เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ เจ้าตัวโผล่เมนต์

17 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ มอง คนแซะ ปชป.เปลี่ยนฟ้าเป็นส้ม แค่เพราะวิจารณ์รัฐบาล เห็นตรง ปชน. เหตุผลยังไม่เพียงพอ 

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชาธิปัตย์เปลี่ยนสี หรือยึดมั่นในหลักการ

การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การที่ประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีจุดยืนตรงกับพรรคประชาชนในบางเรื่อง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า “เปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีส้ม” ต้องดูว่าเปลี่ยนนโยบาย อุดมการณ์ หรือแนวทางทางการเมืองอย่างไรจริง ๆ

การมีฝ่ายค้าน สื่อ และประชาชนคอยจับตา ช่วยเพิ่มโอกาสที่การใช้อำนาจมิชอบจะถูกเปิดเผย ทำให้ผู้มีอำนาจต้องระมัดระวังและรับผิดชอบมากขึ้น

ที่สำคัญ การที่มีคนคอย Monitor จับตา ตรวจตรา ตรวจสอบ นั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง “ที่ช่วยยับยั้งการทุจริต” จากรัฐบาลหรือฝ่ายต่างๆ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนสิ่งที่รัฐบาลทำถูกต้อง ไม่ใช่คัดค้านทุกเรื่องเพียงเพราะอยู่คนละฝ่าย

เกณฑ์ตัดสินจึงควรอยู่ที่ว่า “ตรวจสอบถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่” มากกว่า “ตรวจสอบแล้วเข้าทางพรรคสีอะไร”

ปกติเห็น สส.เนเน่ เป็นคนยิ้มเก่ง เลยไม่ทันคิดว่า ”เป็นคนคิดบวก“ อีกด้วย คือคิดจะบวกกับเขาเหมือนกัน

เห็นลีลาในสภาเมื่อวานแล้วภาพคุณพ่อ ดร.ไตรรงค์ ซ้อนทับเลย

ประโยคที่ว่า “หนูเริงร่า เพราะแมวไม่จับหนู” เป็นคำเปรียบเปรยที่แรงส์มาก จนไม่คิดว่าจะหลุดออกมาจากท่านรองเนเน่

แบบนี้องค์(ไตรรงค์)มาลงแน่ๆ

เนเน่นายแน่มาก

(ขออนุญาตแซวน้อง) “

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “ก่อนอื่น เนเน่ขอขอบคุณพี่เอ็ดดี้สำหรับโพสต์นี้นะคะ เพราะอย่างน้อยก็เปิดพื้นที่ให้ได้คุยกันด้วยเหตุผล และทำให้คนที่เห็นต่างได้เข้าใจจุดยืนของเนเน่มากขึ้นค่ะ

อย่างที่เนเน่พูดในสภาเมื่อวานนี้ว่า “นามสกุลสุวรรณคีรี ไม่มีทางทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแน่นอน”

เนเน่เติบโตมาในครอบครัวสุวรรณคีรีที่ปลูกฝังเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการทำงานเพื่อส่วนรวมมาตลอด เรื่องนี้จึงไม่ใช่จุดยืนที่เพิ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเนเน่มาตั้งแต่ต้นค่ะ

ส่วนประชาธิปัตย์ก็ชัดเจนว่าเป็นพรรคเสรีประชาธิปไตย ยึดประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ และการธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ

เนเน่พร้อมรับฟังทุกคำวิจารณ์ค่ะ แต่อยากให้การพิจารณาจุดยืนของคนคนหนึ่ง มองจากหลักการ เหตุผล และการกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนจุดยืนได้ชัดเจนที่สุดค่ะ”

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบสังคม สั่งทบทวนระบบขอสัญชาติ-ตรวจสอบย้อนหลัง 1 ปี หวังปิดช่องโหว่ เข้มสกัดนอมินีต่างชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 10:25 น.

17 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าจัดระเบียบสังคม พร้อมทบทวนระบบและหลักเกณฑ์การขอสัญชาติไทย หลังผลการปราบปรามภัยสังคมและเครือข่ายนอมินีพบหลายคดีมีความเชื่อมโยงกับบุคคลต่างชาติที่ถือสัญชาติไทย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะกรรมทำงานชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ร่วมขับเคลื่อนมาตรการจัดระเบียบสังคมและดำเนินการตามข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ได้มีมติทบทวนกระบวนการขอสัญชาติไทยตั้งแต่ขั้นตอน หลักเกณฑ์ และกระบวนการพิจารณา ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังถึงการได้มาซึ่งสัญชาติไทย เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น สามารถปิดช่องว่างที่อาจถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย

พร้อมกันนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเสริมกลไกเฝ้าระวังในพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกันสังเกตและแจ้งเบาะแสเมื่อพบพฤติการณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาตินำบัตรประจำตัวประชาชนหรือข้อมูลของคนไทยไปใช้สวมสิทธิจัดตั้งบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาเคยตรวจพบกรณีลักษณะดังกล่าวที่อาจนำไปสู่การใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

สำหรับการติดตามการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับสถานที่พักที่อาจประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำข้อมูลสถานที่พักที่ให้บริการห้องพักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ และแจ้งให้ทุกจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่มีหนังสือรับแจ้งการเป็นสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้ตรวจสอบปัญหาอุปสรรคในการขอรับใบอนุญาต พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับภาวการณ์ปัจจุบัน

“เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย ปิดช่องโหว่สกัดนอมินีต่างชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี เพื่อค้นหาความผิดปกติและช่องว่างของระบบ ก่อนนำผลการตรวจสอบมาประกอบการทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการด้านสถานะและสัญชาติต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เอ๊ะใคร!? นิพิฏฐ์ เหน็บ คนคิดระบบฮั้ว สว. บอก ต้องช่วยกันหยุดความเลวร้ายของคนนุ่งกางเกงขาสั้น 

