แม้ก-ณฐ-ติวเตอร์-ยิม ชวนชิมผลไม้ไทย ในงาน Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026 ที่ แม็คโคร–โลตัส

16 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรม Meet & Greet แบบ Exclusive จากผู้โชคดีที่ซื้อปลไม้ไทยในงาน Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026 ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” กับคู่ศิลปินสุดฮอต “แม้ก-ณฐ” และ “ติวเตอร์-ยิม” ที่ โลตัส สาขาพระราม 4 และ แม็คโคร สาขาสาทร

โดยกิจรรมเป็นไปอย่างสนุกสนานทั้ง 2 รอบ กับ 2 คู่จิ้นสุดฮอต “แม้ก-กรธัสส์ รุจีรัตนาวรพันธุ์” และ “ณฐ-ณฐสิชณ์ เอื้อเอกสิชฌ์” ที่จัดขึ้นที่ โลตัส สาขาพระราม 4 และ “ติวเตอร์-กรภัทร์ ลำน้อย” และ “ยิม-ปริญญากรณ์ ขันสวะ” ที่จัดขึ้นที่ แม็คโคร สาขาสาทร มาเสริฟความสุขด้วยเกมสนุกๆให้ผู้โชคดีแบบใกล้ชิดพร้อมร่วมแจกสูตรมูพิเศษจากผลไม้ไทยทั้ง “สลัดผลไม้ไทย” และ “ไอศกรีมมังคุด” เสริฟทั้งเมนูอร่อยและโมเม้นสุดน่ารักให้ทั้งผู้โชคดีและแฟนคลับฟินไปตามๆกัน

นอกจากกิจกรรม Meet & Greet  สนุกๆแล้ว Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026 ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” ยังมีโปรโมชันพิเศษสำหรับคนรักผลไม้ตลอดเดือน ลูกค้า “แม็คโคร” เมื่อซื้อผลไม้ไทยที่ร่วมรายการที่ แม็คโคร ครบทุก 500 บาท/ 1 ใบเสร็จ รับฟรี มังคุด 1 ตะกร้า (ขนาด 3 กก. มูลค่า 99.-) และ สำหรับลูกค้า “โลตัส” เมื่อซื้อผลไม้ไทยที่ร่วมรายการครบทุก 600 บาท/ 1 ใบเสร็จ รับบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ ของซีพี แอ็กซ์ตร้า “แม็คโคร–โลตัส” ได้ที่ https://www.facebook.com/cpaxtrathailand รวมถึง https://www.facebook.com/makroHQ และ https://www.facebook.com/lotussth

‘ณเดชน์’ นำทัพสายฮา ป๋ากิ๊ก-เบิ้ล-วิเวียน ปล่อยมุกสุดขำในงาน กาล่าพรีเมียร์ ‘จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้’

16 กันยายน 2569 เวลา 16:08 น.

เสิร์ฟเดทแรก! แจกความสดใสใจฟูขั้นสุด สำหรับงานกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฟีลกู้ด “HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง GDH และ Sony Pictures International Productions ที่นำภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง 50 FIRST DATES มารีเมกใหม่ โดยเติมเต็มมิติของครอบครัวควบคู่ไปกับเรื่องราวความรัก เพื่อให้เป็น ‘Date Movie’ สำหรับทุกความสัมพันธ์ ทั้งคู่รัก เพื่อน ครอบครัว และพี่น้อง   พร้อมด้วยความโรแมนติกคอมเมดี้แฟมิลี่ที่ทุกคนรอคอย  โดยเนรมิตบรรยากาศแห่งความรัก ณ ชั้น 1 ลาน Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมไฮไลต์บอลลูนสีสดใสที่ตั้งตระหง่านบริเวณลานด้านหน้า   ให้แฟน ๆ ได้ปักหมุดเช็กอินและถ่ายภาพเก็บความทรงจำสุดสวีตกันแบบจุใจ

เริ่มต้นบรรยากาศด้วยความคึกคัก โดยพิธีกร โอปอล์-ปาณิสรา  อารยะสกุล ต้อนรับทุกคนเข้าสู่งาน  พร้อมเปิดตัวทีมนักแสดงนำท่ามกลางเสียงกรี๊ดสนั่น! นำโดยพระเอกสุดฮอต ณเดชน์ คูกิมิยะ ควงคู่มากับนางเอกสาว    มินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์ (MINNIE of i-dle) แท็กทีมแก๊งครอบครัวสายฮา นำโดย ป๋ากิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, เบิ้ล ปทุมราช และ วิเวียน-ทิพากร ไชยประสิทธิ์ ก่อนจะร่วมพูดคุยกับ 2 โปรดิวเซอร์ วัน-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และเมษ ธราธร ผู้รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมด้วยทีมนักแสดงนำ ที่มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวความสนุกในกองถ่าย ถ่ายทอดเบื้องหลังความฮาและมวลความอบอุ่นแบบครบครัน แถมงานนี้  ครอบครัวเฮนรี่ขอเซอร์ไพรส์! โดย เบิ้ล  โชว์ลูกคอในเพลงมิวสิคคัลที่ตั้งใจมาร้องให้ ลูซี่ ฟังโดยเฉพาะ! โดยมี ป๋า และ วิเวียน มาช่วยเป็นลูกคู่ สร้างความครื้นเครงให้ทั้งงานมีแต่เสียงหัวเราะ

