เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม???คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ จึงมีแต่ฝ่ายรัฐบาล

การที่รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์ริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานฯ และกำหนดกรอบการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใน 90 วัน ไม่ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ จะเป็นการซื้อเวลา ยื้อเวลาหรือหาทางลงของโครงการ หรือเหตุผลใดก็ตาม 

แต่ถ้าดูรายละเอียดจากประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133 / 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่ง ระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถ้าดูรายชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมด เป็นการแต่งตั้งตำแหน่งของหน่วยงาน หรือเป็นตัวแทนของหน่วยงานเกือบทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนคณะกรรมการ 27 ตำแหน่ง โดยแบ่งออกเป็นรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมือง8คน เป็นข้าราชการประจำ ผู้บริหารหน่วยงานทางราชการ 13 คน เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนหรือตำแหน่งองค์กรทางธุรกิจ5คน ตัวแทนจากภาคประชาชนในพื้นที่ไม่เกิน3คน  ซึ่งจะแต่งตั้ง 1 คนหรือ 2 คนก็ได้ 

ถ้าดูตัวเลขของคณะกรรมการชุดนี้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นฝ่ายการเมืองเป็นข้าราชการประจำ และเป็นตัวแทนองค์กรธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งพูดรวมๆว่า เป็นฝ่ายรัฐบาลแทบทั้งสิ้น ซึ่งรัฐบาลสามารถจะโน้มน้าวหรือคอนโทรลหรือสั่งการใดๆได้มากกว่าตัวแทนองค์กรที่เป็นอิสระ ตัวแทนคณะกรรมการชุดนี้ก็มีแต่ภาคประชาชนในพื้นที่ ที่สามารถแต่งตั้งได้ไม่เกิน3คน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยมากๆ

ถ้าหากจะให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และผลการศึกษาได้ครบถ้วนรอบด้าน ก็ควรจะมีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของกลุ่มองค์กรภาคประชาชน หรือกลุ่มนักวิชาการอิสระ เข้ามาร่วมด้วย เช่น ตัวแทนของสถาบันทีดีอาร์ไอ ตัวแทนนักวิชาการอิสระ นักวิชาการเพื่อสังคม ตัวแทนจากภาคประชาชน เอ็นจีโอ หรือกลุ่มกรีนพีซ หรือกลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม เข้ามาเป็นกรรมการด้วย เพื่อจะได้ข้อมูลจากการศึกษาครบถ้วนรอบด้าน

แต่ถ้าหากรัฐบาลยังยืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังตั้งคณะกรรมการโดยหวังผลล่วงหน้า ในลักษณะมัดมือชก ซึ่งจะไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เริ่มต้นก็ผิดพลาดและมีความโน้มแล้ว จะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเชื่อมั่นในผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ได้อย่างไร จึงฝากรัฐบาลได้ทบทวนและเปิดกว้างให้ประชาชนฝ่ายที่เห็นต่าง ได้แสดงออกหรือแสดงเหตุผลว่า จุดอ่อนหรือความเสียหายของโครงการนี้ มีด้านใดบ้าง 

จึงไม่อยากให้ผลการศึกษาเป็นในลักษณะเสนอแต่ด้านบวก โดยไม่คำนึงถึงข้อมูลด้านลบเลย จึงฝากไปยังรัฐบาลและคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อโปรดพิจารณา

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน ‘ปชน.’ปูดดอดส่งนอมินี กว้านซื้อที่ดินตุน500ไร่

รมว.คลังเดินหน้าศึกษา“แลนด์บริดจ์”นำผลศึกษาเดิมอัปเดตเพิ่มเติมใหม่ ประเมินผลกระทบรอบด้าน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เสียงสะท้อนชุมชน ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย ด้าน “EnLaw” เปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน ถึง 30 มิถุนายน ล่าสุด เฉียด 8 หมื่นชื่อ ขณะที่ “พิพัฒน์” เผยการศึกษาจะเพิ่มกรณีสู้รบตะวันออกกลางเข้าไปด้วย ถ้าศึกษาออกมาเวิร์ก ดันเริ่มก่อสร้างปี 2573

