ถอดรหัส ‘ปุ๋ยม่วง TPI’ ทางรอดเกษตรกรไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนทางการเกษตรและกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง “ปุ๋ยม่วง TPI” หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออแกนิค (TPI Growth Organic) กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางรอดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกรไทย โดยถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง และในยุคที่เทรนด์เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะมาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้น “ปุ๋ยม่วง TPI” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเกษตรกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนี้

นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เปิดเผยว่า ปุ๋ยอินทรีย์โกร ออแกนิค ทีพีไอเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากอินทรียวัตถุ เช่น เศษพืชสัตว์ ใบไม้ เศษอาหาร โดยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ได้ของเหลว สีน้ำตาลดำ ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม , แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก, ทองแดง, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม,คลอไรด์, แมงกานีส รวมทั้งสารฮิวมิค ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออร์แกนิค ทีพีไอ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่พืชสามารถดูดซึมเข้าทางใบได้โดยตรง จึงช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารและสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน

“ปุ๋ยม่วง TPI คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กรดอะมิโน สารอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชในรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ทันที จุดเด่นสำคัญของปุ๋ยสูตรนี้คือการเน้น “กระตุ้นการออกดอกและเพิ่มการติดผล” ช่วยให้พืชผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และรสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า โดยมี 3 คุณประโยชน์หลัก มัดใจเกษตรกร คือ 1.เห็นผลไว ดูดซึมเร็ว ฉีดพ่นทางใบ พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที 2.เร่งดอก ติดผลดก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพืชที่ต้องการเน้นผลผลิต เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักสวนครัว และแปลงนาข้าว และ 3.ไร้สารพิษ 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ฉีดพ่นและผู้บริโภค

“ด้วยความเป็นปุ๋ยเข้มข้นและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด TPI กำหนดอัตราส่วนการใช้งานไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดูแลพืช อย่างฉีดพ่นทางใบ จะใช้อัตราส่วนผสม ปุ๋ย 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อที่พืชจะนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที เร่งการติดดอก หากนำไปฉีดพ่นพืชที่มีใบบนมัน เช่น ใบยางพารา หรือใบบัว แนะนำให้ผสมสารจับใบร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะติด” ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างของปุ๋ยม่วง TPI ที่เหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์หมักทั่วไป คือกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง จนได้โมเลกุลขนาดเล็กที่พืชดูดซึมได้รวดเร็วทั้งทางใบและทางราก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กรดอะมิโน และสารอินทรีย์วัตถุ ช่วยกระตุ้นกระบวนการแบ่งเซลล์ เร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืช กลุ่มฮอร์โมนพืชธรรมชาติ มีสารสำคัญอย่าง ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) และ ไซโตไคนิน (Cytokinin) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการติดดอก ออกผล และลดปัญหาดอกหรือผลร่วง จุลินทรีย์มีประโยชน์และธาตุอาหารรองที่ครบถ้วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และลดการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดได้อีกด้วยเช่นกัน อย่าง พืชสวน/ไม้ผล (ทุเรียน, มะม่วง, ส้ม, ส้มโอ) ควรฉีดพ่นก่อนระยะออกดอกเพื่อสะสมอาหาร และฉีดซ้ำในช่วงเริ่มติดผล เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ผลสวย และรสชาติตีขึ้น , แปลงนาข้าว ฉีดพ่นช่วงข้าวเริ่มตั้งท้องและช่วงรวงข้าวเริ่มก้ม ช่วยเพิ่มน้ำหนักเม็ด รวงโต และลดปัญหาแกล้มหรือเมล็ดลีบ , พืชไร่ (ยางพารา, มันสำปะหลัง, อ้อย) ช่วยขยายขนาดหัวมัน เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนในยางพาราช่วยบำรุงเปลือกไม้และเพิ่มปริมาณน้ำยาง , ผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ใบเขียวสด ดอกดก สีสันสดใส และเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว

นอกเหนือจากเรื่องการเพิ่มผลผลิตแล้ว จุดเด่นที่ทำให้ปุ๋ยม่วง TPI กลายเป็นมิตรคู่ใจเกษตรกรคือ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากเป็นสูตรเข้มข้นสูง ปุ๋ยเพียง 1 ลิตร สามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้มากถึง 500-1,000 ลิตร ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 30-50% อีกทั้งยังไร้สารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคปลายทาง ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่เข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ดังนั้น การมาถึงของปุ๋ยอินทรีย์น้ำอย่าง “ปุ๋ยม่วง TPI” ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้าสู่ยุค “เกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี” อย่างแท้จริง

อธิบดีกรมการข้าว ขับเคลื่อน ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เชื่อมตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร

23 กันยายน 2569 เวลา 19:33 น.

23 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง BCG Model” โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นผู้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

การจัดงานในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามแนวทาง BCG Model พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดข้าวเฉพาะ ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต เพิ่มรายได้ไห้เกษตรกร ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตั้งแต่ตันน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว การจัดการฟางและตอชัง ข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้จุลินทรีย์ RD-1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้โดรนและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าว ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เห็นตัวอย่างเทคโนโลยีและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับแนวทาง ตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การวางแผนการผลิต การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลประโยชน์กลับคืนไปถึงพี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว สนองนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าว “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้การพัฒนาข้าวไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ทันน้ำ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ทันพันธุ์ ให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทันเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทันมาตรฐานโลก ยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ทันตลาด ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย

“ผมจึงอยากเห็นแปลงนาของเกษตรกร เป็นมากกว่าพื้นที่การผลิตข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สามารถลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการนำความรู้จากงานวิจัยออกจากห้องทดลอง ไปสู่การเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาถ่ายทอดภายในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟาง การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD การปรับระดับพื้นที่นา การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ตลอดจนการนำเครื่องจักรกล โดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เราต้องไม่มองเฉพาะเรื่องการผลิต เราต้องเปลี่ยนเป็น “ผลิตได้ ต้องขายได้ และต้องขายได้ในราคาที่เหมาะสม” ผมขอให้ทุกหน่วยงานได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร และร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และบริบทของเกษตรกร เพื่อให้สิ่งที่เราถ่ายทอดได้นำไปใช้จริงและขยายผลต่อไป และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และช่วยยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมูลค่าสูง และแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าว

สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดวิสัยทัศน์มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต

24 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดเวที “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เสริมศักยภาพบุคลากรกว่า 400 คน

วันที่ 23 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต จัดการเสวนา “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ภายใต้โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดมุมมอง เสริมสร้างองค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมบุคลากรในการรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เวลา 09.00 น. ดร.เกษทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ เป็นประธานเปิดการเสวนา โดยมีผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เลขานุการกรม ผู้อำนวยการกอง สถาบัน กลุ่ม และศูนย์ส่วนกลาง ตลอดจนข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวมประมาณ 400 คน เข้าร่วมรับฟัง

การเสวนาครั้งนี้มุ่งเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้นำและผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทโลก แนวโน้ม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้บุคลากรกรมส่งเสริมการเรียนรู้สามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดด้านภาวะผู้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” และ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

สำหรับเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอธิริศร์ เตชะสินนิวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ นางพุทธิพร แสงสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกรว์ฟ็อกซ์ จำกัด และ นพ.รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮักษา เมดิคอล กรุป จำกัด ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดจากการทำงานจริงในประเด็นภาวะผู้นำ การบริหารองค์กร การพัฒนาคน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมนวัตกรรม และการปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีนายวิทวัช กุยแก้ว นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถาม และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของวิทยากรทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากหลากหลายภาคส่วนสู่การประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

การเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชลจันทร์ พัทยา บีช รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งส่งเสริมให้บุคลากรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจบริบทโลกและความเปลี่ยนแปลง สามารถคิดวิเคราะห์และปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาทักษะด้านภาวะผู้นำ เพื่อนำไปสู่การร่วมกันขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีศักยภาพ มีความคล่องตัว และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ซาบีดา ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย

23 กันยายน 2569 เวลา 19:21 น.

