โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ในพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยเมื่อเวลา 08.00 น.  เริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  ในรัชกาลที่ 7 ต่อด้วยเวลา 09.09 น. เริ่มพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2569   เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้เฉลิมฉลองครบรอบการเปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมี ผู้สนับสนุน แขกผู้มีเกียรติ อัศวิน – ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, ชัยวัฒน์ บุญชวลิต, สุรพล เศวตเศรนี, กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา  , นาริน อุทัยวรรณ์, พนมมาศ ศรีวิหค, สมเกียรติ ภูมิภักดิ์, วิภาดา ดวงรัตน์, ชัยโรจน์ เชิดตระกูลยิ่ง, กฤษณา ภักดีเทวา, รติวรรณกัลยาณมิตร, ณรงค์ แสงบุศย์, ชุมพล วาราชนนท์, ทัศนียาพร ดวงแก้ว, พัฒนพงค์ หนูพันธ์บริพันธ์ ชัยภูมิ, ปัทมนิธิ เสนาณรงค์ ฯลฯ

ศิลปินแห่งชาติ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดนตรี นักร้องและนักแสดงในวงการบันเทิงและวงการนาฏศิลป์ไทย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ ศิลปินแห่งชาติ วิรัช อยู่ถาวร, วินัย พันธุรักษ์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์, รัจนา พวงประยงค์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิง อาทิ พงษ์พัฒน์ – ธัญญา วชิรบรรจง, มาตรา ไพรหิรัญ, อรนภา กฤษฎี, โอ อนุชิต,  นติพงษ์ – รุ่งฤดี ห่อนาค, อุมาพร บัวพึ่ง, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง, สปาย ภาสกรณ์,  ธัช กิตติธัช, เมจิ ภัทรานิษฐ์, แบ็งค์ เฉลิมรัฐ, เข้ม ศุภกิจ กะธิ กตธิป, โก๊ะตุลย์ พันธนนท์,  โบ๊ท ปรัชญา  พงษ์ศักดิ์ สวนศรี  ซาย ภิสา สวนศรี  ต้อม นิรันดร์ ฯลฯ ร่วมด้วยนักแสดงจากช่อง Mono 29

พร้อมด้วยคณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง และนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ นิทรรศรัตนโกสินทร์, โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี, สานศิลป์สตูดิโอ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง
School Tap ฯลฯ

สำหรับ พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์แสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง  เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท  (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บัตรราคา 400 บาท

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง  และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดง โขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เพจ Facebook : Sala Chalermkrung – ศาลาเฉลิมกรุง โทรศัพท์. 0-2224-4499

ดึงหน้าที่ไหนดี? เจาะเหตุผลทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่เลือก BLS Surgery Center

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก รวมถึงผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยียกกระชับหน้าและหัตถการความงามให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัด Facelift หรือศัลยกรรมดึงหน้า รวมถึง Necklift หรือดึงคอ ยังคงเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ดึงหน้าที่ไหนดี?” และ หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง?”

โดยเฉพาะคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังวางแพลนการผ่าตัดดึงหน้า อาจไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา หรือผลลัพธ์หลังทำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความชำนาญของแพทย์ ความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์มากขึ้น

หนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือ BLS Surgery Center บีแอลเอส เซอร์เจอรี เซ็นเตอร์ ที่วางแนวทางการรักษาโดยเน้นการศัลยกรรมย้อนวัย ภายใต้มาตรฐานการดูแลของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และมีรางวัลด้านศัลยกรรมยกกระชับย้อนวัย Facelift จากเวทีในประเทศและระดับเอเชียแปซิฟิก

ทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่ เลือก BLS Surgery Center?

