เรื่องเล่าซ้ำเดิม? TAF วิเคราะห์รอยกระสุน ปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้เป็นไปได้ยาก คาดมาจากบนพื้นดิน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 09:35 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 จากกรณี นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น

ต่อมาพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการและยุทธวิธี เนื่องจากการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น ไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ThaiArmedForce.com ซึ่งเป็นเพจ บทวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และกิจการความมั่นคงของกองทัพไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่ยิงปืนจากเฮลิคอปเตอร์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องเล่าที่มักจะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเราจะได้ยินทุกครั้ง

เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอนำโพสและรูปภาพจากคุณ @mohammad Rusdy Sheikh Haroon มาวิเคราะห์ต่อดังนี้

รอยกระสุนที่พบเป็นรอยกระสุนโดด ๆ ไม่ได้เป็นกลุ่มกระสุน ซึ่งปกติแล้วเฮลิคอปเตอร์มักจะติดปืนกลที่ใช้กระสุนที่มีขนาดใหญ่และอานุภาพร้ายแรงเช่น 7.62 หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่งบนเฮลิคอปเตอร์ก็มักจะใช้ปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงเช่น 5.56 ปืนที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์จึงมีอานุภาพสูง ระยะยิงหวังผลไปได้ไกลถึงเกือบ 1 กิโลเมตร และการยิงมักจะยิงที่ละหลายนัดเพื่อสร้างกลุ่มกระสุน บาดแผลที่เกิดขึ้นจากกลุ่มกระสุนเหล่านี้มักจะร้ายแรงมากซึ่งส่วนใหญ่จะส่งผลให้เสียชีวิตในทันที

โดยสรุปคือเป็นไปได้ยากมากที่จะมีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว น่าจะเป็นการยิงจากบนพื้นดินมากกว่า ส่วนใครยิง หรือลักษณะการยิงเป็นอย่างไร ตอนนี้ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบได้

ขอความกรุณาทุกท่านแสดงความเห็นอย่างสุภาพ ถ้ามีความเห็นที่ไม่เหมาะสมเราแบนทุกกรณีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ชายแดนใต้รอมฏอนแนวหน้าออนไลน์

ดอกนี้มีจุก! ปกรณ์ จวกพวก กูรู้ ดีแต่พูด-เก่งแต่ติ ยันปรับระบบราชการเน้นลดไขมัน-ดึงเทคโนโลยีใช้จริง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 09:04 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “#ระบบราชการไทย” พอมีข่าวว่ารัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการ ชาวบ้านร้านช่องและพ่อค้าวานิชต่างส่งเสียงสนับสนุนเซ็งแซ่ ว่าควรจะทำเสียนานแล้วทำไมพึ่งมาทำเอาตอนนี้ แต่ก็ก็ยังดีที่เริ่มทำ

จริงครับ เรื่องนี้ควรจะทำมาเสียตั้งนานแล้ว แต่เหตุผลที่ไม่ทำจริงจังนั้น ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือ “กลัวเสียคะแนนนิยม” ทางการเมือง เกือบทั้งหมด ”ดีแต่พูด“ ว่าจะปฏิรูประบบราชการ แต่สิ่งที่ได้คือการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงานเต็มไปหมด เสียเบี้ยประชุมบานตะไท เปลี่ยนรัฐบาลทีก็ทำแบบนี้กันที วนลูปซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกงกรรมกงเกวียน ไม่เดินสักที

แล้วจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ยังไง?

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาก็ดำเนินการจ้างศึกษาวิจัยเต็มไปหมด ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็มีการจ้างสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำราชการมาวางแผนยุทธศาสตร์ วางแผนการปฏิรูประบบราชการ แล้วจะรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงไหม ไปดูตามห้องสมุดต่าง ๆ สิครับเต็มไปหมด งานวิจัยที่ฝุ่นจับเพียบ เสียค่าจ้างวิจัยไปรวมแล้วไม่รู้เท่าไหร่ คนรับจ้างวิจัยได้ค่าจ้าง แต่จำนวนข้าราชการและพนักงานของรัฐเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นงบประจำก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี จนบางหน่วยดูจะมีผู้บริหารมากกว่าผู้ปฏิบัติเสียอีก

จนมาในปีนี้ รัฐบาลเห็นว่าเราจะไปต่ออย่างเดิมอีกไม่ได้แล้ว ต้องลงมือทำกันจริง ๆ แล้ว จึงมอบหมายให้ผมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ต้องวิจงวิจัยมันแล้วของเก่าเพียบ ไปงัดเอาของเก่ามาใช้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใหม่ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ ไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ให้เปลืองเบี้ยประชุมเป็นภาระงบประมาณ เอาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดพอ ยิ่งช้าบ้านเมืองยิ่งเสียหาย

พอเราเริ่มขยับกัน ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาสู่จุดเดิม กูรู้ทั้งหลายต่างออกมาบอกว่าเป็นการคิดการทำแบบเปะปะ ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ไม่มีแผนการทำงานที่ชัดเจน มันต้องเริ่มกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ฯลฯ บางท่านบางสื่อก็ ”ไปไกล“ ถึงขนาดว่าจะลดจำนวนข้าราชการเพื่อที่จะเอาไปเป็นพนักงานจ้างหรือ outsourcing แทนเพื่อจะได้กินหัวคิวกันตอนเขียน TOR !!!!!

อันหลังเนี่ยะงงมากครับ ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด สันนิษฐานว่าคงมีพื้นฐานการทำแบบนี้มากก่อน เลยชำนาญ คิดว่าคนอื่นคงจะเป็นเหมือนตัวเองประมาณนั้น

จริง ๆ กูรู้ทั้งหลายท่านไม่ต้องออกมาบอกหรอกครับว่าจะต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ มีวิจัยรองรับ พวกท่านทำไว้ทั้งหมดแล้ว ทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังเสียที คราวนี้ที่ทำก็เอาผลงานต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นทำขึ้นนั่นแหละครับ มาเป็นฐานในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็น

(1) การลดไขมันส่วนเกิน
(2) การ reprocessing กระบวนการทำงานของทุกหน่วยงาน
(3) การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานและในการให้บริการสาธารณะ และ
(4) การลดภาระงานที่ไม่ใช่ภารกิจของรัฐโดยแท้ ให้เอกชนเขาทำไป

จะบอกว่าเราไม่ได้ทำเลอะเทอะหรอกครับ ก็หลักการที่ท่านพูดมาหลายปีนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเอามาทำในวันนี้ ท่านจึงไม่ต้องพูดซ้ำ ๆ ก็ได้ คนเขาจะรำคาญเอาเพราะมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้มาคนละหลายวาระหลายโอกาส แต่ไม่ลงมือทำเสียที จนกระทั่งบ้านเมืองจะแย่อยู่แล้ว ขืนผมบ้าจี้ศึกษาวิจัยอีก ตั้งคณะกรรมการอีก ตั้งคณะทำงานอีก กว่าจะได้เริ่มทำงานก็คงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เหมือนที่ท่าน ๆ ทำกันมานั่นแหละ แล้วเราจะตามใครทันล่ะ

