10 ปีที่รอคอย! พร้อมพงศ์ คัมแบ็กการเมือง 11 พ.ค.นี้ ย้ำ จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ข้างปชช.เหมือนเดิม

10 ปีที่รอคอย! พร้อมพงศ์ คัมแบ็กการเมือง 11 พ.ค.นี้ ย้ำ จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ข้างปชช.เหมือนเดิม

10 ปีที่รอคอย! พร้อมพงศ์ คัมแบ็กการเมือง 11 พ.ค.นี้ ย้ำ จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ข้างปชช.เหมือนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ “ดร.พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ – Dr.Prompong Nopparit” ระบุว่า “11 พ.ค. ครบ 10 ปีที่รอคอย ผมกลับมาแล้ว จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ข้างประชาชนเหมือนเดิม และครั้งนี้…” 

พร้อมระบุอีกว่า 10 ปีที่ผ่านมา…ผมอาจไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเวที และไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่ผมไม่เคยหายไปจาก “เสียงของประชาชน” ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยังลงพื้นที่ ยังฟังปัญหาของคนทำมาหากิน ยังเห็นชีวิตของประชาชนที่ต้องสู้กับค่าครองชีพ น้ำมันแพง ค่าไฟแพง และเศรษฐกิจที่หนักขึ้นทุกวัน หลายคนถามว่า…

ทำไมยังไม่เลิกทำการเมือง คำตอบของผมง่ายมาก เพราะผมยังเชื่อว่า “การเมืองที่ดี ต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นจริง” 

11 พฤษภาคมนี้ อาจไม่ใช่แค่วันสิ้นสุดของการถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่มันคือวันที่ผมจะได้กลับมาทำหน้าที่ “พูดแทนประชาชน” ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง ผมอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือหัวใจ ที่ยังอยู่ข้างประชาชนเหมือนเดิม

เท้ง ร่ายยาวฝากงานถึง อนุทิน ก่อนบินฟิลิปปินส์ ชู 3 วาระด่วน กู้บทบาทนำไทยเวทีอาเซียน

เท้ง ร่ายยาวฝากงานถึง อนุทิน ก่อนบินฟิลิปปินส์ ชู 3 วาระด่วน กู้บทบาทนำไทยเวทีอาเซียน

เท้ง ร่ายยาวฝากงานถึง อนุทิน ก่อนบินฟิลิปปินส์ ชู 3 วาระด่วน กู้บทบาทนำไทยเวทีอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงข้อเสนอแนะเชิงรุกส่งตรงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยระบุเนื้อหาทั้งหมดว่า “[ 3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน ]

ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

โดยในวันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ

ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม

ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก

ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค

การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ

ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา​ กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน​ จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ

ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก – สาย – รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย – จีน ไปสู่กรอบอาเซียน – จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค

ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯ อนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

หลังจากโพสต์ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตและบรรดาแฟนคลับพรรคประชาชนต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม มีทั้งการให้กำลังใจหัวหน้าพรรค และบางส่วนก็ตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการเขียนที่ดูเป็นทางการมาก เช่น

“สวัสดีหัวหน้าตี๋ค่ะ”

“สวัสดีเช้าวันทำงานค่ะหัวหน้าเท้ง”

“เยี่ยมค่ะ ช่วยส่งเป็นจดหมายถึงนายกแบบเป็นทางการเพื่อที่นายกจะได้อ่านด้วยจริงๆ”

“ทำไมก็อป AI มาลงทั้งดุ้นเลยอ่ะ”

“รักตี๋”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut

อวสานกัมพูชาฮุบดินแดนไทยหรือไม่? ดร.ปณิธาน ผ่าปมร้อน หลังยกเลิก MOU 44

อวสานกัมพูชาฮุบดินแดนไทยหรือไม่? ดร.ปณิธาน ผ่าปมร้อน หลังยกเลิก MOU 44

อวสานกัมพูชาฮุบดินแดนไทยหรือไม่? ดร.ปณิธาน ผ่าปมร้อน หลังยกเลิก MOU 44

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  สิ้นสุด MOU 2544 : อวสานกัมพูชาฮุบดินแดนไทยหรือไม่? (ตอนที่ 1/2)*

1. ความเชื่อมโยงของ MOU 2543 และ MOU 2544 – ยากจะแยกออกจากกัน

MOU43 ลงนามในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 โดยม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในรัฐบาลนายชวน หลีกภัยกับนายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดี อ้างอิงหนังสือสัญญาเดิมหลายฉบับรวมทั้งแผนที่สยามกับอินโดจีน โดยขณะนั้นยังไม่มีความขัดแย้งเรื่องเผาสถานทูตไทย เรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหรืออ้างพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือเรื่องที่กัมพูชาแต่งตั้งอดีตนรม.ของไทยเป็นที่ปรึกษา และยังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงในการเมืองของไทย หรือมีการปะทะกันตามแนวชายแดนของกองกำลังทหารทั้งสองประเทศ

วัตถุประสงค์สำคัญของ MOU43 ตอนเริ่มต้นนั้น เพื่อ “เป็นกรอบ” กว้างๆ ในการสร้าง “ขั้นตอน” จัดทำหลักเขตแดนทางบก โดยยังจะไม่กำหนดเขตแดนกันใหม่ แต่ให้มี “กระบวนการ” และ “กลไกใหม่” 2 อย่างในการดำเนินการคือ คณะกรรมาธิการร่วมในการจัดทำหลักเขตแดน (JBC) และคณะอนุกรรมาธิการทางเทคนิค (JTSC) ในการสำรวจพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อนำผลการเจรจาไปสู่การตกลงกันด้วยสนธิสัญญาที่เป็นทางการในเรื่องหลักเขตแดนเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอมและเห็นด้วย

ส่วน MOU44 ลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยหลังจากรัฐบาลพันตำรวจโท (ยศขณะนั้น) ทักษิณ ชินวัตรเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 4 เดือนกว่ากับฝ่ายกัมพูชา นายสกอัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

MOU44 “ทางทะเล” นี้ ถือว่าเป็นเรื่องสืบเนื่องและต่อยอดมาจาก MOU43 ซึ่งเชื่อกันว่าทั้งสอง MOU จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เพราะจะแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือที่อ้างกรรมสิทธิ์กันทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กันไป โดยเฉพาะทางทะเลนั้นมีพื้นที่ทับซ้อนกันถึงประมาณ 27,960 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเชื่อกันว่าอาจจะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล (โดยเฉพาะใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าอาจจะไม่น่าไว้วางในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย

ด้วยเหตุที่มาเดียวกัน ดังนั้น หลักการ โครงสร้าง และกระบวนการของ MOU ทั้งสองฉบับ จึงไม่แตกต่างกันมาก เป็นกรอบกว้าง ๆ มีหลักปฏิบัติชั่วคราว มุ่งเน้นที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (MOU43 มี 9 ข้อ MOU44 มี 5 ข้อ) เพื่อจัดทำเป็นสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนต่อไป โดยระหว่างการดำเนินการนั้น ทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำการใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือละเมิดเส้นเขตแดนเดิม รวมทั้งให้ตกลงกันด้วยสันติวิธี ร่วมมือกันทำให้เกิดความปลอดภัยตามแนวชายแดน (เช่น ร่วมกันกู้ทุ่นระเบิด จัดระเบียบชายแดน ฯลฯ) และให้เป็นกลไกหลักระดับทวิภาคีที่ไม่จำเป็นต้องยกระดับเข้าสู่สากลหรือพหุภาคี ไม่ต้องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือไปที่สหประชาชาติ หรือใช้ข้อบังคับของ UNCLOS หรือองค์กรอื่นๆ มาไกล่เกลี่ยตัดสิน อีกทั้งได้ระบุว่าให้มีพื้นที่พัฒนาร่วมกันอีกด้วย (MOU44 ข้อ 2 (ก) ในด้านทรัพยากรปิโตรเลียม)

ดังนั้น เมื่อมีการยกเลิก MOU44 ตามมติครม.ของรัฐบาลอนุทินเมื่อวันที่ 5 พ.ค.นี้แล้ว (ครม.ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เคยมีมติให้ยกเลิก MOU44 ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2552 ต่อมาครม.ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มีมติให้ทบทวนการยกเลิกดังกล่าว) คำถามสำคัญที่ตามมาคือ MOU43 ที่ยังคงอยู่ ซึ่งก็ใช้หลักการเดียวกันกับ MOU44 ดังกล่าวข้างต้น และก็มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการคล้าย ๆ กันนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องคงไว้อีกหรือไม่ จะสามารถพิจารณาจากข้อดีข้อเสียของทั้งสอง MOU ที่มีพื้นฐานเดียวกัน เพื่อการตัดสินใจได้หรือไม่

2. ข้อดีข้อเสียของ MOU ทั้งสองฉบับ – ไม่แตกต่างกันมาก

1) ข้อดี – ตั้งแต่แรกเริ่ม ฝ่ายไทยย้ำเสมอว่าข้อดีของ MOU ทั้งสองฉบับคือ ใช้เป็น “กรอบในการเจรจา” โดยสันติวิธี ใช้เป็นเหตุผลหลักที่จะ “ไม่ยกระดับสู่สากล” หรือเปิดทางให้ประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง มีข้อบังคับที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือเส้นเขตแดนระหว่างการเจรจาที่เป็นประโยชน์ และมีข้อกำหนดในทางเทคนิคที่ช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้น

โดยเฉพาะ MOU43 นั้น ในปัจจุบันสามารถตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR จัดทำแผนที่ภาพถ่าย จะใช้โดรนบินสำรวจ และจะใช้ลำน้ำหรือเส้นตรงเป็นเส้นเขตแดน (ผลการประชุม JBC วันที่ 14 มิ.ย. 68) อีกทั้งในจำนวนหลักเขตแดนทางบกเกือบ 75 หลักนั้น มีความเห็นตรงกันทั้งสองฝ่าย (ก่อนเกิดสงคราม) กว่า 40 หลักแล้ว ที่เหลือต่ำกว่า 30 หลักยังเห็นไม่ตรงกัน รวมทั้งหลักที่ 73 บริเวณจังหวัดตราดที่มีผลต่อการกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น

2) ข้อเสีย – ข้อแรก คือ การอ้างแผนที่แนบท้ายใน MOU ทั้งสองฉบับ ที่ได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าไทยยอมรับแผนที่แนบท้าย 1 : 200,000 ตามอนุสัญญาและสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส แต่ไทยยืนยันว่ายอมรับแผนที่ 1 : 50,000 เท่านั้น และระบุว่าทั้งหมดเป็นเพียงการอ้างอิงเพื่อการหารือในการสำรวจ ก่อนที่จะจัดทำหลักเขตแดนและตกลงกันต่อไป

ข้อสอง คือ ความอ่อนไหวในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศและการใช้กำลังปะทะกัน ทำสงครามกันของสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคืบหน้าของข้อตกลง โดยเฉพาะ MOU44 นั้น มีการประชุมอย่างเป็นทางการแค่ไม่เกิน 2 ครั้งและไม่เป็นทางการอีกไม่เกิน 6 ครั้งในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา และนับตั้งแต่เกิดกรณีเผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญในปี 2546 แล้ว ก็ไม่ได้มีการประชุมกันอีก