จากนั้นมาอัปเลเวลความฟินให้หัวใจฟูฟ่องยิ่งขึ้น ด้วยโชว์สุดพิเศษจากมินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์ (MINNIE of i-dle) ที่ขึ้นเวที คว้าไมค์โชว์เสียงร้องสะกดหัวใจทุกคนในเพลงประกอบภาพยนตร์ “ขอจีบ (nice to meet you)” [From HENRY’s First Dates] เพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของ “ลูซี่” กับภารกิจตกหลุมรักคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ปิดท้ายโมเมนต์ความประทับใจด้วยการถ่ายภาพร่วมกัน นำโดย จินา โอสถศิลป์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด      และปรียาวรรณ ภูวกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมพาร์ตเนอร์ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และทีมนักแสดง งานนี้เหล่าศิลปิน นักร้อง นักแสดงในแวดวงบันเทิง ต่างมาร่วมยินดีและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น  อาทิ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ตู่-ภพธร, แจน-จิตติมา, เก๋-ชลลดา พร้อมด้วยทีมคู่รัก เปาวลี พรพิมล ที่ควงคู่มากับสามี เอิร์ธ-กานต์ กิจเจริญ, นิว-ชัยพล และภรรยา เมษา-กิตติมา รวมถึงครอบครัวระเบียบวาทะศิลป์ นำทีมโดย พ่อเอ๊ะ-ภักดี, ต้าวหยอง พร้อมด้วย นุ๊ก-ธนดล, ปาย-ฉัตรนภา, ใบปอ-ธิติยา , ตู-ต้นตะวัน , นนน-กรภัทร์ , มาร์ค-ภาคิน , ปอนด์-พลวิชญ์, แปลน-รัฐวิทย์, น้องสิงห์ มาพร้อม คุณพ่อวุธ-อัษฎาวุธ  ร่วมด้วย แก้ม วิชญาณี,  ณ-ณภัทร, ยิม-ธัญญะ, ส้วม-สุขพัฒน์, เอ๋-มณีรัตน์, วี-วีรยา, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา, เรียวตะ โอมิ, ลาล่า โปงลางสะออน, ธัญญ่า ชัชชญา ฯลฯ

‘สุนทราภรณ์’ เชื่อมทุกเจเนอเรชัน จาก Gen Gap สู่ Gen Groove

16 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความต่างของวัย” ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นช่องว่างเสมอไป สำหรับซีรีส์ฟีลกู๊ด “จังหวะรัก ต่างเจน” (Fill The Beat) ที่หยิบเรื่องใกล้ตัวอย่าง Generation Gap มาถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของครอบครัว ความสัมพันธ์ และบทเพลงอมตะจาก “สุนทราภรณ์” จนกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่เพียงมอบความบันเทิง แต่ยังชวนคนต่างวัยกลับมาใช้เวลาร่วมกัน พร้อมพาบทเพลงแห่งความทรงจำกลับมามีชีวิตในหัวใจของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) ร่วมกับ บริษัท คูก้าร์ จำกัด (COUGAR COMPANY LIMITED) จัดงาน PRESS & THANKS “Fill The Beat: จังหวะรัก ต่างเจน” ภายใต้แนวคิด “FROM GEN GAP TO GEN GROOVE” เพื่อขอบคุณทุกแรงสนับสนุน พร้อมร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จและเบื้องหลังแนวคิดของซีรีส์ที่ต้องการเปลี่ยน “ช่องว่างระหว่างวัย” ให้กลายเป็น “จังหวะ” ที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถเข้าใจและเดินไปด้วยกันได้

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและคึกคักจากตัวแทนหลากหลายเจเนอเรชันนำโดย แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์,  ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร, ไจแอนท์ เชิญยิ้ม, โป้ โยคี เพลย์บอย, ต่อ อรรถกร สอนยศ, พัตเตอร์ ภูเบศ ประทุมรัตน์, ต้นเตย จิดาภา ผลโรจน์ปัญญา และ กีต้าร์ สาริน ตั้งเจริญไพศาล พร้อมด้วย เก๋ แสงระวี จงศิริกุล Project Director และอั๊ต อัษฎา พานิชกุล Co-Producer ซึ่งร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ มาร่วมแบ่งปันทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และประสบการณ์ การทำงานของคนต่างวัย

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง มาช่า วัฒนพานิช มาร่วมงาน สร้างสีสันแห่งการเชื่อมโยงทุกเจเนอเรชันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ “จังหวะรัก ต่างเจน” คือการนำ “บทเพลงสุนทราภรณ์” ซึ่งเป็นมรดกทางดนตรีที่อยู่คู่สังคมไทย มายาวนาน มาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความทรงจำของคนรุ่นใหญ่เข้ากับโลกของคนรุ่นใหม่ โดยไม่ได้หยิบมาใช้เพียงเพื่อสร้างบรรยากาศย้อนยุค แต่ทำให้บทเพลงเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ความสัมพันธ์ และอารมณ์ของ ตัวละครอย่างกลมกลืน

จากบทเพลงที่คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย หรือพ่อแม่เคยคุ้นเคย กลายเป็นบทเพลงที่ลูกหลานได้ฟัง ได้รู้จัก และมีพื้นที่พูดคุยร่วมกันอีกครั้ง สอดคล้องกับความตั้งใจของซีรีส์ที่อยากสร้างความบันเทิงในแบบ “เด็กดูสนุก ผู้ใหญ่ดูแล้วยิ้มและนึกถึงวันวาน”   จนเกิดเป็นช่วงเวลาที่คนต่างวัยสามารถกลับมานั่งหน้าจอเดียวกัน และแชร์ความรู้สึกเดียวกันได้อีกครั้ง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญภายในงาน คือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินและนักแสดงแต่ละเจเนอเรชันได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Generation Gap ตั้งแต่เรื่องภาษา ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี ไปจนถึงวิธีคิดและการใช้ชีวิต สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละวัยจะเติบโตมาในบริบทที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเปิดใจรับฟัง ความแตกต่างก็สามารถกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพัฒนาไปสู่ความเข้าใจระหว่างกันได้

ไฮไลต์ที่เรียกรอยยิ้มและสร้างสีสันให้กับงาน คือการนำบทเพลงระดับตำนาน “รำวงลอยกระทง” มาตีความใหม่ในชื่อ “ลอย Let It Flow” ผสมกลิ่นอายของรำวงเข้ากับจังหวะดนตรีร่วมสมัย ให้คนทุก Gen สามารถร้อง เต้น และ Enjoy ไปด้วยกัน ก่อนชวนทั้งนักแสดง สื่อมวลชน และแฟน ๆ ร่วมสนุกกับท่าเต้นบนเวที เปลี่ยนภาพของ “Gen Gap” ให้กลายเป็น “Gen Groove” อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ยังได้รับเกียรติจาก คุณปราโมทย์ บุญนำสุข รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ คุณปราณิสา เตียวพิพิธพร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมสะท้อนถึงความสำคัญของการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด และสื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัยได้อย่างเข้าถึง

เบื้องหลังความสำเร็จของ “จังหวะรัก ต่างเจน” ยังเกิดจากความร่วมมือของผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงาน ตลอดจนเจ้าของผลงานและทายาทของเหล่าบูรพศิลปินแห่งวงการเพลงสุนทราภรณ์ รวมถึงพันธมิตรและทุกภาคส่วนที่มองเห็นเป้าหมายเดียวกันว่า ซีรีส์เรื่องนี้ควรเป็นมากกว่าความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้กลับมาพูดคุย รับฟัง และเข้าใจกันมากขึ้น

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือ Gen Z ทุกคนอาจมี “จังหวะ” ของตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะประสานเป็นเพลงเดียวกันไม่ได้ ต่าง Gen ไม่ต่างใจ…เมื่อเสียงเพลงช่วยเติมรัก และลดช่องว่างระหว่างวัย

ติดตามชมซีรีส์ “จังหวะรัก ต่างเจน” (Fill The Beat) ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. ทางช่อง เวิร์คพอยท์ 23 และรับชมย้อนหลังออนไลน์ เวลา 09.30 น. บน VIU ที่เดียวเท่านั้น

แม่ฟาดน็อก! ‘เกรซ กาญจน์เกล้า’ วัย 37 สับประโยคแซ่บตอกดรามา ‘อย่าให้ใครบอกว่าไม่สวย’ (ชมคลิป)

16 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

'เกรซ กาญจน์เกล้า

กลายเป็นประเด็นร้อนติดเทรนด์โซเชียลทันที หลังมีกระแสดรามาสะเทือนวงการ จากกรณีที่ 2 ไลฟ์โค้ชออกมาตั้งคำถามเชิงด้อยค่าผู้หญิงในวัย 35 ปีขึ้นไปว่าหมดความสวยและร่วงโรยตามวัย จนทำเอาบรรดาคนบันเทิงและสาวๆ ออกมาฟาดกลับกันอย่างดุเดือด ไม่เว้นแม้แต่นางเอกสาวผิวออร่า เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า ที่ล่าสุดวันนี้ 16 กันยายน 2569 ได้ออกมาตอกกลับแบบตัวมัม ผ่านคลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะไปวิ่งเทรลลุยธรรมชาติสุดสับที่เขาฉลาก อำเภอศรีราชา

งานนี้บอกเลยว่านอกจากหุ่นสับสุดเป๊ะในชุดสปอร์ตบราและกางเกงวิ่งขาสั้นที่เผยให้เห็นเรียวขาและรูปร่างสุดฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว สิ่งที่ทำเอาแฟน ๆ และชาวเน็ตซูฮกในความแซ่บก็คือข้อความที่เจ้าตัวขึ้นไว้ในคลิปว่า “อายุ 35 อย่าให้ใครมาบอกไม่สวย เพราะ… กูสวยค่ะ (อ่านต่อในแคปชัน..)” ที่บอกเลยว่าฟีลตัวแม่ฟาดน็อกทุกติต่าง

เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

ซึ่งแม่เกรซยังร่ายยาวตอกย้ำความปังผ่านแคปชันฉบับสาววัย 37 ที่รักตัวเองแบบสุดตัว โดยระบุว่า “ฉันวันนี้ในวัย 37 ที่…รักและใจดีกับตัวเองที่สุด ดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด สุขภาพดีทั้งกายและใจที่สุด มีความรู้ มีคุณค่า มีหัวใจที่เบิกบานที่สุด ตกตะกอน เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูกที่สุด ประสบความสำเร็จในโลกของตัวเองที่สุด เพราะเชื่อมั่นและพยายามอย่างที่สุด พูดได้เต็มปากว่าวันนี้ ฉันแกร่ง ฉันสวย ฉันรวย ประสบการณ์ที่สุด ( เงินในบัญชีก็เช่นกัน ) และฉัน…ไม่เคยว่างจ้ะ Enjoy life! Aging อย่างมีคุณค่าค่ะสาวๆ #วิ่งเทรลเขาฉลาก #เขาฉลาก #เขาฉลากศรีราชา”

เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

บอกเลยว่างานนี้ประโยคเด็ด “พูดได้เต็มปากว่าวันนี้ ฉันแกร่ง ฉันสวย ฉันรวย ประสบการณ์ที่สุด ( เงินในบัญชีก็เช่นกัน )” ทำเอาเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับแห่เข้ามาคอมเมนต์ส่งอิโมจิและคอมเมนต์กันกระจาย เช่น

“สวยอีกแล้ว”

“สวยมากคะ คุมแม่กระต่าย”

“เริ่ด”

“กูสวย จบ”

“ที่สุดค่ะแม่”

เกรซ กาญจน์เกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย GRACE KK (@gracekanklao)

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม GRACE KK

แว่นมานี้มา ‘โบว์-เมลดา’ ปรากฏตัวในลุคสาวแว่นสุดซอร์ฟ ละมุนถูกใจ

16 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

“โบว์–เมลดา” ขึ้นแท่น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® ประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ โบว์–เมลดา สุศรี” นักแสดงสาวและแฟชั่นไอคอน ได้รับเลือกให้เป็น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® Color Touch™ ในประเทศไทย โดยแคมเปญเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ พร้อมการปรากฏตัวของโบว์–เมลดาในลุคที่สวมใส่ Transitions® Color Touch™ สีแดงรูบี้ (Ruby) เอฟเฟกต์ไล่เฉดสี (Gradient) ถ่ายทอด Personal Style ที่ดูสวย ละมุน และน่าค้นหา

บรรยากาศบริเวณ Outdoor ของพื้นที่จัดงานถูกเนรมิตให้เป็น “Transitions Color Club” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Urban Chic Color Club เพื่อให้แขกได้สัมผัส Transitions® Color Touch™ ครบทั้ง 5 เฉดสี ทดลองจับคู่สีเลนส์กับกรอบแว่นในดีไซน์ต่าง ๆ รวมถึงสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของสีเลนส์ภายใต้สภาพแสงที่แตกต่างกัน พร้อมค้นหาไอเดียในการนำสีบนเลนส์แบบ Always-on มาจับคู่กับกรอบแว่นและสไตล์การแต่งตัว เพื่อเปลี่ยนแว่นตาให้เป็นอีกหนึ่ง Fashion Statement ที่สะท้อน Personal Style ในแบบของตัวเอง

คุณศุภชัย อาชีวระงับโรค Country Manager, EssilorLuxottica Wholesale Thailand กล่าวว่า “วันนี้ผู้บริโภคชาวไทยไม่ได้มองแว่นตาเพียงในมิติของการแก้ไขสายตาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ สีสัน และการเลือกแว่นตาให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองมากขึ้น Transitions® Color Touch™ จึงนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกในการเติมสีสันให้กับแว่นตา ด้วยสีบนเลนส์แบบ Always-on ที่มีสีอ่อนๆเมื่ออยู่ในร่ม และมีสีเข้มขึ้นเมื่อออกกลางแจ้ง Transitions® Color Touch™ นำเสนออีกมิติของเลนส์เปลี่ยนสี (Dynamic Lenses) ที่ผสานฟังก์ชันของเลนส์เข้ากับสีสันและสไตล์ เรารู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับคุณโบว์–เมลดา ซึ่งมีบุคลิกสดใสและเซนส์ด้านแฟชั่นที่โดดเด่น เพื่อร่วมถ่ายทอดแนวคิดของการสนุกกับสีสันและ Personal Style ผ่านแคมเปญครั้งนี้”

