ศุภชัย จี้ กกต. แจงปมสำนวนฮั้ว สว. ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย ตรวจสอบรั่วไหลเอกสาร-ดำเนินตาม กม.

16 กันยายน 2569 เวลา 19:19 น.

ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย! ‘ศุภชัย’ ไล่บี้ ‘กกต.’ แจงปม ‘สำนวนฮั้ว สว.’ ตรวจสอบการรั่วไหลของเอกสาร-ดำเนินการตามกฎหมาย แนะยึดพยานหลักฐาน-กม. อย่าหวั่นไหวตามกระแสสังคม

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อ 16.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงตอนหนึ่งว่า วันนี้มีการปรากฏเป็นข่าวว่าในขณะที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของกกต. ชุดที่ 26 สอบสวนฝ่ายสีน้ำเงินมา 2 ปี ปรากฏว่ามีอีก 3 สำนวนที่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เสร็จคือ สว. กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และสว. กลุ่มสีส้ม ตนไม่เรียกว่าเป็นระบอบสีส้มหรือไม่ ทำไมวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชื่องช้า ซึ่งเป็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้ว่าวันนี้ถึงไหน สิ่งที่ตนต้องการคือกกต.ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน โดยเอกสารในสำนวนที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ตนไม่ทราบว่ากกต. นั่งดูเขานำสำนวนที่อยู่ในมือ แล้วท่านเฉยเมย แม้จะบอกว่าไปแจ้งกองปราบแล้ว ท่านแจ้งแค่นั้นแต่ไม่บอกประชาชนว่า กำลังดำเนินการใดอยู่ ท่านนิ่งเงียบนิ่งเฉย จนน่ากลัวว่าท่านไม่ให้ความสนใจ ท่านนำความลับของท่านไปเผยแพร่ ท่านไม่รู้สึก ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาวเลยหรือ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน เขามาหยามท่านทุกวัน ท่านก็ไม่รู้สึกอะไร เกิดอะไรขึ้นกับกกต.

”วันนี้ปัญหาอยู่ที่คนนำมาเปิดนี่นิดนี่หน่อย เลือกเฉพาะบางหน้า บางคำให้การ และบางประโยค เพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่นำมาเปิด ประชาชนไม่ได้เห็นสำนวนครบถ้วน ในที่สุดสำนวนนั้นก็หลอกคนครึ่งประเทศ ตั้งแต่ยุวชนจนถึงผู้อาวุโสของประเทศ ลงชื่อเรียกร้องให้กกต. ทำเช่นนั้นเช่นนี้ เพราะเชื่อสำนวนที่หลุดมา โดยไม่ฟังความจริงว่าสำนวนนี้แท้จริงเป็นอย่างไร ท่านไม่ออกมาเลย นิ่งเฉย นี่คือสิ่งที่ผมอยากตำหนิกกต. และกกต. ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วันนี้คนทั้งประเทศเขาเชื่อสำนวนแล้ว จากการที่จากการที่เปิดบางประการเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง“ นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า วันนี้จึงอยากให้ท่านตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และรีบดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนนั้นมาเปิดเผย ที่ตนพูดมาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับกกต. ไม่ได้ต้องการที่จะปกป้องบุคคลใด หรือคนจากพรรคการเมืองใด ตนพูดตลอดว่าถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด และจุดยืนตนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนออกมาปกป้องกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรครวม 8 คน เพราะตนมั่นใจว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด ขอบคุณกกต. ทั้ง 7 คน ที่ได้ไปพิจารณาชั่งน้ำหนัก และลงมติไม่ดำเนินคดี และคิดว่าหากพยานหลักฐานไปไม่ถึงก็ต้องได้รับความเป็นธรรม ฉะนั้น จึงขอฝาก กกต. 5 ประการ ดังนี้ 1. ท่านต้องชี้แจงองค์ประกอบ ที่มา กระบวนการ การทำงาน ของคณะอนุชุดที่ 26 ให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อสงสัยที่ปรากฏต่อสาธารณะ 2. กำหนดและเปิดเผยหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการรับและใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชัดว่ามีการประสานข้อมูลและอะไรคือ กระบวนการไต่สวนที่กกต. ดำเนินการเอง

นายศุภชัย กล่าวว่า 3. ชี้แจงสถานะของสำนวนอื่นที่มี ลักษณะเดียวกันใน 3 คดีที่ตนกล่าวข้างต้น ว่าท่านทำไปถึงไหนอย่างไรทำไมจึงช้าอยู่ในมืออนุชุดที่ 26 ทำไมไม่ทำให้เสร็จสักที และชื่อที่ทำก่อนหน้านี้เป็นชื่อสีน้ำเงินทั้งนั้น แต่ชื่ออื่นๆที่มีหลักฐานชัดเจนหมด พูดตรงๆ คือท่านกล่าวหาว่าสีน้ำเงินฮั้ว แต่สีอื่นก็มีลักษณะฮั้วเช่นกัน หากบอกว่าสีน้ำเงินโกง ท่านก็โกงเช่นเดียวกัน 4. ท่านต้องตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง หากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดนำเอกสารที่ไม่ควรเปิดเผย ออกไป ท่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่เลือกฝ่าย และ 5. เมื่อพิจารณาคดีใดแล้ว อยากขอให้กกต. ยึดหลักว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ท่านก็ควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ด่วนสรุปจากสังคม เพราะกฎหมายให้อำนาจท่านอย่างเต็มที่ ไม่ให้ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าท่านเชื่อท่านก็ฟ้อง ท่านไม่เชื่อ ท่านก็ยกคำร้อง คดีฮั้วสว. คงต้องดำเนินการต่อในกระบวนการของศาล สำหรับผู้ที่กกต. มีมติดำเนินการ ดังนั้น ผมอยากบอกว่า วันนี้ไม่ใช่การที่จะประกาศว่าใครชนะและไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายใดจะประกาศว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดเด็ดขาด ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ยังมีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการที่จะต่อสู้และมีสิทธิ์ตามกระบวนการ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจ สิ่งที่สภาฯ ควรทำคือพวกเราต้องใช้กรณีนี้เป็นบทเรียน เพื่อทำให้ระบบตรวจสอบของประเทศแข็งแรงขึ้น กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ฉะนั้น ต้องมีมาตรฐานสูง เพราะคำวินิจฉัยของกกต. ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่กระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ที่มีระบบเลือกตั้งทั้งระบบ และขอส่งท้ายว่าขอให้ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ขอให้ยุติหรือไม่ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานไม่ถึงมาตรฐานของกฎหมาย ขอให้ยึดหลักกฎหมายมากกว่ากระแสสังคม และขอให้รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” นายศุภชัย กล่าว

ชวน กรีด กกต.ชุดนี้ ถูกครหาแทรกแซงการเมืองมากสุด ชี้ปมฮั้ว สว. คนวางแผนชื่อเหมือนใน ครม.ชุดปัจจุบัน

16 กันยายน 2569 เวลา 18:35 น.

’ชวน‘ ชี้ตั้งแต่ผ่านระบบเลือกตั้งมา ‘กกต.’ ชุดนี้ถูกครหา ’การเมืองแทรกแซง‘ มากที่สุด ฝากยึดมั่นความถูกต้อง ชอบธรรม อย่าเกรงใจใคร กรีดเจ็บ ’อนุทิน‘ มาเป็นนายกฯปี68 อาจไม่เกี่ยว ’ฮั้ว สว.ปี67‘ แต่คนวางแผน‘ชื่อนามสกุล’เหมือนใน ‘ครม.’ ชุดปัจจุบัน

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 16.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สิ่งแรกขออ้างอิงเอารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)สำหรับผลรายงาน 2567 ในหน้าหนึ่ง คือพระบรมราโชวาทที่กกต.ให้ความสำคัญนำมาลงเป็นหน้าหนึ่ง ระบุว่า หน้าที่ของข้าราชการทุกฝ่ายนั้นอาจแบ่งได้เป็นสองส่วนส่วนหนึ่งคือการปฏิบัติงานตามวาระรับผิดชอบของตนให้สำเร็จผลอย่างมีประสิทธิภาพอีก ส่วนคือการร่วมกับชาวไทยทุกคนในอันที่จะจันลงรักษาความดีงามในชาติบ้านเมือง จึงขอให้ข้าราชการทุกฝ่ายตั้งใจค้นขวายปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์” นี่เป็นหนังสือจากพระที่นั่งอัมพรสถานในวันที่ 15 มีนาคม 2527 เป็นข้อความเดิมที่ข้าราชการ ทุกฝ่ายก็จะนำมาใช้

นายชวน กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อจากที่ตนได้นำพระบรมราโชวาทมาอ้างคือ กกต. ได้ทำหน้าที่สำเร็จคือทำหน้าที่ให้การเมืองตั้งเสร็จ แต่ไม่มีมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจะรักษาความดีงามในชาติบ้านเมืองได้ เพราะคนผิดลอยนวล อย่างไรก็ตาม ตนผ่านระบบการเลือกตั้งตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง มาจนถึง กกต.เกิดขึ้น ต้องบอกว่ากกต.ชุดต่างๆจนมาถึงกกต.ชุดนี้เป็นชุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด กกต.ชุดปัจจุบันมีข้อครหาในเรื่องของที่มาว่ามีการเมืองเข้าไปแทรกแซงเข้าไปมีส่วนในการกำหนดตัวบุคคล ตนเคยเป็นกรรมการสรรหาเหมือนกับพวกเรา ที่มีตำแหน่งเป็นประธานสภาหรือเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในยุคปัจจุบันการเมืองเข้าไปแทรกแซงมากจนทำให้ทุกคนที่อยู่ในองค์กรรวมทั้งกกต.มีปัญหา ไม่ได้พูดว่าคนเราไม่ดีและคนเหล่านั้นไม่เก่ง แต่เมื่อมาในระบบเป็นหนี้บุญคุณ หนีไม่พ้นวัฒนธรรมคนไทยที่ตอบแทนบุญคุณกันและการตอบแทนบุญคุณนั้น ก็บางเรื่องก็ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี เรื่องดีกลายเป็นร้ายเรื่องผิดกลายเป็นถูก ทำให้ถูกกลายเป็นผิด ตนถึงได้ย้ำเรื่องนี้

“ผมจึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการกกต. นายแสวง บุญมีก่อนการเลือกตั้งว่าในฐานะนายแสวงเป็นเลขาคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนให้สถาบันนี้ปฏิบัติที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดความสุจริตที่ยงธรรม พูดง่ายๆคือขอให้ท่านทำให้ ให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมอย่าให้มี อย่าให้มีการทุจริตอย่าให้มีการทำให้เสื่อมเสียต่อกระบวนการหน้าที่ของกกต. ซึ่งก่อนหน้าหน้านั้นผมได้ทำหนังสือถึงประธานกกต. ซึ่งท่านก็ตอบแต่นายแสวงส่งไปปีก่อนแล้วยังไม่ตอบเลย วันนี้ก็ทวงจดหมายด้วย เป็นจดหมายที่ผม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายราชิต สุดพุ่ม นายสรรเพชญ บุญญามณี ทำไปถึงท่านวันที่ 25 มีนาคม 2568 นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือส่งประธานกกต.ด้วย ท่านปัจจุบันด้วยเพราะเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความดีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อยเมื่อเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องอย่างน้อยก็คงได้ทบทวน และยังได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วย” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวด้วยว่า เชื่อว่ากกต. ฝ่ายเดียวทำงานไม่สำเร็จจึงขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้วางตัวให้เป็นกลางผลก็คืออธิบดีโทรศัพท์ไปหารองผู้ว่าบางจังหวัดเพื่อให้ช่วยเลือกพรรคสีน้ำเงิน ตนได้ทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้สั่งตำรวจทั่วประเทศวางตัวให้เป็นกลาง แต่ทุกอย่างไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต่างก็พึงใจให้การเมืองเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร มาถึงวันนี้ต้องบอกว่า กกต.เป็นหน่วยงานที่ยังคงดำรงอยู่แม้เราจะรู้สึกขัดข้องใจกับบทบาทของบทบาทกกต. บางท่านก็ตามแต่จำนวนเจ้าหน้าที่ 3,000 คนกับงบประมาณปีนี้จำนวน 2,700 ล้านบาท เป็นภาษีชาวบ้านที่เราหวังให้ที่เราปฏิบัติหน้าที่ แต่ได้ยินเจ้าหน้าที่กกต. ปรารภด้วยความห่วงใย บทบาทกกต. ตนรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนดีเขาห่วงใยว่าถ้ากกต. เป็นอย่างนี้ พวกเขาซึ่งเป็นข้าราชการประจำจะเสื่อมเสียไม่ได้รับความนับถือเพราะการเลือกตั้งก็ล้มเหลวทำเสร็จ แต่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงอยากฝากเลขาธิการ กกต. ช่วยให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับทั่วประเทศที่เรามีอยู่กระจาย 3,000 คนขณะนี้ ให้ยึดมั่นในความถูกต้องอย่าไปเกรงใจจะทำให้ไม่สามารถทำอะไรตรงไปตรงมาได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง

นายชวน กล่าวว่า อีกส่วนอะไรที่เป็นความจริงก็ต้องยึดความจริง ตนได้ยินสมาชิกพูดกันว่าเราอย่าไปใส่ร้ายป้ายสีกัน ตนเห็นด้วย นายอนุทินชาญวีรกูล เป็นนายกเมื่อปี 2568 กรณี ฮั้ว สว.เกิด ปี 2567 มันคนละตอนกัน ฉะนั้นจะพูดว่านายกฯใช้ตำแหน่งนายกฯโกง โกงเลือกตั้งวุฒิสมาชิก คงจะไม่จริง แต่คนที่ทำเรื่องนี้วางแผนเรื่องนี้ทุจริตการเลือกตั้งสว.เมื่อปี 67 ชื่อนามสกุลเหมือนกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเพ่งเล็งรัฐบาลชุดนี้ แต่ความจริงเกิดก่อนรัฐบาลชุดนี้ หลายเรื่องเราอยากปฏิเสธ ยิ่งปฏิเสธจะโดน 2ข้อหา อย่างที่บอกว่าพูดเรื่องนี้มันไม่จบ มันขึ้นศาลและศาลเป็นที่พึ่งให้ความจริงแก่สังคมวันนั้นถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามันเป็นจริงอย่างที่มีการกล่าวหาคนที่ปฏิเสธวันนี้ก็กลายเป็นคนที่โกหก2 ข้อหาทำผิดแล้วยังให้การเท็จ เพราะฉะนั้นอะไรที่จริงถ้าท่านไม่อยากให้มีใครว่า ก็อย่าไปทำแต่เมื่อทำไปแล้วทางออกที่ดีที่สุดก็คือยึดความจริงเป็นหลัก ซึ่งศาลจะเป็นที่พึ่งเรา

“สุดท้ายเราหวังว่ากกต. ยังอยู่ และยังคงเป็นหน้าที่หลักในดูแลระบอบประชาธิปไตยให้สุจริตและเที่ยงธรรม สิ่งนี้อยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่ตัวกฎหมายเป็นสาระสำคัญมากนักตัวบุคคลหากกกต. ได้ยึดมั่น ความชอบธรรม ถูกต้องตามเงื่อนไขของคุณสมบัติคือซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ การโกงทุจริตวุฒิสมาชิกจะไม่เกิดขึ้น” นายชวน กล่าว

‘บุญรวี’ ชี้คดีฮั้ว สว. ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ศาล อย่าเล่นเกมปั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล

16 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมใจไทย ชี้คดีฮั้ว สว. ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ศาล อย่าเล่นเกมปั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายบุญรวี ยมจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมใจไทย ได้กล่าวอภิปรายในการประชุมสภาผู้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ชุดที่ 1 ครั้งที่ 9 เพื่อปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 24 เกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง สว. ว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่ชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง และผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นครอบครองโลก ประกอบกับสื่ออยู่ในความครอบครองของอีฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสามารถปั่นข่าวนี้ได้ในสื่อโซเซียลมีเดีย จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล ประชาถามว่า จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่อีกแล้วหรือ เพิ่งทำงานมาได้เพียง 6 เดือน เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ฟังไม่เข้าใจ รับแต่ข่าวสารที่ออกมาถล่มรัฐบาลอย่างมากมาย

นายบุญรวี กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือองค์กรอิสระที่มีการตัดสิน มีการวินิจฉัยมาแล้ว แทบไม่มีความหมายเลย อยากถามว่า หากเป็นเช่นนี้แล้ว บ้านนี้จะอยู่กันอย่างไร ทั้งที่เรื่องนี้ ต้องไปสู่ที่ศาล ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่า ใครผิดใครถูก ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 โดยเป็นคดีหมายเลขดำที่ รตสว. 10/2569 ซึ่งมี นายอัครวัฒน์ พงษ์ธนาชลิตกุล เป็นผู้ร้อง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวกรวม 3 คน ในฐานะผู้คัดค้าน ล่าสุดศาลฎีกาได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้แล้ว โดยจะมีขึ้นในวันที่ 27 ต.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ฉะนั้น เราต้องฟังศาล ถ้าจะมาเถียงกันแบบนี้ เอาความกัน ตอบแทนบุญคุณกัน หรือลงโทษกัน ให้ไปรอวันพิพากษา

“ในมุมมองของตนเอง อยากให้เอาเวลาที่หมดไปกับเรื่องคดี สว. มาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่วันนี้บอกเลยว่า อยู่สภาพที่หนักหนาสาหัสมาก โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ถึงขั้นไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ รวมถึงปัญหาอื่นที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการถูกแย่งอาชีพ รวมถึงกรณีกลุ่มทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ และการปล่อยน้ำเสียและขยะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนในชุมชน”นายบุญรวี กล่าว

ภราดร ตั้งคำถาม กกต. ปมฮั้ว สว. เคยเช็คเนื้อในหรือไม่ว่ามีขบวนการ ขู่พยาน ยัดสำนวน หวังยุบพรรค ภท.

16 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

’ภราดร‘ งัดไม้เด็ดโต้ฮั้ว สว.! ตั้ง2คำถามคาใจตัวโตๆถึง ’กกต.‘ เคยเช็คเนื้อในหรือไม่ว่ามีขบวนการ ’ขู่พยาน‘ สร้างภาพจ้องดึง ‘กก.บห.’ เอี่ยวหวังใส่ร้ายป้ายสีตั้งธงยุบ ’พรรคภูมิใจไทย‘ แฉเบื้องหลังพัวพัน ’ผู้สมัครสอบตกเมืองปากน้ำ‘ จบ ’นายร้อย‘ รุ่นเดียวผู้มีอำนาจรายหนึ่งในขณะนั้น กังขา ’ปั้นโพย‘ ทำขึ้นหลังได้ ’200สภาสูง‘ ลั่นทนมา2ปีที่ถูกกล่าวหาให้ความเป็นธรรมพวกผมแค่ไหน

วันที่ 16 กันายน 2569 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ตนฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่ช่วงเช้าที่มีคำถามถึง กกต. โชว์ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ในรื่องการเลือกตั้งสว.ปี2567 หลายคนวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของกกต.เมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมา ตนก็มีคำถามใหญ่ๆ2ประเด็นถามถึงกกต. 1.มีสมาชิกได้พูดโน้มน้าวให้สังคมเชื่อมา2ปีแล้ว บางคน บางพรรคเพิ่งจะมารู้สึกเมื่อ2เดือนที่แล้ว แต่พวกตนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ถูกล่าวหาเรื่องนี้มาถึง2ปีแล้วว่าเข้าไปร่วมกระบวนการฮั้ววงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และพาดพิงว่าการฮั้วเกิดจากพรรคตน โดยมีกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดอยู่ในกระบวนการ กกต.เชื่อหรือไม่ว่ากระบวนการนี้มีจริง เพราะตนสงสัย ที่กกต.ลงมติเมื่อวันที่14ก.ย. หากกกต.ทั้ง7คนเชื่อตามสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ว่ามันมีกระบวนการฮั้วอยู่จริง ทำไมการลงมติของกกต.7คนที่แยกเป็น7ข้อกล่าวหา ไม่มีการลงมติแบบก้อนใหญ่ ไม่มีการลงมติว่ามันมีกระบวนการฮั้วหรือไม่ มีแต่ลงมติเป็นรายบุคคลจากการสอบรายบุคคลเพราะเหตุใด นั่นหมายความว่ากกต.ทั้ง 7 คนไม่เชื่อว่ามีกระบวนการฮั้ว

นายภราดร กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่3ก.พ.2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้แจ้งไปยังกกต.ว่าคดีฮั้วสว.มีมูลให้กกต.นำไปดำเนินการ แต่กกต.ไม่รับ เพราะคดีนี้เป็นคดีเลือกตั้ง ไม่ใช่หน้าที่ดีเอสไอ แต่ดีเอสไอไปประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษตั้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ฟอกเงิน เพื่อลากมาเป็นคดีพิเศษให้ได้ในวันที่6มี.ค.68 ขอถามว่าดีเอสไอใช้อำนาจอะไรในการทำคดีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง ต้นทางที่มาชอบหรือไม่ นอกจากนี้การตั้งคณะอนุฯไต่สวนชุดที่26 ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ทั้งที่25ชุดก่อนหน้านี้ของกกต.มีอยู่แล้ว ก็ดำเนินการไป ซ้ำยังไปดึงดีเอสไอเข้ามาอยุ่ในคณะอนุฯชุดที่26 จำนวน3คน ซึ่งเป็น3คนที่เคยส่งเรื่องให้กกต.เมื่อวันที่3ก.พ.68 แล้วกกต.ไม่รับ ก็พยายามที่จะเอาสำนวนที่ไม่ชอบเขามายัดไว้ในคณะอนุฯชุดที่26 เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ามันมีกระบวนการฮั้ว สว.

“กรณีที่มีพยาน1ปากกลับคำให้การในชั้นการสอบพยาน ทำไมเขาถึงกลับคำให้การ เพราะมีเข้าหน้าที่ดีเอสไอไปข่มขู่เขาว่าเป็น1ในผู้ถูกกล่าวหา หากไม่ให้ความร่วมมือกับ กกต. หรือดีเอสไอ จะต้องได้รับโทษ แล้วก็ไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้นไปให้การแบบหนึ่งแบบใดที่เป็นการใส่ร้ายพวกผม ท่านสังเกตหรือไม่ว่าทำไมมีการกล่าวหาเฉพาะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะจุดประสงค์ต้องการให้พรรคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปลายทางสุดท้ายคือนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย ผมต้องถามดังๆไปที่กกต. ว่าท่านเคยสังเกตกระบวนการแบบนี้หรือไม่ ว่ามันมีกระบวนการพยายามใส่ร้าย ป้ายสีพวกผม” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวด้วยว่า พยานที่กลับคำให้การคนดังกล่าวมีชื่อว่านายเอกรินทร์ ดอนดง เป็นหน้าห้องของผู้สมัครสว.จังหวัดสมุทรปราการรายหนึ่ง ที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เคยเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้สมัครสว. แล้วสอบตก สุดท้ายเป็นผู้ร้อง ตนสงสัยว่าเอาลูกน้องตัวเองมาสอบสวน แล้วบังคับขู่เข็ญให้พยานให้การอย่างที่ตัวเองต้องการให้เห็นภาพ สร้างภาพปีศาจว่ามันมีกระบวนการ สว.คนดังกล่าวที่สอบตก เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นเดียวกับผู้มีอำนาจท่านหนึ่งในขณะนั้น มันเป็นกระบวนการที่ตั้งใจใส่ร้ายพวกตน แล้วมีธงว่าจะต้องยุบพรรคภูมิใจไทยให้ได้หรือไม่ ส่วนคำถามประเด็นที่2.เรื่องโพย กกต.เคยสงสัยหรือไม่ว่าโพยนี้มันถูกส่งให้ถึงมือตอนเลือกตั้งสว.เสร็จแล้วทั้ง200คน กกต.เคยดูหรือไม่ว่าโพยนี้เป็นของจริงหรือปลอม กกต.มั่นใจได้อย่างไรว่าโพยนี้เกิดขึ้นในสนามเลือกตั้ง เพราะผู้ร้องที่นำไปยื่นก็บอกว่าเก็บได้ในห้องน้ำ บนพื้น หน้าที่ประชุม ตนสงสัยได้หรือไม่ว่าโพยนี้ทำขึ้นมาหลังจากที่ได้สว.ทั้ง200คนแล้วค่อยมาใส่เลขกันทีหลัง ใส่เข้าไปให้เหมือนๆกันสัก40-50โพยมันก็เป็นพยานหลักฐานที่ทำให้ท่านเชื่อได้ว่า แล้วกกต.สงสัยหรือไม่ ตนทนมา2ปีในฐานะผู้ถูกกล่าวหา กกต.ให้ความเป็นธรรมกับพวกตนแค่ไหน

เดือดต่อเนื่อง! ปชน.ขยี้คนภท.เอี่ยวฮั้ว สว. ข้องใจ กกต.ตัดตอน ภูมิใจไทยระดมประท้วงแหลก

16 กันยายน 2569 เวลา 16:19 น.

’พรรคส้ม‘ ขยี้ไม่ยั้งปม ‘จนท.ภท.’ เอี่ยว ‘ฮั้ว สว.’ ข้องใจ ‘กกต.’ ไม่ฟ้อง-ตัดตอน ‘กก.บห.’ แฉข้อมูล ‘สว.เลย’ โยงเครือข่ายสส. ด้าน ‘ผู้แทนภูมิใจไทย‘ ระดมประท้วงแหลกจนกินเวลานาน บรรยากาศสุดวุ่น ขณะที่ ’พลพีร์‘ ทนไม่ไหวลุกซัดกลับ หยันแสบพูดไปก็ไม่ชนะเลือกตั้ง

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่าถึงคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. วินิจฉัยสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 77 คน ตอนหนึ่งว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตต่อการตัดตอนบุคคลที่เชื่อมโยงใกล้ชิดกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เช่น นางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่พบว่าได้โทรศัพท์ไปยัง สว. จำนวน 19 คน รวม 62 ครั้งในช่วงที่มีการเลือก สว. ทั้งนี้นางรัตนาไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.เท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทยที่ทำหน้าที่ในส่วนกลาง โดยมีภาพถ่ายและการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คยืนยันว่าอยู่ในพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของนายชยพล ที่ระบุถึงนางรัตนานั้น มีสส.พรรคภูมิใจไทยหลายได้ลุกประท้วง เพราะมองว่าพาดพิงถึงบุคคลที่สาม และพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับรายงานของ กกต. ที่สภาฯต้องพิจารณา จนกินเวลาอภิปรายนานนับชั่วโมง ทำให้นายชยพล ตัดพ้อตอนหนึ่งว่า “กรณีคนนี้ต้องมีความสำคัญมากถึงต้องลุกประท้วงมากขนาดนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ที่มาเข้าร่วมประชุม ได้ลุกขึ้นประท้วง ตอนหนึ่งว่า การตัดสิน สว. จะดำเนินคดีใคร หรือไม่ดำเนินคดีใคร กระบวนการจบแล้ว ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ที่เดินประท้วงยังไม่พออีกหรอ เพราะข้อมูลเดียวกัน กรณีที่นำรูปถ่ายเจ้าหน้าที่ในพรรคตนมาจงใจผลักความไม่ดี ความผิดปกติมาที่พรรคของตน ทั้งนี้ตนไม่ว่า ที่เรียกว่าพวกตนเป็นลูกเทพ ทำอะไรผิดหมด เข้ารับตำแหน่งยังบอกผิด ท่านเป็นลูกเทวดา พูดอะไรไม่ผิดสักอย่าง

“อะไรที่ทำให้ท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่อง ความรู้ความสามารถหากมีเยอะ หากเป็นบัญชีรายชื่อ ออกไปเป็น กกต. ไปตัดสิน ผมถามจริงวันนี้ที่พูดถาม กกต. ว่าพรรคไหนได้เงินบริจาคเยอะสุด ใช้เงินทำอะไร รายงานเป็นอย่างไร แต่ท่านพูดเรื่องอื่นมีประโยชน์อะไร พวกผมไม่อยากขึ้นประท้วง เพื่อนสมาชิกคนไหนผิด กกต.มีเวลาส่งศาล ก็ไปศาลกัน เหมือนพวกท่าน ที่รอขึ้นศาลเหมือนพวกผม ถ้าผิดกันหมดไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านในคุก แต่วันนี้พูดพวกนี้เพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ วันนี้มาขอพยานหลักฐานเพิ่ม กกต. ก็ตอบไม่ได้ แล้วจะดันไปตรงไหน ท่านเอาภาพพรรคผมขึ้น ผมต้องรักษาบ้านของผม สิ่งที่ท่านทำ หลักฐานที่มี หรือใครสอดให้หน้าประตู ไม่ได้ทำให้พวกท่านชนะเลือกตั้ง พวกผมชนะ ต้องจำไว้ เพราะเรื่องนี้ทำมากี่ปีแล้ว” นายพลพีร์ อภิปราย

ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวตอบโต้ว่า ที่บอกไม่อยากประท้วง แต่ขึ้นมาเป็นสิบ ตนอยากรู้หากอยากประท้วง หน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนที่บอกว่าหากพวกตนขึ้นศาล พวกท่านจะขึ้นศาลด้วย ต้องบอกว่าเป็นปัญหา และมีสิ่งที่กังวลใจคือ เรื่องของพวกท่านไปไม่ถึงศาล และเกิดขึ้นแล้วตามมติ กกต. เมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้การเลือกสว. เกิดขึ้นมา 2 ปี แต่พลิก เมื่อ 14 กันยายน ที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของนายชยพล ยังอภิปรายเปิดประเด็นถึง สว.จังหวัดเลย 5 คน พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย โดยเป็นเพื่อนสนิท เป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งพบว่ามีหมายเลขอยู่ในโพยฮั้วด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า ในจ.เลย มี ผู้สมัคร สว.ที่เป็นกลุ่มพลีชีพ เข้ารอบประเทศมากกว่า 27 คน ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยต่อการสืบสวนสอบสวนของกกต.ที่ไม่สั่งฟ้องใครใน จ.เลย

2 สส.ปชป. สวมเสื้อ 7-157 ร่วมอภิปราย-สื่อถึงกกต. หลังไม่ฟ้องแกนนำภูมิใจไทย คดีฮั้วสว.

16 กันยายน 2569 เวลา 15:59 น.


2 สาวปชป.สวมเสื้อสีขาว 7-157“ ร่วมอภิปรายรายงาน กกต. หลังมีมติไม่ส่งคำฟ้องแกนนำ “ภูมิใจไทย” คดีฮั้ว สว.

วันที่ 16 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายนางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม วาระการพิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และคณะมาชี้แจงต่อรัฐสภานั้น

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์บางคน อย่างนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ ได้สวมใส่เสื้อยืดสีขาว ที่สกรีนคำว่า “7-157” เข้าประชุม และอภิปราย การทำงานของ กกต. ซึ่งคาดว่า เป็นตัวเลขสัญลักษณ์

โดยตัวเลข 157 สื่อถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนตัวเลข 7 หมายถึงจำนวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีสิทธิ์ลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ภายหลังที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก ไม่ส่งคำฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไปยังศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับฮั้ว สว.

กรณ์ เผย สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย

16 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงรอการเปิดรายละเอียดการลงนามเอกสารสำคัญโดยประธานกรรมาธิการชุดใหญ่สองชุดในสภาล่างของสหรัฐอเมริกา คือนาย Brian Mast (Chairman House Committee for Foreign Affairs) และนาย John Moolenaar (Chairman House Select Committee on China) ขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย Magnitsky Act ในการดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ scammer ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนชาวอเมริกัน

ในนั้นมีรายชื่ออดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทินปรากฏ

ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าทางผม พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการการเงินการคลัง ได้ส่งเอกสารหลักฐานไปที่ กลต. จนครบถ้วนแล้วก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

ต่างประเทศเขาไม่รอแล้วครับ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูแอปฯ ‘SmartMember’ ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันทุจริต ลดต้นทุนสหกรณ์

17 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

​กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าชูแอปพลิเคชัน “SmartMember” เสริมแกร่งสหกรณ์ไทย ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และลดต้นทุนมหาศาล มุ่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 2.5 แสนราย ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์

​นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาและส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน SmartMember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับโปรแกรมระบบบัญชีของกรมฯ ที่เปิดให้บริการมาร่วม 10 ปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศใช้งานโปรแกรมบัญชีดังกล่าวเกือบ 3,000 แห่ง โดยแอปพลิเคชัน SmartMember ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นยอดเงินฝาก ยอดการส่งหุ้น หรือการชำระหนี้สินเงินกู้

​”แอปพลิเคชันนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ ในอดีตสมาชิกต้องรอเอกสารสุ่มสอบถามยอดในช่วงสิ้นปีเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แต่ปัจจุบันสมาชิกสามารถรับรู้ข้อมูลและตรวจสอบได้ทุกเดือน หากพบความผิดปกติก็สามารถทักท้วงกับสหกรณ์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายวุฒิพงศ์ กล่าว

​อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำแอปพลิเคชัน SmartMember ไปใช้งานแล้วประมาณ 1,000 แห่ง มีสมาชิกรวมกว่า 250,000 คน ตัวอย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จำกัด ที่มีสัดส่วนสมาชิกเข้าใช้งานผ่านระบบสมาร์ทโฟนสูงถึง 85% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะสร้างความโปร่งใสและให้สมาชิกเป็นหูเป็นตาแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลดการใช้กระดาษ (Paperless) ลดค่าจัดพิมพ์ และค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ในแต่ละปี

​สำหรับจุดเด่นของแอปพลิเคชัน SmartMember ได้แก่

  • ​ตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา: สมาชิกสามารถดูยอดเงินฝาก หุ้น และหนี้สิน ได้แบบเรียลไทม์ทุกเดือน
  • ​ป้องกันการทุจริต: สมาชิกทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเอง หากไม่ตรงสามารถแจ้งตรวจสอบได้ทันที
  • ​ลดค่าใช้จ่ายและรักษาสิ่งแวดล้อม: สหกรณ์ประหยัดงบประมาณจากการพิมพ์และจัดส่งเอกสารกระดาษ
  • ​ความปลอดภัยสูง: รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานรัฐ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

​ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและโปร่งใส โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแผนเตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ และเวทีการประชุมระดับจังหวัด เพื่อให้ความรู้และช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในการดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

องคมนตรี ติดตามผลสำเร็จ ‘อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา’ พลิกวิถีเกษตรกรปราจีนบุรี ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาอาชีพและการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โอกาสนี้ องคมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรของนางสุหร่าย สมมิตร อายุ 66 ปี ข้าราชการครูบำนาญ หมู่ที่ 8 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2562 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 5 ไร่ จากเดิมที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการปลูกทุเรียนและมะพร้าวน้ำหอม พร้อมปรับสภาพพื้นที่และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่และการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสม

นางสุหร่าย สมมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำและพัฒนาอาชีพในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาน้ำขัง และปลูกยูคาลิปตัสเป็นหลัก เนื่องจากใช้น้ำน้อย แต่ภายหลังกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และมีคลองส่งน้ำผ่านพื้นที่ ทำให้มีน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเพียงพอ จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกไม้ผลและเกษตรแบบผสมผสาน ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงแรกต้องลงทุน แต่เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง ซึ่งเป็นทุเรียนคุณภาพของจังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 3.2 ตัน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120 บาท มีผู้บริโภคสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำหน่ายหน้าสวนและสั่งทางออนไลน์ ทำให้มีรายได้ถึง 380,000 บาท และในปีหน้าคาดว่าทุเรียนจะให้ผลผลิตมากขึ้น จึงน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” นางสุหร่ายกล่าว

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินชีวิต โดยนำหลักความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ทั้งการวางแผนใช้จ่าย การบริหารพื้นที่ทำกิน และการจัดสรรรายได้อย่างเป็นระบบ จากเดิมที่มีรายได้หลักจากเงินบำนาญ ปัจจุบันมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้มีความมั่นคงและมีความสุขกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณในพื้นที่สวนของตนเอง พร้อมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้น องคมนตรีและคณะเดินทางไปยังแปลงเกษตรของนายมณี ยิ่งยงค์ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยกรมการข้าว ใช้พื้นที่นาขนาด 5 ไร่ เป็นแปลงต้นแบบ โดยนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินมาใช้คำนวณปริมาณปุ๋ยอย่างแม่นยำ ควบคู่กับการปลูกข้าวพันธุ์ กข79 และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นายมณี ยิ่งยงค์ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เกษตรกรในพื้นที่สามารถทำนาได้เฉพาะฤดูนาปี แต่หลังจากมีระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำผ่านคลองชลประทาน ทำให้สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน พื้นที่ซึ่งเคยประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน นายมณีทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่รวม 28 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนาข้าว สวนผลไม้ และแหล่งน้ำ โดยปลูกเงาะ ทุเรียน กล้วย มะพร้าว ข่า ตะไคร้ และเลี้ยงปลา รวมทั้งมีโรงสีข้าวสำหรับให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังนำผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่น ปลายข้าวและรำข้าว มาใช้เป็นอาหารปลาและไก่พื้นบ้าน ช่วยลดต้นทุนและสร้างประโยชน์จากทรัพยากรภายในพื้นที่อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานขององคมนตรีและคณะ สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ที่มิได้เป็นเพียงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน มีน้ำเพียงพอตลอดปี และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

17 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

S__6299687

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

S__6299682_0

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

S__6299684_0

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

S__6299683_0

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

S__6299685_0

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์