17 กันยายน 2569 เวลา 09:43 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก หัวข้อ AI กับ คนนุ่งกางเกงขาสั้น โดยระบุว่า “AI กับ คนนุ่งกางเกงขาสั้น

บริษัทผู้พัฒนา AI กำลังทำความตกลงกันร่วมกันในการหยุดการพัฒนาAI จนกว่าจะหาวิธีป้องกันการก้าวกระโดดของ AI ได้

โดยเขาคาดการณ์ว่า หากไม่หาทางป้องกัน AI อาจจะล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์

กล่าวโดยสรุป AI จากสิ่งที่ดี กลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย จนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป

เช่นกัน การที่มนุษย์พันธุ์หนึ่ง คิดวิธี“ฮั้วสว.” ขึ้นมา จนบ่อนทำลายการถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นความชั่วร้าย ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้เช่นเดียวกัน

ใครคิดความเลวร้ายนี้ขึ้นมา ผมเชิญชวน คนในสังคมประชาธิปไตย ต้องละทิฐิ หันมาร่วมมือกันยุติความเลวร้ายนี้

ผมไม่รู้ว่า คนคิดการฮั้วขึ้นมา เป็นคนนุ่งกางเกงแบบไหน ขาสั้น หรือ ขายาว

“หาก” คนนุ่งขาสั้น คิดระบบความเลวร้ายนี้ขึ้นมา เราต้องละทิฐิ หันมาร่วมมือกันยุติความเลวร้ายของคนนุ่งกางเกงขาสั้น

เพื่อความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย”

ธนพร มอง สิทธิโชติ-กกต.ข้างน้อย เคลื่อนไหวปม สว. เหตุพลาดเก้าอี้ ปธ.กกต. สู่ความแค้นส่วนตัว 

17 กันยายน 2569 เวลา 09:22 น.

ธนพร มอง สิทธิโชติ-กกต.ข้างน้อย เคลื่อนไหวปม สว. เหตุพลาดเก้าอี้ ปธ.กกต. สู่ความแค้นส่วนตัว เชื่อ ฝ่ายสีน้ำเงิน ไม่สามารถคุม กกต.ได้ หลัง บุญจันทร์ โดนส่งฟ้อง ทั้งที่ซี้ขาใหญ่ ขั้วน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต. โดยต้องพิจารณาบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีเลือก สว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วย

ข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่า การใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่

“ก่อนลงมติคดีนี้ กกต.เพิ่งมีการเลือกประธานแทนคุณอิทธิพร มีทั้งคนสมหวังและคนผิดหวัง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่เห็นวันนี้ก็ต้องอ่านควบคู่กับการต่อสู้เรื่องตำแหน่งประธาน กกต.ก่อนหน้านี้ด้วย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า การเลือกหยิบเฉพาะความเห็นของนายสิทธิโชคมาเสนอราวกับเป็น “ความจริงสุดท้าย” ขณะที่ลดทอนมติของกรรมการเสียงข้างมาก เป็นการกลับหัวกลับหางหลักการขององค์กรที่ตัดสินใจในรูปคณะกรรมการ เพราะตามกฎหมาย เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว มติเสียงข้างมากย่อมเป็นมติของ กกต.

เสียงข้างน้อยสามารถอธิบายเหตุผลของตนเองได้ และสังคมก็รับฟังได้ แต่ไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัยขององค์กร และไม่สามารถนำมาใช้ล้มล้างมติเสียงข้างมากผ่านกระแสการเมืองหรือแรงกดดันจากสังคมได้

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า การมีความเห็นแตกต่างกันภายในองค์กรวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีทั้งคำวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมากและความเห็นของตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยจัดทำเป็นคำวินิจฉัยรายบุคคลให้ประชาชนและนักวิชาการนำไปศึกษา
แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันเพียงใด คำวินิจฉัยที่มีผลตามกฎหมายก็ยังต้องยึดเสียงข้างมาก ไม่มีใครนำความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยมาอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาล หรือใช้ล้มผลการลงมติขององค์คณะได้

“คดีศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องปกติ คำวินิจฉัยรายบุคคลก็มีให้อ่านและศึกษากันมาตลอด ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น กรณี กกต.ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีเสียงข้างมากก็ย่อมมีเสียงข้างน้อย แต่ผลตามกฎหมายต้องเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

พร้อมเสนอว่า หากต้องการให้สังคมเห็นเหตุผลของกรรมการ กกต.แต่ละคนอย่างครบถ้วน ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ กกต.จัดทำคำวินิจฉัยรายบุคคล ทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้ตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนใช้พยานหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร
เสียงข้างน้อยไม่ใช่ “พระเอก” และต้องถูกตรวจสอบเหมือนกัน

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ปัญหาในเวลานี้คือฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลังนำความเห็นของนายสิทธิโชคไปสร้างภาพว่า กกต.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายเปิดโปงความจริง ขณะที่กล่าวหาเสียงข้างมากว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายสีน้ำเงิน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเพียงพอ

หากจะตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกรรมการเสียงข้างมาก ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบนายสิทธิโชคและกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยด้วย ไม่ใช่ถือว่าความเห็นใดถูกต้องและบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะตรงกับความต้องการของพรรคการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวบางฝ่าย

นอกจากนี้ หากฝ่ายสีน้ำเงินสามารถควบคุม กกต.ได้ทั้งหมดจริง ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดมติ กกต.จึงมีชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับแกนนำสำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินการด้วย

รศ.ดร.ธนพรระบุว่า รายชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าบุคคลอีกหลายรายที่สังคมรู้จัก หากสามารถสั่งการ กกต.ได้จริง บุคคลระดับนี้ย่อมไม่ควรปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก

สำหรับกรณีกรรมการเสียงข้างน้อยให้น้ำหนักแก่พยานบางราย รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า กรรมการฝ่ายเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนคำให้การ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในคดี และข้อเท็จจริงเบื้องหลังทางการเมือง

การที่นายสิทธิโชคหรือกรรมการเสียงข้างน้อยเชื่อพยาน ไม่ได้บังคับให้กรรมการเสียงข้างมากต้องเชื่อตาม เพราะกรรมการแต่ละคนมีหน้าที่ประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด และสามารถให้น้ำหนักแตกต่างกันได้ตามเหตุผลของตน

ดังนั้น ความเห็นของนายสิทธิโชคจึงเป็นเพียงความเห็นหนึ่งในองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยิ่งไม่ควรถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้สร้างเรื่องว่าเกิด “ระเบิดลูกใหญ่” ภายใน กกต.