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)ว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัจจุบันโครงการยังมีความไม่ชัดเจนในสังคม และต้องการให้เข้ามาช่วยศึกษาโดยมองผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจในภาพกว้าง ประกอบกับโครงสร้างการบริหารงาน ดร.เอกนิติ ในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการและเลขานุการของบอร์ดชุดนี้ การเข้ามาเป็นประธานจึงถือเป็นการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกันอย่างตรงจุด

‘เอกนิติ’ลั่นศึกษารอบคอบ-โปร่งใส

เมื่อถามว่า ในแวดวงการเมืองมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การตั้งกรรมการชุดนี้อาจเป็นเพียงลีลาทางการเมืองเพื่อสร้างผลการศึกษาฉบับที่ 4 เพื่อซื้อเวลา ดร.เอกนิติ ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากรอบเวลา 90 วันที่นายกฯ กำหนดให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำผลการศึกษาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ภารกิจหลักคือการนำผลการศึกษาเดิมที่มีอยู่แล้วถึง 3 ฉบับ มาประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในมิติต่างๆ อย่างละเอียด โจทย์สำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนผลการศึกษา คือระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาหลายปี ทำให้สมมุติฐานเดิมอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปรเรื่อง สงครามและการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบต่างๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเข้ามาเป็นสมมุติฐานในการวิเคราะห์ ดังนั้นการประเมินครั้งใหม่จึงต้องดึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันเข้ามาคำนวณ เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง คณะกรรมการฯจะต้องพิจารณาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างรอบคอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้มารับผิดชอบโครงการระดับชาติ แม้มีเวลาจำกัด ก็จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย

EnLawเปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) จัดกิจกรรม STOP SEC ACT. & LANDBRIDGE หยุดกฎหมายพิเศษ เพื่อคนพิเศษ ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงชื่อคัดค้าน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ซึ่งมีเป้าหมายให้ได้ 50,000 รายชื่อ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 เพื่อนำไปประกอบเอกสารยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด วันที่ 6 พ.ค. 2569 เวลา 17.40 น. มีผู้ลงชื่อแล้วจำนวน 79,592 รายชื่อ

น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) กล่าวว่า เตรียมนำรายชื่อของผู้ที่ร่วมลงชื่อคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ไปประกอบในการยื่นเอกสาร และข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังมีคนทั่วประเทศ ซึ่งจะเปิดให้ลงชื่อถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 คาดว่าน่าจะทะลุเกินแสนรายชื่อ

พิพัฒน์ย้ำศึกษารอบด้าน-ทันเหตุปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมแลนด์บริดจ์นั้นเนื่องจากผลศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำไว้ใช้ข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้อาจไม่ตอบโจทย์รอบด้าน เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่และยังมีประเด็นที่ประเทศอินโดนีเซีย อาจเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็นความเป็นไปได้ใหม่ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย รวมถึงความครอบคลุมในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน นายกฯจึงมีคำสั่งให้ทำการศึกษาแบบครบวงจร เช่น การเชื่อมโยงรถไฟทางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น

พัฒนาเชื่อมโยง4จว.ใต้เข้าด้วยกัน

รมว.คมนาคม เปิดเผยอีกว่า การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ “หลังท่าเรือ” เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่

คุ้มค่า-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมลุยทันที

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษาที่คณะกรรมการฯที่มี รมว.คลัง เป็นประธาน ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รวมถึงการดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ. SEC พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอพื้นที่ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์เดิม เกี่ยวเนื่องกับ 2 จังหวัด คือ ระนอง-ชุมพร แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น “ชิ้นเดียวกัน”ตัวร่างพ.ร.บ.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม

ต้องมีถนน-รางรถไฟ-ท่อส่งน้ำมัน

ในส่วนรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่งโครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน(Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการเชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนองแนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล

ถ้าทุกอย่างพร้อมลุยก่อสร้างปี2573

สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน หลังจากใช้เวลาศึกษาเชิงลึก 90 วัน และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องร่างพ.ร.บ. SEC ต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ไปพร้อมๆ กัน โดยยังคงเหลือประเด็นเรื่องกองทุนที่ต้องพิจารณา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่ากระบวนการเตรียมการจะแล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้และอาจเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้ในช่วงปี 2573

‘นราพัฒน์’แนะรัฐบาลคิดรอบด้าน

ด้าน นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” ว่า เป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าควรสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจโดยย้ำว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลที่สงบสวยงาม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก จึงต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นโดยไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นแนวคิดเชื่อมเส้นทางขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงลดพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้หลักการจะดูเป็นประโยชน์ แต่ยังมีคำถามสำคัญถึงความคุ้มค่าในการลงทุนว่า จะดึงดูดการใช้งานได้มากน้อยเพียงใดและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะคุ้มกับเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่

ครม.เงาปชน.เกาะติดแลนด์บริดจ์

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เป็นโครงการที่เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง โดย ครม.เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

หวั่นเสียหายซ้ำรอยโครงการ EEC

ขณะที่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่า มีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้นที่เราควรร่วมพิจารณา ชั้นแรกเรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจารณาซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ

เย้ยอย่าแค่ขายฝันกับคนภาคใต้

ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้พ.ร.บ. SEC วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว

แฉใช้นอมินีซื้อที่ดินแล้ว500ไร่

น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่า รัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูหน้าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้นต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

นายกฯ ย้ำตอนนี้ไทยไม่มี MOU44 แล้ว จากนี้ไทย-เขมรอยู่ใต้กฎเดียวกัน ยังมีเวลาถกกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ โดยกต.รับผิดชอบอยู่

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กประกาศดำเนินตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-เขมร ถือเป็นทิศทางที่ดีหรือไม่ว่า อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์ เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ตอนนี้ไทยไม่ได้มี MOU44 แล้ว หลังจากนี้จะคุยอะไรกัน ต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาต้องมาหารือกัน กระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานความคืบหน้าหลังวันที่ 5 พฤษภาคม คณะรัฐมนตรีไทยมีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่า ด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU44 โดยขแมร์ไทม์สรายงานว่า กัมพูชาจะดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS หลังไทยละเมิดข้อตกลงทวิภาคีปี 2544 ฝ่ายเดียว ในการหาทางออกให้กับข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย

ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งการมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยตัดสินใจถอนตัวออกจาก MOU เพียงฝ่ายเดียว และเขมรให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคี ตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาตลอดในการแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน การถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวของไทย เท่ากับเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ

“ไทยทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปพึ่ง UNCLOS โดยเฉพาะกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ทับซ้อนกัน”นายกฯเขมรกล่าว

ด้าน พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือเปิดเผยว่า ภายหลังการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการควบคุมพื้นที่และการปิดจุดผ่านแดนบางพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.521 บ้านแหลม ตรวจพบกระสอบต้องสงสัย 7 ใบ ริมคลองด่าน พื้นที่ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายในบรรจุตาชั่ง 10 เครื่อง เครื่องสำอาง 183 ชิ้น เสื้อผ้า 106 ชุด และสมุนไพร 13 ถุง จึงทำการตรวจยึดและประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.525 บ้านสวนส้ม ตรวจพบชายต้องสงสัยลอบขนสัมภาระตามแนวชายป่าในต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยผู้ต้องสงสัยหนีไปได้ ตรวจสอบพบเป็นบุหรี่ต่างประเทศ 100 คอตตอน หรือ 1,000 ซอง จึงตรวจยึดส่งมอบให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุกสภาฯยื่นหนังสือ รมช.มหาดไทย แสดงจุดยืนกรณีถูก สส.พรรคประชาชน พาดพิงเสพ-ค้ายานรก ขณะที่“ภัณฑิล” ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ส่วนสภาฯฉลุย 436 เสียง เห็นชอบ“นพดล”นั่งเลขาฯ กฤษฎีกา ด้าน “ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.ลุยท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อแสดงจุดยืนหลังจากถูกนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายในสภาฯ พาดพิงว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้เสพและค้ายาเสพติด

โดยชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ แถลงจุดยืนและบทสรุปต่อกรณีดังกล่าว โดยสรุปคือ 1.รับคำขอโทษด้วยความยินดี และขอบคุณที่ สส.ตระหนักถึงความผิดและกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในระบอบประชาธิปไตย 2.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ผู้ทรงเกียรติในสภาทุกท่าน ว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง และให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่จริง 3.แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจแก่สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยืนหยัดเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ด้านนายพลพีร์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ และได้ทำงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญในฐานะ รมช.มหาดไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทย ก็รับไม่ได้กับกรณีดังกล่าว การออกแถลงการณ์ขอโทษนั้นก็ต้องรอดูว่าจะมีบทลงโทษออกมาเช่นไร แต่เรายืนหยัดและสนับสนุนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในทุกมิติ

ขณะที่ นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม หารือต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ตั้งกรรมการสอบมาตรฐานทางจริยธรรมกับ สส.ที่อภิปรายพาดพิงและกล่าวหาเหมารวมยกเข่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเสพยาและเป็นผู้ค้ายาเสพติด ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัดเดือดร้อนเพราะถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน นายภัณฑิล ชี้แจงกรณีอภิปรายในสภาฯ ประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วทำให้ชาวคลองเตยไม่สบายใจกับเนื้อหา ว่าต้องขอโทษพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่าน ที่พาดพิง หรือเหมารวม ทำให้ชุมชนต่างๆไม่สบายใจในประเด็นนี้ ตนน้อมรับผิดและจะนำไปปรับปรุง เป็นบทเรียนในการสื่อสารในอนาคต ว่าไม่ควรเหมารวมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ชุมชน หรือองค์กรใด

“ในฐานะผู้แทนราษฎรเขตคลองเตย นี่คือส่วนหนึ่งจาก inbox ข้อร้องเรียนเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น คือ Facebook Messenger ที่มีเข้ามาแจ้งปัญหาเกี่ยวกับประเด็นยาเสพติดในเขตคลองเตย หากผมนิ่งนอนใจและไม่สะท้อนปัญหาข้อร้องเรียนเหล่านี้ ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ไว้ใจแจ้งปัญหาเหล่านี้กับผมเช่นกัน หากพูดเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย คือ ยาเสพติดในคลองเตยนั้นมี หาได้ง่าย ผู้คนได้รับผลกระทบ นั่นเป็นเรื่องจริง มีข้อร้องเรียนจริง มีผู้เดือดร้อนจริง แต่ผิดที่การสื่อสาร ที่ผมไปเหมารวมคลองเตย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า เนื้อหาในการอภิปรายยาว 7 นาที ไล่เลียงว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ตนไม่พูดเพียงแต่คลองเตย ในเขตวัฒนาก็พูด ผับที่เอกมัย ถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ คนมั่วสุม ยาเสพติดในทองหล่อ ก็พูด แต่ด้วยข้อจำกัดที่จะตัดคลิปมาไม่สามารถนำคลิป 7 นาที มาโพสต์ได้ ทางทีมงานจึงเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีน้ำหนักชัดเจน ทั้งหมดทั้งมวล ในเนื้อหาอภิปราย ไม่มีเจตนาด้อยค่าคนคลองเตยแม้แต่นิดเดียว

ส่วนการประชุมสภาฯได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมา ครม.มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แทนตำแหน่งที่ว่าง จึงขอให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนถัดไป

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ไม่ติดใจอะไร แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม คือตกลงแล้วสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถนั่งเป็นประธานในหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่ และถ้าได้ สมควรหรือไม่เพราะเหตุใด แบบใด

“เกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไร ที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภา มีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่างๆ ได้แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ นายปกรณ์กล่าวว่า ตามมาตรา 63 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่าข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริงๆ มีกรรมการ

2 ลักษณะ คือ 1.กรรมการไม่อิสระ และ 2.กรรมการอิสระ โดยกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล การตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขอแยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมาก ว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว จะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ขอเรียนว่าจริงๆ ข้าราชการไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องนี้บ่อย ซึ่งตรงไปตรงมาในแบบของตน

จากนั้นมีการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดล เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ ซึ่งผลปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบ 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน

อีกด้านหนึ่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ได้ยื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ หากถามว่าเสียดายหรือไม่ เป็นความรู้สึก 2 อย่าง คือก็เสียดาย แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กำลังเปิดสำหรับโอกาสของคน กทม.ซึ่งพรรคประชาชน ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงการที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทนตน ว่าคงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เราพูดคุยประสานงานกันตลอดอยู่แล้ว แม้ตนจะออกจากสภาฯ แต่การทำงานจะดำเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ และหากไม่มีปัญหาหรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตน แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักษณอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เมื่อคดียังไม่ชัดเจนว่าผลจะออกมาอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร ตนจึงเสนอตัว แต่การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น ต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ว่าการแข่งขันในสนามนี้มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของคน กทม.มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนลง เพื่อนำเสนอวาระทางเลือก เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนำเสนอ ว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหน จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน กทม.ได้อย่างไรบ้าง

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

●●…รับประทานเอร็ดอร่อย จนคนดูน้ำลายไหล เมื่อเห็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “ลูกแบด-ภราดร ปริศนานันทกุล”ลิ้มรส “สับปะรด” ของหวาน แท้จริงแล้วเป็นของหวานประมาณ
ไอศกรีมผลไม้แท้แช่แข็ง ฟังไปดูไปก็ทราบว่า แฟนคลับส่งมาให้มีหลากหลายรสชาติ ทั้งทุเรียน-สับปะรด-มังคุด-มะม่วงรวม 24 แท่ง รีวิวไปยิ้มไป แต่ที่ฟังแล้วอึ้งคือ รมต.ลูกแบดประกาศตามหา “แฟนคลับปริศนา” ที่ส่งของอร่อยมาให้ โดยไม่เปิดเผยตัว ทราบแต่ว่า มาจากนนทบุรี !!! …“หาเจ้าของครับ เจ้าของเป็นใคร โอ้โห้ บุคคลปริศนา ส่งจากนนทบุรี ขอบคุณมากครับ ที่ส่งมาให้รับประทานกัน แต่ผมหาเจ้าของ อยากรู้เป็นของผู้ใด”… ก่อนจะแกะสับปะรดแท่งที่โรยพริกเกลือมาด้วย ออกมาลิ้มลอง หน้าตาปลื้มปริ่ม รู้เลยว่า ถูกอกถูกใจมากกกกกกก่อนจะย้ำตอนรับทานหมดแล้วอีกครั้งว่า “ตามหาเจ้าของครับ ไม่รู้ว่าใครส่งมาให้ แต่บอกเลยว่า…อร่อยมาก กินหมดเกลี้ยงแล้ว…555 ถ้าเจ้าของผ่านมาเห็นโพสต์นี้ รบกวนรายงานตัวหน่อยนะค้าบบบผมขอบคุณมากนะคร้าบบบบบบบ อร่อยมากเลยยยยย”…แหมมมม…งานนี้ เล่นเอาแฟนคลับ เข้ามาเม้นท์ ท้ายคลิปกันรึ่มไปในทำนองเดียวกันว่า ทำงานเก่ง คนรักมาก เลยอยากให้สส.ในดวงใจ ได้รับทานอะไรอร่อยๆ แต่ก็มีบางคนบอกด้วยความห่วงใยว่า “อย่ากินไปเรื่อยนา ไม่รู้ที่ไปที่มาอันตรายท่านเป็น สส.ด้วย มีคนรักก็มีคนชัง ใครจะส่งอะไรให้ท่าน ก็ระบุให้แจ้งแก่ใจ นะจ๊ะ…”…ก็นานาจิตตัง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ด้วยความรักความห่วงใยความชื่นชมผู้แทนคนอ่างทองล้วน ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรใดๆ ส่งมาให้ก็รับทานตามประสาคนชอบชิมอยู่…เอ้า..ไผเป็นเจ้าของผลไม้แท้แช่แข็ง ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ที่ส่งของอร่อยไปให้รมต.ลูกแบด แสดงตัวด่วนจ้า…บ่ต้องเขินเด้อค่ะเด้อ…●●

ภราดร ปริศนานันทกุล

●●…เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง “นายวีระยุทธงามจิตร” เข้าดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” โดยปฏิบัติหน้าที่ “เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม” ของนายสรรเพชญ บุญญามณี…การแต่งตั้งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเสริมทีมงานในระดับการเมืองของกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในช่วงขับเคลื่อนนโยบายโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการฯถือเป็นกลไกสำคัญในการประสานงานระหว่างฝ่ายการเมือง หน่วยงานราชการและการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ…

วีระยุทธ งามจิตร

สำหรับ “วีระยุทธ งามจิตร” หรือ “เบียร์” เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และอยู่ระหว่างศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงหลักสูตรปริญญาโทความร่วมมือกับสถาบันในสาธารณรัฐฝรั่งเศส

…ในเส้นทางการเมืองและงานนโยบายที่ผ่านมา เคยทำหน้าที่ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิเคราะห์นโยบาย รวมถึงผู้ชำนาญการประจำตัว สส. อดีตผู้ลงสมัคร สส.ขอนแก่น และคณะทำงานรัฐมนตรีคมนาคม ที่เคยได้ลงพื้นที่ติดตามงานและผลักดันโครงการต่างๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

…การเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว สะท้อนภาพการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ในโครงสร้างการเมืองระดับกระทรวง อย่างไรก็ตาม บทบาทและผลงานหลังจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ…●●

ฉะกลับปชป.เคยกู้4แสนล เอกนิติเดือด ไม่สนฝ่ายค้านจ่อยื่นศาล ปชน.เตรียมหารือเอาด้วย

ฉะกลับปชป.เคยกู้4แสนล เอกนิติเดือด ไม่สนฝ่ายค้านจ่อยื่นศาล ปชน.เตรียมหารือเอาด้วย

ฉะกลับปชป.เคยกู้4แสนล เอกนิติเดือด ไม่สนฝ่ายค้านจ่อยื่นศาล ปชน.เตรียมหารือเอาด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฉะกลับปชป.เคยกู้4แสนล เอกนิติเดือด ไม่สนฝ่ายค้านจ่อยื่นศาล ปชน.เตรียมหารือเอาด้วย

นายกฯเมินฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเบรกออก พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้าน ยืนยันทำเพื่อประชาชน พร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายตรวจสอบความโปร่งใส ขณะที่ “เอกนิติ” ย้ำจำเป็นเร่งด่วน อัดกลับยุคปชป.เคยทำคลอดมาตรการไทยเข้มแข็ง แถมยังเคยไปชี้แจงต่อศาลมาแล้ว ด้านคลังตั้งปลัดฯนั่งประธานกลั่นกรองควบคุมการใช้จ่าย ส่วนปชน.ตามถล่มซ้ำฉะตีเช็คเปล่า-กู้มาโปะคนละครึ่ง เตรียมผนึกประชาธิปัตย์ล่าชื่อยื่นตีความ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณีออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่ ตนทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำ

เมื่อถามว่ารัฐบาลยินดีให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ว โดยยืนยันว่า มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน รวมถึงการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ในเรื่องของการชี้แจงเพิ่มเติมนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคอยชี้แจง

เอกนิติเมินปชป.ยื่นศาลตีความพ.ร.ก.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการอินไซด์ไทยแลนด์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่าที่ผ่านดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบประมาณปี 2569 ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณประจำปี 2570 จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 5 เดือน แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ ฉะนั้น ยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน

นายเอกนิติกล่าวว่าส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออกพ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง (กู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท) ก็ถูกฟ้อง ตนก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจบทบาทของนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังอธิบายอีกว่ามาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และดูทางเลือกอื่นไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ

เตรียมกระสุนให้พร้อม-ไม่ตีเช็คเปล่า

นายเอกนิติยังกล่าวถึงกรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินเป็นการตีเช็คเปล่า ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ คือให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้เงิน ส่วนรายละเอียดจะมาที่หลัง และจากสถานการณ์ประเทศขณะนี้กำลังเจอวิกฤตโลกและพลังงาน ที่จะมาหลายระลอก และหลายประเทศก็มองว่าวิกฤตจะมาหลายระลอก และกลายเป็นวิกฤตระยะยาว ฉะนั้น เราจึงต้องหาวิธีมาป้องกันปัญหาในระยะยาว ฉะนั้นต้องเตรียมกระสุนให้พร้อมด้วยการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อเป็นกระสุนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนมาก

“นี่เป็นวิกฤตปากท้อง พร้อมกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ฉะนั้น ควรเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น” นายเอกนิติกล่าว และย้ำอีกว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ได้เป็นการใช้งบรวดเดียว มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ หรือตีเช็คเปล่า

‘สิริพงศ์’สวนปชน.ปัดตีเช็คเปล่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นการตีเช็คเปล่าว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่าแต่อาจจะเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยทำจึงทำให้เขาสงสัย

“นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาท จะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดขอให้รอกระทรวงการคลัง ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จะช่วยประชาชนลดภาระสำหรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานสะอาด รัฐจะไปช่วยสนับสนุน อาจจะมาในรูปแบบช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งที่ผ่านมากู้เงินมาก้อนหนึ่งมาทำถนน ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เงินทั้งหมดที่กู้มาจะไปถึงประชาชนทั้งหมด”นายสิริพงศ์ ย้ำ

ยันเข้าเงื่อนไขออกพ.ร.ก.ทุกข้อ

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน นายสิริพงศ์ กล่าวว่าขณะนี้งบกลางที่เหลืออยู่ต้องสำรองไว้สำหรับเรื่องความมั่นคงและเม็ดเงินไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 70 จะใช้ได้ก็เดือน ต.ค. 2569 สถานการณ์วันนี้คำถามคือประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง สมควรที่จะทำหรือยัง ถ้าเกิดประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่มันก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ นายสิริพงศ์ กล่าวว่าเป็นสิทธิของเขา แต่คิดว่า สิ่งที่นายกฯนำเสนอและฝ่ายกฎหมายรัฐบาลพิจารณาเข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ทุกข้อ

รบ.ย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาลว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย แต่ในส่วนของฝ่ายบริหาร รัฐบาลยืนยันว่า การเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้ ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งมีมาตรการรองรับ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูงควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะถัดไป ซึ่งจะแก้ไขได้ยากกว่าปัจจุบันหลายเท่า

มุ่งให้เกิดผลช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ของGDP และทุกโครงการจะอยู่ภายใต้ระบบกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

“รัฐบาล มีหน้าที่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความจำเป็นในการดูแลประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงมุ่งให้เกิดผลช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนฝ่ายค้านก็คงมีดุลพินิจที่แตกต่างไป” น.ส.รัชดา กล่าว

ตั้งบอร์ดกลั่นกรองใช้กู้เงิน4แสนล้าน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น

สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงการคลัง จะดำเนินการตามมติ ครม.ในการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้มีการกลั่นกรองโครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้ และสามารถกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และตอบโจทย์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยการดำเนินการในขั้นตอนการเสนอโครงการและตรวจสอบกลั่นกรองโครงการต่างๆ ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ตั้งปลัดคลังนั่งประธานกลั่นกรอง

สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ตามมติครม. ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการทั้งจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง(จำนวนไม่เกิน 3 คน)และมีผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้ผู้แทน สศช. และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วม

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ กำหนดให้การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

รายงานความก้าวหน้า ครม.ทุก 3 เดือน

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีอำนาจในการพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ นี้ ก่อนเสนอ ครม. รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ และรายงานความก้าวหน้าต่อ ครม. ทุก 3 เดือน รวมทั้งกำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเป็นและเหมาะสม รวมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะต่อ ครม. เพื่อพิจารณามีมติเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ สามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ ครม. หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่รายงานการกู้เงินตามร่างพ.ร.ก.ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงินวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ ภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณด้วย

‘ปลัดคลัง’ออกระเบียบสัปดาห์หน้า

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าสำหรับกลไกการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ฉบับนี้ ในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลัง จะออกระเบียบ 2 ฉบับ คือ ระเบียบหลักเกณฑ์การกลั่นกรองโครงการ และระเบียบการติดตามและประเมินผลการใช้เงิน ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกร่วมเป็นกรรมการเพื่อความโปร่งใส โดยการพิจารณาจะยึดหลัก “5T” เป็นเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ การมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย การเปลี่ยนผ่านเพื่อลดความเปราะบางทางพลังงานของประเทศ การพลิกโฉมเศรษฐกิจปรับตัวสู่ยุคใหม่ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้อย่างเป็นระบบ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

“ในภาวะวิกฤตพลังงานเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้วิธีอุ้มราคาพลังงานเป็นการทั่วไปเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน แต่ทุกประเทศจะใช้วิธีปล่อยให้ราคาลอยตัว แล้วนำเงินไปออกมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เกิดขึ้นภายใน 1 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว” นายลวรณ กล่าว

‘ศิริกัญญา’เย้ยโปะคนละครึ่ง

เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงาของพรรคประชาชนถึงข้อกังวลต่อกรณีที่รัฐบาลออกพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทว่า การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อเรามาดู พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท พบว่า ไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 2 แสนล้านบาท คือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่งซึ่งเป็นแบบหว่านแห ไม่มีการคัดกรอง และขณะนี้เจอปัญหาว่า คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนที่ได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกมาทีเดียว 4 เดือนใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้
ใช่หรือไม่

ดักคอกู้เงินรอบสุดท้าย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่าถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้ วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่สูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้าย เพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) มากกว่าการเป็นพ.ร.ก.อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจน นำมาเสนอต่อสภาฯคิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่านพ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ปชน.ร่วม‘ปชป.’ร้องศาลรธน.

