‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

 “สนธิญา” ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ถอนประกันตัว “ไอซ์-รักชนก” ต่อศาลอาญา โดยพบการกระทำผิดซ้ำ ปอ.มาตรา 112  กระทบต่อพระมหากษัตริย์ กระทบประชาชนหมู่มาก

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญา นายสนธิญา สวัสดี  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ,อดีตที่ปรึกษา ปธ. กมธ.กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอถอนประกันนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ต่อศาลอาญา  ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2739/2566  โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ในฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้ศาลอาญาส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งให้ถอนประกัน

นายสนธิญา กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.28 น. นางสาวรักชนกฯ โพสต์กล่าวหาใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยจังหวะใช้ละครซีรีย์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” มาเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ในหลายประเด็น โดยตนได้รวบรวมพยานหหลักฐานแล้วได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปราม ในความผิดฐานนำเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ก่อให้ตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชน ในประการที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นความเท็จ และกระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยประชาชนพบเห็นการกระทำ สามารถกล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(8) โดยตนได้กล่าวโทษจำเลยในคดีนี้ ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับจำเลยในคดีนี้ตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามที่ประสบพบเจอเหตุการณ์มาจริง ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

ต่อมาตนได้ตรวจสอบ เงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวของนางสาวรักชนกฯ ในการปล่อยตัวนางสาวรัชนกฯ จำเลยชั่วคราว โดยศาลระบุเงื่อนไข ห้ามกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันอีก  วันนี้ตนจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อศาลอาญาเพื่อให้ศาลอาญาส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อไป

ตนขอเรียนต่อสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนว่า ความผิดที่ตนได้พบเห็นการกระทำ เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ที่บัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นการคุ้มครองพระเกียรติยศ องค์พระประมุขของประเทศในระบอบการปกครองระอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งในการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุณธรรมทางกฎหมาย มุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อมิให้บุคคลใดจวบจ้วง กระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยมีเจตนาลดทอนพระเกียรติพระองค์ท่าน ทั้งกระทำล้มล้างการปกครอง เซาะกร่อน บ่อนทำลาย พระมหากษัตริย์ หรือกระทำต่อปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์จะกระทำไม่ได้  ซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทราบเป็นอย่างดี เพราะในการเปิดประชุมสามัญครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชดำเนินในการเปิดประชุมสมัยสามัญ จำเลยเข้าร่วมประชุมจะต้องกล่าวคำปฏิญาณตน จะจงรักภักดี ต่อชาติ พระมหากษัตริย์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 

ทั้งในขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้ จำเลยมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีสามัญสำนึกมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งเห็นได้จากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยสถิติโดยตรวจสอบจากข้อมูลของศาลยุติธรรม พบว่า เป็นกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นเครือข่ายของจำเลยที่กระจายกันกระทำผิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภัยร้ายแรงของประเทศ ทั้งย่อมมีผลต่อกระทบต่อรูปแบบการปกครองเป็นอย่างอื่น โดยจำเลยได้กระทำผิดซ้ำ โดยอาฆาตแค้นพระมหากษัตริย์​ในรัชกาลปัจจุบัน อันเป็นแรงจูงใจในการกระทำหมิ่นประมาท อาฆาต มาดร้าย แม้จำเลยจะกลบเกลือนการกระทำ แต่ผู้ร้องและประชาชนรายอื่น ย่อมเก็บหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยได้ ภายในอายุความตามกฎหมาย การกระทำความผิดซ้ำของจำเลย เป็นเจตนาที่กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว  ทำให้ประชาชนหมู่มากเกิดความไม่สบายใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมของจำเลย ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม และกระทบต่อองค์พระประมุขของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง  ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย โดยตนเล็งจะยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนต่อไป

Leave a comment