ผมว่าข้อเสนอแนะที่ดีไม่ควรเริ่มต้นจากว่าต้องวางแผนวางยุทธศาสตร์ก่อน เพราะมันทำมานมนานตั้งแต่สมัยหลาย 10 ปีมาแล้ว ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำไว้เต็มไปหมด นาทีนี้คือนาทีลงมือปฏิบัติจริงให้เกิดผลไม่ใช่มัวแต่นั่งศึกษาอยู่อีก มันจะยิ่งทอดเวลาออกไปอีก ปัญหามันหมักหมมมานานก็เพราะ ”ดีแต่พูด“ หรือ ”เก่งแต่ติ“ นี่แหละ

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า การวางแผนเมื่อวางแล้วจะต้องมีการลงมือปฏิบัติด้วย ไม่ใช่ใช้การวางแผน การวางยุทธศาสตร์ การตั้งคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ มาถ่วงเวลาเพื่อที่จะได้เป็นข้ออ้างว่าทำแล้ว หากแฝงไว้ด้วยความกลัวว่าจะเสียคะแนนนิยม จึง ไม่ได้ลงมือทำเหมือนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต

วันนี้ผมว่าคนไทยตระหนักดีแล้วว่าการ ”ดีแต่พูด“ มันส่งผลเสียอย่างไร และคนไทยวันนี้ต้องการเห็นการลงมือแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่พูดหลักการหรู ๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่องออกสื่อ เขาต้องการเห็นผลผลิตและผลลัพธ์ที่ ”จับต้องได้“ ครับ ไม่ใช่แค่วาทะกรรมหรู พูดแล้วดูฉลาด แต่ไม่ลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าทำกันตั้งแต่หลายปีก่อนอย่างที่วางแผน วางยุทธศาสตร์หรู ๆ ไว้ วันนี้ผมคงไม่ต้องมาทำเรื่องนี้หรอก …

ส่วนการชักใบให้เรือเสียโดยชวนเชื่อว่าการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นช่องทางอันแยบยลที่จะไปโกงไปกินค่าหัวคิวอะไรกันอีก … แนวนี้ผมว่าไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกความเกลียดชังต่าง ๆ ขึ้นมาอีก …

เทคนิคนี้อาจใช้ได้เมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา แต่ผมว่ามันเก่าเกินไปแล้วที่จะนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน วันนี้เราก็อุตส่าห์มีกฎหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป (24 สค 69) ถ้าไม่เรียนรู้กันเลยว่าการเอาแต่มุ่งชนะคะคานกันทางการเมืองโดยไม่สนใจบ้านเมืองมันทำให้บ้านเราล้าหลังกว่าคนอื่นเขา มันก็แย่
อายุก็มากกันแล้วนะครับ ผมก็ขาวโพลนหรือร่วงกันหมดแล้ว …

ผมว่าคิดอะไรที่มันเป็นบุญกุศลกันบ้าง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวมและพี่น้องประชาชนมากกว่าการเอาใส่ร้ายป้ายสีใครต่อใครไปวัน ๆ

แอบบอกตามตรงนะ ส่วนผมไม่ชอบคำว่าปฏิรูประบบราชการ เพราะภาพจำของการปฏิรูประบบราชการคือความล้มเหลว พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังวนที่เดิม จะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ … มันเหมือนกับคำว่ากิโยตินกฎหมายนั่นแหละครับ กิโยตินไม่ได้เสียที แบบเดียวกันเลย

เป้าหมายที่แท้จริงของกิโยตินกฎหมาย มันคือการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิต (wellbeing) ที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ (better life) การกิโยตินหรือการยกเลิกหรือตัดกฎหมายทิ้งเป็นเพียง ”วิธีการ“ หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย และเพราะมัวแต่สนใจวิธีการ เลยไม่เข้าใจว่าเป้าหมายคืออะไร มันจึงทำอะไรไม่ได้เสียที ถ้าเข้าใจว่าเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (better regulation for better life) จะได้เดินกันถูกทาง

ซึ่งตามนี้รัฐบาลร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) กำลังทำเรื่องอยู่อย่างเข้มข้นและใกล้ชิด ตอนนี้นำหลักการของกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและต่อการดำรงชีวิตของประชาชนออกรับฟังความคิดเห็นแล้ว 10 กว่าเรื่องโดยทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ระบบกลางทางกฎหมาย หลังจากนี้ ก็จะนำหลักการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงานต่อไป ไม่รอใครแล้ว

กลับมาเรื่องปฏิรูประบบราชการ ยืนยันครับว่าสำหรับผมมันคือ “การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ” … ยุทธศาสตร์มีแล้ว แผนมีแล้ว คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ไม่จำเป็นต้องตั้งให้เปลืองงบประมาณ มี กพ มีเลขาธิการ กพ มีสำนักงาน กพ มี กพร มีเลขาธิการ กพร มีสำนักงาน กพร ก็พอแล้ว ยังมีสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กฤษฎีกา และกรมบัญชีกลางมาช่วยกันอีก พอแล้วครับ

เรื่องอื่นนอกจากการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมาย ที่ผมคิดว่าต้องทำไปพร้อมกันคือ
(1) การพัฒนาระบบภาษี
(2) การพัฒนาระบบงบประมาณ
(3) การพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต
(4) การพัฒนาระบบสาธารณสุข
(5) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ
(6) การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ตอนนี้ต้องลงมือปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมายไปแล้ว ส่วนอีก 6 กำลังเริ่มครับ

คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังต่อ

ปกรณ์ นิลประพันธ์ปฏิรูประบบราชการระบบราชการ

ทัวร์ลงคาบ้าน!!! เพจพรรคประชาชนนราธิวาส หลังโพสต์ขยายปมวัยรุ่นถูก ฮ. ยิง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:35 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน นราธิวาส – People’s Party ได้โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์เยาวชน ม.2 ถูกยิงในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ข้อมูลจากนายซอและและเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ ระบุว่า ขณะเดินทางกลับบ้าน มีกลุ่มเฮลิคอปเตอร์บินติดตาม ก่อนเกิดเสียงปืนขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งที่สองนายซอและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กระสุนทะลุบริเวณหน้าท้องและด้านหลัง ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

ขณะเดียวกัน กอ.รมน. ยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธยิงในเหตุการณ์ดังกล่าว

จึงมีคำถามสำคัญว่า ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่?

เมื่อคำให้การของผู้ได้รับบาดเจ็บและพยานในเหตุการณ์มีรายละเอียดอีกด้านหนึ่ง จึงควรมีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส ทั้งพยานบุคคล หลักฐานในที่เกิดเหตุ วิถีกระสุน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ใครคือผู้รับผิดชอบ?

