ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีพ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ ปมผิดจริยธรรมร้ายแรงถือครองที่ดิน220 ไร่ที่นครพนมโดยไม่มีสิทธิ

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 หมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้คัดค้าน เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง

คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ 

โดยผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,660,000 บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 เรื่อยมา โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 (3) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา 55 (1) นอกจากนี้มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

     ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน เป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดินหรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง

   การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39 แปลงก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง

    พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา.

Leave a comment