‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

 “สนธิญา” ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ถอนประกันตัว “ไอซ์-รักชนก” ต่อศาลอาญา โดยพบการกระทำผิดซ้ำ ปอ.มาตรา 112  กระทบต่อพระมหากษัตริย์ กระทบประชาชนหมู่มาก

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญา นายสนธิญา สวัสดี  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ,อดีตที่ปรึกษา ปธ. กมธ.กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอถอนประกันนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ต่อศาลอาญา  ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2739/2566  โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ในฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้ศาลอาญาส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งให้ถอนประกัน

นายสนธิญา กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.28 น. นางสาวรักชนกฯ โพสต์กล่าวหาใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยจังหวะใช้ละครซีรีย์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” มาเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ในหลายประเด็น โดยตนได้รวบรวมพยานหหลักฐานแล้วได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปราม ในความผิดฐานนำเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ก่อให้ตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชน ในประการที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นความเท็จ และกระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยประชาชนพบเห็นการกระทำ สามารถกล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(8) โดยตนได้กล่าวโทษจำเลยในคดีนี้ ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับจำเลยในคดีนี้ตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามที่ประสบพบเจอเหตุการณ์มาจริง ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

ต่อมาตนได้ตรวจสอบ เงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวของนางสาวรักชนกฯ ในการปล่อยตัวนางสาวรัชนกฯ จำเลยชั่วคราว โดยศาลระบุเงื่อนไข ห้ามกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันอีก  วันนี้ตนจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อศาลอาญาเพื่อให้ศาลอาญาส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อไป

ตนขอเรียนต่อสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนว่า ความผิดที่ตนได้พบเห็นการกระทำ เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ที่บัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นการคุ้มครองพระเกียรติยศ องค์พระประมุขของประเทศในระบอบการปกครองระอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งในการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุณธรรมทางกฎหมาย มุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อมิให้บุคคลใดจวบจ้วง กระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยมีเจตนาลดทอนพระเกียรติพระองค์ท่าน ทั้งกระทำล้มล้างการปกครอง เซาะกร่อน บ่อนทำลาย พระมหากษัตริย์ หรือกระทำต่อปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์จะกระทำไม่ได้  ซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทราบเป็นอย่างดี เพราะในการเปิดประชุมสามัญครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชดำเนินในการเปิดประชุมสมัยสามัญ จำเลยเข้าร่วมประชุมจะต้องกล่าวคำปฏิญาณตน จะจงรักภักดี ต่อชาติ พระมหากษัตริย์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 

ทั้งในขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้ จำเลยมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีสามัญสำนึกมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งเห็นได้จากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยสถิติโดยตรวจสอบจากข้อมูลของศาลยุติธรรม พบว่า เป็นกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นเครือข่ายของจำเลยที่กระจายกันกระทำผิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภัยร้ายแรงของประเทศ ทั้งย่อมมีผลต่อกระทบต่อรูปแบบการปกครองเป็นอย่างอื่น โดยจำเลยได้กระทำผิดซ้ำ โดยอาฆาตแค้นพระมหากษัตริย์​ในรัชกาลปัจจุบัน อันเป็นแรงจูงใจในการกระทำหมิ่นประมาท อาฆาต มาดร้าย แม้จำเลยจะกลบเกลือนการกระทำ แต่ผู้ร้องและประชาชนรายอื่น ย่อมเก็บหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยได้ ภายในอายุความตามกฎหมาย การกระทำความผิดซ้ำของจำเลย เป็นเจตนาที่กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว  ทำให้ประชาชนหมู่มากเกิดความไม่สบายใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมของจำเลย ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม และกระทบต่อองค์พระประมุขของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง  ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย โดยตนเล็งจะยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนต่อไป

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.57 น.

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี IO โดนโจมตีคุกคาม   สั่ง กอ.รมน. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2.1 แสนบาท พร้อมลบข้อมูลละเมิดภายใน 7 วัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ นางอังคณา นีละไพจิตร และนางอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก กรณีที่โจทก์ถูกกระทำละเมิด ถูกเผยแพร่ข้อมูลโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO บนสื่อออนไลน์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่โจทก์ทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่าข้อความ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เป็นการใส่ร้ายป้ายสีใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จสร้างความแตกแยกและไม่ชอบทำให้แก่โจทก์ทั้งสองมีเนื้อหาที่กล่าวถึงการทำงานของโจทก์ทั้งสองในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงรับข้อเสนอจากบุคคลที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวหาจับผิด คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โจทก์ที่ 2 หากินบนความเดือดร้อนของผู้สูญเสียเพื่อปูทางสู่องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง

เพราะโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยรับข้อเสนอหรือต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โจทก์ที่ 1 ทำงานร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคล หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2558 ถึงปี 2562 ได้รับรางวัลแมกไซไซจากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ในปี 2562 โจทก์ที่ 2 เป็นประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหา รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน โจทก์ที่ 2 เคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างปี 2559 ถึงปี 2561 เป็นกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างเดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนสิงหาคม 2562 และเป็นกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562

โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่ามีผู้นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคาย คุกคามทางเพศ บุคคลในครอบครัวได้รับผลกระทบ ได้รับความอับอาย บุคคลทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มั่นใจในการปฏิบัติงาน เสียใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ 2 และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ผู้อ่านบทความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ที่ 2 ไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง และหวาดกลัวโจทก์ที่ 2 เมื่อโจทก์ที่ 2 ไปพบบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับให้ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม โดยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงกำหนดให้โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ตามที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง และให้ขอโทษโจทก์ทั้งสองในเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ติดต่อกัน 7 วัน นั้น 

ทั้งนี้เห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามที่โจทก์ทั้งสองขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควร เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และลบข้อความ รูปภาพ หรือบทความอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ตามที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสองให้กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการส่วนนี้ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองอีก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ หรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองนั้น

เห็นว่าการที่โจทก์ทั้งสองอ้างในทำนองว่าโจทก์ทั้งสองได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็ดี นั้น ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ และโจทก์ทั้งสองก็รับมาในอุทธรณ์ว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีการตรากฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากรัฐ หรือกำหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดมีหน้าที่ในการชำระค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว จึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองคนละ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

“วัชระพล ”เผยปัญหากุ้ง ไทย มาเลเซีย รอฝ่ายฝ่ายมาเลเซียตอบกลับอย่างเป็นทางการหลังก่อนหน้าเจรจาแก้ไขปัญหามาเลเซียควบคุมการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์คาดการณ์จะเห็นความชัดเจนพรุ่งนี้ 

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งหนังสือด่วนไปยังรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร มาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ฝ่ายไทยและมาเลเซียเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาการนำเข้ากุ้งไทย หลังมาเลเซียออกประกาศควบคุมการนำเข้ากุ้งของไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ (11 มิถุนายน) ฝ่ายไทยยังไม่ได้รับการตอบกลับมาจากทางการมาเลเซียถึงความคืบหน้าดังกล่าว แต่หลังจากได้สอบถามกับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.69) จะได้รับการตอบรับมาจากฝ่ายมาเลเซีย รวมถึงจะเห็นความชัดเจนในเรื่องการนัดหมายที่รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยกัน 

วัชระพล ขาวขำ

ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวว่า ตนเองและนายสุริยะจึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินทางไปเจรจา กับฝ่ายมาเลเซียในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เนื่องจากยังไม่ได้รับการตอบรับกลับ จากทางการมาเลเซีย แต่ได้แสดงความพร้อมหากฝ่าย มาเลเซียกำหนดวันมาแล้ว กระทรวงเกษตรก็พร้อมจะเดินทางไปเจรจาแก้ไขปัญหาดังกล่าวในทันที

วัชระพล ขาวขำ
วัชระพล ขาวขำ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มีผลตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2569 

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 มาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับโครงการ THAI AI Passport ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างกว้างขวาง โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน ภายใต้งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

บรรยากาศในเวทีเสวนามีการเปิดกว้างให้ซักถามอย่างตรงไปตรงมา โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.), ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมด้วย

และตัวแทนฝ่ายค้าน ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง ตลอดจนนักวิชาการและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การจัดเวทีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส คลายข้อสงสัยในทุกประเด็น เพื่อให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตขีดความสามารถทางดิจิทัลและที่มาของเป้าหมาย 5 ล้านคน

นายพชร ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ชี้แจงว่า ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในภาพรวมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 89 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอาเซียน โดยจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3%  รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) ให้กับประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างคนในเมืองและภูมิภาค

สำหรับเป้าหมายจำนวนผู้รับสิทธิ์ 5 ล้านคนนั้น มาจากการคำนวณฐานประชากรวัยแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจประมาณ 50 ล้านคน โดยตั้งเป้าหมายนำร่องที่ร้อยละ 10 หรือ 5 ล้านคน กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. กลุ่มบุคลากรภาครัฐ เพื่อนำ AI มาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำข้อมูลต่างๆ และ 3. ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) อายุ 15 ปีขึ้นไป

ในส่วนของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนนอกงบประมาณ หรือ กองทุน DE ซึ่งมีระเบียบรองรับอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายขั้นตอนเป็นระยะเวลาเกือบ 5 เดือน

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เจาะลึกความคุ้มค่า ทำไมรัฐต้องลงทุนซื้อ AI แทนการใช้ของฟรี?

หนึ่งในคำถามสำคัญจากภาคประชาชนคือ เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนใช้ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรีทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ตัวแทนผู้รับจ้างจากภาคเอกชนได้ชี้แจงว่า ระบบ AI แบบฟรีนั้นมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึก การจำกัดจำนวนคำถามต่อวัน และข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ทำงานจริงหรือยกระดับทักษะในระดับมืออาชีพ โครงการ THAI AI Passport จึงได้จัดเตรียม AI ในระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งปกติประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน

ระบบนี้ได้รวบรวมโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงถึง 31 โมเดล จาก 14 ค่ายชั้นนำระดับโลก มาให้บริการแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว ผู้ใช้งานจะสามารถสัมผัสกับฟีเจอร์ระดับโลก อาทิ การทำแชทเชิงลึกด้วย Claude Opus 4.8, การวิจัยข้อมูลขั้นสูงด้วย Open AI O3 และ Perplexity Sonar, การสร้างสรรค์ภาพกราฟิกด้วย Nano Banana Pro และ GPT Image 2, การตัดต่อและสร้างวิดีโอด้วย Gemini VEO 3.1 Fast, การสร้างเสียงเพลงด้วย Google Lyria 3 Pro รวมถึงการเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังมีระบบการจัดการเรียนรู้ (Learning Management System – LMS) ที่ประกอบด้วยหลักสูตรกว่า 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงกรอบการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และหลักสูตรจากเจ้าของโมเดลโดยตรง เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การเขียน Prompt สำหรับคนทำงาน ไปจนถึง AI สำหรับการตลาดและการบริการลูกค้าในระดับธุรกิจ ผู้ที่เรียนจบจะได้รับใบประกาศนียบัตร และมีการใช้ระบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและเก็บคะแนนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้งานโมเดลขั้นสูง เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว ภาครัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เคลียร์ปมความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง และนโยบาย “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น”

นายพชร ทางปลัดกระทรวงฯ ได้ยืนยันว่ากระบวนการสืบราคากลางนั้น ดำเนินการโดยสืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีประวัติการทำงานขนาดใหญ่กับภาครัฐจำนวน 8 ราย และเปิดประมูลเป็นการทั่วไปอย่างโปร่งใส สำหรับข้อกังขาเรื่องงวดงานแรกที่ถูกวิจารณ์ว่าส่งเพียงกระดาษรายงานก็ได้เงินนั้น ปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงว่า เอกชนผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว การส่งมอบงานในงวดแรกไม่ใช่แค่การส่งแผนงานแบบกระดาษ แต่ผู้รับจ้างจะต้องส่งผลการดำเนินงานเบื้องต้น ระบบต้องสามารถเปิดทดสอบได้จริงตามเงื่อนไขในเอกสารข้อกำหนด (TOR) ส่วนงบประชาสัมพันธ์ที่มีการพูดถึงป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมรวมมูลค่า 35 ล้านบาท โดยงบสำหรับป้ายโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 9 แสนบาทเท่านั้น ไม่ใช่การทุ่มงบหลายร้อยล้านตามที่เป็นข่าวลือ

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด รัฐบาลได้ปรับนโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นรูปแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay Per Actual Use) ซึ่งหมายความว่า หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานจริงจำนวนเท่าใด ภาครัฐก็จะจ่ายเงินตามจำนวนคนและระยะเวลาที่มีการใช้งานจริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ใช้งานในเดือนแรกเพียง 1 แสนคน รัฐก็จะจ่ายเงินเพียง 2.7 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการจ่ายเหมาล่วงหน้าเต็มจำนวน 1,600 กว่าล้านบาทแต่อย่างใด

เงื่อนไขนี้จะถูกนำไปเจรจากับผู้รับจ้างเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป นอกจากนี้ เพื่อรองรับการใช้งานที่อาจจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบได้รับการออกแบบทางเทคนิคให้มีความสามารถในการประมวลผล (TPS) อยู่ที่ 2,500 ถึง 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อชั่วโมง และรองรับเป้าหมาย 5 ล้านคนได้โดยไม่เกิดปัญหาระบบล่ม

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตัวแทนจากกระทรวง DE และตัวแทนผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ให้ความมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ระบบถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด การเข้าใช้งานระบบจะเริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนผ่านระบบ Thai ID เพื่อพิสูจน์สิทธิ์และป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์นำไปขายต่อ ข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานและประวัติการสนทนา (Chat log) จะถูกจัดเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

แม้ว่าการประมวลผลข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) จะต้องส่งไปยังตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศตามหลักการทำงานสากล แต่ผู้ให้บริการระดับโลกมีข้อสัญญาชัดเจนในการปกป้องข้อมูล (Data Protection Addendum) ว่าจะไม่มีการนำข้อมูล ทั้งข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์เอกสารที่ประชาชนคนไทยป้อนเข้าสู่ระบบ ไปใช้เพื่อการฝึกฝน (Train) หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัทตนเองโดยเด็ดขาด ในส่วนของการตรวจสอบจากฝั่งภาครัฐ กระทรวง DE จะมองเห็นเพียงข้อมูลสถิติในภาพรวมเท่านั้น เช่น ปริมาณการใช้งานรวม ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือจังหวัดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อนำไปประเมินผลโครงการ รัฐบาลจะไม่สามารถระบุตัวตน หรือเจาะจงเข้าไปดูข้อมูลการสนทนาส่วนตัวของประชาชนได้เลย ว่านาย A หรือนาง B พิมพ์คำถามหรือค้นหาข้อมูลใดบ้าง ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

ก้าวต่อไป และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนจากภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง ได้เสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการต่อไป โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเรียกร้องให้แก้ไขและปรับปรุงรายละเอียดในสัญญาให้รัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะล้มเลิกโครงการไปทั้งหมด ซึ่งภาครัฐก็เห็นพ้องด้วยว่าการปรับปรุงเงื่อนไขคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากล้มเลิกโครงการ โอกาสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์ของไทยอาจต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ที่ต้องการให้โครงการนี้สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประกอบการ SME ได้นำไปต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรับประกันความโปร่งใสในระยะยาว กระทรวง DE รับปากที่จะพิจารณาข้อเสนอในการจัดทำหน้าจอแสดงผลสถิติการใช้งานภาพรวมแบบเรียลไทม์ (Dashboard) เพื่อให้สาธารณชนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงการได้ตลอดเวลาว่า มีคนเข้ามาใช้งานแล้วเท่าใด และเกิดผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

รวมถึงรับข้อเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee) ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เข้ามาร่วมกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานโครงการอย่างใกล้ชิด ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อห่วงใยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อนำไปสู่การเจรจาปรับปรุงเอกสารแนบท้ายสัญญากับผู้รับจ้าง เพื่อให้โครงการ THAI AI Passport เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์สูงสุดในการนำพาคนไทยเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างภาคภูมิใจ

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 69 เวลา 13.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.กลุ่มสำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ ออกมา กล่าวอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ละเว้นไม่ดำเนินการเกี่ยวกับโพยหรือเอกสารจดหมายเลขผู้สมัครในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศทั้งปล่อยปะละเลย ให้ผู้สมัครนำข้อมูลแนะนำตังของผู้สมัคร(สว.3) เข้าไปในสถานที่เลือกระดับประเทศ  การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมการเลือก สว.ให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่าจะมีโพยฮั้ว สว.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้น  ว่า ทั้งหมดไม่ความจริง 