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน ทั้งนี้ ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพราะยังไม่เห็นตัวคำร้อง ซึ่งต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้นั้น พรรคประชาชน ก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปรายในร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนก็อาจจะมีการชะลอการนำพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเข้ามาเพื่อให้ความเห็นชอบในสภาฯ ขณะนี้กำลังดูจังหวะเวลาอยู่ เมื่อถามว่าในการคุยกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14พฤษภาคมใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการพิจารณาในสภาฯ

เท้งซัดไม่หว่านแห สอดไส้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็คเปล่าและมีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจนหากรัฐบาลแยกมาตรการเยียวยา และการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร แต่ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่างพ.ร.ก. ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนที่เร่งด่วนออก พ.ร.ก. ที่ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ.เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ประเทศไทยต้องการการพัฒนา แต่ไม่ควรต้องแลกด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชีวิตของสัตว์ทะเล ป่าชายเลน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน หากจะเดินหน้าต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจน ความโปร่งใส และความยินยอมของคนในพื้นที่”

นายนราพัฒน์ แก้วทอง

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

6 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก 

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังพูดคุยกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เป็นการมาเยี่ยมเยียน ซึ่งตนกับนพ.สรณ มีความคุ้นเคยกันและมารายงานความคืบหน้าภารกิจของ กสทช. รวมถึงนโยบายต่างๆของ กสทช. 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีโอกาสหารือเรื่องของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีการพูดคุย กำลังหาวิธีการ พอดีตนไม่ได้เป็นแฟนบอล ไม่ได้ติดตามเรื่องกีฬาฟุตบอล เพิ่งมาทราบว่าจะมีการแข่งขันในเดือนมิถุนายนแล้ว เราก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการหาความร่วมมือ

เมื่อถามว่า จะเป็นลักษณะการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งรัฐบาลซื้อเองไม่ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลสามารถอำนวยความสะดวก ประสานงาน เสาะแสวงหา สนับสนุนความร่วมมือ ซึ่งตอนนี้ก็เห็นใจทางภาคเอกชนในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เขาจะต้องดูแลตัวเขาเอง แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามย้ำว่าจะทันหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุด 

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.44 น.

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน 

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดินทางเยือน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พ.ค.ว่า วันนี้ก็มีการหารือทั้งวัน เพื่อเตรียมการประชุม 

เมื่อถามว่า จะมีการหารือทวิภาคีหลายวงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมอาเซียนก็สามารถประชุมทวิภาคีได้แทบทุกประเทศ เพราะเป็นระดับภูมิภาคมีความคุ้นเคยระดับผู้นำ เข้าไปก็เจอคนที่สนิทกันอยู่แล้ว แม้ไม่ได้เจอกันในที่ประชุมก็ติดต่อสื่อสารกันตลอด การคุยแบบทวิภาคีก็จะคุยแทบทุกประเทศที่จะเจอกันในวงประชุม 

เมื่อถามว่า มีเรื่องใดที่จะต้องประกาศจุดยืนในที่ประชุมอาเซียนครั้งนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เราต้องพูดถึงความเข้มแข็งของภูมิภาคนี้ การที่เราต้องปรับเปลี่ยนสถานะ และสร้างรากฐานที่มั่นคงในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตอนนี้ภูมิภาคอาเซียน เป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยที่สุดถ้าเราร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างช่องทางและโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเติบโต อย่างน้อยวันนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ในระดับของความน่าเชื่อถืออยู่ เพราะเรามีความเข้มแข็งในตัวเอง และเมื่อไปผนวกกับความเข้มแข็งของประเทศในภูมิภาค ต่างคนต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้การเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การคมนาคมขนส่ง การลงทุนต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ เราจะใช้โอกาสที่ภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกมีวิกฤต มาสร้างโอกาสในภูมิภาคของเรา