“ซาบีดา” ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย มุ่งยกระดับพลังแห่งอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และสร้างประโยชน์กับประชาชน

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติและกล่าวเปิดงาน “Thai Cultural Night in Moscow 2026” ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก โดยมี นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก นายวาสิลี เซเรเทลี (Mr. Vasily Tsereteli) ประธานสถาบันศิลปะแห่งรัสเซีย ร่วมกล่าวต้อนรับ และมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน “Russian Seasons 2026” และการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมไทยและรัสเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและรัสเซียในปี พ.ศ. 2570

กิจกรรมสำคัญภายในงานเป็นการแสดงพลังแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรี โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้นำวงดนตรีไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Music Ensemble) ร่วมถ่ายทอดความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรมไทยร่วมกับศิลปินชั้นนำของรัสเซีย ได้แก่ นายอีกอร์ บุตแมน (Mr. Igor Butman) ศิลปินแห่งชาติสหพันธรัฐรัสเซีย และวง Quartet ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมไทยให้แก่ผู้แทนระดับสูงและชาวรัสเซียได้อย่างน่าประทับใจ

การเข้าร่วมงานครั้งนี้นางสาวซาบีดา ห่มสไบ สวมชุดไทยศิวาลัย สีชมพูสวยงาม ปวดสายตาชาวรัสเซียที่มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยม และยังเป็นโอกาสสำคัญยิ่งต่อการเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสในระดับสากลให้แก่ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม และบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในการขยายตลาดผลงานและแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก อันเป็นการยกระดับความสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ดีให้แก่ประเทศไทย ส่งผลในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ลงทุนชาวรัสเซียให้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ประชาชนชาวไทยในระยะยาวอีกด้วย

อว. เปิดแผนย้าย อุเทนถวาย จัดที่เรียน-แล็บสำรอง อัดเงินเยียวยา นศ.-อาจารย์ ยันที่เดิมไม่ทำพาณิชย์

23 กันยายน 2569 เวลา 18:09 น.

เปิดโรดแมป อว. สางปมย้าย อุเทนถวาย จัดที่เรียน-แล็บสำรอง เยียวยา นศ.-ยันไร้แผนพาณิชย์ หลัง ยศชนัน จับเข่าคุยทุกฝ่าย ผู้บริหาร-นักศึกษา ชี้ต้องแก้ปัญหาต้นเหตุเพื่อความปลอดภัย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าคลี่คลายข้อพิพาทเรื่องการย้ายสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ได้ร่วมเปิดเผยผลประชุมหารือร่วมกับคณะผู้บริหาร มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เพื่อวางมาตรการบริหารจัดการการเรียนการสอนและแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านสถานที่เรียน

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงผลการหารือว่า เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของนักศึกษาที่เรียนทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์แต่ประสบปัญหาเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือสภาพแวดล้อมในหอพัก ทางอธิการบดีได้จัดเตรียมห้องประชุมใหญ่ของวิทยาเขตจักรพงษภูวนาถ ซึ่งปัจจุบันใช้จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกไว้รองรับนักศึกษาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โดยมอบหมายให้คณบดีทำความเข้าใจกับนักศึกษาเพื่อให้เข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติและห้องปฏิบัติการ (Lab) ในระยะสั้น กระทรวง อว. ได้นัดประชุมร่วมกับผู้บริหาร มทร. ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อจัดสรรรายละเอียดหลักสูตรให้นักศึกษาอุเทนถวายสามารถเข้าไปใช้ห้องปฏิบัติการของวิทยาเขตเครือข่ายได้ทันที

ขณะที่แผนระยะกลาง เตรียมลงพื้นที่สำรวจอาคารของกระทรวงแรงงานบริเวณใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นสถานที่เช่าจัดการเรียนการสอนในระยะเปลี่ยนผ่านภายในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจะประสานสภาวิศวกรเข้ามาร่วมตรวจสอบมาตรฐานห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์การสอนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับประกันคุณภาพทางวิชาการและสิทธิในการได้รับใบประกอบวิชาชีพของนักศึกษา