ส่วน MOU43 นั้น แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงอีกหลังเกิดสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว และการยกเลิก MOU44 ในสัปดาห์นี้ ได้ทำให้ MOU43 กลายเป็น “Epicenter” หรือ “สมรภูมิหลัก” ในความขัดแย้งของทั้งสองประเทศไปแล้ว

ข้อที่สาม คือ ผู้นำกัมพูชาไม่มีความตั้งใจจริงที่จะเจรจาอย่างตรงไปตรงมา ตามกติกาสากล ตามกรอบของ MOU ทั้งสองฉบับ แต่มีเจตนาแฝงที่จะใช้กลไกสากล กฏหมายระหว่างประเทศ องค์การสากล ชาติมหาอำนาจ และนานาชาติ เข้าแทรกแทรก ช่วยเหลือ หรือสร้างความได้เปรียบให้กับตน  เช่น ใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) สหประชาชาติ อาเซียน ตลอดจน ใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) บางข้อที่ตนจะได้เปรียบ รวมทั้งใช้กลไกใหม่ๆ ที่ตนไปร่วมจัดตั้ง เช่น คณะมนตรีสันติภาพของสหรัฐฯ (Board of Peace) และอื่นๆ เป็นต้น เหตุเพราะ กัมพูชาเห็นว่าคงไม่สามารถเอาชนะไทยได้ด้วยกำลัง หรือไม่ได้เปรียบในการเจรจากับไทยในระดับทวิภาคี

3. สรุป – ไทยก้าวเข้าสู่เวทีใหม่ที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น

การยกเลิก MOU44 นั้น จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายครั้ง เป็นความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการจะยุติปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้พิจารณาแล้วว่าสมควรกระทำ แต่ปัญหาคือกัมพูชาไม่เห็นด้วยและได้อ้างว่าตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาแล้ว ไทยไม่สามารถจะทำได้เพราะไม่ได้รับความยินยอมทั้งสองฝ่าย ซึ่งเมื่อการยกเลิกเกิดขึ้น กัมพูชาจึงใช้เป็นเหตุผลเร่งเดินหน้าขอความช่วยเหลือจากนานาชาติและองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหรือแทรกแซงไทยเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ในอนาคตการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนก็จะซับซ้อนขึ้น ยากหรือท้าทายมากขึ้น เหตุเพราะจะมีกลไกอื่นๆ เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหามากขึ้น รวมทั้งจะมีชาติต่างๆ ทั้งมหาอำนาจและอื่นๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (เช่น ตามข้อบังคับของ UNCLOS ที่ไทยและกัมพูชาเป็นภาคี จะต้องมีประเทศ องค์การ หรือบุคคลที่สามจำนวนหนึ่งเข้ามาไกล่เกลี่ย ตัดสิน หรือระงับข้อพิพาท) 

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงชาติต่าง ๆ ที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมในแปลงต่างๆ (B5-B13, Area I-Area III) เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น หรืออื่นๆ ที่อาจจะตื่นตัวและเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์หรือแทรกแซงการแก้ไขปัญหาของไทยและกัมพูชาในอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมความพร้อมและมีกลไกใหม่ไว้รองรับ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชากลายเป็นสมรภูมิตัวแทนของความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ของชาติต่างๆ อย่างที่เห็นในหลายพื้นที่ของโลกแห่งสงครามในปัจจุบัน

* โปรดติดตามตอนที่ 2/2 “สิ้นสุด MOU 2544 : แนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาหลังยกเลิก MOU44” ได้ในโพสต์หลังจากนี้ครับ

รัฐบาลโชว์ผลงาน กวาดล้างบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะล็อตใหญ่ ยึดของกลางรวมกว่า 409 ล้านบาท

รัฐบาลโชว์ผลงาน กวาดล้างบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะล็อตใหญ่ ยึดของกลางรวมกว่า 409 ล้านบาท

รัฐบาลโชว์ผลงาน กวาดล้างบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะล็อตใหญ่ ยึดของกลางรวมกว่า 409 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย เผยช่วง ต.ค. 68 – พ.ค. 69 สามารถตรวจยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการเข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569) รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และสารเอโทมิเดต อย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สามารถตรวจยึดบุหรี่ได้ถึง 49,064,878 มวน รวมมูลค่าของกลางกว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 548,577 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 71 ล้านบาท ก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวน 140,200 กระบอก คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดต ปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 18 ล้านบาท 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบนำเข้าเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าใช้วิธีแยกชิ้นส่วนประกอบ เช่น ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา และสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซุกซ่อนมากับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ช่วงเดือนเมษายน 2569 กรมศุลกากรได้ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า ต้นทางประเทศจีนพบสินค้าไม่ได้สำแดง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าครบชุดสมบูรณ์ จำนวน 52,000 ชิ้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 100 แกลลอน มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท และได้ตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน 52,742 ชิ้น มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท รวมถึงสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 21 เครื่อง และไส้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 165,600 มวน มูลค่ากว่า 9 แสนบาท

ขณะที่บุหรี่มวนผิดกฎหมายพบพฤติการณ์หันมาทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และอาศัยการจัดส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษมากขึ้น พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นบุหรี่ต่างประเทศลักลอบนำเข้าได้กว่า 4,000 หีบห่อมีต้นทางจากจังหวัดในภาคใต้ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้ตรวจยึดบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่มิได้ปิดอากรแสตมป์และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 14,028 คอตตอน (จำนวน 2,805,520 มวน) มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท

บุหรี่

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

นอกจากนี้ประเด็นที่น่าจับตาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมคือ การลักลอบนำเข้า “สารเอโทมิเดต” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยึดได้ จำนวนกว่า 28 กิโลกรัม จากต้นทางประเทศอินเดีย พร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายชาวไทยที่นำสารดังกล่าวมาผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในวงการตลาดมืดว่า “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ซึ่งเป็นสารเสพติดอันตรายรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันก๊าซหัวเราะก็ถูกปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบกระป๋องขนาดย่อม ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 – เดือนเมษายน 2569 ได้ตรวจยึดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดก๊าซปริมาณรวม 135,936 กระบอก มูลค่าของกลางกว่า 24 ล้านบาท 

“รัฐบาลย้ำเตือนให้ตระหนักถึงภัยอันตรายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และก๊าซหัวเราะ ที่มีสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะสารเอโทมิเดตที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุนสินค้าดังกล่าว และช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการลักลอบนำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ภูมิธรรม สะดุ้ง ก พ.ค.ชี้ย้าย 2 อธิบดีมหาดไทยไม่ชอบ

ภูมิธรรม สะดุ้ง ก พ.ค.ชี้ย้าย 2 อธิบดีมหาดไทยไม่ชอบ

ภูมิธรรม สะดุ้ง ก พ.ค.ชี้ย้าย 2 อธิบดีมหาดไทยไม่ชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

‘ก.พ.ค.’ เสียงข้างมากฟันวินิจฉัยเคส ‘ภูมิธรรม – ปลัดมท.’ ย้าย ‘2อธิบดี’ เข้ากรุ ’ผู้ตรวจฯ‘ ช่วงก.ค.ปี68 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใช้เวลาเพียง 4 วันหลังมอบนโยบาย ชี้มีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่ประโยชน์ราชการ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวรวิทย์  สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อเดือนก.ค.2568 กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการโยกย้ายอธิบดีสองรายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทยโดยให้เหตุผลว่า เพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการสองรายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 ส.ค.

และวันที่ 14 ส.ค.2568 ตามลำดับ ซึ่งก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการ ขณะนี้ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย คือนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ต่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทยในขณะนั้น ภายหลังจากที่รมว.มหาดไทยมอบ นโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องนำนโยบายที่รมว.มหาดไทยมอบหมายมา นำไปหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง  อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงานย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ประธานก.พ.ค. กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3ก.ค. 2568 ต่อมาวันที่ 4ก.ค.2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7ก.ค. 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับดำเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ โดยรมว.มหาดไทยได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8ก.ค. 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันนับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทย เพิ่งมีคำสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3ก.ย.2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเศษ นับแต่วันมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจราชการมีผลโดยเฉพาะกรณีของนายไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะเกษียณอายุราชการ  จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สำเร็จได้ และแม้รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมายแต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงจะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน ซึ่งทั้งสองตำแหน่งมีเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของตำแหน่งอธิบดีกับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งจะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และในด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง 

ประธาน ก.พ.ค. กล่าวว่า ขณะที่ในส่วนของการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง2รายนั้น ตำแหน่งอธิบดีทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผล ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองนับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย 

“กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด” ประธาน ก.พ.ค. ระบุ

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง2รายจากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551 อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายพ้นจากตำแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ
    
นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จำนวน 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสองราย

สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างเผ็ดร้อน กรณีการจัดทำประชามติที่ผ่านมา โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “ประชามติ ทำซากอะไร ตอน ครม. อนุทิน 1 มีมติให้ทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ตอนนั้นเหลือเวลาเพียง 58 วัน ต่ำกว่ากรอบตาม กม. ที่กำหนดว่า การทำประชามติต้องมีระยะเวลาไม่เร็วกว่า 60 วัน นับแต่วันที่ ครม. มีมติ มือกฎหมายผมขาวของรัฐบาล ก็พลิกกฎหมายออกมายืนยันว่า ทำได้หาก ครม. เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นทางงบประมาณหรือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล ด้วยงบจัดการรวม 8,900 ล้านบาท (อ้างจากมติ ครม.ที่อนุมัติ เมื่อ 23 ธันวาคม 2568) แพงกว่า การเลือกตั้งอย่างเดียวเมื่อปี 2566 ถึง 3,000 ล้านบาท แถม ลงทะเบียนนอกเขตหลังหยุดปีใหม่แค่ 3 วัน ทำเอกสารแจก 16 ล้านเล่มแต่พิมพ์ผิดในสาระสำคัญ วันเลือกต้องแสดงบัตร หย่อนบัตรสองรอบ ไม่แสดงผลคะแนนรายเขต รายจังหวัด รู้แค่ผลรวมว่า คน 21.6 ล้านคน เห็นชอบกับการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ กระบวนการจัดทำใหม่ทั้งฉบับที่ทำได้เร็ว คือ การนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ 2-3 ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ซึ่ง ครม. ต้องเป็นฝ่ายหยิบยกเสนอต่อรัฐสภาใหม่ ภายใน 60 วันนับแต่การประชุมครั้งแรกของรัฐสภาชุดใหม่

สมชัย ศรีสุทธิยากร

13 พฤษภาคม 2569 คือ วันครบ 60 วัน ซึ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแล้วว่า จะปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทำมาเป็นปีตกไป แล้วค่อยไปนับหนึ่งใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป Cr. ภาพ : The Standard”

หลังจากโพสต์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นงบประมาณและความคุ้มค่าของการทำประชามติกันอย่างกว้างขวาง เช่น

“เอาผิดกับใคร ได้บ้าง ครับ”

“เขาแค่อยากประชามติ​ ให้​ กกต.มีงานทำ”

“นี้ละเขาเรียกว่าไม่ยอมรับบอกให้ทำประชามติเองไม่ยอมรับเสียงประชาชน”

“20 ล้านเสียง+พลัสไม่มีความหมายเลย”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  แลนด์บริดจ์ “ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก”

ปัญหาไม่ใช่แลนด์บริดจ์โดยตัวมันเอง แต่คือโมเดลผลประโยชน์ ไทยจะเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ หรือเป็นเพียงทางผ่านในยุทธศาสตร์ของคนอื่น

เรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมากในสังคมไทย แต่อัษฎางค์ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย สาเหตุก็เพราะผมยังไม่แน่ใจว่า จะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะยังไม่ตกผลึกว่ามันดีมากกว่าเสียแค่ไหน

เพราะฉะนั้นก่อนอ่านบรรทัดต่อไป และป้องกันดราม่า ขอเกริ่นย้ำว่า จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า เห็นด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คิดได้คือ สังคมไทยพูดเรื่องคอคอดกระหรือคลองไทยกันมานานมากๆ ตั้งแต่ผมจำความได้ก็ได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดชีวิต

โดยเฉพาะสมัยก่อนจะมีคำครหาที่ว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง”

เพราะผลประโยชน์ที่ไทยจะได้นั้นมหาศาล และผู้เสียผลประโยชน์คือสิงคโปร์

แต่พอมาถึงวันนี้ในยุครัฐบาลอนุทินสั่งเดินหน้าและมีท่าทางว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว สังคมไทยกระหน่ำกันด้วยความไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ถ้าย้อนไปกับคำครหาว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง” ก็แปลว่า สิงคโปร์คงต้องจ่ายหนักมากและทุกคนที่ออกมาไม่เห็นด้วยนั้นรับเงินสิงคโปร์มาแน่

แต่อีกมุมหนึ่งคือ นี่อาจเป็นคำเฉลยของคำครหานั้น ว่ามีการรับและจ่ายเงินเรื่องนี้หรือไม่

และถ้าสมมติว่า สิงคโปร์เคยจ่ายเงินปิดปากจริงๆ วันนี้สิงคโปร์คงพูดว่า รู้แบบนี้ตูไม่น่าเสียเงินค่าปิดปากเลย เพราะวันนี้คนไทยเถียงกันเองและต่อต้านกันเองแล้ว

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาหรือจุดเสี่ยงก็คือ

1. จุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุนของแลนด์บริดจ์เป็นคำถามใหญ่ที่สุดข้อหนึ่ง เพราะเป็นเมกะโปรเจกต์ระดับเกือบล้านล้านบาท ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สร้างได้หรือไม่” แต่ต้องถามว่า “สร้างแล้วจะมีปริมาณสินค้าเพียงพอให้คุ้มทุนจริงหรือไม่”

ถ้าแลนด์บริดจ์จะคุ้ม ต้องมีเรือและตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากพอที่จะยอมเปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบมะละกา มาใช้ระบบยกตู้ขึ้นฝั่ง ขนข้ามคาบสมุทร แล้วขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า เจ้าของสินค้าและสายเรือต้องเห็นว่าคุ้มกว่า ทั้งในแง่เวลา ต้นทุน ความแน่นอน และความเสี่ยง

ปัญหาคือ การประหยัดเวลาเพียงไม่กี่วันอาจไม่พอจะชดเชยต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่ายกตู้ ค่าขนส่งทางรางหรือรถ ค่ารอเรืออีกฝั่ง ค่าบริหารคลังสินค้า ค่าประกัน และความเสี่ยงจากความ

ล่าช้า หากปริมาณตู้สินค้าไม่มากพอ รายได้จากค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าขนส่งก็อาจไม่พอเลี้ยงต้นทุนโครงการ

ดังนั้น คำถามเชิงธุรกิจว่า “ใครจะยอมใช้จริง ใช้มากแค่ไหน ใช้ต่อเนื่องกี่ปี และใช้ในราคาที่ทำให้ไทยคุ้มทุนหรือไม่”

2. โมเดลแลนด์บริดจ์แบบ “ขนคอนเทนเนอร์ข้ามคาบสมุทรแทนช่องแคบมะละกา” นั้นมีจุดอ่อนหนักมาก

โมเดลแลนด์บริดจ์ต้องยกตู้ลงเรือ ขึ้นราง/รถ ลงอีกฝั่ง แล้วขึ้นเรือใหม่ ซึ่งเพิ่ม handling cost, เวลา, ความเสี่ยงดีเลย์ และต้องใช้เรือสองฝั่ง ไม่เหมือนเรือลำเดียวผ่านมะละกา นี่คือจุดอ่อนเชิงโลจิสติกส์จริง ไม่ใช่แค่การเมือง โครงการของรัฐเองก็ระบุรูปแบบเป็นท่าเรือชุมพร–ระนอง เชื่อมด้วยถนน/รางและระบบขนถ่ายสินค้า ไม่ใช่คลองที่เรือแล่นผ่านเองได้

3. อีกเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ได้หมายถึงแค่ท่าเรือสองฝั่ง แต่หมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งท่าเรือน้ำลึก ถนน ราง พื้นที่ขนถ่ายสินค้า คลังสินค้า เขตอุตสาหกรรม และระบบบริการต่อเนื่อง

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่จุดก่อสร้าง แต่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ทั้งประมงพื้นบ้าน พื้นที่เกษตร ที่อยู่อาศัย การเวนคืนที่ดิน ราคาที่ดินที่เปลี่ยนไป การย้ายถิ่นของแรงงาน และความกังวลว่าคนท้องถิ่นจะได้ประโยชน์จริงหรือถูกผลักออกจากพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของตัวเอง

ด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ป่าชายเลน แหล่งประมง และระบบนิเวศที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยว หากออกแบบไม่ดี สิ่งที่เสียไปอาจไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่รวมถึงเศรษฐกิจฐานเดิมของชุมชน เช่น ประมง ท่องเที่ยว และทรัพยากรชายฝั่งที่เลี้ยงคนในพื้นที่มานาน

เพราะฉะนั้น โครงการระดับนี้จะอ้างแค่ “ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระดับชาติ” ไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า คนในพื้นที่ได้อะไร เสียอะไร ใครรับภาระ ใครได้กำไร และมีกลไกป้องกันไม่ให้ชุมชนกลายเป็นผู้เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของคนที่อยู่นอกพื้นที่หรือไม่

4. ส่วนปัญหาความมั่นคงหรือเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ผมไม่ค่อยกังวลมากนัก ถ้าตรงนั้นเป็นเขตเหมือนสามจังหวัดชายแดนแบบนั้นค่อยน่าเป็นห่วง

ถ้ามองประวัติศาสตร์นโยบาย

มันสืบสายมาจากแนวคิด “สะพานเศรษฐกิจภาคใต้” หลายเวอร์ชัน ตั้งแต่แนวคอคอดกระ/คลองไทย ไปจนถึงแผนปากบารา–สงขลาในยุครัฐบาลก่อน ๆ เช่น ปี 2548 รัฐบาลทักษิณเห็นชอบแนวเชื่อมท่าเรือปากบารา–สงขลา และปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีมติพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล ก่อนที่แนวสตูล–สงขลาจะสะดุดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพื้นที่อุทยานธรณีโลก

ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจาก 21 ส.ค. 2561 ครม. มอบหมายให้ สศช. ศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ต่อมา 4 ก.พ. 2564 มีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดกรอบ SEC และ 20 ก.ย. 2565 ครม. เห็นชอบให้ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

แกนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประยุทธ์จึงไม่ใช่แค่ “สร้างถนนกับท่าเรือ” แต่คือการวางภาคใต้เป็นประตูโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อม SEC กับ EEC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ และทำให้ไทยเป็นจุดผ่านยุทธศาสตร์การค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เอกสารรัฐคาดหวังว่าจะเพิ่ม GDP ภาคใต้จากราว 2% เป็น 10% และสร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ซึ่งตรงนี้คือความตั้งใจดีๆ

ในประเด็นทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

“จีนจะได้ทางออกมหาสมุทรอินเดียครั้งแรก” เป็นเรื่องที่มีมิติยุทธศาสตร์จริง แต่ก็เสี่ยงทางการเมืองโลกมาก เพราะอินเดียและสหรัฐฯ จะมองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การค้า แต่เป็นโครงสร้างอิทธิพลจีนในอ่าวเบงกอล/อันดามัน

ดังนั้นข้อเสนอที่ให้ไทยถือ Golden Share และควบคุมท่าเรือเชิงพาณิชย์เท่านั้น เป็นจุดที่คิดถูก แต่จะทำจริงได้แค่ไหนต้องดูสัญญา ไม่ใช่ดูคำประกาศ

โดยหลักการ ข้อดีของไทยคือ ภูมิศาสตร์ไทยอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง 3 โลก:

1. มหาสมุทรอินเดีย / อ่าวเบงกอล / อินเดีย

2. จีนตอนใต้–จีนตอนกลาง ผ่านลาว–คุนหมิง

3. อาเซียนแผ่นดินใหญ่และอ่าวไทย

ดังนั้น ถ้าไทยทำดี เราไม่ได้เป็นแค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น gatekeeper + toll collector + logistics platform คือเก็บค่าผ่านทาง ค่าท่าเรือ ค่าคลังสินค้า ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าบริการการเงิน และดึงโรงงาน/คลัง/ศูนย์กระจายสินค้ามาตั้งในไทย

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองคล้ายกันว่า จุดแข็งของไทยคือทำให้ตัวเองเป็น hub เชื่อมภูมิภาค แต่ก็เตือนว่าโครงการแลนด์บริดจ์หรือระนองฮับจะพาไทยเข้าไปอยู่กลางการแข่งขันจีน–อินเดีย–ตะวันตก ต้องรักษาสมดุลและไม่พึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

โดย ISEAS ระบุชัดว่าแลนด์บริดจ์ทำให้ไทยอยู่กลาง strategic rivalry ระหว่างจีน อินเดีย และชาติตะวันตก และต้องระวัง over-reliance ต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง

จุดสำคัญคือ ผมคิดถึงเรื่องไทยจะเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับจีน เพราะรถไฟจีน–ลาวเปิดใช้แล้ว และไทยคาดว่าช่วงเชื่อมต่อถึงหนองคายจะเปิดได้ราวปี 2030 ซึ่งรัฐบาลไทยเองก็มองว่านี่คือโอกาสทำให้ไทยเป็น logistics hub

แต่ประโยชน์จะเกิดกับไทยมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าไทยออกแบบโครงการเป็น “ศูนย์เศรษฐกิจของไทย” หรือเป็นแค่ “ทางลำเลียงของจีน”

ถ้าเป็นแบบแรก ไทยได้อำนาจต่อรอง ได้ธุรกิจต่อเนื่อง ได้อุตสาหกรรม ได้คลังสินค้า ได้เมืองท่า ได้งานคุณภาพ

ถ้าเป็นแบบหลัง ไทยได้แค่ค่าผ่านทาง แต่แบกรับสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ความมั่นคง และแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์

ผู้เชี่ยวชาญที่ระวังโครงการจึงไม่ได้ค้านว่า “ไทยไม่ควรเป็น hub” แต่เขากังวลว่า model ของโครงการจะคุ้มจริงไหม เพราะแลนด์บริดจ์มีปัญหาเรื่องต้นทุนขนถ่าย การ reload ตู้สินค้า และการแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือเดิมผ่านมะละกา

