‘แบมแบม-เจบี’ แห่ง GOT7 แท็กทีมบุกไทย ขึ้นเวทีเรียกรวมพล ‘อากาเซ่ไทย’ 14 พ.ย. นี้!

24 กันยายน 2569 เวลา 17:00 น.

สังเวียนความสนุกกำลังจะสั่นสะเทือนประเทศไทย เมื่อผู้จัดอย่าง Paradise และ Spring ENT ประกาศข่าวใหญ่ คว้าตัวขวัญใจอากาเซ่ (ชื่อแฟนคลับ) อย่างสองหนุ่มฮอตแห่งวง GOT7 “เจบี” (JAY B) ลีดเดอร์คนชิค และ “แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” สองพี่น้องสายปะทะที่แฟนคลับยกฉายาให้เป็นคู่ศัตรู(สุดซี้) แท็กทีมมาเปิดศึกหยุดโลก ขึ้นเวทีประชันแมตช์ความสนุกแบบไม่มีใครยอมใคร ในคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ “2026 K*Pop Masterz SPECIAL LIVE IN BANGKOK” ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569

งานนี้รับประกันว่าพี่น้องคู่นี้พร้อมสาดความสนุกแบบไม่ยั้ง นอกจาก แบมแบม และ เจบี จะมาปล่อยของในโชว์เดี่ยวของตัวเองแล้ว ยังมีไฮไลต์เด็ดอย่าง Special Collaborative Stage ที่ทั้งสองจะมาร่วมสร้างความตื่นเต้นบนสเตจเดียวกัน ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่าจะเป็นโชว์รูปแบบไหน การันตีความดุเดือดและความสเปเชียลที่มีให้ชมเฉพาะงานนี้เท่านั้น สมราคา ‘แมตช์หยุดโลก’ ที่อากาเซ่ชาวไทยรอคอย

ตอกย้ำความพิเศษด้วยโปรดักชัน แสง สี เสียง จัดเต็มระดับมาสเตอร์ ควบคู่ไปกับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ทางผู้จัดเตรียมมามอบให้แฟนๆ แบบอัดแน่น ทั้ง Sound Check, Send Off, ถ่ายภาพ 1:1 Photo และ 2:1 Photo(2 artists : 1 fan) รวมถึง โปสเตอร์พร้อมลายเซ็น, โพลารอยด์พร้อมลายเซ็น และ MD พร้อมลายเซ็น โดยเปิดจำหน่ายบัตรทั้งหมด 4 ราคา ได้แก่ บัตรราคา 7,900 บาท [VVIP – บัตรยืน], 5,900 บาท [บัตรยืน], 4,900 บาท [บัตรนั่ง] และ 3,900 บาท [บัตรนั่ง]

ศิลปินเตรียมเล่นใหญ่ อากาเซ่ห้ามอ่อนข้อ!?! เตรียมฟิตซ้อมวอร์มนิ้วกดบัตรและกาปฏิทินปักวันลุยกันได้เลย เพราะสังเวียนนี้จะเปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

JAYLERR คว้ารางวัล The Breakthrough Artist of The Year ที่เมืองอู๋ซี ประเทศจีน

24 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

อีกหนึ่งความภูมิใจและความสำเร็จของ JAYLERR เจเลอร์ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ศิลปินจาก GX10 ASIA ที่ล่าสุดคว้ารางวัล 年度突破歌手 (The Breakthrough Artist of The Year) จากงาน WMA微博音乐盛典 (Weibo Music Awards 2026) ณ Wuxi Olympic Sports Center Gymnasium เมืองอู๋ซี ประเทศจีน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางศิลปิน และการเดินหน้าสู่ตลาดเพลงจีน

 การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ JAYLERR หลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะศิลปินของ GX10 ASIA พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานเพลง และขยายโอกาสสู่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน สะท้อนอีกก้าวของการนำผลงาน และตัวตนทางดนตรีของเขาไปสู่ผู้ฟังในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

‘808 Festival 2026’ ปล่อยไลน์อัปเพิ่ม เดือดกว่าเดิม กับ 7 ดีเจดังตัวแรงระดับโลก

24 กันยายน 2569 เวลา 16:40 น.