ส่วนแผนระยะยาวในการก่อสร้างวิทยาเขตแห่งใหม่ในโซนมีนบุรี-ลาดกระบัง ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการถมดินแล้ว ซึ่งกระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนและดูแลด้านงบประมาณเพื่อให้การก่อสร้างเดินหน้าจนแล้วเสร็จ

ควบคู่กับแผนด้านกายภาพ กระทรวง อว. ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาให้เงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ที่มีภาระค่าใช้จ่ายในการย้ายหอพัก พร้อมมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการศึกษา ทั้งยังเปิดทางเลือกอำนวยความสะดวกเป็นรายบุคคล หากมีนักศึกษาประสงค์ขอย้ายสถานที่เรียน หรืออาจารย์ที่มีความประสงค์ขอย้ายกรอบอัตรากำลังไปยังมหาวิทยาลัยอื่นในสังกัด อว.

นอกจากนี้ เพื่อคลายความวิตกกังวลของประชาคมอุเทนถวายและสังคมเรื่องการนำที่ดินเดิมไปแสวงหาผลกำไร จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวง อว. และตัวแทนวิทยาเขตอุเทนถวาย เพื่อเป็นหลักประกันยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า กระทรวงฯ จะติดตามความคืบหน้ารายวันอย่างใกล้ชิด และขอให้มองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและการอยู่ร่วมกันของสังคม โดยยืนยันว่าจะไม่ทำให้คุณภาพการศึกษาลดลง แต่จะเป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานวิชาการและเครื่องไม้เครื่องมือให้ดียิ่งขึ้น พร้อมดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว. ได้เข้าพูดคุยรับฟังข้อเรียกร้องจากตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายกว่า 100 คน ที่มารวมตัวเรียนออนไลน์ ณ กระทรวงฯ เป็นวันที่สาม โดยนักศึกษายืนยันเจตนารมณ์ขอใช้พื้นที่เดิมและเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยแทนการย้ายวิทยาเขต ซึ่ง รมว.อว. ได้ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้พยายามใช้มาตรการความปลอดภัยแล้วแต่ยังคงเกิดเหตุสูญเสียซ้ำซาก การย้ายสถานที่จึงเป็นความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสร้างความมั่นคงปลอดภัยในระยะยาว ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้จัดเตรียม “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์มากกว่าเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนออนไลน์แก่นักศึกษา ก่อนจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือร่วมกับฝ่ายบริหารจนได้ข้อสรุปมาตรการรองรับในช่วงบ่าย.

ยิ่งใหญ่! อาชีวะไทย–จีน ฉลองครบรอบ 10 ปี ‘ลูปัน เวิร์กช็อป’ เปิด EPIP Center รับอุตสาหกรรมอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 17:19 น.

ยิ่งใหญ่! อาชีวะไทย–จีน ฉลองครบรอบ 10 ปี ‘ลูปัน เวิร์กช็อป’ แห่งแรกของโลก ณ เทคนิคอยุธยา เปิด EPIP Center ดึง AI อัป Skill แรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมอร่ามเรืองรอง วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ดร.เมืองมนต์ เนตรหาญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ‘ครบรอบ 10 ปี การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปันประเทศไทย’ และการประชุมวิชาการประจำปีพันธมิตรการศึกษานานาชาติ EPIP ครั้งที่ 9

โอกาสนี้ นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์กรระดับนานาชาติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมพรั่ง อาทิ นางสวี่ หลาน อุปทูตฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, ศ. ดร.หลู่ จิ่งฉวน ประธานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการก่อสร้างลูปัน เวิร์กชอป, นางเครือวัลย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนคณะผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังได้รับเมตตาธรรมจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล พร้อมด้วย พระวชิโรภาส รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดศาลาปูน เดินทางเข้าร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับ ‘หลูปัน เวิร์กช็อป’ (Luban Workshop) เป็นโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระดับนานาชาติระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศต่างๆ มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันและอนาคต

ภายในงานได้มีการเปิด ศูนย์ EPIP Center พร้อมจัดการประชุมพันธมิตรการศึกษานานาชาติ EPIP ครั้งที่ 9 เพื่อเป็นเวทีนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ Digital Data, Artificial Intelligence (AI) และ Simulation (การจำลองสถานการณ์) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพระหว่างประเทศไทยและจีน ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