ดังนั้น อาจจะสรุปได้ว่า

ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก

หรืออาจจะพูดว่า

“ระนองอาจเป็นประตูมหาสมุทรอินเดียของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้”

ปัญหาของแลนด์บริดจ์คือพยายามขายตัวเองเป็นทางลัดของโลก แต่โจทย์ที่สมเหตุสมผลกว่าคือทำระนองให้เป็นประตูเฉพาะทางของจีนตอนในสู่อินเดียและอ่าวเบงกอล

ซึ่งถ้าออกแบบผิด จะดีต่อจีนมากกว่าไทย กล่าวคือ จีนได้ทางออกมหาสมุทรอินเดีย ได้ลดการพึ่งช่องแคบมะละกา ได้ส่งสินค้าเข้า–ออกเร็วขึ้น ส่วนไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทางเล็กน้อย แต่แบกรับที่ดิน สิ่งแวดล้อม หนี้ และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าออกแบบถูก จะดีต่อไทยด้วย คือไทยต้องบังคับให้ระนองไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น ศูนย์มูลค่าเพิ่ม เช่น ท่าเรือไทยควบคุม, คลังสินค้า, cold chain, processing, re-export, โรงงานประกอบ/แปรรูป, บริการประกัน การเงิน ศุลกากร ซ่อมเรือ และเขตเศรษฐกิจที่คนไทยได้งานจริง

สรุปสุดท้าย

แลนด์บริดจ์ไม่ควรถูกเถียงแค่ว่า “สร้างหรือไม่สร้าง” แต่ควรถูกถามว่า ถ้าสร้างแล้ว ไทยจะได้อะไรจริง ๆ

ถ้าแลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางลัดให้สินค้าจีน ไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทาง แต่ต้องแบกรับต้นทุนสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ชุมชน และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าไทยออกแบบให้ระนองเป็นศูนย์มูลค่าเพิ่ม เป็นประตูการค้า เป็นคลังสินค้า เป็นศูนย์แปรรูป เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ไทยถือกุญแจเอง โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่โครงการถนน–ท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือยกระดับอำนาจต่อรองของไทยในภูมิภาค

ระนองเป็นประตูของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จงใจซุกหุ้น หรือ แค่เข้าใจผิด ในคดีศักดิ์สยาม กับบรรทัดฐานศาลฎีกาฯ ในคดีสมศักดิ์และคดียิ่งลักษณ์

ในโลกของกฎหมาย หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เดียวกันแท้ๆ แต่ศาลหนึ่งบอกว่า “ผิด” ขณะที่อีกศาลหนึ่งบอกว่า “ยกฟ้อง”  วันนี้เราจะมาถอดรหัสผ่านคดีประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นชัดว่า “น้ำหนักของความจริง” ในแต่ละสนามกฎหมายนั้นเข้มข้นต่างกันอย่างไร

1.คดี “ยิ่งลักษณ์ – ถวิล เปลี่ยนศรี” (ปมโยกย้ายมิชอบ) 

คดีนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการคัดกรองพยานหลักฐาน 3 ชั้น ที่มีความละเอียดต่างกัน:

ชั้นที่ 1: ศาลปกครองสูงสุด (สายตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ)

• เหตุผล (Reasoning): พิจารณาว่าการโอนย้ายเป็นไปตาม “ระบบคุณธรรม” หรือไม่ เมื่อลำดับเหตุการณ์ดูไม่สอดคล้องกับเหตุผลเชิงบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งคนอื่นแทนตำแหน่งเดิมอย่างผิดปกติ

• เกณฑ์ตัดสิน: ไม่ต้องพิสูจน์ถึงขั้นทุจริต แค่ “ใช้ดุลพินิจเบี่ยงเบน” ไม่เป็นไปตามหลักความเหมาะสม ก็ถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้ว

• บทสรุป: สั่งเพิกถอนคำสั่งโยกย้าย 

ชั้นที่ 2: ศาลรัฐธรรมนูญ (สายพิทักษ์โครงสร้างอำนาจ)

• เหตุผล (Reasoning): มองว่าการกระทำนี้เป็นการ “แทรกแซงข้าราชการประจำ” เพื่อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งขัดต่อความเป็นกลางของระบบราชการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

• เกณฑ์ตัดสิน: เน้นผลกระทบเชิงโครงสร้างและพฤติการณ์รวม (Pattern of conduct) มากกว่าการกระทำเดี่ยว ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาอาญาเชิงลึก

• บทสรุป: การกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่ง 

ชั้นที่ 3: ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(สายลงโทษบุคคล) 

• เหตุผล (Reasoning): การจะพิพากษาว่ามีความผิดอาญาและลงโทษ  ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมี “เจตนาพิเศษ” เพื่อแสวงหาประโยชน์มิชอบ แต่พยานหลักฐานที่มีเป็นเพียงพฤติการณ์แวดล้อมที่ยังคงมี “ข้อสงสัยตามสมควร”• เกณฑ์ตัดสิน: ต้อง “ปราศจากข้อสงสัย” (Beyond reasonable doubt) และต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด

• บทสรุป: ยกฟ้อง  (คดีหมายเลขดำ อม.11/2565 หมายเลขแดง อม.30/2566) 

2. คดี “สมศักดิ์ – อุดมเดช” (ปมแก้ไขที่มา ส.ว.) 

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความต่างระหว่าง “กระบวนการที่ผิด” กับ “เจตนาที่ผิดในเชิงอาญา”

บริบทจากศาลรัฐธรรมนูญ (คดีต้นทาง)

• เหตุผล (Reasoning): รับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ “สับเปลี่ยนร่าง” รัฐธรรมนูญ และกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ

• เกณฑ์ตัดสิน: ใช้มาตรฐาน “ความถูกต้องของกระบวนการ” (Procedural Constitutionality) เป็นหลัก

• บทสรุป: กระบวนการแก้ไข ขัดรัฐธรรมนูญ ❌

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

• เหตุผล (Reasoning): แม้กระบวนการจะผิดพลาด แต่พยานหลักฐานเรื่องการสับเปลี่ยนร่างยังมีความคลุมเครือ ไม่สามารถระบุเจตนาทุจริตรายบุคคลได้ชัดเจนพอที่จะลงโทษอาญาได้

• เกณฑ์ตัดสิน: ต้องพิสูจน์ “เจตนาพิเศษ” หรือความมุ่งหมายในการทุจริตอย่างชัดแจ้ง

• บทสรุป: ยกฟ้อง  (คดีหมายเลขดำ อม.1/2563 หมายเลขแดง อม.20/2565) 

สรุปภาพรวม: ตะแกรงร่อนความจริง

ศาลปกครอง / รัฐธรรมนูญ: เน้นคุ้มครอง “ระบบและโครงสร้าง” ใช้มาตรฐานการรับฟังแบบพฤติการณ์แวดล้อม (Threshold ต่ำกว่า)

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ: เน้นการ “ลงโทษบุคคล” จึงต้องใช้ข้อเท็จจริงที่ “ปราศจากข้อสงสัย” และต้องมี “เจตนาพิเศษ” ที่ชัดแจ้ง (Threshold สูงมาก)

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในสนามหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ “ความผิดอาญา” ในอีกสนามหนึ่งเสมอไป

บทวิเคราะห์ทิ้งท้าย: กรณีศึกษาปี 2568

แต่คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 นั้น ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า “ใครคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง” เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุด (Base Fact)

ดังนั้น ระหว่างการ “จงใจซุกหุ้น” กับ “เข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นต่อไปแล้ว” จะเกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกันได้หรือไม่? พึงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้วินิจฉัยครับ 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

7/5/69

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ กูรูด้านรถยนต์ชื่อดังและนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “สงสารสกลธี เพราะจากที่คุยกันกับเพื่อนฝูง เที่ยวนี้ ปชป. น่าจะได้ที่นั่ง สก. กลับคืนมาพอสมควร แม้หลายคนที่เลือกภูมิใจไทยเมื่อครั้ง สส. ก็จะกลับมาเลือก ปชป. ในสนาม กทม. แต่พอบรรดาหัวขบวนในพรรค ขยันออกมาพูดผลักมิตรไปเป็นศัตรู หลายคนเริ่มชะงักว่า “อิหยังวะ” ผมไม่ได้บอกว่าพูดไม่ได้ ค้านไม่ได้ แต่อยากจะบอกว่า ถ้าจะเป็นนักมวย มันต้องรู้จังหวะ จังหวะไหนเดินหน้า จังหวะไหนติ๊ดชึ่ง จังหวะไหนถอยเพื่อคอยตอบโต้กลับ ถ้าเล่นมันทุกดอกทุกจังหวะ ยังไม่ทันครบห้ายก ก็หอบซี่โครงบาน เซียนบนล๊อคโห่เอาเปล่าๆ เพลาๆลงบ้าง เพื่อให้ สกลธี เหนื่อยน้อยหน่อย เพื่อให้พรรคมีที่นั่งกลับคืนมา อดใจอีกไม่นาน คงไม่เฉาปากหรอกน่า……เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ เพราะผมคนนอกพรรค ผมแค่เซียนบนล๊อคเท่านั้น แต่อย่ามาด่ากันเลยนะจ๊ะ สวัสดี”

ภายหลังจากโพสต์ของ นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ถึงวัฒนธรรมการเมืองของพรรคฯ ในเชิงเห็นด้วยกับนายพัฒนเดช เช่น

“DNA ปชป. จะออกแนวนี้ มีอะไรผ่านตามา จะต้องแอคชั่นหน่อย แทนที่จะรอจังหวะ เอาเนื้อๆ ชอบที่จะโชว์เก่งทุกเรื่อง”

“จริงค่ะ เหมือนคนใหญ่ในพรรคไม่อยากเห็นคุณสกลธี ได้แสงมากนัก”

ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ

เฟซบุ๊ก ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง 

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้ง “คุณภาพการเรียนรู้” ควบคู่กับ “ความปลอดภัยของนักเรียน” พร้อมดูแลภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14–15 พฤษภาคม ขณะนี้ทุกโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบและปรับปรุงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งระบบไฟฟ้า อาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่น และบ้านพักครู เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กไทยอย่างมีความสุข

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อน 5 ภารกิจหลักด้านการศึกษา โดยเน้นแนวทาง “All for Education” เปิดรับความคิดเห็นจากครู บุคลากรทางการศึกษา และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง ลดการสั่งการจากส่วนกลาง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมนอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการจะจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “วางระบบความปลอดภัยนักเรียน” ร่วมกับ 18 หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อเชื่อมโยงระบบการดูแล ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจร

รองโฆษก ชี้แจงถึงการช่วยเหลือลดภาระผู้ปกครองว่า รัฐบาลยังเดินหน้าบรรเทาภาระ.โดยกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการ “Back To School 2026” ลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 86% ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน สินค้าไอที และบริการเสริมต่าง ๆ ผ่านห้างร้าน ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

การศึกษา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังได้มีมติปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 โดยเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถม 2,040 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถม 2,280 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 4,200 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,560 บาท รวมถึงการสนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และเงินเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม

“สิ่งที่ผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับ คือ โรงเรียนที่มีความพร้อมและปลอดภัยมากขึ้น ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว