กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ’ และ ‘บุปผาบรมราชินีนาถ’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:38 น.

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 (ระดับภาคกลาง) โดยมี สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการตัดสิน ผู้แทนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การประกวดผ้าลายพระราชทานฯ ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีจำนวนผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดฯ จากทั่วประเทศทั้งสิ้น 10,948 ชิ้นงาน แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า จำนวน 10,341 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 607 ชิ้น สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองระดับจังหวัดรวมทั้งสิ้น 573 ชิ้นงาน (ประเภทผ้า 466 ผืน และงานหัตถกรรม 107 ชิ้น) จากผู้ส่งเข้าประกวดทั่วทั้ง 26 จังหวัดภาคกลาง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion (แฟชั่นแห่งความยั่งยืน) ผ่านการส่งเสริมการใช้สีธรรมชาติ เส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยรีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

ภายหลังพิธีเปิด ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมอันทรงคุณค่า ก่อนที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยจะเริ่มดำเนินการกลั่นกรองและตัดสินผลงานในภาคกลาง เพื่อคัดสรรสุดยอดผลงานผ้าและงานหัตถกรรมไทยของภาคกลาง เพื่อเข้าสู่รอบต่อไป ซึ่งจุดดำเนินการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะดำเนินการที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 7 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเป็นรอบตัดสินระดับภาค ในวันที่ 11 กันยายน 2569 และรอบรองชนะเลิศ ระดับประเทศ ในวันที่ 12 กันยายน 2569 เพื่อเข้าสู่รอบตัดสินระดับประเทศต่อไป

ททท. คิกออฟโครงการใหญ่ “Amazing Locations: From Scene to Scenic” เชื่อมพลังแห่งภาพยนตร์สู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางภาพยนตร์ระดับโลก

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศเปิดตัวโครงการเชิงรุกครั้งสำคัญ “Amazing Locations: From Scene to Scenic” มุ่งยกระดับศักยภาพประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experiences) อันดับหนึ่งในใจ (Top-of-Mind Destination) ของนักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก ควบคู่การขับเคลื่อนกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ เพื่อเปลี่ยนความประทับใจจากเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มสู่การเดินทางสัมผัสประสบการณ์จริง พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ททท. ต้องการยกระดับประเทศไทย สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experiences) โดยสะท้อนผ่านแคมเปญ Healing Is the New Luxury ซึ่งให้นิยามใหม่ของความหรูหรา ที่ไม่ได้วัดกันที่มูลค่าของวัตถุ แต่วัดจากคุณค่าทางอารมณ์และการฟื้นฟูจิตใจ ตั้งแต่วิถีชีวิตชุมชนที่อบอุ่น อรรถรสของอาหารไทย ธรรมชาติบริสุทธิ์ทั้งท้องทะเลและขุนเขา ความประณีตในงานช่างศิลป์ ไปจนถึงศาสตร์การนวดแผนไทยที่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 6,000–7,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่างทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการ Cash Rebate ที่จูงใจ และฝีมือทีมงานไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งที่ทำให้ไทยโดดเด่นและครองใจกองถ่ายระดับโลกเสมอมา คือ ‘จิตวิญญาณแห่งมิตรไมตรีและความพิถีพิถันของคนไทย’ ให้กับทีมงานกองถ่ายตลอดระยะเวลาการทำงาน สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันอันลึกซึ้งและทำให้การมาเยือนเมืองไทยเป็นการเติมพลังชีวิตอย่างแท้จริง”

ด้าน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้เสริมว่า “โครงการ Amazing Locations ‘From Scene to Scenic’ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ โดย ในมิติของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film Industry) นั้น เป็นการนำเสนอให้เห็นว่าภูมิทัศน์และเรื่องราวของไทยพร้อมเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์บทและฉากภาพยนตร์ที่น่าจดจำ หรือ ‘Scenic to Scene’ ขณะเดียวกันในมิติของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางตามรอยภาพยนตร์ (Set-Jetting) ด้วยพลังของภาพยนตร์จะทำหน้าที่จุดประกายให้ผู้ชมทั่วโลกออกเดินทางมาสัมผัสสถานที่จริง หรือ ‘Scene to Scenic’ และเพื่อขยายแนวคิดนี้ ให้ชัดเจนมากขึ้น ททท. จึงได้จัดกิจกรรม Celebrity and Influencer FAM Trips ขึ้น จำนวน 10 เส้นทาง สุดพิเศษ โดยเชิญทั้งกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ชั้นนำ ควบคู่กับเหล่า Celebrities ระดับฮอลลีวูด และ Storytellers ระดับสากล ร่วมลงพื้นที่จริงเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของโลเคชันไทยที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว

“ทริปพิเศษทั้ง 10 เส้นทางนี้ครอบคลุมเสน่ห์ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเขาสามร้อยยอดที่เคยต้อนรับกองถ่าย Alien: Earth, ย้อนรอยเรื่องราวระดับโลก ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ก่อนเดินทางไปชื่นชมความงามของสวนหินหัวลิง จ.น่าน, มนต์เสน่ห์แห่งอีสานกับความมหัศจรรย์ของหินสามวาฬ จ.บึงกาฬ, อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทและถ้ำดินเพียง จ.อุดรธานี–หนองคาย, ความยิ่งใหญ่ระดับโลกของผืนน้ำกระบี่ที่เคยเป็นฉากหลังให้ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง James Bond, The Beach จนถึงบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ Jurassic World Rebirth, บรรยากาศสุดหรูของเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในซีรีส์ยอดฮิต The White Lotus Season 3, มนต์เสน่ห์ภาคตะวันออก จันทบุรี–ตราด กับแกรนด์แคนยอนและน้ำตกคลองพลู และที่ขาดไม่ได้คือ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี โลเคชันอันน่าทึ่งในภาพยนตร์ Sci-Fi ฟอร์มยักษ์ระดับ Blockbuster อย่าง The Creator ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าสถานที่ของไทยมีมิติทางอารมณ์และจิตวิญญาณ หรือ ‘Place as a Character’ ที่เป็นได้มากกว่าแค่ฉากหลัง “Beyond Backdrop” และพร้อมสร้างสรรค์เรื่องราวที่ทรงคุณค่าสู่สายตาชาวโลก” นายนิธีกล่าวสรุป

เพื่อเป็นการประกาศศักยภาพสู่เวทีระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม ททท. เตรียมนำแคมเปญดังกล่าวเปิดตัวสู่สายตาอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (TIFF 2026) ระหว่างวันที่ 10–16 กันยายน 2569 ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ และเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกับผู้สร้างระดับสากล พร้อมจัดงาน Industry Networking Reception เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดโครงการ ได้ที่ Facebook: Amazing Location: From Scene to Scenic

หาช่องสาวถึงตัวเป้ง! ปชป.เดินเกมสางโกงสอบท้องถิ่น อภิสิทธิ์เผยชงยื่น ป.ป.ช.พรุ่งนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี

23 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

หาช่องสาวถึงตัวเป้ง! “ปชป.”เดิมเกมสาง”โกงสอบท้องถิ่น” “อภิสิทธิ์”เผยชงยื่น ป.ป.ช.พรุ่งนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี ให้ข้อมูลสำคัญ-เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนำบุคคลไปให้ข้อมูล ยันไม่ใช่การเปิดช่องคนเอี่ยวพ้นผิด แต่ต้องการสาวถึง”ผู้มีอำนาจตัวจริง” หัวเราะลั่นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นเรื่องของระดับเล็ก

23 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเตรียมยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการเอาผิดการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า เป็นเรื่องที่ปรากฏต่อสาธารณะมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด รวมไปจนถึงการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ทาง ป.ป.ช.ก็มีการแถลงความคืบหน้าบางส่วน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อกังวลขณะนี้คือเรื่องนี้เป็นขบวนการใหญ่ ผู้บงการมีอำนาจ และเครือข่าย ทำให้มีความกังวลว่าจะสาวไปถึงคนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ จะมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องข้องกับเรื่องนี้ คือผู้ที่อยู่ในส่วนของการกระทำความผิด ทั้งในฐานะผู้จ่ายเงิน ผู้ถูกชักชวนให้จ่ายเงิน จะมีข้อมูลสำคัญ และอยากให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การขยายผล และสาวไปถึงผู้บงการที่แท้จริง แต่บุคคลเหล่านี้ก็กังวลว่าหากมาให้ข้อมูลดังกล่าว ตัวเองจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา135 มีบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน หลักคือ เมื่อใครที่ทำความผิด แต่ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เมื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการไต่สวน หรือการดำเนินคดี และสาวไปถึงตัวการสำคัญ ป.ป.ช.จะกันออกมาเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี และอาจคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีบทบัญญัตินี้ของป.ป.ช.ออกมา แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจ เนื่องจากขั้นตอนยังมีความไม่แน่นอนว่าเมื่อมาให้ข้อมูลแล้ว ยังเป็นดุลยพินิจของผู้ไต่สวนที่จะเสนอความเห็นไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะกันเป็นพยานให้หรือไม่ หรือในกรณีที่ต้องไปดำเนินการในส่วนของตำรวจ ก็ไม่มีกฎหมายชัดเจน ที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) ทางโฆษกพรรคฯ และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ 1.ให้ ป.ป.ช.มีนโยบายและประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีแนวทางในเรื่องของการใช้มาตรการการกันบุคคลไว้เป็นพยานอย่างไร เพื่อให้มีการสอบสวนสาวถึงผู้บงการ หรือตัวการสำคัญได้ และ 2.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นผู้ประสานงานในการนำเอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เมื่อมีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ยืนยันว่า เราต้องการให้มีการจัดการกับผู้บงการ และตัวการสำคัญจริงๆ เพราะกระทบกระเทือนกับคนในวงกว้าง ทำลายขวัญกำลังใจกับบุคคลทั้งหลายที่ต้องการเห็นระบบคุณธรรม ทั้งระบบราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อถามว่า พยานที่พร้อมให้ข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่มีทั้งผู้ที่ติดต่อมาโดยตรง และส่วนที่เราเริ่มเห็นจากเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าหลักของเรา การจะใช้มาตรการนี้ต้องดำเนินการเพื่อสาวไปให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนเหล่านี้พ้นผิดไปโดยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์กับการไต่สวน หรือขยายผลไปสู่ผู้บงการได้ หากป.ป.ช.ทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ก็ควรเป็นกลุ่มคนแรกๆที่จะได้รับมาตรการนี้ คนที่มาทีหลังก็คงไม่ใช่ เพราะเราต้องยึดหลักสมดุลระหว่างการขยายผล กับการที่ไม่ใช่จะมาเปิดช่องทางให้คนทำผิดมาใช้มาตรการนี้

เมื่อถามว่า พยานที่มาให้ข้อมูลบอกหรือไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงถึงระดับไหน หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ กล่าวว่า เขาจะมีข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับนายหน้า ซึ่งมีเรื่องบัญชีต่างๆ แน่นอนว่านายหน้าคงต้องมีการพูดถึงบุคคลที่สูงกว่านั้นที่เขาจะไปติดต่อ หาก ป.ป.ช.ทำเป็นระบบใช้วิธีการนี้ก็จะไปถึงผู้บงการสำคัญได้ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าจะสาวไปถึงระดับผู้บงการได้นั้น ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะสร้างความมั่นใจตรงนี้ได้อย่างไร เราในฐานะเป็นพรรคการเมือง มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากส่วนร่วมช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า จากการที่พรรคได้ข้อมูลเบื้องต้นจากทางพยาน จะสื่อไปถึงคนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พาดพิงใคร จริงๆ เราดูง่ายมากว่า ขนาด จำนวนบุคคล และพื้นที่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นเรื่องของคนระดับเล็กๆ แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ ตนเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าหรือมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านี้

โกงสอบท้องถิ่น,อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,

นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

23 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการ ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เหตุความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนนี้ ภายหลังร่วมประชุมกับหน่วยงานความมั่นคง ก่อนการ เดินทางมาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดน่าน โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ายอมรับว่า ได้รับทราบสถานการณ์แล้ว และมีการหารือ และข้อสั่งการไปแล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่ไปด้วยตนเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่า ”ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว“

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เป็นห่วงสถานการณ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่จะเปิดประตูรถออกไปทันที โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางต่อไปที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