สำหรับคนไข้ที่อยู่ในวัย 40 – 60 ปีขึ้นไป การเลือกสถานที่สำหรับผ่าตัดดึงหน้า มักไม่ใช่การมองหาเพียง “หมอที่ทำให้หน้าตึง” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า ย้อนวัยให้ดูสดใสขึ้น แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ “ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น” ซึ่ง BLS Surgery Center ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลภายใต้มาตรฐานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประเมินโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ และระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การเลือกเทคนิคการผ่าตัด จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับทุกเคส นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS)  ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและผู้ก่อตั้ง BLS Surgery Center ร่วมด้วย พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS) ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้คนไข้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

  • วัยผู้ใหญ่ต้องการ ดูเด็กลงและสดใสขึ้น

หนึ่งในความกังวลของคนที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ กังวลว่าใบหน้าจะตึงจนดูผิดธรรมชาติ BLS Surgery Center จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิมของใบหน้า ไม่เน้นการดึงผิวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความหย่อนคล้อยในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อและสัดส่วนโดยรวม เพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับในผิวชั้นลึก ไม่ใช่การผ่าตัดดึงผิวหนังด้านนอกแบบเทคนิคดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ สีหน้าไม่แข็งตึง ตอบโจทย์คนไข้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า และลดความหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้สึกว่าใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับการผ่าตัดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนไข้วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ BLS Surgery Center ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และวิสัญญีแพทย์ดูแลระหว่างการดมยาสลบแบบ 1:1 พร้อมบุคลากรและทีมงานคอยดูแลใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด การวางแผน การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามอาการหลังผ่าตัด เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

  • แผลผ่าตัด” เป็นอีกเรื่องที่คนวัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ

นอกจากผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้า ตำแหน่งและลักษณะของแผล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนไข้ถามถึงก่อนทำ BLS Surgery Center ให้ความสำคัญกับการซ่อนรอยแผลอย่างแนบเนียน โดยวางตำแหน่งชิดแนวไรผมและกรอบใบหู โดยออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงมีโปรแกรมการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อแผลหายดีและสีแผลจางลงจนเป็นสีเดียวกับสีผิวของคนไข้แล้ว จะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลได้อีกเลย เพราะสำหรับคนไข้วัยผู้ใหญ่ การทำ Facelift ไม่ได้จบเพียงวันที่ออกจากห้องผ่าตัด แต่ยังรวมถึงการดูแลและติดตามผลในระยะยาวอีกด้วย

  • ไม่เพียง ใบหน้า” แต่พิจารณาความเป็นธรรมชาติโดยรวม

ในคนไข้บางราย ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณแก้มหรือกรอบหน้า แต่อาจมีความหย่อนคล้อยบริเวณคอ หรือมีปัญหาคิ้วตกร่วมด้วย แพทย์จึงอาจมีการพิจารณาดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift)  ร่วมกับเทคนิคอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์ BLS Surgery Center มีความชำนาญด้านการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) และส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift หรือ Endoscopic Brow Lift) ด้วย Endotine ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก ตาตก ตาเศร้า ตาดุ หน้าผากมีริ้วรอย มีร่องขมวดคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบนดูเหนื่อยล้า โดยสามารถวางแผนร่วมกับการดึงหน้าในบางกรณีได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รางวัลระดับสากล สะท้อนมาตรฐานด้านศัลยกรรมย้อนวัย

อีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ คือ การได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล BLS Surgery Center ได้รับรางวัล Facelifting Clinic of The Year จากเวที GlobalHealth Asia Pacific Awards ณ ประเทศสิงคโปร์ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมดึงหน้า โดยได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Master Entrepreneur Award จาก ASIA PACIFIC ENTERPRISE AWARDS (APEA) ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารองค์กรและการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงรางวัล The Best of Facelift & Endoscopic Brow Lift จากงาน The Best of Daily Beauty by Dailynews ต่อเนื่อง 2 ปี และ Gold Award Presented by Endotine Genuine Product Guaranteed From USA ในด้านหัตถการส่องกล้องย้อนวัย Endotine

รางวัลเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้คนไข้ที่กำลังมองหาว่าควร “ดึงหน้าที่ไหนดี” หรือ “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ดึงหน้าที่ไหนดี” อาจไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรเริ่มจากมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

