16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.
ฝ่ายค้านฮึ่มขู่ฟ้อง157 เช็คบิลกกต. มติ5:2ปล่อยผีฮั้วสว. เปิดเบื้องหลังภท.รอด รัฐบาลดาหน้าชม7เสือ พท.ชี้ผลบวกเศรษฐกิจ
เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว. เผยมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปล่อยผี 21 นักการเมืองขณะที่ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ส่งฟ้อง 26 วุฒิสภาชุดปัจจุบัน ด้าน“ ภูมิใจไทย” โล่งอกหลังหลุดบ่วง“ ภราดร” อ้างไม่ฉลาดพอที่จะคิดระบบออกมาได้ขนาดนั้น ขณะที่นายกฯเอาคืนส่งทนายฟ้อง“ ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ด้าน“ จุลพันธ์” มองเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจหลังคนในรัฐบาลรอด ส่วน“ ไอติม” ซัดยับมติตัดตอนทั้งที่หลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน“ อภิสิทธิ์” ประกาศนำทีมกฎหมายฟ้องเอาผิดม.157
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมกล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากไม่เกี่ยวกัน
พิพัฒน์ ย้ำภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว.
เมื่อถามย้ำว่ามีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่า บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกฯได้แจ้งมาโดยตลอดว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะสว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่าใครเป็นฐานของใคร อะไรอย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านคงเดินหน้าต่อ แต่เป็นสิทธิของเขา แต่ทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้ เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา ถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน
ไม่กังวล‘ ฝ่ายค้าน’ ชิงถล่มซักฟอก
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศยังประเทศเวียดนาม
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง เมื่อถามว่าหากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี
ภราดรโต้ไอลอว์ยันไม่ฉลาดคิดระบบฮั้ว
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีไอลอว์ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีตสส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพยานที่16/26ซัดทอดว่านายภราดรเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้วสว.ว่าตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่16/26ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่งสว.ทั้งหมดขนาดนั้นอีกทั้งเมื่อวันที่14ก.ย.ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่าคำว่าหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่นหรืออื่นๆเช่นโปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ซึ่งไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้ จึงไม่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับพยานยังกลับคำให้การ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่16/26ตนขอยืนยันว่าตน และกก.บห.พรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกับกาได้มาซึ่ง สว.
เมื่อกกต.วินิจฉัยควรเคารพกติกา
เมื่อถามว่าไอลอว์มีการเปิดข้อมูลของนายภราดรอยู่ ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตลอดอยู่ในกติกา และยอมรับการตรวจสอบพร้อมเดินหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าหาก กกต.มีมติ ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ และตนได้ถามกลับหากผลไม่เป็นไปตามอย่างที่ถูกกล่าวหา และคนที่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมีอันเป็นไป เมื่อกกต.ได้วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จะเชื่อมั่นในกระบวนการหรือไม่วันนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่บนข้อมูลและหลักฐาน ไม่ได้ยกฟ้องทั้งหมด และสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่ากกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใด ๆซึ่งเป็นเรื่องของ77คนที่ต้องไปต่อสู่ในคดีชั้นศาล ตนมองว่าไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อกกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็ควรเคารพตามกติกา แม้ว่าจะวินิจฉัยตรงใจหรือไม่
ซัดมีขบวนการบีบให้ล้มล้างภูมิใจไทย
“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการนี้ดิสเครดิต พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค จะเห็นว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กก.บห. และเลขาธิการพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา มันคือจุดเริ่มต้นตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก”นายภราดร ระบุ
เมื่อถามว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยจะมีการแจ้งความ ilawหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และทนายของพรรค ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อถามว่าคิดว่ากรณีนายเอกราช มาให้การซัดทอดถึงพรรคแบบนี้ มีความคับแค้นส่วนตัวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพยานมีจุดประสงค์แบบใด ด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนั้น มีกระบวนการทางการเมืองบางอย่าง ที่บีบคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ทำให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว
นภินทรโล่งใจไร้ชื่อส่งฟ้อง-ชื่นชมกกต.
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์กรณีกกต.มีมติไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภท.ในคดีฮั้ว สว.ว่า คนที่ถูกกล่าวหา เมื่อกกต.ยกคำร้อง เป็นเรื่องที่ทุกคนดีใจ ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรม กกต.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและตามระเบียบ รวมถึงพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรม โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันต่างๆที่ให้กกต.หยุดใช้อำนาจ เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ ดังนั้นต้องขอชื่นชม กกต.ที่ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรมและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดา คนเราถูกกล่าวหา เมื่อเขายกคำร้องก็ต้องโล่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่ชื่นชมว่ากกต.ไม่คำนึงถึงแรงกดดัน และใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม ไม่ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ที่ถูกกดดันว่าต้องส่งให้ศาลทั้งหมดทุกคน
ยันเดินหน้าฟ้อง“ ยิ่งชีพ-ไอลอว์”
เมื่อถามว่าพรรคภท.ได้คุยกันหรือไม่จะฟ้องร้องคนที่กล่าวหาในนามพรรค นายนภินทรตอบว่ายังไม่ได้คุยกัน เพียงแต่สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือข้อมูลต่างๆที่ออกมา เป็นความลับทั้งนั้น ออกมาได้อย่างไรและเอาข้อมูลเฉพาะที่เป็นผลร้ายมากล่าวต่อสังคม ที่สำคัญแม้ว่ากฎหมายอาญาจะใช้คำว่าพนักงานเปิดเผยความลับ แต่ก็ยังมีเรื่องตัวกลางและผู้สนับสนุนซึ่งคนที่เอาความลับมาเปิดเผย ก็มีความผิดต่างกรรมต่างวาระ สิ่งเหล่านี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด
เมื่อถามว่าคดีที่แจ้งความก่อนหน้านี้ยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ยังเดินหน้าอยู่ ซึ่งกำลังตัดสินใจว่าสอบไปถึงไหน หากไม่เดินหน้ามากก็จะฟ้องเองภายในอายุ 90วัน ยืนยันว่าขณะนี้ยังฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ส่วนนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยังไม่มีประเด็นอะไรนอกเหนือจากในสภา
จุลพันธ์ชี้กกต.มีมติเป็นผลดีต่อศก.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลหลัง กกต.มีมติส่งฟ้องในคดีฮั้วสว.โดยไม่มีสั่งฟ้องในส่วนแกนนำของพรรคภูมิใจไทยว่า เสถียรภาพของความเป็นรัฐ ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ คงจะมั่นคงขึ้นแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็มีคำวินิจฉัยมาระดับหนึ่ง แต่อย่างแรกทุกคนควรรอฟังคำวินิจฉัยที่ครบถ้วนก่อน เพราะตนก็ยังไม่ได้อ่านว่าเหตุและผลของแต่ละประเด็น แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้ในช่วงพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าผู้ที่คัดค้านหรือเห็นต่าง คงมีช่องทางกฎหมาย ที่จะดำเนินการต่อได้ตามรัฐธรรมนูญ ต้องติดตามกระบวนการจนครบถ้วน อย่างน้อยวันนี้ก็สบายใจไปขั้นหนึ่งว่าเราขับเคลื่อนต่อได้ ส่วนใครมีบทบาทหน้าที่อย่างไรก็ว่าตามนั้น
เมื่อถามย้ำว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นหรือไม่นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เสถียรภาพจากภายในไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกัน ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการที่เสถียรภาพภายในของรัฐบาลมั่นคง สิ่งที่จะสะท้อนออกไป ที่สังคมภายนอกต่อจากนี้ เชื่อว่าจะเป็นเสถียรภาพด้านความมั่นใจ เพราะการมีรัฐบาลที่มั่นคง จะสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนทำให้เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ในมุมของตนเมื่อวันที่ 14ก.ย. จะอย่างไรก็ตาม ในมิติเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นผลดี
ยันพท.ทำเต็มที่ไม่มีอะไรต้องกังขา
เมื่อถามว่าพรรคพท.ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาแต่แรก ติดใจในคำวินิจฉัยของ กกต.หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่ายังไม่เห็นคำวินิจฉัยของ กกต.เห็นเพียงตามหน้าข่าว ที่สื่อเสนอมีเรื่องของจำนวนและรายชื่อ แต่ในเหตุผลจริงๆ เราอาจไม่ได้เห็นกระบวนการ วิธีการ หรือหลักฐานต่างๆเมื่อมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วต้องติดตามต่อไป
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายอาจกังขาบทบาทของพรรคพท.นายจุลพันธ์ กล่าวว่าไม่มีอะไรน่ากังขา พรรคพท.ยึดผลประโยชน์ของประชาชน วันที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็ทำอย่างเต็มที่ วันนี้อยู่ในกระบวนการขั้นตอนอื่น อำนาจหน้าที่เราไม่ได้อยู่ ณ จุดนั้นก็ต้องให้อิสระ และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่พรรคพท.ในส่วนที่รับผิดชอบ ก็ทำอย่างเต็มที่
ลั่นไม่กังวล” ฝ่ายค้าน” ยื่นซักฟอก
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันจะนำเรื่องฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความกังวลใจหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เป็นอำนาจหน้าที่ และเป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย ที่จะทำภายใต้กรอบกฎหมาย ฝ่ายค้านยังเหลือสิทธิอภิปรายทั้งมาตรา 151 และ 152 สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมสภานี้ หากจะยื่นมารัฐบาล ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ (รธน.) ก็พร้อมตอบอยู่แล้วทุกประเด็น เมื่อถามว่าเรื่องที่พยานไปให้การพาดพิงถึงพรรคภท.ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคพท.จะต้องมีการเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจ ไม่มีประเด็นอะไรค้างคากันและคนที่มาให้การเข้าใจว่า ไม่ใช่คนของพรรคพท.ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายวิเคราะห์กันไป แต่เรื่องภายในรัฐบาล ระหว่างพรรค พท.กับพรรคภท.ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันในประเด็นนี้
26 สว.เอี่ยวคดี ฮั้วร่วมถกวุฒิฯปกติ
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภาเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา09.00น.ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมาสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วสว.จำนวนทั้งสิ้น77 รายไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจำนวน 26 ราย ยังคงเป็นเป็นไปอย่างปกติ มีสมาชิกมาเข้าร่วมประชุมตามวาระ ทั้งนี้ในช่วงการหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว. กลุ่มสตรี จากจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้อง ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับการดูแลผู้เสพยาเสพติด และผู้มีอาการทางจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด
สมาชิกเข้าพูดคุย-ให้กำลังใจสว.
ทั้งนี้ภายหลังน.ส.อัจฉรพรรณ อภิปรายเสร็จ มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาพูดคุย ทักท้าย และสวมกอดเพื่อให้กำลังใจน.ส.อัจฉรพรรณ ขณะเดียวน.ส.อัจฉรพรรณยังเดินไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า สว. บางคนในรายชื่อ 26 คน มาเข้าร่วมประชุม อาทิ นายนิพนธ์ เอกวานิช นายสุเทพ สังข์วิเศษ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย นางนงลักษณ์ ก้านเขียว นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น
2 สว.ใน26 ยันไม่กังวลคดีฮั้วสว.
น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าไม่มีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และเคยมีการชี้แจงกับ กกต.แล้วหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณระบุว่ามีแล้ว ส่วนเมื่อช่วงเช้ามีสว.เดินเข้าไปก่อนเป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่น.ส.อัจฉรพรรณตอบว่ากอดกันทุกวันอยู่แล้วน.ส.อัจฉรพรรณ ยังระบุว่าใน 26 สว.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน และยอมรับว่าจะแยกการต่อสู้คดี ไม่รวมกลุ่มกันสู้คดี
ด้านนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคดีฮั้วสว.ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่กังวลจะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหาซึ่งเคยชี้แจงไปแล้วเมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีรายงานว่าเรื่องเส้นเงินถึงยืนยันหรือไม่ว่าไม่จริง สว.นิพนธ์ไม่ได้ตอบพร้อมโบกมือและเดินจากไป
‘ อลงกต’ ยึดอกรับมติกกต.ส่งฟ้อง
ขณะที่ นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ว่าตนยอมรับผลการตัดสินของกกต.ว่าเป็นไปตาม ระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย เรายอมรับคำวินิจฉัยของกกต.ให้เป็นไปตามกระบวนการของชั้นศาล ถ้ากกต.สั่งมาแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา
ชี้ไร้ปัญหาหากหยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ในส่วนที่กกต.สั่งฟ้องสว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงแค่26 คน นายอลงกตกล่าวว่า เป็นไปตามหน้าที่ของกกต. ตนยอมรับในการตัดสินของกกต.จะส่งกี่คน ก็เป็นเรื่องของกกต.เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของกกต.อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร เราทุกคนอยู่ใต้กฎหมายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
รับเฉยๆขอยึดตามระเบียบกม.
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับสว.ที่เหลือหรือไม่ นายอลงกต ย้ำว่ามีการปรับทุกข์ผูกมิตร”คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือ ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ตนเป็นเพียง สว.ตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว“ถามว่าสะทกสะท้านมั้ยผมไม่สะทกสะท้านคือยอมรับคำตัดสินของกกต.และปฏิบัติตามที่มีคำวินิจฉัย ถามว่าดีใจมั้ย เสียใจมั้ย เฉยๆชีวิตผมผ่านมาเยอะแล้ว อายุ62แล้ว เจออะไรมาเยอะถามว่าหนักมั้ย62แล้วก็เฉยๆแต่เฉยๆไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว แต่ว่าตามระเบียบกฎหมาย”สว.อลงกต ย้ำ
‘ สว.สมหมาย’ ยังทำหน้าที่ปกติ
นายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26สว.กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่ายังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่ เราก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดียืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ตามปกติ
เปิดเบื้องหลังมติกกต.สั่งฟ้อง26 สว.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คนนั้น มีรายงานว่า ผลการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลทั้งสิ้น 427 คน ใน 7ข้อกล่าวหานั้น เสียงกกต.ที่ลงมติส่วนใหญ่เป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โดยมีทั้ง 4:3 5:2 6:1และมีเพียงไม่กี่รายที่เป็นมติเอกฉันท์
โดยในกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัครไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 มาตรา 77 (1) (3) นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 81นั้น เป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง
21 ผู้ถูกกล่าวหาภท.รอดด้วยมติ5:2
ขณะที่ ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการ เมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 ราย และ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย
ส่วนที่กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ อาทิในรายของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตามสำนวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชทไลน์ กับนายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่นโดยนายสุบินเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย
‘ พริษฐ์’ ตั้ง3 ข้อสงสัยมติ กกต.สั่งฟ้อง
ในซีกพรรคฝ่ายค้ายนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า”3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง“เพียงแค่ส่วนน้อย”ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว.เพียง 26คนและไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี สส.กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)1.กกต.ปฎิเสธความเป็นขบวนการของการโกงสว.หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ“ขบวนการ”ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก – เช่น หมายเลขผู้สมัคร สว.ที่ปรากฎในโพยใบสั่งและในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม.(เช่น อยุธยา/ปทุมธานี / นครนายก)1-2วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน จำนวน สว.ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน
ตัดตอนสาวไม่ถึงนักการเมืองภท.
2.กกต.ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีตการที่ กกต.ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต: ในคดีเมื่อปีก่อนกกต.เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัครสว.2คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน(โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม) แต่ในคดีนี้ กกต.กลับไม่สั่งฟ้องสว.ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่–แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน 3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทยกกต.แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การอย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ)
สั่งฟ้อง77 คนล้วนโยง‘ ภูมิใจไทย’
นายพริษฐ์ระบุว่าผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้กกต.ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:1.นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว) 2.การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่ 3.การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว./ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)
“ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต.สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย/สมเจตน์ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย/อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย/ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย)จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว”นายพริษฐ์ย้ำทิ้งท้าย
‘ อภิสิทธิ์’ นำทีมกม.จวกมติกกต.ยับ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรคซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮัํ๊วเลือก สว.หลังกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คนโดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าวันที่ 14 ก.ย. เป็นจุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว เลือก สว.โดยตนขอตั้งข้อสังเกตมติของกกต.ว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่า ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการผู้ที่ผู้กล่าวหา 229 ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการกกต.ด้วย สิ่งที่น่าสังเกตกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต.มีทั้งคดีอาญาและ คดีเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณา คดีที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง ที่ผ่านมา
ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีลักษณะ พฤติกรรมทำเป็นขบวนการ อย่างชัดเจนมากกว่าการกระทำส่วนบุคคลและหลายคนที่กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่นซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน ขณะข้อกล่าวหาที่ 3-7ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมดโดย กกต. ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนทั้งการเป็นใคร
จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคลฉบับเต็ม
นายอภิสิทธิ์กล่าอีกว่า“พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กกต.เปิดคำวินิจัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต. แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไร ที่มารองรับคำวินิจฉันส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่ม กกบห.พรรคการเมือง อาจเป็นพรรคเพราะปัจจุบัน หลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็นสส.ในการเลือก สว.แต่ยังดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล”
หวั่นการเมืองแทรกแซงสอบสวน
นายอภิสิทธิ์ระบุว่าจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อคือเมื่อมีการชี้มีเป็นการกระทำผิกด พ.ร.ป.สว. ม.77ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญาที่อยู่ที่ในการสอบสวนของ ดีเอสไอต้องเดินหน้าต่อไป ความผิดอั้งยี่และฟอกเงินต้องดำเนินการสอบสวนต่อ ตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่กระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้าย เจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคจะติดตามเรื่องนี้เพื่อไม่ให้รัฐบาล เข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของ ดีเอสไอ
“เมื่อกกต.มีมติส่งให้ศาลแล้วพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้กกต.ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต้ส่วนของกกต.เป็นหลัก ที่สำคัญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฎว่ามีความผัวพันไปมากกว่า 77คนที่ส่งฟ้องกกต.ก็ต้องดำเนินการต่อไม่อาจตัดจบแล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่77คน ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้เสียหายติดต่อปชป.ลุยเอาผิดกกต.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับกกต.ทั้งความผิด ตามกฎหมาย กกต.มาตรา 69 ป.วิอาญา ม.157 กฎหมาย ป.ป.ช.172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัครและสว. สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้วซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว
ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องเอาผิดกกต.โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าโดยหลักการ หากผู้เสียหาย ยื่นฟ้องเอาผิดกับกกต.โดยตรงจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้อง มักจะระบุว่าผู้ร้องไม่ใช่ ผู้เสียหายโดยตรง
สมชัยขอใช้เงิน1 ล.ลุยฟ้องกกต.คดีฮั้ว สว.
นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าขอฉันทามติ จากประชาชน ใช้เงิน กองทุนสู้กกต.1ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้องกกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาลเงินกองทุน สู้ กกต. ที่รับบริจาคมาเพื่อสู้กับ กกต. กรณีฟ้องปิดปากประชาชน มียอดบริจาค ประมาณ 2.2 ล้านบาท ยังไม่ได้เบิกออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียวการมีมติใช้เงิน ต้องใข้เสียงข้างมากของกรรมการ 5 คน คือ อ.ปริญญา จาก นิติ มธ. คุณลัดดาวัลย์ จาก PNET. คุณเป๋า ยิ่งชีพ จาก i Law คุณพงษ์ศักดิ์ จาก Anfrelและ ทนายนรเศรษฐ์ โดยผม ไม่มีชื่อในกรรมการ แต่ สามารถเสนอเรื่องให้ กรรมการพิจารณา ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ร่วมบริจาคในกรณีที่กรรมการกองทุนมีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที
DSI เล็งขอสำนวนกกต.ฉบับเต็ม
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 รายล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน)เตรียมทำหนังสือขอคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. ภายใน 60 วัน เพื่อนำมาประกอบสำนวน
เตรียมนัดถกอัยการลุยคดีฮั้วสว.
จากนั้นDSIจะนัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อกำหนดประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษอาทิการรวมสำนวนผู้ต้องหา 8รายแรก เข้ากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่นและการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากอัยการมองว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อดึงอำนาจนิติบัญญัติโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 รายเดิมได้
สำหรับประเด็นจำนวนผู้ถูกร้องเรียนคดีฮั้ว สว.ที่แท้จริงมีถึง 427ราย ไม่ใช่229ราย ตามที่คณะอนุกรรมการฯคณะที่26 สรุปตัวเลขแรกเริ่ม เนื่องจากมีการนำคำร้องคัดค้านในสำนวนอื่นมารวมพิจารณาด้วย
เล็งเอาผิดอาญา” เอกราช” ฐานให้การเท็จ
ส่วนกรณีที่ประธานกกต.ตัดพยานรหัส 16 /26หรือ นายเอกราช ช่างเหลา ออกจากสำนวนโดยอ้างว่า เคยต้องคำพิพากษาคดียักยอกทรัพย์ และมีการกลับคำให้การไปมาจนขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้กกต.ไม่สามารถดำเนินคดีกับระดับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ทางแหล่งข่าวDSIระบุว่านายเอกราชเคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมฟัง และชั้นอนุกรรมการกกต.แต่กลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ซึ่งพฤติการณ์กลับคำไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงนี้ เข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งต้องจับตาดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชหรือไม่อย่างไร
ยุติธรรมโต้แย้งประธานกกต.
แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังโต้แย้งกรณีประธานกกต.ระบุว่ากกต.ไม่ใช่”บุรุษไปรษณีย์”ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาลนั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะกกต.มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ศาลจะเชื่อหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวเดียวกันนี้ว่ากลัวพยานไม่มาศาล แล้วไม่นำคำให้ การเข้าสำนวน คดีอาญา คงไม่ต้องสั่งฟ้องใครเลย
ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีคดีฮั้วเลือก สว.67โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต.ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจ.นครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จ.ประจวบคีรีขันธ์)