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่วิกฤตและจะไม่ทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงตามที่บางฝ่ายคาดหวัง สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์จริงคือความล่าช้าของ กกต. ซึ่งใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 2 ปี ทั้งที่ควรดำเนินการให้เสร็จภายในประมาณ 7–8 เดือน

“รับฟังเสียงข้างน้อยได้ แต่ไม่ควรเชิดชูจนลืมตรวจสอบที่มา แรงจูงใจ และความขัดแย้งก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชคก็เป็นกรรมการคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ผูกขาดความถูกต้อง หากจะตรวจสอบเสียงข้างมาก ก็ต้องตรวจสอบเสียงข้างน้อยด้วยมาตรฐานเดียวกัน” รศ.ดร.ธนพรกล่าวทิ้งท้าย

ดร.ณัฎฐ์ งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

17 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

“ดร.ณัฎฐ์”งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่วนมติ กกต. 5:2 หรือ 4:3 มติเสียงข้างมาก เป็นใบขาว”มันจบแล้วครับนาย” กระแทกกลับ”สิทธิโชติ”กกต.เสียงข้างน้อยอาจถูกล้มช้างมากกว่า กรรมการในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

17 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5:2 ยกคำร้องฝ่ายการเมือง และมติ 4:3 ยกคำร้อง สว.และวินิจฉัยชี้ขาด 26 สว.กับพวก ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันสนั่นโซเชียลว่า สามารถฟ้องตรงดำเนินคดีกับ กกต.ได้หรือไม่นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG กล่าวว่า มติที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาดในชั้น กกต.เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยถือมติเสียงข้างมากและไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนตัว เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 การยกคำร้อง เป็นการให้ “ใบขาว” คดีในชั้น กกต.เป็นที่สุดแล้ว ไม่อาจรื้อร้องฟ้องใหม่ได้ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 224(2) ส่วนคนที่เห็นต่างเป็นสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะ กกต.ให้ใบขาว ย่อมเป็นที่สุด “มันจบแล้วครับนาย”

ส่วนใบแดงและใบดำ พรป.สว.บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 60 วัน ระหว่างที่ กกต.ยังไม้ได้มบอำนาจให้ นิติกรไปฟ้องคดี สว.ที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจเต็ม จนกว่าจะยื่นคำร้องต่อศาล แต่บทบัญญัติ พรป.สว.บัญญัติเด็ดขาด เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิต่อศาล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แตกต่างจากคดี 44 ก้าวไกล ที่ศาลมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น แต่ สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระบวนการยาวไกล เพราะศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วน สว.สีส้ม ยังต้องรอลุ้นระทึก ส่วน สว.สำรอง ฟ้องเพิกถอนศาลฎีกา เป็นเพียงอีเวนต์รายวัน กลุ่มนี้เคยไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องทุดคดี

ส่วนปัญหาข้อถกเถียงกันว่า ผู้สมัคร สว.มีอำนาจฟ้อง กกต.ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อสาระสำคัญว่า รัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลที่มีอำนาจฟ้องแทนรัฐได้ คือ พนักงานอัยการ ดังนั้น ปมขู่จะฟ้อง กกต.ต้องถามกลับว่า ฟ้องในฐานะอะไร บุคคลเหล่านี้ โหนกระแส ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะนำเงินของกลางคดีฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินไปว่าจ้างทนายความฟ้อง กกต.เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนคดี เจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ชัดเจน เพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน

ส่วนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงถนนเดินขบวนร่วมกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ ยิ่งชีพ ไอลอว์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน มีพี่สาวแท้ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เข้ามาจุนคดีอาญาที่ สน.ทองหล่อ แล้วได้เจอกัน ตนมีข้อมูลหมด ยี่ห้อตน กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว

ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นำความลับในสำนวนคดีมาเปิดเผย ก่อนคำวินิจฉัยกลาง ต้องไปถามคุณสิทธิโชติ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง พ.ศ.2561 การนำความลับในสำนวนคดี โดยเป็นสำนวนคดีเดียวกันมาเปิดเผย ก่อนศาลฎีกาชี้ขาด อาจเจอสอยฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จะเจอล้มช้างมากกว่า มาประดิษฐประดอยวาทกรรม และคุณเปิดเผยความลับในสำนวนโดยคดีไม่ถึงที่สุด ทำให้สังคมสับสน เพราะความเห็นต่าง มติเสียงข้างมาก ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก่ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยเป็นมติเอกอันท์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง มั่ว พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้มติในที่ประชุมแล้วพาล

อัจฉราวดี ชื่นชม พลพีร์ ซัด พรรคส้ม ปั่นคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพื่อผดุงยุติธรรม แค่หวังล้มรัฐบาล

17 กันยายน 2569 เวลา 08:51 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 อาจารย์อ้อย หรือ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง ได้แชร์ภาพข่าวนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย พร้อมโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รู้เช่นเห็นชาติพรรคส้มมานาน

อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งตนก็ตีโพยตีพาย ด้อมส้มอ่านหนังสือไม่ถึง 4 บรรทัด เมื่อปั่นเพื่อตั้งธงว่าต้องผิด ก็ต้องผิด