หากประชาชนถูกยิงระหว่างเดินทางกลับบ้าน จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทั้งเรื่องข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบ และมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย

#พรรคประชาชน #นราธิวาส #จะแนะ #ช้างเผือก #ตรวจสอบข้อเท็จจริง #ความปลอดภัยของประชาชน #ชายแดนใต้

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพรออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาธิ

บินลาดตระเวนจริง ไม่ได้ยิง หรือเยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุ คดีสืบไม่ยาก คนเจ็บยังนอนอยู่ , น้องโดนพี่รอดละครbrnชัดๆ , กลบข่าวป่วน 51 จุด เป็นไปตามแผน สุดยอดครับ อะไรที่ไม่ใช่คนไทยเราเข้าข้างหมด , การศึกษาสำคัญจริงๆ วิถีกระสุนมาจากแนวราบ = ฮ.จอดยิง หมาก็คือหมาหมูก็คือหมู จะให้เแผ้นแมวคงไม่ได้ , คาบ้าน พรรคประชาชน BRN , ประชาชน คนทั่วไป จนถึงเด็กเล็ก ถูกโจรใต้ลอบทำร้ายจนบาดเจ็บเสียชีวิต นับไม่ถ้วน
… เงียบกริบ อย่าว่าแต่ประนามเลย แทบจะไม่เคยพูดถึงเสียด้วยซ้ำ อันที่จริง ถ้ากล้าๆประกาศตัวซะเลยว่า เราคือ สส BRN พรรคประชาชน BRN ยังจะดูแมนกว่า , ก่อเหตุ51จุดมันทำร้ายทั้งประเทศ คนทั้งประเทศทนมานานแล้ว ปราบปรามให้เด็ดขาด , อย่าเชื่อจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ , ออกแถลงโดยที่ยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำมาจากฝ่ายใด แล้วเหตุระเบิดทั่วเมืองประณามยัง , ทำไมวิถีกระสุนเป็นแนวราบ หรือว่าตอนยิงกำลังยกล้อ , ตำรวจ ทหาร โดนยิง ทำไมไม่เอามาปั่นบ้างล่ะ ???

ชายแดนใต้นราธิวาสพรรคประชาชนพรรคประชาชนนราธิวาส

ยิ่งชีพ ไม่ดีใจพรบ.นิรโทษ เพราะไม่คลุมคดีหมิ่นเบื้องสูง เดินหน้ารณรงค์แก้ ม.112 ฉีกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:31 น.

24 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Yingcheep Atchanont’ ระบุข้อความว่า จัดงานเอาหัวชนกำแพงกับสว.สีน้ำเงิน ผ่านไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี ตามแผนการที่วางเอาไว้ ไม่มีปัญหาเกินคาดคิดมาแทรกแซง แต่คืนนี้คงไม่ได้เข้านอนด้วยความอิ่มเอิบใจ เพราะมีปัญหามากมายหลายอย่างยังผุดขึ้นมาในประเทศนี้อย่างประเดประดัง

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลย คือ การประกาศใช้พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งก็คือกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับที่เป็นการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ แต่คนออกกฎหมายไม่กล้าใช้คำว่านิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เพราะเคยด่าทักษิณเอาไว้เยอะ เลยต้องบิดเป็นคำอื่น

กฎหมายนี้ยกเว้นความผิด สั่งยุติการดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองย้อนหลัง 20 ปี เสื้อเหลือง กปปส. ได้หมด คดีปิดสนามบิน คดีขัดขวางการเลือกตั้ง คดีปิดถนนยึดเมือง ได้ยกเลิกคดีหมดเลย ไม่ต้องเข้าคุกกันเลยครับ (ดีใจกับพวกเขาดีไหม) ส่วนเสื้อแดงเหมือนจะได้ประโยชน์เยอะในแง่จำนวน แต่เอาจริงคือ ติดคุกกันจนครบออกมาหมดแล้ว คดีสุดท้ายพี่เมธีก็ปล่อยมาแล้ว ไม่รู้ใครได้อะไรบ้าง

คดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ชูสามนิ้ว ตัวผมเองก็มี 13 คดี ต่อสู้จนชนะคดีไปหมดแล้ว มีสั่งปรับคดีเดียว จ่ายค่าปรับจบไปแล้ว จะมายกเลิกคดีเอาตอนนี้ก็ไม่รู้มีประโยชน์อะไร และไม่รู้มันจะน่าดีใจตรงไหน?? ในเมื่อคนที่ติดคุกจริงๆ ในคดีมาตรา 112 อีกมากมาย ตอนนี้อยู่ในเรือนจำมากกว่า 30 คน ต้องไปอยู่ต่างประเทศอีกหลักร้อย และมีอีกหลายคนกำลังเดินเข้าเรือนจำ พวกเขาไม่ได้ถูกนับรวมด้วยเลย ถูกกีดกันออกจาก “สังคมสันติสุข” ในมุมมองของผู้ออกกฎหมาย

นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย ที่เราได้ประกาศใช้กฎหมายอัน “เลือกปฏิบัติ” ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ คดีของผมหลายคดีเกิดจากการปราศรัยบนเวทีการชุมนุม ผมได้รับการนิรโทษกรรมเพราะคนออกกฎหมายให้ความกรุณามองเห็นและเข้าใจว่า การกระทำเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาทำร้ายสังคม แต่ทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งใช่ แต่เพื่อนซึ่งปราศรัยบนเวทีเดียวกัน วันเดียวกันเวลาต่อกันนิดเดียว พูดเสร็จก็ลงมานั่งกินข้าวอยู่หลังรถเครื่องเสียงด้วยกัน กลับถูกบอกว่า “ไม่ใช่คดีการเมือง” แล้วยังจับพวกเขาไปขังไว้ในเรือนจำ

สองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เราก็พยายามแล้วที่จะบอกว่า หากคิดจะนิรโทษกรรมก็ต้องไปทั้งหมดพร้อมกัน ไม่ใช่เอาบางคนรอดแล้วทิ้งบางคนไว้ แต่ “พวกเขา” ในสภาก็ไม่มีใครฟัง เพราะอยากจะเอาเพื่อนตัวเองให้รอดก่อน เราก็ยังจินตนาการไม่ออกว่า กฎหมายที่เลือกปฏิบัติได้ชัดเจนทุเรศทุรังขนาดนี้จะผ่านออกมาได้ยังไง พอมีจังหวะอะไรเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทีนึงก็ลุ้นไปทุกทีว่ามันจะมีเหตุให้ต้องสะดุดไหม ลุ้นหายใจหายคอไม่ไหวกันทุกรอบ สุดท้ายวันนี้มันก็ประกาศใช้แล้วจริงๆ ช่างน่าอายเสียเหลือเกินที่ประเทศนี้ออกกฎหมายกันแบบนี้ครับ

ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “คดีการเมือง” ที่เอาคนไปขัง ในประเทศนี้บ้านเมืองนี้ มีคดีแบบเดียว คือ คดีมาตรา 112 ส่วนคดีอื่นไม่ว่า คุณจะถูกข้อหาก่อการร้าย ข้อหาวางเพลิง ข้อหาทำร้ายร่างกาย ข้อหาใช้อาวุธ หรือการทำรัฐประหาร ก็นิรโทษกรรมได้หมด เพื่อคืนสังคมที่สันติสุขให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่หมายถึงใครบ้างก็ไม่รู้

อย่างไรก็ดี ความพยายามและความเคลื่อนไหวเพื่อคนในเรือนจำวันนี้ก็ยังไม่จบลง เพราะตอนนี้ก้าวใหม่ที่เรากำลังพยายามเดินอยู่ เนื่องในปีนี้ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เราจึงต้องการเสนอให้ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในปี 2519 คือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งให้เพิ่มโทษคดีมาตรา 112 จากโทษเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี

แม้จะเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่จะสำเร็จโดยเราก็รู้อยู่แล้วว่า “พวกเขา” อีกนั่นแหละที่จะไม่ยอมโหวตให้ แต่ข้อเสนอนี้ก็คือการ แก้ไขมาตรา 112 รวมทั้งกฎหมาย “หมิ่น” ทั้งระบบ ให้กลับไปมีอัตราโทษที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ตามกฎหมายอาญาที่เป็นอยู่เดิม ที่ไม่ใช่คำสั่งของคณะรัฐประหาร และถ้าหากมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำเอาไว้ เชื่อว่า คนที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ในวันนี้จะไม่ได้รับโทษทัณฑ์สูงขนาดนี้และจะมีโอกาสได้ออกในเร็ววัน หรือถ้าศาลสั่งลงโทษจำคุก 2-3 เดือนต่อการกระทำ ซึ่งก็ได้สัดส่วนแล้ว พวกเขาก็อาจได้กลับบ้านกันเลย

แคมเปญนี้ที่ผ่านมาเงียบไปหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราเอาพลังงานเกือบทั้งหมดไปใช้เรื่องการ #เลือกตั้งสสร #แก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้ง #สั่งฟ้องสว อยู่ ซึ่งจริงๆ ทุกอย่างก็จำเป็นและเร่งด่วนไม่แพ้กัน จึงอยากเชิญชวนผู้คนที่เห็นว่า ไม่ควรมีนักโทษคดีทางการเมืองถูกทิ้งไว้ในเรือนจำ ช่วยกันสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ช่วยกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายกันได้ครับ ที่ https://decoup6octsins.com/เผื่อว่าคืนนี้จะไม่เศร้าสร้อยเกินไป แล้วพรุ่งนี้ตื่นมาสู้กับสว. ต่อครับ

พรบ.นิรโทษยิ่งชีพยิ่งชีพ อัชฌานนท์ไอลอว์

อดีตผู้พิพากษา ชี้ กกต. ไม่ใช่ศาล-ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ มีหลักฐานฮั้ว ส.ว. ต้องส่งศาลฎีกา

24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:07 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ส่องกล่องดวงใจ ม.226 รธน. และ ม.62 พ.ร.ป. ส.ว.: เมื่อ กกต. ตีความกฎหมายสับสน ระหว่าง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กับ “คดีอาญา”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางกฎหมายมหาชนทันที เมื่อ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ชี้แจงถึงเงื่อนไขการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเอาผิดผู้กระทำผิดในสำนวนคดีเลือก ส.ว. ทั้ง 229 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยสรุปหลักเกณฑ์ไว้ 3 ประการ คือ

1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้นหรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น

2. มีการกระทำทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน

3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และเทคนิคการตีความตัวบทกฎหมาย (Statutory Interpretation) คำชี้แจงดังกล่าวกลับสะท้อนถึง “ความสับสนในบทบาทหน้าที่” และ “การตีความกฎหมายที่แคบเกินจริง” ใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้

1.มองข้าม พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: จำกัดตัวผู้กระทำผิดเกินขอบเขต

นายแสวงเริ่มต้นระบุว่า “ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น” โดยอ้างอิงกรอบของมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. จะมองเพียงรัฐธรรมนูญมาตราเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาประกอบกับ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ (Special Law) ด้วย
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: มุ่งเน้นไปที่ตัว “ผู้สมัคร”
• พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: ระบุชัดเจนว่า “หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น…”

คำว่า “ผู้ใด” ในมาตรา 62 ขยายขอบเขตไปถึง “โบรคเกอร์, หัวคะแนน, หรือกลุ่มขบวนการจัดตั้ง” ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร การสรุปว่าต้องเป็นผู้สมัครทำเองหรือรู้เห็น “เท่านั้น” จึงเป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบของ กกต. และเปิดช่องโหว่ให้ขบวนการฮั้วที่ใช้คนกลางภายนอกหลุดรอดไปได้อย่างน่าเสียดาย

2. มองความผิดเป็นรายบุคคล แต่ละเลย “พฤติการณ์เชิงระบบ” และ “พยานนิติวิทยาศาสตร์”

ตัวอย่างการทุจริตที่นายแสวงยกมา เช่น จ้างลงสมัคร, จ้างลงคะแนน, หรือแลกคะแนน เป็นภาพสะท้อนการทุจริตแบบดั้งเดิม (Traditional Fraud) รายบุคคล แต่การฮั้วเลือก ส.ว. ครั้งใหญ่ที่มีผู้ร่วมเครือข่ายนับพันคน มีการวางโครงสร้างการลงคะแนน (Voting Block) อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนวันสมัคร ซึ่งมีพยานหลักฐานเชิงรูปธรรมชัดเจนใน 2 มิติ:

1)พยานประจักษ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Evidence): ข้อมูลล่าสุดจาก iLaw เปิดเปิดเผยภาพสะท้อนวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ณ อิมแพ็คฟอรั่ม ที่มีผู้สมัครประมาณ 1 ใน 3 (กว่า 1,000 คน) แต่งตัวเหมือนกันด้วย “เสื้อสีเหลืองเฉดพิเศษ สูทดำ ถือแฟ้มแบบเดียวกัน” เดินย้ายสายเป็นบล็อก และเมื่อเลือกเสร็จเวลา 03.50 น. กลับเดินออกพร้อมกันไปยังจุดจอดรถลับหลังอาคารเพื่อขึ้นรถตู้จัดตั้ง เช่น รถตู้ทะเบียน นข 4350 บุรีรัมย์

• พฤติการณ์นี้รายงานของ DSI ระบุว่าเป็นการแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่เพื่อให้เนียนในการประสานงาน และการจัดรถรับส่งฟรีเช่นนี้ เข้าข่ายการให้/รับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. ชัดเจน
• การยินยอมเข้าร่วมระบบสวัสดิการจัดตั้งเช่นนี้ ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวว่าผู้สมัคร “รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น” ตามมาตรา 62 อย่างดิ้นไม่หลุด

2) พยานทางสถิติตัวเลข (Statistical Evidence): เมื่อนำพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลืองมาประกอบกับ “ข้อเท็จจริงจากบัตรลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ” ซึ่งมีความน่าเชื่อถือทางคณิตศาสตร์สอดคล้องกัน (จนอาจเกิดเหตุบังเอิญได้เพียง 1 ใน 5 พันล้านล้านล้าน) นี่คือพยานแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) ที่แน่นหนากว่าผลตรวจ DNA และโกหกไม่ได้
เมื่อนำพฤติการณ์เชิงพื้นที่และหลักฐานทางสถิติมารวมกัน ย่อมเข้าเกณฑ์ “น่าเชื่อว่า ส.ว. ที่ถูกกล่าวหาได้รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ตามมาตรา 62 โดยไม่จำเป็นต้องรอพยานประจักษ์ครบทุกคน

3. สับสนระหว่าง “มาตรการควบคุมมการเลือกตั้ง” กับ “โทษทางอาญาตามมาตรา 77”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ กกต. อ้างคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” แต่กลับตั้งมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานสูงระดับ “ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ซึ่งเป็นการนำเอาเกณฑ์ของคดีอาญาตาม มาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. มาครอบทับกระบวนการตามมาตรา 62

• ชั้น กกต. (มาตรา 62): เป็นมาตรการควบคุมการเลือกตั้งและมาตรการการเมืองเพื่อ “ปกป้องความสุจริตของการเลือก” กกต. เป็นเพียงผู้รวบรวมและประเมินหลักฐานขั้นต้น หากเข้าเกณฑ์ “อันควรเชื่อได้” กฎหมายบังคับว่า กกต. “ต้องส่ง” ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและใช้อำนาจชี้ขาด

• ชั้นคดีอาญา (มาตรา 77): เป็นเรื่องการลงโทษจำคุกและปรับรายบุคคล ซึ่งเป็นขั้นตอนถัดมาจากคำพิพากษาของศาลฎีกา
การที่ กกต. ตั้งเงื่อนไขว่าจะส่งศาลฎีกาได้ ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ความผิดจนมัดแน่นระดับคดีอาญาเสียก่อน ทั้งที่มีพยานหลักฐานจากทั้ง DSI, iLaw และสถิติบัตรลงคะแนนรวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงเท่ากับเป็นการ “สลับขั้นตอน” และเปลี่ยนบทบาทของ กกต. จากผู้กลั่นกรองคำร้อง ให้กลายเป็น “ศาลชั้นต้น” ที่วางบรรทัดฐานตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเสียเอง

บทสรุป: กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. ต้องยึดหลักนิติธรรมและโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง:

“กกต. ไม่ใช่ศาล จึงไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องเพียงเพราะความสงสัย แต่เมื่อมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ทั้งพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลือง รถตู้บุรีรัมย์ และสถิติบอร์ดคะแนน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป. ส.ว. ประกอบมาตรา 226 รธน. กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ ‘ต้องส่ง’ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้อยู่ในจุดชี้ขาดขั้นสุดท้าย”

หาก กกต. ยังคงตั้งการ์ดสูงและตีความกฎหมายแบบจำกัดอำนาจตนเอง (Self-Restraint) เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ได้ ส.ว. จากการเลือกกันเองอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ก็อาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

24/8/69

ศาลฎีกาอดีตผู้พิพากษาฮั้ว ส.ว.

‘ลายจุด‘ร่ายยาว แจงปมฉาว โต้ขืนใจ-ล่วงละเมิด คู่กรณีรับทราบหย่าเมียเก่า รับ‘เฮงซวย‘แต่ไม่ใช่‘อาชญากร’

24 สิงหาคม 2569 เวลา 07:40 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa Iamsamarng” เล่าเรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โดยพาดพิงถึง “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก.ลายจุด คนดังในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในทำนองว่าเคยถูกหลอกลวงและความสัมพันธ์มีความคลุมเครือไม่เต็มใจ จนกลายเป็นกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ล่าสุด “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก.ลายจุด ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า ผมเลือกที่จะส่งข้อความส่วนตัวไปถึงคู่กรณีเพราะผมเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเราสองคนในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน และมีเนื้อหาค่อนข้างละเอียดอ่อน อีกทั้งเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ฝ่ายคู่กรณีที่กล่าวถึงผมมาก่อนหน้านี้เป็นในทางที่หมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการล่อลวง บังคับขืนใจ ผมจึงเลือกที่จะแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงเพื่อให้เธอได้ทบทวนและผมเชื่อว่าเมื่ออ่านข้อความผมแล้วเธอจำเรื่องราวต่างๆได้ หรือถ้าคู่กรณีจะโต้แย้งข้อเท็จจริง ผมก็จะได้อธิบายเพิ่มเติมจนเราทั้่งสองนิ่งที่ข้อเท็จจริงก่อนแล้วจึงค่อยมาดูว่าภายใต้ข้อเท็จจริงนั้นมีความผิดพลาดอะไรที่ต้องรับผิดชอบหรือเรียนรู้บ้าง

ผมขอบคุณคู่กรณีที่อโหสิกรรมเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากได้อ่านข้อความนั้นของผม และผมยอมรับว่าการจบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นความผิดของผมโดยลำพัง จึงได้กล่าวคำขอโทษและยอมรับความผิด

แต่กรณีที่มีคนไปเขียนว่าผมข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงและไม่เป็นความจริง คู่กรณีทั้งสองล้วนบรรลุนิติภาวะ ต่างคนต่างเคยมีคู่รักกันมาก่อน และพูดคุยกันก่อนอย่างชัดเจนว่าจะมีการขับรถไปรับที่บ้านและพัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว และระหว่างที่คบหากันไม่มีการบังคับหรือมีท่าทีใดๆที่จะเข้าข่ายการขืนใจ ส่วนเรื่องการหย่าร้างของผมกับอดีตภรรยาคู่กรณีย่อมรับทราบ และหลังจากเลิกคบหากันก็ยังได้มีการทักทายพูดคุยกันปกติตามที่ชุมนุมทางการเมืองอยู่หลายครั้ง

ประเด็นข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นชัดตั้งแต่คู่กรณีนำแชทส่วนตัวของผมที่เขียนถึงเธอโพสต์ขึ้นหน้าเฟสบุ๊ค และเจ้าตัวไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงและได้ประกาศขอยุติการสื่อสารถึงเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมในฐานะผู้ชายที่เมื่อปี 49 ผมยังไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักอะไรจากสังคมภายนอกยกเว้นคนในแวดวงกันเอง ผมไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ใดๆที่ใช้อำนาจนำ มากไปกว่าความสัมพันธ์ที่เธอมักติดตามไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองแล้วพัฒนาต่ออย่างที่ทุกคนเข้าใจ การตัดสินใจคบหากันเกิดขึ้นจากการพูดคุยทาง MSN เธออยู่บ้าน ผมอยู่อีกบ้านหลังหนึ่ง เมื่อตกลงแล้วจึงขับรถไปรับ ไม่มีการใช้อำนาจใดๆชี้นำอย่างที่บางคนอ้างทฤษฏีทางอำนาจ เธอไม่ได้ช่วยงานที่มูลนิธิฯ ไม่ได้เป็นอาสาสมัคร ไม่ได้เงินค่าตอบแทน ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับองค์กร เพียงแค่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 49 แล้วตอนนั้นผมนั่งทำงานอยู่ที่มูลนิธิฯ

ใช่ครับผมผิด แต่ก็ผิดที่ปิดจบความสัมพันธ์แบบไร้ความรับผิดชอบ จะเรียกว่าเฮงซวยก็ใช่ แต่ผมไม่ใช่อาชญากร ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไปมีความผุๆพังๆไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่บางคนคาดหวัง การคบหาและเลิกรากันเกิดขึ้นเป็นวงจรความสัมพันธ์กับคู่ต่างๆและก็เกิดขึ้นกับผมและเธอ

ผมต้องขอโทษคู่กรณีที่เขียนข้อความนี้สู่สาธารณะผมไม่มีเจตนารังควานใดๆ แต่ผมต้องการให้ข้อเท็จจริงนี้ชัดเจน ส่วนสังคมจะตัดสินใจจากเรื่องนี้อย่างไรให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน แต่ขอให้อยู่บนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ก่อน และผมจะก้มหน้ารับเสียงวิจารณ์จากเรื่องราวความสัมพันธ์นี้ของผมที่ก่อไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วในวันนี้

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติ

ปชป.จี้สาวถึงตัวการ บิ๊กโกงสอบ กันเหยื่อไว้เป็นพยาน DSIตามคุ้ยยันศรีสะเกษ หัวละ5แสน/ส่งเข้ากรุง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ปชป.เดิมเกมสางโกงสอบท้องถิ่น อภิสิทธิ์” เผยชงยื่นป.ป.ช. 24 สิงหาคมนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี ให้ข้อมูลสำคัญ-เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนำบุคคลไปให้ข้อมูล ยันไม่ใช่การเปิดช่องคนเอี่ยวพ้นผิด แต่ต้องการสาวถึงผู้มีอำนาจตัวจริงหัวเราะลั่นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นเรื่องของระดับเล็ก ด้านดีเอสไอ ตามขุดโกงสอบภาคอีสานปักหมุดศรีษะเกษ หลังเหยื่อร้องเรียน จ่ายเงินให้อดีตผู้สมัครสส.พรรคการเมืองดัง เฉลี่ยหัวละ 5 แสน เผยหลักฐานมั่นแน่นแม้จะปฎิเสธ แฉมีมือขวาถือเงินส่งกลุ่ม VIPในกรุงเทพฯ คิวต่อไปเตรียมเชือดพวกตกเบ็ด-ตีกิน ด้านนิด้าโพล ชี้ ทุจริตสอบท้องถิ่น-คดีฮั้ว สว. กระทบเสถียรภาพ รัฐบาลอนุทิน” ก้มกราบที่ตัก ทักษิณ” มองเป็นการแสดงความเคารพของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่

                เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการเตรียมยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการเอาผิดการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า เป็นเรื่องที่ปรากฏต่อสาธารณะมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด รวมไปจนถึงการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ทาง ป.ป.ช.ก็มีการแถลงความคืบหน้าบางส่วน

                สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อกังวลขณะนี้คือเรื่องนี้เป็นขบวนการใหญ่ ผู้บงการมีอำนาจ และเครือข่าย ทำให้มีความกังวลว่าจะสาวไปถึงคนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ จะมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องข้องกับเรื่องนี้ คือผู้ที่อยู่ในส่วนของการกระทำความผิด ทั้งในฐานะผู้จ่ายเงิน ผู้ถูกชักชวนให้จ่ายเงิน จะมีข้อมูลสำคัญ และอยากให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การขยายผล และสาวไปถึงผู้บงการที่แท้จริง แต่บุคคลเหล่านี้ก็กังวลว่าหากมาให้ข้อมูลดังกล่าว ตัวเองจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา135 มีบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน หลักคือ เมื่อใครที่ทำความผิด แต่ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เมื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการไต่สวน หรือการดำเนินคดี และสาวไปถึงตัวการสำคัญ ป.ป.ช.จะกันออกมาเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี และอาจคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีบทบัญญัตินี้ของป.ป.ช.ออกมา แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจ เนื่องจากขั้นตอนยังมีความไม่แน่นอนว่าเมื่อมาให้ข้อมูลแล้ว ยังเป็นดุลยพินิจของผู้ไต่สวนที่จะเสนอความเห็นไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะกันเป็นพยานให้หรือไม่ หรือในกรณีที่ต้องไปดำเนินการในส่วนของตำรวจ ก็ไม่มีกฎหมายชัดเจน ที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) ทางโฆษกพรรคฯ และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ 1.ให้ ป.ป.ช.มีนโยบายและประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีแนวทางในเรื่องของการใช้มาตรการการกันบุคคลไว้เป็นพยานอย่างไร เพื่อให้มีการสอบสวนสาวถึงผู้บงการ หรือตัวการสำคัญได้ และ 2.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นผู้ประสานงานในการนำเอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เมื่อมีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ยืนยันว่า เราต้องการให้มีการจัดการกับผู้บงการ และตัวการสำคัญจริงๆ เพราะกระทบกระเทือนกับคนในวงกว้าง ทำลายขวัญกำลังใจกับบุคคลทั้งหลายที่ต้องการเห็นระบบคุณธรรม ทั้งระบบราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

                เมื่อถามว่า พยานที่พร้อมให้ข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่มีทั้งผู้ที่ติดต่อมาโดยตรง และส่วนที่เราเริ่มเห็นจากเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าหลักของเรา การจะใช้มาตรการนี้ต้องดำเนินการเพื่อสาวไปให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนเหล่านี้พ้นผิดไปโดยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์กับการไต่สวน หรือขยายผลไปสู่ผู้บงการได้ หากป.ป.ช.ทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ก็ควรเป็นกลุ่มคนแรกๆที่จะได้รับมาตรการนี้ คนที่มาทีหลังก็คงไม่ใช่ เพราะเราต้องยึดหลักสมดุลระหว่างการขยายผล กับการที่ไม่ใช่จะมาเปิดช่องทางให้คนทำผิดมาใช้มาตรการนี้

                เมื่อถามว่า พยานที่มาให้ข้อมูลบอกหรือไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงถึงระดับไหน หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ กล่าวว่า เขาจะมีข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับนายหน้า ซึ่งมีเรื่องบัญชีต่างๆ แน่นอนว่านายหน้าคงต้องมีการพูดถึงบุคคลที่สูงกว่านั้นที่เขาจะไปติดต่อ หาก ป.ป.ช.ทำเป็นระบบใช้วิธีการนี้ก็จะไปถึงผู้บงการสำคัญได้ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าจะสาวไปถึงระดับผู้บงการได้นั้น ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะสร้างความมั่นใจตรงนี้ได้อย่างไร เราในฐานะเป็นพรรคการเมือง มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากส่วนร่วมช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา

ไม่จบแค่พวกตัวเล็กแน่นอน

                เมื่อถามว่า จากการที่พรรคได้ข้อมูลเบื้องต้นจากทางพยาน จะสื่อไปถึงคนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พาดพิงใคร จริงๆ เราดูง่ายมากว่า ขนาด จำนวนบุคคล และพื้นที่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นเรื่องของคนระดับเล็กๆ แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ ตนเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าหรือมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านี้

แหล่งข่าวดีเอสไอชี้จ่ายหัวละ5แสน

                ด้านแหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยคดีโกงสอบท้องถิ่นนั้น หากแยกดูจากสำนวนไต่สวนหลักของ ป.ป.ช. ที่เน้นไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเด็นการทุจริตการสอบเข้าเป็นข้าราชการ หรือเจ้าพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือนักการเมือง ทั้งนี้ ในส่วนของดีเอสไอตั้งเรื่องสืบสวนที่ 87/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลในประเด็นของคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง อาทิ กลุ่มคนตีกิน หรือกลุ่มคนที่แอบอ้างจะช่วยให้มีการวิ่งเต้น หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันหลายคนเพื่อเสนอจะให้ผลประโยชน์หากมีการจ่ายเงิน ซึ่งถ้าหากมีการกระทำของหลายบุคคลเรียกรับเงิน แล้วมีผู้เสียหายจ่ายเงินไปจริง ๆ แต่ไม่ได้รับตามที่ถูกกล่าวอ้าง ลักษณะพฤติกรรมแบบนี้ก็จะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ดีเอสไอจึงขยายผลดูในส่วนนี้ โดยจะเน้นภาพรวมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ จ.ศรีสะเกษ ที่มีผู้เสียหาย 19 ราย และ จ.ยโสธร 1 ราย

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยต่อว่า สำหรับการร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีโกงสอบท้องถิ่นภายใน จ.ศรีสะเกษ ดีเอสไอได้มีการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9-12 ส.ค.69 และได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 19 คดี คือ มีผู้เสียหาย 19 ราย ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้งสิ้น 7 ราย โดยผู้เสียหายได้มีการระบุพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละรายว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง อาทิ มีผู้ต้องหารายหนึ่งอ้างกับผู้เสียหายว่าหากจ่ายเงินให้ตนเอง จะสามารถทำให้สอบผ่านการคัดเลือกได้ ซึ่งยอดเงินของผู้เสียหายแต่ละรายจะคละกันไป บางรายจ่ายเงิน 200,000 – 600,000 บาท และรายจ่ายสูงสุด 800,000 บาท ฉะนั้น ความเสียหาย จำนวน 19 ราย เฉลี่ยตกหัวละ 500,000 บาทที่จ่ายไป รวมๆมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 9.5 ล้านบาท และส่วนใหญ่แล้วผู้เสียหายจะเจอผู้ต้องหาทั้ง 7 รายแบบไม่ซ้ำคนกัน โดยมีลักษณะเป็นขบวนการแบ่งหน้าที่กันทำ และส่งต่อเงินที่ได้จากผู้เสียหายกันเป็นทอดๆ เรียกรับ-วิ่งเต้น-เคลียร์ ในระดับพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

                อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ต้องหาทั้ง 7 รายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินคดีนั้น ซึ่งดีเอสไอสอบปากคำไปแล้วในฐานะพยานนั้น พบว่า 5 คน มีธุรกรรมทางการเงินและนิติสัมพันธ์หลายส่วนไปเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ พรรคการเมืองชื่อดัง รายหนึ่งแต่ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาแต่อย่างใด เพราะต้องเอาข้อมูลมาประกอบในสำนวนการสืบสวนก่อนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.

เล่นงานพวกตกเบ็ดตีกิน

                ทั้งนี้ จากการสอบปากคำพยาน 5 รายดังกล่าวนี้ แบ่งกลุ่มออกเป็น 1)อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 1 ราย 2)กลุ่มมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ที่คอยรวบรวมเงินจากผู้เสียหายส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ และ 3)กลุ่มตีกินแอบอ้างชื่อของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มมือขวา 2 รายของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมีจำนวนผู้เสียหาย 10-12 ราย ที่โอนเงินให้ จากนั้น 2 มือขวา ก็จะรวบรวมยอดเงินก่อนส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ ต่อจากนั้น อดีตผู้สมัคร สส.คนดังกล่าว ก็ส่งเงินก้อนต่อไปยังกลุ่มวีไอพีในพื้นที่กรุงเทพฯ

                ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลดูในส่วนของกลุ่มวีไอพีเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รายดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธกับดีเอสไอว่า ”เป็นการถูกแอบอ้างชื่อ ไม่ได้กระทำความผิด เเต่ยอมรับว่าตัวเองอาจมีประวัติไม่ดีมาบ้าง ทำให้ในรอบนี้คนเลยอาจคิดว่าต้องมาวิ่งเต้นผ่านตัวเอง” ขณะที่พยานทั้ง 4 รายที่เหลือกลับให้การสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะการกล่าวซักทอดถึงพฤติกรรมของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมี 2 พยาน ใน 4 พยานดังกล่าวที่เป็นมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รับว่าส่งเงินให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จริง ๆ ส่วนอีก 2 พยาน ดีเอสไอจัดให้อยู่ในกลุ่มตีกินเอง แต่ไปแอบอ้างว่าเป็นคนของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ

มีนายหน้ารับเงินสด

                ส่วนกรณีของผู้เสียหายที่อยู่ยโสธร ก็พบความเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เช่นกัน เขาจึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ หลังถูกอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นนายหน้าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ หลอกลวง โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครให้สอบผ่านเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จึงได้มอบเงินสดจำนวน 2,150,000 บาท ให้แก่นายหน้ารายดังกล่าว เพื่อช่วยฝากผู้สมัครจำนวน 5 ราย แต่เมื่อประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ กลับไม่มีรายชื่อของผู้สมัครทั้ง 5 รายตามที่ตกลงกันไว้ จึงตัดสินใจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ไปเกี่ยวข้องรับเงินวิ่งเต้นส่งต่อให้กับตัวการใหญ่นั้น พบข้อมูลว่า เดิมทีมีการระบุถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในส่วนกลางและพื้นที่ภาค 2 (จังหวัดชลบุรี) โดยมีอักษรย่อ ว. และ ต. นั้น ล่าสุดทางอธิบดีดีเอสไอได้มีการชี้แจงในที่ประชุมแล้วว่ากรณีที่มีรายชื่อเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดไปมีส่วนเกี่ยว ข้องนั้น ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าอาจเป็นการถูกแอบอ้างหรือไม่ แต่ถ้าหากมีการตรวจสอบแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางกฎหมายและวินัย โดยไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยเพิ่มเติมว่า หากการสอบสวนปากคำพยานของดีเอสไอทำให้พบข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. ทางพนักงานสืบสวนดีเอสไอจะต้องนำเสนออธิบดีดีเอสไอเพื่อขอให้ส่งไปรวมเรื่องกับสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด เพราะหากจะรับเป็นคดีพิเศษได้นั้น จะต้องเข้าลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน

โกงสอบทำรบ.ร่อแร่

                ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

                เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน พบว่า ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

รับมือได้บางประเด็น.

                ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน พบว่า ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

                สำหรับคำถามถึงความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ๆ ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

กราบแม้วเคารพผู้ใหญ่

                ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ก้มกราบที่ตัก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดราม่าทางการเมือง ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 9.62 เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ดีเอสไอบิ๊กโกงสอบปชป

อนุทิน ไม่ประมาทช่วงใกล้เลือกตั้งกัมพูชา ย้ำ กองทัพ พร้อมตลอด ไม่อยู่ในจุดเสียเปรียบแน่นอน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 21:13 น.

อนุทิน ไม่ประมาทช่วงใกล้เลือกตั้งกัมพูชา ย้ำ กองทัพ พร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่ในจุดเสียเปรียบแน่นอน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าเยี่ยม จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 บริเวณพื้นที่ใกล้ ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี โดยกล่าวถึงแนวนโยบายและมาตรการตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ว่า ตอนนี้ฝ่ายกองทัพก็ยังคงมีความพร้อมอยู่ตลอดตามแนวชายแดน ซึ่งตน พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ได้ไปตรวจตามแนวชายแดนมา ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีความพร้อม ก็ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลและกองทัพยังคงรักษาดินแดนของเราอย่างเต็มที่ ไม่มีสัญญาณว่าจะมีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นในช่วงนี้

เมื่อถามว่า อยากให้คำยืนยันว่าจะมีการดูแลครอบครัวของนายทหารผู้ได้รับบาดเจ็บ นายกฯกล่าวว่า ตนต้องยืนยันอยู่แล้ว ทางรัฐบาลก็จะให้การดูแลวีรบุรุษของชาติที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยความช่วยเหลือในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงกลาโหม เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นเราก็ระดมความช่วยเหลือ และหาทุกแนวทางที่จะทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ได้รับการตอบแทนอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าส่วนเรื่องชายแดนจะต้องระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษในช่วงที่ใกล้เลือกตั้งของฝั่งกัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า เราก็เตรียมความพร้อม และทหารก็มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งขีดความสามารถ และการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราไม่เคยประมาท และให้ความเชื่อมั่นประชาชนด้วยว่า ทั้ง 3 เหล่าทัพ ตลอดจนตำรวจ และฝ่ายปกครองที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนตามเขตจังหวัดชายแดนที่ติดกับกัมพูชา เรามั่นใจว่าเราไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่เสียเปรียบอย่างแน่นอน พร้อมขอสื่ออย่าถามว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องความลับทางความมั่นคงของประเทศ

เมื่อถามอีกว่า จะทำให้ทหารไม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ตลอดไปใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบเพียง “ครับ”

กองทัพบกชายแดนไทยเขมรทหารนายกฯแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี ขออย่าบั่นทอนขวัญกำลังใจกันเอง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 21:02 น.

นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี หลังราชกิจจาฯ ประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองครอบคลุมชุมนุม – แสดงออกทางการเมืองกว่า 20 ปี

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 – วันที่ 16 ก.ค.2568 มองบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้อย่างไร ว่า เราคนไทยควรจะสามัคคีกันไว้ ไม่เกี่ยวกับคนที่จะต้องได้รับการนิรโทษกรรมถึงจะมาสามัคคีกัน เราเป็นคนไทยด้วยกันเอง ศัตรูคนที่ไม่หวังดีกับประเทศมีมากมาย สิ่งที่จะทำให้ชัยชนะเกิดขึ้น และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เกิดความสามัคคีของคนในชาติ

นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องไม่ว่ากล่าวให้ร้ายพวกกันเอง ไม่พูดอะไรที่เป็นการบั่นทอน หรือทำให้ขวัญกำลังใจของคนในชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องได้รับผลกระทบ เราต้องเชียร์เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทหารอาสาสมัครทั้งหลาย ให้มีกำลังใจในการป้องกันประเทศ ป้องกันบ้านของเรา

การเมืองนายกฯนิรโทษกรรมแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเปิดสายด่วน 1880

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:54 น.

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและสั่งการด้านความมั่นคงต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับต่อเนื่องถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งเข้าช่วยเหลือและเยียวยาทุกกรณี ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว กลุ่มเปราะบาง และผู้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด ศอ.บต. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารและให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย โดยนำระบบ Case Management มาใช้ตลอดกระบวนการ มี Case Manager ทั้งในภาพรวมและรายกรณี ทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด ตั้งแต่การลงพื้นที่ค้นหาและรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบสิทธิ ติดตามการเข้าถึงความช่วยเหลือ ไปจนถึงการระบุปัญหาอุปสรรค ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

ขณะนี้ ทีม Rapid Response ระดับจังหวัด 3 ทีมได้ลงพื้นที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบงานเยียวยาและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหาผู้ได้รับผลกระทบ แทนการรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางมาติดต่อหรือประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ ศอ.บต. ได้เปิด สายด่วน 1880 เพื่อให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิและการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวสามารถโทรสอบถามและประสานการช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ Case Management เพื่อติดตามแต่ละกรณีจนได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ จะจัดทำ Dashboard แบบ Real Time เพื่อติดตามสถานะการช่วยเหลือเป็นรายกรณี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สีเหลือง อยู่ระหว่างดำเนินการ สีส้ม ข้อมูลหรือเอกสารยังไม่ครบ และ สีแดง ยังเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเคสใดอยู่ขั้นตอนใด ติดขัดเรื่องอะไร และต้องเร่งแก้ไขจุดใด โดยข้อมูลความคืบหน้าจะนำมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนไม่ควรต้องเป็นฝ่ายวิ่งหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน การช่วยเหลือต้องรู้ให้ชัดว่าแต่ละครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไร มีสิทธิได้รับการเยียวยาอะไร เรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ติดขัดตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบและจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนจริงและเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ การดูแลจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บ การดูแลครอบครัวและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน ร้านค้า และการประกอบอาชีพ

ชายแดนใต้นายกฯศอ.บต.สายด่วน1880แนวหน้าออนไลน์