สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

สภาฯ ตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญอดีต สส.-สว. “วรงค์”บี้”ตัดบำนาญ”พ่วง”ทุนการศึกษาบุตรเรียนนานาชาติ” ท้า”สส.-สว.”ปัจจุบันประกาศไม่รับบำนาญ ด้าน”สนอง”ย้อนคืน ทำเป็นตัวอย่างประกาศคนแรกไม่รับเบี้ยยังชีพผู้แทนฯ

7 พฤษภาคาม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 จำนวน 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย , นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย , นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม , นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย , น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว.ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือ บำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่ทะลุฟ้ามากเกินความจำเป็น

“ช่วงนี้เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้น อยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป เช่น ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส.และ สว.และผมขอเรียกร้องให้ สส.และ สว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” นพ.วรงค์ กล่าว

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุน จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ ตนขอพูดด้วยความสัตย์จริง และเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้น เมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงค์ขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

“ที่ทราบมา นพ.วรงค์ เคยเป็น และหยุดพักไปหลายปี แต่ยังได้รับ ดังนั้น ขอให้แจ้งความจำนงได้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้น การพูดใดๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้ แต่อยากมองให้เห็นเพื่อนรอบข้างสิ่งที่เหมาะสม ยินดีจะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย” นายสนอง กล่าว

ทำให้ นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400 – 500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ สส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้น อย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

เท้ง เผย มติพรรคประชาชน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 12 พ.ค.นี้ ย้ำ ประชาธิปัตย์-พรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมได้ แต่ต้องให้ปชน.เขียนคำร้อง ระบุต้องพิจารณารอบคอบไม่ไปขยายขอบเขตอำนาจศาลรธน.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี  ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป  

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เมื่อถามย้ำว่ามองถึงส่วนที่ 2 ซึ่งมี อากาศเข้าข่ายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าจริงๆส่วนแรกก็อาจจะมีปัญหาตามที่นางสาวศิริกัญญาตั้งคำถามไปแล้วว่าการเยียวยานั้นเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ไม่ใช่การเยี่ยวยาแบบพุ่งเป้าแบบที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าอำนาจในการตราพระราชกำหนดเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ กรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่เรากังวลใจว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารว่าอาจจะรู้แก่อำนาจไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือเงินกู้ 200,000 ล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ในรายละเอียดก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงว่าส่วนของเงินเยียวยานั้นทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเราพยายามใช้กลไกในสภาเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่าได้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้สามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯ อื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่มีการตั้งกระถามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทน ว่าเพราะคนเดือดร้อนถ้วนหน้าเลยแจก 30 ล้านคน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ควรจะ แจกแบบถ้วนหน้า ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่าอยากให้เป็นการเยียวยามุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง ซึ่งในสไลด์ที่รัฐบาลส่งให้กับสื่อมวลชน  ก็ยังเน้นย้ำเรื่องเดิมว่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในรายละเอียดการเยียวยากลับเยียวยาเกือบถ้วนหน้า และถ้าเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้าจริงก็น่าจะมีตัวเลขแต่เกือบ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ารอบนี้มันก้ำกึ่งเพราะรวมทั้งคนละครึ่งและโครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราวๆ 44 ล้านคน แสดงว่ามีคนส่วนหนึ่งตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้นเราไม่ติดถ้าจะเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็จ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดว่าจ่ายแบบมุ่งเป้า เพราะถ้าอยากจ่ายแบบมุ่งเป้าต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงตกหล่น  

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากรณีเงิน 200,000 ล้านบาท มีการพูดกึ่งยอมรับว่า ไม่ได้มีโครงการ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตีเช็คเปล่าหรือไม่ น.ส.ศิริกันยา กล่าวว่า ใช่ จริงๆ ทางรัฐมนตรี ก็รับเองว่ายังไม่ได้มีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องขึ้นมา ให้คณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังยอมรับกับเราอีกด้วยว่าสำหรับการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ แล้วในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่ในส่วนที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเป็นหรือไม่ เลี่ยงได้หรือไม่ก็จะใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเห็นชอบแทน

ถามต่อว่าก่อนหน้านี้มีการชี้แจงว่าเงินกู้นี้ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ และถือเป็นเรื่องตลก เพราะเราพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินการคลังไม่ได้มีแค่เพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพย ว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม แต่ก็คงช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทำทุกอย่างแล้วยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่ในใจเราทุกคน หรือวิญญูชนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงในยามวิกฤตก็ไม่ใช่ยามที่จะมารักษาวินัยการเงินการคลังแบบเคร่งครัดขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นฝั่งรัฐบาลเองที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองว่า พยายามจะรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

อ้างเป็นเรื่องภายใน! หัวหน้าพรรคส้ม เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวโยง ยาเสพติด เรียบร้อยแล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคประชาชนในการพิจารณาลงโทษ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงกำนัน และผู้ใหญ่บ้านเอี่ยวยาเสพติดว่า ในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรคเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัย เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิล ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ซึ่งตนยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงออก การแสดงความจริงใจ ต่อพ่อแม่พี่น้องผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

เมื่อถามต่อถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อประสานไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็ดำเนินการจัดการอยู่

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต! สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี ชี้ ฝ่ายค้าน ตรวจสอบถ่วงดุลตามบทบาท เชื่อ ครม. มีแนวทางดำเนินการอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ(อนุกมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ กลุ่มที่3 ในกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าอาจยังไม่ถึงเวลาที่ต้องกู้เงินจำนวนมากว่า ตนในฐานะประธานอนุกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา แม้เพิ่งได้รับตำแหน่ง แต่ได้ทำงานด้านนี้มาประมาณปีกว่าแล้ว หน้าที่หลักคือการตรวจติดตามการใช้งบประมาณ เรื่องดังกล่าว อยากให้ประชาชนมองว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะรายได้ของประชาชนไม่เติบโตทันค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาพลังงานและต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนี้ ปัจจุบันเข้าสู่ช่วงกลางปีงบประมาณ 2569 แล้ว งบประมาณหลายส่วนถูกเบิกใช้ไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้เตรียมไว้รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ขณะที่งบประมาณปี 2570 ยังต้องรอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกหลายเดือน จึงมองว่ารัฐบาลน่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วในการหาทางช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงช่วยเหลือภาคเกษตรและภาคเอสเอ็มอี ผ่านการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวม ขณะนี้ กรอบหนี้สาธารณะจากการกู้ครั้งนี้ยังไม่ถึง 70% ของจีดีพี หากมองอย่างเป็นกลางต้องยอมรับว่าสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30% ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในหลายด้าน เช่น ภาคเกษตรกรได้รับผลกระทบ สินค้าเกษตรราคาถูก แต่ต้นทุนกลับแพงขึ้นทั้งหมด หากยังหาเงินมาจัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ทัน ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

“เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน อีกส่วนจะนำไปใช้แก้ปัญหาด้านพลังงานทดแทนในระยะยาว ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากไม่ดำเนินการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายด้านอาจเป็นไปได้ยาก และเกรงว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงกว่าเดิม” นายศุภโชค กล่าว

นายศุภโชค ยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 172 ว่า รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบ ตนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไม่ดี เพราะถือเป็นบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุล และมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนเช่นเดียวกัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็น่าจะมีแนวทางดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วในเรื่องนี้

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

“กรวีร์” แจง ร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำ ครม. ไม่ส่งกลับสภาฯ เตรียมเสนอ กฎหมายใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา ว่า

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการยืนยันกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน รวมถึงโจมตีพรรคภูมิใจไทยในประเด็นข้อกฎหมายทำให้สังคมเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดิน 99 ปีให้ต่างชาติถือครอง จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนและเกิดความเข้าใจ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์นายกรัฐมนตรีได้ตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาข้อมูลต่างๆให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ. SEC ที่มีการโจมตีพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกลับมา ซึ่ง สส. ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยหลายคน เห็นตรงกันว่า ศักยภาพของจังหวัดในชายแดนภาคใต้หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลเศรษฐกิจภาคใต้ก็จะสามารถเติบโตได้ ไม่น้อยไปกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 

นายกรวีร์ ยังย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ และ ร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC กลับมา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีการพิจารณาเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้ เพื่อยื่นสู่สภาอีกครั้ง 

ส่วนคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่นั้น นายกรวีร์ กล่าวว่า ถือเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี และเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก’บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย’สส.-สว.

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก'บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย'สส.-สว.

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก’บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย’สส.-สว.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“กลุ่มปกป้องสถาบัน” ยื่นหนังสือขอสภาผลักดัน ยกเลิก “เงินบำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย“ สส. และ สว. ด้าน “นพ.วรงค์” ลั่นจะสู้เต็มที่ ชี้ผู้แทนอาสามาดูแล ไม่ใช่ให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ยื่นหนังสือต่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อขอช่วยผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับสถานะ สิทธิประโยชน์ งบประมาณ และความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 ประเด็น คือ 1. ขอให้ยกเลิกบำนาญ 2.ขอให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง และ 3.ลดจำนวนผู้ช่วย ทั้ง สส. และ สว.จาก 8 คน เหลือ 3 คน 

นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ประชาชนของประชาชน ประเทศชาติ ซึ่งเห็นว่า สส.และ สว. เป็นตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการมีเงินบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่ง อาจสร้างความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม ในสายตาประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศ ยังมีภาระงบประมาณ และประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

ขณะที่เรื่องเอกสิทธิ์ ปัจจุบัน สส. และ สว.หลายคน ต้องคดี เช่น คดี ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งการมีเอกสิทธิ์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. ควรอยู่ภายใต้ความกล้าหาญ ความสุจริต และความรับผิดชอบ ไม่ใช่อาศัยเอกสิทธิ์ปกป้องตนเอง จากการตรวจสอบของประชาชน หรือกระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. เห็นว่า ควรทบทวนให้เหมาะสม กับภาระงบประมาณของประเทศ จากเดิมที่มีมีอยู่ 8 คนให้เหลือ 3 คน เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณดังกล่าว สามารถประหยัดได้ และควรถูกนำไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งมองว่า จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง 

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า กรณีที่ขอให้ยกเลิกบำนาญทั้งของ สส. และ สว. รวมไปถึงการลดจำนวนผู้ช่วยของ สส. และ สว. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกองทุนของอดีตผู้ดำรงตำแหน่ง สส. และ สว. ซึ่งไม่เพียงแต่ภาคประชาชนที่มายื่นเรื่องผ่านตนในวันนี้ แต่เชื่อว่า พี่น้องคนไทยก็ไม่มีใครเห็นด้วย ที่จะต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดู ทั้ง สส. และ สว. เมื่อตนเองไม่ได้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ดังนั้นตนจะรับเรื่องนี้ไว้ และช่วงบ่ายวันนี้จะมีวาระพิจารณาในสภา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งตนก็จะอภิปราย และฝากสาระสำคัญให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาในการยกเลิกเงินบำนาญ สส. และ สว. แต่การลดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. จาก 8 คน เหลือ 3 คน จะเป็นอีกระเบียบวาระหนึ่ง เช่นเดียวกันกับการยกเลิกเอกสิทธิ์ สส. และ สว. ก็เป็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงวาระยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ตนจะรับเรื่องไว้ทั้งหมด และเมื่อถึงวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนก็จะเป็นปากเป็นเสียง ในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า ตนจะสู้เต็มที่ เพราะไม่ต้องการให้ผู้แทนของประชาชน มาเอาเปรียบประชาชน ซึ่งตนถือว่า ผู้แทนของประชาชน อาสาเข้ามาดูแลประชาชน ไม่ใช่ต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนเกินไป 

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต ชี้ออกจากคุกลามมีผลการเมืองแน่ รอจับตา ‘เจ้าตัว’ จะรู้บทเรียนหรือไม่

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา11.45น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ และจะออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ว่า สิ่งที่เกิดกับนายทักษิณ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย และใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน อ้างว่าเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนมีการต่อสู้ของภาคประชาชน จนศาลมีคำพิพากษาให้กับไปจำคุก ดังนั้นการที่นายทักษิณได้จำคุกมาแล้ว 8 เดือน ก็ถือว่าเขาได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแล้ว สามารถได้รับการพักโทษ เป็นสิทธิ์ที่นายทักษิณ และคนอื่นๆควรจะได้รับ ส่วนตนเองโอเค เพราะยึดหลักความถูกต้อง และกฎหมาย ในเมื่อเขารับผิดและติดคุกแล้ว ก็ต้องชื่นชมเขา แต่หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของนายทักษิณที่จะต้องวางแผนอนาคตของตัวเอง

เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณออกจากเรือนจำจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากดูการระดมมวลชน ที่มีการแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนให้มาต้อนรับการออกจากคุก เป็นการสะท้อนว่านายทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง แต่เขาก็ไม่ผิดเพราะมีสิทธิ์ที่จะทำ แต่การทำแบบนี้ตนอยากให้ตระหนักถึงอดีตที่ผ่านมา อะไรที่ทำผิดพลาดก็ควรจะรับรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ส่วนจะมีผลต่อการเมืองหรือไม่ หากเคารพกติกา มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา จะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่ออายุเยอะกันแล้ว ก็ควรจะรู้บทเรียนว่า ปัญหาเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนเกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้มองว่ามีผลต่อการเมืองแน่นอน แต่จะหนักหรือน้อยอยู่ที่เขายั้งมือแค่ไหน

เมื่อถามว่าตอนนี้มีอะไรติดใจที่จะไปยื่นร้องเรียนหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาให้นายทักษิณต้องจำคุก ตนก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว แทบจะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับนายทักษิณเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ตนก็เคารพนายทักษิณที่เคารพคำตัดสินของศาล เขาทำหน้าที่ของเขาได้ดีแล้ว ตนก็ชื่นชม แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีกในอนาคต ไม่ใช่แค่นายทักษิณแต่รวมถึงรัฐบาลและคนอื่นๆ ตนก็จะต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม

แก้ปัญหาคุกล้น! ภูมิใจไทยยื่นปธ.สภาฯ แก้ไขกฏหมาย คนจนติดคุกแทนค่าปรับ ให้บำเพ็ญประโยชน์แทน

แก้ปัญหาคุกล้น! ภูมิใจไทยยื่นปธ.สภาฯ แก้ไขกฏหมาย คนจนติดคุกแทนค่าปรับ ให้บำเพ็ญประโยชน์แทน

แก้ปัญหาคุกล้น! ภูมิใจไทยยื่นปธ.สภาฯ แก้ไขกฏหมาย คนจนติดคุกแทนค่าปรับ ให้บำเพ็ญประโยชน์แทน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

แก้ปัญหาคุกล้น! ‘ภูมิใจไทย’ ชงแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา เปลี่ยน ‘คนจนติดคุก‘ ให้มา ‘บำเพ็ญประโยชน์’ แทน เชื่อทุกพรรคเอาด้วย 

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา11.15 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล พร้อมด้วยสส.พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่1 เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ที่มีสาระสำคัญคือ คนจนถูกดำเนินคดี แล้วศาลสั่งให้ชำระค่าปรับ แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินจ่าย ก็จะต้องไปติดคุกแทนค่าปรับนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว 

โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน โทษทางอาญามีอยู่หลายอย่าง ตั้งแต่กักขัง จำคุก ปรับ ไปจนกระทั่งประหารชีวิต แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่ในสังคม โดยเฉพาะคนยากคนจนก็คือ กรณีที่ศาลได้มีการพิพากษาลงโทษกักขังจำเลย สิ่งที่สามารถที่จะดำเนินการได้ก็คือศาลจะสั่งปรับ ในกรณีที่ถ้ามีโทษปรับ แต่ถ้าปรากฏว่าจำเลยคนนั้นไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าปรับ ศาลก็จะให้มีการไปกักขังแทนการจ่ายค่าปรับ 500 บาทต่อวัน 

นายศุภชัย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทำให้ผู้คนจำนวนมาก ที่เป็นคนยากคนจน ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษให้จ่ายค่าปรับแล้วไม่มีเงิน ต้องถูกควบคุมตัว สูญเสียอิสรภาพ ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้เห็นและแก้ปัญหาให้กับประชาชน จะต้องแก้กฎหมาย แทนที่จะเอาตัวไปขังคุก โดยอาจจะเสนอแนวทางให้ไปบำเพ็ญประโยชน์แทน ซึ่งจะมีการเสนอขอแก้ไป 2 มาตราตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเชื่อว่าพรรคการเมืองทางสภาจะเห็นพ้องกับกฎหมายฉบับนี้ ถ้ามีการบรรจุ กฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว ก็จะสามารถพิจารณา 3 วาระรวดเลยก็ได้เลย หรืออาจจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญกัน

ขณะที่นายกรวีร์ กล่าวว่า นี่เป็นอีกหนึ่งกฏหมายที่พรรคภูมิใจไทยเห็นว่ามีความสำคัญ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน ซึ่งเมื่อวานนี้ที่สภามีการพิจารณาญัตติเรื่องของการให้ความเป็นธรรม ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายเรื่องของนักโทษล้นคุกบ้าง กฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้ได้ 

สภาเดือด! ศิริกัญญา ซัดรัฐบาลเสี่ยงถังแตก กู้เงิน 4 แสนล้าน ภราดร โต้ทันควัน

สภาเดือด! ศิริกัญญา ซัดรัฐบาลเสี่ยงถังแตก กู้เงิน 4 แสนล้าน ภราดร โต้ทันควัน

สภาเดือด! ศิริกัญญา ซัดรัฐบาลเสี่ยงถังแตก กู้เงิน 4 แสนล้าน ภราดร โต้ทันควัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

เสี่ยงถังแตก! ‘ศิริกัญญา’ ถามเดือดกู้เงิน 4แสนล้านบาทเจอยัดไส้โครงการ ‘ไม่เร่งด่วน’ เทงบฯเฉียด2แสนล้านทุ่มหมดหน้าตักใน4เดือน ด้าน ’ภราดร‘ ย้ำออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.ม.172 มีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน สกัดภาวะข้าวยากหมากแพง

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าเป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสด ของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ทั้งนี้นายกฯมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทน

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามแรกถึงแผนการใช้เงินที่ระบุว่าจะเยียวยาประชาชนที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ในรายละเอียยดพบว่าการใช้เงินกู้จะมี 2 แผ่น คือ แบ่งเป็นแผนละ  2 แสนล้านบาท โดยแผนและวงเงินก้อนแรกเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ในหลักการตนเห็นด้วยมีเงินเพื่อเยียวยาประชาชนกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ติดใจวงเงิน และการใช้เงิน ซึ่งพบว่า จะใช้ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และอีก 5.2หมื่นล้านบาท เพื่อเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ทั้งนี้ 4 เดือนแรก จะใช้งบประมาณรวม 1.72 แสนล้านบาท  เรียกว่ากู้มาจะเทหมดหน้าตัก ภายใน 4 เดือน

“แจกโครงการคนละครึ่ง 30 ล้านคน นั้นมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบใด วิธีการลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนจริงหรือไม่ แผนการเทหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก แจกแบบสุ่ม คนเดือดร้อนไม่ได้ คนได้อาจไม่ได้นั้นเดือดร้อน รัฐบาลมีแผนเยียวยามีวัตถุประสงค์อะไร” น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถาม

ด้านนายภราดร ชี้แจงว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพราะวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งต่อพลังงาน ต้นทุนสินค้า เป็นภาระของประชาชนที่ซื้อสินค้าแพง ขณะที่กำลังซื้อหดตัว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากงบประมาณ ปี 2569  พบว่ามีงบกลาง เหลือ 2 หมื่นล้านบาท  ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานกรณ์ได้ถ้วนหน้าทั้งหมด ส่วนการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ทั้งนี้คาดว่ามีเงินเหลือที่โอนได้เพียง  2-3 หมื่นล้านบาท  ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือ  4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน 

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลแบ่งเงินกู้ เป็น 2 ก้อนๆละ 2แสนล้านบาท โดยก้อนแรกจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม แต่ที่ถามว่า  2 โครงการหลักที่จะกิดขึ้น  คือ โครงการไทยช่วยไทย แบ่งเป็น  2 ก้อน คือ 1.โครงการคนละครึ่งพลัส ที่วางแผนช่วยเหลือ 30 ล้านสิทธิ ให้ 4 เดือนๆ ละ 1,000 บาท เท่ากับ 1 คนใช้เงิน 4,000 บาทและลงทะเบียนใหม่ และ 2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ถือ 13.2ล้านคน จะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 ล้านบาท  รวมวงเงินที่ใช้  1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ที่ถามว่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ตนขอถามตรงๆ ว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกะทบจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดีในส่วนกลุ่มเปราะบางที่ปัจจุบันได้ 13.2 ล้านสิทธิ์ รัฐบาลจะขยายเพิ่มอีก 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับ เป็น 43.2 ล้านคน

“เหตุที่รัฐบาลต้องเทหมดหน้าตัก เพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์สงครามจาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสงครามยืดเยื้อระดับกลาง  ไม่จบภายใน 1-2 เดอืน อาจจะจบช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องช่วย ช่วง 4 เดือน หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง   ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์เกิดขึ้น จึงวางมาตรการเร่งด่วน” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สอง และให้ข้อสังเกตว่า เป็นภาวะรัฐบาลถังแตก แต่พบว่ามีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาในพ.ร.ก.กู้ด่วน ถ้าไม่ทำตอนนี้กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่ไม่มีรายละเอียด หากจะเปลี่ยนผ่านพลังงานภายในปีเดียว และต้องกู้ในก.ย.70 จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนหรือไม่ หากรอไปอีก 3 เดือน บรรจุในพ.ร.บ.งบประมาณทำได้ ทั้งนี้ควรทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

จากนั้นนายภราดร ชี้แจงว่า สำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลัง ได้ประชุม 4 หน่วยงาน และมีแผนการคลังระยะปานกลาง ทำรายละเอียส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาทไว้ โดยมีแผนว่าจะแบ่งกู้ 2 ปี โดยปีนี้ กู้ 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้  2 แสนล้านบาท  ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขแล้วทั้งหมดจากประมาณการทำให้เห็นชัดว่า 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ส่วนเรื่องสอดไส้โครงการพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งที่บอกว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศ ต่อวิกฤติพลังงานแบบไหน เร่งด่วยหรือไม่ 

“วันนี้ประชาชนบ่นว่าเสียค่าไฟแพง เพราะไฟฟ้าผลิตมาจากฟอสซิล และแก๊สธรรมชาติที่ราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งประเด็นนี้เป็นร่มเดียวกันที่ตั้งใจลดค่าใช้จ่ายประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ในส่วนของพลังงานน ผมเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามาหลังจากที่ พ.ร.ก.บังคับใช้และผ่านสภาฯ จะตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการ เพื่อตอบโจทย์ลดภาระใช้พลังงาน จึงเป็นโอกาสของประเทศที่จะเปลี่ยนถ่ายพลังงาน” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า เหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี 2570 เพราะทำไม่ทัน เนื่องจาก วันที่  1 พ.ค. สำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานส่งคำขอแล้ว ทั้งนี้เมื่อดูในไส้ของงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ขอเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานนั้นมีไม่มากเพราะเวลาจำกัด จึงต้องใช้โอกาสเปลี่ยนถ่ายพลังงาน เพื่อความยยั่งยืนของพลังงานสะอาด

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สามต่อว่ารัฐบาลตีเช็คเปล่า กับประชาชนที่เป็นผู้ใช้หนี้ คิดไปทำไป  เพราะยังไม่มีโครงการใดๆ อยู่ใแผน2 และไม่ได้สะท้อนว่าไม่ทำวันนี้ กระทบมั่นคงเศรษฐกิจอย่างรับไม่ได้ ทั้งนี้ พ.ร.ก. ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อเพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา  หากออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาตนไม่ติด แต่ออกให้น้อยกว่า2แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มให้กับโครงการคนละครึ่งมากถึง 1.2แสนล้านบาทไม่ต้องออกถึง 2 แสนล้านบาท และเก็บกระสุนเพื่อให้ตรงเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย

“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท คิดว่ายังไงมีโอกาสที่สงครามยืดเยื้อ และวิกฤติไม่จบภายใน 4 เดือน แต่กระสุนไม่เหลือให้ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และอาจกู้ใหม่ไม่ได้ อาจเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่จะออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินได้ ไม่ใช้เพราะจะชนเพดานกู้เงิน 70% เพราะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ มีแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไรในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถาม

โดย นายภราดร ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ได้วางแผนอย่างรอบคอบต่อการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน นอกจากนั้นการใช้เงินก้อนแรก วงเงิน 1.7 แสนล้าน ใน 4 เดือน เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชานในช่วงสั้น จำเป็นที่ต้องช่วยประชาชนก่อนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง โดยการใช้เงินก้อนดังกล่าวใน 4 เดือนถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ส่วนแผนการกู้จะกู้เงินในประเทศ ดอกเบี้ย 1.3% เท่านั้น ส่วนแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล จะใช้ตามปกติ คือ ตั้ง 4% ในงบรายจ่ายประจำปี ใช้เงินต้น 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก ทั้งนี้การกู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน

ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา อภิปรายทิ้งท้ายว่า ฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นใด หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ และมีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้าง เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ

‘ศุภมาส’ ตามเคสปลากระป๋อง ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการโรงงานเจ้าปัญหา

'ศุภมาส' ตามเคสปลากระป๋อง ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการโรงงานเจ้าปัญหา

‘ศุภมาส’ ตามเคสปลากระป๋อง ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการโรงงานเจ้าปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“ศุภมาส” ตามต่อเคสปลากระป๋องเจ้าปัญหา ล่าสุด ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค 

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ศุภมาส อิศรภักดี

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

ศุภมาส อิศรภักดี

“ตามที่ได้นำเรียนไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด
 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก”
 นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

ศุภมาส อิศรภักดี