หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ  คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อนุทิน” ร่วมวงเจรจา 3 ฝ่าย “ฮุน มาเนต” และผู้นำตากาล็อกระหว่างร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ โดยนายกฯยืนยัน การเจรจาต้องยืนอยู่บนหลักการโดยรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งยึดประโยชน์ของคนไทย ขอคนไทยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม2569 ที่ทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยก่อนเดินทางนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการคาดหวังในการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ว่า คาดหวังทุกเรื่อง เมื่อไปก็ต้องทําสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

เมื่อถามว่าเป้าหมายที่จะใช้เวทีอาเซียนนี้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างไร นายกฯ ยิ้ม ก่อนระบุว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า แน่นอนว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้นําเพราะความคิดถึง ไปเพื่อทํางานเจรจาหารือ และแถลงจุดยืนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาคมอาเซียนได้รับทราบ ถึงนโยบายและสิ่งที่ประเทศไทยจะทํา”

เมื่อถามว่า การไปประชุมครั้งนี้มีโอกาสจะได้เจอกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไงก็ต้องเจอกัน แต่อาจจะไม่ได้คุยกันแบบทวิภาคีสองต่อสอง ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ อาจจะมีการจัดเวทีเป็นกลุ่มให้คุยกัน ซึ่งตนเข้าใจว่าอาจจะให้บรรยากาศในที่ประชุมอาเซียนเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ต้องกังวล ตนอยู่ในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารสถานการณ์ไทยกัมพูชามาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นนายกฯ หรือก่อนหน้านั้นตั้งแต่ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นตนทราบดีว่า ต้องยืนอยู่บนหลักการ การหารือพูดคุยใด ๆ ก็ตาม ต้องเป็นประโยชน์ และรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งประโยชน์ของคนไทย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

ต่อมา เมื่อเวลา เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยพร้อมคณะ ได้เดินทางถึงเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภารกิจในช่วงค่ำ เวลา 18.00 น. นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการหารือสามฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือสามฝ่าย นายกฯ และภริยา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Special BIMP-EAGA Summit (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area Summit)

“การหารือสามฝ่าย หรือไตรภาคี ไทย – ฟิลิปปินส์ – กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการประชุมในครั้งนี้ ซึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต.ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญคือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กันกลับมาใหม่อีกครั้ง” น.ส.รัชดา ระบุ

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนต่างๆ ด้วย

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม  2อดีตอธิบดีฟ้องม.157  สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก.พ.ค.มีมติ 6 ต่อ 1 ชี้เมื่อปี’68 ภูมิธรรม-ปลัด มท.โยกย้าย 2 อธิบดี ไม่ชอบด้วย ก.ม.เผยใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังจากมอบนโยบาย ไม่ใช่ย้ายเพื่อประโยชน์ต่อราชการ แต่มีวัตถุประสงค์อื่น  ด้านไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้องภูมิธรรม-ปลัด มท.เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวิทย์  สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค.ว่า  จากกรณีเมื่อปี 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้นเสนอรายชื่อให้โยกย้ายนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและนายไชยวัฒน์จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาทั้งสอง ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายดังกล่าว เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งทาง ก.พ.ค.มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาดำเนินการ

ทั้งนี้ ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ต่อนายภูมิธรรม ภายหลังนายภูมิธรรม ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดี ทั้ง 2 กรม ต้องนำนโยบายของ รมว.มหาดไทย ไปดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ก.พ.ค.มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายที่กระทรวงมหาดไทย และวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ให้พ้นจากตำแหน่ง จากนั้น รมว.มหาดไทยเสนอเรื่องต่อ ครม.วันที่ 8กรกฎาคม 2568 และ ครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันแสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้นำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการโดยเฉพาะนายไชยวัฒน์ซึ่งเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จได้ และแม้ว่า รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจแต่ต้องใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายวรวิทย์ กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการ นอกจากนี้แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลักกับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีหน่วยงานในสังกัด มีหน้าที่เพียงตรวจราชการและให้คำแนะนำการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ไม่มีอำนาจสั่งการไม่อาจใช้อำนาจบริหารบังคับบัญชาได้

ประธาน ก.พ.ค.กล่าวต่อว่า กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองมิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใดดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลงและอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งอธิบดี จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่านายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายเกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้นการจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อย 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551และกฎ ก.พ.ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ.2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสอง

ด้านนายไชยวัฒน์เปิดเผยว่า กรณีที่ก.พ.ค.มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องขอบคุณ ก.พ.ค.ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากจะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยขอปรึกษาทีมกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

เมื่อถามว่าการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับนายนฤชา ด้วย นายไชยวัฒน์กล่าวว่า คงต้องปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนายนฤชาถูกคำสั่งลักษณะเดียวกัน ต่อข้อถามว่าการโยกย้ายครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค.ระบุว่าย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากนายภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และพวกตนได้รับนโยบายแต่ยังไม่มีเวลาดำเนินการใดๆ ก็กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องว่าไปตามเหตุตามผล

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

เคาะลงทะเบียน25พ.ค.  43ล้านคนเฮ  ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส'

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เริ่มใช้เดือนมิถุนายน ทูลเกล้าฯพรก.กู้เงิน ปชน.ส่งศาลตีความ อัดยัดไส้-ไม่เร่งด่วน

นายกฯอนุทินเผยลงนามทูลเกล้าฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” จ่อร้องศาลรธน.ตีความ ย้อนคนร้องก็เคยกู้มาก่อนในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” มั่นใจไม่สะดุด ด้าน “ไทยช่วยไทย พลัส” คนไทยรับสิทธิ์ 43 ล้านคน เตรียมเปิดลงทะเบียน25 พฤษภาคมนี้เริ่มใช้จ่ายเฟสแรก1มิ.ย.กับร้านค้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้า 1.5 ล้านแห่งทั่วประเทศสภาเดือด ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้สดปมกู้เงิน ขณะที่มติปชน.ส่งศาลรธน.ตีความ ภายใน 11-12 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณี รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯว่า ตนลงนามทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว

นายกฯเมินฝ่ายค้านส่งศาลฯตีความ

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนพยายามแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการลดความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าเราเป็นผู้แทนประชาชนต้องรักและคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“เรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นคนที่ 8 ที่ผ่านมาน่าจะมีการกู้ในลักษณะนี้มาตลอด แม้กระทั่งกลุ่มที่บอกจะไปยื่นที่ศาลก็กู้จำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่าไทยเข้มแข็ง ผมใช้คำว่าไทยช่วยไทย”นายกฯย้ำ

เมื่อถามว่ามั่นใจจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“รัฐบาลทำตามสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนและดำเนินการตามที่แถลงไว้ทุกประการด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต”

ยันใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไร้โกง

เมื่อถามว่ารูปแบบการกู้ครั้งนี้ต่างจากการกู้แบบเดิมๆหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าของเราใช้เงินสกุลบาทไม่มีการใช้เงินสกุลต่างประเทศและเมื่อมีผลแล้วเงินกู้ทุกบาททุกสตางค์จะส่งไปถึงประชาชนโดยตรงไม่ได้ผ่านโครงการนั้นโครงการนี้ ประชาชนจะได้รับโดยตรงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้สภาพคล่องในระบบมีการหมุนเวียนมากขึ้น

“สิ่งที่ผมยืนยันเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผมๆต้องกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไม่มีรั่วไหล ต้องไม่มีคำว่าโกงและต้องไม่มีคำว่ากระเด็นไปตรงไหน ถ้าจะกระเด็นก็กระเด็นไปที่ประชาชนหรือไม่”นายกฯย้ำ

ลั่นไม่ท้อเจอหลายเรื่องรุมเร้า

เมื่อถามว่าหากมีปัญหาขึ้นมาได้เตรียมแผนสองไว้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ไม่ได้เตรียมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้แปลกใหม่อะไร เมื่อถึงเวลามีความจำเป็นที่เราคิดว่าควรดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการตรงกับนโยบายที่เราแถลงไว้ก็ดำเนินการไป”เมื่อถามว่าการยื่นคำร้องต่อศาลจะทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่เกี่ยวกัน”

เมื่อถามว่านายกฯท้อหรือไม่ที่ช่วงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายๆ เรื่อง นายอนุทิน ตอบว่า”ทําไมต้องท้อ ผมเป็นคนจีน มีเชื้อสายจีน ลูกท้อคือผลไม้มงคล กินทุกวันเกิดเลย”

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ลงทะเบียน25พค.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเปิดเผยรายละเอียดโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”ว่าจะเป็นการรวมโครงการคนละครึ่งเดิมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ 43ล้านคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงินซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.4-1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 2 เฟส ดังนี้เฟสที่ 1 เปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยเริ่มใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.2569 ให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน โดยรัฐช่วยสมทบ 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 700 บาท จากปกติที่ได้รับเดือนละ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องเข้ามาลงทะเบียนรับเข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน โดยกระทรวงการคลังจะมีการตรวจสอบและทบทวนผู้ผ่านเกณฑ์ถือบัตรสวัสดิการอีกครั้ง หลังจากมีการลงทะเบียนล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

เฟส2ดีเดย์จ่ายต่อเนื่องก.ค.

“การทบทวนสิทธิครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนยากจนที่เคยตกหล่นสามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ในขณะเดียวกันก็จะทำการคัดกรองผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการฯแต่ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้นหรือรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ให้ย้ายไปใช้สิทธิในส่วนของคนละครึ่งแทน เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากที่สุด”

เฟสที่ 2 เริ่มใช้จ่ายต่อเนื่องเดือนก.ค.2569โดยผู้เข้าร่วมได้รับเงินสมทบเดือนละ1,000 บาท 2 เดือน โดยในเฟสนี้จะมีการเริ่มใช้ข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเดิมจะยังคงได้รับสิทธิใน2 เดือนแรกไปก่อนระหว่างรอการตรวจสอบ โดยในเฟสที่ 2 ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท อีก 2 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ยังสามารถลงทะเบียนในเฟส2 เพื่อให้รัฐสมทบ 60%และจ่ายเอง 40%

สภาเดือด!ปชน.จี้ถามกู้เงิน4แสนล.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามสด ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทน

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามแรกถึงแผนการใช้เงินที่ระบุว่าจะเยียวยาประชาชนที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ในรายละเอียดพบว่าการใช้เงินกู้จะมี 2 แผ่น คือ แบ่งเป็นแผนละ 2 แสนล้านบาท โดยแผนและวงเงินก้อนแรกเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ในหลักการตนเห็นด้วยมีเงินเพื่อเยียวยาประชาชนกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

ติดใจเทงบหมดหน้าตักใน4เดือน

“แต่ติดใจวงเงิน และการใช้เงิน ซึ่งพบว่า จะใช้ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ คนละครึ่งพลัส กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และอีก 5.2หมื่นล้านบาท เพื่อเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ทั้งนี้ 4 เดือนแรก จะใช้งบประมาณรวม 1.72 แสนล้านบาท เรียกว่ากู้มาจะเทหมดหน้าตัก ภายใน 4 เดือนแจกโครงการคนละครึ่ง 30 ล้านคน นั้นมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบใด วิธีการลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนจริงหรือไม่ แผนการเทหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก แจกแบบสุ่ม คนเดือดร้อนไม่ได้ คนได้อาจไม่ได้นั้นเดือดร้อน รัฐบาลมีแผนเยียวยามีวัตถุประสงค์อะไร” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

แจงรัฐจำเป็นกู้รับมือพิษสงคราม

นายภราดรได้ชี้แจงว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออกพ.ร.ก.เงินกู้เพราะวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งต่อพลังงาน ต้นทุนสินค้า เป็นภาระของประชาชนที่ซื้อสินค้าแพง ขณะที่กำลังซื้อหดตัว เมื่อพิจารณาจากงบประมาณปี 2569พบว่ามีงบกลาง เหลือ 2หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานกรณ์ได้ถ้วนหน้าทั้งหมด ส่วนการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ทั้งนี้ คาดว่ามีเงินเหลือที่โอนได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน

ชี้คนไทยได้รับสิทธิ์43.2ล้านคน

นายภราดรชี้แจงอีกว่าการที่รัฐบาลแบ่งเงินกู้ เป็น 2 ก้อนๆละ 2แสนล้านบาท โดยก้อนแรกจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม แต่ที่ถามว่า 2โครงการหลักที่จะเกิดขึ้นคือโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”แบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 1.โครงการคนละครึ่งพลัสที่วางแผนช่วยเหลือ 30 ล้านสิทธิ ให้ 4 เดือนๆ ละ 1,000 บาท เท่ากับ 1 คนใช้เงิน 4,000 บาทและลงทะเบียนใหม่ และ 2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ถือ 13.2ล้านคน จะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่ใช้ 1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ที่ถามว่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ขอถามตรงๆว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกะทบจากสถานการณ์สงคราม ตนเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดีในส่วนกลุ่มเปราะบางที่ปัจจุบันได้ 13.2ล้านสิทธิ์ รัฐบาลจะขยายเพิ่มอีก 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับ เป็น43.2ล้านคน

เชื่อสงครามยืดเยื้องัดมาตรการเร่งด่วน

“เหตุที่รัฐบาลต้องเทหมดหน้าตักเพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์สงครามจาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสงครามยืดเยื้อระดับกลางไม่จบภายใน 1-2 เดือน อาจจะจบช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องช่วย ช่วง 4 เดือน หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์เกิดขึ้น จึงวางมาตรการเร่งด่วน”นายภราดร กล่าว

ยัดไส้-ไม่เร่งด่วน/ส่อขัดรธน.ม.172

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สอง และให้ข้อสังเกตว่า เป็นภาวะรัฐบาลถังแตก แต่พบว่ามีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาในพ.ร.ก.กู้ด่วน ถ้าไม่ทำตอนนี้กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่ไม่มีรายละเอียด หากจะเปลี่ยนผ่านพลังงานภายในปีเดียว และต้องกู้ในก.ย.70 จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนหรือไม่ หากรอไปอีก 3 เดือน บรรจุในพ.ร.บ.งบประมาณทำได้ ทั้งนี้ควรทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

ปัดสอดไส้โครงการพลังงาน

จากนั้นนายภราดรชี้แจงว่าสำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังได้ประชุม 4หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง ทำรายละเอียดส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาทไว้ โดยมีแผนว่าจะแบ่งกู้ 2ปี โดยปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้ 2 แสนล้านบาท ส่วนพ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขแล้วทั้งหมดจากประมาณการทำให้เห็นชัดว่า 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70%ส่วนเรื่องสอดไส้โครงการพลังงาน วงเงิน2แสนล้านบาท ซึ่งที่บอกว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมองวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศต่อวิกฤติพลังงานแบบไหน เร่งด่วนหรือไม่

“วันนี้ประชาชนบ่นว่าเสียค่าไฟแพง เพราะไฟฟ้าผลิตมาจากฟอสซิล และแก๊สธรรมชาติที่ราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งประเด็นนี้เป็นร่มเดียวกันที่ตั้งใจลดค่าใช้จ่ายประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ในส่วนของพลังงาน ผมเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามาหลังจากที่พ.ร.ก.บังคับใช้และผ่านสภาฯจะตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการเพื่อตอบโจทย์ลดภาระใช้พลังงานจึงเป็นโอกาสของประเทศเปลี่ยนถ่ายพลังงาน”นายภราดร ย้ำ

พร้อมชี้แจงอีกว่าเหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี2570เพราะทำไม่ทัน เนื่องจากวันที่ 1พ.ค.สำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานส่งคำขอแล้ว ทั้งนี้ เมื่อดูในไส้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ขอเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานนั้นมีไม่มากเพราะเวลาจำกัดจึงต้องใช้โอกาสเปลี่ยนถ่ายพลังงานเพื่อความยั่งยืนของพลังงานสะอาด

ซัดรัฐตีเช็คเปล่า-ปชช.ใช้หนี้

น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามที่สามว่ารัฐบาลตีเช็คเปล่า กับประชาชนที่เป็นผู้ใช้หนี้ คิดไปทำไปเพราะยังไม่มีโครงการใดๆอยู่ในแผน2และไม่ได้สะท้อนว่าไม่ทำวันนี้ กระทบมั่นคงเศรษฐกิจอย่างรับไม่ได้ ทั้งนี้ พ.ร.ก.ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อเพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็นพ.ร.ก.ข้ามหัวสภา หากออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาตนไม่ติด แต่ออกให้น้อยกว่า2แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มให้กับโครงการคนละครึ่งมากถึง1.2แสนล้านบาทไม่ต้องออกถึง 2แสนล้านบาท และเก็บกระสุนเพื่อให้ตรงเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย

“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท คิดว่ายังไงมีโอกาสที่สงครามยืดเยื้อ และวิกฤติไม่จบภายใน 4 เดือน แต่กระสุนไม่เหลือให้ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอาจกู้ใหม่ไม่ได้ อาจเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่จะออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินได้ ไม่ใช้เพราะจะชนเพดานกู้เงิน 70% เพราะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ มีแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไรในอนาคต”น.ส.ศิริกัญญา ย้ำ

ยันออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.ม.172

นายภราดร ชี้แจงว่าข้อกล่าวหาเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ได้วางแผนอย่างรอบคอบต่อการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน นอกจากนั้นการใช้เงินก้อนแรก วงเงิน 1.7แสนล้าน ใน 4 เดือน เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชานในช่วงสั้น จำเป็นที่ต้องช่วยประชาชนก่อนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง โดยการใช้เงินก้อนดังกล่าวใน 4 เดือนถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ส่วนแผนการกู้จะกู้เงินในประเทศ ดอกเบี้ย 1.3% เท่านั้น ส่วนแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล จะใช้ตามปกติ คือ ตั้ง 4% ในงบรายจ่ายประจำปี ใช้เงินต้น 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก ทั้งนี้การกู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายฝากไปยังรัฐบาลว่าอย่าเอาการเยียวยาประชานเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นใด หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความและมีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้าง เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ

‘ภรณ์’ย้ำปชป.ร่วมปชน.ส่งตีความ

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ต่อกรณีการร่วมกับพรรคประชาชนเข้าชื่อเพื่อยื่นตีความการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลส่อขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172ว่าวานนี้ (6 พ.ค.)ได้หารือร่วมกันและพรรคประชาชนบอกว่าขอให้นำเข้าที่ประชุมสส.วันนี้(7พ.ค.)ก่อนจากนั้นจะให้คำตอบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สส.เข้าชื่อ100คน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มี 21เสียงดังนั้นการยื่นเรื่องได้หรือไม่ต้องผ่านด่านพรรคประชาชนก่อนโดยทิศทางแล้วเชื่อว่าจะเห็นไปในทางเดียวกันว่าการออกพ.ร.ก.นั้นไม่เข้าเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นพ.ร.ก.ฉวยโอกาส

สวน‘เอกนิติ’วิกฤติแตกต่างกัน

นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลังระบุว่าก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเคยกู้เงินและถูกยื่นตีความเช่นกันว่าในอดีตที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินนั้นเพราะมีวิกฤติที่แตกต่างกัน เช่นปี2541 ที่มีวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2552 มีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และปี 2565 มีวิกฤติโควิด ซึ่งวิกฤติแต่ละครั้งมีสิ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีติดลบ แต่ปัจจุบันแม้มีปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า แต่ยังโตอยู่ และจีดีพีในภาวะสงครามคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แถลงอย่างภาคภูมิใจต่อการจัดอันดับของมูดี้ส์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนนอกจากนั้นแล้วการเก็บภาษียังเป็นปกติ ไม่มีวิกฤติที่เข้าเกณฑ์ต่อการออกพ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการใช้เงิน หรือการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ทุกอย่างมีกติกาและเหตุผล นายกฯบอกว่าต่างคนต่างหน้าที่ ผมอยู่ฝ่ายค้านต้องดูแลประชาชนเช่นกัน เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากประเทศขาดวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เศรษฐกิจล่มสลายได้ จะกลายเป็นเวเนซุเอลา ดังนั้นทุกอย่างที่รัฐบาลทำ ต้องยึดกรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่ใช้เงินเกินควร ทำงบขาดดุลได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเพื่อให้ฐานะการคลังยังมั่นคง” นายกรณ์ กล่าว

มติปชน.ร้องศาลฯตีความพ.ร.ก.

ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นคือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน400,000 ล้านบาท ทั้งๆที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีกพรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป

ย้ำพรรคฝ่ายค้านร่วมลงชื่อได้

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ายินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆมาร่วมลงชื่อด้วยกันตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วยเพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เล็งส่งศาลรธน.จันทร์-อังคารนี้

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯอื่นๆอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

นายกฯฉะฝ่ายค้านอย่าตีตนก่อนไข้

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านออกมาแฉมีบริษัทนอมินีในชื่อ อาม่า กว้านซื้อที่ดินที่จ.ระนองกว่า 500 ไร่ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่มจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรนายกฯหัวเราะในลำคอก่อนกล่าวว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า ช่วยทำให้ทุกอย่างมันคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศให้มากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้และโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้ายืนบนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนมีความขัดแย้งมีการสู้รบหรือมีสงครามเราก็พยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัยเป็นที่สนใจของนานาชาติ พยายามจะเสริมศักยภาพเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป

ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น-ฟังเสียงปชช.

เมื่อถามว่ามีการปั่นกระแสการให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี นายอนุทิน กล่าวว่าพอพูดปั่นกันรัฐบาลไม่ฟัง เสียงปั่นไม่เกี่ยว นี่เรื่องแลนด์บริดจ์การลงทุน

เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการยังไม่เริ่มเลย เราก็ศึกษาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาที่มี นายเอกนิติ นิติทันณ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อผลการศึกษาออกมาเราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันไม่ได้มีอะไรแปลก ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้นยืนยันทุกอย่างอยู่บนผลการศึกษา

เมื่อถามว่า เมื่อผลการศึกษาออกมาแล้วต้องฟังคำแนะนำฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวสวนทันทีว่า “ฟังเสียงประชาชน ผมกำชับใช้คณะกรรมการมีภาคประชาชนอยู่ด้วย นายเอกนิติก็เห็นชอบและจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย”

14จว.ใต้จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์

วันเดียวกัน ทาวเครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรื่อง รัฐบาลต้องทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ดังนี้นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชล และนักวิชาการ ถึงความไม่คุ้มทุนในการก่อสร้างโครงการ ที่มีงานวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่าวิธีการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือคือวิธีการที่ไม่ได้ดึงความสนในผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และยังความเสี่ยงที่ไร้อนาคต อาจจะกลายเป็นการยกผืนแผ่นดินภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ร่วม 100,000 ไร่ ให้กับนายทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนมากกว่า 99 ปี ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย SEC

ขณะที่พลเมืองไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และอีกจำนวนไม่น้อยถูกริดรอนสิทธิ์ด้วยการการประกาศเขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติทับที่ จนไม่สามารถออกถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรม โดยอ้างกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังระดับชาติที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคมานานหลายปี ที่หลายรัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พอกับนายทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ที่ดินของพวกเราจำนวนมากนับแสนไร่ กลับง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ พวกเราเครือข่ายขบวนองค์กรสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดฟังเสียงประชาชน และเสียงของนักวิชาการที่กำลังเสนอให้เห็นถึงความเสี่ยงในโครงการนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและแผ่นดินผืนใหญ่ของภาคใต้ให้กับนายทุนต่างชาตินานนับร้อยปี ด้วยการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และยกเลิกแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ในทันที”

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย  เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ อ้างเรื่องภายในปชน. เรืองไกรยื่นปปช.ฟัน

ปชน.ไม่ตรงปก “เท้ง” อ้างดำเนินการทางวินัย “สส.ภัณฑิล” เซ่นปมปากเสียด่ากราดกำนัน- ผญบ.เอี่ยวยาเสพติด แต่ไม่ขอลงในรายละเอียดอ้างเรื่องภายใน  ขณะที่ “เรืองไกร”กัดไม่ปล่อย ร้อง ป.ป.ช.สอบฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ด้านสภาฯซัดกันเดือดตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญ สส.-สว. ขณะที่“หมอวรงค์”จี้ยกเลิกเอาเปรียบประชาชน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคพิจารณาลงโทษนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ซึ่งอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวพันกับการเสพและค้ายาเสพติดว่าในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรค เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่าเราดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิลเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ตนยืนยันว่าได้ดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงความจริงใจต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

ต่อข้อถามถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็จัดการอยู่

ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายภัณฑิลว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่ โดยคำร้องไม่มีเอกสารแนบ เพราะมีบันทึกการประชุมสภาฯ เป็นพยานหลักฐานแล้ว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช.นำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการตรวจสอบในกรณีนี้ด้วย

ที่รัฐสภา วันเดียวกัน มีการประชุมพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 รวม 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย,นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม, นายประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย, น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว. ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.สำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต  2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือบำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่มากเกินความจำเป็น

“เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม.ถ้าได้เป็นนอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้นอยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุนฯ พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป” นพ.วรงค์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้ สส.และสว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุนฯ จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป แต่ขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนช่วงดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนฯ ให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าสส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

อีกด้านหนึ่ง ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้ายื่นหนังสือถึงรมว.ยุติธรรม เรื่องขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายพิชิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท.มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณมีหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 มีพฤติการณ์อย่างไร

ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่ รพ.ตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้ว กลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม คปท.เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาฯ มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ออกคำสั่ง คือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2.การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจขยายเวลาออกไปทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น

ดังนั้นคณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญ เรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะเลี่ยงประเด็นและลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท.ก็เตรียมยื่นร้องตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรมว.ยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ กำลังจะได้รับการพักโทษ ว่าต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาให้กลับเข้าไปจำคุก จนถึงวันนี้นายทักษิณ ได้จำคุกแล้ว 8 เดือน ถือว่าครบ 2 ใน 3 สามารถได้รับการพักโทษได้ เป็นสิ่งที่นายทักษิณ และคนอื่นๆ ควรได้รับอยู่แล้ว ส่วนตัว ตนโอเคในหลักการ เพราะยึดหลักความถูกต้อง ยึดหลักกฎหมาย เมื่อเขากระทำผิด และรับผิดแล้ว ติดคุกแล้ว เราก็ต้องชื่นชมที่ยอมติดคุก หลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะวางแผนอนาคต

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกฯ และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ครั้งที่ 61 ซึ่งเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้รับการพิจารณาพักโทษ ท่ามกลางคนเสื้อแดง ที่มาคอยให้กำลังใจ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ท่านรู้สึกดีใจเพราะวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะได้รับการพักโทษ โดยทุกคนก็จะมารับ คุณพ่อฝากบอกว่า อยู่มา 241 วันแล้ว และไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ส่วนหากออกมาแล้วคุณพ่ออยากทำอะไร ท่านก็ไม่ได้มีอะไร บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ ก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ สำหรับกรณีมีลุ้นเรื่องไม่ต้องติดกำไล EM สามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้คงให้เป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนกรณีที่ปัจจุบันยังมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ โดยระบุว่าหากได้พักโทษจริง จะร้องเอาผิดคณะกรรมการทั้ง 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ในวันถัดไป (8 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในเดือนกรกฎาคม 2569 การขยายความร่วมมือกับภาคีภายนอกท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับคู่เจรจาใหม่ และการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยได้เสนอแนวคิดการดำเนินการต่อไปสำหรับอาเซียนในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาตามแนวทาง calibrated re-engagement

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 31 การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 38 และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้หารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานและความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน

– 006

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย

ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำตายพุ่ง 200 กก. พ่อค้าโอดเศรษฐกิจซบคนไม่ซื้อ จำใจหั่นราคาเลหลัง กก.ละ 100 หวังต่อลมหายใจ

วันที่ 8 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในเขตพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งว่าเกษตรกรหลายรายกำลังประสบปัญหากุ้งน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายอย่างหนักในระยะนี้

นายไมตรี อายุ 56 ปี เกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัญหาราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ลูกค้ากลับมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งขนาดตัวโตอายุ 5 เดือนที่พร้อมจำหน่ายต้องตกค้างอยู่ในบ่อจำนวนมาก

ซ้ำร้ายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนกุ้งปรับสภาพไม่ทันและน็อคตาย โดยเฉพาะบ่อของลูกสาวนายไมตรีที่น็อคตายไปกว่า 40-50 กก. ในวันเดียว และหากนับรวมความเสียหายก่อนหน้านี้พบว่ามีกุ้งตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 กก.

นายไมตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งหมด ตนจำเป็นต้องนำกุ้งที่เพิ่งเริ่มน็อคตายมา “เลหลังขาย” ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนกุ้งสดที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเร่งจับจำหน่ายในราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยกุ้งรวมขายเพียง กก.ละ 200 บาท และกุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กุ้งน็อคตายง่ายขึ้น คือการขาดแคลนน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากทางเขื่อนลำปาวมีการปิดน้ำเพื่อปรับปรุงคูคลองตามวงรอบปกติ อย่างไรก็ตามเกษตรกรคาดหวังว่าหากมีฝนตกลงมาสม่ำเสมอทำให้อากาศเย็นลง หรือมีการส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองชลประทานอีกครั้ง สถานการณ์การน็อคตายของกุ้งก้ามกรามก็น่าจะเริ่มคลี่คลายลงได้

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“ปิยะรัฐชย์ ”ประกาศกรมปศุสัตว์ 84 ปีพลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบยกระดับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พ.ค.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “84 ปี กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ความทันสมัย ด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี กทม.โดยภายในงานได้มีการนำเสนอการพัฒนา “ระบบ DLD e-Tracking” ในฐานะนวัตกรรมสำคัญที่ต่อยอดแนวคิด “หัวใจดิจิทัล” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถติดตามการเคลื่อนย้ายและตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์แบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี GPS Tracking และ Mobile Application เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของกรมปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า การผ่านราชอาณาจักร การส่งออก และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ ลดการลักลอบเคลื่อนย้าย และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ไทย ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมและบูธบริการประชาชนบริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร อาทิ การผ่าตัดทำหมัน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพ และการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงและสร้างความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์แก่ประชาชน

พร้อมกันนี้ ยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน รวมถึงการจัดนิทรรศการ “84 ปี กรมปศุสัตว์ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เพื่อถ่ายทอดบทบาท ภารกิจ และพัฒนาการสำคัญของกรมปศุสัตว์ในการสนับสนุนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การจัดงานครั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาองค์กรที่มุ่งสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายใน การเฝ้าระวังและควบคุม โรคสัตว์ การพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์

พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยมุ่งยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ เพื่อรองรับการตลาดและการส่งออก รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร อีกทั้ง ยกระดับระบบการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ภายใต้ทิศทางดังกล่าวต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ เดินหน้าปรับกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการยกระดับการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาคปศุสัตว์ไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์กว่า 3.3 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามดังกล่าวจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของตลาดส่งออกในระยะยาว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ มอบโค 25 ตัว ให้แก่เกษตรกร อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและเครือข่ายที่ทำคุณประโยชน์แก่กรมปศุสัตว์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศด้วย และกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงรุก ด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

015

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน 

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย , ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ, ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย 2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น  ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ฝ้า หนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักจะสร้างความกังวลใจอย่างมากหากต้องเผชิญ เป็นเพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทำให้หลายคนต้องหนักใจเมื่อฝ้าเกิดขึ้นบนใบหน้า ทำลายความมั่นใจด้วยความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ต้องใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิดเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยของฝ้า กิฟฟารีน ชวนมาทำความเข้าใจฝ้า สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และมีวิธีป้องกันฝ้าอย่างไร เพื่อทวงคืนผิวสวยให้กลับมาอีกครั้ง

ฝ้า ไม่ได้เกิดแค่บนผิวเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลมาจากภายในด้วย โดย ‘ฝ้า’ เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง ทำให้บางบริเวณมีสีเข้มกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม จมูก หน้าผาก คาง โดยมีลักษณะเป็นปื้น เป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลอ่อนไปถึงเข้ม ซึ่งมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลทำให้เกิดฝ้าได้ ทั้ง  แสงแดด UV ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ความร้อนหรือแสงบางประเภท เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ  การอักเสบของผิว เช่น สิว การแพ้ หรือการระคายเคือง อายุและการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง พบได้ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ขึ้นไป  ปัจจัยจากฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด รวมทั้ง พันธุกรรม ที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดฝ้าได้ง่าย

 ฝ้า แบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งเกิดจากสาเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น  ฝ้าตื้น มีลักษณะสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด อยู่บนชั้นหนังกำพร้า, ฝ้าลึก มีลักษณะสีน้ำตาลอมเทา ขอบไม่ชัด อยู่ในชั้นหนังแท้,  ฝ้าผสม มีลักษณะเป็นทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกในบริเวณเดียวกัน,  ฝ้าแดด เกิดจากผิวถูกกระตุ้นจากแสงแดด UV สะสมเป็นเวลานาน  มีลักษณะเป็นปื้นหรือจุดสีน้ำตาลบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม  หรือ หน้าผาก, ฝ้าเลือด มีลักษณะเป็นปื้นน้ำตาลแดง  หรือ อมชมพู เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง เมื่อเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวผิดปกติ จากการโดนแดดเป็นเวลานาน หรือฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเป็นฝ้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวลใจหลายด้าน ทั้งกลัวว่าฝ้าจะขยายวงกว้างมากขึ้น มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่งหน้าปกปิดยาก โดยปัจจุบันพบว่ามีหลายวิธีในการรักษา โดยต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา ไปพร้อมกับการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้  ทั้งควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัด ทาครีมกันแดด ใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและความร้อน โดยอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยดูแลปัญหาผิวจากฝ้าได้ด้วยการบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้า

กิฟฟารีน (Giffarine) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “กิฟฟารีน เมลาโปร” (Giffarine MelaPro) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลใจเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ เสมือนใส่ Filter ให้ผิว ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ผสาน 2 สารสกัดระดับโลก นำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีงานวิจัยรองรับอย่าง Pycnogenol ® และ Oli-OlaTM โดยกิฟฟารีนเป็นแบรนด์แรกในไทยที่ใช้ Pycnogenol ® ร่วมกับ Oli-OlaTM ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ  

สำหรับ Pycnogenol ® เป็นสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องผิว แต่ครอบคลุมสุขภาพโดยรวมทั้ง ดวงตา ข้อ หัวใจและหลอดเลือด ความจำและสมอง ระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผู้หญิง ส่วน Oli-OlaTM เป็นสารสกัดจากมะกอก หนึ่งเดียวที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้า โดยแหล่งปลูกมะกอกมาจากทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตมะกอกคุณภาพสูง

เพื่อให้ผิวสวยระดับ World Class คลายความกังวลทั้งฝ้าเก่ และฝ้าใหม่  ด้วย “Giffarine MelaPro” ผสานสารสกัดทั้ง 2  ชนิด ที่ช่วยดูแลฝ้าแบบ Multi-Mechanistic  และบาลานซ์ความเข้มของเม็ดสี  นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว  เพื่อการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน