โอ๊ค เอม อิ๊งค์ เยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร นับวันรอปล่อยตัว เรื่องกำไล EM ว่าตามกระบวนการ

โอ๊ค เอม อิ๊งค์ เยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร นับวันรอปล่อยตัว เรื่องกำไล EM ว่าตามกระบวนการ

โอ๊ค เอม อิ๊งค์ เยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร นับวันรอปล่อยตัว เรื่องกำไล EM ว่าตามกระบวนการ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

“โอ๊ค เอม อิ๊งค์” ครอบครัวชินวัตร เยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งสุดท้าย นับถอยหลัง 4 วันรอรับพ่อกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาด ยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยาน.ส.ณัฐฐิญาปวงคำ หรือติ๊ก น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 61 ซึ่งเป็นการเยี่ยมญาติครั้งสุดท้าย พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย ความ โดยยังคงมีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดีตามกำหนดวันเยี่ยมญาติ และในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.69 กลุ่มเสื้อแดง Red Never Dies เตรียมตั้งเวทีปราศรัยหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเต๊นท์กองอำนวยการ เต๊นท์พยาบาล เพื่อรองรับคนเสื้อแดงที่จะเดินทางมาจากต่างจังหวัดทั่วประเทศกว่า 2,500 ราย เพื่อรอต้อนรับและให้กำลังใจครอบครัวชินวัตร ขณะที่เวทีการปราศรัย จะเริ่มสลับหมุนเวียนแกนนำคนเสื้อแดงขึ้นเสวนา ตั้งแต่เวลา 14.00 น. – 23.00 น. รวมถึงทางด้านของนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ยังคงนำสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 200 ใบ มาแจกให้คนเสื้อแดงที่มาร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดจะดำเนินไปจนกว่าจะถึงช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ซึ่งนายทักษิณ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 (หรือ 8 เดือน) จากอัตราโทษ 1 ปี เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป ทั้งนี้ ปัจจุบันนายทักษิณ ได้คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 28 วัน หรือนับถอยหลังพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 วัน

ส่วนบรรยากาศเมื่อครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงหน้าประตูทางเข้าเรือนจำกลางคลองเปรม นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ ได้ยกมือไหว้สวัสดีสื่อมวลชนจำนวนมากที่มาติดตามทำข่าว และคนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับให้กำลังใจ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และได้มีการทักทายพูดคุยเล็กน้อยกับคนเสื้อแดงที่มารอ จากนั้นทั้งหมดเดินเข้าประตู 1 ของเรือนจำฯ ก่อนไปยังจุดเยี่ยมญาติ ส่วนความเคลื่อน ไหวโดยรอบพื้นที่เรือนจำฯ พบว่ามีสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขังเด็ดขาดรายอื่นก็มารอรับผู้ต้องขังที่ได้รับการพักโทษเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมจากนายเผด็จ หริ่งรอด ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม ว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ทางเรือนจำกลางคลองเปรม ยังคงเปิดให้บริการเยี่ยมญาติสำหรับผู้ต้องขังปกติ  ไม่ได้มีการปิดบริการเยี่ยมญาติแต่อย่างใด ขณะที่การเตรียมความพร้อมรองรับสื่อมวลชนและคนเสื้อแดงที่มาติดตามทำข่าวในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 โดยบริเวณด้านหน้าประตูเรือนจำฯ ทางเข้า-ออก จะมีการนำแผงเหล็กกั้น แบ่งเป็น ฝั่งฟุตบาท (ฝั่งเดียวกับร้านกาแฟหับเผยเรือนจำกลางคลองเปรม) จะเป็นจุดสำหรับครอบครัวชินวัตร เพื่อยืนรอต้อนรับนายทักษิณ ขณะที่ฝั่งฟุตบาททางด้านอาคารเยี่ยมญาติ จะเป็นพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนทุกสำนักและคนเสื้อแดง

ภายหลังจากตัวแทนครอบครัวตระกูล”ชินวัตร” พร้อมทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จากที่ตนได้คุยกับคุณพ่อ ท่านก็รู้สึกดีใจ เพราะก็เป็นการเยี่ยมผ่านลูกกรงเป็นครั้งสุดท้าย และในวันจันทร์นี้ ก็จะเป็นการมารับ ซึ่งทุกคนก็ดีใจ นอก จากนี้ คุณพ่อฝากบอกว่าอยู่มา 241 วันแล้ว แต่ถ้านับก็ต้องเป็น 243 วันครึ่ง ซึ่งคุณพ่อก็เป็นคนนับของเขาเองตามกระบวนการ ส่วนได้มีการพูดคุยเรื่องเส้นทางการเมืองหลังจากนี้หรือไม่ว่าพอท่านออกมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไปนั้น ยอมรับว่าเราไม่ได้คุยกันเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ไม่คุยเรื่องการ เมืองเลย ส่วนหากได้ออกมาแล้วคุณพ่ออยากจะทำอะไรนั้น ท่านก็ไม่ได้มีอะไรมาก บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ เพราะไม่ได้ตรวจแบบครบๆ มากว่า 8 เดือนเเล้ว ออกมาก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ ทั้งนี้ กรณีที่คุณพ่ออาจมีลุ้นเรื่องการไม่ต้องติดกำไล EMไปตลอด  โดยสามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้ก็คงให้เป็นไปตามกระบวนการ 

ส่วนกรณีที่จนถึงปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร โดยบอกว่า หากได้พักโทษจริง จะมีการร้องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แก่คณะกรรมการทั้ง 3 คณะนั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ 

น.ส.แพทองธาร ย้ำว่า เรื่องกำไล EM เราก็ไม่ได้ต้องการอยากให้มีประเด็นอะไร ก็อยากให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามกระบวน การ และถ้าอย่างที่ออกมาว่าต้องใส่กำไล EM เราก็ต้องใส่ เป็นไปตามกระบวนการ เราไม่อยากมีปัญหาอะไรอยู่แล้วค่ะ 

ทั้งนี้ ระหว่างที่ น.ส.แพทองธาร ได้เดินขึ้นไปยังรถยนต์ส่วนตัว เตรียมเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่เรือนจำฯ ได้มีคนเสื้อแดงเป็นผู้หญิงสูงวัย ที่มาเฝ้ารอต้อนรับแต่เช้า ได้นำของฝากจากจังหวัดมหาสารคามมามอบให้ครอบครัวชินวัตร ซึ่งเป็นน้ำพริกปลาร้ากับแคปหมู จำนวนอย่างละ 2 ชุด ซึ่งเป็นสินค้า OTOP จากจังหวัดมหาสาร คาม พร้อมย้ำว่า ในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.  และวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ตนจะเดินทางมารอต้อนรับท่านทักษิณด้วย 

นอกจากนี้ ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ  แจ้งว่ากรณีการติดกำไล EM ของคุณทักษิณ ว่า จะมีการติดกำไล EM ตั้งแต่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ณ วันที่ 11 พ.ค.69 หรือจะต้องเดินทางไปติดที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 นั้น ทางเราจำเป็นต้องรอการเข้ามาชี้แจงของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติให้เรียบร้อยก่อน ส่วนการเข้าพบรายงานตัวการพักโทษคุมประพฤติภายหลังออกจากเรือนจำฯ คุณทักษิณ จะต้องดำเนินการภายใน 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า โดยเฉพาะในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ทางครอบครัวชินวัตรทุกคนจะเดินทางมารอต้อนรับนายทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของลูกหลานรวม 10 ราย และอดีตภรรยาอย่างคุณหญิพจมาน ดามาพงศ์ และยังมีในส่วนของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นต้น

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบ ภัณฑิล ปมอภิปรายพาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องค้ายา

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบ ภัณฑิล ปมอภิปรายพาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องค้ายา

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบ ภัณฑิล ปมอภิปรายพาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องค้ายา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบนายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตร ฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า คำร้องวันนี้ไม่มีเอกสารแนบ เพราะมีบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพยานหลักฐานแล้ว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช. นำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการตรวจสอบด้วย โดยคำร้องแบ่งเป็นข้อ ๆ ดังนี้

เรืองไกร

ข้อ 1. ตามที่ปรากฏข่าวโดยทั่วไปว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายภัณฑิล น่วมเจิม ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรประเด็นยาเสพติด โดยกล่าวหาเหมารวมพาดพิงถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสพยาและค้ายาเสพติด ซึ่งการอภิปรายดังกล่าว ป.ป.ช. สามารถเรียกพยานหลักฐานคือ รายงานการประชุมแบบชวเลขในวันดังกล่าว มาเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้

ข้อ 2. ต่อมา นายภัณฑิล น่วมเจิม ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก โดยมีความสั้น ๆ ดังนี้ ภัณฑิล น่วมเจิม – Bhuntin Noumjerm รบกวนขออนุญาตชี้แจงขอโทษกำนันผู้ใหญ่บ้านสืบเนื่องมาจากการอภิปรายประเด็นยาเสพติด เสนอแนะให้มีการตรวจหาสารเสพติด ทั้งใน สส. ค่ายทหาร และกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ยืนยันไม่ได้มีเจตนาเหมารวมทุกคนเป็นผู้ค้า/ผู้เสพทั้งหมดครับ See less

ข้อ 3. จากความที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ คำอภิปรายดังกล่าวที่เหมารวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงไม่น่าใช่การกล่าวถ้อยคำใดในการแถลงข้อเท็จจริง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 แต่อาจเป็นการกล่าวข้อความฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2540

ข้อ 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2540 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัย ไว้ตอนท้าย โดยมีความส่วนหนึ่ง ว่า “… ดังนั้น คำอภิปรายของจำเลยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการกล่าวข้อความฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ เป็นการละเมิดต่อโจทก์จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การที่จำเลยได้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ที่ลงพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปี 2529 หรือ 2530 นับถึงวันอภิปรายนานกว่า 5 ปี จำเลยย่อมมีเวลาตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาว่าถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่ จำเลยกลับนำข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยจะอภิปรายในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อไม่เป็นความจริงย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ไม่อาจพ้นความรับผิดต่อโจทก์ได้”

ภัณฑิล น่วมเจิม

ข้อ 5. ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาคดี คมจ.1/2564 ระบุในหน้า 27 – 28 ไว้ส่วนหนึ่งว่า “การกระทำของผู้คัดค้านถือได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง … ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต … ตามมาตรฐานทางจริยธรรม … พ.ศ. 2561 … ข้อ 8 …” และในหน้า 30 พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาจริยธรรม … พ.ศ. 2561 … ข้อ 8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง  ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 … เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญ … มาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่”

ข้อ 6. จากคำอภิปรายกรณีดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 30 เมษายน  2569 ของนายภัณฑิล น่วมเจิม เมื่อพิจารณากับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2540 และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดี คมจ.1/2564 กรณี จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) ว่า การอภิปรายดังกล่าวของนายภัณฑิล น่วมเจิม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่

ข้อ 7.  ขอให้ ป.ป.ช. เรียกบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแบบชวเลข ที่เกี่ยวข้องกับคำอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม มาเป็นพยานหลักฐาน รวมทั้งคัดสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นมาประกอบการพิจารณาด้วย 

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ภัณฑิล น่วมเจิม – Bhuntin Noumjerm

ไชยวัฒน์ เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง ภูมิธรรม-ปลัด มท. หลัง มติ ก.พ.ค.ชี้คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วย กม

ไชยวัฒน์ เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง ภูมิธรรม-ปลัด มท. หลัง มติ ก.พ.ค.ชี้คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วย กม

ไชยวัฒน์ เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง ภูมิธรรม-ปลัด มท. หลัง มติ ก.พ.ค.ชี้คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วย กม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

 ‘ไชยวัฒน์‘ เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง ภูมิธรรม – ปลัด มท. เดินหน้าเอาผิด และขอความเป็นธรรม หลัง ก.พ.ค. ชี้ คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันที 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.55 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมปกครอง  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมาก กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ต้องกราบขอบคุณ ก.พ.ค. ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากที่ตนถูกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโยกย้ายให้มาเป็นผู้ตรวจราชการฯ โดยหลังจากนี้จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป

ส่วนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรนั้น ตนขอปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของเรา ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามความชอบธรรมตามระเบียบของกฎหมาย 

เมื่อถามว่า การดำเนินการตามกฏหมายหลังจากนี้จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือไม่ นายไชยวัฒน์ ระบุว่า คงจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนายนฤชาถูกคำสั่งในลักษณะเดียวกัน

เมื่อถามว่า การโยกย้ายในครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค. ระบุว่า ย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากนายภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง และพวกตนได้รับนโยบาย ซึ่งยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ แต่กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยสิ่งเหล่านี้ก็ว่าไปตามเหตุตามผลต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ภูมิธรรม สะดุ้ง ก พ.ค.ชี้ย้าย 2 อธิบดีมหาดไทยไม่ชอบ

อนุทิน สวนฝ่ายค้าน อย่าตีตนก่อนไข้ ดักทางแลนด์บริดจ์ ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น ขอฟังเสียงประชาชน

อนุทิน สวนฝ่ายค้าน อย่าตีตนก่อนไข้ ดักทางแลนด์บริดจ์ ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น ขอฟังเสียงประชาชน

อนุทิน สวนฝ่ายค้าน อย่าตีตนก่อนไข้ ดักทางแลนด์บริดจ์ ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น ขอฟังเสียงประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.15 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณี ฝ่ายค้านออกมาแฉมีบริษัทนอมินี ในชื่ออาม่า กว้านซื้อที่ดินที่จ.ระนองกว่า 500 ไร่ ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่มจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไร

โดยนายอนุทิน หัวเราะในลำคอ ก่อนกล่าวว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า ช่วยทำให้ทุกอย่างมันคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศให้มากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ และโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้ายืนบนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนมีความขัดแย้งมีการสู้รบหรือมีสงครามเราก็พยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัยเป็นที่สนใจของนานาชาติ พยายามจะเสริมศักยภาพเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป

เมื่อถามว่ามีการปั่นกระแสการให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า พอพูดปั่นกันรัฐบาลไม่ฟัง เสียงปั่นไม่เกี่ยว นี่เรื่องแลนด์บริดจ์การลงทุน 

เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการยังไม่เริ่มเลย เราก็ศึกษาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาที่มี นายเอกนิติ นิติทันณ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อผลการศึกษาออกมาเราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันไม่ได้มีอะไรแปลก ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้นยืนยันทุกอย่างอยู่บนผลการศึกษา

 เมื่อถามว่า เมื่อผลการศึกษาออกมาแล้วต้องฟังคำแนะนำฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสวนทันทีว่า “ฟังเสียงประชาชน ผมกำชับใช้คณะกรรมการมีภาคประชาชนอยู่ด้วย นายเอกนิติก็เห็นชอบและจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย” 

พาณิชย์ แจง 6 ปมร้อนปัญหาสินค้าเกษตร ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ มุ่งแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

พาณิชย์ แจง 6 ปมร้อนปัญหาสินค้าเกษตร ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ มุ่งแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

พาณิชย์ แจง 6 ปมร้อนปัญหาสินค้าเกษตร ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ มุ่งแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดวันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกฉบับสำคัญ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจกับประชาชนและสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงข้อเท็จจริง 6 ประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันกระทรวงฯ กำลังปรับโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบ ไม่ได้เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเนื้อหาในจดหมายระบุชัดถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว หรือปัญหาราคาปุ๋ย โดยเน้นย้ำว่าภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ แต่เป็นการวางรากฐาน ยุทธศาสตร์ 3 น้ำ (ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ) เพื่อสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานและยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ทีมแอดมินเพจ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun ขออนุญาตโพสต์จดหมายเปิดผนึกของกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปรากฏในสื่อและโซเชียลต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา แบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะคะ

1) ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”, 2) ประเด็นทุเรียน, 3) ประเด็นราคาปาล์ม, 4) ประเด็นมะพร้าวน้ำหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน), 5) ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง, 6) ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

จดหมายเปิดผนึก เรียน สื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารทุกท่าน กระทรวงพาณิชย์ใคร่ขอขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ได้นำเสนอข่าวสารของกระทรวงพาณิชย์ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อและสื่อโซเชียล ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในกลุ่มผู้ติดตามข่าวสาร กระทรวงพาณิชย์จึงขอถือโอกาสนี้ในการอธิบายข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1) ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นเฟสๆ

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทำให้กลไกตลาดเกิดความสมดุล และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถมองข้ามได้ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาให้ได้โดยเร็ว แต่ก็ไม่ได้ละเลยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือแก้ไขปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด โดยขอยกตัวอย่างในเรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมทั้งความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ดังนี้

• การบริหารจัดการต้นน้ำ (ด้านการผลิต)

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

– ตั้งแต่ก่อนฤดูการผลิตจะมาถึง กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร สมาคมการเกษตร ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดทั้งในและต่างประเทศล่วงหน้า

– จัดทำปฏิทินคาดการณ์ปริมาณและช่วงเวลาสำหรับผลผลิตสินค้าพืชเกษตรที่สำคัญทุกชนิด เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้อย่างแม่นยำ

– ในภาคการเพาะปลูกนั้น เราเห็นว่า จะต้องทำการบริหารจัดการให้มีปริมาณผลผลิตการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand) โดยให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประเมินความต้องการของตลาด มีการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่

– การยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด

– ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเสริมความแม่นยำให้เกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ การควบคุมดูแลแปลง การใส่ปุ๋ย/ยาปราบศัตรูพืช ตามความเหมาะสมต่อพื้นที่และสายพันธุ์ อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาสวนสมพงษ์ 100 ล้าน ให้เป็นสวนทุเรียนตัวอย่าง เป็นต้น

ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว :

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

– ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร เช่น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมะพร้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี สภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และผู้ประกอบการในพื้นที่กว่า 15 ราย เข้าหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ที่กระทรวงพาณิชย์

– หารือร่วมกับ 4 สมาคมภาคการเกษตร ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องข้าว

– ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการสร้าง Story ของสายพันธุ์ข้าวในโครงการข้าวประณีตที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 (ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 200 กลุ่ม) พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อไร่

– บูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี

• การบริหารจัดการกลางน้ำ (ด้านการแปรรูป/การขนส่ง)

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

– ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแปรรูป

– สร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมให้ชุมชน โดยสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น และช่องทางการตลาดให้กับเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งสนับสนุนการตั้งล้งชุมชน เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรองราคา ไม่ให้มีการกดราคารับซื้อจากผู้ซื้อรายใหญ่รายใดรายหนึ่ง (ควบคู่กับการควบคุมล้งต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร โดยได้แจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นและจับกุมล้งที่มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมาย)

– ด้านการขนส่ง บูรณาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งทีมไปเชื่อมโยงระบบการตรวจสอบสินค้าและฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกับประเทศปลายทาง การพัฒนาเทคโนโลยีในการยืดอายุสินค้าให้สามารถขนส่งได้ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการตลาด

– เข้มงวดดูแลการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรประเภทเดียวกันจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง หากพบเบาะแสการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ให้รีบสกัดกั้นในทันที

ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว :

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

– สนับสนุนการสร้าง Fruits Processing Center อาทิ ห้องเย็น โรงงานแปรรูป ที่จังหวัดจันทบุรี โดยตั้งใจให้เป็นต้นแบบของการเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่อื่นต่อไป

– จัดการวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Zero Waste) เช่น การทำ Biochar เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้

– สนับสนุนการจัดตั้งล้งมะพร้าวชุมชนโดยเริ่มที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต และมีความตั้งใจขยายไปในพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม

– กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการคุมเข้มห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งเผาตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568

– กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงกลาโหม ศุลกากร และหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดน ป้องกันและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเข้มงวด

• การบริหารจัดการปลายน้ำ (ด้านการตลาด)

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

– ได้ดำเนินการรักษาตลาดส่งออกเดิม อาทิ การขายข้าวให้แก่จีนเพิ่มขึ้น 500,000 ตัน และใช้กลไก Trading Firm & Distributor ทำหน้าที่แทนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเจรจา ต่อรอง และตัดสินใจซื้อ-ขาย เพื่อเจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูปในยุโรป

– นำสินค้าเกษตรเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ โดยเจรจากับประเทศที่ขายสินค้าให้ไทยรับชำระค่าขายส่วนหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรของไทย

– ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และวิถีการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น

– สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI)

– ใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า

– จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าร่วมกับห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างต่อเนื่อง สามารถดูดซับผลผลิตของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกต่ำ

2) ประเด็นทุเรียน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังทั้งด้านของการส่งเสริมและการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ

– สร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด

– เปลี่ยน Demand ตลาด ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน เพื่อเพิ่มอุปสงค์รองรับทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางการตลาดที่ตอบสนองต่อวิถีการค้าและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

– จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits ร่วมกับทุกภาคส่วนผ่านช่องทางห้าง Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

– หาตลาดรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป นำไปทำเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Healthy Snack ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษา ขนส่งไปยังประเทศปลายทางที่ห่างไกลได้เพิ่มขึ้น

– รุกตลาดต่างประเทศ รักษาตลาดหลัก จีนเมืองหลัก (ผลสด-พรีเมียม) และเมืองรอง (ผลสด-เกรดรอง) มุ่งเน้นตลาดศักยภาพที่รู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ได้แก่ ผลสด-พรีเมียม (ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) แช่เย็น-แช่แข็ง (ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร) และแปรรูป-อบแห้ง (สหรัฐอเมริกา) และหาตลาดใหม่เพิ่มเติมที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ผลไม้ไทย ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รุกปราบปรามล้งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และล้งนอมินี กรมการค้าภายใน ตรวจตราการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (การกดราคารับซื้อ การปฏิเสธการรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด) การกำกับดูแลความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง กรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น สำหรับปัญหาทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตาม และแจ้งเบาะแสไปยังกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรฯ ได้คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง จำนวน 760 แห่ง พบมีการฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง

3) ประเด็นราคาปาล์ม

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ข้อเท็จจริง :

– โครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบของประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การบริโภคภายในประเทศ (2) การใช้ในภาคพลังงาน (3) การส่งออก ซึ่งในขณะนี้ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าดีเซล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้มีราคาที่เหมาะสม

– สินค้าปาล์มน้ำมัน มีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุล ระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ราชการ-เกษตรกร-เอกชน) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

– มาตรการการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้เป็นการห้ามหรือทำให้มีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีการอนุมัติให้ส่งออกในทุกคำขอ รวม 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกถือว่ายังไม่สูงมากเนื่องจากราคาตลาดโลกยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มการส่งออกมากนัก โดยราคาปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น จากสัปดาห์ก่อนที่ 6.60 – 7.00 บาท/กก. ขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.40 บาท/กก. เป็นไปตามกลไกตลาดโลก

– กระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการน้ำมันปาล์มอย่างสมดุลในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่งให้ประชาชน น้ำมันดีเซล B20 มีราคาถูกกว่าดีเซลธรรมดาถึง 7 บาท ตลอดจนสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอ ช่วยรักษาต้นทุนการผลิตไม่ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการประกอบอาหาร ขณะเดียวกันสามารถที่รักษาระดับราคาปาล์มในประเทศให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมต่อต้นทุน เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร

4) ประเด็นมะพร้าวน้ำหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน)

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

ข้อเท็จจริง :

สินค้ามะพร้าวมีลักษณะเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรหลายๆ ชนิดของไทย ที่มีการพึ่งพาการส่งออกในตลาดหลักเพียงไม่กี่ตลาด ดังนั้น ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากพร้อม ๆ กันในแหล่งผลิตทั้งภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยในปีนี้สินค้ามะพร้าวเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้มีมะพร้าวลูกเล็ก คุณภาพลดลง ในสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศนำเข้าหลักอย่างจีนมีการชะลอตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมกดทับราคามะพร้าวให้ตกต่ำลง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะต่าง ๆ ดังนี้

ระยะเร่งด่วน : กระทรวงฯ แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ก.ค. 68 – เม.ย. 69 ในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด (ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สงขลา) ดูดซับผลผลิตออก 10 ล้านลูก ผ่านการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาด เชื่อมโยงผ่านกลไกพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมและเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่าย อาทิ ห้างโมเดิร์นเทรด ปั้มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ King Power กลุ่มสยามพิวรรธน์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ 4 พ.ค. 69 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 9 – 10.50 บาท/ลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ 10.50 – 12 บ./ลูก ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนที่มีปัญหาเกษตรกรได้รับอยู่ที่ 3 – 4 บาท/ลูก

ระยะกลาง-ระยะยาว :

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

– แก้ปัญหาการกดราคารับซื้อจากล้งต่างชาติ: สนับสนุนผลักดันให้มีการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” (ความหมายเดียวกับ “ล้งกลาง”) เพื่อตัดวงจรการกดราคา/การบิดเบือนราคาของล้งนอมินี และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

– ล่าสุด กระทรวงฯ โดยกรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ประชุมหารือกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย วิสาหกิจตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งล้งชุมชน โดยทางวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างขอรับสนับสนุนงบประมาณ (เงินทุนหมุนเวียน) จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

– แก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งทำลายตลาดมะพร้าวน้ำหอมในภาพรวม โดยมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างจัดทำตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจยืนยันความเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% (ตรวจสารประกอบ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัย และการแสดงฉลากต้องถูกต้อง และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าว รวมถึงจะได้ประชาสัมพันธ์ตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศต่อไป

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

– มาตรการทางกฎหมาย โดยกำหนดมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม โดยอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อประกอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดสินค้าและบริการควบคุม และมาตรการกำกับดูแล (สิ้นสุด 8 พ.ค. 69) ซึ่งมาตรการที่จะกำหนด อาทิ การแจ้งข้อมูลปริมาณและราคารับซื้อมะพร้าวผลอ่อน ปริมาณและราคาจำหน่ายมะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณการใช้/การแปรรูป ปริมาณคงเหลือ สถานที่จัดเก็บ ฯลฯ เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลรอบด้านในการกำกับดูแลทั้งระบบ ว่ามีผลผลิตเข้าสู่ระบบเท่าใด ปริมาณมีความสอดคล้องต่อการนำไปผลิตเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% หรือไม่ รวมถึงราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรมีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น

– กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนิติบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าข่ายลักษณะนอมินี โดย CIB ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจเป้าหมายนิติบุคคลรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าว พบนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และพบผู้ร่วมดำเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย / ชาวต่างชาติ 7 ราย โดยอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

5) ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

ข้อเท็จจริง :

– ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีน ซึ่งปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ในสภาวะปกติกระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการปริมาณและราคาปุ๋ยได้ อย่างไรก็ดี สภาวะสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ไม่สามารถนำวัตถุดิบปุ๋ยเข้ามาในประเทศได้ และประเทศจีนมีการบริหารจัดการการส่งออกปุ๋ยเพื่อให้เกษตรกรในประเทศมีปุ๋ยใช้ที่เพียงพอ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้ติดตามสถานการณ์และร่วมมือกับสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ในการบริหารจัดการสต็อกให้มีเพียงพอและไม่ขึ้นราคาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน

– สำหรับปริมาณปุ๋ยยูเรียที่ช่วงแรกกระทรวงฯ ได้เคยชี้แจงตามข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้องว่าจะมีเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีสต็อกอยู่ที่ 340,000 ตัน และคาดว่าจะนำเข้ามาในเดือนเมษายน 2569 ประมาณ 200,000 ตัน แต่ติดปัญหาเรือขนส่งแม่ปุ๋ยบางส่วนไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งปุ๋ยที่เป็นประเด็นหลัก คือ ยูเรียประมาณ 36% อย่างไรก็ตามยังมีปุ๋ยที่ใช้ได้ปกติอีก 64% เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดจะขาดแคลนไปทั้งหมด

– ในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงด้านราคา ได้ดำเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในลำดับแรกก่อน สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านปริมาณปุ๋ย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จะมีโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวกลางในการดูแลหาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ ต่อไป

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

– สำหรับรายละเอียดของโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในการเข้าถึงการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตรในราคาพิเศษ โดยมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 40 จังหวัด 60 ครั้ง ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล โดยตั้งเป้าจำหน่ายปุ๋ยเคมี รวม 600,000 กระสอบ หรือครั้งละประมาณ 10,000 กระสอบ และจะเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก อำเภอคลองลาน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด

– สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” จะได้รับส่วนลดซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 300 บาท (เดิมได้เพียงกระสอบละ 200 บาท) จำนวนไม่เกิน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และได้รับส่วนลดซื้อเคมีเกษตรเพิ่มเติมอีก 50 บาท รวมเป็นส่วนลดทั้งสิ้น 1,550 บาทต่อครัวเรือน ส่วนเกษตรกรที่มีเล่มเขียว และมี “บัตรดินดี” หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. จะได้รับสิทธิซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มอีก 1 กระสอบ พร้อมส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์อีก 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน

6) ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา) และภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย) ออกสู่ตลาดมากในลักษณะกระจุกตัวพร้อมกันในหลายพื้นที่

– ตั้งแต่ก่อนผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด เร่งผลักดันมะม่วงต้นฤดูสู่ตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณ Supply มะม่วงที่จะเป็นปัจจัยกดราคาในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร เช่น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 จัดให้มีการซื้อขายล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยจับคู่เจรจาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท ผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท

– เตรียมการล่วงหน้าโดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ นำผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างฯ โรงงานแปรรูป อคส. เชื่อมโยงซื้อขายผ่านตลอดข้อตกลงของกรมฯ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 69 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีกลุ่มเกษตรกรมะม่วง จาก 4 จังหวัด (พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และเพชรบูรณ์) ปริมาณมะม่วงที่ได้ทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 1,220 ตัน

– เชื่อมโยงกระจาย และดูดซับผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต้นทาง-ปลายทาง ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” งานธงฟ้า รถโมบายผลไม้ ฯลฯ ควบคู่ไปกับการรณรงค์บริโภคภายในประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

– สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (ตะกร้าพลาสติก) ให้เกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตคุณภาพจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในห้างสรรพสินค้า

– ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ตลาดสด ตลาดกลาง และการทำ CSR เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม

– กระทรวงฯ จะติดตามและดูแลต่อเนื่องกับมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ได้แก่ สายพันธุ์แฟนซี (งาช้างแดง แดงจักพรรดิ์ อาร์ทูอีทู) รวมถึง มะม่วงเขียวมรกตของจังหวัดลำพูน และมะม่วงน้ำดอกไม้จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากในระยะต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ มีความมั่นใจว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในเฟสต่างๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะช่วยสร้างให้เกิดความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ผลสำเร็จของความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาก็ตาม #ทีมแอดมิน #SuphajeeSuthumpunOfficial”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

หลังจากที่โพสต์ของทีมแอดมินนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่องลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“เป็นกำลังใจคะ”

“เหมือนหมากในเกมการเมืองตัวนึงเลยคับ”

“อ่านให้จบแล้วจะเข้าใจ”

“ดีครับ”

“ทีมงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ ของรัฐบาลพังพินาศ ต้องยอมรับจุดนี้ แล้วแก้ไขนะครับ ข่าวปลอมข่าวโจมตีเต็มโชเชียล ถ้าคิดว่า ไม่ต้องสนใจปล่อยไป ปัญหายิ่งลุกลาม คนทำงานจริงแต่ผลงานไม่ผ่านตาประชาชน เพราะโดนข่าวปลอมข่าวโจมตีถาโถมถล่ม ฝากเอาไว้ให้คิดแก้ไขปัญหาครับ ด้วยความห่วงใย”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

อนุทิน ลุย ประชุมสุดยอดอาเซียน รับมีโอกาสเจอ ฮุน มาเนต ยันไม่มีคุยส่วนตัว

อนุทิน ลุย ประชุมสุดยอดอาเซียน รับมีโอกาสเจอ ฮุน มาเนต ยันไม่มีคุยส่วนตัว

อนุทิน ลุย ประชุมสุดยอดอาเซียน รับมีโอกาสเจอ ฮุน มาเนต ยันไม่มีคุยส่วนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

นายกฯ บิน ฟิลิปปินส์ ประชุมสุดยอดอาเซียน คาดหวังทุกเรื่องสร้างประโยชน์ให้ประเทศ รับมีโอกาสเจอ”ฮุน มาเนต”แต่คงไม่ได้คุยส่วนตัว ย้ํายืนบนหลักการรักษาอธิปไตยไทย 

วันที่ 7 พฤาภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 

โดยก่อนเดินทางนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการคาดหวังในการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ว่า คาดหวังทุกเรื่อง เมื่อไปก็ต้องทําสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย 

เมื่อถามว่าเป้าหมายที่จะใช้เวทีอาเซียนนี้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างไร  นายกฯ ยิ้ม ก่อนระบุว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า แน่นอนว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้นําเพราะความคิดถึง ไปเพื่อทํางานเจรจาหารือ และแถลงจุดยืนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาคมอาเซียนได้รับทราบ ถึงนโยบายและสิ่งที่ประเทศไทยจะทํา”

เมื่อถามว่า การไปประชุมครั้งนี้มีโอกาสจะได้เจอกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไงก็ต้องเจอกัน แต่อาจจะไม่ได้คุยกันแบบทวิภาคีสองต่อสอง ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ อาจจะมีการจัดเวทีเป็นกลุ่มให้คุยกัน ซึ่งตนเข้าใจว่าอาจจะให้บรรยากาศในที่ประชุมอาเซียนเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ต้องกังวล ตนอยู่ในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารสารการณ์ไทยกัมพูชามาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นนายกฯ หรือก่อนหน้านั้นตั้งแต่ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นตนทราบดีว่า ต้องยืนอยู่บนหลักการ การหารือพูดคุยใด ๆ ก็ตาม ต้องเป็นประโยชน์ และรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งประโยชน์ของคนไทย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายกฯ โพสต์ภาพใน Facebook ส่วนตัว ระหว่างการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และทีมงาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (6พ.ค.)พร้อมข้อความ Thai People First 

อนุทิน เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทูลเกล้าฯ แล้ว มั่นใจไม่สะดุด ย้ำเจตนาสุจริต

อนุทิน เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทูลเกล้าฯ แล้ว มั่นใจไม่สะดุด ย้ำเจตนาสุจริต

อนุทิน เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทูลเกล้าฯ แล้ว มั่นใจไม่สะดุด ย้ำเจตนาสุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

“อนุทิน” ย้อนคนร้องพ.ร.ก.กู้เงินเคยกู้ “ไทยเข้มแข็ง” มาก่อน  ลั่นเรื่องมีประโยชน์ไม่ต้องมีแผนสำรอง 

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณี รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ว่า ตนลงนามทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว 

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนพยายามแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการลดความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าเราเป็นผู้แทนประชาชนต้องรักและคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นคนที่ 8 ที่ผ่านมาน่าจะมีการกู้ในลักษณะนี้มาตลอด แม้กระทั่งกลุ่มที่บอกจะไปยื่นที่ศาลก็กู้จำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่าไทยเข้มแข็ง ตนใช้คำว่าไทยช่วยไทย 

เมื่อถามว่ามั่นใจจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำตามสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนและดำเนินการตามที่แถลงไว้ทุกประการด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต

เมื่อถามว่ารูปแบบการกู้ครั้งนี้ต่างจากการกู้แบบเดิมๆหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ของเราใช้เงินสกุลบาทไม่มีการใช้เงินสกุลต่างประเทศและเมื่อมีผลแล้วเงินกู้ทุกบาททุกสตางค์จะส่งไปถึงประชาชนโดยตรงไม่ได้ผ่านโครงการนั้นโครงการนี้ ประชาชนจะได้รับโดยตรงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้สภาพคล่องในระบบมีการหมุนเวียนมากขึ้น สิ่งที่ตนยืนยันเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับตน ตนต้องกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไม่มีรั่วไหล ต้องไม่มีคำว่าโกงและต้องไม่มีคำว่ากระเด็นไปตรงไหน ถ้าจะกระเด็นก็กระเด็นไปที่ประชาชนหรือไม่ 

เมื่อถามว่าหากมีปัญหาขึ้นมาได้เตรียมแผนสองไว้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ได้เตรียมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้แปลกใหม่อะไร เมื่อถึงเวลามีความจำเป็นที่เราคิดว่าควรดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการตรงกับนโยบายที่เราแถลงไว้ก็ดำเนินการไป” 

เมื่อถามว่าการยื่นคำร้องต่อศาลจะทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน 

เมื่อถามว่า นายกฯท้อหรือไม่ ที่ช่วงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในหลายๆ เรื่อง นายอนุทิน ตอบว่า ” ทําไมต้องท้อ ผมเป็นคนจีน มีเชื้อสายจีน ลูกท้อคือผลไม้มงคล กินทุกวันเกิดเลย “

คปท.บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ’ทักษิณ’ ชวนจับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมือง

คปท.บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ'ทักษิณ' ชวนจับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมือง

คปท.บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ’ทักษิณ’ ชวนจับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

คปท.บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นรมว.ยุติธรรม ระงับพักโทษ”ทักษิณ” //แฉกรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิดฝาผิดตัว บิดเบือนคำสั่งศาลฎีกาฯ3ประเด็น ปมนอนรพ.ตร.รักษาตัวนอกเรือนจำ ชี้เข้าข่ายผิดวินัย-ลักษณะต้องห้ามชัดเจน// จับตา”ทักษิณ”หลังพ้นโทษหวั่นแทรกแซงการเมืองทำไทยมีนายกฯอีก 2 คน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบเรื่องแทน เพื่อขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยนายพิชิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ คปท. เคยมายื่นหนังสือทักท้วงไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท. มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณโดนหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 นั้นว่ามีพฤติการณ์อย่างไร

ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้ว
กลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม ทาง คปท. เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับนำมาอ้างบิดเบือนทำลายข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาออกคำสั่งคือ 1. การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2. การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3. จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฎิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อคและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจขยายเวลาออกไป

นายพิชิต ย้ำว่า คำสั่งศาลฎีกาทั้ง 3 ประ เด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น ดังนั้น คณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

“ผมมองว่า เมื่อมีการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง นายทักษิณจึงไม่ควรเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ และตั้งคำถามไปยังกรมราชทัณฑ์ว่า ได้มีการตั้งกรรมการสอบหรือดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ พร้อมระบุว่า การที่คณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ทั้งจากกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ และกระทรวงยุติธรรม ยังเดินหน้าพิจารณาพักโทษ อาจเข้าข่ายละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้”

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญเรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะ “เลี่ยงประเด็น” และลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท. เตรียมดำเนินการยื่นร้องมาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง

สำหรับการมายื่นหนังสือในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณนั้น นายพิชิตระบุว่าไม่กังวล เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถใช้อำนาจพิจารณาและสั่งประชุมใหม่ได้ ส่วนความกังวลหากนายทักษิณออกมาแล้วจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกหรือไม่นั้น นายพิชิตมองว่าแม้เจ้าตัวจะเคยบอกว่าจะออกมาเลี้ยงหลาน แต่สิ่งที่ทำกลับตรงกันข้ามมาโดยตลอด เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณเป็นแรงบันดาลใจจะถูกแทรกแซงและมีบทบาทมากขึ้นภายใต้การควบคุมของนายทักษิณ จนอาจทำให้เมืองไทยมีนายกฯสองคน โดยอีกคนอยู่บุรีรัมย์และอีกคนอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งจะทำให้บารมีของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยลดลงจนคล้ายกับมีตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจจัดการจริง และต้องรอดูว่านายทักษิณจะทำให้พรรคโตแบบเดิมหรือโตในแบบที่หัวหน้าพรรคพยายามผลักดัน ดังนั้น คปท.จึงขอให้รัฐมนตรีพิจารณาทบทวนยับยั้งมติดังกล่าวอย่างรอบด้านต่อไป

สุรเดช ชี้แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า หวั่นเพิ่มหนี้สาธารณะ แนะดันคลองไทยแทน

สุรเดช ชี้แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า หวั่นเพิ่มหนี้สาธารณะ แนะดันคลองไทยแทน

สุรเดช ชี้แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า หวั่นเพิ่มหนี้สาธารณะ แนะดันคลองไทยแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

‘สุรเดช’ ค้านแลนด์บริดจ์ ชี้ไม่คุ้มค่า แพ้ท่าเรือสิงคโปร์อยู่ดี เพิ่มหนี้สาธารณะ ตำนำพริกละลายทะเล แนะ ดันคลองไทยแทน เชื่อจีนหนุนแน่เพราะ วิน วิน ทั้งคู่ เผยอดีตเคยนำคณะสว.ไปจีนหลายครั้งจนสนใจ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แสดงความเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลกำลังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาโดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานนั้นว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะเห็นว่ามันไม่คุ้ม หรือจะพูดง่ายๆก็คือเหมือนเป็นการ ‘ตำน้ำพริก ละลายทะเล’ ไม่ใช่ละลายแม่น้ำ

นายสุรเดช กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง อันดามัน-อ่าวไทย เชื่อมโยงด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หากมีการพัฒนาครบทั้ง 4 เฟส จะสามารถรองรับตู้สินค้าได้ 40 ล้าน TEU แบ่งเป็นฝั่งระนอง 20 ล้าน TEU ฝั่งชุมพร 20 ล้าน TEU ซึ่งผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทำผ่านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ชี้ชัดแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เสี่ยงกับการขาดทุนสูง เนื่องจากต้นทุนการขนส่งจากการถ่ายสินค้า 2 รอบ สูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา และยังเสี่ยงกับสินค้าที่จะได้รับความเสียหายอีก เป็นการเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน และเสี่ยงสินค้าเสียหาย และต้องไปเสียค่าประกันเพิ่มอีก ดังนั้นผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มค่ากับต้นทุน เป็นการลงทุนที่ใช้เงินมากกว่า 1 ล้านล้านบาท 

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังขยายพื้นที่ท่าเรือ คือ โครงการท่าเรือสิงคโปร์แห่งใหม่ที่ Tuas Port ซึ่งขณะนี้เปิดดำเนินการในเฟสที่ 1 แล้ว โดยสามารถรองรับได้ 20 ล้าน TEU และถ้าก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ครบทั้ง 4 เฟส จะรองรับปริมาณตู้สินค้าได้มากกว่า 65 ล้าน TEU ต่อปี และคาดว่า ในปี 2040-2042 ท่าเรือดังกล่าวจะมีความสามารถในการรองรับสินค้าได้เป็น 2 เท่าของปี 2021 ซึ่งจะกลายเป็นท่าเรือตู้สินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอนาคตการรองรับสินค้าของสิงคโปร์จะมากกว่าไทยถึง 25 ล้าน TEU 

‘สรุปแล้วทำแลนด์บริดจ์ อย่างไรก็สู้สิงคโปร์ไม่ได้ เพราะง่ายกว่าในการเดินเรือ โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า การทำแลนด์บริดจ์คือการตำน้ำพริกละลายทะเล เหมือนกับโฮปเวลล์ในอดีต จะเละเทะแน่ถ้าทำ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า แลนด์บริดจ์สู้สิงคโปร์ไม่ได้ และผลการศึกษาของจุฬาฯ ได้ชี้ชัดแล้วว่า ไม่คุ้มค่า นอกจากนี้มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นก็ศึกษาเช่นกัน ก็พบว่าไม่คุ้มค่า แล้วรัฐบาลยังจะผลักดันอีกหรือ  โครงการแลนด์บริดจ์ใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท ถ้าทำไปเจ๊งแน่เลย เราจะเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งหนี้สาธารณะตอนนี้เรามีอยู่กว่า 12 ล้านล้านบาท ถ้าทำก็จะเพิ่มไปอีกเป็นเกือบ 14 ล้านล้านบาท จนจะทะลุเพดานหนี้’

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับโครงการแนว 9A หรือแนวทางเลือกในการขุดคลองไทย เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ลากผ่าน จ.กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ระยะทางประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการลงทุน โครงการคอคอดกระ วุฒิสภา และเคยพาคณะเดินทางไปจีน รวมถึงประเทศอื่นๆหลายครั้งด้วยงบประมาณส่วนตัว เพื่ออธิบายจนในที่สุดจีนสนใจและผลักดันที่จะสร้างแล้ว แต่มีบางฝ่ายกังวลว่า หากผลักดันคลองไทย ทางสหรัฐอเมริกาจะต่อต้านเพราะเกรงว่า จีนจะเอาเรือรบผ่านคลองไทย ดังนั้นตนจึงอยากชี้แจงว่า มันเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากคลองไทย จะเป็นเรื่องของการค้า เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ที่มีนักลงทุนทั่วโลกมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 6-7 ประเทศ ทั้งจีน สหรัฐฯ และยุโรป ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมให้เรือรบจีนผ่าน เราไม่อนุญาตอยู่แล้ว ซึ่งหากเรือรบจีนต้องการจะผ่าน จะต้องไปผ่านที่ช่องแคบมะละกา ส่วนเรื่องแบ่งแยกดินแดนก็ไม่จริงเช่นกัน เพราะโครงการเก่าที่ศึกษาไว้นั้น จะมีอุโมงค์ลอดใต้ทะเลที่รถสามารถวิ่งได้ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 300-400 เมตรเท่านั้น ที่เรือจะผ่านและวิ่งสวนกันได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดนแน่นอน ที่พูดกันเป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น ไม่มีเรื่องแบ่งแยกดินแดนใดๆทั้งสิ้น

‘ประเด็นที่คลองไทยไม่เกิดเป็นเพราะสิงคโปร์ ไม่ต้องการให้เกิด เนื่องจากจะเสียหายมหาศาล สิงคโปร์ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะแทรกแซงการเมืองของไทย สร้างสถานการณ์ว่า สหรัฐฯต่อต้านคลองไทยมาก และบอกว่า อย่าทำเลย ให้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แล้วหันมาส่งเสริมให้ไทยทำแลนด์บริดจ์ให้สำเร็จ ซึ่งการทำแลนด์บริดจ์ ทำไปก็เจ๊ง ไม่มีเรือมาใช้บริการ ถ้ามีก็น้อยมาก ต่อให้ทำเสร็จก็แพ้สิงคโปร์อยู่ดี เพราะปัจจุบันเขาขยายท่าเรือแล้ว ดังนั้นขอ ยืนยันว่า รัฐบาลจีนพร้อมสนับสนุนโครงการคลองไทย แต่ไม่ใช่โครงการแลนด์บริดจ์ และปัญหาที่ขุดคลองไทยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ แต่เป็นเพราะสิงคโปร์ต่างหาก และถ้ารัฐบาลไม่ทำคลองไทยก็ไม่ควรทำแลนด์บริดจ์ด้วย แต่ต้องหาทางเชื่อมรถไฟจีน ซึ่งจะดีกว่า ส่วนคลองไทยถ้าไม่ได้ขุดประเทศจะเสียหายมหาศาล เราเสียโอกาสมา 300 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคพระนารายณ์มหาราชแล้ว ผมเชื่อว่าจีนต้องทุ่มเงินช่วยเราเต็มที่ ไม่ทำไม่เป็นไร แต่อย่าเอาสหรัฐฯมาอ้าง เพราะสิงคโปร์ เองนั่นแหล่ะที่สร้างเรื่องขึ้นมา’

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า โครงการคลองไทยมีคนชอบพูด วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่ามันแพงกว่าเท่าตัว จาก 1 ล้านล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท แต่มีประเด็นว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น เป็นการตำน้ำพริกละลายทะเล ไม่มีใครมาสนใจ แต่ 2 ล้านล้านบาท จีนจะช่วยเราเต็มที่ ซึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เราเคยคุยกันในอดีต จีนจะมาช่วย โดยเขาจะเอาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ผู่ตง มาเปิดสาขา  จีนเขาเป็นเผด็จการเขาสามารถสั่งได้ พูดง่ายๆ คือเขาจะมาช่วยเราในเรื่องของการลงทุน ซึ่งเงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ใช่ว่าจีนเขาจะมาช่วยเราเปล่าๆ แต่เขาจะมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ โดยเขาจะนำร่องและจะมีประเทศ อื่นๆ อีก 6-7 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯด้วย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมให้เรือรบผ่าน ดังนั้น เราแทบจะไม่เสียเงินเลย เรื่องนี้ตนรู้ดี เพราะเคยไปคุยกับเขา มันวินวินทั้งคู่ ทั้งไทยและจีน และที่สำคัญประเทศจีนเป็นประเทศที่รักสงบ เขาไม่ต้องการที่จะมีสงคราม ไม่ต้องห่วง ยกเว้นว่าเขาถูกรังแก จึงอยากให้ลองพิจารณาดู เพราะเราเสียประโยชน์มา 300 กว่าปีแล้ว

อนุทิน โพสต์ภาพถก เอกนิติ-ปกรณ์ ย้ำ Thai People First ก่อนบินเซบู ประชุมสุดยอดอาเซียน

อนุทิน โพสต์ภาพถก เอกนิติ-ปกรณ์ ย้ำ Thai People First ก่อนบินเซบู ประชุมสุดยอดอาเซียน

อนุทิน โพสต์ภาพถก เอกนิติ-ปกรณ์ ย้ำ Thai People First ก่อนบินเซบู ประชุมสุดยอดอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพใน Facebook ส่วนตัว ระหว่างการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และทีมงาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (6พ.ค.)พร้อมข้อความ Thai People First ก่อนที่ช่วงเช้าวันนี้ (7พ.ค.) นายกรัฐมนตรีจะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์