โดยสำนักงาน กกต.มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารข่าว ระหว่างช่วง มี.ค.-พ.ค.2568 มาแล้ว 3ครั้ง  อีกทั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษา เมื่อ 28 ม.ค.2568 ยกฟ้อง กกต. กรณีที่กลุ่ม สว.สำรองฟ้องว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วย กกต. ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังชี้แจงอีกว่า ในเรื่องร้องเรียนการเลือก สว. ในทำนองเดียวกันนี้  กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต 'คีมหนีบ' กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต “คีมหนีบ” บีบกัมพูชา เป็นแซนด์วิช ขยับลำบาก ชี้ข้อพิพาทบก-ทะเล ไทยยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า

นักวิชาการ

ภาพรวมของเกมการทูตและข้อพิพาทเชิงพื้นที่ในขณะนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา ทั้งในมิติชายแดนทางบก พื้นที่ทางทะเล และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญในภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า การเดินทางเยือนฝรั่งเศสและเวียดนามของฝ่ายไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเดินเกมแบบคีมหนีบ” เพื่อบีบพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา เนื่องจากทั้งฝรั่งเศสและเวียดนามล้วนเป็นประเทศที่กัมพูชาเคยมั่นใจว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตนเองมาอย่างยาวนาน

ฝรั่งเศสเคยเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเอกสารประวัติศาสตร์ เขตแดน รวมถึงมรดกโลก ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลต่อการเมืองกัมพูชามาตั้งแต่อดีต การที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ จึงเท่ากับเป็นการเข้าไปสร้างน้ำหนักทางการทูตในพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเชื่อว่าเป็นแต้มต่อของตนเอง

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส และไทย–เวียดนาม ในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า ฝรั่งเศสหรือเวียดนามจะยืนอยู่ข้างตนเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน มรดกโลก ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

“ไทยกำลังทำให้กัมพูชากลายเป็นแซนด์วิช ถูกประกบโดยประเทศที่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์มากกว่า ทั้งไทยและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดทางการทูตของกัมพูชาอีกต่อไป” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ในประเด็นข้อพิพาทเชิงพื้นที่ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า กัมพูชาพยายามเดินเกมทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กัน โดยทางบกต้องการผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การเจรจา JBC เพื่อเปิดช่องให้มีการพูดคุยเรื่องแนวเขตแดน แต่ไทยปฏิเสธแล้ว เพราะไม่ไว้ใจกัมพูชา ส่วนทางทะเล กัมพูชาใช้กรอบ UNCLOS เพื่อกดดันไทยในประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไทย วางแผนตั้ง 2 ชั้น ชั้นแรก คือ การชี้แจงว่ากัมพูชาลัดขั้นตอน ไม่ยอมเจรจา 2 ฝ่าย ชั้นที่ 2 คือ การไม่ดื้อแพ่ง แลเข้าสู่ขั้นตอน เพื่อประกบการเคลื่อนไหวของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ คือสามารถเชื่อมเกมทางบกและทางทะเลเข้าด้วยกันได้ กล่าวคือ เมื่อกัมพูชาเร่งเดินเกมทางทะเลและพยายามข้ามขั้นตอนการเจรจาทวิภาคี ไทยก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นในการชะลอการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก รวมถึงยังสามารถรักษามาตรการปิดด่านหรือจำกัดการเปิดด่านต่อไปได้ และคิดว่า เขาได้รับผลระทบทางเศรษฐกิจหนักมาก มิเช่นนั้นคงไม่เร่งให้เปิดด่าน

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า แม้ในเกม UNCLOS กัมพูชาจะพยายามยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กลไกประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ แต่ไทยยังมีเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้าน เพราะหลักการทั่วไปควรเริ่มจากการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศก่อน ไม่ใช่ข้ามไปสู่กลไกคนกลางทันที

นอกจากนี้ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชามีรากฐานมาตั้งแต่ก่อน UNCLOS มีผลบังคับใช้ อีกทั้งเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาขีดเข้ามาบริเวณเกาะกูด ยังถูกมองว่าเป็นการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต หรือ Overclaim ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยสามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศได้

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรายนี้ยังมองว่า หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทั้งข้อพิพาททางบก ทางทะเล การปิดด่าน เศรษฐกิจชายแดน และการทูตกับประเทศสำคัญ ไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา เพราะกัมพูชายังต้องการให้ไทยเปิดด่าน และต้องการดึงไทยกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ไทยยังสามารถใช้เวลาและเงื่อนไขความไว้วางใจเป็นเครื่องมือต่อรองได้

รศ.ดร.ดุลยภาค สรุปว่า เกมของกัมพูชาไม่ใช่เพียงการใช้กำลังตามแนวชายแดน แต่เป็นการใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งการทหาร การทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ไทยเองก็ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว แต่กำลังใช้การทูตเชิงรุก สร้างแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ และรักษาความได้เปรียบในภาพรวม

“ถ้ามองเฉพาะทางทะเล เกมอาจยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ถ้ามองทั้งภาพใหญ่ ทั้งบก ทะเล เศรษฐกิจชายแดน และการทูตระหว่างประเทศ ไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะลำบาก ตรงกันข้าม ไทยยังมีแต้มต่อมากกว่ากัมพูชา” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว 

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น – หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร – ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”
 
ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาวช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

นักวิชาการ มธ.

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้นหากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

Negative Income Tax

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

'อนุทิน' ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

“นายกฯ-รมว.กห.” ไฟเขียวลุยศึกข้อมูล เดินหน้า JIC ไทย-กัมพูชา อัดงบ 9.8 ล้าน มอบบิ๊กโก๋ นั่งผอ.ศูนย์ฯ ลุยนำทัพต่อ ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  2569 รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้หารือร่วมกันก่อนหน้านี้ถึงแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและการชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกมิติได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าศูนย์ฯ จะปฏิบัติภารกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินงาน หลายภารกิจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศในการอำนวยความสะดวกนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์

ล่าสุดทาง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของศูนย์ฯ ทั้งการนำสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลในทุกมิติ แม้งบประมาณดังกล่าวจะไม่ใช่วงเงินจำนวนมาก แต่ถือเป็นการเสริมศักยภาพการทำงานของศูนย์ฯ ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีงบประมาณรองรับโดยตรง แต่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ ภายใต้การนำของ พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติตามที่ด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยึดมั่นในข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ จะติดตาม ประเมิน และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งภายในประเทศและในระดับนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

11 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาจากตัวแทนสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยผู้ค้าจากหลายพื้นที่สำคัญ เช่น ราษฎร์บูรณะ, โบ๊เบ๊, สะพานพุทธ และศรีย่าน นำโดย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดระเบียบพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ค้ากว่า 2 แสนราย

ประธานสหพันธ์ฯ และตัวแทนต่างสะท้อนถึงปัญหาว่า ในยุคหลังๆ มานี้ กติกาการตั้งวางแผงลอยมีความเข้มงวดและปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน และมีการบ่ายเบี่ยงที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทางเท้าในส่วนที่ความกว้าง 2 – 3 เมตรตามกติกา ไม่ให้มีการตั้งแผงลอยนั้น ผู้ค้าทุกคนเข้าใจและยอมรับ แต่พื้นที่ทางเท้ามีความกว้างเพียงพอในระยะกว้าง 5 เมตร แต่ยังถูกยกเลิกการขาย ทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ คนใหม่หันมาพิจารณานโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น

ด้าน นายอนุชา กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ตนรับฟังและเข้าใจในความอัดอั้นของผู้ค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าคนใช้ทางเท้าก็ต้องการความสะดวกสบาย และความปลอดภัย โดยมองว่าการจัดระเบียบกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งที่ทำได้และจำเป็นต้องมี เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่การดำเนินการต้องตั้งอยู่บนความเห็นอกเห็นใจ และต้องมีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจรัฐไล่รื้อเพียงอย่างเดียว

“ผมเข้าใจดีว่าเมื่อคนเดินถนนต้องมาเจอสิ่งกีดขวางเขาก็ลำบาก แต่มันต้องมีทางออกที่สมดุล ระเบียบต้องมีไว้เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ แต่การแก้ไขปัญหาต้องโปร่งใส และที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของเขตด้วย” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนผู้ค้าต่างแสดงความหวังว่า หากนายอนุชาได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถนำโมเดลการบริหารที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับฐานรากกลับมาอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทั้งสะอาด เดินสบาย และเป็นมิตรกับการทำมาหากินของประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน

– 006