ชายแดนใต้น่านนายกฯแนวหน้าออนไลน์

มทภ.4 แจง ป่วนใต้หลายจุด กลุ่มก่อเหตุตอบโต้-เอาคืนเจ้าหน้าที่ โยงจับบุหรี่เถื่อน เอี่ยวขบวนการค้ายาเสพติด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

23 สิงหาคม 2569 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) กล่าวถึงกรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีผู้ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

พล.ท.นรธิป ระบุว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการลาดตระเวนตามเส้นทางต่าง ๆ จริง แต่ไม่มีการใช้อาวุธหรือการยิงกระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ลงสู่พื้นแต่อย่างใด พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีการใช้กระสุนจากเฮลิคอปเตอร์อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะอัตโนมัติ (Automatic) จริง ยานพาหนะหรือเป้าหมายที่ถูกอ้างถึงจะไม่สามารถรอดพ้นได้อย่างแน่นอน จึงยืนยันว่าเหตุการณ์ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

พล.ท.นรธิป ยังกล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นแม้โดยภาพรวมอาจไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิตของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่เป็นลักษณะของการสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

พร้อมระบุว่า ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการปิดล้อมตรวจค้นและกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กำลังที่มีอยู่ในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการตาม “ยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสามารถจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก รวมถึงผู้กระทำความผิดอีกหลายราย โดยล่าสุดกลางเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมขบวนการค้าของผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอยะรัง ได้ของกลางบุรี่ผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 2,000,000 มวน และเงินสดอีกประมาณ 18 ล้านบาท

แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด และมีการประเมินว่ามูลค่าการค้าผิดกฎหมายในแต่ละเดือนอาจสูงหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ

“สิ่งเหล่านี้คือแหล่งเงินทุนของขบวนการ ก่อความไม่สงบและมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้เสียผลประโยชน์อาจพยายามสร้างสถานการณ์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ” พล.ท.นรธิป กล่าว

พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมายชายแดนและยาเสพติด และจะดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไปโดยไม่มีการผ่อนปรน

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกกรณีอย่างรอบด้าน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

พลโทนรธิปโพยนอก,แม่ทัพภาคที่4,ป่วนใต้,บุหรี่เถื่อน,ยาเสพติด,

แสวง แจงใช้ ม.226 เอาผิด สว. และตัวผู้สมัครฯ ต้องครบ 3 เงื่อนไข ทุจริต-รู้เห็น-มีหลักฐานเลือกไม่สุจริต จึงส่งศาลฎีกาได้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:15 น.

23 สิงหาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.ยื่นศาลฎีกา เอาผิดผู้ที่กระทำผิดในคดีโกงเลือก สว.ทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 นั้น ขอให้ข้อมูลองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก สว.ไปแล้ว

มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1.ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือก” เท่านั้น ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้

2.การกระทำที่ “ทุจริต” อาทิ จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเองเป็นต้น และ 3.มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ” การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ถ้าครบองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 องค์ประกอบความผิดดังกล่าว กกต.ต้องส่งให้ศาลฎีกา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ

แสวงบุญมี,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ฮั้วสว,

นายกฯ ติดตามน้ำท่วมเหนือ-อีสาน สั่ง ปภ. หาแอปใหม่แจ้งเตือนด่วน พร้อมขอบคุณ “ยศชนัน” ลุยพื้นที่แทน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 12:34 น.

วันที่ 23 ส.ค. 69เวลา 11.05 น. ที่ห้องประชุมพระเจ้าศรีสุริยพงษ์ผริตเดช ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และส่วนราชการ รวมถึงประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 37 จังหวัด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจังหวัดที่นำเสนอคือ จังหวัดน่าน สุโขทัย และนครพนม

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้คณะของตน ที่ประกอบไปด้วยฝ่ายปกครอง และผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาที่จังหวัดน่านแห่งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยก่อนอื่นพวกเราก็ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น เราขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตตลอดจนผู้ประสบภัยทุกรายอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะมีสถานการณ์นั้น ตนได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการกำกับดูแลในแต่ละภาค โดยภาพเหนือมีนายยศชนัน ภาคใต้มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภาคกลางมีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภาคอีสานมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี โดยแต่ละท่านก็จะมีการปฏิบัติหน้าที่แทนตนในการสั่งการ และรับมือกับเหตุอุทกภัย และเหตุภัยทางธรรมชาติทุกเหตุ ซึ่งทุกท่านได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ ในการสั่งการ และกำหนดนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ โดยกรณีนี้ตนต้องขอขอบคุณนายศชนันเป็นอันมาก เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้น ท่านก็ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ทันที ในช่วงที่ตนติดราชการที่ต่างประเทศ แต่เราก็ได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตนได้รับทราบสถานการณ์มสโดยตลอดจากการรายงานนายยศชนัน และทราบด้วยความมั่นใจว่า ท่านจะสามารถกำกับดูแลควบคุมสถานการณ์ได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังขอบคุณรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้เข้ามาช่วยนายศชนันในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์อุทกภัยภาพรวมถือว่ามีการคลี่คลายลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังอยู่ในฤดูฝนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก และจากปรากฏการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แม้บางพื้นที่จะมีน้ำลด และจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูแล้ว แต่เรายังคงต้องตรึงทรัพยากรต่างๆ เอาไว้เพื่อให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมด้วยว่า ขอให้ ปภ.เร่งสำรวจความเสียหายและเร่งเยียวยา ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได่รับผลกระทบ และระดมเครื่องสูบน้ำ เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และพื้นที่ลถ่มต่ำ เพื่อสูบน้ำท่วมขังให้พื้นที่กลับเข้าสู่ปกติโดยเร็ว พื้นไหนน้ำลดแล้วขอให้เร่งเข้าฟื้นฟูทันที ทั้งบ้านเรือน ถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา สถานพยาบาล พื้นที่การเกษตร รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ซึ่งเรามีมาตรการแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาอยู่แล้ว พร้อมทั้งขอให้มีการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ให้ติดตามแบะคาดการณ์สถานการณ์ฝนในพื้นที่ จังหวัดที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่ต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้มีการวิเคราะห์และชี้เป้าพื้นที่ที่มีแนวโน้มจุดที่มีฝนตกหนักและหนักมาก และทำแผนที่น้ำท่วมและการคาดการณ์ และแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข่องทราบเพื่อเตรียมความพร้อมรับทือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

อีกทั้ง ขอให้ สทนช. และกรมชลประทาน รวมถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ร่วมกันติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำข้อมูลปริมาณฝน น้ำท่า มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประเมินปริมาณและช่วฃเวลาที่มวลน้ำเคบื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่สำคัญ โดนเฉพาะเขตเศรษฐกิจและอำเภอเมือง อำเภอใหญ่ๆ รวมถึงพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อแต้งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบการตัดสินใจ ในการแจ้งเตือนประชาชน

“ผมขอเน้นย้ำว่า หากรู้ว่ามวลน้ำไปถึงที่พื้นที่ใด ขอให้ได้แจ้งให้ประชาชนทราบโดยทันที อย่ารอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแจ้ง เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาเตรียมตัวยกของ ย้ายรถ และที่สำคัญที่สุด คือการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากเคหะสถาน ออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว รวมถึงขอให้ระดมเครื่องจัก เครื่องสูบนเำให้พร้อมหาดฝกมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงให้ส่มารถเข้าช่วยช่วยเหลือได้ทันที” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังขอให้มีการติดตามสถานการณ์กรณีดินโคลนถล่มนากกรมทรัพยากรธรณีอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่และแข้งเตือนประชาชนให้เครียมพร้อมและอพยพได้ทันท่วงที รวมถึงการฟื้นฟูคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจ และตรวจสอบสะพานโครงสร้างพื้นฐานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำ และให้ระดมเครื่องจักรเพื่อเข้าเปิดเส้นทางโดยเร็วและปลอดภัย โดยกรมชลประทานได้เตรียมพร้อมเครื่องมือเครื่องจักที่จะมาช่วยในยามฉุกเฉิน เช่น สะพานแบริ่ง กรณีที่มีการตัดขาดของถนนโดยกระแสน้ำ ทำให้การสัญจรไปมาได้รับผลกระทบโดยจะต้องเร่งไม่ให้เกิดอุปสรรคในการสัญจรให้ได้เร็วที่สุด

“การเข้าไปฟื้นฟูแก้ไขซ่อมแซม โครงสร้างต่างๆ ในการสัญจรไปมา จากที่เคยเจอเหตุการณ์ปีที่แล้ว เลยมั่นวจว่าปีนี้จะมีความพร้อมมากกว่า เพราะได้สั่งการไปแล้ว ทั้งการไฟฟ้า และน้ำประปา เชื่อว่าสถานการณ์ทั้งหลายจะไม่เกินความสามารถของพวกเรา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนในระยะยาว ตนจะให้ สทนช. เสนอแผนการแก้ไขอุทกภัยเข้ามา และวันนี้ให้มีการมาระดมสมองและรับนโยบายเพื่อสร้างและหาแนวทางในการป้องกันการหลากของน้ำให้เต็มที่และให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงการท่องเที่ยว ก็ขอให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ส่วนการเฝ้าระวัง ก็ขอให้ผู้ว่าราขการจังหวัดเร่งประสานงานกับ ปภ. โดยหลักๆ คือเรื่องของการเตือนภัย ให้มีการอัพเดรตข้อมูลตลอดเวลา ซึ่ง ปภ.ต้องดูมีแอพพิเคชั่นใหม่มาหรือยังเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด และขอให้เร่งดำเนินการทันที่ และขอให้เชื่อมต่อการกระจายข้อมูลต่างๆ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และให้ผู้ว่าสร้างข่ายประชาชนสัมพันธ์ ไปยังระดับตำบลหมู่บ้านเพื่อให้เรียมพร้อมและประสานงานส่วนท้องถิ่นตลอดเวลา และขอให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ และขอให้ยึดถือความปลอดภัยในขัวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมาย ช่วยเหลือเยียวยาเต็มที่ ให้ประชาขนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว

ขณะที่ ในพื้นที่ไหนที่น้ำลดแล้วก็ ขอให้เร่งฟื้นฟู พื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้คงการเฝ้าระวังและก่รแจ้งเตือนในระดับสูงสุด และพื้นที่ท้ายน้ำที่น้ำจะไปถึงขอให้เตรียมรับมือ และขอให้เกิดความเสียหายให้ด้มากที่สุด เรื่องไหนที่ติดขัดและเกินกำลังขอให้รายงานเป็นลำดับขั้น และตนเองก็พร้อมให้การสนัยสนุนอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านได้รับข้อสั่งการและนำไปสู่การปฏิบัติโดยทันที

นายกฯยศชนันอนุทิน

หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ขึงเกณฑ์คุมน้ำ-ไฟ ชี้กฎหมายเดิมมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบพลังงาน-เชื่อมั่นลงทุน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:58 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ – ไฟฟ้า – สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย – แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน – ความคุ้มค่า – ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

23 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

นักวิชาการธรรมศาสตร์,บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์,พลังงาน,

นายกฯ ถกเครียดฝ่ายความมั่นคง สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด หลังเหตุป่วนชายแดนใต้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:53 น.

นายกฯ เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกเครียดนาน 1 ชม. ติดตามเหตุป่วน 3 จว.ชายแดนใต้ ขณะที่ ‘แม่ทัพภาคที่ 4 ’ โทรรายงานสถานการณ์ สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด

เมื่อเวลา 08.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เพื่อลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยนายกฯได้สวมใส่ชุดนายกองใหญ่ในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ก่อนการเดินทางลงพื้นที่ จ.น่าน นายกฯได้เรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมประชุม ภายหลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 51 จุดช่วงคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

โดยพล.อ.ชัยพฤกษ์ เปิดเผยว่า จะสรุปสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ หลังจากที่มีผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดใน 3 จังหวัด

นอกจากนี้ พล.ท.นราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้โทรศัพท์เข้ามารายงานสถานการณ์ในพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้ง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชม. ก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน โดยเดินทางขึ้นเครื่องในเวลา 09.35 น.

กลุ่มก่อความไม่สงบนายกฯป่วนชายแดนใต้

อธิบดีปกครอง สั่งยกระดับ คุมเข้ม 3 จังหวัดชายแดนใต้ขั้นสูงสุด หลังเกิดเหตุป่วนหลายจุด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:48 น.

23 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมา ว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.)

เมื่อถามว่า ระหว่างนี้หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต.อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้

เมื่อถามต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด

เมื่อถามอีกว่า ฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา

กรมการปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,