‘รมว.อว.’ จับมือ สจล. หนุนวิจัย – นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ในงาน ‘KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569’

17 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) (ลำดับที่ 6 จากซ้าย) นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) (คนซ้าย) ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (ลำดับที่ 2 จากซ้าย) พร้อมคณะผู้บริหารร่วมเปิดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : จากนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” มหกรรมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกว่า 400 ผลงานที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง และสามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกิจกรรมเวิร์คชอปอีกกว่า 140 กิจกรรม และกิจกรรมโอเพ่น เฮาส์จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย 1 วิทยาเขต โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เวทีกลาง หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เมื่อเร็ว ๆ นี้

มทร.ล้านนา ชูนวัตกรรมสร้างมูลค่าเศษวัสดุเกษตร ‘เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง’

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา เข้าร่วมจัดนิทรรศการในโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ที่ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ว่า มทร.ล้านนา ได้ร่วมนำเสนอนวัตกรรมและการสาธิตเทคโนโลยีพร้อมใช้ในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดฝุ่น PM 2.5 มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยมาขยายผลสู่ชุมชน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากแก่เกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงราย และภาคเหนือ

ด้าน ผศ.ดร.อังกูร ว่องตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย มีสาเหตุหลักจากมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยวทำได้ยาก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้วิธีการเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ มทร.ล้านนา ได้นำนวัตกรรมเครื่องสับเพื่อลดความชื้นของเศษวัสดุ ไปจัดแสดงพร้อมสาธิตกระบวนการใช้งาน โดยมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดระบบรวบรวมและขนส่งไปยังโรงงานผลิตชีวมวลอัดเม็ด Biomass Pellet Plant และถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อส่งเสริมโมเดลธุรกิจชุมชน จูงใจให้เกษตรกรหยุดเผา หันมาสร้างรายได้เสริมตามแนวคิด “เลิกเผา เป๋าตุง”

“การนำเสนอนวัตกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐ ชุมชน และเกษตรกรเป็นอย่างมาก รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งแสดงความจำนงในการนำชุดความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยไปปรับใช้ในระดับพื้นที่จริง เพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย” ผศ.ดร.อังกูร กล่าว

พัฒนา ‘หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ’ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ปิ่นรัฐ ปิ่นเวหา นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CU TIP) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนความชอบส่วนตัวในการดื่มกาแฟให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจจากการวิจัยพัฒนา หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ ซึ่งคว้ารางวัลเหรียญเงินจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ “The 50th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย

ปิ่นรัฐ เผยถึงที่มาของนวัตกรรม “หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ” ว่าเกิดจากการที่ตนเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง สังเกตได้ว่าเมื่อเราดื่มกาแฟทุกวัน กากกาแฟจำนวนมากจะถูกทิ้งโดยไม่มีการจัดการที่ยั่งยืน แม้จะมีการนำไปใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุขัดผิว แต่การใช้งานเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับกากกาแฟอย่างแท้จริง นวัตกรรมนี้จึงเกิดขึ้นซึ่งเป็นการผสมระหว่างกากกาแฟกับยางธรรมชาติของไทย ได้เป็นวัสดุยางคอมโพสิตซึ่งมีสมบัติใกล้เคียงกับหนังแท้

การเลือกใช้ยางธรรมชาติเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย จึงต้องการพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และเมื่อนำมาผสมกับกากกาแฟ จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังแท้ แต่ราคาถูกกว่าหนังสัตว์ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน เพียงแค่นำกากกาแฟที่เก็บได้มาผสมร่วมกับยางคอมโพสิตตามสูตร การบวนการทั้งหมดใช้เวลาสั้น และได้แผ่นหนังสังเคราะห์ที่พร้อมใช้งาน ปัจจุบันสามารถผลิตหนังสังเคราะห์ได้ในขนาด 1 x 1 ตารางเมตร และสามารถปรับขนาดหนาบาง ผิวหน้า ลายหนังตามความต้องการได้ ปิ่นรัฐ กล่าวและว่า หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟมีลักษณะนิ่มเหมือนหนังแท้ ส่วนเรื่องกลิ่นนั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้ของแต่ละคน บางคนดมได้กลิ่นกาแฟ บางคนก็อาจได้กลิ่นยาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยเพื่อปรับปรุงหนังสังเคราะห์ให้มีกลิ่นกาแฟที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับอายุการใช้งานนั้น ตัวอย่างต้นแบบที่ผลิตตั้งแต่เริ่มการวิจัยจนถึงปัจจุบัน ผ่านระยะเวลามาแล้วกว่า 3 ปี หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟก็ยังคงรูปเดิมและใช้งานได้ดี จึงแสดงให้เห็นถึงความทนทานที่เทียบเท่าหนังทั่วไป

ปิ่นรัฐ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า เข็มขัด พวงกุญแจ และสินค้าพรีเมียมตามโรงแรมและร้านกาแฟ ราคาแผ่นหนังขนาด 1 ตารางเมตรถูกกว่าหนังสัตว์ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยหนังสัตว์ราคาประมาณ 2,000 บาทต่อตารางเมตร ที่น่าสนใจคือมีผู้ประกอบการโรงแรมติดต่อเข้ามาเพื่อให้นำกากกาแฟจากโรงแรมไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เพื่อนำไปจำหน่ายเป็นของที่ระลึกในโรงแรม เช่น จานรองแก้ว ซึ่งเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันการผลิตยังอยู่ในรูปแบบ OEM (จ้างผลิต) โดยจะใช้โรงงานในชุมชนที่มีอุปกรณ์ทำยางอยู่แล้วผลิตวัสดุหนังจากกากกาแฟ

การได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานประดิษฐ์และนวัตกรรมที่กรุงเจนีวาถือเป็นการยืนยันคุณภาพของนวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟนี้ในเวทีโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะกรรมการที่บูธแสดงผลงาน นอกเหนือจากรางวัลเหรียญเงินเแล้ว ยังได้รับรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากนวัตกรรมนี้มีจุดเด่นที่ชัดเจนในเรื่องการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ซึ่งเกิดน้อยกว่าวัสดุเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับแผนการพัฒนาในอนาคต จะมีการขยายธุรกิจในรูปแบบความร่วมมือกับชุมชน โดยเก็บขยะกากกาแฟจากชุมชนมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนนำไปขายหรือใช้งาน รวมถึงการขาย Know-how ให้กับชุมชนอื่นๆ เพื่อให้สามารถ รีไซเคิลกากกาแฟในระบบของตนเองได้ ซึ่งจากกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง และชุมชนมีการทำยางอยู่แล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันที ปิ่นรัฐ กล่าวถึงศักยภาพความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจ

นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ในหลักสูตร CU TIP ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนางานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจจริง โดยเนื้อหาหลักสูตรจะมีทั้งวิชาเกี่ยวกับธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความรู้เรื่องสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง

นวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟไม่เพียงแต่แก้ปัญหาขยะและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าให้ยางธรรมชาติไทย และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เราสามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการดูแลโลกของเราได้จริง จากแก้วกาแฟที่เราดื่มทุกวัน แต่วันนี้กากที่เหลือจากการชงไม่ใช่แค่ขยะอีกต่อไป แต่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์คุณภาพที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยและโลก ปิ่นรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘พลังรุ่นใหม่’ สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็วๆนี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

สลช.ปรับหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยกระดับทักษะตอบโจทย์ยุคใหม่

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมทบทวนหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นการบูรณาการความรู้ พัฒนากิจกรรมลูกเสือ พร้อมอัปสกิล (Up-skill) เพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย เตรียมเปิดระบบอบรม B.T.C. ออนไลน์ รวมถึงวางแผนพัฒนาระบบเรียนและทดสอบผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ สลช. เพื่อเปิดโอกาสให้ครูที่มีพื้นฐานเดิมสามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชาเพิ่มเติมเพื่อมีคุณวุฒิ ประเภทที่ตรงกับการเรียนการสอน และรับเกียรติบัตรได้ทันที โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับคุรุสภาและสถาบันอุดมศึกษา ขณะเดียวกันยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือใหม่ ให้สอดคล้องกับทุกกลุ่มเป้าหมายไม่เฉพาะแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น โดยเน้นการทำผลงาน/โครงการ (Project/Service) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาลูกเสือไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีขั้นตอนซับซ้อน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือในประเด็นการแก้วิกฤต “คอขวด” การขอมีคุณวุฒิและมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดแบจด์ ปัจุบันได้ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติคุณวุฒิ และมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดเเบจด์ให้รวดเร็ว และวางแผนในอนาคตให้มีการอนุมัติด้วยระบบดิจิทัล (Self-Service) เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาอย่างชัดเจน รวมถึงเร่งรัดหลักสูตรวิชาพิเศษและอาสาสมัครลูกเสือ โดยเตรียมประกาศใช้หลักสูตรวิชาพิเศษที่ได้มาตรฐาน 5 วิชา ประกอบด้วย วิชาการบุกเบิก, วิชาการจัดค่ายพักแรม, วิชาแผนที่และเข็มทิศ, วิชาระเบียบแถวลูกเสือ และวิชาการบันเทิงในกองลูกเสือ อย่างเป็นทางการ พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการอาสาลูกเสือให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สลช.ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อยกร่างหลักสูตรและระเบียบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้การจัดทำหลักสูตรแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดตัวและเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปีการศึกษาถัดไป

‘Bangkok Flower Festival 2026’ เทศกาลดอกไม้ครั้งแรก สัมผัสโลกแห่งดอกไม้ริมเจ้าพระยา ‘ยอดพิมาน – ปากคลองตลาด’

17 กันยายน 2569 เวลา 13:51 น.

Awakening ร่วมกับ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ชวนทุกท่านนับถอยหลังสู่ “Bangkok Flower Festival 2026 เทศกาลดอกไม้ครั้งแรก ชวนคนกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยว และคนรักดอกไม้ มาสัมผัส ปากคลองตลาด ในมุมใหม่ ระหว่างวันที่ 1827 กันยายน 2569 เวลา 15.0022.00 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ปากคลองตลาด เติมสีสันให้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยประสบการณ์ที่ผสานดอกไม้เข้ากับ Art, Design, Food และ Lifestyle

ไฮไลต์ภายในงานเริ่มจาก “The Flower Market” ตลาดดอกไม้ในบรรยากาศริมน้ำ พร้อม Flower Flea Market ที่รวมดอกไม้ ของตกแต่งสำหรับคนรักดอกไม้ และ นิทรรศการแรงบันดาลใจจากดอกไม้ โดยศิลปินไทย อาทิ ToSmile และ Flowers in the Mist  ต่อด้วยพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยตนเอง

สายกินพบกับ “Flower Food Experience” ที่นำดอกไม้มาสร้างสรรค์เป็นอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ไปจนถึง Flower Fine Dining โดยเชฟชื่อดัง พร้อมกิจกรรมด้านศิลปะและงานคราฟต์อีกหลากหลายรูปแบบ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนหลักจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แฟนต้า, ธนบุรีพานิช, Jubilee Diamond และ อ้วยอันโอสถ ซึ่งร่วมเติมเต็มประสบการณ์และสีสันให้กับเทศกาลตลอด 10 วัน

บัตรเข้าชม 150 บาท ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ปากคลองตลาด ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและข้อมูลการจำหน่ายบัตรได้ทาง  Facebook: Bangkokflowerfestival และ YodpimanRiverWalk

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างแรงบันดาลใจเยาวชนไทยเรียนรู้ผ่านทีมงานระดับโลก

17 กันยายน 2569 เวลา 13:48 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จัดพิธีมอบเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเพื่อเยาวชน “Student Outreach Program ครั้งที่ 5” ภายใต้งาน “มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28” ณ ห้องครึ่งวงกลม หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบป้ายเงินสนับสนุนฯ ให้แก่ นางสาวราซีน่าร์ อูเบรอย กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด

(ซ้าย) ราซีน่าร์ อูเบรอย และ โชติกา อัครกิจโสภากุล

การมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และทางกิจกรรม“Student Outreach Program” มีเป้าหมายเดียวกันในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับการพัฒนาทักษะ เสริมสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสในการเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากศิลปินระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และบ่มเพาะเยาวชนไทยให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากพิธีมอบเงินสนันสนุนแล้ว ภายในวันเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรม Orchestral Workshop ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการ โดยได้รับเกียรติจากวาทยกรระดับโลกจาก Bolshoi Theatre of Belarus คณะการแสดงชั้นนำมาร่วมถ่ายทอดเทคนิคการบรรเลงและประสบการณ์ระดับมืออาชีพให้แก่สมาชิก วงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ (Thai Youth Orchestra – TYO) เพื่อเปิดประตูการเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานทางดนตรีของเยาวชนไทยสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง

นิทรรศการ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป’ การสมัครงานครั้งแรกของ ‘สาธิต กาลวันตวานิช’

17 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

นิทรรศการนี้ไม่ใช่ประวัติชีวิตของชายที่ชื่อ สาธิต กาลวันตวานิช  เพราะในโลกที่ทุกคนพยายามตะเกียกตะกายหาความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของคนคนหนึ่ง อาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

ตลอด 66 ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยทำ Resume หรือ CV อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นตำนาน ที่ใครก็รู้จัก แต่เป็นเพราะชีวิตของเขาขับเคลื่อนด้วย ‘โง่ศาสตร์’ — ศาสตร์แห่งการลองทำสิ่งสนุก ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแผนธุรกิจรองรับ และไม่ได้มองถึงเป้าหมายปลายทาง

Resume แผ่นยักษ์ในนิทรรศการนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่ออวยความสำเร็จ ประกาศศักดาของชายนามสาธิต หากแต่จัดทำขึ้นเพื่อเปลือยเปล่าความล้มเหลว ความดื้อรั้น และความโง่เขลา

เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า การเดินทางสร้างสรรค์ที่ยาวนานไม่ได้เกิดจากความฉลาดหลักแหลม แต่เกิดจากใจที่พร้อมจะล้ม แล้วลุกขึ้นมาประสานเครื่องมือธรรมดาอย่าง Head (สมอง) Heart (หัวใจ) และ Hand (สองมือ) ให้ทำงานร่วมกันต่อไป

ผืนผ้าใบในห้องแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนการรวบรวมประสบการณ์ทั้งหมด ที่เขามักเรียกว่า ‘DOT’ หรือ ‘จุด’ ซึ่งถูกนำมาถักทอจนกลายเป็นงานศิลปะที่ใช้ความรู้สึกในแต่ละช่วงชีวิตมาเล่าเรื่อง ส่งต่อจิตวิญญาณ ของคนที่เชื่อว่า ความล้มเหลวในอดีตคือสิ่งเดียวที่หล่อหลอมปัจจุบัน และการลงมือทำในปัจจุบันคือสิ่งเดียว ที่จะกำหนดอนาคต

เพราะบางทีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อาจไม่ใช่ความสำเร็จของผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การถอดรหัสความฉลาด ของใคร แต่คือความกล้าที่จะโง่และสนุกไปกับชีวิตในแบบของเราเอง

มีคนเคยบอกว่าสาธิตคือคนที่ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เป็นตำนาน’ แต่นิยามเหล่านั้น คงเป็นเรื่อง ไกลตัว เกินไปสำหรับคนแก่ที่ยังรั้นจะทำงานชิ้นตรงหน้า สำหรับเขาแล้ว ชีวิตมีเพียงแค่การ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป’  และนิทรรศการครั้งนี้ ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ DOT ต่อไปในชีวิตของเขาเท่านั้น

‘Don’t Stop Me Now เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป’

กาลเวลา วิกฤตการณ์ หรือแม้กระทั่งความตาย ไม่อาจหยุดยั้งการเดินทางของชายที่ชื่อสาธิตได้ ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา คาแรกเตอร์อย่าง Mr. P สะท้อนวัฏจักร ‘เกิด แก่ เกือบตาย’ แต่ก็รอดพ้นและสร้างพลัง ต่อมาได้เสมอ

นิทรรศการ ‘The Resum’ ครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยเติมพลังให้ทุกคนออกเดินทางค้นหา ‘DOT’ ต่อ ๆ ไปในชีวิตของตัวเอง โดยไม่ยอมให้คำว่า ‘อายุมากแล้ว’ หรือ ‘ถึงเวลาเกษียณ’ มาเป็นขอบเขต จำกัดจินตนาการ

เพราะอดีตเป็นตัวกำหนดปัจจุบัน และปัจจุบันคือสิ่งที่เราสร้างเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเราเอง “ถ้าสาธิตทำได้ ทุกคนก็ทำได้ แค่สะสม DOT ของคุณไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่คุณ เป็นตัวเอง ที่มีความเฉพาะตัวที่สุด”

สาธิต กาลวันตวานิช (หรือที่รู้จักในวงการว่า “พี่แก่”) เป็นนักคิด ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท สามหน่อ  บริษัท ฟีโนมีนา (production house) และนักออกแบบระดับตำนานของประเทศไทย ผู้สร้างชื่อเสียงในระดับโลกจากการเป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ดีไซน์ Propaganda และคาแรกเตอร์สุดทะเล้นอย่าง “Mr.P” ก่อตั้ง studio avocado ในช่วงวัย 60 ปี เพื่อนำประสบการณ์ ทั้งหมดมาให้คำปรึกษาที่รู้จักกันในนาม การทำหน้าที่เป็น “Brand narrative” ปัจจุบันในวัย 66 ปี (ข้อมูลปี 2569) เขายังคงโลดแล่นในวงการสร้างสรรค์และได้ผันตัวเข้าสู่วงการศิลปะในฐานะศิลปินหน้าใหม่อย่างเต็มตัวในการทำงานศิลปะ Fine art

ร่วมสัมผัส “DOT” หรือจุดเล็ก ๆ ตลอดเส้นทางชีวิตของ สาธิต กาลวันตวานิช  ในนิทรรศการ  Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’ — ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป’ ระหว่างวันที่ 10 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569

ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th

นิทรรศการระดับโลก ‘Vivienne Westwood & Jewellery’ เปิดตัวแล้วครั้งแรกในประเทศไทย

17 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

เรื่องราวอันน่าหลงใหลของเครื่องประดับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างนิยามให้กับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Vivienne Westwood เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว กับ “Vivienne Westwood & Jewellery” นิทรรศการครั้งสำคัญที่จัดแสดง ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดแสดงในเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และมาเก๊า จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ พร้อมถ่ายทอดมิติใหม่ท่ามกลางสีสันทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ

นับตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพ Vivienne Westwood ได้นำเครื่องประดับมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญและทรงพลังในงานออกแบบ เพื่อเติมเต็มความหมายและถ่ายทอดตัวตนผ่านเรือนร่าง นิทรรศการ“Vivienne Westwood & Jewellery” พาผู้ชมสำรวจภาษาการออกแบบและจิตวิญญาณอันท้าทายขนบของแบรนด์แฟชั่นจากอังกฤษผ่านมุมมองของเครื่องประดับ โดยได้รับการคัดสรรและเรียบเรียงโดยทีม Vivienne Westwood พร้อมนำเสนอเครื่องประดับชิ้นพิเศษจากคลังผลงานและรันเวย์ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ซึ่งถูกรวบรวมมาจัดแสดงร่วมกันเป็นคอลเลกชันเป็นครั้งแรก

พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้น ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม โดยมี จูเซปเป อาราโกนี (Giuseppe Aragoni) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมเปิดงาน พร้อมด้วย ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์, รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ ตลอดจนแขกคนสำคัญของแบรนด์ ได้แก่ นานิ หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ, น้ำตาล ทิพนารี วีรวัฒโนดม และมิ้ลค์ พรรษา วอสเบียน 

นิทรรศการ “Vivienne Westwood & Jewellery” เชื้อเชิญผู้ชมดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของงานออกแบบเครื่องประดับโดย Vivienne Westwood ซึ่งสะท้อนมุมมองของ Westwood ที่มีต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน นิทรรศการแบ่งออกเป็น 8 ห้อง แต่ละห้องนำเสนอเอกลักษณ์การออกแบบจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งวัฒนธรรมพังก์ในห้อง Origins จินตนาการเหนือจริงในห้อง Wonderland ปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมในห้อง Do It Yourself การสำรวจหลากหลายวัฒนธรรมและชุดเครื่องประดับแห่งศตวรรษที่ 18 ในห้อง Parure ไปจนถึงห้อง Orb ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์

นิทรรศการยังนำผลงานจากคอลเลกชันและแฟชั่นโชว์ครั้งสำคัญในอดีตกลับมาถ่ายทอดผ่านบทสนทนาที่ได้รับการร้อยเรียงอย่างพิถีพิถันระหว่างเครื่องประดับและเสื้อผ้า ท่ามกลางองค์ประกอบอันหลากหลาย ทั้งเสียง ลุคจากรันเวย์ คอลลาจกราฟิกบนผนัง ภาพถ่าย และวิดีโอ มอบมุมมองอันโดดเด่นสู่โลกแห่ง Vivienne Westwood

แอนเดรียส ครอนทาเลอร์ (Andreas Kronthaler) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ Vivienne Westwood  กล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นนิทรรศการนี้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ และน่าตื่นเต้นมากที่เราได้นำนิทรรศการมาจัดแสดงในกรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของแฟชั่นเฮาส์ให้ผู้คนที่นี่ได้สัมผัสเครื่องประดับคือองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแบรนด์ในเชิงศิลปะ และช่วยทำให้ตัวตนของคุณโดดเด่น ไม่มีสิ่งใดช่วยขับเน้นใบหน้า ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเรือนร่าง และสะท้อนบุคลิกของคุณได้ดีไปกว่าเครื่องประดับทรงพลังและสามารถบรรจุความหมายไว้ได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเป็นสิ่งที่บันทึกช่วงเวลาของชีวิตและมอบความสำคัญให้แก่ช่วงเวลาเหล่านั้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Westwood ได้สั่งสมผลงานล้ำค่าไว้มากมาย แม้กระทั่งในยุคพังก์ Vivienne ยังนำหมุดโลหะ เข็มกลัดซ่อนปลาย ภาพพินอัป กระป๋อง เศษวัสดุ กระดูก และสิ่งของนานาชนิดมาประดับตกแต่งลงบนเสื้อผ้า

โลโก้ Orb เองก็เปรียบเสมือนอัญมณี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนโลก พร้อมเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตผ่านวงแหวนดาวเสาร์ ทั้งยังสะท้อนความเป็นอังกฤษและความเป็นVivienne ได้อย่างแท้จริง”

ในฐานะนิทรรศการระดับโลกที่เดินทางจัดแสดงในหลากหลายเมือง ทีมภัณฑารักษ์ ได้รังสรรค์องค์ประกอบและผลงานจัดแสดงใหม่สำหรับแต่ละจุดหมาย เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้ผู้ชมได้ค้นพบและเพลิดเพลิน

สำหรับนิทรรศการ “Vivienne Westwood & Jewellery” ณ กรุงเทพฯ มีการเปิดตัว The Galaxy Room เป็นครั้งแรก พื้นที่จัดแสดงแบบอิมเมอร์ซีฟที่พาผู้ชมเข้าสู่จักรวาลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ Vivienne Westwood ผ่านประสบการณ์อันลึกซึ้งและเป็นส่วนตัว ห้องนี้ได้รับการออกแบบเพื่อจุดประกายความใคร่รู้ที่มีรากฐานจากศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษา พัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือกับ Microsoft

ระหว่างการชมนิทรรศการ ผู้เข้าชมสามารถเลือกและสแกนเครื่องประดับชิ้นที่สะท้อนตัวตนหรือสร้างความประทับใจให้แก่ตนเอง เพื่อรวบรวมเป็นคอลเลกชันส่วนตัวได้สูงสุด 40 ดีไซน์ เครื่องประดับแต่ละชิ้นที่เลือกจะเปรียบเสมือนประตูสู่เรื่องราว แรงบันดาลใจ และกระบวนการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์เบื้องหลังการออกแบบจักรวาลดิจิทัลที่ได้รับการร้อยเรียงขึ้นสำหรับผู้เข้าชมแต่ละคนนี้ สะท้อนถึงคุณค่าที่ Vivienne ยึดมั่น ไม่ว่าจะเป็นความลุ่มลึกทางความคิด ความจริงแท้ งานฝีมือ การขับเคลื่อนสังคมตลอดจนความเชื่อตลอดชีวิตของเธอในพลังแห่งวัฒนธรรมและการศึกษาที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ณ ใจกลางของ The Galaxy Room เครื่องประดับที่ผู้เข้าชมเลือกจะกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มดาวเฉพาะบุคคล ก่อนพัฒนาไปสู่สมุดบันทึกดิจิทัลส่วนตัวที่สะท้อนการเดินทางผ่านโลกของ “Vivienne Westwood & Jewellery” ในรูปแบบที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ผู้เข้าชมสามารถปรับแต่งผลงาน บันทึกองค์ประกอบที่สร้างขึ้น และนำงานศิลปะดิจิทัลกลับไปเป็นที่ระลึก เพื่อสานต่อประสบการณ์จากนิทรรศการให้คงอยู่ต่อไป

ในฐานะบทสรุปทั้งทางอารมณ์และความคิดของนิทรรศการ The Galaxy Room เชื้อเชิญผู้เข้าชมทุกคนก้าวเข้าสู่โลกของ Vivienne Westwood และค้นพบว่าวัฒนธรรมไม่เพียงหล่อหลอมสิ่งที่เราสร้างสรรค์แต่ยังมีส่วนกำหนดว่าเราจะเติบโตไปเป็นใครอีกด้วย

CMG ผนึกกำลังแบรนด์ในเครือ ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ขาดแคลน

17 กันยายน 2569 เวลา 13:11 น.

บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ โครงการเซ็นทรัลทำ เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการสร้างคุณค่าและส่งต่อสิ่งดีๆ สู่สังคม ด้วยการผนึกกำลังแบรนด์ในเครือ สนับสนุนสินค้าและของใช้จำเป็นหลากหลายประเภท รวมกว่า 3,200 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 5.59 ล้านบาท ให้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อใช้ในกิจการของกระทรวง ส่งต่อไปยังผู้ที่ขาดแคลน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบางในสังคม รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน

พิชัย จิราธิวัฒน์

การสนับสนุนในครั้งนี้ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายหมวด อาทิ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ชุดชั้นใน และรองเท้า จากแบรนด์ชั้นนำภายใต้การดูแลของ CMG ได้แก่ GUESS, Lee, Hush Puppies, Jockey และ John Henry โดย CMG ให้ความสำคัญกับการส่งต่อสินค้าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด พร้อมด้วย ปิยนุช จิตสง่าเลิศ Head of GUESS Group และ ณัฐมน ศาสตรสาธิต Head of Corporate Marketing เป็นผู้แทน เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ร่วมส่งมอบสิ่งของบริจาค โดยได้รับเกียรติจาก ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นพ. วัชรากร เลิศด้วยลาภ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

(ซ้าย) ณัฐมน ศาสตรสาธิต,สัมฤทธิ์ อนุภักดิ์, ปิยนุช จิตสง่าเลิศ, พิชัย จิราธิวัฒน์, ชนก จันทาทอง, นพ. วัชรากร เลิศด้วยลาภ และโชคชัย วิเชียรชัยยะ

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะดำเนินการส่งต่อสิ่งของบริจาคไปยังหน่วยงานและกลุ่มผู้ขาดแคลนทั่วประเทศ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งต่อความห่วงใยอย่างทั่วถึง สะท้อนความมุ่งมั่นของ CMG และแบรนด์ในเครือ

สินค้าและของใช้จำเป็นหลากหลายประเภทที่ร่วมบริจาค