โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา

24 กันยายน 2569 เวลา 18:24 น.

โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา ยกระดับสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือท่องเที่ยว-ลงทุน-เทคโนโลยี-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นางสาวจูลีเด คายือฮัน (H.E. Ms. Julide Kayıhan) เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาตุรกี

นายโสภณ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐสภาเป็นไปด้วยดี และไทยพร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน โดยขณะนี้รัฐสภาไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกีชุดใหม่ คาดว่าจะดำเนินการได้เร็ว ๆ นี้ เพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับนิติบัญญัติ พร้อมแสดงความยินดีที่ตุรกีประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU)

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว 68 ปี จึงหวังว่าความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต และยกระดับความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไทยพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนตุรกีอย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณรัฐบาลตุรกีที่ให้ทุนแก่นักศึกษาไทย

ด้านเอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวว่า ตุรกีให้ความสำคัญกับไทยและมุ่งกระชับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา โดยหวังให้การจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกี เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้า เพื่อเปิดทางหารือความร่วมมือรอบด้าน พร้อมตั้งเป้ายกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ภายในปี 2028 และยืนยันความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่ไทย

นอกจากนี้ ได้เชิญนายโสภณเดินทางเยือนตุรกีในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างประเทศหลายรายการ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้พบปะกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก

24 กันยายน 2569 เวลา 18:22 น.

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ลดผลกระทบลาม เมืองกรุงเก่า

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 เวลา11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดถึงรัฐบาล ถึงปัญหาอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการคาดการณ์ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมในพื้นที่จังหวัดฯ แต่ปัจจุบันกลับมีการเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จนทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตามริมแม่น้ำน้อย บางหลังคาเรือนน้ำท่วมสูงสุด 1 เมตร จึงต้องการทราบสาเหตุการเร่งระบายน้ำของกรมชลประทาน

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามจากนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเพิ่มการระบายน้ำเป็นปริมาณมหาศาลในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมาจาก 490 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนใต้เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้น้ำมีปริมาณมหาศาล และรวมกันที่จังหวัดนครสรรค์ ก่อนออกเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ใช้วิธีการระบายน้ำช่วย เพื่อป้องกันไม่ได้น้ำล้นประตู ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ทดน้ำเพื่อการเกษตร ไม่สามารถเก็บน้ำได้เหมือนเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้จังหวัดใต้เขื่อน เกิดปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับจังหวัดอ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พร้อมคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำในท้ายประตู คงจะที่ระยะหนึ่ง

นายภราดร ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอย่างไร เพื่อลดปัญหาของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้นัดประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนได้แนวทางว่า กรมชลประทาน จะพยายามบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา แทนแนวดิ่ง ซึ่งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะแบ่งระบายไปยังแม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองมหาราช ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้เพิ่มจำนวนการระบายนน้ำ และจะเพิ่มปริมาณการรระบายน้ำมากขึ้น เพื่อลดปริมาณน้ำท้ายเขื่อน รวมถึงทุ่งรับน้ำต่าง ๆ ทั้งท่าวุ้ง เชียงราก ป่าโมก บางบาล เจ้าเจ็ด และโพธิ์พระยา ทราบว่า เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะพยายามดันน้ำไปฝากไว้ทุ่งรับน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งอำเภอบางบาล ผักไห่ และเสนา

นายภราดร กล่าวอีกว่า การคาดหวังการระบายน้ำหลังจากนี้ให้คงที่นั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่จากสถานการณ์ตามคาดการณ์สถานการณ์ขณะนี้ สถานการณ์ทรงตัวแล้ว ยกเว้นว่า หาก 1-2 วันนี้ มีน้ำฝนมาเติมในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี หรือจังหวัดพิจิตร ก็จะทำให้สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องพิจารณาสถานการณ์วันต่อวันจนถึงวันที่ 26 กันยายนนี้ แต่จะพยายามน้ำท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุด แต่จะบริหารจัดการระบายน้ำแบบก้างปลาอย่างเต็มที่

นายภราดร กล่าวด้วยว่า ส่วนรัฐบาลจะมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอนาคตอย่างไร หรือจะมีแนวทางชดเชย ช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรได้บ้างนั้น ยอมรับว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ทำได้ยาก เนื่องจาก ธรรมชาติของพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งธรรมชาติเหมือนเดิม แต่สังคมเมืองเติบโตมากขึ้น พื้นที่รับน้ำน้อยลง ซึ่งรัฐบาลเห็นปัญหานี้ และเมื่อปลายปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมประชาชนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้เห็นผลการศึกษาแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ได้ศึกษามา ซึ่งมีทางออกเดียว คือ การสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ ได้ดำเนินการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี

“รัฐบาลชุดนี้ กำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้บ้าง เพื่อลดน้ำท่วมในพื้นที่ แต่การแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ จะต้องมีคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออก ทั้งคลองชัยนาท-ป่าสัก และป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งคลองชัยนาท-ป่าสักนั้น มีอยู่แล้ว แต่จะไปขยายคลองให้ใหญ่ขึ้น แต่ป่าสัก-อ่าวไทย จะต้องทำทางระบายน้ำใหม่ เพื่อรับน้ำจากชัยนาท-ป่าสัก และส่งออกไปยังอ่าวไทย แต่ก็จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่นายกฯก็ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการ และรัฐบาลดำลังจะดำเนินการในปี 2570 นี้ และฝั่งคลองรพีพัฒน์ ก็จะขยายประสิทธิภาพการระบายน้ำด้วย เพื่อระบายน้ำฝั่งตะวันออก ออกไปยังแม่น้ำบางประกง ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะใช้เงินกู้และเงินงบประมาณส่วนหนึ่งร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดได้” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ผอ.JIC ย้ำไทย พร้อมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ชี้ต้องแยกช่วยเหลือ ออกจากกล่าวหา เปิดหลักฐานตรวจสอบผ่านกลไกร่วม อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

24 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีรายงานว่า สหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณประมาณ 1.6 ล้านยูโร เพื่อช่วยกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง ขณะที่กัมพูชาระบุว่า อาจต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการเก็บกู้วัตถุระเบิดและคลัสเตอร์ที่กล่าวหาว่ามาจากฝ่ายไทย ว่า ประเทศไทยสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างเพื่อมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือกัมพูชา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง การให้ความช่วยเหลือเพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิด กับการกล่าวหาว่าใครเป็นผู้กระทำ โดยเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าใครผิดหรือใครถูก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากกัมพูชาจะกล่าวหาประเทศไทย ขอให้ใช้ข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ควรนำข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวมานำเสนอเสมือนเป็นข้อยุติ ส่วนการปฏิบัติการทางทหารนั้น ไทยได้ชี้แจงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อป้องกันประเทศและประชาชน โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง และความจำเป็นทางทหาร

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่ากำลังรับภาระจากวัตถุระเบิดที่ไทยใช้ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พร้อมระบุว่า ประเทศไทยเองมีทหารได้รับบาดเจ็บรุนแรงและพิการจากเหตุทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น หากต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกพูดเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนฝ่ายตนเอง แต่ควรเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

ส่วนที่กัมพูชาควรดำเนินการอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อยากชวนกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่ตกลงร่วมกัน ผ่านกลไก Joint Coordinating Task Force for Humanitarian Demining ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนที่จะใช้ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน ไทยและกัมพูชาควรร่วมกันสำรวจ ระบุพื้นที่เสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

เมื่อถามว่า หากเราพูดเรื่องสันติภาพ แต่ไม่ร่วมมือกันลดภัยคุกคามที่อยู่บนพื้นดิน สันติภาพนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ และพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน โดยระบุสาระสำคัญว่า การช่วยเก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ และข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ให้ข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงร่วมกันเป็นผู้ตอบ ขณะเดียวกัน อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน แต่จงร่วมกันเก็บกู้มันออกจากแผ่นดิน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

รัดเกล้า ยื่น 5 ข้อเสนอ ปฏิรูปประกันสังคม สู่ความยั่งยืน แนะแยกเป็นนิติบุคคล-ดึงมืออาชีพคุมเงิน 2.7 ล้านล้าน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:15 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

โดยระบุว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งมีสินทรัพย์มหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล กำลังถูกตั้งคำถามจากประชาชนคนทำงานถึงคุณภาพการให้บริการที่ล้าหลัง จนผู้ประกันตนหลายคนตัดพ้อว่าใช้สิทธิ์บัตรทองยังดีเสียกว่า ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ถูกสะท้อนไว้อย่างชัดเจนในรายงานทางการเงินของกองทุนฯ

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลงความเห็นในรายงานการเงินแบบมีเงื่อนไข เนื่องจากพบการประเมินหนี้สินและภาระผูกพันต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายหมวดหมู่อย่างน่าตกใจ ได้แก่

1.หนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ในปี 2567 แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 294,000 ล้านบาท (และปี 2566 เคยแสดงต่ำไป 230,000 ล้านบาท)

2.หนี้สินกรณีทุพพลภาพ แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 22,000 ล้านบาท

3.ลูกหนี้เงินสมทบค้างรับ มีการปรับลดรายการย้อนหลังกว่า 1,234 ล้านบาท โดยไร้เอกสารหลักฐานอ้างอิงและระบุที่มาไม่ได้

เมื่อรวมภาระหนี้สินซ่อนเร้นเฉพาะกรณีชราภาพและทุพพลภาพสูงถึง 316,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ไม่อาจมองว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางการบัญชี (Accounting Error) และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลักของประกันสังคมในปัจจุบันติดลบถึง 21,500 ล้านบาท ทำให้กองทุนต้องพึ่งพารายได้จากการลงทุน 2.7 ล้านล้านบาทมาจุนเจือ แต่เมื่อเจาะลึกงบการเงินกลับพบเงื่อนงำการบริหารความเสี่ยงที่น่ากังวล อาทิ

1.การจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนรวมในส่วนนี้กลับติดลบถึง 1,200 ล้านบาท

2.ขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) เกือบ 12,000 ล้านบาท

3.ค่าจ้างผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) เพิ่มขึ้นจากสัญญาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า ได้ยกตัวอย่างการบริหาร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นนิติบุคคลและบริหารแยกจากระบบราชการ มีสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท แต่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยให้สมาชิกได้ถึง 4.31% ต่อปี (บางแผนสูงถึง 8.93%) ในขณะที่ประกันสังคมกลับติดปักหล่มอยู่ในโครงสร้างระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน และไม่เป็นนิติบุคคล

พร้อมทั้งเปิดข้อมูลเชิงลึกว่า กองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินไม่ถึง 100 คน โดยมีผู้ผ่านการอบรมการเงินการลงทุนเพียง 38 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพียง 4 คนเท่านั้น เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ความเสี่ยง 1 คน ต้องแบกรับและดูแลเงินกองทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งผิดหลักการบริหารเงินลงทุนระดับสากลอย่างสิ้นเชิง

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ประการ เพื่อให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกองทุนประกันสังคม

1.ยกระดับกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล โดยแยกการบริหารสิทธิประโยชน์และการลงทุนออกจากกันโดยเด็ดขาด

2.ปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมให้อิสระ โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกันตน และนายจ้างอย่างเหมาะสม

3.กำหนดคุณสมบัติบอร์ดและทีมลงทุนมืออาชีพ พร้อมตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้

4.ประเมินหนี้สินระยะยาวตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างสม่ำเสมอและเปิดเผยต่อสาธารณะ

5.สร้างความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน รายงานตรงต่อผู้ประกันตนและรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ ด้วยการแยกกองทุนออกเป็นอิสระและมีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ข้าราชการ คนทำงาน ประชาชน และพวกเราทุกคนรอดไปด้วยกัน” นางรัดเกล้า กล่าว

รัดเกล้า ทวงไทม์ไลน์รัฐบาล ดันกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล ชี้ศึกษามายาวนาน ยังลังเลไร้จุดสิ้นสุด

24 กันยายน 2569 เวลา 17:03 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวขอบคุณตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม ได้แก่ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนางพนิดา ศรีจุมพล รองเลขาธิการฯ ที่ได้กรุณาจัดทำข้อมูลชี้แจงและตอบกลับข้อซักถามในประเด็นการบริหารจัดการกองทุนฯ

นางรัดเกล้า ระบุว่า แม้จะรู้สึกยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลว่าปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อยกระดับกองทุนประกันสังคมให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า การศึกษาในเรื่องดังกล่าวมีการดำเนินการยืดเยื้อมายาวนานเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

“การศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคล มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้อนไปตั้งแต่ยุคคุณพ่อของ รมว.คลัง (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จนกระทั่งปัจจุบันลูกชายอย่าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกยุคหนึ่งแล้ว แต่ผลการศึกษากลับยังไม่นำไปสู่การปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมเสียที” นางรัดเกล้า กล่าวย้ำ

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นคำถามไปยังกระทรวงแรงงานและรัฐบาล เพื่อขอความชัดเจนเรื่องไทม์ไลน์การศึกษา ว่า แผนการยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคลเพื่อความยืดหยุ่นและโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินของผู้ประกันตนจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เพื่อให้กองทุนฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงต่อไป

ไปด้วยกันไม่ได้! ทนายตั้ม ลั่นไม่มีทางร่วมงาน สนธิ เหน็บกลับมีใครเห็นอยู่ในสายตาบ้าง เตือนอย่าชวนคนลงถนนมั่วๆ

24 กันยายน 2569 เวลา 16:19 น.

24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาระบุ ทนายตั้ม และ กัน จอมพลัง ไม่เคยอยู่ในสายตา และไม่เคยให้ค่า ว่า ตนเสียใจมากที่นายสนธิชอบกินปัสสาวะ และยังชวนตนกินปัสสาวะด้วย ไม่เห็นตนเอง และ กัน จอมพลัง อยู่ในสายตา จึงอยากถามนายสนธิว่า ทุกวันนี้ประชาชน ใครเห็นนายสนธิอยู่ในสายตาบ้าง หากไม่เห็นขอให้บวกหนึ่งมา

“วันนี้จะชวนคนลงถนน บ้านเมืองยังชิบหายไม่พอหรือ จะทวงคืนประเทศชาติประเทศไทย แล้วตอนนี้อยู่ประเทศอะไร ตอนนี้ไม่ได้อยู่ประเทศไทยกันหรือ สนธิอย่าไปเดินมั่วๆ เข้าใจว่าอยากจะหาอีเวนท์ หาอะไรทำคดีแตงโมหาหลักฐานให้ได้ก่อน” นายษิทรา กล่าว

เมื่อถามว่า ไม่มีทางที่จะไปร่วมอีเวนท์กันใช่หรือไม่ ทนายตั้ม ระบุว่า ไม่มี ไปด้วยกันไม่ได้ ตนก็ทำในส่วนของตน เมื่อวานก็ไปร้องที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะ สว.สำรอง ไม่เหมือนใครที่พูดไปเรื่อยแต่ไม่เห็นจะดำเนินการตามกฎหมายสักที ตนเห็นว่าไหนๆ ก็ต้องเข้ากระบวนการเหมือนกับกรณี กัน จอมพลัง ที่เอาเข้ากระบวนการ ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็มีการสืบสวนสอบสวนอยู่ รับรองอีกไม่นานเดี๋ยวมีข่าวใหญ่แน่นอน

เผยเคล็ด รวยแรงเร็ว ยุค 9 ต้องไหว้ ‘เจ้าแม่จิ่วเทียน’

25 กันยายน 2569 เวลา 15:14 น.

สิ้นสุดยุค 8 แล้ว ใครที่ชอบไปไหว้พระขอพรที่ฮ่องกงเป็นประจำทุกปีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากนี้ไปการไหว้ที่เดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม เพราะตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ยุค 9 เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังงานจักรวาลตามหลักฮวงจุ้ยครั้งใหญ่ และพลังงานแห่งยุค 9 นี้จะยาวนานไปอีก 20 ปี

หากใครรู้สึกว่ามูมาหลายที่แล้วยังไม่ปัง อาจเป็นเพราะกำลัง “ไหว้ผิดองค์” ผู้เชี่ยวชาญและกูรูสายมูฮ่องกงระดับท็อปอย่าง “ฮองเฮาตาต้า” รัชต์สกล พันธ์ดาสุวรรณ ผู้บริหารบริษัท ริชเวิลด์ โฮลเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททัวร์อันดับ 1 ของฮ่องกง การันตีด้วยยอดการออกทัวร์กว่า 300 กรุ๊ปต่อ 1เดือน เรียกว่าเป็นตัวแม่ยืนหนึ่งเรื่องการมูที่ฮ่องกง และ “ซินแสตงฟาง” ได้ออกมาเปิดเผยความจริง ของการไหว้ยุค 9 ที่ถูกต้อง ถูกที่ และขอให้ถูกองค์ ตามตำราบรรพกาลจีน

ตามตำราฉีเหมินตุ้นเจี่ย ในผังดาว 9 ช่อง ตำแหน่งประธานแห่งยุค 9 คือพลังงานธาตุไฟหลีเกอ ซึ่งมี “เจ้าแม่จิ่วเทียนเสวหนี่” องค์มหาเทพบรมครูแห่งสวรรค์ชั้นเก้า เป็นองค์ประธานผู้ปกปักรักษาและกุมพลังงานทั้งหมดของยุคนี้ การไหว้เจ้าแม่จิ่วเทียนเสวหนี่จึงถือเป็น “หัวใจสำคัญที่สุดในยุค 9”

รู้จัก “พระแม่จิ่วเทียนเสวหนี่” ประธานแห่งยุค 9 ต้นกำเนิดศาสตร์ฮวงจุ้ยตัวจริง

เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นเทพองค์แรกๆ ที่มาก่อนยุคเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม หรือเทพแชกง มีพลังทั้ง “บุ๋นและบู๊” ในร่างเดียวกัน มีจิตวิญญาณแห่งความหยิน-หยางที่สมดุล เป็นทั้งนักรบและเป็นอาจารย์ของขงเบ้ง

เจ้าแม่จิ่วเทียนคือต้นกำเนิดวิชาฮวงจุ้ย ตามตำราบรรพกาลยุคสร้างชาติจีน (ยุคฮ่องเต้เหลือง) เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นต้นกำเนิดของ 3 ตำราวิชาศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่: ตำราฮวงจุ้ยบรรพกาล (กลยุทธ์ทิศทางมังกร/ประตูมังกร) ตำรากลยุทธ์การพิชัยสงครามและการต่อสู้ วิชาฉีเหมินตุ้นเจี๋ย (ศาสตร์การวางแผนคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์)

ความโดดเด่นและพรอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่จิ่วเทียน

ยุค 9 เป็นยุคแห่งธาตุไฟ เจ้าแม่กิ่วเทียนเป็นผู้กุมอำนาจธาตุไฟ ยุคนี้คือยุคของไฟและความรวดเร็ว การสักการะองค์ประธานยุคจะช่วยปรับพลังงานในตัวให้สอดคล้องกับทิศทางจักรวาล เป็นยุคที่ธุรกิจแข่งขันสูง เจ้าแม่ได้ชื่อว่าเป็นเลิศด้านปัญญาการวางกลยุทธ วิชาค่ายกลและกลยุทธ์ของเจ้าแม่จะช่วยให้ผู้บูชาชนะคู่แข่ง รู้อ่านใจคน และมองขาดในทุกโอกาส และยุค 9 เป็นยุคของความสวยความงามและภาพลักษณ์ พระแม่จิ่วเทียนจะประทานเมตตามหานิยม ความสง่างาม และชื่อเสียงเงินทองแก่ผู้ที่มาขอพร

เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นหนึ่งในเทพผู้หญิงของจีนองค์แรกที่ได้แต่งงาน จึงโดดเด่นอย่างมากในการให้พรครอบคลุมครบทุกมิติชีวิต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้หญิงยุคใหม่ โดยท่านจะประทานพร 4 ประการ ความกล้าหาญและสติปัญญา: เสริมพลังการตัดสินใจ คิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เอาชนะอุปสรรคและคู่แข่งความสำเร็จด้านการงานและการเงิน: พลิกชีวิต ชี้ช่องทางโชคลาภ สร้างโอกาสทางธุรกิจความยิ่งใหญ่และอำนาจบารมี: โดดเด่นในสายงาน เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับความรักและความสัมพันธ์: เสริมเสน่ห์และความสมหวังในชีวิตคู่

ทำไมยุค 9 ถึง “ต้องไหว้” เจ้าแม่จิ่วเทียน

ในศาสตร์ฉีเหมินตุ้นเจี๋ย ดาวประจำยุค 9 ธาตุไฟ (หลี่กว้า) มีชื่อว่า “ดาวจิ่วเทียน” ซึ่งตรงกับพระนามของท่าน สัญลักษณ์ของยุคนี้คือ “พลังงานของผู้หญิงและความสมดุล” ดังนั้น การขอพรโดยตรงกับองค์ประธานแห่งฮวงจุ้ยยุค 9 จะช่วยหนุนดวงชะตาให้ประสบความสำเร็จ ผู้ที่ต้องการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ชนะคู่แข่ง เสริมชื่อเสียง โดดเด่นในสายงานความงาม นวัตกรรม หรือการบริหารจัดการระดับสูง จำเป็นต้องมาสักการะขอพรจากองค์มหาประธานแห่งยุค เพื่อรับพลังงานธาตุไฟที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ที่สุด หนุนดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องยาวนานตลอดช่วงเปลี่ยนผ่านยุคไปอีกหลายสิบปี

พิกัดรับพลังงาน เจ้าแม่จิ่วเทียน “ห้อง 9 สวรรค์” ฮ่องกง

การไหว้รับพลังให้ตรงจุดที่สุดตามคำแนะนำของฮองเฮาตาต้าและซินแสตงฟาง คือการเดินทางไปขอพรเจ้าแม่จิ่วเทียนที่ฮ่องกง ณ วัดต่างๆ ที่มีเจ้าแม่จิ่วเทียน แต่ที่พิเศษ Exclusive มาก คือการเดินทางไปดึงพลังโชคลาภที่ “ห้อง 9 สวรรค์” รับพลังงาน 8 ทิศหยินหยาง ที่โอเรียลทอลโฮริเฮอริเทจ ซึ่งเป็นห้องรับพลังยุค  9 ที่ถูกวางฮวงจุ้ย ดาวมงคลบนท้องฟ้า เพื่อทำการเปิดโองการสวรรค์ ทิศทางโชคลาภ รับพลังเจ้าแม่จิ่วเทียนและมหาเทพยุค 9 ส่งเสริมให้รุ่งเรืองตลอดยุค 9 รวยไปอีก 20 ปี

ORLEBAR BROWN เปิดตัวคอลเลกชัน AUTUMN 2026: แสงอรุณบนทะเลสาบโคโม

25 กันยายน 2569 เวลา 15:05 น.

Orlebar Brown (OB) นำเสนอคอลเลกชัน Autumn 2026 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความโรแมนติกมนต์เสน่ห์อันน่าค้นหา และความสง่างามอันเป็นธรรมชาติของทะเลสาบโคโม (Lake Como)

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับงานฝีมืออันประณีตชั้นสูงของประเทศอิตาลี โดดเด่นด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายสุดหรูหราที่พัฒนาร่วมกับโรงทอผ้าชื่อดังบนชายฝั่งทะเลสาบโคโม ควบคู่ไปกับผ้าลินินเนื้อละเอียด, เสื้อเชิ้ตผ้าถัก, ผ้าเซียร์ซักเกอร์, ผ้าไหม, ชุดตัดเย็บ และเสื้อตัวนอกสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล

คอลเลกชันนี้ดึงเอาแรงบันดาลใจจากมุมมองอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของโคโม ซึ่งไม่ใช่ภาพจากโปสการ์ดหรือความอู้ฟู่ฉูดฉาด แต่เป็นเรื่องราวของวิลล่าที่ซ่อนอยู่ สวนส่วนตัว และผู้คนที่เปี่ยมด้วยสีสันซึ่งดำเนินชีวิตอยู่พ้นจากสายตาของผู้คนทั่วไป บรรยากาศที่มีความเป็นสากลทว่าลึกลับ น่าค้นหา มั่นใจ แต่ยังคงความเรียบหรู โลกของพวกเขาถูกนิยามด้วยเสน่ห์ ปริศนา และสไตล์อันไร้ที่ติ

Autumn 2026 ถ่ายทอดอารมณ์นี้ผ่านความหรูหราแบบคลาสสิกจากโทนสีที่คล้ายความซีดจางจากแสงแดด (Sun-faded Elegance) ลายพิมพ์ที่สะท้อนการแสดงออกถึงตัวตน และผิวสัมผัสอันหรูหรา โดยสร้างสมดุลระหว่างความซับซ้อนประณีตและความมีชีวิตชีวาในแบบฉบับที่กำหนดความเป็น Orlebar Brown มาอย่างยาวนาน

ในฐานะของการเป็นจุดหมายปลายทาง ทะเลสาบโคโมได้สะท้อนคุณค่าหลักที่เป็นหัวใจของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องราวของสายน้ำและการหลีกหนี ประวัติศาสตร์และความทันสมัย งานฝีมือและการผจญภัย สถานที่ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ยังคงอบอวลอยู่ใต้ผืนน้ำ และเป็นที่ซึ่งทุกวันอันสดใสเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

คอลเลกชัน Orlebar Brown Autumn ’26 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Orlebar Brown ทุกสาขา

เกี่ยวกับ ORLEBAR BROWN

Orlebar Brown แบรนด์เสื้อผ้ารีสอร์ทและไลฟ์สไตล์จากอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยได้สร้างสรรค์สไตล์สำหรับวันหยุดของคุณผู้ชายขึ้นมา ไอเทมคลาสสิกอย่างกางเกงขาสั้นรุ่น Bulldog เป็นกางเกงขาสั้นที่ ‘ดีที่สุดที่จะสวมใส่ว่ายน้ำ’ หลายคนจดจำได้จากตัวล็อคด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์ กางเกงของแบรนด์ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% การันตีสินค้ายาวนาน 5 ปี เป็นข้อพิสูจน์ถึงคุณภาพและความทนทาน

ไม่ว่าจะเป็นกางเกงว่ายน้ำขาสั้น เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว เสื้อโปโล กางเกงขาสั้น รองเท้า แว่นกันแดด และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับ Orlebar Brown มีพร้อมทุกสิ่งที่ต้องการสำหรับช่วงเวลาของวันหยุดอย่างมีสไตล์

Orlebar Brown เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Chanel มาตั้งแต่ปี 2561 เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีหน้าร้านค้ามากกว่า 40 แห่ง และสาขาต่างๆ กว่า 250 แห่งทั่วโลก อาทิ ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก ไมอามี่ ลอสแองเจลิส ซิดนีย์ ดูไบ เซนต์โตรเปซ มาร์เบลลา อิบิซา ไมโคนอส เอเธนส์ มอนเตซิโต เซนต์บาร์ต และอีสต์แฮมป์ตัน

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ประกาศพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 ภูเก็ต ชูภูมิปัญญาไทย นวัตกรรม ดันเศรษฐกิจสุขภาพ

25 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประกาศความพร้อมประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 จังหวัดภูเก็ต ระดมผู้นำความคิด นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญกว่า 600 คน ทั่วโลก พร้อมชู 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ เปิดตัวรายงาน 2026 Global Wellness Economy Monitor เผยทิศทางเศรษฐกิจเวลเนสโลกและเอเชีย นำเสนอศักยภาพสุขภาพไทยผ่านการแพทย์แผนไทย นวดไทย อาหารและสมุนไพรบำบัด จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเวลเนส และเวทีจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่เครือข่ายการลงทุนระดับโลก มุ่งยกระดับไทยสู่ Global Wellness Hub และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness” ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของเวทีเวลเนสระดับโลก พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้นำความคิด ซีอีโอ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยด้านสุขภาพกว่า 600 คน จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจเวลเนส ตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก

สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงาน GWS 2026 จัดแน่นด้วยเนื้อหาครอบคลุมมิติวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และ จิตวิญญาณแห่งสุขภาพ เช่น กระทบไหล่ผู้นำความคิดระดับสากล (Global Keynote Speakers & Visionaries) ร่วมฟังวิสัยทัศน์จากวิทยากรชื่อดังระดับโลก อาทิ Dan Buettner ผู้เชี่ยวชาญและผู้ค้นพบ Blue Zones, Dr. Andrea Maier ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Medicine) ระดับโลก, วิลเลียม เอ็อลส์ ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจาก แบรนด์เวลเนสชั้นนำที่จะมาร่วมเจาะลึก อนาคตของการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี (Longevity), สุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้หญิง (Women’s Health), เวชศาสตร์เพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity Medicine), ศิลปะและประสาทสุนทรียศาสตร์บำบัด (Neuroaesthetics) และทิศทางการท่องเที่ยวเวลเนสในภูมิภาคเอเชีย, การเปิดตัวรายงานวิจัยระดับโลก (2026 Global Wellness Economy Monitor) สถาบัน Global Wellness Institute (GWI) ที่เตรียมเปิดเผยตัวเลขสถิติ ผลวิจัยทางการตลาด และข้อมูลเจาะลึกมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสฉบับล่าสุดของโลกและภูมิภาคเอเชีย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจ

สำหรับประเทศไทย ได้เตรียม Thai Wellness & Cultural Experience เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์สุขภาพแบบไทยอย่างครบวงจร ทั้งการนำเสนอ ความล้ำหน้าด้านการแพทย์ การบูรณาการภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย นวดไทย อาหารสมุนไพรบำบัด และมิติทางจิตวิญญาณ ที่หลอมรวมระหว่างธรรมชาติและการดูแลสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้นำเวลเนสทั่วโลก Innovation Village & Business Matching พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเทคโนโลยีเวลเนสยุคใหม่ พร้อมเปิดเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่เครือข่ายความร่วมมือและการลงทุนระดับสากล

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า “การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการจัดงาน GWS 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการประกาศศักยภาพ “Thai Wellness” สู่สายตานานาชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุขเตรียมนำเสนอจุดแข็ง ของไทยอย่างครบมิติ ทั้งการแพทย์สมัยใหม่ การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมสมุนไพร และบริการสุขภาพ ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนสไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

Dr.TATTOF Clinic เดินหน้าบุกอีสาน ปักหมุดสาขาเซ็นทรัลโคราช

25 กันยายน 2569 เวลา 14:57 น.

Dr.TATTOF Clinic แบรนด์ผู้นำการรักษาด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เปิดให้บริการสาขาใหม่ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 เป็นสาขาที่ 12 ตอกย้ำการขยายฐานลูกค้า สู่ตลาดภูมิภาค เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเดินทาง และกำลังซื้อที่มีต่อตลาดความงามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ลุยเปิดสาขาที่ 12 ปักหมุดประตูอีสานเมืองย่าโม

สำหรับการเปิดสาขาที่ 12 ของ Dr.TATTOF Clinic ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้ Dr.TATTOF เข้าถึงฐานลูกค้าในแถบภูมิภาค และพร้อมมอบประสบการณ์ด้านการดูแลผิวด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ มาตรฐานระดับ GOLD STANDARD ภายใต้การบริการ “ผู้นำการรักษาด้วยนวัตกรรมเลเซอร์” ให้ใกล้ชิด กับผู้บริโภคในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยงาน Soft Opening ในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ เซ็นทรัล โคราช ชั้น 3 ภายในงานมีอินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชนท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา มาร่วมงาน และแสดงความยินดีกับ Dr.TATTOF สาขาเปิดใหม่อย่างเป็นทางการ

ประธานประกาศลั่น ยืนหนึ่ง! ผู้นำการลบรอยทุกรูปแบบ ดูแลผิวโดยผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์นานกว่า 11 ปี

นายแพทย์นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท กล่าวว่า “การเปิดสาขาโคราชในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Dr.TATTOF เราไม่ได้ต้องการขยายเพียงสาขาเท่านั้น แต่เราอยากนำความเชี่ยวชาญ พร้อมประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 11 ปี นำมาให้บริการและให้ลูกค้าเข้าถึงได้ในระดับภูมิภาค โคราชจึงเป็น จุดหมายสำคัญที่เรามองเห็นศักยภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นการเติบโตของแบรนด์เราในภาคอีสานครับ”

สุดยอดเทคโนโลยีมาตรฐานระดับ GOLD STANDARD

ด้านคุณพงศยา ตราชูนิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมถึงการขยายสาขาว่า “เรานำนวัตกรรมเลเซอร์และมาตรฐานการรักษาของ Dr.TATTOF ตั้งแต่การเลือกใช้เทคโนโลยี การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า ไม่ว่าจะใช้บริการที่กรุงเทพฯ หรือสาขาใดก็ตาม จะได้รับประสบการณ์และมาตรฐานการรักษาเดียวกันทั้งหมด”

ฉลองเปิดสาขาใหม่ จัดโปรฯแรงเอาใจลูกค้า

Dr.TATTOF ฉลองเปิดสาขาใหม่ เซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 จัดโปรฯ พิเศษเฉพาะสาขาเซ็นทรัลโคราชเท่านั้น อาทิ ซื้อโปรฯ ทดลองครั้งแรก ลด 60%

การันตรีผลลัพธ์ความพึงพอใจ

การเปิดตัว Dr.TATTOF สาขาเซ็นทรัลโคราชในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายสาขาเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่น ในการยกระดับมาตรฐานการรักษา และความพร้อมที่จะดูแล รักษาปัญหาผิว ของผู้ใช้บริการในทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สนใจบริการลบรอยสัก ลบรอยแผลเป็น หรือรักษาปัญหาผิว สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ Dr.TATTOF สาขาเซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 โทร 064-697-2424 Inbox: http://m.me/dr.tattof หรือ Line@: http://line.me/ti/p/~@dr.tattof