การตัดสินใจดึงหน้า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ดังนั้น หากถามว่าดึงหน้าที่ไหนดี สิ่งที่ควรใช้พิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือภาพ Before-After แต่ควรดูตั้งแต่คุณวุฒิและความชำนาญของศัลยแพทย์ การประเมินเฉพาะบุคคล มาตรฐานห้องผ่าตัด การดูแลโดยวิสัญญีแพทย์ เทคนิคการซ่อนแผล การดูแลหลังผ่าตัด รวมถึงผลงานและการได้รับการยอมรับจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

ด้วยแนวทางดังกล่าว BLS Surgery Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาการยกกระชับใบหน้าและศัลยกรรมย้อนวัย โดยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง นำโดย นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS) พร้อมทีมแพทย์ พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS)

สำหรับผู้ที่กำลังหาคำตอบว่า “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกแพทย์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทีมแพทย์และสถานพยาบาลที่สามารถประเมินปัญหา วางแผนการรักษา ออกแบบผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดออกมาดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

BLS Surgery Center

K Line เปิดเส้นทางเดินเรือตรง ‘ระนอง–จิตตะกอง’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

บริษัท FK Line International Group Co., Ltd. ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนสายเรือ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย โดยมีการลงนาม 2 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนประจำท่าเรือ (Port Agent) ระหว่าง FK Line และ Bengal Oceanic Company Limited เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการจองช่วงเวลาเข้าเทียบท่า (Berthing Slot)  ตลอดจนประสานงานกับท่าเรือจิตตะกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขาย (Sales Agent) กับ Swift Sea Shipping Line Company Limited เพื่อให้เป็นตัวแทนด้านการขาย การตลาด และการให้บริการแก่ลูกค้าในบังกลาเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ลงนามในสัญญาประกอบด้วย นายแพทย์ประจักษ์ศิลป์ แพทยานนท์ ประธานบริษัท FK Line International Group, Md. Shakhawat Hossen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Swift Sea Shipping Lines, Mr. Arif Rahman กรรมการผู้จัดการบริษัท Bengal Oceanic และมี  H.E. Mr. Andalib Elias ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารของทั้งสามบริษัท       

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อใช้บริการ FK Line International Group Co., Ltd. Website: http://www.fkline.co.th E-mail: commercial@fkline.co.th  โทร. +66 63 229 7915, +66 82 804 1771

K Lineจิตตะกองระนอง

คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.น่าน หลังกลับเยือนต่างประเทศ บ่ายไปอุบลฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.น่าน หลังกลับจากเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บ่ายไปอุบลฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งช่วยเหลือประชาชน และเตรียมลงพื้นที่ทันทีหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงค่ำวันเสาร์ และเช้าวันอาทิตย์จะเดินทางไปจังหวัดน่านทันที เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชนด้วยตนเอง รวมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือหลังน้ำลดและการฟื้นฟูสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ กำลังพลหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ด้วย

ทุ่นระเบิดน่านนายกฯน้ำท่วมอนุทินแนวหน้าออนไลน์

วิปรัฐ เคาะ 26 ส.ค. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้เวลาฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง ซักถาม-ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของ สส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00 น.และคาดว่าจะลงมติในช่วงเวลา 21.00 น.

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับวิปรัฐบาลจะหารือถึงการพิจารณา พ.ร.ก.ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ โดยจะพิจารณารายละเอียด เหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

กรวีร์ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,

วันนอร์ ยกอดีต สส.รันทด โดนไล่จากห้องเช่า ป่วยไม่มีเงินรักษา วอนเติมเงินกองทุนบำนาญฯ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

“วันนอร์”ขอ”กมธ.งบฯ ปี 70″ เติม 600 ล้าน ให้”กองทุนบำนาญ สส.-สว.” อ้างเคส”อดีต สส.”ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล บอกหลังเดือน มิ.ย. ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี 70 ด้าน”ชาดา”ร่วมหนุน ชี้ผู้แทนฯ ไม่รวยทุกคน