ประธานกกต.แถลงละเอียดยิบก็ไม่อ่าน เงียบเกินไปก็ถูกข่ม มท.2 ซัดตรงแบบนี้ชอบแล้ว ใดๆ ที่เรียกร้องไม่ใช่เพื่อพยุงความยุติธรรม แค่เห็นโอกาสว่าคดีฮั้วสว.จะช่วยล้มรัฐบาลได้ ก็แค่นั้นเอง

ผิดไม่ว่าตามผิด ถูกไม่ว่าตามถูก มีแต่กูเท่านั้นที่ถูก แค่นั้นจริงๆ “

“ธนารัตน์” จี้ถาม กกต. ปมตั้ง “เชาวนะ” นั่งประธานอนุฯ วินิจฉัยคดี สว. ทั้งที่เคยมีคำสั่งปลดออกจากราชการ

17 กันยายน 2569 เวลา 08:02 น.

วันที่ 17 กันยายน 69 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thanarat Kuawattanaphan ได้โพสต์ข้อความทวงถามความโปร่งใสจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการแต่งตั้ง นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชี้ขาดคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

เบื้องลึกประวัติ “ถูกปลดออกจากราชการ”

จากโพสต์ดังกล่าวระบุว่า นายเชาวนะ เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง นำไปสู่การลงโทษทางวินัยให้ ปลดออกจากราชการ” และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายเชาวนะยื่นขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว ซึ่งเป็นการยืนยันทางกฎหมายว่าคำสั่งปลดออกจากราชการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ค้านสายตาประชาชน ปมยกคำร้อง 229 สว.

แม้จะมีประวัติการถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ กกต. กลับแต่งตั้งให้นายเชาวนะดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งล่าสุด คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีเลือก สว. จำนวนถึง 229 คน

4 คำถามสำคัญถึง กกต.

ผู้โพสต์ได้ฝากประเด็นคำถามตัวโตๆ ไปยัง กกต. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการแต่งตั้ง เพื่อให้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคม ดังนี้

  • ทราบประวัติหรือไม่ ก่อนทำการแต่งตั้ง กกต. ทราบหรือไม่ว่านายเชาวนะเคยมีประวัติถูกลงโทษทางวินัยจนถึงขั้นปลดออกจากราชการ?
  • ใช้หลักเกณฑ์ใด หาก กกต. ทราบเรื่องนี้ ใช้หลักเกณฑ์ใดในการประเมินว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ “เหมาะสม” ในการทำหน้าที่สำคัญนี้ โดยเฉพาะในฐานะประธาน?
  • ใครคือผู้รับรอง บุคคลใดเป็นผู้เสนอชื่อ ตรวจสอบคุณสมบัติ และรับรอง ก่อนเสนอเรื่องให้ กกต. ออกคำสั่งแต่งตั้ง?
  • จะตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่ทราบ แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามและรับรู้ข้อเท็จจริงแล้ว กกต. จะมีการตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งย้อนหลังเพื่อความโปร่งใสหรือไม่?

ในช่วงท้ายของโพสต์ ได้ทิ้งทวนถึงปัญหาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระไว้อย่างน่าสนใจว่า “…เหตุใดบุคคลที่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยถึงขั้นปลดออกจากราชการ และมีคำพิพากษาศาลปกครองเป็นข้อยุติแล้ว ถึงได้รับการแต่งตั้งจาก กกต. ให้เป็นประธานคณะที่มีหน้าที่กลั่นกรองและวินิจฉัยคดีการเมืองระดับประเทศ… ถ้ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ชี้ขาดยังมีคำถามขนาดนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นในผลการชี้ขาดได้อย่างไร?”

ทั้งนี้ ประชาชนและสื่อมวลชนกำลังจับตาดูท่าทีของ กกต. ว่าจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบคำถามต่อประเด็นการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลากรที่เข้ามารับหน้าที่สำคัญระดับประเทศในครั้งนี้อย่างไร

ฮั้ว สว. ฉากใหม่ในศาลฎีกา วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดี เมื่อความจริงกับประตูสู่ศาล เดินกันคนละเส้นทาง

17 กันยายน 2569 เวลา 07:27 น.

17 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกคดีฮั้ว ส.ว. 2567-2569: เมื่อ “ความจริง” กับ “ประตูสู่ศาล” เดินกันคนละเส้นทาง

คดีประวัติศาสตร์การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. 2567 หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “คดีฮั้ว ส.ว.” ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 เมื่อ ส.ว. สำรอง 20 คน ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกคำร้องในข้อหาสำคัญ และขอให้ศาลเปิดไต่สวนกระบวนการทุจริตใหม่

อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ของ “กฎหมายมหาชน” และ “วิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง” การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คำถามว่า “มีการฮั้วกันจริงหรือไม่?” แต่กลับมีด่านหินทางกฎหมายที่สำคัญกว่านั้นคือ “ศาลฎีกามีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาได้ตั้งแต่แรกหรือไม่?”

1. ข้อเท็จจริงเชิงประมวล: จาก “ถังขยะ” สู่สำนวน 70,000 หน้า

จุดเริ่มต้นเกิดจากการพบหลักฐานเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำ ณ สถานที่เลือก ส.ว. ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมรูปแบบคะแนนที่เกาะกลุ่มผิดปกติในหลายกลุ่มการเลือก นำไปสู่กระบวนการสืบสวนและไต่สวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคดีหนึ่ง:

• ผู้สอบสวนและพยาน: สอบพยานกว่า 750 ปาก รวบรวมเอกสารกว่า 70,000 หน้า พร้อมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน

• ผู้ถูกกล่าวหา: แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (ส.ว. ที่ได้รับเลือก 138 คน และเครือข่ายนักการเมือง 91 คน)

• มติ กกต. (14 ก.ย. 2569): วินิจฉัยชี้มูลความผิดเพียง 77 คน และสั่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาอีกหลายร้อยคน โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พยานปากสำคัญกลับคำให้การ และมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก DSI

มติดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่ม ส.ว. สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว จึงเป็นที่มาของการนำเรื่องขึ้นยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 21/2569 ซึ่งเป็นการออกเลขคดีทางธุรการ โดยศาลยังไม่ได้สั่งรับคำร้อง)

2. ด่านแรกที่ต้องข้าม: “ยื่นทัน 3 วัน” ไม่เท่ากับ “มีสิทธิยื่น”

ผู้ร้องอ้างสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่ กกต. มีมติ โดยอาศัยช่องทางตาม มาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

แต่ปมปัญหานี้ ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งยกคำร้องกลุ่ม ส.ว. สำรอง 12 คน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 (ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 16/2568 หมายเลขแดงที่ ลต สว 51/2568) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานว่า:

• เงื่อนไขเวลาของมาตรา 44: เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ว่าด้วยการเลือก ที่ใช้สำหรับคัดค้านขั้นตอน “ในระหว่างกระบวนการเลือก” (ระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ) เท่านั้น

• หลังประกาศผลการเลือก: เมื่อ กกต. ประกาศผลการเลือก ส.ว. ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว (ตั้งแต่ 10 ก.ค. 2567) ขั้นตอนตามมาตรา 44 ถือว่าปิดฉากลงโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะนำมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มายื่นต่อศาลภายใน 3 วัน แต่ในทางกฎหมายถือว่า เป็นการใช้ช่องทางผิดประเภท (Wrong Legal Basis) มาตั้งแต่แรกนับตั้งแต่ กกต. ประกาศรับรองผลไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน

3. โครงสร้างมาตรา 62: กุญแจดอกเดียวที่อยู่กับ กกต.

เมื่อการเลือก สว. ประกาศผลไปแล้ว กฎหมายไม่ได้ออกแบบให้ผู้สมัครหรือประชาชนใช้สิทธิฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง แต่กำหนดกลไกตาม มาตรา 62 ไว้อย่างเป็นระบบ:

[ กกต. สืบสวน/ไต่สวน ] – [ กกต. พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ ] – [ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ]

• สิทธิผูกขาดในการนำคดีขึ้นสู่ศาล: กฎหมายมอบสิทธิผูกขาดในการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกาหลังการรับรองผลให้เป็น “อำนาจของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว” (Monopoly of Action)

• ผู้สมัครไม่มีช่องทางตรงในการยื่นคำร้อง: แม้ ส.ว. สำรอง จะมีส่วนได้เสียในข้อเท็จจริง (หาก ส.ว. ตัวจริงถูกถอดถอน ตนจะได้เลื่อนลำดับขึ้นแทน) แต่กฎหมายไม่ได้เปิดช่องทางตรง (Direct Access) ให้ผู้สมัครยื่นคำร้องแทน กกต. หรือยื่นคำร้องตรงเพื่อขอให้ศาลสั่ง กกต. ทำการบ้านใหม่ได้

4. ข้อสังเกตเรื่องมาตรฐานพยานหลักฐาน: คดีอาญา vs คดีเลือกตั้ง

ประเด็นที่น่าเสียดายที่สุดในเชิงเนื้อหา คือเรื่อง มาตรฐานการพิสูจน์ (Standard of Proof) ที่ กกต. นำมาใช้ยกคำร้อง:

• คดีอาญา: ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ต้องพิสูจน์จนชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายกระทำผิดจริงเจาะจงตัว

• คดีเลือกตั้ง (มาตรา 62): ใช้มาตรฐาน “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds) พิจารณาจากภาพรวม พฤติการณ์แวดล้อม โพย และการเกาะกลุ่มคะแนนว่ากระบวนการ “ไม่สุจริต/ไม่เที่ยงธรรม”

การที่ กกต. ตัดน้ำหนักคำให้การพยาน หรือมองโพยสั่งการแยกเป็นรายบุคคล อาจเป็นการนำมาตรฐานคดีอาญามาจับ ทั้งที่เจตนารมณ์ของมาตรา 62 ต้องการเพียง “ความน่าเชื่อถือในภาพรวม” ว่ากระบวนการเลือกถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนไปหรือไม่

บทสรุป: เมื่อความจริงชนกำแพงวิธีพิจารณาความ

คดีฮั้ว ส.ว. ฉากใหม่ในศาลฎีกานี้ กำลังสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของระบบกฎหมายมหาชนว่า “ความจริง” กับ “ช่องทางนำความจริงไปสู่ศาล” เป็นคนละเรื่องกัน:

1) ด่านอำนาจฟ้อง: มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลฎีกาจะยกคำร้องในชั้นต้นด้วยเหตุ “ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องตามมาตรา 44” โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปเปิดดูเอกสารหลักฐานกว่า 70,000 หน้าเลยด้วยซ้ำ

2) ศาลไม่ได้ตัดสินว่าไม่มีการโกง: หากศาลยกคำร้องด้วยเหตุผลทางวิธีพิจารณาความ สังคมต้องเข้าใจว่า ไม่ได้แปลว่าศาลรับรองว่าการเลือก ส.ว. ครั้งนี้สุจริต แต่ศาลเพียงตอบว่า “ผู้ร้องเดินเข้าผิดประตู”

3) สนามสู้ถัดไป: เมื่อประตูศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งถูกปิดล็อคโดยโครงสร้างกฎหมาย สนามต่อสู้ต่อไปของผู้ร้องภายหลัง กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 แล้ว คือ การส่งพยานหลักฐานไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง ส่วน สว. มีสิทธิเข้าชื่อกันไม่ต่ำกว่า 20 คน ร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า สมาชิกภาพของ สว. 136 คนสิ้นสุดลง เพราะฝักไฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง เพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
17/9/69

#คดีฮั้วสว #ศาลฎีกา #กกต #สว2567 #มาตรา44 #อำนาจฟ้อง #มาตรา62 #องค์กรอิสระ #มาตรฐานการพิสูจน์ #กระบวนการยุติธรรม #นิติรัฐ #วัสติงสมิตร

ช่วยเหยื่อถูกตุ๋น รบ.ลุยตั้ง4ระบบกลาง สกัดเส้นเงินมิจฉาชีพ

17 กันยายน 2569 เวลา 06:11 น.

ช่วยเหยื่อถูกตุ๋น รบ.ลุยตั้ง4ระบบกลาง สกัดเส้นเงินมิจฉาชีพ

รัฐบาลเร่งตั้ง 4 ระบบกลาง สกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน“แจ้งครั้งเดียว–ตามเงินทัน–อายัดเร็ว”เพิ่ม โอกาสผู้เสียหายได้เงินคืน โดย กระทรวงการคลัง จับมือ กระทรวงดีอี ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งยกระดับการสกัดเส้นทางเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือไหลออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การประสานงานแบบเดิมอาจตามเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ National Anti-Fraud Master Plan พร้อมวาง “4 ระบบกลางระดับชาติ” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยง การรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงินและการอายัด ให้หน่วยงานทำงานต่อกันได้ทันที แทนการแยกข้อมูลและประสานงานเป็นทอดๆ

นางสาวลลิดา กล่าวว่าโดย 4 ระบบดังกล่าว ออกแบบให้ทำงานตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุจนถึงตามเงินคืน” ประกอบด้วย 1.“หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายหรือความยินยอม ให้สถาบันการเงิน โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และตรวจสอบได้แบบ Real-time 2.“วิเคราะห์ข้อมูล รู้ทันกลโกง” จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยงให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

3.“แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” รวมการรับแจ้งจากประชาชน AOC 1441 สถาบันการเงิน และตำรวจเข้าสู่ระบบเดียว ใช้เลขอ้างอิงเดียวตลอดกระบวนการ ประชาชนไม่ต้องแจ้งซ้ำหลายหน่วยงาน และเริ่มกระบวนการอายัดได้เร็วขึ้น 4.“ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว” เชื่อมข้อมูลเพื่อติดตามเงินขณะที่กำลังเคลื่อนที่ ตรวจสอบยอดที่ยังอายัดได้ และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจกฎหมาย พร้อมรองรับกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี

“โจทย์วันนี้คือ เงินมิจฉาชีพเคลื่อนที่เร็วมาก รัฐจึงต้องทำให้ข้อมูลเดินเร็วกว่าเงิน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ข้อมูลต้องเชื่อมทันที ไล่เส้นเงินให้ทัน และอายัดให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรักษาเงินและได้เงินคืนของผู้เสียหายที่มากขึ้น”นางสาวลลิดา กล่าว

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบลูกค้า และธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกแบบรายละเอียดทั้ง 4 ระบบ ทั้งโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อ หน่วยงานรับผิดชอบและมาตรฐานข้อมูล ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

เท้งประกาศยื่นซักฟอก ขยี้ซํ้าฮั้วสว. เล็งชงปปช.-เอาผิด157 ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย มัดคอขบวนการทุจริต

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เท้งประกาศยื่นซักฟอก ขยี้ซํ้าฮั้วสว. เล็งชงปปช.-เอาผิด157 ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย มัดคอขบวนการทุจริต คนในกกต.แฉสิทธิโชติ ชงตั้งคณะฯที่26มีพิรุธ

กกต.แย้มมีอีก 3 สำนวน ที่อนุกรรมการฯชุด 26 ต้องเดินหน้าต่อจ่อฟันกลุ่มส้ม-ก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ นัดฮั้วระดับจังหวัด-ประเทศ ชี้ช่องพิรุธจัดเลี้ยง“ห้องจูปิเตอร์”อิมแพค ด้าน“เท้ง”ยกความเห็น“สิทธิโชติ”มัดฮั้วสว.ลากโยง“ภท.”ยันยื่นป.ป.ช.ฟ้อง 157 ส่งสัญญาณถึงสส.ในสภาแต่อุบชื่อพรรค ทบทวนจุดยืนโหวต‘ซักฟอก’ให้ประชาชนตัดสินเลือกตั้งครั้งหน้า ถกรายงาน กกต.เดือด’ไอติม’ขยี้ซ้ำกกต.ไม่สั่งฟ้อง’อนุทิน-แกนนำภท.จงใจมองไม่เห็น ช้าง3ตัว ร่วมป้องระดับบิ๊กสีน้ำเงิน เจอ’ภท.’ระดมประท้วงวุ่น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน2569 จากกรณีที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย อีกทั้งว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้ระบุว่าสำหรับผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว.มี 427คน ต่อมาวันที่ 15 ก.ย.2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ออกมายืนยันว่าตัวเองและนายชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งฟ้องแกนนำผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะมีหลักฐานเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้วสว.

ซัด’สิทธิโชติ’เสนอตั้งกก.สอบชุดที่26

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14ก.ย.69 นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของกกต.ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี2567 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ที่เสนอส่งฟ้อง 229 คน (ฮั้วสว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทย) พร้อมทั้งระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ยังดำเนินการอยู่และยังไม่เสร็จสิ้นนั้น

รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.เเจ้งว่า 3สำนวนดังกล่าวซึ่งคณะอนุกรรมการฯชุดที่26 ดำเนินการไต่สวนในเวลาใกล้เดึยงกับสำนวน 229คน คือ การนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับประเทศ 3.กลุ่ม สว.อิสระ ขณะเดียวกันยังพบว่า การเเต่งตั้งคณะฯที่ 26 นายสิทธิโชติเสนอต่อที่ประชุมกกต.ว่า ควรแต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งปกติกกต.มี 25คณะ เพราะคดีมีความสำคัญและผู้ร่วมกระทำผิดมีจำนวนมาก จนมีการแต่งตั้งนายชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และร่วมงานกับดีเอสไอ จนได้ข้อสรุปในสำนวนจำนวน 75,722 หน้าโดยเสนอให้ส่งฟ้อง 229 คน ทำให้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ในขณะนั้นแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุกรรมการฯชุดที่26อีกชั้นหนึ่ง

นำดีเอสไอเข้ามาร่วมสอบผิดปกติ

แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 นั้น มีสิ่งผิดปกติบางประการ เช่น มีการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที ซึ่งมีข้อพิรุธ อาทิ การสอบพยานเป็นการสอบพยานที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งที่ กกต.ต้องดำเนินการในกรณีนี้เอง รวมทั้งกรณี นายอ.นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่มาให้การเองกับดีเอสไอและอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.ก็พบว่า ไม่มีการเรียก รปภ.เจ้าหน้าที่พรรคไปให้การและไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทำการพรรคตามที่ นาย อ.อ้างว่าที่ทำการพรรคคือหนึ่งในสถานที่จัดประชุมการฮั้ว สว. เต่คณะอนุกรรมการฯที่ 26 กลับเชื่อถือข้อมูลของนาย อ.

จัดเลี้ยงที่อิมแพคเมืองทองก็ผิดแล้ว

นอกจากนี้ กรณีการร้องเรียนการจัดประขุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เช่นกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการร้องเรียนฮั้ว สว.ที่พาดพิงพรรคภูมิใจไทย การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่พบพิรุธตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีความล่าช้า เช่น กรณีห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี เพราะพบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินการจัดประชุม จัดเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมประชุม และผู้สมัคร สว.ไม่ได้ออกเงิน เเม้จะมี สว.บางคนอ้างว่าไปประชุมที่อิมเเพค เมืองทองธานีจริง แต่ชำระเงินค่าประชุมด้วยตัวเองโดยหย่อนเงินใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารกินเอง เเต่ผู้จัดงานไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้“เเหล่งข่าว ระบุ และว่า กรณีนี้เท่ากับว่ามีการจัดเลี้ยงเเล้วและสว.ที่ไปร่วมงานเท่ากับมีความผิดแล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่

เล็งฟันกลุ่มสีส้ม-ไอลอว์-ก้าวหน้า

แหล่งข่าวจาก กกต.เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตุการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 พบพิรุธการดำเนินพิจารณา 3สำนวน โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เป็นไปด้วยความล่าช้าไม่คืบหน้า ทั้งที่ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันระดับจังหวัด-ประเทศ เพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศและ3.กลุ่ม สว.อิสระนั้น

แหล่งข่าวจาก กกต.ยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรมีพิรุธ แต่เนื่องจากเห็นว่า ต้องทำคดีที่ใหญ่ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงมาดำเนินการในส่วนอื่นตามมา ซึ่งต้องมีการเรียงลำดับคำร้องที่มีเข้ามา และทำตามหน้าที่อำนาจที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่26 จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.นี้

‘เท้ง’จี้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์งกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต.ว่า ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องการ คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขององค์กรอิสระและการที่มี กกต. เสียงข้างน้อยออกมาแสดงความเห็นนั้น ตนเองชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืนของตนเอง และตามที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาใหม่ อย่างการให้ความเห็นของกกต. เสียงข้างน้อย เราก็พร้อมนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมาหลอมรวมเข้าไปในคำร้องที่จะเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด

ชี้ฮั้วสว.ทำเป็นขบวนการแน่นอน

เมื่อถามว่า ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย มีข้อน่าสนใจตรงไหนบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความสำคัญที่สุด คือกกต.แต่ละคน อาจจะมีวิจารณญาณของตัวเอง แต่ข้อคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมา เชื่อว่าสอดคล้องกับในสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว.นั้น เป็นสิ่งที่ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีอออแกไนซ์เซอร์ คนจัดแจง จัดตั้ง อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้น คือวัตถุพยานอื่น ที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำ ของบุคคล ก็สามารถโยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยได้ ดังนั้น สาระสำคัญของการแสดงความเห็น คือหาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นศาล แค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการแน่นอน และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่นอน ควรจะต้องส่งฟ้องไปยังศาลทั้งหมด

เตรียมฟ้องแน่ทั้งมาตรา157และปปช.

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมาย และอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง คือผู้สมัครไปฟ้อง แต่ในส่วนพรรคประชาชน จะยื่นไปที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยเราสนับสนุนการดำเนินการทั้งสองส่วน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้ จะมีความคืบหน้าแน่นอน

ยื่นซักฟอก-สส.แต่ละคนมีสิทธิ์โหวต

เมื่อถามถึงเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวังผลให้พรรคเพื่อไทยไม่โหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้เห็นการแสดงความเห็นของประธานรัฐสภาว่าไม่เคยพูด ไม่พยายามไปตีกรอบ เรื่องการโกงเลือก สว.เข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ยืนยันหลักแบบนี้ต่อไป การตรวจสอบพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถพึงกระทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตีกรอบว่ามันเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนการลงมติของแต่ละพรรค คงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ และไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค ขณะนี้ตัวแทนจากพรรคมีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในสภา หากเห็นว่าการโกงเลือก สว.ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชนและสส.การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายบุคคล ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ

พรรคไหนยกมือหรือไม่มีผลต่อลต.

เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรค อาจจะไม่ได้เพราะพรรคเพื่อไทย ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดในรัฐบาลว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่า ไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค เพราะไม่อยากให้เป็นทางการเมืองแล้วโต้ตอบกันไปมา เพราะนักการเมืองทุกคนถูกตัดตัดสินโดยประชาชน ประชาชนโดยทั่วไปน่าจะตีความได้ และผลโหวตจะเป็นอย่างไร ก็ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต้องตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมด

เมื่อถามว่าหากอภิปรายไปแล้วพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ฉากทัศน์เปลี่ยน มองอนาคตอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่แต่ละคนวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้ง สส.และประชาชน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งการเมือง สมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ อย่าง กกต.อะไรที่ไกลกว่านี้ ขอให้รอสถานการณ์ครั้งหน้าดีกว่า

เตือนอย่าพยายามฟ้องร้องปิดปาก

เมื่อถามถึงสำนวนที่เหลืออยู่ที่ประชาชนยังไม่เห็นมีมากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ควรจะต้องออกมาให้คำตอบและเป็นคนที่เราควรตั้งคำถามต่อเขามากที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนโดยตรงและข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้มาทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้ว ตัวแทนภาคประชาสังคม สส.ที่เปิดเผยนี้ เพราะบังเอิญมีคนในที่ทนไม่ได้กับขบวนการโกง ออกมาให้ข้อมูล เมื่อนำมาเปิดเผยแล้ว กลับมีการพยายามฟ้องร้องปิดปาก รัฐบาลใช้อำนาจตัวเองในการฟ้องร้องปิดปาก แบบนี้ไม่ถูกต้อง แทนที่จะตั้งคำถามต่อพวกเราว่า เรามีข้อมูลอะไรบ้าง เราอาจให้ข้อมูลไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อแหล่งข่าว โดยเราต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ทำหน้าที่ว่า ต้องแสดงความโปร่งใสออกมาให้มากที่สุด

’ไอติม’ขยี้ไม่สั่งฟ้อง’หนู-แกนนำภท.’

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการรับทราบผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี2567และปี2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5ชั่วโมง

เริ่มจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.77คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็นสว.26คน แกนนำ สส.กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 1คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบสะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกงสว.ที่ตีกรอบว่า ขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานว่า การโกงทำเป็นขบวนการ มีทั้งโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชั่น ที่มี สว.130กว่าคน อยู่ในโพย เป็นขวนการเดียวกัน สถิติลงคะแนนระดับประเทศ ยืนยันมีการแลกคะแนนเป็นขบวนการ และศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัครสว.ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ตามที่ต่างๆ รวมถึงมีการปฐมนิเทศ สว.หลังได้รับเลือก พบว่า วันที่ 21ก.ค.2567 หลัง 200สว.ได้รับการรับรองจากกกต.มีสว.หลายสิบคนไปประชุมที่โรงแรมพูลแมนเพื่อปฐมนิเทศ ตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา

ทำไมกกต.ปัดตกคำให้การ’เอกราช

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย แม้กกต.ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวโกงสว.เหตุใด นางรัตนา จึงโทรคุยกับสว. 19คน 62ครั้ง ในช่วงเวลา 80วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.

‘ศุภชัย’ประท้วงอภิปรายนอกเรื่อง

ทำให้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงทันทีว่า นายพริษฐ์นำสำนวนที่เป็นความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภา แต่นายโสภณวินิจฉัยให้นายพริษฐ์พูดต่อ โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวการเลือก สว.แต่การที่กกต.ยังสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเลือกสว. 2.นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงเลือก สว.

ภท.ดาหน้าประท้วงวุ่นใส่ร้าย’หนู’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นทันที เมื่อสส.พรรคภูมิใจไทย รุมประท้วงขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด เพราะเป็นการกล่าวหานายกฯ เนื่องจากกกต.วินิจฉัยแล้ว ยืนยันว่า นายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้อง แต่ตนจะไม่ให้ถอนคำพูด แต่ต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า 3.มาตรฐานกกต. ที่ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกงสว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของ คน2คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้องสว.ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต

ชี้4เสียงไม่ฟ้องมาจากกกต.สีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ กกต.ต้องทำมี 4ข้อคือ 1.ต้องเปิดเผยมติของกกต.ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการชุดที่26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ไปที่ศาลฎีกา 3.ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกงสว.ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกงสว.มากกว่า 77คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม ทั้งนี้หากตัดความเห็น 4กกต.ที่มาจากสว.สีน้ำเงิน จะเห็นว่า กกต.3เสียงที่ให้สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย และนายอนุทินไปที่ศาลฎีกา ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แกนนำภูมิใจไทยและนายอนุทินไม่ถูกสั่งฟ้อง เพราะดุลยพินิจ 4กกต.ที่มาจากการเลือกของสว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลยพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หากกกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทนกกต.ว่า ความน่าเชื่อถือของกกต.ในสายตาประชาชน จะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาฯในปีหน้า

‘ภัณทิล’มึนไม่มีนักการเมืองถูกฟ้อง

จากนั้น นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว.ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11ครั้งมีมติส่ง 77คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็ง แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7คน เพราะคดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15คน ประกอบด้วยอดีตผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส.

สายตาพร่ามัว-ทั้งที่มีเส้นเงินโยงใย

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ตนถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็นขอยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11ราย ตนขอตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7คน เห็น นายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยสามารถจ่ายเงินเอง นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ ไปถึง นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎษร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล นายพิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่ากกต.อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต.ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ต้องออกมาพลีชีพ

ซัดปธ.กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลย

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ประธาน กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามว่ากกต.ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ นายสิทธิโชติ เลยรีบกระโดดออกมา เพราะกลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่า มีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา157

สว.สำรองร้องศาลสั่งไต่สวนใหม่

ที่ศาลฎีกา กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้รับคำร้อง คัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.กรณียกคําร้อง 3ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวว่า ทั้ง 3ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบัยแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน โดยสรุปแล้วทั้ง 77ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา62 ของ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งกกต.

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก10ปี วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3วัน ตามมาตรา44โดยขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่1-3ที่บอกว่า ไม่ผิด ขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่และขอให้ไต่สวนว่า เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบ หรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว.138คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุป คือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่