กมธ.งบฯ ปี 70 ไฟเขียว แปรงบฯ หมื่นล้าน ให้ 9 หน่วยงาน ปัดตกข้อเสนอ ปชน. เติมเงินให้ กยศ.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:19 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อ 18 สิงหาคม วงเงินรวม 38,572 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เรื่องคือ 1.เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จาก 65 หน่วยรับงบประมาณ วงเงิน 37,584 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกผัน ที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ จำนวน 11,706 ล้านบาท รายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน จำนวน 2,631 ล้านบาท และ รายจ่ายเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ วิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 23,246 ล้านบาท

และ 2.รับทราบการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอแปรญัตติงบปี2570 ของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล หน่วยานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ รวม 10 หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 988 ล้านบ้าน แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องทำตามข้อผูกผัน 57 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อพัฒนา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาวิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกัน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 930 ล้านบาท

ต่อจากนั้นเป็นการเสนอญัตติของ กมธ.โดยพบว่า นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติวงเงินที่ถูกปรับลด 11,162 ล้านบาท โดยขอแปรเพิ่มทั้งหมด ให้กับ 9 หน่วยงาน อาทิ งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท เป็นต้น

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติให้แปรเพิ่มส่วนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 6,000 ล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 5,162 ล้านบาท พร้อมอภิปรายว่า เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวม 7.06แสนคน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบรวม 9,000 ล้านบาท เชื่อว่าไม่พอที่จะจัดสรรให้ผู้กู้รายเดิม และอาจมีนิสิต นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนต่อ หลุดจากระบบ หลายหมื่นราย แม้หน่วยงานจะเร่งรัดให้ชำระหนี้เพิ่ม โดยปี 2568 ตั้งเป้าได้รับชำระหนี้ 2.7 หมื่นล้านบาท และปี2570 ตั้งเป้าทำให้ได้ 20% คิดเป็นเงิน 3.3 หมื่นล้านบาท หากทำไม่สำเร็จ จะทำให้นิสิต นักศึกษาเสียโอกาสรับเงินกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ กมธ.ส่วนใหญ่ สนับสนุนคำแปรญัตติของ นางนันทนา พร้อมกับเห็นด้วยกับการแปรญัตติเพิ่มให้กับกองทุน กยศ. ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปราย ว่า กองทุน กยศ.ได้รับการเพิ่มงบในปี 2570 รวมเป็นจำนวนเกือบ 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณา คือปัญหาของ กยศ.ปัจจุบัน พบว่ามียอดเงินต้นครบชำระ กว่า 2.2 แสนล้านบาท และมียอดค้างชำระสะสม 1.1 แสนล้านบาท หากเพิ่มประสิทธิภาพการชำระหนี้ได้ จะทำให้กองทุนมีเงินมาเติม 2.2 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณให้

“ปัญหาของ กยศ.ไม่ใช่ไม่มีเงิน เพราะมีทรัพยากรเพียงพอ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการกองทุน ดังนั้น หากเพิ่มประสิทธิภาพ หรืออุดรูรั่วได้ เชื่อว่าปัญหาจะลดลง ลดการอุดหนุนจากเงินงบประมาณ และลดภาระให้กับรัฐบาลได้” นายกรวีร์ อภิปราย

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.อภิปรายท้วงติงที่จะนำเงินไปลงที่งบกลาง เนื่องจากงบกลางมีอยู่แล้วเกือบแสนล้าน ขณะที่งบของ ววน.ที่นางนันทนา เสนอ ที่ให้แปรเพิ่ม 4,000 ล้านบาท กมธ.เห็นว่าดีกันหมด แต่ทำไมไม่ให้เพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นงบตกรอบที่จะแปรญัตติให้หน่วยงานต่างๆ หลายคนกลัวเรื่องมาตรา 144 ว่าใครจะได้ประโยชน์หากจะไปแปรญัตติให้ ดังนั้น ขอให้คิดให้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้ว ได้ลงมติ พบว่า มติที่ประชุม 37 เสียง เห็นด้วยกับญัตติของนางนันทนา ส่วนญัตติของ น.ส.ศิริกัญญา มีผู้เห็นด้วยเพียง 15 คน งดออกเสียง 1

กมธงบฯปี70,งบประมาณรายจ่ายประจำปี,ศิริกัญญาตันสกุล,พรรคประชาชน,กยศ,

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ การอภัยโทษต้องไม่รวมพ่อค้ายารายใหญ่-คดีอุกฉกรรจ์ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด จี้สอบเส้นทางเงินโยงเครือข่ายช่วยเหลือ ให้คะแนนความประพฤติหวังเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมโบนัสวันสู่อิสระภาพ ชี้พิรุธ เล่าต๋า พ้นคุก รับโทษแค่ 9 ปี ชี้หากนับตามเกณฑ์ทำตัวดี-อภัยโทษแล้วยังต้องรับโทษต่อ 45 ปี

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง (พ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง) ว่า ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ได้พูดถึงพ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง เน้นกรณีคนที่ทำผิดซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอีกหลายๆ คดี โดยมองว่าการลดโทษให้ผู้กระทำผิดยังมีช่องว่างในส่วนของคนที่กระทำความผิดครั้งแรก ซึ่งยังไม่มีการควบคุมโดยพ.ร.บ.ที่จะนำเสนอนี้

แต่จากปัญหาของนายเล่าต๋า แสนลี่ ทำให้เราได้เห็นภาพกว้างของผู้ทำผิดครั้งแรก ซึ่งนายเล่าต๋าเป็นราชายาเสพติดที่มีอิทธิพล มีเครือข่ายกว้าง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ นำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาโดยศาลให้จำคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้ายติดคุกเพียง 8-9 ปีก็ได้ออกมา

คำถามคือวันนี้คนที่พิพากษาคือศาลหรือกระทรวงยุติธรรม หรือนักการเมือง เพราะนายเล่าต๋าได้รับการอภัยโทษทั้งหมด 6 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 7 ปีจากจำคุกตลอดชีวิตหรือเปรียบเทียบประมาณ 50 ปี แต่จำคุกจริงประมาณ 9 ปี ซึ่งต่างกันมาก คำถามคือการที่นายเล่าต๋าได้รับการปล่อยตัวเร็วขนาดนี้ เพราะอะไร

อย่างแรกคือกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ โดยในเรือนจำจะมีนักโทษทั้งหมด 6 ชั้น คือชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก หากเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมอย่างกรณีของนายเล่าต๋านั้น 1 เดือน จะมีการสะสมวันโบนัสลำวันจำคุกได้ 5 วัน ลดหลั่นกันตามชั้นของนักโทษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นักโทษในเรือนจำอย่างประพฤติดีอยากพัฒนาตัวเองและอยากได้รับการลดวันจำคุก

2. กระบวนการอภัยโทษ ที่บอกว่ากระบวนการของกรมราชทัณฑ์ที่ทำตามระเบียบ แต่จริงๆ แล้วยังมีกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยนักการเมือง คือรมว.ยุติธรรม ที่สามารถแก้ไขรายชื่อได้ ออกบัญชีแนบท้าย สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป กรณีนี้เป็นปัญหาทั่วโลก แต่สหรัฐเมริกา และแคนดามองว่าเป็นปัญหาจึงแก้ไขกฎหมาย TRUS Intensensing หรือ TIS กำหนดเพดานขั้นต่ำให้นักโทษต้องรับโทษ 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นประเทศไทยต้องถอยกลับมามองว่าจะทำอย่างไรให้คดีอุกชกรรจ์ร้ายแรง คดียาเสพติดโดยเฉพาะรายใหญ่ต้องรับโทษจริง ไม่ควรอ้างความชราภาพทำให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้คนแก่ออกไปค้ายาเสพติด เพราะเหตุผลลดโทษให้คนแก่ไม่ต้งอติดคุก เพราะมองถึงศักยภาพในการก่อคดีที่ต้องใช้พละกำลัง ซึ่งคดียาเสพติดไม่ได้ใช้พละกำลังเลย แต่ใช้อิทธิพล ใช้เครือข่าย ใช้อำนาจมืด ดังนั้นความชราภาพไม่ได้ป้องกันไม่ให้คนแก่ก่ออาชญากรรมยาเสพติดซ้ำได้

นายพงศกร กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองเห็นปัญหานี้และไม่อยากให้สังคมเกิดค่านิยมส่งเสริมให้คนแก่ไปค้ายาเพราะติดคุกไม่นานก็ออกมาใช้เงินที่ซุกซ่อนไว้อย่างสุขสบาย จึงขอเสนอใหมีการออกพ.ร.บ.บังคับโทษตามจริงตามคำพิพากษาเหมือนอเมริกาฯ หรือแคนาดา หรือจะแก้ไขกฎกระทรวง เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชทัณฑ์ซึ่งเราจะดำเนินการต่อแน่นอน เราต้องการลดภาพรวมถึงข้อเท็จจริงที่บอกว่า ตำรวจเสี่ยงตายจับ ศาลลงดาบพิพากษา แต่สุดท้ายนักการเมืองไขประตูปล่อย เราต้องไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องให้ประเทศไทยมีแต่ความยุติธรรมไม่ใช่ให้นักการเมืองปล่อยทุกคนที่เป็นพวกของเขา

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เนื่องจากทางกรมราชทัณฑ์ก็ออกมายอมรับว่ามีช่องว่าง ตรงนี้จริงๆ นายพงศกร กล่าวว่า อย่างแรกไม่ควรออกพระราชกฤษฎีกาลดโทษให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เพราะทุกวันนี้จะเห็นว่าผู้เสพหรือผู้ค้ารายเล็กจะติดคุกนานกว่ารายใหญ่หลายราย ไม่ใช่แค่นายเล่าต๋า สองคือต้องทบทวนกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้มีอิทธิพล หรือผู้ค้ายารายใหญ่มีเงินมาก ดังนั้นต้องตรวจสอบเส้นทางทางการเงินว่า ทำไมคนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักโทษชั้นเยี่ยมหมดเลย ดังนั้นกรมราชฑัณฑ์ใช้หลักเกณฑ์อะไรพิจารณา และรู้จริงขนาดไหนเพราะคนที่ประเมิมนคือเจ้าหน้าที่ด้านในคุกซึ่งไม่มีใครเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ดังนั้นต้องดูดีๆ พิจารณาจากอะไร เที่ยงธรรมหรือไม่

“กรณีของนายเล่าต๋าหากสมมุติว่าเขาเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมจำนวนวันลดการติดคุกได้ทั้งหมด 10 ปี สมมุตินับตั้งแต่วันแรก ก็สะสมได้เฉลี่ย แค่ 400 กว่าวัน หรือสามารถออกจากคุกได้เร็วกว่าประมาณปีกว่าๆ แต่วันนี้เขาติดคุกแค่ 9 ปีจากการจำคุกตลอดชีวิต ที่เปรียบเทียบว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ปีดังนั้นเขาจึงควรติดคุก 49 ปีแต่ปัญหาหลักคือการขออภัยโทษที่เสนอโดยนักการเมือง” นายพงศกร กล่าว

เมื่อถามต่อว่ารมว.ยุติธรรม ระบุว่าเกณฑ์ที่ใช้ในการปรับโทษ หรือ ลดโทษให้กับ นายเล่าต๋า มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 นายพงศกร กล่าวว่า นายเล่าตามีการขออภัยโทษตั้งแต่ปี 2562 ดังนั้นอย่าให้มีบัญชีแนบท้ายที่เสนอให้คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้รับการอภัยโทษ ดังนั้นวันนี้เราไม่อยากพึ่งพาความคิดหรือดุลยพินิจของนักการเมือง เพราะสมมุติว่าเปลี่ยนกระทรวงแล้วปรับครม.ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ จึงควรใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรืออิงตามกฎหมายของสหรัฐฯ กรณีคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง คดีค้ายาเสพติดที่เป็นรายใหญ่ แม้จะทำตัวดี หรือขออภัยโทษ แต่สุดท้ายห้ามรับโทษต่ำกว่า 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นถ้าอิงตามคำตัดสินของนายเล่าต๋าติดคุกตลอดชีวิตหรือราวๆ 50 ปีก็จะเท่ากับว่าต้องติดคุกจริงประมาณ 45 ปี ก็จะลดเรื่องอิทธิพลที่จะใช้กระทำความผิดได้ลดเรื่องของการส่งเสริมให้คนแก่ค้ายาได้

ประชาธิปัตย์ยาเสพติดเล่าต๋าแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ นิวซีแลนด์ ควง อนุทิน ชม NZAero ด้วยตัวเอง เชื่อมสัมพันธการบินไทย-นิวซีแลนด์

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:35 น.

นายกฯ นิวซีแลนด์ ควง อนุทิน ชม NZAero ด้วยตัวเอง เชื่อมสัมพันธการบินไทย-นิวซีแลนด์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ โรงจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยาน Ardmore นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเครื่องบินของบริษัท NZAero ด้วยตนเอง

โดยมีนายสตีเฟน เบอร์โรว์ ผู้บริหารบริษัท NZAero ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท พร้อมนำนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการจัดแสดงเครื่องบิน และการสาธิตเครื่องบินเล็ก CT-4 อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยี่ยมชม NZAero ครั้งนี้สะท้อนถึงสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยประเทศไทยมีความผูกพันกับเครื่องบินของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำมาใช้ในภารกิจฝนหลวง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการใช้เป็นเครื่องบินฝึกบินในประเทศไทย รวมถึงการฝึกบินของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนเองเคยใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวในการฝึกบินเช่นกัน โดยเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัยสูง จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมชมเครื่องบินรุ่นที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ที่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชมเครื่องบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดและมิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยี่ยมชมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดไปสู่การขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบิน ให้มีความใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร ยกระดับขีดความสามารถ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของทั้งสองประเทศในอนาคต

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Top Flying Limited กับบริษัท NZAero ด้วย

ทั้งนี้ การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแสวงหาองค์ความรู้และโอกาสจากความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เติบโตและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

NZAeroการบินนายกฯนิวซีแลนด์เครื่องบินแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน นำ ซาบีดา MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:17 น.

“อนุทิน” นำ “ซาบีดา” MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก ครอบคลุมศิลปะ มรดกวัฒนธรรม ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หวังเชื่อมความสัมพันธ์ประชาชนและยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ โดยข้อตกลงฉบับนี้นับเป็นความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างสองประเทศ มีกรอบระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมงานด้านศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จัดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นิวซีแลนด์ และเป็นผลลัพธ์สำคัญของการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปีของนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

สำหรับความร่วมมือนี้เป็นพลังสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนโครงการในแต่ละสาขาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ซาบีดาอนุทิน

เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ 1-กกต.ที่โหล่ โพลพระปกเกล้าชี้ประชาชน อยากเห็นความคืบหน้าคดี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:09 น.

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 34 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday)

• 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด

• รองลงมา ได้แก่ 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวมสองอันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

2. ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติด ๆ

• 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น

• 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช., 6.6% คตง./สตง., 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อ กกต. น้อยที่สุด (3.8%)

• รายภูมิภาค: “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น

3. ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ

• 23.7% ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

• เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม

ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 34

ผลสำรวจสะท้อนว่า การสร้าง “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการทำงานให้เกิดผล แต่โจทย์สำคัญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ การทำให้ประชาชนมองเห็นว่ากระบวนการทำงานมีเหตุผล ใช้มาตรฐานเดียวกัน เป็นอิสระ เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับ กกต. ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของคำวินิจฉัย การสื่อสารแบบสองทาง และการรายงานผลการจัดการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินการทำงานได้จากข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง

KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน
เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2026/08/รายงานผล_KPI_Poll_34-สำหรับเผยแพร่.pdf

#KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า

KPIPoll,KPI,สถาบันพระปกเกล้า,ศาลรัฐธรรมนูญ,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,

หนุนถอยแลนด์บริดจ์ ปชป.ยังข้องใจรัฐบาล เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:55 น.

หนุนถอย”แลนด์บริดจ์” “ปชป.”ยังข้องใจ”รัฐบาล” เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค อย่าทำเฉพาะจังหวัดเลือก”พรรครัฐบาล”

21 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ตนเองขอบคุณรัฐบาลที่มีการถอย ไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งเรื่องความคุ้มทุน และปัญหา ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าต่อในขณะนี้ คือโครงการ Missing Link หรือการเชื่อมท่าเรือระนอง – ชุมพร ถือเป็นโครงการที่ดีและยังอยู่ในโครงการหลักของโครงข่าย Southern Connect แต่การทำท่าเรือระนองจะเชื่อมท่าเรือหรือพัฒนาไปขนาดไหน เพราะเมื่อดูจากเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะเดินทางไปใกล้ช่องแคบมะละกา โดยหากจะใช้ท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลัก ในการแบ่งจากช่องแคบมะละกาหรือจะใช้เป็นท่าเรือส่งสินค้า หากเราไม่มีแผนเลย การก่อสร้างจะคุ้มทุนหรือไม่

“เราเรียกร้องอยากให้รัฐบาลโฟกัสใหม่ มองแผนในภาพรวม เพราะสุดท้ายเรางบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เค้กที่จะแบ่งให้เฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรครัฐบาลยกจังหวัด อยากให้ถอยออกมามองภาพให้กว้าง มองโครงการที่จะพัฒนาภาคใต้ให้เจริญไปด้วยกันทั้งภาค และสิ่งนี้จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวใต้ ขอให้ทำให้ถูกทาง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

แลนด์บริดจ์,พงศกรขวัญเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,โครงสร้างพื้นฐาน,ภาคใต้,

รองโฆษก ปชป.อัดรัฐบาล แต่งตั้งข้าราชการเล่นพวกพ้อง จี้ อนุทิน ยึดหลักคุณธรรม ถาม พศ. ปมเด้งเจ้าหน้าที่ลงใต้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:42 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงภาพรวมการบริหารราชการแผ่นดินและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเริ่มต้นได้กล่าวแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน

นายณัฐกานต์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเรียกร้องในวันนี้ เกี่ยวข้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งรวมถึงหลักคุณธรรม แต่จากผลการสำรวจของ IFD โพล เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,300 คน พบว่าเกินกว่าร้อยละ 60 เชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม มีเรื่องการเมือง ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายบ้านใหญ่ และเรื่องเงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ แม้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงที่มีอายุราชการเหลืออีก 8-10 ปี จะทำได้ตามกฎหมาย แต่มุมมองทางสังคมเห็นว่าเป็นการวางรากฐานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการคนอื่นที่ต้องเสียโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุต่อว่า ตนได้ติดตามนายชวน หลีกภัย ไปบรรยายให้แก่ข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อถามความเห็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในปัจจุบัน พบว่าเกือบทั้งห้องแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย จึงอยากเตือนสติรัฐบาลว่า การบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทั้งตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยึดหลักคุณธรรม ศักยภาพ ผลงาน และความประพฤติ โดยไม่อาจนำเหตุผลหรือความเห็นทางการเมืองมาประกอบการพิจารณาได้ ดังนั้น ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้ว จึงมีภาระพิสูจน์ตนเองว่ามิใช่ตัวแทนของพรรคการเมือง หรือมาเพื่อสนองประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

“หากรัฐบาลแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเพราะเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง ผลกระทบและความเสียหายจะตกอยู่กับตัวรัฐบาลเอง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าน่ารังเกียจไม่แพ้การฮั้ว สว. ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี นายอนุทินเคยกล่าวในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่ารู้สึกอายกับตัวเลขการทุจริตที่สูงขึ้น ในความเป็นจริงท่านไม่ต้องอายและไม่ต้องโทษใคร เพราะท่านเป็นผู้แต่งตั้งคนเหล่านั้นเข้ามาเอง ผลของการไม่เลือกคนดีคนเก่งเข้ามาทำงาน จึงทำให้ปัญหาการทุจริตกระจายตัวไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงท้องถิ่น” นายณัฐกานต์ กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฐกานต์ ยังได้ตั้งคำถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรณีการสั่งย้ายข้าราชการระดับนักวิชาการจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปยังจังหวัดยะลา หลังจากผู้บริหาร พศ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ ว่า “พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อน การส่งบุคลากรลงไปปฏิบัติหน้าที่ควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับพื้นที่ หากมีการนำบุคลากรที่มีปัญหาไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ผมเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง และรัฐบาลควรตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน” นายณัฐกานต์ กล่าว

พรรคประชาธิปัตย์,รัฐบาล,แต่งตั้งข้าราชการ,

ผบ.ทสส. ประธานวันสถาปนา 70 ปี ศรภ. เปิดพิพิธภัณฑ์สืบสานเกียรติภูมิ-อุดมการณ์ ส่งต่ออนุชนรุ่นหลัง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:35 น.

21 สิงหาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ครบรอบ 70 ปี โดยมี พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ผบ.ศรภ.) ให้การต้อนรับ ท่ามกลางบุคคลสำคัญร่วมพิธีและแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภาและอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ นักธุรกิจและผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ตลอดจนอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งติดภารกิจเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้มอบหมายให้นายเศรณี ชาญวีรกูล หรือ “เป๊ก” บุตรชาย เข้าร่วมพิธีและร่วมแสดงความยินดีแทน

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นพื้นที่รวบรวมและถ่ายทอดเรื่องราวแห่งเกียรติประวัติของหน่วยตลอด 70 ปีที่ผ่านมา พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการศูนย์รักษาความปลอดภัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สะท้อนประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ การปฏิบัติภารกิจ และเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุคสมัย ภายใต้การนำของอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยทุกท่าน พร้อมเป็นสื่อกลางในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของภารกิจและองค์ความรู้ที่สั่งสมมา เพื่อถ่ายทอดเกียรติภูมิอันทรงคุณค่าและอุดมการณ์ของหน่วยไปสู่กำลังพลและอนุชนรุ่นหลัง

จากนั้น พล.ท.สุเมธ ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์รักษาความปลอดภัย ก่อนเชิญ ผบ.ทสส. เป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย สำหรับวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการก่อตั้งหน่วยในฐานะองค์กรรักษาความปลอดภัยฝ่ายทหาร ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสานเกียรติประวัติ ปลูกฝังความภาคภูมิใจ และถ่ายทอดอุดมการณ์การทำหน้าที่ให้แก่กำลังพลและข้าราชการรุ่นต่อไป

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดศรภศูนย์รักษาความปลอดภัย

ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยา เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:22 น.

รองนายกฯ ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดใหญ่ ฟื้นฟูเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยาชดเชย เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้ พร้อมชูแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจร ยกระดับ GIS สู่ Digital Twin เอกชนวิเคราะห์ข้อมูลโทรมาตรเพื่อการแจ้งเตือนภัยแม่นยำ

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูเมืองในเขตเทศบาลเมืองน่าน (ถนนสุมนเทวราช-หน้ากาดศรีคำ) พร้อมด้วยนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ร่วมทำความสะอาดถนนและบ้านเรือนครั้งใหญ่ พร้อมให้กำลังใจอาสาสมัครและภาคประชาสังคม ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจการฟื้นฟูในพื้นที่หลังจากระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยมีรถฉีดน้ำจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาสนับสนุนการฉีดชำระล้างคราบดินโคลน สำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจิตอาสา เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ ปภ. และประชาชนชาวน่านมาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเนืองแน่น

รองนายกฯ ยศชนัน ได้เป็นผู้ถือสายยางฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อล้างคราบโคลนที่ฝังแน่น และร่วมทำความสะอาดถนนกับข้าราชการและอาสาสมัครจิตอาสาอย่างเป็นกันเอง โดยนายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณตัวแทนรัฐบาลที่ลงพื้นที่ปักหลักบัญชาการสถานการณ์เคียงข้างชาวน่านตลอด 3-4 วันที่ผ่านมาจนถึงขั้นตอนของการฟื้นฟู

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการให้ความช่วยเหลือว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาสอบถามและติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง โดยได้หารือกันถึงแผนการดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้ยังอยู่ในระยะของการฟื้นฟูพื้นที่ แต่หลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งเข้าสู่มาตรการเยียวยาและจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ประสบภัย เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ แม้น้ำจะท่วมขังเพียงไม่กี่วัน แต่ได้พัดพาดินโคลนเข้ามาสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ต้องซ่อมแซมบ้านเรือน โดยจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายกระทรวง

“นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่จังหวัดน่านในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามเรื่องการเยียวยาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาด้านเอกสารลงได้ ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตรวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด”

เมื่อสอบถามถึงแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดน่าน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ทางกรมชลประทานและทางจังหวัดได้มีการเสนอแผนรองรับไว้แล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องมี “ที่พักน้ำ” ตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นบ่อพักน้ำ แก้มลิง หรือฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก ก่อนที่น้ำจะไหลลงมาถึงตัวเมือง

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการแจ้งเตือนภัย โดยยกระดับจากระบบ GIS สู่การทำ Digital Twin ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำข้อมูลจากสถานีโทรมาตรในจุดต่าง ๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้การแจ้งเตือนระดับน้ำผ่านแอปพลิเคชันมีความแม่นยำ ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำต่างกัน และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ศ.ดร.ยศชนัน มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมวอร์รูม (War Room) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ก่อนจะเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นลำดับต่อไป

น้ำท่วมน่านภาคเหนือยศชนันแนวหน้าออนไลน์

บรรจง รุก พิพัฒน์ ยื่นข้อเสนอ 4 เรื่อง ก่อนปลุกผี นิคมอุตฯ จะนะ เข้า ครม.สัญจร หาดใหญ่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:02 น.

จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่าจะมีการหยิบยก “โครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา”  ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ล่าสุด นายบรรจง นะแส นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฝากถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่อำเภอหาดใหญ่ในช่วงปลายเดือนนี้

นายบรรจง ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ เพื่อเรียกร้องให้ ครม. รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและตรงไปตรงมาก่อนการตัดสินใจ ประกอบด้วย


1.ช่วยไปอ่านเอกสารสรุปผลการศึกษาSEAที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะผู้รับทำตามTORที่ทางสภาพัฒน์กำหนด ใช้เวลาไป2ปีกว่าและใช้งบประมาณไป28ล้านบาท ช่วยอ่านให้ละเอียด/ให้รู้เป้าหมายว่าข้อสรุปสำหรับการพัฒนาพื้นที่จะนะน่ะไม่ได้สอดคล้องกับนิคมอุตสาหกรรม ไปอ่านซะจะได้ไม่หน้าแตก

2.ก่อนประชุมครม.กรุณาจัดทริปให้คณะรัฐมนตรีลงดูพื้นที่จริงในพื้นที่ๆท่านอยากจะให้สร้างนิคม/ท่าเรือว่าอยู่ตรงไหน??/ชายหาดตรงนั้นทรุดโทรมหรือสวยงามคณะรัฐมนตรีจะได้เห็นกับตา

3.ให้กรมที่ดินนำข้อมูลของที่ดินที่ท่านอยากให้มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไอ้2หมื่นไร่น่ะมันเป็นของใคร??/ซื้อมาเมื่อไหร่?/แปลงไหนที่ไปออกโฉนดทับที่ของชาวบ้านและยังเป็นคดีความอยู่ที่ศาลนาทวี

4.ให้มีการรายงานนิคมอุตสาหกรรมที่ฉลุงที่มีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเขตนิคมฯเป็นยังไง?? แน่นเอี๊ยดหรือยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่าสามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกเป็นร้อยๆโรง คณะรัฐมนตรีจะต้องรับรู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

นายบรรจง ทิ้งท้ายอีกว่า หากทำตามข้อเสนอ4ข้อที่เสนอมาแล้ว ท่าน(คณะรัฐมนตรี)จะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ แต่ท่านจะต้องอธิบายเหตุผลมาให้ได้นะครับ..

บรรจง นะแสพิพัฒน์ รัชกิจประการ