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

โดยช่วงหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.อภิปรายตอนหนึ่งถึงกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาตนได้รับโทรศัพท์จากอดีต สส.ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีต สส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีต สส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก

“อดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต สส.มาขอเงิน 1,800 คน ที่ไม่มาขอ 458 คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600 – 700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาท ไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภา ขอ ครม. ของบกลางในวันสุดท้ายก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ อภิปราย

นายวันมูหะมัดนอร์ อภิปรายต่อว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์สรี อย่าคิดว่าเป็น อดีต สส.แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีต สส. ชาวบ้านยังมาหา และมีภาระมากกว่า สส.เพราะอดีต สส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วน สส.อ้างได้ว่ามาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้น ขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่าหลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีต สส. ดังนั้น หากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่าจะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุน ที่มีประธานสภาฯ เป็นประธานกองทุน

ขณะที่ นายภราดร กล่าวว่า เป็นอย่างที่นายวันมูหะมัดนอร์อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกต ที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ สส.และอดีต สส.คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต สส.รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย สส.ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่านักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ

ส่วน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ฐานะ กมธ.อภิปรายว่า สภาพของ สส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็น สส.ในอดีต ไม่มีที่ สส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆ ว่า เขาสอนให้คอร์รัปชันอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่าถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น สส.ตนมองว่าพูดง่ายไป หาก สส.มีเงิน จะถูกมองว่ามาหากิน ดังนั้นแนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจ เพื่อน สส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย

วันนอร์,วันมูหะมัดนอร์มะทา,อดีตสส,กองทุนบำนาญ,

ปกครอง ร่อนเอกสารแจง ยันสอบนายอำเภอ 66 ทำตามขั้นตอน ชี้ผู้บริหารมท.ชุดปัจจุบันไม่เกี่ยว

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

ปกครอง ร่อนเอกสารแจง ยันสอบนายอำเภอ 66 ทำตามขั้นตอน ชี้ผู้บริหารมท.ชุดปัจจุบันไม่เกี่ยว


วันที่ 21 สิงหาคม 2569 กรมการปกครอง ออกเอกสารชี้แจงกรณีสอบนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 ว่า

ตามที่ปรากฏข่าวสารกรณีคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียน กรณีข้อพิรุธการสอบนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 และข้อสงสัยกระดาษคำตอบ พิมพ์ปี พ.ศ.ผิดนั้น

กรมการปกครองขอเรียนว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปีพ.ศ.2566 ได้เริ่มกระบวนการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 และดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.2566 โดยกระบวนการสอบคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบ และแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว

​ทั้งนี้ กรมการปกครอง ขอเรียนยืนยันว่าการจัดสอบคัดเลือกดังกล่าวไม่อยู่ในห้วงเวลาการทำงานของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทยชุดปัจจุบัน​แต่อย่างใด​ อย่างไรก็ตาม หากผู้ร้องเรียนเห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป

กรมการปกครองนายอำเภอมหาดไทย

กมธ.งบฯ ปี 70 ไฟเขียว แปรงบฯ หมื่นล้าน ให้ 9 หน่วยงาน ปัดตกข้อเสนอ ปชน. เติมเงินให้ กยศ.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:19 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อ 18 สิงหาคม วงเงินรวม 38,572 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เรื่องคือ 1.เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จาก 65 หน่วยรับงบประมาณ วงเงิน 37,584 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกผัน ที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ จำนวน 11,706 ล้านบาท รายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน จำนวน 2,631 ล้านบาท และ รายจ่ายเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ วิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 23,246 ล้านบาท

และ 2.รับทราบการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอแปรญัตติงบปี2570 ของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล หน่วยานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ รวม 10 หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 988 ล้านบ้าน แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องทำตามข้อผูกผัน 57 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อพัฒนา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาวิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกัน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 930 ล้านบาท

