คุณแหน : 25 กันยายน 2569

25 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

  • ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ทรัพยากรในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน”
  • ยินดีกับ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ตอกย้ำ 10 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านการบริการ หลังเป็นผู้ชนะ 2 รางวัลเกียรติยศจาก SKYTRAX World Airline Awards 2026 ได้แก่ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก และ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในเอเชีย” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10
  • ข่าวสุดยินดีของ จีรานุช ภิรมย์ภักดี คุณย่าป้ายแดง ที่ได้หลานชายชื่อน้อง Rocky ลูกชายคนแรกของ สุนิษฐ์ สก๊อต และ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล
  • ประภาพรรณ พิชัยคำ พร้อม ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, พล.ท.นพ.นพดล วีรยางกูร, ดร.ลักขณา
    ลีละยุทธโยธิน, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, สุภัค ลายเลิศ, เกศนรี จองโชติศิริกุล, ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, ศิรชัช พิทยาธิคุณ
    ไปเที่ยวเจาะลึกเมืองเก่ามรดกโลกในโปแลนด์ทั้งเมืองวอร์ซอ โทรูน และคราคอฟ ได้เจออากาศเย็นสบาย 1 อาทิตย์ ได้รูปสวยๆ กันถ้วนหน้า
  • เพื่อนๆ ยินดีกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ที่ได้เป็น คณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์วุฒิสภา
  • จิตติ พงศ์กุศลจิตต์ และครอบครัว มอบเงินบริจาคแก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ สมทบทุนเพื่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี โดยมี รศ.นพ.ประกาศิต จิรัปปภา รับมอบ
  • ยามว่าง วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ ชวน ณัฐญา นิยมานุสร, ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, วีรศักดิ์ ชุณหจักร ไปเที่ยวทริปทะเลสวยๆ พักรีสอร์ทลับติดทะเลบนเกาะยาวน้อย ที่ Amber Yao Noi ต่างติดใจบรรยากาศดี อากาศดี เงียบสงบและอาหารอร่อยทุกมื้อ
  • จีรภัทร พิมานทิพย์ วันเกิดปีนี้ไปถวายเพลและสังฆทาน ณ วัดด่าน และร่วมทำบุญสร้างพระอุโบสถใหม่ของวัดบางน้ำชน พร้อมบริจาคช่วยการศึกษาเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์
  • ชาว Digital CEO#7 ยินดีกับ ชานนท โตวิกกัย ที่ บจ.ลอนดรี้บาร์ ไทยได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • ม.เชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และเครือข่ายศิษย์เก่า ม.เชียงใหม่ในหลายจังหวัด จัดกิจกรรม “ปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ครั้งที่ 9” ระหว่าง 14-19 พ.ย. เพื่อระดมทุนสนับสนุนทุนการศึกษาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยตั้งเป้าระดมทุนไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาท
  • ทนบ ศิริปิยนาค ผอ.สวนสัตว์อุบลราชธานี เชิญชมสมาชิกใหม่ได้แก่ เสียงแคน และ ขามแก่น-สิงโตแอฟริกา เพศผู้ 2 ตัว และ ลิลลี่-ยีราฟ เพศเมีย สร้างสีสันและเพิ่มความหลากหลายให้กับการเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ ภายในสวนสัตว์อุบลราชธานี

ไทยเร่งเครื่อง “วิจัยทางคลินิก” ปลดล็อคคอขวด ดันไทยแข่งขันระดับภูมิภาค ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เร่งกระบวนการวิจัย ชู “ความเร็ว–ความร่วมมือ” ดึงการลงทุน หนุนผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น

25 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

ประเทศไทยเร่งเครื่องระบบวิจัยทางคลินิก เดินหน้าขับเคลื่อน “ศักยภาพ” ที่มีอยู่ สู่การ “ลงมือทำ” อย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ผนึกกำลังแก้คอขวด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเร่งกระบวนการวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนความพร้อมของประเทศให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันระดับภูมิภาค ดึงดูดการวิจัยและการลงทุน พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น

ทิศทางดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญจากงานเสวนาเชิงนโยบาย “การวิจัยทางคลินิกกับอนาคตประเทศไทย: พลิกโฉมระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การลงทุนและการเข้าถึงการรักษา” จัดโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) โดยผู้แทนจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในการรองรับการวิจัยทางคลินิก

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างศักยภาพเพิ่ม แต่คือการทำให้กระบวนการ “เร็วขึ้น เชื่อมกันมากขึ้น และแข่งขันได้จริง” เพื่อเปลี่ยนความพร้อมที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกในระดับภูมิภาค

ดร.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (GSK) และตัวแทนจาก PReMA กล่าวว่า “ประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ยังคงต้องการ ‘ความเร็ว’ และ ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

ดร.อลัน พอล

“ความเร็ว” ปลดล็อคคอขวด เปลี่ยนความพร้อมให้เป็นความได้เปรียบ

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยถึงโมเดล “Team Thailand” ที่มุ่งขยายเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรองรับการวิจัยทางคลินิกตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าหมายในการลดข้อจำกัดด้านกระบวนการสนับสนุนงบประมาณวิจัย โดยคาดว่าจะช่วยย่นระยะเวลาจากเดิมที่อาจใช้ราว 2 ปี เหลือเพียง 6 เดือน สะท้อนความพยายามลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิก

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับดูแล สู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก โดย ภก.ปราโมทย์ อัครภานนท์ ระบุว่า อย. เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาตั้งแต่ต้นกระบวนการ พร้อมทำงานร่วมกับ สวรส. และคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน เพื่อลดการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน โดยยังคงมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์

ขณะที่ ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการวิจัยในคนในประเทศไทย ชี้ถึงความคืบหน้าของ Collaborative Review Model ว่าได้มีการขยายเครือข่ายจาก 24 เป็นกว่า 56 สถาบัน พร้อมเดินหน้าต่อยอดระบบ “One Time Review” เพื่อลดการพิจารณาซ้ำซ้อนและย่นระยะเวลาการเริ่มโครงการวิจัย ให้ครอบคลุมทั้งการพิจารณาด้านจริยธรรม สัญญาการวิจัยทางคลินิก และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“ความร่วมมือ” เชื่อมทั้งระบบ ลดความซ้ำซ้อน–เพิ่มความคล่องตัว

อย่างไรก็ตาม การเร่งกระบวนการเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังทำงานแยกส่วน การเชื่อมศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศไทย

รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SICRES) เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “Quarterback” หรือกลไกกลางที่ทำหน้าที่ประสานศักยภาพของแต่ละหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการขับเคลื่อนงานวิจัย

ในมุมภาคอุตสาหกรรม PReMA ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายการวิจัย และมุมมองจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับทิศทางนโยบายของไทย เพื่อยกระดับระบบวิจัยให้ตอบโจทย์ทั้งการแข่งขัน การลงทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วย

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “การสร้างระบบนิเวศนี้ให้สำเร็จ ไม่มีภาคส่วนใดสามารถทำได้โดยลำพัง ภาคอุตสาหกรรมเองมีความสำคัญในการสนับสนุนในหลายด้าน ไม่เฉพาะแต่ในด้านการลงทุนเท่านั้น แต่เรายังมีภารกิจสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก ทั้งการวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานกับประเทศด้วย”

ปลายทางไม่ใช่แค่ “งานวิจัย” แต่ผู้ป่วยต้องเข้าถึงนวัตกรรมเร็วขึ้น

การดึงดูดโครงการวิจัยทางคลินิกเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นจึงไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบวิจัยที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย ระบบสาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ของประเทศในระยะยาว

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” แต่คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง และความสามารถของงานวิจัยเหล่านั้นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

ก้าวต่อไปของประเทศไทยจึงอยู่ที่การเชื่อมการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเข้าสู่ โรดแมประดับชาติ ที่มีเป้าหมาย กลไก และทิศทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกอย่างยั่งยืน

เพราะการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกไม่ได้วัดเพียงว่า “ใครมีศักยภาพมากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครเปลี่ยนศักยภาพให้เกิดผลได้เร็วกว่า”  ความเร็วสร้างความได้เปรียบ ความร่วมมือทำให้ทั้งระบบสามารถเดินไปด้วยกันได้ และการที่ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้เร็วขึ้น คือเครื่องชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

สมาพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังระหว่างประเทศ จับมือ ลอรีอัล กรุ๊ป เปิดรายงานประเมินการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวระดับโลกครั้งแรก

25 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

เปิดรายงานการประเมินการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวระดับโลกฉบับแรก ชี้ให้เห็นว่า มีเพียง 1 ใน 6 ประเทศทั่วโลกที่มีแพทย์ผิวหนังเพียงพอต่อความต้องการของประชากร โดยประเทศร่ำรวยมีโอกาสที่จะมีแพทย์ผิวหนังเพียงพอกว่าประเทศรายได้น้อยถึงเกือบ 9 เท่า

งานวิจัย “การศึกษาวิเคราะห์การเข้าถึงสุขภาพผิวระดับโลก” (Global Access to Skin Health Observatory Study) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Dermatology ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ILDS สหพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังนานาชาติ และแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Dermatological Beauty) ได้สำรวจอัตราส่วนแพทย์ผิวหนัง อุปสรรคในการรักษา และบริการเฉพาะทางใน 158 ประเทศ ซึ่งครอบคลุม 97% ของประชากรโลก

ปัจจุบัน ประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับโรคผิวหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและติด 10 อันดับแรกของสาเหตุความพิการ อย่างไรก็ตาม 74% ของประเทศที่สำรวจระบุว่า ภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญในระดับนโยบายกับประเด็นสุขภาพผิว งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยสนับสนุนมติสมัชชาอนามัยโลกปี 2025 ในการผลักดันโรคผิวหนังให้เป็นวาระสาธารณสุขโลก พร้อมเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เป็นการปฏิบัติจริงด้วยข้อมูลที่จับต้องได้

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ผิวหนังทั่วโลก

ผลการศึกษาได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับจำนวนแพทย์ผิวหนังที่จำเป็นสำหรับการดูแลรักษา โดยในภาพทั่วโลกมีแพทย์ผิวหนังเฉลี่ยเพียง 2.66 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็นที่ 5.63 คน ส่งผลให้กว่า 80% ของประเทศทั่วโลกมีจำนวนบุคลากรไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวปรากฏชัดเจนมากระหว่างประเทศที่มีรายได้สูงและรายได้น้อย โดยอัตราส่วนของแพทย์ผิวหนังมีตั้งแต่ 0.37 คนต่อประชากร 100,000 คนในประเทศรายได้น้อย ไปจนถึง 5.05 คนในประเทศรายได้สูง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในภูมิภาคแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานนี้เลย

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า มีแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง (Board Certified Dermatologist) จำนวน 846 คน หรือคิดเป็นอัตรา 1.18 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการกระจายตัวของบุคลากรยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัด โดยสัดส่วนถึง 50% กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง และอีก 50% ปฏิบัติงานในภาคเอกชน ปัญหานี้ส่งผลให้ประชาชนในส่วนภูมิภาค นอกเขตเมือง หรือผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขของรัฐ เข้าถึงการรักษาเฉพาะทางได้ยากลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญในการวางแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพและการกระจายบุคลากรให้มีความเท่าเทียมในอนาคต

ดร. เอสเธอร์ ฟรีแมน (Dr. Esther Freeman) หัวหน้าคณะผู้วิจัย และรองประธานมูลนิธิโรคผิวหนังนานาชาติ (International Foundation for Dermatology – IFD) และรองศาสตราจารย์ด้านผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เราเปลี่ยนข้อมูลเชิงบอกเล่าให้กลายมาเป็นชุดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เราสามารถนำไปใช้ลงมือทำได้จริง โครงการ Global Access to Skin Health Observatory ทำให้เราได้เห็นภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงเป็นครั้งแรกว่า ผู้คนนับพันล้านคนที่ต้องเผชิญกับโรคผิวหนังทั่วโลกนั้นเข้าถึงการรักษาพยาบาลในรูปแบบใดบ้าง สถานที่ที่คุณอาศัยอยู่ไม่ควรเป็นตัวกำหนดโอกาสในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวของคุณ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทุกวันนี้ หน้าที่ของเราคือการชี้ให้เห็นช่องว่างเหล่านี้ และร่วมมือกันในฐานะประชาคมโลกเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน”

จากข้อมูลเชิงประจักษ์สู่การลงมือปฏิบัติจริง

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นโอกาสที่เป็นรูปธรรมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการขยายหลักสูตรฝึกอบรมด้านผิวหนังในระดับภูมิภาค การยกระดับทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ตลอดจนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ สามารถเข้าถึงการวินิจฉัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับสีผิวที่หลากหลายได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดจากการศึกษาถูกรวบรวมไว้ใน Skin Observatory Data Explorer ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์แอกทีฟที่เปิดโอกาสให้กระทรวงสาธารณสุข องค์กรต่างๆ นักวิจัย และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้ ผู้ใช้งานสามารถคัดกรองข้อมูลตามประเทศ ภูมิภาค และตัวแปรอื่นๆ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนดาวน์โหลดข้อมูลไปใช้ในการจัดทำรายงาน งานนำเสนอ และการวางแผนกลยุทธ์ ทั้งนี้ จะมีการอัพเดตข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้ช่วยติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูผลการศึกษาฉบับเต็มและเข้าใช้งาน Skin Observatory Data Explorer ได้ที่ skinobservatory.org

ศาสตราจารย์ เฮนรี ดับเบิลยู. ลิม (Professor Henry W. Lim) ประธานสมาพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังระหว่างประเทศ (ILDS) กล่าวว่า “ผลการศึกษาชิ้นนี้ช่วยสนับสนุนการดำเนินตามมติของสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) ในการผลักดันให้โรคผิวหนังเป็นวาระด้านสาธารณสุขของโลก โครงการศึกษานี้จะเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ เมื่อโรคผิวหนังคือหนึ่งใน 10 สาเหตุหลักของความพิการทั่วโลก เราจึงขอเชิญชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาร่วมมือกับเรา เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สำคัญนี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงบวกแก่ผู้ป่วยโรคผิวหนังทุกคน”

มิเรียม โกเอน-เวลกริน (Myriam Cohen-Welgryn) ประธานแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Dermatological Beauty) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเวชสำอาง เรามีทั้งศักยภาพและหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องลงมือทำ แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะยกระดับการเข้าถึงสุขภาพผิวทั่วโลก พร้อมทั้งสนับสนุนแพทย์ผิวหนังและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง — เพราะการเข้าถึงสุขภาพผิวควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการ Global Access to Skin Health Observatory ผ่านโครงการ Act For Dermatology ของเรา”

ทั้งนี้ โครงการ Global Access to Skin Health Observatory เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สมาพันธ์สมาคมแพทย์

รพ.จุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม ‘วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก 2596’ ย้ำ “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รู้เร็ว มีโอกาสหายได้”

25 กันยายน 2569 เวลา 14:13 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพประชาชนเนื่องใน “วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก” (World Lymphoma Awareness Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Stronger Together, Brighter Tomorrow : พลังแห่งความหวัง เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และขับเคลื่อนนโยบายการรักษาโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ดำรงค์  สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย แพทย์หญิงเอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้างานอายุรกรรมโลหิตวิทยาโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโลหิตวิทยาและสหสาขา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ โถงทางเชื่อม ชั้น 3 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

หน่วยอายุรกรรมโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้มุ่งเน้นให้บริการทางการแพทย์และวิจัยนวัตกรรมด้านโรคมะเร็งที่เป็นเลิศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลอย่างเท่าเทียม สำหรับปีนี้ สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (UICC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดสารรณรงค์คือ ‘UNITED BY UNIQUE: Places People at The Centre of Care’ ซึ่งเน้นย้ำถึงการให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการดูแล โดยคำนึงถึงความต้องการและความแตกต่างของแต่ละบุคคล ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ แม้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะดูน่ากลัว แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้เราย้ำเตือนเสมอว่า ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรักษาที่มีความหวัง’ และเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งไม่กี่ชนิดที่มีโอกาสรักษาให้หายได้สูงมาก หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง”

ภายในงานมีกิจกรรมบริการทางวิชาการและส่งเสริมสุขภาพที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ผู้ป่วย และครอบครัวอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย การเสวนาให้ความรู้ทางการแพทย์ ในด้านการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยแพทย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นนวัตกรรมเซลล์บำบัดด้วยการนำเซลล์ภูมิคุ้มกัน (T-Cell) ของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจงและตรงจุด ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษายากหรือกลับมาเป็นซ้ำ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้าน การเก็บและปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Collection & Transplantation) เพื่อฟื้นฟูระบบไขกระดูกและสร้างเม็ดเลือดใหม่ที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและการหายจากโรคอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ” แต่เป็นกระบวนการรักษามาตรฐานสากลที่ใช้รักษาโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และมะเร็งไขกระดูก โดยเริ่มต้นจากการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติ หลังจากนั้น แพทย์จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ปกติซึ่งอาจเก็บสะสมไว้จากตัวผู้ป่วยเองหรือได้รับบริจาคจากผู้อื่นเข้าสู่หลอดเลือดดำ เพื่อฟื้นฟูระบบไขกระดูกและสร้างเม็ดเลือดใหม่ที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มีการวางแผนกระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ 6 ขั้นตอน ได้แก่:

  1. การกระตุ้นเซลล์: ฉีดยากระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดหลั่งออกจากไขกระดูกสู่กระแสเลือด
  2. การเก็บเซลล์ (Apheresis): คัดแยกและเก็บเซลล์ต้นกำเนิดด้วยเครื่องมือการแพทย์อันทันสมัย
  3. การแช่แข็งเซลล์: นำเซลล์ที่เก็บได้ไปจัดเก็บในสภาวะแช่แข็งอุณหภูมิต่ำเพื่อรอการปลูกถ่าย
  4. การเตรียมร่างกาย: ให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแก่ผู้ป่วยเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลือ
  5. การปลูกถ่ายเซลล์: ฉีดเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการละลายกลับเข้าสู่ร่างกายทางหลอดเลือดดำ
  6. การฟื้นฟูและติดตามผล: ดูแลรักษาในห้องปลอดเชื้ออย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนระดับเม็ดเลือดกลับสู่ภาวะปกติ และทำการประเมินผลการรักษาอีกครั้งประมาณ 3 เดือนหลังการปลูกถ่าย

นอกจากนี้ ยังให้บริการคำแนะนำโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลเรื่องอาหารและภาวะโภชนาการที่เหมาะสม โดยทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ การออกกำลังกายและฟื้นฟูร่างกาย คำแนะนำการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วย โดยนักวิทยาศาสตร์การกีฬา และการรับบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นดำเนินงานโดยยึดมั่นตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ตลอดจนส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย พัฒนานวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ เพื่อเป็นที่พึ่งทางสุขภาพของประชาชนชาวไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือติดตามข่าวสารของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง www.cra.ac.th

‘เมดอินไทยแรงสสส์’ งานรวมพลังความสร้างสรรค์ของแบรนด์ไทยที่ไม่ธรรมดา

25 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

1981 Soul & Sold (รามคำแหง 15) พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ที่รวบรวมแรงบันดาลใจ ศิลปะ วัฒนธรรม และผู้คนที่หลงใหลในความเป็นไทย ชวนทุกคนมาร่วมค้นพบเสน่ห์และศักยภาพของแบรนด์ไทย ในงาน “เมดอินไทยแรงสสส์ – แบรนด์ไทยไม่ธรรมดา” ระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน 2569 ณ 1981 Soul & Sold บริเวณยานนาล็อก ชั้น 1

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์บทบาทของ 1981 Soul & Sold ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิต นักออกแบบ ศิลปิน และแบรนด์ไทยรุ่นใหม่ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยในมิติร่วมสมัยอย่างน่าสนใจ

ภายในงานพบกับ “Thai Brand Market” ตลาดรวมแบรนด์ไทยที่คัดสรรสินค้าดีไซน์โดดเด่น งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ ถ่ายทอดมุมมองใหม่ของความเป็นไทยที่ทันสมัย มีเอกลักษณ์ และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ผ่าน Workshop งานฝีมือ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง เรียนรู้ภูมิปัญญาจากช่างฝีมือและแม่ๆ ชนเผ่า ผู้สืบทอดองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่

ช่วงค่ำ 1981 Soul & Sold จะเปลี่ยนบรรยากาศสู่พื้นที่แห่งเสียงดนตรีและแรงบันดาลใจ กับคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพตลอด 3 คืน ได้แก่ “ไววิทย์” ศิลปินขวัญใจคนรักดนตรีเพื่อชีวิตยุคใหม่ ที่จะมาถ่ายทอดบทเพลงและบรรยากาศทางดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ (25 กันยายน), Hot Like Hell (26 กันยายน) และไฮไลต์พิเศษกับคอนเสิร์ตเต็มวงจาก คาราบาว ในวันที่ 27 กันยายน พร้อมกิจกรรมประมูลของสะสมจากคาราบาว พร้อมลายเซ็น แอ๊ด คาราบาว ที่จะมาสร้างสีสันและความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับแฟนเพลง

ปิดท้ายด้วย Fashion Show จากผลงานของนักออกแบบรุ่นใหม่และ Brand Nation Craft ที่สะท้อนพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ผสานรากวัฒนธรรมไทยเข้ากับมุมมองร่วมสมัย แสดงให้เห็นว่าคนไทยและแบรนด์ไทยมีศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก

งานนี้ไม่ได้มีเพียงของดีจากแบรนด์ไทยเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของคนไทยที่อยากให้ทุกคนได้เห็นและสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะแบรนด์ไทย…ไม่ธรรมดา และความเป็นไทยก็เท่ได้ในแบบของเราเอง พบกันที่ 1981 Soul & Sold วันที่ 23-29 กันยายน 2569

ไทยเบฟ สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติครบ 100 ปีวันพระบรมราชสมภพ ร.9

25 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

Processed With Darkroom

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจำนวน 31 สถานี ให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวาระครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ รวมถึงช่วยยกระดับศักยภาพระบบศูนย์บูรณาการข้อมูลน้ำของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อใช้ในการคาดการณ์ วางแผน และบริหารจัดการอุทกภัยได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 7,495,000 บาท ให้แก่ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โดยมี นางต้องใจ ธนะชานันท์ นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ นางสาวน้ำฝน อังศุธรรังสี ดร.ณัฐธยาน์ โชคกนกนภา นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ และ ดร.นภัส พันธ์พงษ์เจริญ ร่วมด้วย
นับตั้งแต่ปี 2568 ไทยเบฟได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติให้กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลและการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 103 สถานี ในภาคเหนือ และภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัดของประเทศไทย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า สานต่อโครงการ ‘ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน’ ปีที่ 7 หนุนเกษตรกรไทย พร้อมสมทบทุนเข้าโครงการ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’

25 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง สานต่อโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตลำไยในช่วงฤดูกาล พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อลำไย 573,000 กิโลกรัม จากแหล่งเพาะปลูกสำคัญในภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน และตาก กระจายผลผลิตสู่แม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ

นอกจากการสร้างช่องทางตลาดและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรแล้ว โครงการยังต่อยอดการสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาการจำหน่ายลำไยภายใต้โครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จะร่วมสมทบเงิน 1 บาท จากลำไยทุก 1 กิโลกรัมที่จำหน่ายได้ เข้าสู่โครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” ที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนวัตถุดิบอาหารคุณภาพสำหรับนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร โดยในช่วงปี 2566–2568 ได้สนับสนุนวัตถุดิบอาหารให้แก่โรงเรียนแล้วรวม 333 แห่ง ครอบคลุมนักเรียน 75,848 คน สำหรับปี 2569 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าสนับสนุนมื้ออาหารให้นักเรียนจำนวน 30,000 คน จาก 100 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเยาวชนไทย

การเดินหน้าโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงคุณค่าจาก “ผลผลิตของเกษตรกร” สู่ “มื้ออาหารของเยาวชน” ให้ทุกการจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรไทยมีส่วนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ตอกย้ำแนวทางของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการใช้ศักยภาพของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเป็นกลไกเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และชุมชน เพื่อร่วมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

เริ่มแล้ว !! บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลมื้อค่ำสุดพรีเมี่ยม ที่ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) แนะนำบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม สวรรค์ของคนรักอาหารทะเลที่มีอาหารทะเลนานาชนิดคุณภาพเยี่ยมสดใหม่พร้อมให้บริการเป็นประจำทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ในบรรยากาศสุดหรูหราที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ (Espresso)



เริ่มต้นบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียมด้วยอาหารทะเลนำเข้าสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมสดไอริส (Irish Oyster) หอยนางรม ฟิน เดอ แคลร์ (Fine De Claire Oyster) ไข่ปลาคุณภาพนานาชนิด เช่น อัฟรูกา คาเวียร์ (Avruga Caviar) ไข่ปลาแซลมอน (Salmon Roe) ไข่ปลาลัมพิชสีดำ (Black Lumpfish) และไข่ปลาลัมพิชสีแดง (Red Lumpfish) นอกจากนั้นยังมีอาหารทะเลลวกสุกกำลังพอดีแช่เย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ ขาปูยักษ์สีทอง (Golden King Crab) แคนาเดียนล็อบสเตอร์ (Canadian Lobster) กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Green Mussels) และปูม้านึ่ง



อาหารแนะนำจากมุมบาร์บีคิว (BBQ) ได้แก่ ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว (Marinated Salmon with Dill Crème Sauce) พลาดไม่ได้กับกุ้งลายเสือย่างแคบเปอร์ซอส (Marinated Tiger Prawn Capper Butter Sauce) ส่วนกุ้งแม่น้ำอบสมุนไพรเสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน (Roasted Sri Lanka River Prawn with Thai Herb and Peanut Chiki Sauce) เป็นอาหารพิเศษที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำศรีลังกาขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสมุนไพรสูตรพิเศษที่รับรองว่าจานเดียวไม่เคยพอ ส่วนท่านที่ชื่นชอบเนื้อ แนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร (New Zealand Lamb Chop) และสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมและสมุนไพร (Australian Wagyu Beef Steak) ที่สามารถสั่งย่างให้สุกตามชอบแบบจานต่อจาน



นอกจากนั้นมุมอาหารพิเศษ ยังมีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด และปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการอย่างไม่จำกัด ส่วนมุมอาหารจีนก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง แสนอร่อยที่ใครต่อใครได้ชิมล้วนติดใจให้บริการอย่างไม่จำกัด



ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย ขนมหวานมากมายทั้งขนมไทย ขนมเค้ก และขนมหวานพิเศษที่ทุกคนชื่นชอบอย่างเครปซูเซ็ตต์ (Crepe Suzettes) รับประทานคู่กับ นูเทลล่า สตอร์วเบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน (Chocolate Fountain)หรือช็อคโกแลตฟองดูที่ใช้จุ่มผลไม้สดตามฤดูกาล



เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดที่จะขับกล่อมเสียงเพลงไพเราะระหว่างมื้ออาหารวันศุกร์และวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ถึง 21.30 น.



บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม ให้บริการทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. ที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ราคาท่านละ 2,250++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันพุธ วันพฤหัสบดี และ วันอาทิตย์ และ ราคาท่านละ 2,350++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมให้บริการแบบไม่จำกัดราคาท่านละ 200++ บาท ส่วนบริการ ไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้และน้ำอัดลม ราคาท่านละ 900++ บาท และราคาท่านละ 2,300++ บาท สำหรับการบริการแชมเปญแบบไม่จำกัด



ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ



สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

เปิดมิติใหม่แห่งรสชาติ! ‘EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3’ ค้นพบเสน่ห์อาหารเวียดนามกับไวน์ระดับโลก

25 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

เดินทางมาถึง EP.3 แล้วสำหรับชั้นเรียนการจับคู่อาหารตะวันออกและไวน์ โดย ภารณี จิตรกร นักชิมไวน์ระดับกูรูและกรรมการตัดสินระดับนานาชาติ ครั้งนี้เป็นการจับคู่ไวน์กับอาหารเวียดนาม “EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3: Vietnamese Flavors, Global Wines” ที่จะพาคุณร่วมออกเดินทางจากความสดหอมและซับซ้อนของอาหารเวียดนาม สู่โลกของไวน์ที่หลากหลาย ผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติและไวน์ไม่ควรพลาด

ค่ำคืนดังกล่าวจะได้สัมผัสประสบการณ์การจับคู่รสชาติผ่าน 7 Wine & Food Pairings + Secret Menu & Drink ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อดึงจุดเด่นของอาหารเวียดนามอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความสดใหม่ของสมุนไพร (Fresh Herbs), ความเปรี้ยวอมหวานที่สดชื่น (Bright Acidity), กลิ่นอายความเผ็ดร้อนบางเบา (Delicate Spice) ไปจนถึงความกลมกล่อมซับซ้อน (Rich & Complex Flavors) มาจับคู่กับไวน์สไตล์ต่างๆ เพื่อค้นพบความลงตัวที่คาดไม่ถึง พร้อมเรียนรู้หลักการ Pairing ผ่านประสบการณ์จริง โดย ภารณี จิตรกร จะมาถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังทุกแก้วอย่างเป็นกันเอง

EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3 จะมีขึ้นวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18:30 – 22:30 น. ที่ Thuyen Restaurant (เถวี่ยน) ร้านอาหารเวียดนามตำรับราชสำนัก ในซอยปรีดี พนมยงค์ 37 บัตรราคา 3,289 บาท บาทสุทธิ เปิดรับจำนวนจำกัดเพื่อบรรยากาศที่เป็นกันเอง สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้าน Thuyen Restaurant โทร.092 949 5225 หรือ Facebook: Parani Chitrakorn

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee แห่งใหม่ และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC

25 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN แห่งใหม่ ณ Suria KLCC ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นับเป็นจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์และการบริการแห่งที่สองของแบรนด์ในประเทศมาเลเซีย พร้อมตอกย้ำการขยายตัวของแบรนด์ในตลาดไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง

Ralph’s Coffee ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้าน RALPH LAUREN ภายในศูนย์การค้า Suria KLCC พร้อมต้อนรับทุกคนให้มาดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนในบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ผ่านกาแฟซิกเนเจอร์ที่รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟคุณภาพพรีเมียมจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งนำมาคั่วภายในประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยเครื่องดื่มและของว่างที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเมนูเอ็กซ์คลูซีฟ KLCC Exclusive Mango Cold Foam Fizz ที่พร้อมเติมความสดชื่นให้กับทุกช่วงเวลาของวัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าและของที่ระลึกจาก Ralph’s Coffee ให้เลือกช้อป เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของ RALPH LAUREN

พร้อมกันนี้ RALPH LAUREN ยังขยายพื้นที่ร้านที่ตั้งอยู่ติดกับ Ralph’s Coffee เพื่อนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ครบครันยิ่งขึ้น ผ่านคอลเลกชัน Purple Label สำหรับสุภาพบุรุษที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงคอลเลกชัน Polo Ralph Lauren สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ให้ทุกคนได้ค้นพบไอเทมที่สะท้อนสไตล์และตัวตนของตนเองโดยครั้งนี้ “จิมมี่ จิตรพล” และ “เลิฟ ภัทรานิษฐ์” ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งสำคัญ พร้อมเหล่าคนดังและบุคคลจากหลากหลายวงการที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของโลก Ralph Lauren และเฉลิมฉลองการเปิดตัวช็อปแห่งใหม่ไปด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สะท้อนเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Ralph Lauren

การเปิดตัว Ralph’s Coffee ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ร้านในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายแห่งใหม่สำหรับคนรักแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่สามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง จิบกาแฟแก้วโปรด และใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC หนึ่งในแลนด์มาร์กด้านการช้อปปิ้งชั้นนำของกรุงกัวลาลัมเปอร์

#RalphLauren #RalphLaurenMY

@RalphLauren @PoloRalphLauren