตุผลใด ยังเป็นปริศนา

สว. 26 คน ที่ถูกส่งฟ้อง มีช็อคตามคำให้สัมภาษณ์ของศุภชัย ใจสมุทร ว่า มี สว.คนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อลงกต วรกี พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย มาเรีย เผ่าประทาน ชีวะภาพ ชีวะธรรม ฯลฯ โดยในจำนวนนี้ เป็นถึงระดับ ประธาน กมธ. 6-7 ราย และบางคนได้คะแนนลำดับหนึ่งของกลุ่มอาชีพ

กกต. 2 คนที่โดดจากเรือมาสมทบ อาจพิจารณาจากเหตุผลได้ 2 แนวทางคือ

1. สว. 26 คน มีหลักฐานแน่นหนาจนยากที่จะฝืนลงมติ และ ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งพรรคประชาชน และ ไอลอว์ แก้ผ้าจนไม่มีอะไรเหลือ หากฝืนลงมติ อาจมีชีวิตยากลำบากยามแก่เฒ่า

2. ขอเอาตัวรอด เลิกคิดถึงบุญคุณที่ต้องทดแทน ปล่อยมือจากกลุ่ม 5 คน มาลงคะแนนอีกฝั่ง ใครจะล็อบบี้อะไรก็ไม่ฟัง ด้วยลูกเมียยังเล็ก (เปรียบเปรย)

การปล่อยมือดังกล่าว มีผลดีคือ ทำให้ 2 เสียงเดิม เพิ่มเป็น 4 เสียง กลายเป็นเสียงข้างมาก เอาผิด สว. 26 คนได้

อย่างไรก็ตาม กกต. 2 รายที่โดดเรือหนี กลับไม่ได้สร้างผลดีกับตน แต่กลายเป็นภัยคุกคาม 2 ด้าน

ด้านประชาชน ย่อมไม่ลดลาวาศอกที่จะดำเนินคดีจาก มติ 5:2 เพราะยังมีอีกหลายสิบกรณี ที่ลงมติขัดกับหลักฐานและหลักกฎหมาย เป็นคดีอาญา 157 ที่ต้องฟ้องให้หลาบจำ ต่อ กกต. 5 คน

ด้านพรรคสีน้ำเงิน ย่อมเคืองขัด ด้วยเหตุมีการแตกแถว เอาตัวรอด แถมยังฟันไม่เลือกทั้งคนสำคัญ ทั้งเครือข่าย ทั้งเครือญาติของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน แค้นนี้ อย่าหวังว่าจะลืมกันง่าย ๆ

ว่าแต่ 2 ท่านที่กลับลำ คือใคร ข่าวยังไม่รายงาน แต่ควรเก็บเนื้อเก็บตัว เก็บข่าวให้มิดด้วย

สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย-เห็นแก่พวกพ้อง 

16 กันยายน 2569 เวลา 10:26 น.

ว่าด้วยเรื่องบ้าน! สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ลั่นต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย เหน็บ สงสารประเทศ มีอดีตผู้พิพากษา เห็นแก่พวกพ้อง 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุถึงอดีต กกต. ที่เคยอยู่บ้านเดียวกัน ทำไมไม่รักษาบ้านเดิม ว่า “ขออภัย ที่เคยอยู่บ้านนี้แล้วไม่สามารถยึดหลักว่า ต้องช่วยพวกเดียวกันก่อน

สงสารประเทศ หากมีอดีตผู้พิพากษา มีทัศนคติเห็นแก่พวกพ้องแบบนี้อยู่

หรือการตัดสินทุกครั้งของท่านในอดีต เอาพวกเป็นหลักมากกว่า ความถูกต้องของหลักนิติธรรมทางกฎหมาย”

โดยก่อนหน้านี้ นายสมชัย ได้โพสต์ ระบุว่า “บ้านหลังนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของ ผู้ได้รับสิทธิอยู่อาศัยสับเปลึ่ยนกันไปตามวาระของตน

สิ่งที่ต้องสำเหนียกคือ ขณะอยู่ต้องช่วยเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ทำบ้านให้สวยงาม คนผ่านไปมาก็ชื่นชม

แต่หากคนมาอยู่ คิดเพียงแค่นี่มันบ้านหลวง ไม่ใช่บ้านเรา อะไรกอบโกยได้ก็เร่งกอบโกย

ไม่คิดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้น อะไรผุพัง ก็แสร้งมองไม่เห็น คนด่าทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังไม่รู้สึก ใครมาวิจารณ์เสนอแนะก็มองเขาในแง่ร้าย

คนเคยอยู่บ้าน ที่เขาอยากเห็นบ้านดีขึ้น เขาก็มีสิทธิวิจารณ์คนที่มาอยู่ใหม่ว่า รู้จักดูแลบ้านไหม ไม่ใช่เอาแต่คุยโวว่าเคยดูแลบ้านอื่น ๆ มาแล้ว

แต่ไม่เคยเหลียวดูบ้านที่อยู่ ไม่เคยเก็บกวาด เต็มไปด้วยขยะ สักวันขยะล้นเต็มบ้านส่งกลิ่นเหม็น ชุมชนเขาขับไล่ อย่ามาตัดพ้อว่าทำไมไม่มีคนทักท้วงแต่แรก”

ธนพร สวนพรรคส้ม อย่าใช้ความแค้นแทนหลักฐาน ชี้มติ กกต.ไม่สะเทือนรัฐบาล เตือนโจมตี สว.เหมารวม สกัดทางแก้รัฐธรรมนูญเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

16 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงท่าทีของพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยมองว่า ความพยายามขยายผลจากคดีไปสู่การกดดันรัฐบาล สะท้อนความหวังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง แต่การดำเนินคดีต้องตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามพ้นจากอำนาจ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า มติให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้อง 77 ราย ซึ่งมี สว.ปัจจุบัน 26 ราย ขณะที่ยกคำร้องในส่วนของนักการเมืองบางกลุ่ม ต้องพิจารณาจากคำอธิบายเรื่องหลักฐานของ กกต.การที่ข้อกล่าวหาไม่สามารถเชื่อมโยงถึงบุคคลใดได้เพียงพอ ไม่ใช่เหตุให้สรุปทันทีว่าองค์กรที่พิจารณาคดีช่วยเหลือฝ่ายนั้น

พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนและผู้สนับสนุนที่กล่าวหา กกต.ว่า “อุ้มสีน้ำเงิน” ควรอธิบายด้วยว่า เหตุใดจึงมีชื่อบุคคลที่มีน้ำหนักทางการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง โดยยกกรณี พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งเขาระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ นายเนวิน ชิดชอบ รวมถึงนายสมเจตน์ ริมปภัณฑ์ และนายศุภชัย โพธิ์สุข

“ถ้าใครบอกว่าช่วยพวกเดียวกันได้ ช่วยอธิบายกรณีคุณบุญจันทร์ให้ผมฟังหน่อย อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

พร้อมมองว่า รายชื่อดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งต่อคำกล่าวหาที่ว่า ผู้มีความสัมพันธ์กับฝ่ายสีน้ำเงินจะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกร้องยังมีสิทธิต่อสู้คดี และการมีชื่อในสำนวนไม่ได้หมายความว่าศาลพิพากษาว่ากระทำผิดแล้ว

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองพยานหลักฐานตามกฎหมาย ข้อเรียกร้องให้ส่งทุกคนไปศาลจึงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า มีหลักฐานรองรับการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างไร พร้อมระบุว่าการยืนยันหลักการนี้ไม่ได้หมายถึงการห้ามวิจารณ์ กกต.เพราะผู้ไม่เห็นด้วยยังสามารถร้องเรียน ตรวจสอบ หรือเสนอแก้กติกาผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคำร้องเกี่ยวกับกลุ่มที่เขาเรียกว่า “สว.สีส้ม” รวมถึงกิจกรรมที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี รศ.ดร.ธนพร เรียกร้องให้ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์ การยินยอมให้ผู้อื่นกระทำ ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

และระบุว่า หากหลักฐานไม่เพียงพอก็ไม่ควรดำเนินการ แต่หากหลักฐานครบก็ต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มอื่น พร้อมย้ำว่าไม่ทราบกำหนดพิจารณาหรือจำนวนผู้ถูกร้องในกลุ่มดังกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ยังวิจารณ์ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนว่า การโจมตี สว.แบบเหมารวมอาจย้อนกลับมาทำลายโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ เพราะการผลักดันเรื่องนี้ยังต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากสร้างความเป็นปฏิปักษ์กับ สว.ทั้งสภา ก็อาจทำให้การแสวงหาความร่วมมือยากขึ้น

ตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเคยรณรงค์ประชามติ จึงต้องการให้พรรคประชาชนคำนึงถึงความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามจนลดโอกาสผลักดันเป้าหมายของตนเอง

ส่วนผลต่อรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น รศ.ดร.ธนพร ประเมินว่า มติ กกต.ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ และยังไม่เห็นเหตุผลที่จะนำไปสู่การยุบสภาทันที

แม้ฝ่ายค้านจะนำประเด็นไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่เขามองว่าผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับเสียงในสภา โดยผลลงมติกฎหมายสำคัญที่ผ่านมา ทั้งพระราชกำหนดกู้เงินและร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ยังสะท้อนความร่วมมือของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล หากพรรคร่วมต้องการถอนการสนับสนุน ก็มีโอกาสแสดงท่าทีผ่านการลงมติเหล่านั้นอยู่แล้ว

รศ.ดร.ธนพร กล่าวถึงพยานหมายเลข 16 ซึ่งในบทสัมภาษณ์ระบุว่าเป็น นายเอกราช ช่างเหลา ว่า การเปลี่ยนคำให้การเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบน้ำหนักความน่าเชื่อถือร่วมกับหลักฐานอื่น รวมถึงเหตุผลและคำกล่าวอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ ไม่สามารถนำคำให้การช่วงใดช่วงหนึ่งมาเป็นข้อยุติโดยลำพังได้

สุดท้าย ได้สรุปการวิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวบางส่วนในคดีเลือก สว.ขับเคลื่อนด้วยความไม่พอใจจากการแข่งขันและความพ่ายแพ้ทางการเมือง มากกว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว พรรคประชาชนจึงควรแยกการตรวจสอบตามกฎหมายออกจากความหวังล้มรัฐบาล และยอมรับว่าข้อกล่าวหาทุกฝ่ายต้องผ่านมาตรฐานพยานหลักฐานเดียวกัน

ไอซ์ รักชนก ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัดเลือกกันมาเป่าคดี เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย

16 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

ไอซ์ รักชนก บอกเจ็บคอ ไอดัง คุก คุก! ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัด สว.เลือก กกต.มาเป่าคดีตัวเอง เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย สะกิด สว.ที่ถูกส่งฟ้องออกมาแฉบ้าง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แชร์ภาพข่าวนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  1 ใน 2 กกต. เสียงข้างน้อยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกร้องที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือ สส. ในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว. ชี้แจงถึงเหตุผลของการลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยน.ส.รักชนก ระบุว่า “มีเรื่องนึงที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในวันนี้ คือ ขบวนการโกง สว. น่าจะไม่ได้มีเอี่ยวแค่ ‘พรรคการเมือง’ เท่านั้น

แต่ยังมี ’กกต. บางคน‘ ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว. นี้ด้วย

มันชัดแล้วว่า สว. เลือก กกต. มาเพื่อเป่าคดีตัวเองโดยเฉพาะจริงๆ

ทีนี้ไม่ต้องสงสัยแล้วนะ ว่าทำไมตัวใหญ่ๆถึงรอด

เจ็บคอ ไอดัง คุก คุก คุก

ปล. ทุกคนรีบจัดตารางออกกำลังกายนะคะ พวกเราต้องมีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดีและแข็งแรง เพื่ออยู่ดูระบอบสีน้ำเงินนี้ล่มสลาย ถึงวันนั้นเรายังต้องออกแรงช่วยกันกอบกู้ซากอีกนะ

อดใจรอติดตามตอนต่อไปไม่ไหวแล้วอะ

อยากได้ยินเสียงจาก สว. ที่ถูกส่งฟ้องบ้างจัง

ถ้าพวกลุงๆป้าๆกล้าแฉ สังคมพร้อมให้อภัยเสมอ

ขึ้นอยู่กับว่าแฉไปถึงตัวไหนค้า ” 

ปฐม อินทโรดม ชื่นชม สีหศักดิ์ คุมเกมเจรจาไทย-กัมพูชา สุภาพ-ไร้คำขู่-ไม่มีทุบโต๊ะ แต่เนื้อหาโคตรแข็ง

16 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

16 กันยายน 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า การเจรจาไทย–กัมพูชา เมื่อวานซืนถ้าให้ผมให้คะแนนทีมไทย ผมให้ 9 เต็ม 10 ครับ ไม่แน่ใจคนอื่นให้เท่าไรกันบ้าง

โดยเฉพาะ รมต. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่พูดนิ่ม สุภาพ แทบไม่มีคำขู่ ไม่มีการทุบโต๊ะ แต่ถ้าอ่านสิ่งที่ไทยวางลงบนโต๊ะจริง ๆ จะพบว่าเนื้อหาเรานั้นโคตรแข็ง

ผมลองไล่อ่านทั้ง Reuters, AP, The Diplomat, Anadolu, Bernama รวมถึงข่าวที่กระจายต่อใน ABC News และ The Independent ภาพที่ออกมาค่อนข้างตรงกันว่า สองฝ่ายเข้าห้องเดียวกัน แต่ไม่ได้วางเกมเหมือนกัน

Reuters รายงานว่า กัมพูชาต้องการข้อตกลงเขตแดนทางทะเล แต่เปิดทางไว้ว่า หากตกลงเส้นไม่ได้ ก็พร้อมพิจารณา joint development และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน

ส่วนไทยบอกว่า มาคุยเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลกันก่อน และ รมต. สีหศักดิ์ขีดเส้นแดงอีกเส้นไว้ชัดมากว่าอธิปไตยเหนือเกาะกูด ไม่ได้อยู่บนโต๊ะนี้

Anadolu ถึงกับวางภาพสองฝ่ายไว้ในพาดหัวว่า กัมพูชาต้องการ maritime boundary pact ขณะที่ไทยยืนยันว่าจะปกป้อง sovereignty และ maritime rights

ที่ผมชอบคือ ไทยไม่ได้ปฏิเสธ UNCLOS ไม่เดินหนีออกจากโต๊ะ และไม่ได้ประกาศว่าจะไม่เจรจา

ตรงกันข้าม ไทยบอกว่าพร้อมร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งนั่นแปลว่าพร้อมคุย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องรีบตกลง

AP รายงานคำอธิบายของสีหศักดิ์ว่า กรอบเดิมดำเนินมาถึง 25 ปี แต่มีการประชุมอย่างเป็นทางการเพียงสองครั้งและแทบไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงต้องการเริ่มต้นใหม่ และก่อนหน้านี้ก็เคยเสนอให้กลับมาเจรจาโดยตรงก่อนเข้าสู่ compulsory conciliation

ตรงนี้ทำให้ผมมองว่า สิ่งที่ไทยกำลังถืออยู่ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย

แต่คือ “เวลา”

เราอาจไม่ตั้งใจยื้อ 10 หรือ 20 ปี หรือไม่สนใจทรัพยากรมหาศาลใต้ทะเล เพราะ Reuters ระบุว่าพื้นที่พิพาทประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรอาจมีก๊าซเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีการประเมินมูลค่าทรัพยากรสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์

ใคร ๆ ย่อมอยากได้ประโยชน์จากมัน แต่คำถามสำคัญกว่า คือใครจำเป็นต้องรีบใช้มันกว่ากัน

กัมพูชาเป็นฝ่ายนำเรื่องเข้าสู่ compulsory conciliation ขณะที่ไทยเข้าร่วมโดยยังรักษากรอบของตัวเอง และข้อเสนอแนะสุดท้ายของคณะกรรมาธิการก็ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

นี่คือเหตุผลที่ผมให้คะแนน รมต. สีหศักดิ์ 9/10

ไม่ใช่เพราะไทย “ชนะ” เพราะเกมนี้เพิ่งเริ่ม และยังไม่มีใครชนะอะไรทั้งนั้น

แต่เพราะเราแสดงให้เห็นว่า ความสุภาพไม่จำเป็นต้องแปลว่าอ่อนแอ และความแข็งกร้าวก็ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยความก้าวร้าว

เราพร้อมคุยครับ แต่เรื่องเขตแดนต้องชัด เกาะกูดไม่อยู่บนโต๊ะ และไม่จำเป็นต้องรีบปิดดีล

ในการเจรจา คนที่ได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดังกว่า

บางครั้งคือ คนที่รอได้นานกว่า…

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเอง โว ยังมีหลักฐานเปิดไม่หมด หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

16 กันยายน 2569 เวลา 08:38 น.

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเบิกความด้วยตัวเอง หลังส่งทนายฟ้องหมิ่นฯ โว ยังมีหลักฐานที่เปิดไม่หมด พิสูจน์ความจริง หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณากรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ทำนองว่า พรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. นั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายยิ่งชีพ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาท โดยการจ้างทนายความมายื่นฟ้องเอง ไม่ได้ไปแจ้งความกับตำรวจและไม่ได้ใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนทำงานให้ตัวเอง โดยยื่นฟ้องคดีที่ศาลอาญา ศาลที่เหมือนเป็นสำนักงานใหญ่อยู่กลางเมือง ได้ช่วยลดข้อครหาต่อท่านว่า เป็นการ “ฟ้องกลั่นแกล้ง” ลงไปได้บ้างครับ

เหลืออีกเงื่อนไขเดียวก็คือเมื่อท่านยื่นฟ้องในคดีที่เป็นข้อหาความผิดต่อส่วนตัว ทางที่ดีท่านก็ควรมาเบิกความด้วยตัวเอง เพราะว่ากฎหมายบังคับให้จำเลยต้องไปศาลเองทุกนัด ถ้าศาลรับฟ้อง คดีมันก็เป็นภาระของผม ถ้าท่านไม่มาเองเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านก็ไม่มีภาระอะไรเลย จ้างทนายทำงานแทน ถ้าเป็นแบบนี้ใครมีเงินมากมายก็จ้างทนายไปแกล้งฟ้องให้คนอื่นลำบากได้ โดยเจ้าตัวเองไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย แม้ศาลจะยกฟ้องภายหลังแต่ก็เป็นภาระกับจำเลย และภาระแก่ศาลเองด้วย

ถ้าท่านจะเสียสละเวลามาเบิกความและตอบคำถามค้านเองด้วยผมก็คิดว่าจะสมบูรณ์แบบสำหรับตัวท่านเองครับ

ในส่วนของข้อกล่าวหา ผมยังไม่เห็นว่ากล่าวหาผมว่าอะไร แต่อย่างที่ทราบกันว่าตอนนี้ผมมีสำนวนคดีอยู่จำนวนพอสมควรเลย และยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่หมด ดังนั้น การพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงสำหรับผมเป็นเรื่องง่ายมาก ตรงกันข้าม การที่ท่านจะพิสูจน์ว่า ผมพูดสิ่งที่ไม่จริง กลับเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับท่าน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านจะสู้คดีนี้อย่างไร?? 

แม้ผมยังไม่ได้รับหมายเรียกเลย แต่มีสำนักข่าวรายงานแล้วว่านัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม หวังว่าจะได้เจอท่านนายกรัฐมนตรีมาเบิกความปรักปรำผมด้วยตัวเองนะครับ ผมจะไปรอ”