การจัดงานเฉลิมฉลองที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับโลก เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปันแห่งนี้ คือ ‘หลูปัน เวิร์กช็อปแห่งแรกของโลก’ ที่ก่อตั้งขึ้นและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนครบ 10 ปีเต็มในปี 2569

ปัจจุบัน โครงการหลูปัน เวิร์กช็อป ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเติบโตขยายผลไปแล้วกว่า 38 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีศูนย์ปฏิบัติการฯ ที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เป็นต้นแบบ (Model) สำคัญในการพัฒนาและถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาระดับนานาชาติมาโดยตลอด

ครบรอบ 9 ปี ‘SILPIN’ รีโพซิชันสู่แบรนด์รสชาติไทยลักชัวรี มุ่งขยายตลาดต่างประเทศ

24 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

SILPIN (ซิลพิน) แบรนด์ไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกลิ่นและรสชาติ ก้าวสู่บทใหม่ของธุรกิจในโอกาสครบรอบ 9 ปี ด้วยการประกาศปรับตำแหน่งทางการตลาดครั้งสำคัญ จาก “Flavour Experience Design House” สู่การเป็น “The World’s First Luxurious Authentic Thai Flavour Brand” หรือแบรนด์รสชาติไทยระดับหรูรายแรกของโลก พร้อมตั้งเป้าขยายตลาดต่างประเทศให้มีสัดส่วนรายได้เทียบเท่าตลาดในประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้า

นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ SILPIN กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้มุ่งเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป แต่ตั้งใจเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ด้านรสชาติและกลิ่น โดยนำเอกลักษณ์ของวัตถุดิบไทยมาถ่ายทอดผ่านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Premium Syrup, Edible Perfume และ Gastronomic Oil ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับเชฟ มิกโซโลจิสต์ บาร์เทนเดอร์ และผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม โดยนำวัตถุดิบไทย เช่น กุหลาบจุฬาลงกรณ์ ข้าวหอมมะลิ ใบมะกรูด ตะไคร้ และข้าวเหนียวมะม่วง มาผ่านกระบวนการสกัดและตีความใหม่ให้สามารถต่อยอดสู่เมนูอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ

การปรับตำแหน่งแบรนด์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ้อยคำทางการตลาด แต่เป็นการยกระดับบทบาทของ SILPIN จากผู้รับจ้างพัฒนาและผลิตสินค้าให้พันธมิตร สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาด้านรสชาติไทยที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในฐานะเจ้าของแบรนด์

ภายใต้แนวคิด “From Local Legacy to Global Gastronomy” บริษัทมุ่งยกระดับคุณค่าของอาหารไทย สมุนไพรไทย และวัตถุดิบท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกในมิติใหม่ พร้อมสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรมอาหารของโลก

ในด้านธุรกิจ SILPIN วางแผนระยะ 5 ปี โดยตั้งเป้าให้รายได้จากตลาดในประเทศและต่างประเทศมีสัดส่วน 50:50 จากปัจจุบันที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 10% ของธุรกิจทั้งหมด สะท้อนความมุ่งมั่นในการขยายตลาดสู่ระดับสากลผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในหลายประเทศ

นายปิยะกล่าวว่า การขยายตลาดต่างประเทศของ SILPIN ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการส่งออกสินค้า แต่เป็นการส่งออกคุณค่าของความเป็นไทยผ่านแนวคิด “Thai Agricultural Signature” ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมด้านกลิ่นและรสชาติ พร้อมผลักดัน Soft Power ด้านอาหารและการเกษตรของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก

ที่ผ่านมา SILPIN ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรม Thai Flavour Experience Design Event ในต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมงานสำคัญระดับนานาชาติ เช่น งานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เนเธอร์แลนด์ ครบรอบ 420 ปี และงาน Salon Gourmets ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน เพื่อทดสอบการยอมรับรสชาติไทยในเวทีโลก

อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับการบินไทยและเดอะแบมบูบาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในการพัฒนาเครื่องดื่ม “Oriental Dawn” หรือ “กลิ่นหวานใจ” รวมถึงการต่อยอดขนมไทยดั้งเดิมอย่าง “ลูกชุบ” ภายใต้ชื่อ “Look Jub TG” สำหรับให้บริการผู้โดยสารชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งของการบินไทย ซึ่งถือเป็นช่องทางสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์รสชาติไทยสู่ผู้โดยสารจากทั่วโลก

เพื่อประกาศบทบาทใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ SILPIN ได้จัดงาน “Gastronomy Experience Design” ภายใต้แนวคิด “From Local Legacy to Global Gastronomy” ณ เดอะแบมบูบาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ทั้ง 3 กลุ่ม พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัชกาลที่ 5 ตลอดจนเวทีเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรม Gastronomy และบทบาทของรสชาติไทยในตลาดโลก

การเลือกสถานที่จัดงานซึ่งมีภาพลักษณ์หรูหราและเป็นที่รู้จักในระดับสากล สอดคล้องกับทิศทางการวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ของ SILPIN ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นแบรนด์รสชาติไทยระดับพรีเมียมสำหรับกลุ่มลูกค้าโรงแรม ร้านอาหารระดับมิชลิน และธุรกิจไลฟ์สไตล์หรู

ในระยะยาว SILPIN ยังคงเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยผ่านนวัตกรรมด้านกลิ่นและรสชาติ พร้อมผลักดันให้วัตถุดิบไทยก้าวสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมูลค่าสูง และร่วมสร้างนิยามใหม่ของ “เฟลเวอร์ไทย” ให้ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับสากลอย่างยั่งยืน

กต.ร่วมกับสถานทูตแอฟริกา จัดงาน ‘THE COLOURS OF AFRICA 2026’ เปิดมุมมองใหม่สู่แอฟริกา ผ่านวัฒนธรรม

24 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศแอฟริกาประจำประเทศไทย เตรียมจัดงาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” ในวันที่ 28 กันยายน 2569 ณ Parkside Hall ชั้น G ศูนย์การค้าดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนชาวไทยได้สัมผัสสีสัน ความหลากหลาย และเสน่ห์ของทวีปแอฟริกาในมิติที่กว้างกว่าที่เคย ทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประชาชน และศักยภาพทางเศรษฐกิจ

งาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” มุ่งนำเสนอภาพของแอฟริกาในมุมมองใหม่ ในฐานะทวีปที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทรัพยากร ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ภายในงานผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสเรื่องราวจากประเทศต่าง ๆ ผ่านบูธของสถานเอกอัครราชทูตประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งจะนำเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และข้อมูลที่น่าสนใจของแต่ละประเทศ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากไทยและแอฟริกา ถ่ายทอดความงดงามและความหลากหลายผ่านดนตรี การแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน พร้อมด้วยกิจกรรมสำคัญคือการแข่งขัน Public Speaking สำหรับเยาวชน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงทักษะด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองที่มีต่อแอฟริกา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน พบกับการเสวนาทางธุรกิจ “แอฟริกา – กลัวทำไมไปมาแล้ว”

ซึ่งจะถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เคยทำงานและดำเนินธุรกิจในแอฟริกาพร้อมเปิดมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของตลาด โอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนแนวทางการเริ่มต้นทำธุรกิจในภูมิภาคที่ยังมีโอกาสรอการค้นพบอีกมาก

นอกจากนี้ยังมีช่วงสนทนาพิเศษ “คุยกับมาดามเหมืองทอง – จากไทยสู่กานา: ชีวิตจริงในแอฟริกาที่คุณอาจไม่เคยรู้ โดยคุณ Jeffy หรือ “มาดามเหมืองทอง” ที่จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตจริงในกานา ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน วิถีชีวิต และแง่มุมของแอฟริกาที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้จัก

งาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” จึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งสีสันและวัฒนธรรม แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างประชาชน เยาวชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันเปิดมุมมองใหม่และค้นพบศักยภาพของแอฟริกา ทวีปที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความหลากหลาย และโอกาสแห่งอนาคต

ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน เยาวชน และผู้สนใจร่วมเปิดประสบการณ์และทำความรู้จักแอฟริกาให้มากกว่าที่เคย ในงาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ Parkside Hall ชั้น G ศูนย์การค้าดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

เลสิค คืออะไร? รู้จักการทำเลสิค ข้อดี ข้อจำกัด และการเตรียมตัว

24 กันยายน 2569 เวลา 12:15 น.