โบว์–เมลดา สุศรี กล่าวถึงความรู้สึกในการร่วมงานครั้งนี้ว่า “โบว์เป็นคนที่ใส่แว่นในชีวิตประจำวันอยู่แล้วค่ะพอได้มาร่วมงานกับ Transitions® Color Touch™ สิ่งที่โบว์ชอบคือเรื่องของสีสัน เพราะทำให้เราสนุกกับการเลือกแว่นและการแต่งตัวได้มากขึ้น แต่ละสีก็ให้ความรู้สึกและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน สามารถนำมาแมตช์กับเสื้อผ้าและลุคในแต่ละวันได้หลากหลายมากขึ้น โบว์ดีใจมากที่ได้เป็น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® Color Touch™ ในประเทศไทย และสนุกมากที่ได้ถ่ายทอดเรื่องของสีสันและ Personal Style ผ่านแคมเปญนี้ค่ะ”

ภายในงาน โบว์–เมลดา ได้ร่วมพูดคุยกับ ปุ๊ก–จงกล พลาฤทธิ์ สไตลิสต์และ Fashion Director แถวหน้าของเมืองไทย ถึงเทรนด์การนำสีของเลนส์มาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการสร้างสไตล์ให้กับแว่นตา จากเดิมที่เลนส์สีมักถูกเชื่อมโยงกับแว่นกันแดด ปัจจุบันสีของเลนส์สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยสร้างคาแรกเตอร์ที่แตกต่างให้กับแต่ละลุค ทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย

ปุ๊ก–จงกล ยังแชร์ 3 ไอเดียในการจับคู่กรอบแว่นและสีเลนส์ ได้แก่

Tone-on-Tone: จับคู่กรอบแว่นและสีเลนส์ในโทนสีเดียวกัน เพื่อสร้างลุคที่ดูกลมกลืนและแมตช์ได้ง่าย

Color Blending: เลือกสีกรอบและสีเลนส์ที่เข้ากัน เพื่อสร้างลุคที่ดูนุ่มนวลและมีมิติ

Color Contrast: จับคู่กรอบและสีเลนส์ในเฉดสีที่ตัดกัน เพื่อสร้างคาแรกเตอร์และความโดดเด่นให้กับลุค

ยิปซี เปิดโหมดแซ่บริมหาด พร้อมข้อคิดเตือนใจ อย่าให้คำว่า ‘แก่’ ลดคุณค่าของตัวเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 14:33 น.

ทำเอาทะเลดูร้อนแรงขึ้นมาทันที สำหรับนักแสดงสาว “ยิปซี คีรติ” ที่ล่าสุดออกมาเปิดโหมดเซ็กซี่ริมชายหาด ด้วยการสวมบิกินี่สีฟ้าสดใส ตัดกับสีครามของท้องทะเลและท้องฟ้า พร้อมโพสท่าสวย ๆ ท่ามกลางสายลมและแสงแดด เรียกเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ได้ไม่น้อย

นอกจากภาพความแซ่บที่เจ้าตัวนำมาฝากแล้ว ยิปซียังได้แชร์ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องความสวยและคุณค่าของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อความที่ชวนให้หลายคนหันกลับมามองคุณค่าของตัวเอง

โดยข้อความระบุว่า

เราจะฝึกใจดีกับตัวเองเข้าไว้

คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้วัดกันแค่ เธอดู “สดใหม่” แค่ไหน

หรือเธอ “สวยและดูดี” แค่ไหน

มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก..

ถ้าใครไม่เลือกเธอ เพียงเพราะเธอ “แก่และโรยรา”

โปรดดีใจและปล่อยเขาไปเถอะ เพราะคนคนนั้นไม่สมควรได้รับความรัก

เธอไม่มีทางสวยได้ตลอด

เธอไม่มีทางอ่อนวัยได้ตลอดไป

แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของเธอลดลงไปเลย

ทุกคนจะแก่ และ จะจากโลกนี้ไปในที่สุด.

คุณค่าที่แท้จริงมีแค่ตัวเราที่รู้และสัมผัสได้.

เราใช้ชีวิตยังไง.

เราทำอะไรดีๆ มาบ้าง?

เรามีความเมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์มั้ย?

ถ้าวันนี้ เธอยังไม่เจอคนที่ มองเห็น และ โอบรับเธอ ด้วยความภูมิใจ ก็

แต่โปรดอย่าลืมโอบรับตัวเองไว้นะ

จะ 60..หรือ 80 ปี..

เธอก็เป็น “มนุษย์ที่สวยงาม” ได้เสมอ.

ภาพจาก : อินสตาแกรม @gypsykeerati

จัดใหญ่ฉลอง 16 ปี! คอนเสิร์ต ’16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน’ขนทัพศิลปินระดับตำนานและรุ่นใหม่ร่วมเวที 5 ธ.ค. นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 14:18 น.

จัดใหญ่ฉลอง 16 ปี! แถลงข่าวคอนเสิร์ต “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” ขนทัพศิลปินระดับตำนานและรุ่นใหม่ร่วมเวที 5 ธ.ค. นี้

วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ร้านกระเทียมพริกไทยดำ (เลียบคลองสอง) ได้มีการจัดงานแถลงข่าวคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” โดยมี ซัน มาโนช พุฒตาล และ พิญโญ รุ่งสมัย รับหน้าที่ดำเนินรายการ ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

คอนเสิร์ตในครั้งนี้เป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองการเดินทางตลอด 16 ปี ที่รวบรวมทั้งบทเพลง มิตรภาพ และความทรงจำอันทรงคุณค่า โดย อ.ไข่ มาลีฮวนน่า เป็นผู้คัดเลือกศิลปินที่จะมาร่วมงานด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากจะรวบรวมศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานอย่าง แอ๊ด คาราบาว, อี๊ด ฟุตบาท, บอม สินเจริญ, โป่ง หินเหล็กไฟ, เนสกาแฟ, วงแดดเดียว แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินลูกทุ่งคลื่นลูกใหม่แรงสุดๆ อย่าง “น้องต้นข้าว สุริยา” มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีอีกด้วย

สำหรับไฮไลต์ที่น่าจับตามองในงานแถลงข่าว คือการถ่ายทอดเพลง “แสงจันทร์” เวอร์ชันพิเศษ โดย น้องต้นข้าว สุริยา ร่วมร้องกับ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า และได้ อี๊ด ฟุตบาท มาร่วมเป่าเม้าท์ออร์แกน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ น้าแอ๊ด คาราบาว พร้อมด้วย บอม สินเจริญ ยังได้ร่วมแสดงในนาม BAD ASS เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ 16 ปีของแคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่าในครั้งนี้ด้วย

ไม่เพียงแต่เรื่องราวของดนตรี คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยได้รับเกียรติจากการแสดง หนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี ศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและเติมสีสันให้แก่ค่ำคืนสุดพิเศษ

16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า :แผ่นดินนี้มีตำนาน จะจัดงาน วันที่ 5 ธันวาคม 2569 ตั้งแต่เวลา เริ่ม 18.00 น. เป็นต้นไป (โต้รุ่งจนถึงรุ่งเช้า) ณ ไร่หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ขอเชิญชวนแฟนเพลงร่วมฟังเพลง พบปะศิลปิน และร่วมสร้างความทรงจำบทใหม่ไปด้วยกันในคอนเสิร์ต “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” เพราะบนแผ่นดินนี้ ทุกคนมีเรื่องราวและมีความหมายในการสร้างตำนานของตัวเอง

ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกจาก หมา กลัวติดคุก ฝากบอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

16 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกมาจาก หมา กลัวติดคุก ฉะ ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ฝาก แสวง บอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ.2568

โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว. ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000 หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11 ครั้งมีมติส่ง 77 คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็งมีสำนวนเยอะมาก แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7 คน คดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร

แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15 คน ประกอบไปด้วยอดีตผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส. ตนจึงถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็น

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11 ราย ตนจึงตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7 คน เห็นนายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยจ่ายเงินเอง

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับ เพียงพอ ไปถึง สส.พิชัย ชมภูพล ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล พิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่า กกต. อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต. ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ต้องออกมาพลีชีพ

นายภัณฑิล กล่าวว่า ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ดังนั้น หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามที่ กกต. ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ ท่านสิทธิโชติเลยรีบกระโดดออกจากหมาเลย รีบเป็นเห็บออกทันที กลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5 ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา 157”

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาระบุว่าไม่ฉลาดคิดระบบเลือก สว. ว่า บริหารประเทศไม่เก่ง ไม่ได้หมายความว่าฮั้ว สว.ไม่ได้ และคำว่าผมไม่ฉลาดพอ ท่านน่าจะถ่อมตัวมากเกินไป คดีนี้ไม่ได้สอบไอคิว แต่สอบคน เงิน โทรศัพท์ โพย และผลคะแนน

สุทิน แนะ กกต. ทำตัวเป็นตะแกรงกรองคนดี ชี้เจ้าของเงินคือประชาชน อย่าไปกลัวมารแทรกแซง

16 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กกต.เป็นองค์กรที่สำคัญยิ่งต่อประเทศ และยืนยันว่า กกต.ยังมีความจำเป็นที่จะอยู่คู่กับคนไทยต่อไป ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เป็นเรื่องที่คนไทยต้องตระหนักว่ามีผลต่อทุกชีวิต และประเทศ จึงอยากให้ กกต.ดำรงคงอยู่ประเทศด้วยความสง่างาม และได้รับการยอมรับ แต่ตอนนี้ฟังแล้วเป็นห่วง กังวลและหนักใจ และจะเดินต่อไปในสังคมอย่างไร

นายสุทิน กล่าวต่อว่า พันธกิจที่เขียนว่าการเลือกตั้งต้องทำให้บริสุทธิ์ ให้ได้คนดีเข้ามาบริหารบ้านเมืองแต่ที่เราเดินทางมาถึงวันนี้พันธกิจลุล่วงหรือไม่ จึงชวนคิดว่า ประเทศเราจะดำรงคงอยู่ได้ ต้องมีคนดีมาบริหารบ้านเมือง ซึ่งการได้คนดีเข้ามานั้น ด่านแรกที่จะกรองเอาคนดีคนชั่วเข้ามาก็คือ การเลือกตั้ง หากตะแกรงกรองคนดีลอดเข้ามา คนชั่วติดตะแกรง ก็ถือเป็นตะแกรงที่ส่งผล และมีคุณค่าต่อประเทศ คนที่ดูแล และบริหารตะแกรงก็คือ กกต.ดังนั้น ถ้าตะแกรงพิการบิดเบี้ยว สังคมก็จะชี้หน้าว่าได้คนเลวไม่เหมาะสมเข้ามา

นายสุทิน กล่าวอีกว่า การเลือกตั้ง จึงมีคุณค่าต่อประเทศ เป็นด่านแรกในการคัดเอาคนเข้ามาสู่ระบบการเมือง ดังนั้น ต้องคิดเรื่องนี้ให้หนัก หากปล่อยให้คนชั่วลอดเข้ามา จะเป็นบาปกรรมต่อประเทศ ถือเป็นความบกพร่องของ กกต.โดยการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือ และเป็นทางออกของประเทศ เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคม ใช้การเลือกตั้งเป็นทางออกสยบปัญหาของประเทศ ดังนั้น กกต.ต้องตระหนักว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกของปัญหาในบางโอกาส ในทางตรงกันข้ามหากบริหารการเลือกตั้งผิดพลาด แทนที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา ก็จะเป็นการสร้างปัญหา

“วันนี้ผมก็ไม่สบายใจว่าในการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา หากฟังวันนี้ก็ไม่สบายใจว่าจะเป็นการหาทางออกแก้ปัญหา สยบปัญหาของคนในประเทศได้ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาอีกละลอกหนึ่ง วิกฤตจะเกิดหรือไม่ ผมก็ขอภาวนาไม่ให้เกิด แต่การพิจารณาชี้ขาดวันที่ 14 ก.ย.ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าได้เกิดความคิดสองฝ่าย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย วันนี้จึงควรมีเวลา และโอกาสที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศคนอื่นหาทางออกไม่ได้ แต่ กกต.เป็นด่านแรก และศาลอาจเป็นด่านต่อไป” นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ทางออกในการแก้ไขปัญหา ให้ระวังสิ่งที่จะเป็นมาร ก็คืออำนาจที่จะมาแทรกแซงการทำงานของของ กกต.มี ไม่มี ตนเองก็ไม่ทราบ แต่ที่สังคมพูดมาไม่สบายใจก็ควรเก็บมาคิด คนที่มีบุญคุณต่อ กกต.ที่สำคัญยิ่งยวด ก็คือคนที่เอาเงินไปให้ กกต.ใช้คืองบประมาณแผ่นดิน คือภาษีประชาชน ซึ่งเจ้าของภาษีก็คือประชาชน ดังนั้น คนที่มีบุญคุณที่สุดก็คือประชาชน ไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มนึง ที่จะมาล่อตาล่อใจ ตนไม่ได้เป็นพระมาเทศ แต่ก็ตระหนักว่าคนที่มีบุญคุณต่อตน คือประชาชน เพราะเงินเดือนมาจากที่นั่น กกต.ก็เช่นเดียวกัน หากมีมารมาบุญคุณที่ต้องทดแทนคือเจ้าของเงินก้อนใหญ่ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว เชื่อว่าภารกิจจะราบรื่น และองค์กรนี้จะอยู่กับสังคมและรับใช้สังคมธรรมรงประเทศให้ดำรงคงหมั้นต่อ

นายสุทิน กล้าวด้วยว่า ภารกิจของ กกต.คือการเลือกตั้งคุณประโยชน์ของการเลือกตั้ง คือการคัดคนดีคนเลวเข้ามาการเมือง และการเลือกตั้งคือทางออกในการแก้ปัญหาที่สันติ ที่สังคมทั่วโลก สังคมประชาธิปไตยยอมรับที่สุด

รัดเกล้า เหลืออด! ซัดแหลก กกต.ไม่ทำงาน หนูมันถึงร่าเริง ขยายพันธุ์เติบโต ลั่นนามสกุลสุวรรณคีรี ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด

16 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเริ่มด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนในคดีฮั้ว สว.ได้รับทราบอย่างชัดเจน ท่านคือความภูมิใจของชาวตรัง ความกล้าหาญของท่านนอกจากสร้างความภูมิใจแล้ว ยังทำให้ประชาชนโล่งใจว่าใน กกต.ยังพอมีคนดีอยู่บ้าง

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า เจตนารมย์สูงสุดของรัฐธรรมนูญ คือ กกต.ต้องเป็นผู้ควบคุมผู้จัดการและตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อตนลองพลิกดูเอกสารของ กกต.ดู ตนกังวลใจ เพราะสิ่งที่เจอ ชี้ได้เลยว่าประสิทธิภาพของการทำงานไม่นำไปสู่ผลสำเร็จตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ งบประมาณปี 2567 งบในส่วนของยุทธศาสตร์การเร่งรัดพัฒนาการเมือง บริหารการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ได้รับอนุมัติงบประมาณไป 51.3 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงไปเพียง 20 กว่าล้านบาท ใช้ไปไม่ถึง 40% ของงบประมาณที่ได้รับ และในปี 2568 ปัญหานี้ก็ไม่ได้ถูกแก้ไข เบิกจ่ายไป 41% การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ตอนนี้พัฒนาการไปรวดเร็วมาก แต่ กกต.กลับปล่อยให้งบสำหรับการไปใช้เพื่อปราบปรามการทุจริตค้างท่ออยู่ 60% เลยหรือ

“มิน่าล่ะหนูมันถึงเริงร่านักหนา แมวไม่จับหนูไง แมวไม่ทำงาน วัฒนธรรมการโกงในประเทศไทยขยายพันธุ์เติบโตไปอย่างรวดเร็วมาก ดัชนีการรับรู้การทุจริต ชาวบ้านชาวช่องทั่วโลกเขามองประเทศไทยว่าเรามีระดับความทุจริตขนาดไหน เราอยู่อันดับที่ 116 จากทั่วโลก น่าอาย สังคมเราถามกันให้ว่อนว่าตอนนี้ว่าเรามีกกต.ไว้ทำไม ดิฉันก็ไม่รู้จะช่วยแก้ต่างอย่างไร” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนอยากจะช่วย กกต.แต่หาเหตุผลไปช่วยไม่ได้ ประเทศไทยเราอยากมีระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อถือได้ เราเชื่อว่าท่านสำคัญ หลายองค์กร หลายคนโอดโอย ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ท่านได้รับงบประมาณ แต่ท่านดันไม่ใช้ แล้วยังจะใช้ข้ออ้างว่าช่วยประหยัดงบประมาณ เราคาดหวังให้ท่านทำงาน แต่ท่านไม่ทำ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้สะท้อนวัฒนธรรมงานค้างที่เรื้อรัง ปี 2567 – 2568 มีงานค้างทำไม่ทันต้องยกไปปีต่อไป

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม จริงๆตนเห็นใจและเป็นห่วง กกต.มากๆ สัปดาห์ที่แล้ว ที่เราควรจะมีการพิจารณารายงานฉบับนี้นั้น ตนยังเผื่อใจไว้ว่าที่สังคมเขาครหากันว่ามีการเมืองสีนั้นสีนี้ ชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ ตนเผื่อใจไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่เมื่อผลคดีฮั้ว สว.ออกมา สุดท้ายแล้วสั่งดำเนินคดีบุคคลเพียง 77 คน มันตอกย้ำหรือไม่ ตนฟังแถลงการณ์ของท่าน พยายามฟังเหตุผลทุกถ้อยคำ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่าท่านเกรงใจใคร กกต.ที่เป็นคนดีมีไม่น้อย เช่น เสียงข้างน้อยที่มีความกล้าหาญออกมาชี้แจง แต่ตนเป็นห่วง กกต.ที่เป็นคนดีอีกหลายคน พวกเขาเดินไปบนถนนตอนนี้คงจะอาย สถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้น่าเป็นห่วง

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้ ดิฉันออกไปต่อสู้ เพราะเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เกิดอะไรขึ้นคะ ดิฉันโดนป้ายสีทางการเมือง สังคมไทยเดี๋ยวนี้มันบิดเบี้ยว ขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่ได้แล้ว” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า สถานการณ์ของ กกต.น่าเป็นห่วงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทำร่วมกับสำนักงานสถิติ และ สตง.พบว่า กกต.คะแนนต่ำที่สุด คะแนนของท่านต่ำขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อวันจันทร์ สิ่งที่ท่านทำไปมันช่างตอกย้ำ ตอนนี้ความอิสระของท่านมันชัดยิ่งกว่าชัดแล้วว่ามันหาไม่มี หาไม่ได้แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อ เรากำลังสร้างประเทศอย่างไรให้ลูกให้หลานของเรา ตอนนี้สิ่งที่ตนทำได้อย่างเดียว คือพนมมือแล้วคิดถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุว่า “ถ้าคนไม่ดี ยิ่งประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น เพราะมติหรือความคิดความเห็นของคนไม่ดี เอามารวมกันเข้า มันก็เลวมากขึ้น แล้วเอามาใช้บังคับกันทั้งประเทศ มันก็กลายเป็นเมืองนรก”