นายกฯ เรียกหน่วยงานมั่นคง หารือเหตุชายแดนใต้ ถกเครียด หลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:34 น.

“นายกฯ” เรียก หน่วยงานความมั่นคง หารือ เหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ถก เครียดหลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัญมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดยนายอนุทิน ได้เรียกนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๕ กอ.รมน.และ ผู้อำนวยการกองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช.

สำหรับการพูดคุย คาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความพร้อม รวมถึงการแจ้งการข่าวล่วงหน้าที่ค่อนข้างล่าช้า

ข่าวกรองชายแดนใต้นายก

โฆษกรัฐบาล สรุปผลนายกฯ เยือน 9 ประเทศ เชื่อมโยงยุทธศาสตร์สถานการณ์โลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์สูงสุดแก่ ปชช.

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:20 น.

“โฆษกรัฐบาล” สรุปอีเว้นท์ นายกฯ เยือนตปท.เชื่อมโยงยุทธศาสตร์สถานการณ์โลก พร้อมใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการทูต ชี้แจงผลงานต่อสภา

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ทึ่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดสมัยประชุมและคาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผลจากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้นโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสนใจของประชาคมโลก และได้ยกระดับความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และการจ้างงาน

ที่ผ่านมา นายกฯ ได้เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค หารือกับผู้นำ 9 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน ต้อนรับผู้นำต่างประเทศทื่มาเยือนไทย ได้แก่นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสัปดาห์หน้า นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัญสิงคโปร์ เยือนไทยในวันที่ 2 กันยายน 2569 ซึ่งทุกภารกิจเชื่อมโยงเป็นยุทธศาสตร์สอดรับกับสถานการณ์โลกที่ไร้ระเบียบและภาวะโลกร้อน ตามแนวทางการสร้างอาเซียนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าการขยายตลาด ดึงดูดเงินลงทุนและนวัตกรรม

ในเรื่องส่งเสริมการลงทุน การเยือนประเทศต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับนักลงทุนต่างประเทศ และยังจัดให้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอเสียงสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการย้ำจุดยืนของไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ล่าสุดจากการเยือนออสเตรเลีย นายกฯได้สานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นวัตกรรม และการศึกษา พร้อมยกระดับความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยไซเบอร์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ Canva แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เชื่อมโยงครีเอเตอร์และ SMEs ไทยสู่ตลาดสากล

ขณะที่ ไทย-นิวซีแลนด์ ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 3 เท่า สู่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045) เตรียมเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในปี 2570 และเชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำเข้ามาลงทุน เช่น Skyline Enterprises ในภาคการท่องเที่ยวและนันทนาการ รวมถึง T&G Global ด้านเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค

นอกจากนี้ การทูตเชิงรุกของรัฐบาลยังสะท้อนผ่านการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการสานต่อความสัมพันธ์ระดับผู้นำและกำหนดทิศทางความร่วมมือร่วมกัน โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และเตรียมให้การต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งมีกำหนดเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน 2569 สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่มีต่อประเทศไทย

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยผลสัมฤทธิ์ของการทูตเชิงรุกไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน แต่ต้องดูถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ จอเรดาร์โลก อีกครั้ง ในฐานะมิตรและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับสากลให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

ผอ.ข่าวกรอง ประเมิน 3 ปัจจัยเหตุป่วนใต้ ใกล้ตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลัง เล็งประสานมาเลเซียคุมเข้มชายแดน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

“ผอ. ข่าวกรอง” ประเมิน 3 ปัจจัยเหตุป่วนใต้ “ใกล้เวลาตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลัง-ได้จังหวะพอดี” เล็ง ประสานมาเลเซีย คุมเข้มชายแดนเชื่อ จนท. รู้ตัวผู้ก่อเหตุ แต่บอกไม่ได้ เหตุเป็นเรื่องความมั่นคง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงสาเหตุการก่อเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายจุดว่า จากการประเมินมี 3 สาเหตุหลักคือ

1. การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า คาดว่า เป็นช่วงปลายเดือน ต. ค. ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อต่อรองในโต๊ะเจรจา ถ้าเรารีบวิ่งไปเจรจาจะเสียเปรียบ และรีบยอมรับข้อเสนอของเขาเพื่อส่งผลให้เราเสีย

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องวางแผนต่อไปว่า จะต้องเตรียมการพูดคุยอย่างไร

2. ขณะนี้เป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหาร เขาอาจจะมองเป็นช่องว่าง เพื่อประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ว่า มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และการก่อเหตุลักษณะนี้เป็นลักษณะการก่อกวน อย่างเช่น ในพื้นที่ จ. ยะลา และมีหลากหลายมิติในการก่อเหตุ นอกจากนี้ ยังมีการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เห็นได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นเป้ามากกว่า เห็นได้จากการเผาสถานที่และรถของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยข่าวจะต้องมาประเมิน และมาชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง และ

3. ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ได้จังหวะพอดี ซึ่งมีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่า มีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ตนอยากจะบอกว่า บางครั้งพวกเขาไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุจะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่า วางแผนตรงนี้เวลานี้ต้องมาพร้อมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่ฝ่ายทหารอ้าง หรือว่า เกิดจากการเสียผลประโยชน์จากที่รัฐบาลปราบสิ่งผิดกฎหมาย นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ก็มีส่วน อย่างเช่นในพื้นที่ จ. ยะลาเป็นเหตุก่อกวนส่วนใหญ่ และในพื้นที่ไม่มีเหตุการณ์การจับสิ่งกฎหมาย แต่ในพื้นที่ จ. นราธิวาสมีการจับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การจับยาบ้าจำนวนมาก รวมถึงใน จ. ปัตตานี ฉะนั้น จึงต้องมาจำแนกแยกว่า เป็นกลุ่มของใครและเชื่อมโยงไปกลุ่มใด พื้นที่ไหน หากนำมาจัดหมวดหมู่จะเห็นภาพ แต่ถ้าถามระบุให้ชัดตอนนี้ว่า เป็นกลุ่มใด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน

เมื่อถามย้ำว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เขารู้กันแหละ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคง เช่น หากเป็นเรื่องอาชญากรรมจะรู้ว่า ซุ้มมือปืนไหนเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะจะรู้กันว่า แต่ละกลุ่มจะมีวิธีการปฏิบัติการแบบไหน จะเป็นซิกเนเจอร์ซึ่งรู้กัน เมื่อถามอีกว่า การข่าวในพื้นที่ไม่ทราบเรื่องหรือ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการให้ข่าว

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีมาตรการรับมืออย่างไร เมื่อเกิดสถานการณ์ถี่ขึ้น นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มองได้ 2 อย่าง ซึ่งทหารจะต้องมีการจัดเตรียมกำลังกันใหม่และจะต้องออกแนวทางแก้ปัญหาใหม่หรือไม่ รวมถึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่โต๊ะการพูดคุยและประเมินกันอีกที เช่น ควรจะมีพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ และคณะผู้แทนพิเศษจะต้องมีการคุยกับทหารในพื้นที่ว่า จะดำเนินการกันอย่างไร

เมื่อถามว่า จะต้องให้ทางการมาเลเซียช่วยอะไรหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความร่วมมือจากมาเลเซียในการควบคุมดูแลชายแดนด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุข้ามไปข้ามมา และช่วงนี้อาจจะต้องขอความเข้มข้นในเรื่องการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนด้วย

ข่าวกรองชายแดนใต้ป่วนใต้

ภราดร เผย นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ปี 48–68 ต้องนำเข้า คกก.วินิจฉัยทุกกรณี

24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:36 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยจะมีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 1 ชุดขึ้นมาพิจารณา โดยคดีใดๆ ที่จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการชุดนี้ให้วินิจฉัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้เริ่มต้นที่รัฐบาลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มีหลายส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และภาคราชการด้วย ซึ่งโดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตั้ง

เมื่อถามว่า เฉพาะคดีที่มีเหตุสงสัยหรือไม่ จึงจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ นายภราดร กล่าวว่า คนที่มีคดีตั้งแต่ปี 48 จนถึงปี 68 น่าจะต้องเข้าทุกเคส ทุกกรณี โดยหลักใหญ่เป็นคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทั้งหลาย ที่ไม่เข้ากับข้อยกเว้น 3 ข้อจะเข้าเงื่อนไขนิรโทษทั้งหมด แต่ตนไม่ทราบว่า มีจำนวนทั้งหมดกี่คนที่เข้าข่าย และบางคนก็มีหลุดคดีไปแล้วด้วย

นิรโทษกรรมนิรโทษกรรมคดีการเมือง

สีหศักดิ์ เตรียมถกฝ่ายมั่นคง เหตุป่วนชายแดนใต้หลายจุด รับน่าเป็นห่วง ต้องรัดกุมทุกจุด

24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:28 น.

“สีหศักดิ์” เตรียมถกฝ่ายความมั่นคง หลังเกิดเหตุจว.ชายแดนใต้หลายจุด รับ น่าเป็นห่วง แม้รู้การข่าวล่วงหน้า แต่อาจยังคาดการณ์ไม่ดีพอ ระบุ ต่อไปต้องรัดกุมในทุกจุด
 
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 08.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วันนี้จะการหารือกับนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประเมินสถานการณ์ เพื่อดูเรื่องการดำเนินการในขั้นต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าเป็นห่วง เราต้องยอมรับความจริง เรื่องของการข่าว ทราบว่า เราก็รู้ล่วงหน้าในเรื่องของการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนี้ ต่อไปเราต้องมาดูว่า เราจะดำเนินการให้ทันท่วงทีอย่างไร คิดว่า เราต้องมาประเมินสถานการณ์ว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นใคร และต้องมาดูว่า การเตรียมพร้อมของเราให้รัดกุมยิ่งขึ้นในทุกจุด
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้การข่าวจะรู้ล่วงหน้า แต่ยังคงมีการก่อเหตุถึง 50 กว่าจุด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การข่าวอาจจะรู้ล่วงหน้า แต่การจะรู้ว่าปฏิบัติการเมื่อไหร่เราอาจจะยังคาดการณ์ไม่ดีพอ บางครั้งการปฏิบัติการอย่างนี้มันก็กระจายไป ดังนั้น การที่จะคาดการณ์มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องมานั่งดูกันในเรื่องของการข่าว และในเรื่องของการเตรียมความพร้อมที่จะสกัดกั้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ให้กระทบต่อประชาชน ล่าสุดที่นายกฯสั่งไปคือ ให้มีการเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
 
เมื่อถามว่า ได้มีการประสานกับทางมาเลเซียหรือไม่ เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุข้ามแดนกลับไป นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องนี้ต้องดูกัน เพราะทางมาเลเซียก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือถ้าเราแจ้งไป ความจริงมีการพูดคุยกันตั้งแต่นายกฯไปเยือน เดี๋ยวมาดูกันว่า ผู้ก่อเหตุเป็นใครและหลบหลีกไปที่ใดบ้าง
 
เมื่อถามว่า ล่าสุดมีการข่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีการปราบปรามการค้าของเถื่อน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงจะมีสาเหตุหลายปัจจัยด้วยกัน ขอคุยกันก่อนกับทุกฝ่ายว่า สาเหตุนั้นมันมาจากอะไรบ้าง มีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง ตนยังไม่อยากสรุปในตอนนี้ ขอหารือกันก่อน โดยวันนี้ (24 ส.ค.) จะมีการหารือกันภายหลังประชุมเตรียมการเรื่องการเยือนประเทศไทยของนายกฯสิงคโปร์เสร็จสิ้น  
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่า ผู้ก่อเหตุต้องการอะไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอหารือกันก่อน ยังไม่อยากสรุป เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่า ทำไมช่วงหลังจึงเกิดเหตุการณ์ถี่ขึ้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ เราต้องไปดูว่า มันมีเหตุผลอะไรบ้าง สถานการณ์อะไรบ้าง มีแรงจูงใจจากอะไรหรือไม่ ผู้ก่อเหตุ ใครทำอะไร มีอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ ต้องมาพูดคุยกันอีกที
 
เมื่อถามย้ำว่า ต้องทบทวนกลไกที่มีอยู่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องทบทวนตลอดถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราต้องมานั่งดูกันว่า ในทุกส่วน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และดูความพร้อมของเรารัดกุมเพียงพอหรือไม่ เมื่อถามว่า การที่มีการก่อเหตุถี่มากขนาดนี้ ประเมินหรือไม่ว่า มีเจ้าหน้าที่ไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อันนี้เดี๋ยวขอคุยกันก่อน  

ชายแดนภาคใต้ชายแดนใต้สีหศักดิ์

เรื่องเล่าซ้ำเดิม? TAF วิเคราะห์รอยกระสุน ปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้เป็นไปได้ยาก คาดมาจากบนพื้นดิน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 09:35 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 จากกรณี นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น

ต่อมาพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการและยุทธวิธี เนื่องจากการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น ไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ThaiArmedForce.com ซึ่งเป็นเพจ บทวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และกิจการความมั่นคงของกองทัพไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่ยิงปืนจากเฮลิคอปเตอร์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องเล่าที่มักจะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเราจะได้ยินทุกครั้ง

เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอนำโพสและรูปภาพจากคุณ @mohammad Rusdy Sheikh Haroon มาวิเคราะห์ต่อดังนี้

รอยกระสุนที่พบเป็นรอยกระสุนโดด ๆ ไม่ได้เป็นกลุ่มกระสุน ซึ่งปกติแล้วเฮลิคอปเตอร์มักจะติดปืนกลที่ใช้กระสุนที่มีขนาดใหญ่และอานุภาพร้ายแรงเช่น 7.62 หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่งบนเฮลิคอปเตอร์ก็มักจะใช้ปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงเช่น 5.56 ปืนที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์จึงมีอานุภาพสูง ระยะยิงหวังผลไปได้ไกลถึงเกือบ 1 กิโลเมตร และการยิงมักจะยิงที่ละหลายนัดเพื่อสร้างกลุ่มกระสุน บาดแผลที่เกิดขึ้นจากกลุ่มกระสุนเหล่านี้มักจะร้ายแรงมากซึ่งส่วนใหญ่จะส่งผลให้เสียชีวิตในทันที

โดยสรุปคือเป็นไปได้ยากมากที่จะมีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว น่าจะเป็นการยิงจากบนพื้นดินมากกว่า ส่วนใครยิง หรือลักษณะการยิงเป็นอย่างไร ตอนนี้ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบได้

ขอความกรุณาทุกท่านแสดงความเห็นอย่างสุภาพ ถ้ามีความเห็นที่ไม่เหมาะสมเราแบนทุกกรณีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ชายแดนใต้รอมฏอนแนวหน้าออนไลน์

ดอกนี้มีจุก! ปกรณ์ จวกพวก กูรู้ ดีแต่พูด-เก่งแต่ติ ยันปรับระบบราชการเน้นลดไขมัน-ดึงเทคโนโลยีใช้จริง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 09:04 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “#ระบบราชการไทย” พอมีข่าวว่ารัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการ ชาวบ้านร้านช่องและพ่อค้าวานิชต่างส่งเสียงสนับสนุนเซ็งแซ่ ว่าควรจะทำเสียนานแล้วทำไมพึ่งมาทำเอาตอนนี้ แต่ก็ก็ยังดีที่เริ่มทำ

จริงครับ เรื่องนี้ควรจะทำมาเสียตั้งนานแล้ว แต่เหตุผลที่ไม่ทำจริงจังนั้น ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือ “กลัวเสียคะแนนนิยม” ทางการเมือง เกือบทั้งหมด ”ดีแต่พูด“ ว่าจะปฏิรูประบบราชการ แต่สิ่งที่ได้คือการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงานเต็มไปหมด เสียเบี้ยประชุมบานตะไท เปลี่ยนรัฐบาลทีก็ทำแบบนี้กันที วนลูปซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกงกรรมกงเกวียน ไม่เดินสักที

แล้วจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ยังไง?

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาก็ดำเนินการจ้างศึกษาวิจัยเต็มไปหมด ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็มีการจ้างสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำราชการมาวางแผนยุทธศาสตร์ วางแผนการปฏิรูประบบราชการ แล้วจะรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงไหม ไปดูตามห้องสมุดต่าง ๆ สิครับเต็มไปหมด งานวิจัยที่ฝุ่นจับเพียบ เสียค่าจ้างวิจัยไปรวมแล้วไม่รู้เท่าไหร่ คนรับจ้างวิจัยได้ค่าจ้าง แต่จำนวนข้าราชการและพนักงานของรัฐเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นงบประจำก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี จนบางหน่วยดูจะมีผู้บริหารมากกว่าผู้ปฏิบัติเสียอีก

จนมาในปีนี้ รัฐบาลเห็นว่าเราจะไปต่ออย่างเดิมอีกไม่ได้แล้ว ต้องลงมือทำกันจริง ๆ แล้ว จึงมอบหมายให้ผมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ต้องวิจงวิจัยมันแล้วของเก่าเพียบ ไปงัดเอาของเก่ามาใช้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใหม่ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ ไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ให้เปลืองเบี้ยประชุมเป็นภาระงบประมาณ เอาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดพอ ยิ่งช้าบ้านเมืองยิ่งเสียหาย

พอเราเริ่มขยับกัน ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาสู่จุดเดิม กูรู้ทั้งหลายต่างออกมาบอกว่าเป็นการคิดการทำแบบเปะปะ ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ไม่มีแผนการทำงานที่ชัดเจน มันต้องเริ่มกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ฯลฯ บางท่านบางสื่อก็ ”ไปไกล“ ถึงขนาดว่าจะลดจำนวนข้าราชการเพื่อที่จะเอาไปเป็นพนักงานจ้างหรือ outsourcing แทนเพื่อจะได้กินหัวคิวกันตอนเขียน TOR !!!!!

อันหลังเนี่ยะงงมากครับ ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด สันนิษฐานว่าคงมีพื้นฐานการทำแบบนี้มากก่อน เลยชำนาญ คิดว่าคนอื่นคงจะเป็นเหมือนตัวเองประมาณนั้น

จริง ๆ กูรู้ทั้งหลายท่านไม่ต้องออกมาบอกหรอกครับว่าจะต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ มีวิจัยรองรับ พวกท่านทำไว้ทั้งหมดแล้ว ทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังเสียที คราวนี้ที่ทำก็เอาผลงานต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นทำขึ้นนั่นแหละครับ มาเป็นฐานในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็น

(1) การลดไขมันส่วนเกิน
(2) การ reprocessing กระบวนการทำงานของทุกหน่วยงาน
(3) การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานและในการให้บริการสาธารณะ และ
(4) การลดภาระงานที่ไม่ใช่ภารกิจของรัฐโดยแท้ ให้เอกชนเขาทำไป

จะบอกว่าเราไม่ได้ทำเลอะเทอะหรอกครับ ก็หลักการที่ท่านพูดมาหลายปีนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเอามาทำในวันนี้ ท่านจึงไม่ต้องพูดซ้ำ ๆ ก็ได้ คนเขาจะรำคาญเอาเพราะมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้มาคนละหลายวาระหลายโอกาส แต่ไม่ลงมือทำเสียที จนกระทั่งบ้านเมืองจะแย่อยู่แล้ว ขืนผมบ้าจี้ศึกษาวิจัยอีก ตั้งคณะกรรมการอีก ตั้งคณะทำงานอีก กว่าจะได้เริ่มทำงานก็คงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เหมือนที่ท่าน ๆ ทำกันมานั่นแหละ แล้วเราจะตามใครทันล่ะ

ผมว่าข้อเสนอแนะที่ดีไม่ควรเริ่มต้นจากว่าต้องวางแผนวางยุทธศาสตร์ก่อน เพราะมันทำมานมนานตั้งแต่สมัยหลาย 10 ปีมาแล้ว ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำไว้เต็มไปหมด นาทีนี้คือนาทีลงมือปฏิบัติจริงให้เกิดผลไม่ใช่มัวแต่นั่งศึกษาอยู่อีก มันจะยิ่งทอดเวลาออกไปอีก ปัญหามันหมักหมมมานานก็เพราะ ”ดีแต่พูด“ หรือ ”เก่งแต่ติ“ นี่แหละ

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า การวางแผนเมื่อวางแล้วจะต้องมีการลงมือปฏิบัติด้วย ไม่ใช่ใช้การวางแผน การวางยุทธศาสตร์ การตั้งคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ มาถ่วงเวลาเพื่อที่จะได้เป็นข้ออ้างว่าทำแล้ว หากแฝงไว้ด้วยความกลัวว่าจะเสียคะแนนนิยม จึง ไม่ได้ลงมือทำเหมือนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต

วันนี้ผมว่าคนไทยตระหนักดีแล้วว่าการ ”ดีแต่พูด“ มันส่งผลเสียอย่างไร และคนไทยวันนี้ต้องการเห็นการลงมือแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่พูดหลักการหรู ๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่องออกสื่อ เขาต้องการเห็นผลผลิตและผลลัพธ์ที่ ”จับต้องได้“ ครับ ไม่ใช่แค่วาทะกรรมหรู พูดแล้วดูฉลาด แต่ไม่ลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าทำกันตั้งแต่หลายปีก่อนอย่างที่วางแผน วางยุทธศาสตร์หรู ๆ ไว้ วันนี้ผมคงไม่ต้องมาทำเรื่องนี้หรอก …

ส่วนการชักใบให้เรือเสียโดยชวนเชื่อว่าการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นช่องทางอันแยบยลที่จะไปโกงไปกินค่าหัวคิวอะไรกันอีก … แนวนี้ผมว่าไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกความเกลียดชังต่าง ๆ ขึ้นมาอีก …

เทคนิคนี้อาจใช้ได้เมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา แต่ผมว่ามันเก่าเกินไปแล้วที่จะนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน วันนี้เราก็อุตส่าห์มีกฎหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป (24 สค 69) ถ้าไม่เรียนรู้กันเลยว่าการเอาแต่มุ่งชนะคะคานกันทางการเมืองโดยไม่สนใจบ้านเมืองมันทำให้บ้านเราล้าหลังกว่าคนอื่นเขา มันก็แย่
อายุก็มากกันแล้วนะครับ ผมก็ขาวโพลนหรือร่วงกันหมดแล้ว …

ผมว่าคิดอะไรที่มันเป็นบุญกุศลกันบ้าง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวมและพี่น้องประชาชนมากกว่าการเอาใส่ร้ายป้ายสีใครต่อใครไปวัน ๆ

แอบบอกตามตรงนะ ส่วนผมไม่ชอบคำว่าปฏิรูประบบราชการ เพราะภาพจำของการปฏิรูประบบราชการคือความล้มเหลว พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังวนที่เดิม จะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ … มันเหมือนกับคำว่ากิโยตินกฎหมายนั่นแหละครับ กิโยตินไม่ได้เสียที แบบเดียวกันเลย

เป้าหมายที่แท้จริงของกิโยตินกฎหมาย มันคือการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิต (wellbeing) ที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ (better life) การกิโยตินหรือการยกเลิกหรือตัดกฎหมายทิ้งเป็นเพียง ”วิธีการ“ หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย และเพราะมัวแต่สนใจวิธีการ เลยไม่เข้าใจว่าเป้าหมายคืออะไร มันจึงทำอะไรไม่ได้เสียที ถ้าเข้าใจว่าเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (better regulation for better life) จะได้เดินกันถูกทาง

ซึ่งตามนี้รัฐบาลร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) กำลังทำเรื่องอยู่อย่างเข้มข้นและใกล้ชิด ตอนนี้นำหลักการของกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและต่อการดำรงชีวิตของประชาชนออกรับฟังความคิดเห็นแล้ว 10 กว่าเรื่องโดยทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ระบบกลางทางกฎหมาย หลังจากนี้ ก็จะนำหลักการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงานต่อไป ไม่รอใครแล้ว

กลับมาเรื่องปฏิรูประบบราชการ ยืนยันครับว่าสำหรับผมมันคือ “การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ” … ยุทธศาสตร์มีแล้ว แผนมีแล้ว คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ไม่จำเป็นต้องตั้งให้เปลืองงบประมาณ มี กพ มีเลขาธิการ กพ มีสำนักงาน กพ มี กพร มีเลขาธิการ กพร มีสำนักงาน กพร ก็พอแล้ว ยังมีสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กฤษฎีกา และกรมบัญชีกลางมาช่วยกันอีก พอแล้วครับ

เรื่องอื่นนอกจากการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมาย ที่ผมคิดว่าต้องทำไปพร้อมกันคือ
(1) การพัฒนาระบบภาษี
(2) การพัฒนาระบบงบประมาณ
(3) การพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต
(4) การพัฒนาระบบสาธารณสุข
(5) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ
(6) การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ตอนนี้ต้องลงมือปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมายไปแล้ว ส่วนอีก 6 กำลังเริ่มครับ

คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังต่อ

ปกรณ์ นิลประพันธ์ปฏิรูประบบราชการระบบราชการ

ทัวร์ลงคาบ้าน!!! เพจพรรคประชาชนนราธิวาส หลังโพสต์ขยายปมวัยรุ่นถูก ฮ. ยิง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:35 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน นราธิวาส – People’s Party ได้โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์เยาวชน ม.2 ถูกยิงในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ข้อมูลจากนายซอและและเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ ระบุว่า ขณะเดินทางกลับบ้าน มีกลุ่มเฮลิคอปเตอร์บินติดตาม ก่อนเกิดเสียงปืนขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งที่สองนายซอและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กระสุนทะลุบริเวณหน้าท้องและด้านหลัง ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

ขณะเดียวกัน กอ.รมน. ยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธยิงในเหตุการณ์ดังกล่าว

จึงมีคำถามสำคัญว่า ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่?

เมื่อคำให้การของผู้ได้รับบาดเจ็บและพยานในเหตุการณ์มีรายละเอียดอีกด้านหนึ่ง จึงควรมีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส ทั้งพยานบุคคล หลักฐานในที่เกิดเหตุ วิถีกระสุน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ใครคือผู้รับผิดชอบ?

หากประชาชนถูกยิงระหว่างเดินทางกลับบ้าน จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทั้งเรื่องข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบ และมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย

#พรรคประชาชน #นราธิวาส #จะแนะ #ช้างเผือก #ตรวจสอบข้อเท็จจริง #ความปลอดภัยของประชาชน #ชายแดนใต้

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพรออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาธิ

บินลาดตระเวนจริง ไม่ได้ยิง หรือเยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุ คดีสืบไม่ยาก คนเจ็บยังนอนอยู่ , น้องโดนพี่รอดละครbrnชัดๆ , กลบข่าวป่วน 51 จุด เป็นไปตามแผน สุดยอดครับ อะไรที่ไม่ใช่คนไทยเราเข้าข้างหมด , การศึกษาสำคัญจริงๆ วิถีกระสุนมาจากแนวราบ = ฮ.จอดยิง หมาก็คือหมาหมูก็คือหมู จะให้เแผ้นแมวคงไม่ได้ , คาบ้าน พรรคประชาชน BRN , ประชาชน คนทั่วไป จนถึงเด็กเล็ก ถูกโจรใต้ลอบทำร้ายจนบาดเจ็บเสียชีวิต นับไม่ถ้วน
… เงียบกริบ อย่าว่าแต่ประนามเลย แทบจะไม่เคยพูดถึงเสียด้วยซ้ำ อันที่จริง ถ้ากล้าๆประกาศตัวซะเลยว่า เราคือ สส BRN พรรคประชาชน BRN ยังจะดูแมนกว่า , ก่อเหตุ51จุดมันทำร้ายทั้งประเทศ คนทั้งประเทศทนมานานแล้ว ปราบปรามให้เด็ดขาด , อย่าเชื่อจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ , ออกแถลงโดยที่ยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำมาจากฝ่ายใด แล้วเหตุระเบิดทั่วเมืองประณามยัง , ทำไมวิถีกระสุนเป็นแนวราบ หรือว่าตอนยิงกำลังยกล้อ , ตำรวจ ทหาร โดนยิง ทำไมไม่เอามาปั่นบ้างล่ะ ???

ชายแดนใต้นราธิวาสพรรคประชาชนพรรคประชาชนนราธิวาส

ยิ่งชีพ ไม่ดีใจพรบ.นิรโทษ เพราะไม่คลุมคดีหมิ่นเบื้องสูง เดินหน้ารณรงค์แก้ ม.112 ฉีกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:31 น.

24 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Yingcheep Atchanont’ ระบุข้อความว่า จัดงานเอาหัวชนกำแพงกับสว.สีน้ำเงิน ผ่านไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี ตามแผนการที่วางเอาไว้ ไม่มีปัญหาเกินคาดคิดมาแทรกแซง แต่คืนนี้คงไม่ได้เข้านอนด้วยความอิ่มเอิบใจ เพราะมีปัญหามากมายหลายอย่างยังผุดขึ้นมาในประเทศนี้อย่างประเดประดัง

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลย คือ การประกาศใช้พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งก็คือกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับที่เป็นการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ แต่คนออกกฎหมายไม่กล้าใช้คำว่านิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เพราะเคยด่าทักษิณเอาไว้เยอะ เลยต้องบิดเป็นคำอื่น

กฎหมายนี้ยกเว้นความผิด สั่งยุติการดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองย้อนหลัง 20 ปี เสื้อเหลือง กปปส. ได้หมด คดีปิดสนามบิน คดีขัดขวางการเลือกตั้ง คดีปิดถนนยึดเมือง ได้ยกเลิกคดีหมดเลย ไม่ต้องเข้าคุกกันเลยครับ (ดีใจกับพวกเขาดีไหม) ส่วนเสื้อแดงเหมือนจะได้ประโยชน์เยอะในแง่จำนวน แต่เอาจริงคือ ติดคุกกันจนครบออกมาหมดแล้ว คดีสุดท้ายพี่เมธีก็ปล่อยมาแล้ว ไม่รู้ใครได้อะไรบ้าง

คดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ชูสามนิ้ว ตัวผมเองก็มี 13 คดี ต่อสู้จนชนะคดีไปหมดแล้ว มีสั่งปรับคดีเดียว จ่ายค่าปรับจบไปแล้ว จะมายกเลิกคดีเอาตอนนี้ก็ไม่รู้มีประโยชน์อะไร และไม่รู้มันจะน่าดีใจตรงไหน?? ในเมื่อคนที่ติดคุกจริงๆ ในคดีมาตรา 112 อีกมากมาย ตอนนี้อยู่ในเรือนจำมากกว่า 30 คน ต้องไปอยู่ต่างประเทศอีกหลักร้อย และมีอีกหลายคนกำลังเดินเข้าเรือนจำ พวกเขาไม่ได้ถูกนับรวมด้วยเลย ถูกกีดกันออกจาก “สังคมสันติสุข” ในมุมมองของผู้ออกกฎหมาย

นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย ที่เราได้ประกาศใช้กฎหมายอัน “เลือกปฏิบัติ” ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ คดีของผมหลายคดีเกิดจากการปราศรัยบนเวทีการชุมนุม ผมได้รับการนิรโทษกรรมเพราะคนออกกฎหมายให้ความกรุณามองเห็นและเข้าใจว่า การกระทำเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาทำร้ายสังคม แต่ทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งใช่ แต่เพื่อนซึ่งปราศรัยบนเวทีเดียวกัน วันเดียวกันเวลาต่อกันนิดเดียว พูดเสร็จก็ลงมานั่งกินข้าวอยู่หลังรถเครื่องเสียงด้วยกัน กลับถูกบอกว่า “ไม่ใช่คดีการเมือง” แล้วยังจับพวกเขาไปขังไว้ในเรือนจำ

สองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เราก็พยายามแล้วที่จะบอกว่า หากคิดจะนิรโทษกรรมก็ต้องไปทั้งหมดพร้อมกัน ไม่ใช่เอาบางคนรอดแล้วทิ้งบางคนไว้ แต่ “พวกเขา” ในสภาก็ไม่มีใครฟัง เพราะอยากจะเอาเพื่อนตัวเองให้รอดก่อน เราก็ยังจินตนาการไม่ออกว่า กฎหมายที่เลือกปฏิบัติได้ชัดเจนทุเรศทุรังขนาดนี้จะผ่านออกมาได้ยังไง พอมีจังหวะอะไรเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทีนึงก็ลุ้นไปทุกทีว่ามันจะมีเหตุให้ต้องสะดุดไหม ลุ้นหายใจหายคอไม่ไหวกันทุกรอบ สุดท้ายวันนี้มันก็ประกาศใช้แล้วจริงๆ ช่างน่าอายเสียเหลือเกินที่ประเทศนี้ออกกฎหมายกันแบบนี้ครับ

ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “คดีการเมือง” ที่เอาคนไปขัง ในประเทศนี้บ้านเมืองนี้ มีคดีแบบเดียว คือ คดีมาตรา 112 ส่วนคดีอื่นไม่ว่า คุณจะถูกข้อหาก่อการร้าย ข้อหาวางเพลิง ข้อหาทำร้ายร่างกาย ข้อหาใช้อาวุธ หรือการทำรัฐประหาร ก็นิรโทษกรรมได้หมด เพื่อคืนสังคมที่สันติสุขให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่หมายถึงใครบ้างก็ไม่รู้

อย่างไรก็ดี ความพยายามและความเคลื่อนไหวเพื่อคนในเรือนจำวันนี้ก็ยังไม่จบลง เพราะตอนนี้ก้าวใหม่ที่เรากำลังพยายามเดินอยู่ เนื่องในปีนี้ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เราจึงต้องการเสนอให้ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในปี 2519 คือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งให้เพิ่มโทษคดีมาตรา 112 จากโทษเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี

แม้จะเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่จะสำเร็จโดยเราก็รู้อยู่แล้วว่า “พวกเขา” อีกนั่นแหละที่จะไม่ยอมโหวตให้ แต่ข้อเสนอนี้ก็คือการ แก้ไขมาตรา 112 รวมทั้งกฎหมาย “หมิ่น” ทั้งระบบ ให้กลับไปมีอัตราโทษที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ตามกฎหมายอาญาที่เป็นอยู่เดิม ที่ไม่ใช่คำสั่งของคณะรัฐประหาร และถ้าหากมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำเอาไว้ เชื่อว่า คนที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ในวันนี้จะไม่ได้รับโทษทัณฑ์สูงขนาดนี้และจะมีโอกาสได้ออกในเร็ววัน หรือถ้าศาลสั่งลงโทษจำคุก 2-3 เดือนต่อการกระทำ ซึ่งก็ได้สัดส่วนแล้ว พวกเขาก็อาจได้กลับบ้านกันเลย

แคมเปญนี้ที่ผ่านมาเงียบไปหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราเอาพลังงานเกือบทั้งหมดไปใช้เรื่องการ #เลือกตั้งสสร #แก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้ง #สั่งฟ้องสว อยู่ ซึ่งจริงๆ ทุกอย่างก็จำเป็นและเร่งด่วนไม่แพ้กัน จึงอยากเชิญชวนผู้คนที่เห็นว่า ไม่ควรมีนักโทษคดีทางการเมืองถูกทิ้งไว้ในเรือนจำ ช่วยกันสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ช่วยกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายกันได้ครับ ที่ https://decoup6octsins.com/เผื่อว่าคืนนี้จะไม่เศร้าสร้อยเกินไป แล้วพรุ่งนี้ตื่นมาสู้กับสว. ต่อครับ

พรบ.นิรโทษยิ่งชีพยิ่งชีพ อัชฌานนท์ไอลอว์

อดีตผู้พิพากษา ชี้ กกต. ไม่ใช่ศาล-ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ มีหลักฐานฮั้ว ส.ว. ต้องส่งศาลฎีกา

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:07 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ส่องกล่องดวงใจ ม.226 รธน. และ ม.62 พ.ร.ป. ส.ว.: เมื่อ กกต. ตีความกฎหมายสับสน ระหว่าง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กับ “คดีอาญา”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางกฎหมายมหาชนทันที เมื่อ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ชี้แจงถึงเงื่อนไขการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเอาผิดผู้กระทำผิดในสำนวนคดีเลือก ส.ว. ทั้ง 229 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยสรุปหลักเกณฑ์ไว้ 3 ประการ คือ

1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้นหรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น

2. มีการกระทำทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน

3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และเทคนิคการตีความตัวบทกฎหมาย (Statutory Interpretation) คำชี้แจงดังกล่าวกลับสะท้อนถึง “ความสับสนในบทบาทหน้าที่” และ “การตีความกฎหมายที่แคบเกินจริง” ใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้

1.มองข้าม พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: จำกัดตัวผู้กระทำผิดเกินขอบเขต

นายแสวงเริ่มต้นระบุว่า “ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น” โดยอ้างอิงกรอบของมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. จะมองเพียงรัฐธรรมนูญมาตราเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาประกอบกับ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ (Special Law) ด้วย
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: มุ่งเน้นไปที่ตัว “ผู้สมัคร”
• พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: ระบุชัดเจนว่า “หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น…”

คำว่า “ผู้ใด” ในมาตรา 62 ขยายขอบเขตไปถึง “โบรคเกอร์, หัวคะแนน, หรือกลุ่มขบวนการจัดตั้ง” ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร การสรุปว่าต้องเป็นผู้สมัครทำเองหรือรู้เห็น “เท่านั้น” จึงเป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบของ กกต. และเปิดช่องโหว่ให้ขบวนการฮั้วที่ใช้คนกลางภายนอกหลุดรอดไปได้อย่างน่าเสียดาย

2. มองความผิดเป็นรายบุคคล แต่ละเลย “พฤติการณ์เชิงระบบ” และ “พยานนิติวิทยาศาสตร์”

ตัวอย่างการทุจริตที่นายแสวงยกมา เช่น จ้างลงสมัคร, จ้างลงคะแนน, หรือแลกคะแนน เป็นภาพสะท้อนการทุจริตแบบดั้งเดิม (Traditional Fraud) รายบุคคล แต่การฮั้วเลือก ส.ว. ครั้งใหญ่ที่มีผู้ร่วมเครือข่ายนับพันคน มีการวางโครงสร้างการลงคะแนน (Voting Block) อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนวันสมัคร ซึ่งมีพยานหลักฐานเชิงรูปธรรมชัดเจนใน 2 มิติ:

1)พยานประจักษ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Evidence): ข้อมูลล่าสุดจาก iLaw เปิดเปิดเผยภาพสะท้อนวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ณ อิมแพ็คฟอรั่ม ที่มีผู้สมัครประมาณ 1 ใน 3 (กว่า 1,000 คน) แต่งตัวเหมือนกันด้วย “เสื้อสีเหลืองเฉดพิเศษ สูทดำ ถือแฟ้มแบบเดียวกัน” เดินย้ายสายเป็นบล็อก และเมื่อเลือกเสร็จเวลา 03.50 น. กลับเดินออกพร้อมกันไปยังจุดจอดรถลับหลังอาคารเพื่อขึ้นรถตู้จัดตั้ง เช่น รถตู้ทะเบียน นข 4350 บุรีรัมย์

• พฤติการณ์นี้รายงานของ DSI ระบุว่าเป็นการแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่เพื่อให้เนียนในการประสานงาน และการจัดรถรับส่งฟรีเช่นนี้ เข้าข่ายการให้/รับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. ชัดเจน
• การยินยอมเข้าร่วมระบบสวัสดิการจัดตั้งเช่นนี้ ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวว่าผู้สมัคร “รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น” ตามมาตรา 62 อย่างดิ้นไม่หลุด

2) พยานทางสถิติตัวเลข (Statistical Evidence): เมื่อนำพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลืองมาประกอบกับ “ข้อเท็จจริงจากบัตรลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ” ซึ่งมีความน่าเชื่อถือทางคณิตศาสตร์สอดคล้องกัน (จนอาจเกิดเหตุบังเอิญได้เพียง 1 ใน 5 พันล้านล้านล้าน) นี่คือพยานแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) ที่แน่นหนากว่าผลตรวจ DNA และโกหกไม่ได้
เมื่อนำพฤติการณ์เชิงพื้นที่และหลักฐานทางสถิติมารวมกัน ย่อมเข้าเกณฑ์ “น่าเชื่อว่า ส.ว. ที่ถูกกล่าวหาได้รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ตามมาตรา 62 โดยไม่จำเป็นต้องรอพยานประจักษ์ครบทุกคน

3. สับสนระหว่าง “มาตรการควบคุมมการเลือกตั้ง” กับ “โทษทางอาญาตามมาตรา 77”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ กกต. อ้างคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” แต่กลับตั้งมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานสูงระดับ “ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ซึ่งเป็นการนำเอาเกณฑ์ของคดีอาญาตาม มาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. มาครอบทับกระบวนการตามมาตรา 62

• ชั้น กกต. (มาตรา 62): เป็นมาตรการควบคุมการเลือกตั้งและมาตรการการเมืองเพื่อ “ปกป้องความสุจริตของการเลือก” กกต. เป็นเพียงผู้รวบรวมและประเมินหลักฐานขั้นต้น หากเข้าเกณฑ์ “อันควรเชื่อได้” กฎหมายบังคับว่า กกต. “ต้องส่ง” ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและใช้อำนาจชี้ขาด

• ชั้นคดีอาญา (มาตรา 77): เป็นเรื่องการลงโทษจำคุกและปรับรายบุคคล ซึ่งเป็นขั้นตอนถัดมาจากคำพิพากษาของศาลฎีกา
การที่ กกต. ตั้งเงื่อนไขว่าจะส่งศาลฎีกาได้ ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ความผิดจนมัดแน่นระดับคดีอาญาเสียก่อน ทั้งที่มีพยานหลักฐานจากทั้ง DSI, iLaw และสถิติบัตรลงคะแนนรวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงเท่ากับเป็นการ “สลับขั้นตอน” และเปลี่ยนบทบาทของ กกต. จากผู้กลั่นกรองคำร้อง ให้กลายเป็น “ศาลชั้นต้น” ที่วางบรรทัดฐานตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเสียเอง

บทสรุป: กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. ต้องยึดหลักนิติธรรมและโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง:

“กกต. ไม่ใช่ศาล จึงไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องเพียงเพราะความสงสัย แต่เมื่อมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ทั้งพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลือง รถตู้บุรีรัมย์ และสถิติบอร์ดคะแนน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป. ส.ว. ประกอบมาตรา 226 รธน. กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ ‘ต้องส่ง’ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้อยู่ในจุดชี้ขาดขั้นสุดท้าย”

หาก กกต. ยังคงตั้งการ์ดสูงและตีความกฎหมายแบบจำกัดอำนาจตนเอง (Self-Restraint) เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ได้ ส.ว. จากการเลือกกันเองอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ก็อาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

24/8/69

ศาลฎีกาอดีตผู้พิพากษาฮั้ว ส.ว.