Maui Jim คว้า ‘เฟย ภัทร เอกแสงกุล’ เปิดตัวแคมเปญใหม่ในประเทศไทย

17 กันยายน 2569 เวลา 13:08 น.

Maui Jim แบรนด์แว่นตากันแดดระดับไฮเอนด์ที่ได้รับการยอมรับในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีเลนส์อันล้ำสมัย เปิดตัวแคมเปญล่าสุดในประเทศไทย พร้อมนำเสนอเสน่ห์ของการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่ผสานประสิทธิภาพ งานออกแบบ และตัวตนของผู้สวมใส่เข้าไว้ด้วยกัน โดยครั้งนี้ได้นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถอย่าง “เฟย” ภัทร เอกแสงกุล ผู้โดดเด่นด้วยไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟและรสนิยมการแต่งตัวอันเป็นเอกลักษณ์ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของแคมเปญผ่านมุมมองและสไตล์ในแบบฉบับของเขา

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่แอ็กทีฟ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง หรือการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เฟยสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่ผสานความหลงใหลในการออกไปสัมผัสธรรมชาติเข้ากับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแคมเปญ Maui Jim และแว่นกันแดดที่ออกแบบมาเพื่อมอบทัศนวิสัยที่คมชัดและประสิทธิภาพการมองเห็นในหลากหลายสภาพแวดล้อม

แคมเปญนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหลากหลายโมเมนต์ในแบบฉบับของเฟย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในแต่ละวัน การทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไปจนถึงการออกรอบตีกอล์ฟ เผยให้เห็นถึงความหลากหลายของแว่น Maui Jim ที่ตอบโจทย์แต่ละกิจกรรมและจังหวะของการใช้ชีวิต พร้อมมอบประสิทธิภาพการมองเห็นระดับพรีเมียมควบคู่ไปกับสไตล์เหนือกาลเวลา

นอกจากนี้ ยังนำเสนอแว่นตาหลากหลายรุ่นจาก Maui Jim ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Ho’okipa Ultra, Ho’okipa Ultra G, แว่นทรงมาสก์ Miona รวมถึงกรอบแว่นสายตาจาก Optical Collection ใหม่ล่าสุด แต่ละดีไซน์ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อมอบทัศนวิสัยที่คมชัด ความสบายในการสวมใส่ และสไตล์อันโดดเด่น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Maui Jim ในการผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีเลนส์ งานฝีมือระดับพรีเมียม และดีไซน์ร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน

Maui Jim ถือกำเนิดขึ้นบนชายหาดของเกาะเมาวี จากแนวคิดในการสร้างสรรค์แว่นกันแดดเพื่อปกป้องดวงตาจากแสงแดดอันเจิดจ้าของเกาะ ก่อนจะเติบโตสู่แบรนด์ระดับโลกที่ปัจจุบันวางจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศ และเป็นที่รู้จักจาก “Aloha Spirit” อันเป็นเอกลักษณ์ การบริการที่ใส่ใจ ตลอดจนเทคโนโลยีเลนส์ PolarizedPlus2 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์

แว่นกันแดดทุกรุ่นได้รับการออกแบบให้สามารถป้องกันรังสียูวีที่เป็นอันตราย พร้อมลดแสงสะท้อน เพื่อมอบการมองเห็นที่คมชัดยิ่งขึ้น ทั้งในด้านสีสัน ความชัดเจน และรายละเอียด นอกจากนี้ Maui Jim ยังได้รับตรารับรองจาก Skin Cancer Foundation ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการกรองรังสียูวีสำหรับดวงตาและผิวหนังบริเวณรอบดวงตา ในปี 2022 Maui Jim ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Kering Eyewear ภายใต้ Kering กลุ่มบริษัทลักชัวรีระดับโลก

ไปรษณีย์ไทย x สยามอะเมซิ่งพาร์ค ‘เปิด JiSOO Post Office’ ชวนแฟนทั่วโลกตามรอย ‘CLICK’ บนโลเคชันจริงของมิวสิกวิดีโอ

17 กันยายน 2569 เวลา 13:05 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก จำกัด ผนึกกำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “CLICK at Siam Amazing Park” นำแรงบันดาลใจจากมิวสิกวิดีโอเพลง “CLICK” ของ JISOO ศิลปิน K-POP ระดับโลกมาต่อยอดสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางมาสัมผัสได้จริง พร้อมตอกย้ำแนวคิด ‘Lifestyle Logistics Brand’ ของไปรษณีย์ไทย ผ่านการนำบริการและศักยภาพขององค์กรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Fan Experience เพื่อยกระดับประสบการณ์ของแฟนๆ ให้เชื่อมโยงกับศิลปินที่ชื่นชอบมากยิ่งขึ้น หวังดึงพลัง Fandom Economy ต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับสยามอะเมซิ่งพาร์คในครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้นำเอกลักษณ์และศักยภาพขององค์กรมาร่วมสร้างสีสันให้กับ “CLICK at Siam Amazing Park” ผ่านไฮไลต์สำคัญอย่างการเปิด “ปณ. JISOO” และ “ตู้ ปณ. JISOO 10230” เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้เขียนข้อความ ส่งความรัก ความคิดถึง และกำลังใจไปถึง JISOO ผ่านจดหมายหรือโปสต์การ์ด นอกจากนี้ ยังมีคอลเลกชันพิเศษสำหรับแฟนๆ ทั้ง iStamp, Postcard และ PVC Card จำหน่ายภายใน ปณ. JISOO ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนทิศทางของไปรษณีย์ไทยในการก้าวสู่การเป็น Lifestyle Logistics Brand ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งจดหมายหรือพัสดุ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงผู้คนกับสิ่งที่รักและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ผ่านบริการและประสบการณ์ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์และความสนใจของผู้คนในปัจจุบัน”

ภาพรวมของกิจกรรม “CLICK at Siam Amazing Park” สยามอะเมซิ่งพาร์คได้นำโลเคชันและบรรยากาศที่ปรากฏในมิวสิกวิดีโอ “CLICK” มาสร้างเป็นประสบการณ์ในพื้นที่จริง ให้แฟนๆ ได้ตามรอยสถานที่จากมิวสิกวิดีโอ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมและจุดแลนด์มาร์กต่าง ๆ ภายในสวนสยาม ทั้งการถ่ายภาพและเก็บความทรงจำจากผลงานที่ชื่นชอบ โดยเปิดพื้นที่ให้แฟน ๆ จากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้สัมผัสประสบการณ์ที่เชื่อมโยงโลกบนหน้าจอกับสถานที่จริงในประเทศไทย และต่อยอดความชื่นชอบให้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการเดินทางมาท่องเที่ยว

สำหรับไฮไลต์สำคัญจากไปรษณีย์ไทยของกิจกรรมในครั้งนี้แฟนๆ ชาวไทย – ชาวต่างชาติสามารถเขียนจดหมายหรือโปสต์การ์ดส่งถึง Jisoo จากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก และจ่าหน้าซองส่งมายังตู้ ปณ. Jisoo 10230 หรือ P.O. BOX JISOO THAILAND 10230 โดยไปรษณีย์ไทยจะทำหน้าที่รวบรวมจดหมายเหล่านี้เพื่อส่งต่อให้ Jisoo ต่อไป ทั้งนี้ แฟน ๆ ที่เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ ณ JISOO Post Office ยังสามารถฝากส่งจดหมาย-โปสต์การ์ด พร้อมประทับตราประจำวันแบบพิเศษ ที่จัดทำขึ้นแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่สยามอะเมซิ่งพาร์คเท่านั้น

นอกจากนี้ ภายใน JISOO Post Office ยังมีคอลเลกชันพิเศษสำหรับแฟนๆ ทั้ง iStamp, Postcard และ PVC Card รวมถึงสินค้าไปรษณีย์ไทยอื่นๆ สำหรับเลือกซื้อและเก็บสะสมเป็นที่ระลึก พร้อมเปิดให้บริการฝากส่งด่วน EMS ในอัตราค่าบริการเหมาจ่ายตามขนาดกล่อง/ ซอง และบริการส่งของแบบเหมากล่องไปต่างประเทศ Travel Lite World รับส่วนลดค่าบริการ 5% ทุกขนาดกล่องและทุกปลายทาง เฉพาะภายในงาน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Post Family สามารถแลกรับส่วนลดเข้าสวนสยาม จากราคา 1,000 บาท เหลือ 300 บาท เที่ยวได้ทั้งสวนน้ำและสวนสนุกแบบไม่อั้นตลอดทั้งวัน

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงครั้งใหม่กับ CLICK at Siam Amazing Park ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด https://www.facebook.com/thailandpost.co.th และ สยามอะเมซิ่งพาร์คhttps://www.facebook.com /siamamazingpark

Balenciaga เปิดตัวกระเป๋า Hourglass พร้อมคอลเล็กชั่น Winter 26

17 กันยายน 2569 เวลา 13:02 น.

Balenciaga เปิดตัวกระเป๋ารุ่น Hourglass Avenue เป็นครั้งแรกพร้อมกับคอลเล็กชั่น Winter 26, ClairObscur ซึ่งเป็นการนำซิลูเอตอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงอย่าง Basque Waist หรือ Hourglass มาตีความใหม่

เริ่มต้นจากการตีความใหม่ของลวดลายพื้นถิ่นโดย Cristóbal Balenciaga ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมของแคว้นบาสก์บ้านเกิดของเขา รูปทรง Hourglass ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวของแบรนด์

กระเป๋ารุ่น Hourglass ของ Balenciaga ซึ่งเปิดตัวพร้อมคอลเล็กชั่น Winter 2019 ในฐานะหนึ่งในไอคอนของแบรนด์ ฐานกระเป๋าที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงเฉพาะตัวทำให้กระเป๋าไม่แนบสนิทไปกับพื้นผิวเรียบ สะท้อนแนวคิดดั้งเดิมของโครงสร้างที่ดูเสมือนลอยตัว

ในปี 2026 ซิลูเอตดังกล่าวได้รับการตีความใหม่อีกครั้งโดย Pierpaolo Piccioli ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ในรูปแบบของ Hourglass Avenue กระเป๋าที่ผสานความสง่างามอันโดดเด่นเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน โดยให้ความสำคัญกับความงดงามของรูปทรงมากกว่าความแข็งเป็นทรง นำเสนอการออกแบบที่มีโครงสร้างลื่นไหลมากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงไว้ซึ่งเส้นโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ของชื่อ Hourglass กระเป๋า Balenciaga รุ่น Hourglass Avenue โดดเด่นด้วยรูปทรงที่ทั้งคงโครงสร้างและดูผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน พร้อมหูหิ้วแบบบานพับที่เพิ่มความสะดวกในการถือเมื่อใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

สายสะพายแบบครอสบอดี้ที่สามารถถอดออกได้ ช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์และฟังก์ชันการใช้งานให้กับกระเป๋า ฝากระเป๋าด้านบนแบบพับได้มาพร้อมตัวล็อก ซึ่งประกอบด้วยแถบโลหะมินิมัลสองชิ้นพร้อมการสลักข้อความเรียบง่ายว่า “Balenciaga 10 Avenue George V” อันเป็นที่อยู่ห้องเสื้อของ Cristóbal Balenciaga ในกรุงปารีส และยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ในปัจจุบัน

กระเป๋ารุ่นนี้มีสัมผัสนุ่มนวลแต่ยังคงรูปทรงที่มีโครงสร้าง ผลิตจากหนัง Box ที่ผ่านการปรับดีไซน์ใหม่ โดยความเงางามของหนังช่วยขับเน้นรอยย่นตามธรรมชาติและการเคลื่อนไหวของวัสดุ

กระเป๋า Balenciaga รุ่น Hourglass Avenue ในสีดำ สีเรซิ่น สีแดงคามิน สีขาว และหนังลูกวัว Box สีดำเงาพิมพ์ลายภาพถ่าย วางจำหน่ายที่สโตร์ของ Balenciaga ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลก และบนเว็บไซต์ balenciaga.com

Chaumet เปิดตัวคอลเลกชัน Joséphine พลังแห่งเอกลักษณ์และแรงบันดาลใจอันเป็นนิรันดร์

17 กันยายน 2569 เวลา 12:59 น.

Chaumet เผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่จากคอลเลกชันระดับตำนาน Joséphine ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากจักรพรรดินีโฌเซฟีน (Empress Joséphine) สตรีผู้มีอิทธิพลโดดเด่นยิ่งกว่าบทบาทการเป็นพระชายาของนโปเลียน ด้วยจิตวิญญาณแห่งความอิสระ ไอคอนด้านแฟชั่น และความเป็นหญิงสาวผู้มีคาแรกเตอร์เด่นชัด เธอคือสตรีที่มีความสง่างาม มั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง และล้ำสมัย ผลงานชิ้นใหม่นี้ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความประณีตอย่างลงตัว สะท้อนถึงความมั่นใจและเปี่ยมด้วยรสนิยม เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความเป็นตัวของตัวเองของ “โฌเซฟีน” ในยุคปัจจุบัน

คอลเลกชันนี้นำสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์กลับมาตีความใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนรัดเกล้า (Tiara) ให้กลายเป็นแหวน การใช้ลวดลายทรงหยดน้ำ (Pear motif) ไปจนถึงทรงตัว V อันโดดเด่นที่ได้แรงบันดาลใจจาก Aigrette (เครื่องประดับประดับอัญมณีสำหรับติดผมบริเวณหน้าผาก) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใส่ซ้อน (Stacking) และเลเยอร์เข้าด้วยกัน เปิดโอกาสให้สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์สไตล์ได้อย่างไร้ขีดจำกัดตามต้องการ

ชุดเครื่องประดับชั้นสูง (High Jewellery) ในคอลเลกชัน Joséphine ได้รับแรงบันดาลใจจาก Aigrette ผสานความแข็งแกร่งและความอ่อนหวานเข้าด้วยกัน ผ่านสายตัวเรือนฝังเพชรแบบพัฟเว่ (Pavé) เส้นบางที่สอดประสานกันเป็นสร้อยข้อมือฉลุลายอันประณีต การจัดวางเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ให้เป็นรูปทรงหยดน้ำช่วยสร้างมิติสมจริงแบบ Trompe-l’œil สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญชั้นสูง (Savoir-faire) ของเมซง ขณะที่แหวน Triomphe de Chaumet ซึ่งออกแบบมาเพื่อสตรีผู้หลงใหลในความเรียบหรู โดดเด่นด้วยไพลินที่รวมสองเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์ไว้ด้วยกัน นั่นคือ รูปทรงหยดน้ำ และสีน้ำเงินอันเป็นลายเซ็นของ Chaumet

นอกจากนี้ ยังมีต่างหูเพชรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัดเกล้า Bourbon-Parma ปี 1919, แหวน โรสโกลด์ ประดับเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำขนาด 0.5 กะรัตตรงกลาง และนาฬิกา Joséphine ที่ผสมผสานโรสโกลด์และเหล็กกล้าเข้าด้วยกัน รวมถึงจี้และต่างหูรุ่นใหม่ที่ประดับด้วยมุกอโกยะ (Akoya) หรือลูกกลมทองคำขัดเงากระจก พร้อมด้วยต่างหูทรงกราฟิกและสร้อยคอเข้าชุดที่โดดเด่นด้วยการฝังเพชรแบบมีพื้นผิวสัมผัส

ร่วมค้นพบผลงานอันทรงคุณค่าที่นำเอกลักษณ์ระดับตำนานมาตีความใหม่ ได้ในเดือนกันยายน 2026

GCNT Expo 2026 เปิดโจทย์สำคัญ พาไทย ‘Shift’ ให้ทันโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:55 น.

ปิดฉากลงแล้วสำหรับ GCNT Expo 2026: From SHOCK to SHIFT – Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World หรือ “จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park – West กรุงเทพฯ โดยตลอด 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 9,000 คน จาก 47 องค์กร พร้อมผู้บรรยายกว่า 123 คน ผ่าน 36 เวทีหลัก และ 29 เวิร์กช็อป รวม 65 เวทีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนความสนใจของทุกภาคส่วนต่อโจทย์การเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคน

GCNT Expo 2026 เปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหประชาชาติ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ร่วมกันตั้งคำถามว่า “เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร?” และตลอด 3 วัน คำตอบจากหลากหลายเวทีชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไม่สามารถเกิดขึ้นจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเรื่องคน เศรษฐกิจ พลังงาน ธรรมชาติ เทคโนโลยี และความร่วมมือ

Thailand Shift: การเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นที่ “คน”

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวที GCNT Expo 2026 คือการยกระดับทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้เป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเสนอวิสัยทัศน์ “Thailand Squared” ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยจาก Survival Mode สู่ Transformation Mode ด้วยการสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านใน 5 ด้านสำคัญ ตั้งแต่การปรับภาคเกษตรสู่ เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) การสร้าง ระบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) การพัฒนาบริการที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาวะ (Medical and Wellness Tourism) ไปจนถึงการขับเคลื่อน การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ควบคู่กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอด “ความรู้ (Knowledge)” แต่ต้องสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ (Process of Learning)” เพื่อให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) จริยธรรม (Ethics) และทักษะมนุษย์ (Human Skills) โดยมีทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การเงิน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการสร้าง ความมั่งคั่งร่วมกัน (Shared Prosperity)

ขณะเดียวกัน เสียงจากสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครสะท้อนว่า การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ และสิทธิเด็ก เป็นโจทย์เร่งด่วนที่เชื่อมโยงกัน และการออกแบบทางออกเพื่ออนาคตไม่ควรเกิดขึ้นโดยปราศจากเสียงของคนรุ่นใหม่ โดยได้เสนอให้ผู้ใหญ่ปรับบทบาทจากการทำงาน “เพื่อ” เยาวชน มาเป็นการทำงาน “ร่วมกับ” เยาวชน ผ่านการรับฟัง การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบทางออก และการลงทุนในศักยภาพของคนรุ่นใหม่

ข้อเสนอสำคัญ คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ นโยบายและหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้การตัดสินใจตอบโจทย์คนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของการตัดสินใจเหล่านั้นในระยะยาว โดยสะท้อนหลักคิดว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงเมื่อคนทุกวัยมีสิทธิร่วมกำหนดทิศทางของสังคม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบอายุหรือความเชื่อว่าเยาวชนยังไม่พร้อมที่จะลงมือทำ

Energy Transition: จากการพึ่งพา สู่ความมั่นคงและการมีส่วนร่วม

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่ง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงประมาณ 90% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “บ่อน้ำมันใต้ดิน” ในต่างประเทศ สู่ “บ่อน้ำมันบนดิน” ด้วยการนำผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้กลับสู่เกษตรกร ขณะเดียวกันผลักดัน พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อเปลี่ยนประชาชนจาก “ผู้ใช้ไฟฟ้า” สู่ “เจ้าของโรงไฟฟ้า”พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าผ่าน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% สะท้อนเป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ต้องสร้างทั้ง ความมั่นคงความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง

Business Shift: จากคำมั่นสู่การลงมือทำและสร้างผลลัพธ์

สำหรับภาคธุรกิจ เวที GCNT Expo 2026 สะท้อนว่า ความยั่งยืน (Sustainability) กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของ “ความรับผิดชอบ” ไปสู่ส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy) และความสามารถในการแข่งขัน

ศุภชัย เจียรวนนท์

นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ชี้ว่า ท่ามกลางความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยน “Shock” ให้เป็นแรงผลักดันสู่การลงมือทำ โดยเฉพาะการทำให้เงินลงทุนสามารถสร้างทั้งผลตอบแทน ความยั่งยืน และความเท่าเทียมไปพร้อมกัน

ขณะที่เวที 7 CEO และผู้บริหารระดับสูงจาก True  CPF  UOB  BJC  SCG  CP Axtra Thai bev สะท้อนภาพจากภาคธุรกิจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนต้องเข้าไปอยู่ในแกนของธุรกิจ ตั้งแต่ การลงทุน นวัตกรรม เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการบริหารคน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกไปพร้อมกัน

สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การเปลี่ยนแปลงของกติกาและมาตรฐานสากลเป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่ OECD จะทำให้มาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการทุจริต และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลต่อ SMEs ในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้วย

ขณะเดียวกันมาตรฐาน OECD ยังเป็นโอกาสสร้าง สนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ลดความเสียเปรียบ  ทางการค้า และกระตุ้นให้ SMEs พัฒนาศักยภาพและสร้างนวัตกรรม โดยภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการ เข้าใจและเข้าถึงมาตรฐานใหม่ เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำงานภายในองค์กร แต่คือการลดการทำงานแบบแยกส่วน (Silos) และสร้างความร่วมมือ (Partnership) ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา นักวิจัย ชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็ก เพื่อให้ SMEs เกษตรกร และแรงงาน สามารถเข้าถึงทักษะ เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างทั่วถึง

Global Perspective: พลังของภาคเอกชนไทยในเวทีโลก

ในมุมมองของสหประชาชาติ ภาคเอกชนคือพลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เพียงเพราะโลกต้องการพลังของภาคเอกชน แต่ประเทศไทยเองก็ต้องการพลังดังกล่าวเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน โลกก็ต้องการประเทศไทย และศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการร่วมสร้างทางออกต่อความท้าทายระดับโลก

มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเรย์ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย

นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเรย์ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ย้ำถึงความสำคัญของ คำมั่นและการลงมือทำของภาคธุรกิจ พร้อมชื่นชมบทบาทของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ในฐานะหนึ่งในเครือข่าย Global Compact ที่เข้มแข็งของโลก สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

จาก GCNT Expo สู่เวทีเศรษฐกิจโลก

GCNT Expo 2026 ยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน กิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการ (Affiliated Program) ของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

การเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนว่า ประเด็นที่ถูกพูดถึงใน GCNT Expo ตั้งแต่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) เทคโนโลยี การลงทุน และการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ แต่กำลังเชื่อมโยงเข้ากับโจทย์เศรษฐกิจ การเงิน การสร้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก

แนวคิดของการประชุม IMF–World Bank ปีนี้ภายใต้กรอบ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของคน ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงสอดคล้องกับบทสนทนาที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของ GCNT Expo

FROM SHOCK TO SHIFT — SHIFT TOGETHER

ตลอด 3 วันของ GCNT Expo 2026 เสียงจากแต่ละภาคส่วนอาจมีจุดเน้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ คน สิ่งแวดล้อม พลังงาน ธุรกิจ เทคโนโลยี การศึกษา เยาวชน และผู้ประกอบการ แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือประเทศไทยไม่สามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีคิดแบบเดิมเพียงลำพัง

GCNT Expo 2026 อาจปิดฉากลง แต่การเปลี่ยนผ่านไม่ได้จบลงพร้อมกับงาน จาก SHOCK สู่ SHIFT คือ การเปลี่ยนวิธีคิดให้กลายเป็นการลงมือทำ ตั้งแต่การพัฒนาคน เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วม สนับสนุน SMEs และแรงงาน ไปจนถึงการปรับธุรกิจ พลังงาน และเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลง

ผู้สนใจสามารถร่วมต่อยอดบทสนทนาและเรียนรู้จาก GCNT Expo 2026 พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงได้ที่เว็บไซต์ GCNT www.expo.globalcompact-th.com

‘Tom Dixon for VOGUE GALA 2026’ เมื่อดีไซน์ระดับโลกพบกับจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ไทย

17 กันยายน 2569 เวลา 12:52 น.

เป็นปีที่ 11 ติดต่อกันที่ MOTIF ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ VOGUE GALA 2026 โปรเจกต์การกุศลประจำปีของ Vogue Thailand ที่รวบรวมพลังจากหลากหลายวงการ เพื่อร่วมสนับสนุนและส่งต่อคุณค่าให้แก่สังคม ซึ่งจัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรม Capella Bangkok

สำหรับปีนี้ MOTIF ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษจาก FAT Lounge Chair —จาก Tom Dixon เก้าอี้ไอคอนิกที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการพบปะ พูดคุย และปฏิสัมพันธ์ สู่มุมมองใหม่ที่ผสานความงามของงานออกแบบร่วมสมัยเข้ากับภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทย

หัวใจสำคัญของผลงานอยู่ที่การเลือกใช้ ผ้าฝ้ายทอมือจาก “โครงการดอนกอยโมเดล” จังหวัดสกลนคร มาห่อหุ้มเก้าอี้ดีไซน์ระดับโลก เกิดเป็นบทสนทนาระหว่างสองโลกที่แตกต่าง หากแต่มีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือความเชื่อในคุณค่าของการสร้างสรรค์อย่างประณีต

เมื่อเก้าอี้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “การสนทนา” ได้พบกับงานหัตถศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนและชุมชน บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระหว่างผู้คน แต่ยังเกิดขึ้นระหว่าง ดีไซน์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา ที่เดินทางมาพบกันบนผืนผ้าเดียวกัน

โครงการดอนกอยโมเดลเป็นโครงการพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งมุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับงานหัตถศิลป์ไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน

FAT Collection — เมื่อความสบายกลายเป็นภาษาของการออกแบบ สำหรับ Tom Dixon ความสบายไม่ใช่เพียงคุณสมบัติของเฟอร์นิเจอร์ แต่คือหัวใจสำคัญของประสบการณ์การใช้ชีวิต

FAT Collection from TOM DIXON ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านรูปทรงที่อ่อนโค้งและมีน้ำหนักทางประติมากรรม ลดทอนองค์ประกอบจนเหลือเพียงสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันยังคงไว้ซึ่งบุคลิกที่อบอุ่น เป็นมิตร และมีอารมณ์ขันในแบบฉบับของ Tom Dixon และเมื่อ FAT Lounge Chair ถูกนำมาห่อหุ้มด้วยผ้าทอมือจากดอนกอย ความนุ่มนวลของรูปทรงจึงได้พบกับความละเอียดอ่อนของงานหัตถกรรมไทย เกิดเป็นผลงานที่มีทั้งความร่วมสมัยและรากทางวัฒนธรรมอยู่ในชิ้นเดียวกัน

จากเส้นฝ้าย สู่ผืนผ้าที่มีเรื่องราว

ความพิเศษของผลงานชิ้นนี้อยู่ในรายละเอียดของ ผ้ามัดหมี่ทอยกดอก 4 ตะกอ ลายราชวัตร 2 หลัก ซึ่งผ่านกระบวนการทำมืออย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำเส้นฝ้ายมาค้นเป็นลำหมี่ ก่อนมัดให้เกิดเป็นลวดลาย แล้วจึงนำไปย้อมด้วยครามเข้ม โดยต้องย้อมซ้ำถึง 7 ครั้ง ใช้เวลาราว 5–7 วัน เพื่อให้ได้เฉดสีครามที่ลุ่มลึกและติดทนนาน เมื่อเส้นฝ้ายแห้งสนิท จึงผ่านขั้นตอนการกวักและปั่นใส่หลอด ก่อนเข้าสู่กระบวนการทอ โดยเลือกใช้เส้นฝ้ายตีเกลียวสำหรับเส้นยืนเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทาน ขณะที่สีธรรมชาติของเส้นฝ้ายถูกเก็บไว้เป็นสีพื้น ก่อนนำไปผ่านขั้นตอนการทำความสะอาด ค้น และสืบใส่ฟืม 4 ตะกอ เพื่อสร้างลวดลายอย่างละเอียดประณีต

และอีกความพิเศษของงานทอมืออยู่ที่ “เวลา” ซึ่งไม่สามารถเร่งรัดได้ ผ้าสีพื้นสามารถทอได้เพียงประมาณ 1.5 เมตรต่อวัน ขณะที่ผ้ามัดหมี่ที่มีลวดลายซับซ้อนสามารถทอได้เพียงประมาณ 1 เมตรต่อวัน

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นพิเศษนี้จะถูกนำไป ประมูลในงาน Vogue Gala 2026 โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับ The Vogue Fashion Fund เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชน และผลักดันผ้าไทยก้าวสู่เวทีระดับสากลอย่างยั่งยืน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ประธานการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม ณ กรุงโตเกียว

17 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ในวันที่ 18 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ในงานยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิเช่น เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง  กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

รากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย

ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

คุณแหน : 17 กันยายน 2569

17 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

ll ภาคภูมิใจทั้งแผ่นดิน ยูเนสโก ประกาศยกย่อง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีมติประกาศยกย่องและบรรจุวาระสำคัญของประเทศไทยไว้ในโครงการ Anniversaries Celebration 2026–2027 เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงอุทิศพระวิริยะอุตสาหะเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติ ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ พร้อมพระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการพัฒนา ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พระเกียรติคุณที่ได้รับการยอมรับระดับโลก..


ll ยินดีกับคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร” บุคคลสำคัญของโลก ประจำปีนี้ ประเภทอาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรม มีผลงานดีเด่น ในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษา ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, รศ.นิจวรรณ เกิดเจริญ, รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล, ศ.ดร.ทพ.จรินทร์ ปภังกรกิจ, ผศ.ดร.ว่าน วิริยา, ผศ.ดร.ยุรธร จีนา, ผศ.ดร.เนตรชนก ศรีทุมมา, ผศ.ดร.โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ตามคำเชิญของคุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ฯ วันที่ 18 ต.ค. นี้ ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์..


ll เริ่มปฎิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง นิติพงษ์ ห่อนาค,พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์,อรัญญา เกตุแก้ว,รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ,สมปรารถนา นาวงษ์,ระวี ตะวันธงค์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.2569..

ll สมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ร่วมชื่นชมยินดีกับ คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ศิษย์วัฒนารุ่น 92 ที่ปรึกษาสมาคมฯ ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาฯ ประจำปี 2568..


ll รศ.พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง เชิญญาติมิตรร่วมงานทำบุญอุทิศกุศลแด่ พลเอกสุทิน จันทร์กระจ่าง จากไปครบ 10 ปี วันอังคาร 6 ต.ค.14.00 น. ณ วัดสวนดอก เชียงใหม่ ..


ll สวด ชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ 12-21 ก.ย.ศาลาคู่เมรุ วัดมณีวนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และพระราชทานเพลิงศพ 22 ก.ย.14.00 น..


ll สวด นริศร์ อัสสานุวงศ์ 13-18 ก.ย.18.00 น. ศาลาดุรงคพิทยา (ศาลา 23) วัดธาตุทอง 19 ก.ย.พิธีกงเต๊ก และ20 ก.ย.10.00 น. เคลื่อนย้ายไปสุสานอัสสานุวงศ์ ชลบุรี ..


ll ดร.อุษา รุ่งโรจน์การค้า ผอ.ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสื่อสำหรับประชาชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แถลงข่าวและมอบรางวัล หลักสูตร “Micro Drama Master เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” วันศุกร์ 18 ก.ย.09.30 น. ห้องSummit Meeting Room รร.ibis Styles Bangkok Ratchada .

คุณแหน

ครบรอบ 60 ปี ‘JTEKT’ ในประเทศไทย เดินหน้าสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:31 น.

JTEKT เดินหน้าสู่โอกาสสำคัญในวาระครบรอบ 60 ปีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างประเทศไทย พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตและพื้นที่สำคัญของ JTEKT ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และการนำเทคโนโลยี Automation, AI และ Smart Manufacturing เข้ามายกระดับการผลิต

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนผ่านมุมมองของผู้บริหาร JTEKT ทั้งในระดับประเทศไทย ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และระดับองค์กร ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

Mr. Toshiaki Shinya, Senior Executive Officer, JTEKT Corporation กล่าวว่า ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมทั่วโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งรูปแบบของ Mobility และภาคการผลิตในอนาคต

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว JTEKT จะไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่ แต่จะมุ่งสร้างคุณค่าใหม่ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโซลูชัน โดยใช้จุดแข็งด้าน Technology, Quality และเครือข่ายระดับโลก เพื่อเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น

ขณะเดียวกัน JTEKT วางเป้าหมายพัฒนาบทบาทจากผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีไปสู่การเป็น Solution Provider ด้วยการผสานองค์ความรู้ด้าน Motion Control, Steering, Bearing และ Production Technology เข้ากับ Digital Technology, AI, Automation และ Smart Factory เพื่อสร้างโซลูชันสำหรับ Mobility และ Manufacturing รวมถึงขยายโอกาสไปสู่อุตสาหกรรมพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และ Advanced Manufacturing

สำหรับอนาคตของ Next-Generation Mobility บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ Electrification, ระบบบังคับเลี้ยวขั้นสูง, Smart Bearings, AI, Digital Engineering และ Smart Manufacturing โดยมองการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเป็นโอกาสในการสร้าง New Growth Engine ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม

ด้าน Mr. Yoshikazu Morino, President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd. กล่าวว่า การขยายตัวของตลาด EV และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสการเติบโตที่สำคัญของ JTEKT โดยบริษัทมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบส่งกำลัง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม

JTEKT จึงนำจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และความมั่นคงในการจัดส่ง ซึ่งมีรากฐานจากระบบพวงมาลัย ตลับลูกปืน และเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง มาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าพัฒนาธุรกิจไปสู่การนำเสนอแบบ Solution-Oriented มากขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดน้ำหนัก และเพิ่มความแม่นยำ

สำหรับทิศทางการเติบโตในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า JTEKT มองว่า อินเดีย อาเซียน และกลุ่ม Global South เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโต จากการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของประชากรผู้มีรายได้ระดับปานกลาง ขณะที่ EV, Smart Manufacturing, Automation และ Sustainability จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคในอนาคต

ขณะเดียวกัน JTEKT ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับ Productivity ควบคู่กับ Quality และ Cost Competitiveness โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Automation, AI และ Smart Manufacturing มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดความสูญเปล่า และสร้างระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น พร้อมพัฒนาบุคลากรภายใต้แนวคิด TPS, Genchi Genbutsu และ “By All, For All” เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งในสายการผลิต ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายคุณภาพ และหน่วยงานสนับสนุน

Mr. Masatsugu Iwaki President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา JTEKT Thailand ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า แต่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันและเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของ JTEKT โดยสนับสนุนการจัดส่งสินค้าไม่เฉพาะตลาดในประเทศ แต่รวมถึงอาเซียนและตลาดโลก พร้อมเดินหน้าลงทุนด้าน Automation, Digitalization และ Smart Manufacturing เพื่อยกระดับผลิตภาพและคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคต ควบคู่กับการยกระดับทักษะของพนักงานและการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในระยะยาว

“เส้นทาง 60 ปีของ JTEKT ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ด้วยความไว้วางใจและความร่วมมืออันแข็งแกร่ง จากนี้ไป เราปรารถนาที่จะเติบโตเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”

สำหรับประเทศไทย JTEKT Thailand ให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Productivity, Cost Reduction และ Carbon Reduction โดยนำ Automation, Digitalization และ Smart Manufacturing มาใช้เพื่อพัฒนาผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพ และลดต้นทุน ควบคู่กับการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านความยั่งยืน JTEKT ตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ จากกิจกรรมการผลิตลง 60% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2013 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในกระบวนการผลิตภายในปี 2035 โดยเดินหน้าขับเคลื่อน Smart Manufacturing การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จระหว่างฐานการดำเนินงานในภูมิภาค

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ณ ปีงบประมาณ 2024 JTEKT สามารถลดการปล่อย CO₂ จากการผลิตได้ 43.6% ในระดับบริษัท และ 36.3% ในระดับกลุ่มบริษัท พร้อมจัดตั้ง Carbon Neutrality Park หรือ CN Park และร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ JTEKT Thailand ได้รับ Thailand Energy Award ในปี 2025 และ 2026 รวมถึง ASEAN Energy Award ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนความต่อเนื่องของการดำเนินงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมขององค์กร

สำหรับภาพอนาคตของ JTEKT ในประเทศไทย บริษัทวางทิศทางการเติบโตบน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Technology, People และ Sustainability โดยมุ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเข้ากับศักยภาพด้านบุคลากรและพลังการเติบโตของประเทศไทย เพื่อสร้างนวัตกรรม พัฒนาบุคลากร และผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและคนรุ่นต่อไป

จากรากฐานตลอด 60 ปีที่ผ่านมา JTEKT ยังคงมุ่งมั่นสานต่อความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทย พร้อมยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และร่วมสร้างการเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับประเทศไทย

นมตรามะลิ x เลอแปง เปิดตัวนมข้นหวานโปรตีน Lactose Free แบบซอง 20 กรัม จับคู่ขนมปังเลอแปง เติมความอร่อยและโปรตีนได้ง่ายในทุกวัน ที่ 7-Eleven

17 กันยายน 2569 เวลา 12:28 น.

“นมตรามะลิ” เดินหน้าสานต่อแนวคิด “Where Flavour Meets Innovation” จับมือ “เลอแปง” แบรนด์ขนมปังที่ผู้บริโภคคุ้นเคย สร้างประสบการณ์ใหม่ของการเติมความอร่อยและโปรตีนให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ผ่านผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน และผลิตภัณฑ์นมข้นหวานโปรตีนปราศจากแลคโตส ตรามะลิ ในรูปแบบซอง (Sachet) ขนาด 20 กรัม ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพาและรับประทาน สามารถจับคู่กับขนมปังเลอแปงได้ง่ายในหลากหลายช่วงเวลา พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven ทุกสาขา ภายใต้แนวคิด อร่อยครบ จบหนึ่งมื้อ

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มอง “โปรตีน” เป็นเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมองหาวิธีเติมโปรตีนที่สามารถเข้ากับกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ความสะดวกในการรับประทานและการเข้าถึงสินค้าก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

มะลิจึงนำความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มาต่อยอดจากรูปแบบเดิม สู่ Sachet ขนาด 20 กรัม ที่มีขนาดกะทัดรัด หยิบ พก และใช้งานได้ง่าย ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำไปจับคู่กับอาหารและเมนูที่ชื่นชอบได้หลากหลาย โดยเฉพาะการรับประทานคู่กับขนมปังเลอแปง ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายผ่านช่องทาง 7-Eleven

การจับมือกันของสองแบรนด์จึงไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์มารับประทานคู่กัน แต่เป็นการนำจุดแข็งของ Flavour × Innovation × Convenience มาสร้างเป็นประสบการณ์ใหม่ ให้การเติมความอร่อยและโปรตีนสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่มื้อเช้า มื้อว่าง ไปจนถึงช่วงเวลาที่ต้องการความอร่อยระหว่างวัน

พิชญ์-พิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ กล่าวว่า มะลิมองว่านวัตกรรมที่ดีต้องสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้บริโภคได้จริง เราจึงไม่ได้มองเพียงเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ให้ความสำคัญกับรูปแบบและประสบการณ์การบริโภคด้วย การพัฒนานมข้นหวานในรูปแบบ Sachet 20 กรัม เป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถพกพาและนำไปจับคู่กับเมนูที่ตัวเองชื่นชอบได้ง่ายยิ่งขึ้น และการร่วมมือกับเลอแปงในครั้งนี้ก็เป็นอีกก้าวสำคัญในการนำความอร่อยและความสะดวกเข้าไปอยู่ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น

ด้าน ธีรพันธุ์ ลักษณาภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการขายและการตลาด บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า

เลอแปงให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค การร่วมมือกับมะลิในครั้งนี้จึงเป็นการนำความแข็งแรงของทั้งสองแบรนด์มาสร้างเป็นประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะการนำนมข้นหวานมาอยู่ในรูปแบบ Sachet ที่สะดวกและสามารถรับประทานคู่กับขนมปังเลอแปงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นนมข้นหวาน สูตรออริจินัล คู่กับ ขนมปังแซนด์วิช หรือ นมข้นหวานโปรตีน ปราศจากแลคโตส คู่กับ ขนมปังโฮลวี ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความสะดวก ความอร่อย และทางเลือกด้านโภชนาการในแต่ละวัน

สำหรับ ผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน และนมข้นหวานโปรตีนปราศจากแลคโตส ตรามะลิ รูปแบบ Sachet ขนาด 20 กรัม ถือเป็นอีกหนึ่งการต่อยอดด้านนวัตกรรมที่ออกแบบโดยคำนึงถึง “ความสะดวก” เป็นสำคัญ จากผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิมสู่ซองขนาดกะทัดรัดที่สามารถหยิบ พก และใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับหลากหลาย Everyday Occasion ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อว่าง หรือช่วงเวลาที่ต้องการเติมความอร่อยระหว่างวัน

การผนึกกำลังระหว่าง นมตรามะลิ x เลอแปง จึงเป็นอีกก้าวของการนำ Flavour × Innovation × Convenience มาสร้างเป็น “Everyday Protein Experience” ที่ทำให้การเติมความอร่อยและโปรตีนเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน ผ่านช่องทางที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่าง 7-Eleven  เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์มื้ออร่อยในแบบของตัวเอง ภายใต้แนวคิด อร่อยครบ จบหนึ่งมื้อ