ความมันยังไม่หยุดแค่นี้! หลังจากสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการ EDM ด้วยการประกาศไลน์อัปเฟสแรกจนแฟนเพลงทั่วเอเชียต่างจับตา ล่าสุด 808 Festival 2026 เดินหน้าเพิ่มดีกรีความเดือดด้วยการเปิดเผยรายชื่อศิลปินในเฟส 2 ที่พร้อมยึดทุกพื้นที่ของเฟสติวัลด้วยพลังดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

นำทัพโดย 999999999 ดูโอ้ Live Techno สุดโหดจากอิตาลี เจ้าของโชว์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดุเดือดที่สุดของวงการอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน พร้อมด้วย ดีเจดาวรุ่งที่กำลังเป็นที่จับตามองบนเวทีนานาชาติ 

GIORGIA ANGIULI ศิลปินหญิงมากความสามารถผู้โดดเด่นด้วยการผสมผสานเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับการแสดงสดอันเป็นเอกลักษณ์

JUSTUS ดีเจสาย House และ Tech House ที่กำลังมาแรง

KAAZE เจ้าพ่อ Big Room และ Progressive House ผู้ครองใจแฟน Mainstage ทั่วโลก

MESTO โปรดิวเซอร์ชาวดัตช์เจ้าของผลงานฮิตที่ได้รับการสนับสนุนจากดีเจระดับแถวหน้าของโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่แฟนเพลงสาย Trance ไม่ควรพลาด คือการโคจรมาพบกันของ NIFRA b2b WILL ATKINSON เซ็ต Back-to-Back สุดพิเศษที่พร้อมยกระดับพลังงานบนฟลอร์สู่จุดสูงสุด ด้วยการผสมผสานระหว่างความดุดัน อารมณ์ และเมโลดี้อันทรงพลังในแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

การประกาศศิลปิน Phase 2 ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่า 808 Festival 2026 คือจุดหมายปลายทางของแฟนเพลงอิเล็กทรอนิกส์ตัวจริง ด้วยการรวบรวมศิลปินจากหลากหลายแนวดนตรี ตั้งแต่ Techno, House, Progressive House, Big Room ไปจนถึง Trance ไว้ในงานเดียว พร้อมโปรดักชัน แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ระดับเวิลด์คลาสที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์เฟสติวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี

นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณว่าความมันส์ของ 808 Festival 2026 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ระดับที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และยังมีเซอร์ไพรส์อีกมากมาย ใครที่ยังไม่มีบัตร ถึงเวลาตัดสินใจแล้ว เพราะไลน์อัปร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  เตรียมไปสนุกสุดเหวี่ยงกันใน วันที่ 2-3 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา ซื้อบัตรได้แล้วทาง www.808festival.net  โดยบัตร 2-Day Pass ราคาเพียง 3,450 บาทเท่านั้น ไม่มีที่ไหนจะรวมพลังของคนรัก EDM ไว้ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับ 808 Festival 2026 อีกแล้ว

ลีน่า และ ดัง เตรียมร่วมคิกออฟ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 พบกัน 29 ก.ย. นี้ ที่ เซ็นทรัลชิดลม

24 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

ปลายเดือนนี้มีนัดกับสองคนฮอต! “ลีน่า–ลลินา ชูเอ็ทท์” และ “ดัง–ณัฎฐ์ฐชัย บุญประเสริฐ” เตรียมมาร่วมคิกออฟ “CENTRAL DOLCE ITALIA 2026” พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์แบบ Made in Italy ใครอยากเจอทั้งสองคน กดเซฟวันไว้เลย วันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 18.00–20.00 น. ณ THE ATRIUM ชั้น G ห้างเซ็นทรัลชิดลม!

ครั้งนี้ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์ อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA/ICE) รวมเสน่ห์แฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม และงานฝีมืออิตาลี ไว้ในคอนเซ็ปต์ “ARCHITECTURE IN STYLE” พร้อมไอเทมจากแบรนด์อิตาลีชั้นนำ ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ บิวตี้ น้ำหอม ไปจนถึงของแต่งบ้าน แถมมี 5 แบรนด์ใหม่ OKKIA, GASSA D’AMANTE, INZU, LORISTELLA และ MARNI KIDS ที่นำคอลเลกชันใหม่มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองไทยเฉพาะงานนี้

Screenshot

ส่วนลีน่าและดังจะมาในลุคไหน จะถ่ายทอดอิตาเลียนสไตล์ออกมาเก๋แค่ไหน ต้องรอดูวันงาน! แฟน ๆ เตรียมเจอคนโปรดส่วนสายแฟเตรียมส่องไอเดียแต่งตัวกันได้เลย

คนรักอิตาเลียนไลฟ์สไตล์ยังช้อปกันได้เต็มที่ พร้อมเตรียมสนุกกับกิจกรรมทุกสัปดาห์และโปรโมชันพิเศษตลอดงานกับ “CENTRAL DOLCE ITALIA 2026” ได้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน – 24 พฤศจิกายน 2569 ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ห้างเซ็นทรัลเชียงใหม่ และห้างเซ็นทรัลภูเก็ต รวมถึงหลากหลายช่องทางการช้อป ทั้ง Central App, central.co.th, Central Chat & Shop ผ่าน LINE Official @centralofficial, Central Personal Shopper บริการชมสินค้าแบบเรียลไทม์กับผู้ช่วยช้อปส่วนตัว, Inbox ทาง Facebook: Central Department Store รวมถึง CENNI ผู้ช่วยช้อป AI อัจฉริยะ ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบสิ่งที่ใช่ได้ในแชตเดียว

วงการหนังไทยอาลัย! เปี๊ยก โปสเตอร์ ตำนานผู้กำกับและช่างวาดใบปิดภาพยนตร์ เสียชีวิตอย่างสงบ วัย 93 ปี

24 กันยายน 2569 เวลา 16:13 น.

วงการหนังไทยอาลัย! “เปี๊ยก โปสเตอร์” ศิลปินแห่งชาติ ตำนานผู้กำกับและช่างวาดใบปิดภาพยนตร์ เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 93 ปี

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์และศิลปะไทย เมื่อ “เปี๊ยก โปสเตอร์” หรือ นายสมบูรณ์สุข นิยมศิริ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พุทธศักราช 2558 ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.15 น. สิริอายุได้ 93 ปี (เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2475) โดยเป็นการจากไปก่อนวันคล้ายวันเกิดครบ 94 ปี เพียง 24 วันเท่านั้น

S__73031696_0

ย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิต “เปี๊ยก โปสเตอร์” สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง ก่อนจะเริ่มต้นสร้างชื่อจากการวาดป้ายโฆษณา ปกนิตยสาร และภาพวาดสำหรับใบปิดภาพยนตร์ (โปสเตอร์) โดยภาพยนตร์เรื่อง “พี่ชาย” นับเป็นผลงานยุคแรก ๆ ที่สร้างชื่อให้เขา ซึ่งเอกลักษณ์การวาดด้วยสีโปสเตอร์และลายเซ็น “เปี๊ยก” ทำให้กลายเป็นชื่อที่คนทั้งวงการจดจำ ตลอดชีวิตการทำงานเขาวาดใบปิดภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 1,000 เรื่อง

นอกจากนี้ เขายังผูกพันกับสื่อสิ่งพิมพ์ภาพยนตร์ ทั้งการทำหนังสือ “ดาราภาพ” และเขียนคอลัมน์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่บทบาทผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเต็มตัวในปี พ.ศ. 2513 จากภาพยนตร์เรื่อง “โทน” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีผลงานคลาสสิกตามมาอีกมากมาย เช่น ดวง, ชู้, วัยอลวน, วัยระเริง, ข้างหลังภาพ, บินแหลก และ สะพานรักสารสิน (ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์)

S__73031697_0

ด้วยพื้นฐานความเป็นศิลปินทัศนศิลป์ เขาจึงได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้บุกเบิกการนำ สตอรีบอร์ด (Storyboard) มาใช้ในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างเป็นระบบ และในยุคหลัง แฟนหนังรุ่นใหม่ยังคุ้นหน้าคุ้นตาดีจากการรับบทแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ซึ่งส่งให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง

ไม่เพียงแค่สร้างสรรค์ผลงาน แต่ “เปี๊ยก โปสเตอร์” ยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์หนังไทย โดยร่วมเป็นคณะกรรมการโครงการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2527 และเป็น ผู้บริจาคฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่หอภาพยนตร์แห่งชาติเป็นรายแรก รวมทั้งมอบเอกสาร อุปกรณ์ และสิ่งของเกี่ยวกับการทำงานภาพยนตร์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังสืบไป

S__73031695_0

แม้ในวันนี้ ปลายพู่กันและกล้องถ่ายทำของผู้กำกับระดับตำนานจะหยุดลงแล้ว แต่ผลงานใบปิด ภาพยนตร์ทุกเรื่อง และมรดกทางศิลปะที่ท่านทิ้งไว้ จะยังคงถูกจดจำในฐานะหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยตลอดไป

ทีมข่าวแนวหน้าบันเทิงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวนิยมศิริ และขอร่วมอาลัยต่อการจากไปของศิลปินแห่งชาติผู้เป็นที่รักของคนในวงการมา ณ โอกาสนี้

ผู้ใหญ่ใจดี ‘คุณธนินท์ เจียรวนนท์’ มอบคอนโดให้กับครอบครัว ‘เนเน่’ โดยไม่มีภาระผูกพันใดๆ

24 กันยายน 2569 เวลา 15:48 น.

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ พร้อมด้วย ดร.ณัฐวัฒน์ (ดร.แตน) คุณทิพพาภรณ์ (คุณบี) อริยวรารมย์ และคุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ เป็นตัวแทนครอบครัว มอบคอนโดมิเนียม Mulberry Grove The Forestias ให้แก่ คุณณรงค์ อำลอย และคุณชวนพิศ พูลเกิด พ่อ-แม่น้องเนเน่ (รัตติกานต์ อำลอย) เพื่อเป็นบ้านและรากฐานแห่งความมั่นคงให้กับครอบครัวของ “เนเน่” พร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความฝันต่อไปอย่างมั่นคงและอบอุ่น

คุณธนินท์ได้กล่าวกับครอบครัวน้องเนเน่ว่า  “เรื่องราวของครอบครัวของน้องเนเน่นี้จะส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมคุณค่าของครอบครัวและผู้คนที่คอยอยู่เคียงข้างตลอดเส้นทาง การมอบในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการมอบ ที่อยู่อาศัย  แต่คือการมอบความมั่นคงให้กับครอบครัว และพื้นที่แห่งโอกาสให้ความฝันได้เติบโต ด้วยความเชื่อว่า ทุกความฝันที่ดี เมื่อได้รับโอกาส ความเชื่อมั่น และการสนับสนุน สามารถเติบโตเป็นพลังที่สร้างสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคมได้ และเมื่อคนหนึ่งคนได้รับโอกาส วันหนึ่งเขาอาจเป็นผู้ส่งต่อโอกาสและแรงบันดาลใจนั้นให้กับผู้คนอีกมากมาย ขอให้บ้านหลังนี้เป็นมากกว่าสถานที่อยู่อาศัย แต่เป็น บ้าน ที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความมั่นคง เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันบทใหม่ และเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะไกลเพียงใด เมื่อเรามีความเชื่อมั่น มีความพยายาม และมีครอบครัวเป็นลมใต้ปีก ความฝันก็สามารถเป็นจริงได้” การมอบที่อยู่อาศัยในครั้งนี้เป็นการมอบจากครอบครัวถึงครอบครัว โดยไม่มีภาระผูกพันใดๆ

MY EYES บินลัดฟ้าสู่สหรัฐฯ ร่วมงาน “Sawasdee DC 2026” ขนเพลงลูกทุ่งสร้างความสุขให้คนไทยไกลบ้าน

24 กันยายน 2569 เวลา 15:22 น.

MY EYES ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป จาก GMM MUSIC สังกัด  Grammy Gold เดินทางสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังได้รับเกียรติจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เป็นตัวแทนศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงในงาน “Sawasdee DC 2026” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านเสียงเพลง การแสดง พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการนำ Soft Power ของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมในต่างประเทศ

ก่อนถึงวันงานใหญ่ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 MY EYES ยังได้รับเกียรติให้เข้าร่วม งานแถลงข่าว ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน Sawasdee DC 2026 โดย MY EYES ได้โชว์ร้องเพลง “ของฝาก”  ให้บรรดาสื่อมวลชนได้ชม และยังได้ร่วมร้องเพลงกับ ท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ดร.สุริยา จินดาวงษ์ อีกด้วย

สำหรับงาน “Sawasdee DC 2026” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ณ Pennsylvania Avenue ภายใต้แนวคิด “Harmonious Vibes, Creative Heartbeats” เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ครบรอบ 193 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง ครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ภายในงานมีการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยในหลากหลายมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ผ้าไทย อาหาร ดนตรี Wellness การแสดงนาฏศิลป์ไทย การแสดงมวยไทย  งานนี้ MY EYES จัดเต็มการแสดงถึง 2 รอบ ขนเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนานมาสร้างความสุขให้กับผู้ชม โดยเฉพาะพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างออกมาร้อง เต้น และรำไปพร้อมกับศิลปินอย่างสนุกสนาน บรรยากาศหน้าเวทีเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หลายคนร่วมโยกตามจังหวะเพลงอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนไทยในต่างแดนได้สัมผัสความสนุกและบรรยากาศแบบไทย ๆ อีกครั้ง

ด้าน เจนนี่ MY EYES เผยความรู้สึกถึงการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานครั้งนี้ว่า “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากค่ะที่ MY EYES ได้มีโอกาสมาแสดงในงาน Sawasdee DC 2026 และได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเพลงและความเป็นไทยมาส่งต่อให้พี่น้องคนไทยที่อยู่ในอเมริกา รวมถึงผู้ชมชาวต่างชาติ พอได้เห็นทุกคนออกมาร้อง มาเต้น และสนุกไปกับเพลงของเรา ก็รู้สึกประทับใจและหายเหนื่อยมาก ๆ ค่ะ อยากขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ให้โอกาสพวกเราได้มาร่วมงานสำคัญครั้งนี้ รวมถึง Sisters Group USA, คุณศุมนธิตา ดิษยวรรธนะ และคุณจตุรนต์ ศรีโรจน์ ที่ให้การสนับสนุนและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ทำให้การเดินทางมาครั้งนี้เต็มไปด้วยความประทับใจและเป็นความทรงจำที่ดีมากค่ะ”

ตั้ม บ้าพลัง บุกสภาฯ แต่งตัวเป็นโคนัน ทำแสบเปิดตัวลูกพี่ โชว์ป๋องแป้ง ยันมาทวงโควตาสลากผู้พิการ แฉกลโกงฟอกเงินเว็บพนัน-สแกมเมอร์

24 กันยายน 2569 เวลา 16:00 น.

24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เดินทางมาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง สภาผู้แทนราษฎร

โดยทนายตั้มแต่งตัวเป็นยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ซึ่งมาพร้อมกับแว่นขยายของโคนัน โดยขับรถสปอร์ต Nissan GT-R (R35) สีแดง ล้อเลียนรถสปอร์ตหรู ลัมโบร์กินี ของ กัน จอมพลัง

ก่อนการให้สัมภาษณ์ ทนายตั้มได้เปิดตัวลูกพี่ คือ หยิบกระป๋องแป้งเด็กแคร์สีฟ้าออกมาจากเสื้อสูท โชว์ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่จะระบุว่า ตอนนี้ลูกพี่ผมน่าจะว่างอยู่ เพราะฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ใช่ ก่อนจะบอกว่า ลูกพี่ของผม “ชื่อแป้ง” เป็นลูกพี่ที่คุ้มครองกะลาหัวผมอยู่ทุกวันนี้ และหอมแป้งโชว์สื่อมวลชน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตอนมาในลุคของโคนัน เพื่อตามหาความจริง ใครขโมยสลากผู้พิการต้องมีการค้นหากัน และอย่างที่เห็นว่าวันนี้ตนมาด้วยรถคันสีแดง ถึงจะไม่ใช่ลัมโบร์กีนี แต่รับรองว่าชุดแต่งไม่ใช่ของปลอมแน่นอน ไม่เหมือนลัมโบร์กีนีของใครก็ไม่รู้ ที่ใช้ชุดแต่งปลอม และถูกอายัดทะเบียน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง มาพูดในเรื่องของสลาก ไม่อยากให้มี อินฟูเอ็นเซอร์ รับบริจาคทำเท่อยู่คนเดียว อยากจะแก้ปัญหาในเชิงระบบโครงสร้าง หากเราแก้ในเรื่องระบบได้ ทางผู้พิการก็ไม่จำเป็นไปแบมือขอรับเงินบริจาคใคร สามารถประกอบอาชีพด้วยตนเองได้ เขาไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร ผมคุยกับผู้พิการที่มาร่วมกับผม 500 คน เขาอยากจะทำงานด้วยตัวเอง อยากให้เขาได้โควต้าสลากในการดำรงชีพ

“วันนี้ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เกี่ยวกับ รปภ.คนหนึ่ง ขโมยสลากของคนพิการ งวดหนึ่งประมาน 2 แสนฉบับ 1 เดือน 4 แสนฉบับ โดยจะไปร่วมมือกับคนขายลอตเตอรี่ออนไลน์ ปัจจุบันมีอยู่เจ้าหนึ่ง โดยใครถูกรางวัล 10 ใบ 60 ล้านบาท โดยที่เจ้าของสลากออนไลน์ก็จะนำเงินสดไปให้ มีโปรโมชั่นไม่หักค่าภาษี ได้รับเงินเต็มๆ ในการถูกลอตเตอรี่ เสร็จแล้วเขาจะได้สลากมา รปภ.จะนำสลากแม่แร่ขายกับเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ที่ต้องการจะฟอกเงิน โดยไปขายต่อเพิ่มอีก 20% จาก 60 ล้านบาท จะกลายเป็น 72 ล้านบาท ได้ส่วนต่าง 12 ล้านบาท โดยจะเอาเศษเงินกระดูกนิดหน่อย ไปช่วยเหลือคน ไปบริจาคตรงนั้นตรงนี้ ผมบอกเลยเมื่อก่อนคนเขาเกรงใจ ไม่ได้เกรงใจ รปภ.คนนี้ แต่เขาเกรงใจคุณหนุ่ม กันภัย แต่วันนี้คุณหนุ่ม กันภัย หลุดจากสายสนิท วันนี้มันถึงโดนอ้วกขนาดนี้” ทนายตั้ม กล่าว

เมื่อถามว่า การเปิดตัวพูดถึงแป้ง ซึ่งสังคมรับรู้ว่าหมายถึงใคร แสดงว่ามีข้อมูลเชิงลึกหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มีอะไรมาก เข้ามาที่สภาผู้ทรงเกียรติ จะเข้ามาโดยที่ไม่มีใครเป็นแบ็คไม่ได้ เดี๋ยวจะเหมือนทนายธรรมราช ที่ให้ สก.แรบบิท จ้างคนไปตบเขา ผมก็กลัวเหมือนกัน ผมจึงต้องให้ลูกพี่ผมมาด้วย อยู่ใกล้ตัวมันอุ่นใจ จะได้ไม่มีใครจ้างคนมาตบระหว่างสัมภาษณ์

เมื่อถามว่า แล้วใครเป็นลูกพี่อยู่เบื้องหลัง ทนายตั้มได้หยิบกระป๋องแป้งจากกระเป๋าเสื้อสูทมาโชว์ผู้สื่อข่าวและบอกว่า “นี่แหละ ลูกพี่ทนายตั้มบ้าพลัง คือคนนี้เลย แต่วันนี้เค้าใส่ชุดสีฟ้ามา ปกติใส่ชุดสีเขียว ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่า เดี๋ยวจะไปรวมกับสีน้ำเงิน มันจะเป็นสีอะไรดี หรือเป็นสีฟ้าดี เขายังสับสนกับชีวิตอยู่ รอเขาหายสับสน เขาจะรู้”

เมื่อถามว่า สิ่งที่ทนายตั้มพูด เชื่อมโยงกับการเมือง มีวาระอะไรซ่อนเร้นอยู่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มี แต่เหมือนเป็นพรรครอ ยังไม่มีอะไรมาก รอร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า การที่ออกมาพูดแบบนี้ ไม่กลัวหรือ ทนายตั้ม กล่าวว่า ถ้ากลัวก็ไม่ออกมา เมื่อถามย้ำว่า มีพระดี มีแบ็คกดี หรือมีเรื่องอะไรๆ อยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า “พูดแบบไม่ติดตลก ผมไม่มีแบ็กสักคน กับบิ๊กโจ๊กผมก็เลิกคบไปแล้ว ตอนนี้แบ็กผมใครรู้ไหม เป็นคนพิการทั่วประเทศ ให้กำลังใจและส่งกำลังใจให้ผม รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วย”

ทนายตั้ม กล่าวว่า หลังจากนี้จะประสานกับกระทรวงแรงงาน ให้ผู้พิการมีงานทำ โดยวันนี้ตนไม่ได้มาร้อง กมธ.แต่ช่วยเหลือพูดคุยเรื่องปัญหาโควต้าสลากผู้พิการ ซึ่งวันนี้จะมีการเชิญองค์การทหารผ่านศึกมาด้วย

เมื่อถามว่า จะมีความหวังให้ รปภ.คนนั้นคลายโควต้าสลากล็อตเตอรี่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้มาพูดเรื่องปลาสลิดดีกว่า ซึ่งคนไทยอยากกินปลาสลิดแน่นอน (ฉายาของ กัน จอมพลัง) แต่เรื่องต่อจากปลาสลิด คนไทยจะกินไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย ที่มาเข้าหูผม

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้เสียหายไปร้องเรียน กับนายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ว่ามูลนิธิกันจอมพลัง ขอปลาดสลิด 1.2 ตัน เพื่อไปช่วยเจ้าหน้าที่ ในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดี ที่ผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อ ทนายตั้ม กล่าวว่า ตนได้ทราบเรื่องนี้กับนายธนกฤตมาบางส่วน แต่ต้องบอกด้วยว่าธนกฤตยังเห็นกันเป็นน้อง จึงรู้สึกไม่อยากโจมตีอะไรกัน แต่เมื่อมีคนมาร้องเขาก็ต้องช่วยเหลือประชาชน โดยพาไปหน่วยงานต่างๆ ที่น่าจะช่วยเหลือได้ ซึ่งตนรู้มาว่าหลังจากไปขอร้อง ก็มีสายมาข่มขู่ป้าคนนั้นที่ไปร้องเรียน ก่อนจะพูดว่า ”ให้ไปถามนายธนกฤตจะดีกว่า“

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ทนายตั้ม ได้เดินไปที่ห้องอาหารสภาชั้น B2 ฝั่ง สส.ซึ่งมีเด็กนักเรียนมาเยี่ยมชมอาคารรัฐสภากรี๊ดและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะเดินไปดูฝ้าโรงอาหารของสภาที่เคยถล่มลงมา หลังจากนั้นได้หยิบไมค์ของนักศึกษาที่มาร้องเพลงเปิดหมวก เอามาร้องเพลง โดยได้ร้องเพลง “ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน” ของ ดา เอ็นโดรฟิน ก่อนจะระบุว่า จำเป็นต้องร้องแบบนี้เพื่อหลบลิขสิทธิ์

โดยก่อนที่จะขึ้นไปประชุมกับ กมธ. ทนายตั้ม ได้จับมือพูดคุยทักทายกับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อีกด้วย

ธนกร จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน

24 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

“ธนกร”จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน ลั่นหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่มีเงินกองไว้ แต่ต้องดูแลคนทำงานในวันที่แก่เฒ่า ให้ได้บำนาญมากพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

24 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลขทางบัญชีทั่วไป แต่ส่งสัญญาณเตือนถึงประเด็นที่ต้องรีบหาทางแก้ไข เพราะเงินทุกบาทในกองทุนนี้ คือความมั่นคงในชีวิตของคนทำงาน เป็นเงินที่พี่น้องประชาชนส่งสมทบไว้ในวันที่เขายังมีเรี่ยวแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่า ในวันที่เขาเจ็บป่วย ตกงาน หรือในวันที่ร่างกายทำงานต่อไม่ไหว ระบบนี้จะยังดูแลเขาได้

ทั้งนี้ หากเราดูตัวเลขในรายงานอย่างผิวเผิน ณ สิ้นปี 2567 กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์รวมสูงถึงประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท แต่คำถามคือ เรามั่นใจได้หรือไม่ว่า ในอีก 20 30 หรือ 40 ปีข้างหน้า กองทุนจะยังคงมีเงินจ่ายบำนาญให้กับคนทำงานในวันนี้ได้อย่างครบถ้วน

นายธนกร กล่าวต่อว่า ไส้ในของรายงานเราจะเริ่มเห็นเค้าลางของปัญหา ประการแรกคือ ภาระที่พุ่งสูงขึ้น เฉพาะค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพในปี 2567 สูงถึง 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 15% และไม่แน่ว่าปีต่อๆ ไปจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเท่าไหร่ ตามโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยของไทย และระบบของกองทุนชราภาพ ที่กำหนดสูตรบำนาญไว้ล่วงหน้า ไม่ได้จ่ายบำนาญตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนได้จ่ายสมทบเข้ากองทุน ทำให้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน ประการที่สองคือ ข้อสังเกตจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุชัดเจนว่า การรับรู้ประมาณการหนี้สินกรณีชราภาพ ณ สิ้นปี 2567 ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึงประมาณ 294,676 ล้านบาท ตัวเลขนี้กำลังเตือนสติเราว่า ในการประเมินฐานะกองทุนบำนาญ เราจะมองแค่เงินในกระเป๋าที่มีวันนี้ไม่ได้ แต่เราต้องประเมินภาระหนี้สินในอนาคตที่เราสัญญาไว้กับคนทำงานด้วย ว่าเงินก้อนนี้มันเพียงพอหรือไม่

นายธนกร กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขในระดับโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้ 1.ยกระดับการบริหารกองทุนให้เป็นมืออาชีพ เรากำลังบริหารเงินลงทุนกว่า 2.6 ล้านล้านบาท เงินระดับนี้ต้องมีความชัดเจนว่า ใครกำหนดนโยบาย ใครลงทุน ใครบริหารความเสี่ยง และใครวัดผล เราต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีระบบที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะมันคือหยาดเหงื่อและหลักประกันของพี่น้องผู้ประกันตน 2.บริหารการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลตอบแทนเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผลตอบแทนที่สูงย่อมตามมาด้วยความเสี่ยง สิ่งที่เราต้องทำคือ การกำหนดเป้าหมายระยะยาว กระจายการลงทุนอย่างชาญฉลาด และมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่สอดรับกับภาระผูกพันของกองทุน และ 3.กล้าทบทวนทั้งฝั่งรายรับ และฝั่งสิทธิประโยชน์ให้เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพดานค่าจ้าง อัตราเงินสมทบ หรือการปรับสูตรคำนวณบำนาญ ทุกครั้งที่เราจะปรับระบบ เราต้องประเมินทั้งเรื่องภาระลูกจ้าง นายจ้าง ความยั่งยืนของกองทุน และบำนาญ ที่คาดว่าจะได้รับว่าเพียงพอแล้วหรือยัง

“สถาบันวิจัย TDRI เคยประเมินไว้ว่า หากโครงสร้างระบบประกันสังคมยังเป็นแบบเดิม รายจ่ายของกองทุนบำนาญมีแนวโน้มจะแซงหน้ารายรับภายในปี 2580 แรงกดดันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น วันนี้เรายังมีเวลา ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยลุกขึ้นมาแก้ หากเราเริ่มวันนี้ เรายังสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวของกองทุนให้สาธารณชนได้รับทราบ ประเมินไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า สถานะรายรับ-รายจ่ายจะเป็นอย่างไร และหากต้องมีการปรับปรุงระบบ ใครจะต้องเป็นผู้ร่วมรับภาระนี้บ้าง เราไม่ควรทิ้งระเบิดเวลานี้ไว้ให้คนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพัง เพราะหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่การมีเงินกองไว้ในวันนี้ แต่คือการรักษาสัญญาที่จะดูแลพี่น้องคนทำงานไปจนถึงวันที่พวกเขาแก่เฒ่า ให้ได้บำนาญในจำนวนที่มากเพียงพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย” นายธนกร กล่าว

เทพไท วิเคราะห์ 4 สัญญาน กล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

24 กันยายน 2569 เวลา 15:42 น.

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สัญญาน4ข้อ ของกล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

หลังจากกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีปัญหากัน ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรม มีการตัดชื่อวิปของพรรคกล้าธรรมออกจากคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านไปทั้งหมด เพื่อต้องการให้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ต้องมาอยู่ภายใต้การประชุม หรืออาณัติของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าวหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง จึงทำให้ไม่มีการตั้งคำถามว่า การที่พรรคกล้าธรรมออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เกิดจากพรรคกล้าธรรมขอถอนตัว หรือถูกไล่ออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

แม้ว่าความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ปฏิบัติตามมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และอาจจะนำมาสู่การยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาในพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ตัดชื่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามว่า ทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพ และไม่มีการลงชื่อในญัตติอภิปรายไว้วางใจ หรืออาจจะลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สอดคล้องกัน

จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมต้องการที่จะปรับสถานะของตัวเอง จากพรรคร่วมฝ่ายค้านไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ใหม่ๆ แต่ด้วยเงื่อนไขและข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว จึงทำให้พรรคกล้าธรรมต้องมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยความจำเป็น และตลอดระยะเวลาที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายคอย พรรคกล้าธรรมได้แสดงไมตรีต่อพรรคภูมิใจไทย เพื่อต้องการจะร่วมรัฐบาลหลายครั้ง อย่างน้อยที่เห็นอยู่ 4 ปรากฏการณ์สำคัญ คือ

1.ในกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่าขัดต่อรัฐรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงชื่อในคำร้องอย่างพร้อมเพรียง แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อในคำร้องร่วมกับฝ่ายค้านอื่นๆ

2.ในการพิจารณาพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล มติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โหวตไม่รับร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สามารถใช้สิทธิ์งดออกเสียงได้ แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้โหวตตามมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน กลับมีมติโหวตสวนมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือ โหวตรับร่างพรบ.งบประมาณประจำปีของรัฐบาล

3.จากกรณีคดีฮั้วส.ว.ที่มีการพิจารณาของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วส.ว. ซึ่งมีรัฐมนตรี ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับพยานในคดีฮั้วส.ว.อย่างน้อย3คน คือนายเอกราช ช่างเหลา นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นายอัษฎางค์ แสวงการ ได้หนังสือขอกลับคำให้การต่อประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง ทำให้คดีฮั้วส.ว.ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ถูกตัดตอนไป ไม่โดนสั่งฟ้องและไม่โดนคดียุบพรรค

4.หลังจากมีปัญหากัน ระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ จะเห็นการโพสต์ของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม เป็นภาพที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สวมนาฬิกาคาสิโอ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบให้ เป็นการแสดงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า มีข้อตกลง มีการหมั้นหมาย และมีการพูดคุยกันถึงอนาคตการร่วมรัฐบาล

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ 4 ข้อที่เกิดขึ้น มีความชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมมีความฝักใฝ่ในการเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น จึงทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้แสดงออกเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย จึงตัดสินใจตัดรายชื่อวิปในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไป

ซึ่งต้องจับตาดูว่า เมื่อพรรคกล้าธรรมไปเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระแล้ว จะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลตามที่รอคอยเมื่อไหร่หรือไม่