ต่อจากนั้นเป็นการเสนอญัตติของ กมธ.โดยพบว่า นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติวงเงินที่ถูกปรับลด 11,162 ล้านบาท โดยขอแปรเพิ่มทั้งหมด ให้กับ 9 หน่วยงาน อาทิ งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท เป็นต้น

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติให้แปรเพิ่มส่วนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 6,000 ล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 5,162 ล้านบาท พร้อมอภิปรายว่า เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวม 7.06แสนคน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบรวม 9,000 ล้านบาท เชื่อว่าไม่พอที่จะจัดสรรให้ผู้กู้รายเดิม และอาจมีนิสิต นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนต่อ หลุดจากระบบ หลายหมื่นราย แม้หน่วยงานจะเร่งรัดให้ชำระหนี้เพิ่ม โดยปี 2568 ตั้งเป้าได้รับชำระหนี้ 2.7 หมื่นล้านบาท และปี2570 ตั้งเป้าทำให้ได้ 20% คิดเป็นเงิน 3.3 หมื่นล้านบาท หากทำไม่สำเร็จ จะทำให้นิสิต นักศึกษาเสียโอกาสรับเงินกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ กมธ.ส่วนใหญ่ สนับสนุนคำแปรญัตติของ นางนันทนา พร้อมกับเห็นด้วยกับการแปรญัตติเพิ่มให้กับกองทุน กยศ. ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปราย ว่า กองทุน กยศ.ได้รับการเพิ่มงบในปี 2570 รวมเป็นจำนวนเกือบ 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณา คือปัญหาของ กยศ.ปัจจุบัน พบว่ามียอดเงินต้นครบชำระ กว่า 2.2 แสนล้านบาท และมียอดค้างชำระสะสม 1.1 แสนล้านบาท หากเพิ่มประสิทธิภาพการชำระหนี้ได้ จะทำให้กองทุนมีเงินมาเติม 2.2 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณให้

“ปัญหาของ กยศ.ไม่ใช่ไม่มีเงิน เพราะมีทรัพยากรเพียงพอ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการกองทุน ดังนั้น หากเพิ่มประสิทธิภาพ หรืออุดรูรั่วได้ เชื่อว่าปัญหาจะลดลง ลดการอุดหนุนจากเงินงบประมาณ และลดภาระให้กับรัฐบาลได้” นายกรวีร์ อภิปราย

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.อภิปรายท้วงติงที่จะนำเงินไปลงที่งบกลาง เนื่องจากงบกลางมีอยู่แล้วเกือบแสนล้าน ขณะที่งบของ ววน.ที่นางนันทนา เสนอ ที่ให้แปรเพิ่ม 4,000 ล้านบาท กมธ.เห็นว่าดีกันหมด แต่ทำไมไม่ให้เพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นงบตกรอบที่จะแปรญัตติให้หน่วยงานต่างๆ หลายคนกลัวเรื่องมาตรา 144 ว่าใครจะได้ประโยชน์หากจะไปแปรญัตติให้ ดังนั้น ขอให้คิดให้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้ว ได้ลงมติ พบว่า มติที่ประชุม 37 เสียง เห็นด้วยกับญัตติของนางนันทนา ส่วนญัตติของ น.ส.ศิริกัญญา มีผู้เห็นด้วยเพียง 15 คน งดออกเสียง 1

กมธงบฯปี70,งบประมาณรายจ่ายประจำปี,ศิริกัญญาตันสกุล,พรรคประชาชน,กยศ,

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ การอภัยโทษต้องไม่รวมพ่อค้ายารายใหญ่-คดีอุกฉกรรจ์ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด จี้สอบเส้นทางเงินโยงเครือข่ายช่วยเหลือ ให้คะแนนความประพฤติหวังเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมโบนัสวันสู่อิสระภาพ ชี้พิรุธ เล่าต๋า พ้นคุก รับโทษแค่ 9 ปี ชี้หากนับตามเกณฑ์ทำตัวดี-อภัยโทษแล้วยังต้องรับโทษต่อ 45 ปี

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง (พ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง) ว่า ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ได้พูดถึงพ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง เน้นกรณีคนที่ทำผิดซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอีกหลายๆ คดี โดยมองว่าการลดโทษให้ผู้กระทำผิดยังมีช่องว่างในส่วนของคนที่กระทำความผิดครั้งแรก ซึ่งยังไม่มีการควบคุมโดยพ.ร.บ.ที่จะนำเสนอนี้

แต่จากปัญหาของนายเล่าต๋า แสนลี่ ทำให้เราได้เห็นภาพกว้างของผู้ทำผิดครั้งแรก ซึ่งนายเล่าต๋าเป็นราชายาเสพติดที่มีอิทธิพล มีเครือข่ายกว้าง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ นำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาโดยศาลให้จำคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้ายติดคุกเพียง 8-9 ปีก็ได้ออกมา

คำถามคือวันนี้คนที่พิพากษาคือศาลหรือกระทรวงยุติธรรม หรือนักการเมือง เพราะนายเล่าต๋าได้รับการอภัยโทษทั้งหมด 6 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 7 ปีจากจำคุกตลอดชีวิตหรือเปรียบเทียบประมาณ 50 ปี แต่จำคุกจริงประมาณ 9 ปี ซึ่งต่างกันมาก คำถามคือการที่นายเล่าต๋าได้รับการปล่อยตัวเร็วขนาดนี้ เพราะอะไร

อย่างแรกคือกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ โดยในเรือนจำจะมีนักโทษทั้งหมด 6 ชั้น คือชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก หากเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมอย่างกรณีของนายเล่าต๋านั้น 1 เดือน จะมีการสะสมวันโบนัสลำวันจำคุกได้ 5 วัน ลดหลั่นกันตามชั้นของนักโทษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นักโทษในเรือนจำอย่างประพฤติดีอยากพัฒนาตัวเองและอยากได้รับการลดวันจำคุก

2. กระบวนการอภัยโทษ ที่บอกว่ากระบวนการของกรมราชทัณฑ์ที่ทำตามระเบียบ แต่จริงๆ แล้วยังมีกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยนักการเมือง คือรมว.ยุติธรรม ที่สามารถแก้ไขรายชื่อได้ ออกบัญชีแนบท้าย สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป กรณีนี้เป็นปัญหาทั่วโลก แต่สหรัฐเมริกา และแคนดามองว่าเป็นปัญหาจึงแก้ไขกฎหมาย TRUS Intensensing หรือ TIS กำหนดเพดานขั้นต่ำให้นักโทษต้องรับโทษ 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นประเทศไทยต้องถอยกลับมามองว่าจะทำอย่างไรให้คดีอุกชกรรจ์ร้ายแรง คดียาเสพติดโดยเฉพาะรายใหญ่ต้องรับโทษจริง ไม่ควรอ้างความชราภาพทำให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้คนแก่ออกไปค้ายาเสพติด เพราะเหตุผลลดโทษให้คนแก่ไม่ต้งอติดคุก เพราะมองถึงศักยภาพในการก่อคดีที่ต้องใช้พละกำลัง ซึ่งคดียาเสพติดไม่ได้ใช้พละกำลังเลย แต่ใช้อิทธิพล ใช้เครือข่าย ใช้อำนาจมืด ดังนั้นความชราภาพไม่ได้ป้องกันไม่ให้คนแก่ก่ออาชญากรรมยาเสพติดซ้ำได้