เลสิค ทางเลือกแก้ไขสายตาที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการรักษา

การต้องใส่แว่นทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับบางคน แต่สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย เดินทางบ่อย หรือทำงานที่ต้องสวมแว่นเป็นเวลานาน ความไม่สะดวกเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นซ้ำทุกวัน จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนเริ่มสนใจการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์

เลสิค (LASIK) เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยเป็นการปรับรูปร่างของกระจกตาเพื่อเปลี่ยนการหักเหของแสง แต่ก่อนตัดสินใจทำ ควรรู้ก่อนว่าการรักษาเหมาะกับดวงตาของตัวเองหรือไม่ และมีเรื่องใดที่ต้องเตรียมพร้อม

เลสิคช่วยแก้ปัญหาสายตาได้อย่างไร?

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดคือแสงไม่สามารถโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้พอดี การทำเลสิคจึงมุ่งปรับรูปร่างของกระจกตา ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการหักเหแสง

แพทย์จะใช้ข้อมูลจากการตรวจตาเพื่อกำหนดบริเวณที่ต้องปรับแก้ จากนั้นใช้เลเซอร์ปรับกระจกตาให้มีรูปร่างเหมาะสมกับค่าสายตา เป้าหมายคือทำให้การโฟกัสของแสงดีขึ้นและช่วยลดความจำเป็นในการใช้แว่นหรือคอนแทคเลนส์

คนสายตาสั้นทุกคนทำเลสิคได้หรือไม่?

คำตอบคือไม่เสมอไป แม้จะมีค่าสายตาที่อยู่ในช่วงที่อาจรักษาได้ แต่ยังต้องดูสภาพดวงตาประกอบด้วย

ก่อนทำเลสิค แพทย์จะประเมินหลายเรื่อง เช่น ความคงที่ของค่าสายตา ความหนาและรูปร่างของกระจกตา สุขภาพของพื้นผิวดวงตา และภาวะตาแห้ง หากพบปัจจัยบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนการรักษาหรือพิจารณาวิธีอื่น

ด้วยเหตุนี้ การตรวจประเมินก่อนทำจึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ทราบว่าดวงตาของเรามีข้อจำกัดอะไรบ้างก่อนเข้าสู่การรักษา

ก่อนทำเลสิคต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ก่อนทำเลสิค ควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งก่อนตรวจและก่อนเข้ารับการรักษา โดยมีสิ่งที่ควรทำดังนี้

  • ตรวจสุขภาพตา เพื่อประเมินค่าสายตา ความหนาและรูปร่างของกระจกตา รวมถึงสุขภาพดวงตาโดยรวม
  • งดใส่คอนแทคเลนส์ ตามระยะเวลาที่จักษุแพทย์กำหนด เพื่อให้การตรวจค่าสายตาและกระจกตามีความแม่นยำมากขึ้น
  • แจ้งประวัติสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ การแพ้ยา โรคตา หรือประวัติการผ่าตัดดวงตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะคืนก่อนเข้ารับการรักษา และแจ้งแพทย์หากมีอาการเจ็บป่วยหรือความผิดปกติของดวงตา
  • งดแต่งหน้ารอบดวงตา ในวันทำเลสิค และดูแลบริเวณรอบดวงตาให้สะอาด
  • เตรียมคนพากลับบ้าน เพราะหลังทำการมองเห็นอาจยังไม่ชัดเต็มที่ จึงไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง
  • เตรียมแว่นกันแดด สำหรับใช้หลังทำ หากมีอาการไวต่อแสงหรือรู้สึกไม่สบายตา
  • วางแผนช่วงพักฟื้น โดยสอบถามแพทย์ว่าควรงดออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตานานเท่าใด
  • พูดคุยเรื่องผลลัพธ์และความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจข้อจำกัด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และผลที่คาดหวังก่อนตัดสินใจ

วิธีดูแลดวงตาหลังเลสิค

หลังทำเลสิค ดวงตาต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวและปรับตัว จึงควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ โดยมีข้อควรระวังที่ควรรู้ดังนี้

  • ห้ามขยี้ตา แม้จะรู้สึกคันหรือระคายเคือง เพราะอาจทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองหรือกระทบต่อการฟื้นตัวของกระจกตา
  • ใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยา เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเปลี่ยนชนิดของยาด้วยตัวเอง
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตา โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังทำ ควรระมัดระวังขณะล้างหน้าและอาบน้ำ
  • พักสายตาเมื่อรู้สึกล้าหรือไม่สบายตา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน
  • สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง หากรู้สึกไวต่อแสง เพื่อช่วยลดความไม่สบายตาจากแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น กีฬาปะทะหรือกิจกรรมที่อาจทำให้บริเวณดวงตาได้รับแรงกระแทก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • งดว่ายน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • มาตรวจติดตามตามนัด เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินการฟื้นตัวของดวงตาและตรวจดูการมองเห็นหลังทำ
  • สังเกตความผิดปกติของดวงตา หากมีอาการปวดตามาก การมองเห็นลดลงอย่างชัดเจน ตาแดงมาก หรือมีอาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ควรติดต่อจักษุแพทย์โดยเร็ว

การดูแลหลังทำเลสิคอาจแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้และสภาพดวงตาของแต่ละคน จึงควรยึดคำแนะนำจากจักษุแพทย์ที่ดูแลเป็นหลัก

ผลหลังทำเลสิคอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไป ผลการแก้ไขสายตาจากการทำเลสิคสามารถคงอยู่ได้เป็นเวลานาน แต่ไม่ได้หมายความว่าค่าสายตาจะคงเดิมตลอดชีวิต เพราะดวงตายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุและปัจจัยอื่น ๆ

หลังทำเลสิค ผู้เข้ารับการรักษาหลายคนสามารถลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ได้ แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับค่าสายตา สุขภาพดวงตา เทคนิคที่ใช้ และการตอบสนองต่อการรักษา

จึงไม่ควรมองการทำเลสิคว่าเป็นการทำให้สายตาปกติถาวร แต่เป็นการแก้ไขค่าสายตาในช่วงเวลาหนึ่ง หากกำลังสนใจทำเลสิค ควรพูดคุยกับจักษุแพทย์ถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของสายตาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เข้าใจข้อจำกัดของการรักษาก่อนตัดสินใจ

เลือกทำเลสิคอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง?

การเลือกทำเลสิคควรพิจารณาจากสภาพดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละคน ไม่ควรเลือกจากราคา หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยมีปัจจัยหลักที่ควรดู ได้แก่

  • ตรวจสุขภาพตาและกระจกตา เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรักษา
  • พิจารณาค่าสายตา ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง
  • ดูภาวะตาแห้งและสุขภาพตา เพราะอาจมีผลต่อการวางแผนรักษา
  • เลือกเทคนิคให้เหมาะกับตัวเอง เช่น LASIK, FemtoLASIK, PRK หรือ SMILE ซึ่งมีขั้นตอนและการพักฟื้นต่างกัน
  • ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจผลลัพธ์ที่คาดหวัง ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี

ทำเลสิคที่ไหนดี?

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตา โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีบริการตรวจประเมินและดูแลด้านการทำเลสิคโดยจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษา ทั้งนี้แนวทางการทำเลสิคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับค่าสายตา สุขภาพดวงตา และการวางแผนรักษาของแพทย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเพื่อนัดหมาย

  • Line : @samitivejchinatown
  • Tel: 02-118-7893 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

24 กันยายน 2569 เวลา 07:58 น.

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ

จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้

วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว

ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ 

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ

บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ

บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน

บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา

การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

สุขภาพดี เริ่มที่โต๊ะทำงาน

 โต๊ะทำงาน ควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก และที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันที

ทั้งนี้ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโรงพยาบาลนวเวชได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej ให้ผู้ชำนาญการเฉพาะทางดูแลคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาการ