สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

สส.ปชน. ออกปากชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหา อาคารเรียนทรุด ขอบคุณรัฐมนตรี-คนรุ่นใหม่ทำงานไม่แบ่งฝ่าย เชื่อ ศธ. จะเข้าถึง เข้าใจ ทำงานได้รวดเร็ว 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้แก่ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ นายภาควัต ศรีสุรพล นายปารมี ไวจงเจริญ นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา และ สส.พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ทั้งนายนรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.ปิยะนุช ยินดีสุข ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาอาคารโรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ทรุดตัว และแตกร้าว จากกรณีที่ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้นำข้อปัญหาดังกล่าวมาปรึกษาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกหยิบยกมาพูดในสภาฯหลายครั้ง วันนี้ ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ เคยรับฟังปัญหาในส่วนนี้ในสภา จึงอยากลงพื้นที่มาตรวจราชการดูสถานที่จริง เพราะถือเป็นปัญหาเร่งด่วนว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรและควรแก้อย่างไร การอยู่ในส่วนกลางบางครั้งก็ไม่ได้เห็นภาพ การลงพื้นที่มาดูสถานที่จริงจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนกรณีที่ชาวนครราชสีมาฝากความหวังในเรื่องนี้ ต้องเรียนว่าไม่ต้องหวังเพราะเกิดขึ้นแน่  ตนจะพยายามทำให้เต็มที่ และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการในการทำงานร่วมกันว่าจะหางบประมาณจากส่วนไหนมาจัดสรรให้โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“ปัญหามันถูกปล่อยไว้หลายปี ตรงนี้ผมมาแล้ว จะพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการในยุคท่านรัฐมนตรีประเสริฐ และผม พยายามปรับวิธีการและธรรมเนียมใหม่ ๆ จะเห็นว่าผมยกเลิกการพับผ้าจีบ การตั้งแถว ทุกอย่างต้องเรียบง่ายที่สุด และมาแก้ปัญหาโดยไม่มีวิธีการ เพื่อทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงความหวัง และเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมกิจกรรม  ร่วมทำงาน ” นายอัครนันท์ กล่าว

ด้านนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน กล่าวว่า ในนามของ สส.โคราช เขต 1 อยากอยากขอบคุณรมช.ศึกษาธิการ และคณะทำงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่พื้นที่จริงเพื่อดูปัญหานี้ วันนี้ได้เห็นผู้บริหารรุ่นใหม่ เช่นรัฐมนตรีช่วยอัครนันท์ ที่ได้ฟังการปรึกษาหารือในสภา และนำปัญหามาเป็นเป้าหมาย มาใส่ใจใส่รายละเอียด เพื่อบูรณาการนำสู่การแก้ปัญหาและปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว มองว่าการบริหารงานของรัฐมนตรีช่วยอัครนันท์นั้นยึดเป้าหมายเป็นหลักที่พยายามบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยว ระดมแก้ไขปัญหา เพื่อให้บุตรหลานมีอาคารเรียน มีสาธารณูปโภคที่ จึงอยากขอบคุณรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่และขอส่งกำลังใจจากคนโคราช เพราะเชื่อว่ารัฐมนตรีจะลงทุกพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ อยากให้มีพละกำลังในการทำงาน และประสบความสำเร็จในการประสานงานกับทุกฝ่ายเชื่อว่าหากผู้นำกระทรวง มีนโยบายที่เข้าใจแบบนี้ต่อไปจากแดนสนธยา กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่เข้าถึงง่าย เข้าใจ และสามารถโต้ตอบปัญหาได้อย่างรวดฉับไว” นายฉัตร กล่าว

นายฉัตร กล่าวอีกว่า ประทับใจที่วันนี้รัฐมนตรีอัครนันท์ได้ลงพื้นที่ นับตั้งแต่ที่ตนได้นำเรื่องนี้มาหารือในสภา เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ก็ได้รับการประสานงานเพื่อขอลงพื้นที่ในส่วน จึงมองว่าเป็นการทำงานของคนรุ่นใหม่ คนที่ใส่ใจปัญหา แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่เมื่อได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันท่านรัฐมนตรีก็โทรมาเองเลย ตนก็ตกใจท่านก็แนะนำตัว ไม่ได้บอกว่าท่านใหญ่โตอะไร บอกแค่ว่ารับฟังการหารือ และกำลังดูแลเรื่องการศึกษา โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ตนก็อธิบายและสรุปปัญหาให้ฟัง ประทับใจ เรียบง่าย 

“ผมอยู่ฝ่ายรอรับที่โรงเรียน เดิมโรงเรียนเตรียมหอประชุม เตรียมโต๊ะผ้ามีจีบ เตรียมสไลด์มัลติวิชั่นในใจผมนึกเลย แย่แล้วถ้ามาถึงก็จะพรีเซนต์กันในหอประชุม กว่าจะไปเดินดูตึก แต่ไม่เป็นการไปเจอกันที่ตึก ถูกต้อง ไปดูตึกเลย ไปสรุปปัญหาฟังวิศวกร เอาเก้าอี้ล้อมวงง่ายๆ ส่งไมค์ต่อกัน ขอบคุณจริงๆ คุณเป็นคนรุ่นใหม่ และผมดีใจที่ประเทศชาติมีคนอย่างคุณ และเราทำงานโดยไม่ได้แบ่งว่าค้านหรือรัฐบาล เพราะสุดท้ายแล้วคือผู้แทนราษฎร ตำแหน่งเป็นเพียงแค่บัลลังก์เมฆวันหนึ่งก็จางหาย ขอบคุณที่ท่านมาโคราช” นายฉัตร กล่าว

ทั้งนี้ กำหนดการหลังจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ จะลงพื้นที่สำรวจอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหาย ที่โรงเรียนบ้านนาค้อ อำเภอปากชม จังหวัดเลย และโรงเรียนบ้านไร่สุขสันต์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ในวันที่ 9 พ.ค.นี้

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์อาเซียนในเวที Retreat Session ย้ำ เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาทอาเซียนต่อเวทีโลก รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ อาคารโอเชียนพาวิเลียน (Ocean Pavilion) โรงแรม Shangri-La Mactan นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการหารือในวันนี้ตอกย้ำความรู้สึกร่วมกันว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบโลกและระบบพหุภาคีนิยมที่นานาชาติเคยยึดถือกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน

สำหรับอาเซียนเอง หลักการสำคัญที่ภูมิภาคยึดถือมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไม่สามารถถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง พร้อมเห็นว่าอาเซียนไม่สามารถดำเนินบทบาทตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความคล่องตัวและการมองการณ์ไกลมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย

1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ แต่เอกภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในทางปฏิบัติ อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาการประสานงานและกลไกการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในช่วงวิกฤต ความรวดเร็วและความเป็นเอกภาพในการดำเนินการถือเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งเมื่อความท้าทายต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียนจำเป็นต้องมีความบูรณาการและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

2. ความยืดหยุ่น (Resilience) หัวใจสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่ง “ASEAN Centrality” หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นยังหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความตึงเครียดก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤต โดยอาเซียนยังคงมีจุดแข็งด้านการส่งเสริมการหารืออย่างครอบคลุมทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การหารือต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการประสานงานภาวะวิกฤตและความร่วมมือที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย

3. การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค (Relevance) อาเซียนต้องรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทายในภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมเน้นย้ำว่า ความเกี่ยวข้องของอาเซียนในท้ายที่สุด คือการสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจและภูมิภาคนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนทั้งในด้านเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความเกี่ยวข้องขององค์กร โดยพัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี อู วิน มยิน และการย้ายนางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจเปิดโอกาส แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า พัฒนาการดังกล่าวเป็นโอกาสให้อาเซียนเดินหน้าแนวทางที่เป็นรูปธรรมผ่านการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนรับไปดำเนินการต่อ โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษอาเซียนอย่างเต็มที่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความปั่นป่วน บทบาทดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย’อนุทิน-ภูมิใจไทย’ เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย'อนุทิน-ภูมิใจไทย' เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย’อนุทิน-ภูมิใจไทย’ เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

อย่าเชื่อข่าวปลอม! ใส่ร้าย อนุทิน-ภูมิใจไทย เสนอ กม. เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ตั้งคาสิโนได้

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงการแชร์ข้อมูล ที่ไม่เป็นความจริงของอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่า  นายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)  อนุญาตให้สร้างคาสิโน และเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง  

ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยข้อความที่ปรากฎในข่าว เป็นการคัดออกมาจากร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท รวมทั้งเคยมีส.ส. ที่เคยเสนอให้มีคาสิโนในร่างกม. อีก 3 ฉบับ สามารถสืบค้นจากเว็ปไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรได้

“ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่แล้ว ทางพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้  โดยใช้ พ.ร.บ.อีอีซี  เป็นต้นแบบ  ด้วยเจตนาที่ดี ในการพัฒนาภาคใต้และสร้างการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่มีเช่าที่ดิน 99 ปี หรือคาสิโน    ตามที่กล่าวหา ในส่วนโครงการแลนด์เบริดจ์  นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ เป็นประธาน   หากพบว่า ประโยชน์มีแต่ไม่คุ้มค่าและประชาชนไม่ต้องการ  โครงการคงไม่เกิดขึ้น  ทุกอย่างรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบและรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย” โฆษกรัฐบาลชี้แจง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อย่าเอาความเท็จมาบิดเบือน สันติสุข งัดร่างพรบ.SEC ฉบับภท.ไม่มีซุกคาสิโน

จับโป๊ะ! อ.อัจฉราวดี ส่องร่างพรบ.SEC ฉบับอนุทิน ไม่มีซุกคาสิโน

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระปริยัติวัชราทร เป็น พระราชวัชราทร บวรปริยัติกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดไก่เตี้ย กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑

ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน 

ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ขอเข้าตรวจดูและขอสำเนาของข้อมูลข่าวสาร ในฐานะผู้เคยร้องเรียนในคดีที่ได้กล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจปกปิดทรัพย์สิน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้มีการยกคำร้องไปก่อนหน้านี้

โดยนายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า เอกสารที่ตนขอไปนั้น ประกอบด้วย 1) รายงาน การแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดี 2) บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อเรื่องร้องเรียนคดี 3) คำชี้แจงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยืนชี้แจงพอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี 4) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดี 5) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี และ 6) คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการขอเอกสารในลักษณะนี้ ตั้งแต่ประมาณปี 2561 ถึง 2562 วีระ สมความคิด และสำนักข่าว The Matter ได้เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันนี้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าไม่เปิดเผย และต่อมาทั้งสองท่านได้ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยที่ สค.334/2562 ใจความสำคัญระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการไต่สวน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. การพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังไม่ยอมเปิดเผย จนสุดท้ายเรื่องไปสู่ศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังหน่วงเวลาต่อไปจนไปถึงปี 2566 กว่าที่จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้ร้อง ใจความสำคัญระบุว่าข้อมูลข่าวสารลับ ที่มีการวินิจฉัยไปแล้ว ให้ถือว่าข้อมูลข่าวสารนั้นถูกยกเลิกชั้นความลับไปแล้ว

ดังนั้น ตนคาดหวังว่าสำนักงาน ป.ป.ช. จะไม่กล่าวอ้างถึง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ข่าวสารทางราชการที่เป็นชั้นความลับ หรือข้ออ้างอื่นใดก็ตามที่บอกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ก็เคยมีแนวคำพิพากษาออกมาไว้แล้วว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้ และตนคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. และความยึดโยงกับประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระต่อไป

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวต่อไปว่าคดีนี้มีความไม่ชอบมาพากลแน่นอน ตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องเรียน ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญมาหมดแล้ว แม้ตนจะไม่ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากทราบว่าเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ ป.ป.ช. ใช้ในการไต่สวนคดีนี้เหมือนหรือต่างกับของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการวินิจฉัยคดี แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้นำมาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่ใช่หลักฐานนั้น ที่อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้

เมื่อข้อกล่าวหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาของศักดิ์สยามเมื่อปี 2562 เมื่อได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว ว่าที่ไม่ได้ยื่นบัญชีที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเจตนาในการปกปิดหรือไม่ การพิสูจน์เจตนาของใครคนใดคนหนึ่ง ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องพิสูจน์พฤติกรรมก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ หมายความว่า ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์เจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้น ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 พฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจตนาเมื่อปี 2562 ของผู้ถูกร้องเป็นอย่างไร การยกคำร้องด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมรับทราบถึงระบอบที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งมีความโยงใยในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. โดยที่ สว. ก็มีอำนาจในการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาคิดว่าระบอบนี้จะเป็นการเอื้อให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งครองประเทศนี้โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐหรือไม่

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

“ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน -วุฒิสภา-สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน -ภาคเอกชน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา , นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, และมีผู้วแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลผู้ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

 นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กช็อปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจาก วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ และได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า  เดิมได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทาง   ทางเลือกที่ 1 เป็นการยืนยันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… ซึ่งเคยเข้าครม. ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือเอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 เข้ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่   ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทางเลือกอื่นๆได้อีก ถ้าเห็นว่าดีกว่า

“วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ หลายท่านในที่ประชุมได้เสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อเร่งขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ที่มองว่าร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ได้มีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงอยากเห็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม ภายใต้เวลาที่หวังไว้ว่ารัฐบาลนี้ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ  และทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ต้องได้สาระสำคัญที่ออกมาตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อคิดเห็นในวันนี้คณะทำงานจะเร่งสรุป และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย ก็รอดูว่าจะมีข้อเสนอทางเลือกที่ 4 เพิ่มหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พรบ.การศึกษานี้คลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุดด้วย โดยวันนี้ที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าควรมีหลักการที่ชัดเจนไม่ต้องลงรายละเอียดลึกในตัวร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้ เพราะจะทำให้ปฏิบัติยาก  ตัวรายละเอียดลึกๆขอให้ไปอยู่ในกฎหมายประกอบ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนได้เสนอในที่ประชุมว่า กฏหมายฉบับนี้ ถ้าเข้าสภา ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการฯ และกรรมการพิเศษ จะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น และที่ประชุมก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ของใคร 
 

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ ‘ชัชชาติ-ดร.โจ’

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ 'ชัชชาติ-ดร.โจ'

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ ‘ชัชชาติ-ดร.โจ’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

“สกลธี”เผย 16 พ.ค.  ปชป. เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลั่นมีช่องสู้“ ชัชชาติ-ดร.โจ ปชน.” ขายภาพ4ปี เปลี่ยนดีขึ้น โว สก. ปชป. ต้องได้มากกว่าเดิมแน่

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการในการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ผู้สมัคร สก.ได้ครบ 50 เขตแล้ว และจะจัดสัมมนาผู้สมัคร สก.ของพรรคในวัน 11 พ.ค. เพื่อนั่งคุยเรื่องระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ ขณะที่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเราพร้อม 100% แล้ว ยืนยันว่าส่งลงแข่งแน่นอน โดยจะมีการเปิดตัวในวันที่ 16 พ.ค. ในเวลา 09:30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค จะแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ซึ่งในวันที่ 12 พ.ค. เวลา 15:00 น. จะมีการจัดเสวนาเรื่อง AI ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อาจจะมาร่วมงานนี้ด้วย

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายในการหาเสียงผู้ว่า กทม.และสก.ของพรรค มีหลายส่วนประกอบกัน ทั้งมาจากนโยบายเก่าของตนในครั้งที่แล้ว และนโยบายของพรรค ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา เราไม่ปฏิเสธว่า การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ทำได้ดี ประชาชนพอใจ แต่คิดว่าก็มีบางส่วนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือเรื่องหลังบ้าน ซึ่งเราแทบจะไม่เห็นเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา  อาทิ ระบบขนส่งสาธารณะ, การเก็บขยะ แทนที่จะฝังกลบอย่างเดียว ให้มีการพัฒนาไปในทางอื่น และรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่อยากเห็นเป็นโครงการใหญ่ที่มีผลต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ   ที่แทบไม่เห็นเลย จะเป็นนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะนำเสนอให้คนกทม.ต่อไป เราจะเสนอความแตกต่างว่า อีก 4 ปีข้างหน้า หากได้ผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นภาพกรุงเทพฯเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า จะชูจุดขายของผู้สมัคร สก. พรรคประชาธิปัตย์ สู้กับผู้สมัคร สก.จากพรรคอื่นได้อย่างไร  นายสกลธี กล่าวว่า ตอนนี้เราได้อดีต สก.ปัจจุบัน มา 12 คน และที่เหลืออาจเป็นที่ 2 หรือที่ 3 หากเป็นคนใหม่ ที่อาจจะขยับลงมาจากสนามระดับชาติ คิดว่ากระแสของพรรค และเครดิตของหัวหน้าพรรค จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ผู้สมัคร สก. ของพรรคแต่ละพื้นที่ ต่างจากระดับชาติพอสมควร ทั้งกรณีเขตเลือกตั้งที่เล็กลง ความยึดโยงของผู้สมัครกับประชาชน,จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ดังนั้น คนที่ทำงานผูกพันกับพื้นที่จะสามารถฝ่ากระแสเข้ามาได้หลายคน

ส่วนพรรคประชาชนที่ส่งนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงสมัครผู้ว่า กทม. และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้คะแนนมากที่สุดจนทุบสถิติในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์จะสู้ไหวหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า  เมื่อดูจากประวัติ ก็โดดเด่น และได้เปรียบอยู่ เพราะในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้พื้นที่ในกทม.ทั้งหมด และคงมีต่อเนื่องมาถึงสนามท้องถิ่นด้วย   ส่วนของนายชัชชาติ การเป็นแชมป์เก่า ก็น่ากลัวอยู่แล้ว เพราะประชาชนเห็นการทำงานต่อเนื่องมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีจุดที่เราสู้ได้อยู่ คือเรื่องการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างมีนัยยะ หรือโครงการที่มีผลกระทบกับ กทม.ในทางที่ดี ยังไม่เห็นจุดนี้  จึงยังมีโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ 

นำเสนอสิ่งที่แตกต่างให้ชาวกรุงเทพฯ  สำหรับ สก. เดิมเราได้ 9 เขต ครั้งนี้ต้องได้มากกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับนโยบายต่างๆ  คว่มพร้อม และเครดิตของหัวหน้าพรรคด้วย

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘เจษฎ์’ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว “ถังแตก-สิ้นคิด” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

นายเจษฎ์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

นายเจษฎ์  กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่า หากต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่ารัฐบาลถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้

ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว ให้เปลี่ยนแนวคิด แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีนี้

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา รับ ความผิดพลาด กปน. เป็นบทเรียน ครั้งนี้อบรมล่วงหน้ากว่าเดือน ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด ย้ำการรักษาอุปกรณ์ให้ถูกระเบียบ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ เพื่อชี้แจงแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร แนวทางปฏิบัติในการจัดการเลือกตั้ง วิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง การบริหารหน่วยเลือกตั้ง และการพัฒนาสมรรถนะของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การยื่นบัญชีรายรับและรายจ่าย เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งครบวาระที่ทราบกำหนดล่วงหน้า โดยสำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ประสานการทำงานร่วมกันตลอด เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งทั้ง 2 พื้นที่จะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก

นายแสวง ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 6,000 หน่วย จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก แต่เชื่อมั่นว่าบุคลากรของ กทม. มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เป็น กปน. จึงไม่น่ามีปัญหาน่ากังวล พร้อมย้ำว่าบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นมีระบบป้องกันการปลอมแปลงและมีมาตรการตรวจสอบ แม้จะไม่มีระบบบาร์โค้ดเหมือนการเลือกตั้ง สส. เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งคนละประเภท โดย กกต. มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการเลือกตั้งเทศบาลและ อบต. อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีบัตรเพียงพอ

ส่วนการเฝ้าระวังการหาเสียงเลือกตั้ง นายแสวง กล่าวว่า กฎหมายเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่นใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ขณะนี้ กกต. ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้สมัครทั้งการลงพื้นที่และการหาเสียงผ่านสื่อโซเชียล โดยยังไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเรื่องน่ากังวล แม้ในพื้นที่เมืองพัทยาจะมีการแข่งขันสูง แต่เชื่อว่าด้วยลักษณะพื้นที่ที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย ทั้งจากสื่อมวลชน ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ผู้สมัครต้องระมัดระวังการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย

เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของ กกต. คือการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเป็นธรรม ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พร้อมย้ำว่าระบบการเลือกตั้งถูกออกแบบให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ตลอด หากพบการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการอบรม กปน. ให้เคร่งครัดและเข้าใจรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วปัญหาหลักๆ เกิดจาก กปน. นายแสวง ยอมรับว่า ครั้งที่แล้วหรือทุกๆครั้งถือเป็นบทเรียน ที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ครั้งนี้จึงมีการอบรมและเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ล่วงหน้ากว่า 1 เดือน โดยเฉพาะประธานหน่วยเลือกตั้งที่จะต้องมีความเข้าใจกฎระเบียบอย่างละเอียด สามารถวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูกหรือผิด รวมถึงต้องรับฟังข้อทักท้วงจากประชาชน เพราะประชาชนเองก็มีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งเช่นกัน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องกำชับ กปน. ให้ดูแลรักษาอุปกรณ์ เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ นายแสวง ถามกลับว่า ที่บอกว่านำไปใช้คือใช้อย่างไร ก่อนจะกล่าวต่อถึงการดูแลวัสดุอุปกรณ์เลือกตั้งว่า มีระเบียบกำหนดไว้อย่างชัดเจน และมีการกำชับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเลย แต่ทุกความผิดปกติสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ถึงระดับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยเฝ้าระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือที่สุด 
/////

‘อนุทิน’ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

'อนุทิน'ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48  ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

‘อนุทิน’ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.51 น.

นายกฯ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมฯ แบบเต็มคณะ เน้นย้ำความร่วมมืออาเซียน มองไปข้างหน้าร่วมกัน พร้อมเสริมความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความปลอดภัย รับมือความท้าทายระดับโลก

8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Hall 2-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมมักตัน (Mactan Expo) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม 

หลังจากนั้นเวลา 10.15 น. ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมมักตัน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) ในฐานะแขกของประธานอาเซียนฯ เข้าร่วม ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลง ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อฟิลิปปินส์ในโอกาสการเป็นประธานอาเซียน และแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี เล มิญ ฮึง ของเวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมขอบคุณผู้นำประเทศสมาชิกสำหรับการแสดงความยินดีในโอกาสการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งสามารถก้าวผ่านและเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อาเซียนจะสามารถรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องคงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า โดยหัวข้อการประชุม “Navigating Our Future, Together” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเข้มแข็งของอาเซียนกำลังถูกทดสอบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีจึงเสนอแนวทางให้อาเซียนเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความไม่ต่อเนื่องของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญ ได้สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาเซียนควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement) ตลอดจนการเพิ่มการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ

2. ด้านความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศกล่าวถึงในถ้อยแถลง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า  อาเซียนจึงควรต่อยอดรูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทานในช่วงวิกฤต และพิจารณาขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมร่วมกันของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมมีบทบาทสนับสนุนและเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างเต็มที่

3. การคุ้มครองคนชาติอาเซียน นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของอาเซียนคือการดูแลและคุ้มครองประชาชน โดยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานการอพยพคนไทยหลายพันคนกลับประเทศ แม้เป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือในอาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ อาเซียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการสร้างประชาคมให้สอดคล้องกับบริบทโลก

ทั้งนี้ แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการรับมือกับความท้าทายอย่างเป็นระบบ โดยประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้อาเซียนยังคงมีบทบาทสำคัญและมีความเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ตกลงเอกสารพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงได้ (CEBU Protocol To Amend the Charter of the Association of Southeast Asian Nations) เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้ตอบรับกับการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต พร้อมร่วมกันรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ ได้แก่

1. ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล  (ASEAN Leaders’ Declaration on Maritime Cooperation)

2. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค  (ASEAN Leaders’ Statement on Priority Actions for Regional Resilience in Response to the Implications of the Situation in the Middle East on the Region)

3. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (ASEAN  Leaders’ Statement on the ASEAN Convergence on Disaster Response: The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation (ASPECT) Framework

4. ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ (The ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action and Disaster Resilience)