นายพงศกร กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองเห็นปัญหานี้และไม่อยากให้สังคมเกิดค่านิยมส่งเสริมให้คนแก่ไปค้ายาเพราะติดคุกไม่นานก็ออกมาใช้เงินที่ซุกซ่อนไว้อย่างสุขสบาย จึงขอเสนอใหมีการออกพ.ร.บ.บังคับโทษตามจริงตามคำพิพากษาเหมือนอเมริกาฯ หรือแคนาดา หรือจะแก้ไขกฎกระทรวง เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชทัณฑ์ซึ่งเราจะดำเนินการต่อแน่นอน เราต้องการลดภาพรวมถึงข้อเท็จจริงที่บอกว่า ตำรวจเสี่ยงตายจับ ศาลลงดาบพิพากษา แต่สุดท้ายนักการเมืองไขประตูปล่อย เราต้องไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องให้ประเทศไทยมีแต่ความยุติธรรมไม่ใช่ให้นักการเมืองปล่อยทุกคนที่เป็นพวกของเขา

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เนื่องจากทางกรมราชทัณฑ์ก็ออกมายอมรับว่ามีช่องว่าง ตรงนี้จริงๆ นายพงศกร กล่าวว่า อย่างแรกไม่ควรออกพระราชกฤษฎีกาลดโทษให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เพราะทุกวันนี้จะเห็นว่าผู้เสพหรือผู้ค้ารายเล็กจะติดคุกนานกว่ารายใหญ่หลายราย ไม่ใช่แค่นายเล่าต๋า สองคือต้องทบทวนกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้มีอิทธิพล หรือผู้ค้ายารายใหญ่มีเงินมาก ดังนั้นต้องตรวจสอบเส้นทางทางการเงินว่า ทำไมคนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักโทษชั้นเยี่ยมหมดเลย ดังนั้นกรมราชฑัณฑ์ใช้หลักเกณฑ์อะไรพิจารณา และรู้จริงขนาดไหนเพราะคนที่ประเมิมนคือเจ้าหน้าที่ด้านในคุกซึ่งไม่มีใครเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ดังนั้นต้องดูดีๆ พิจารณาจากอะไร เที่ยงธรรมหรือไม่

“กรณีของนายเล่าต๋าหากสมมุติว่าเขาเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมจำนวนวันลดการติดคุกได้ทั้งหมด 10 ปี สมมุตินับตั้งแต่วันแรก ก็สะสมได้เฉลี่ย แค่ 400 กว่าวัน หรือสามารถออกจากคุกได้เร็วกว่าประมาณปีกว่าๆ แต่วันนี้เขาติดคุกแค่ 9 ปีจากการจำคุกตลอดชีวิต ที่เปรียบเทียบว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ปีดังนั้นเขาจึงควรติดคุก 49 ปีแต่ปัญหาหลักคือการขออภัยโทษที่เสนอโดยนักการเมือง” นายพงศกร กล่าว

เมื่อถามต่อว่ารมว.ยุติธรรม ระบุว่าเกณฑ์ที่ใช้ในการปรับโทษ หรือ ลดโทษให้กับ นายเล่าต๋า มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 นายพงศกร กล่าวว่า นายเล่าตามีการขออภัยโทษตั้งแต่ปี 2562 ดังนั้นอย่าให้มีบัญชีแนบท้ายที่เสนอให้คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้รับการอภัยโทษ ดังนั้นวันนี้เราไม่อยากพึ่งพาความคิดหรือดุลยพินิจของนักการเมือง เพราะสมมุติว่าเปลี่ยนกระทรวงแล้วปรับครม.ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ จึงควรใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรืออิงตามกฎหมายของสหรัฐฯ กรณีคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง คดีค้ายาเสพติดที่เป็นรายใหญ่ แม้จะทำตัวดี หรือขออภัยโทษ แต่สุดท้ายห้ามรับโทษต่ำกว่า 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นถ้าอิงตามคำตัดสินของนายเล่าต๋าติดคุกตลอดชีวิตหรือราวๆ 50 ปีก็จะเท่ากับว่าต้องติดคุกจริงประมาณ 45 ปี ก็จะลดเรื่องอิทธิพลที่จะใช้กระทำความผิดได้ลดเรื่องของการส่งเสริมให้คนแก่ค้ายาได้

ประชาธิปัตย์ยาเสพติดเล่าต๋าแนวหน้าออนไลน์