‘วรภัค’ แจงชื่อโผล่ในลิสต์ เอกสารกมธ.สหรัฐ แค่ตรวจสอบ-ยังไม่ชี้ว่าผิด ยันไม่เกี่ยวสแกมเมอร์-ค้ามนุษย์

16 กันยายน 2569 เวลา 22:02 น.

จากกรณีก่อนหน้านี่ที่มีการเผยแพร่ข่าวของ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชื่อของ วรภัค ธันยาวงษ์ ปรากฏอยู่ในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ บางคณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 

ล่าสุดวันนี้ 16 กันยายน 2569 วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความร่ายยาวถึงกรณีดังกล่าว ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ชื่อของผมปรากฏอยู่ในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ บางคณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นั้น

ผมขอชี้แจงว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการ ขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาว่าบุคคลที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการใช้มาตรการ sanctions หรือไม่ มิใช่ผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยว่าผมได้กระทำความผิด และมิได้หมายความว่าผมถูกสหรัฐฯ sanctions แล้ว

ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผมไม่เคยมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของ scam centers การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ cybercrime หรืออาชญากรรมข้ามชาติใดๆ ตามที่มีการกล่าวถึง

วันนี้ผมได้ติดต่อ Office of Foreign Assets Control (OFAC), U.S. Department of the Treasury อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อขอช่องทางในการนำส่งข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานให้หน่วยงานของสหรัฐฯ พิจารณา และกำลังจัดส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะ เพื่อขอโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและขอทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผม เพื่อที่จะสามารถตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างตรงประเด็น

ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการตอบข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนี้ คือ ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้

สำหรับข้อกล่าวหาบางส่วนที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับผมก่อนหน้านี้ ผมได้เลือกใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อกล่าวหาดังกล่าว ปัจจุบันมีคดีหนึ่งที่ศาลรับไว้พิจารณาแล้ว และอีกคดีหนึ่งได้เสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องและอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล

ผมไม่ขอคาดเดาว่าการที่ชื่อของผมปรากฏในหนังสือของสหรัฐฯ ครั้งนี้มีที่มาหรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่เป็นคดีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือใช้ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้ เพื่อชี้แจงต่อทั้งศาลไทยและหน่วยงานของสหรัฐฯ

สำหรับรายละเอียดของข้อกล่าวหาบางส่วนที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลไทย ผมขอไม่เปิดเผยหรือโต้แย้งผ่านสื่อในขณะนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม
เมื่อมีความคืบหน้าที่เหมาะสม ผมจะแจ้งให้ทราบต่อไปครับ

วรภัค ธันยาวงษ์

16 กันยายน 2569″

วรภัค ธันยาวงษ์

หลังจากที่โพสต์ของ วรภัค ธันยาวงษ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น

“เป็นกำลังใจให้นะครับพี่ต่อ เสียดายโอกาสประเทศไทยเหมือนกันครับถ้าได้พี่ช่วยบริหาร น่าจะดีกว่านี้ไม่มากก็น้อยครับ”

“เปนกำลังใจให้ครับ”

“ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยครับ”

“ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนเอาชนะคดีความและข้อกล่าวหาทั้งหมดครับ”

“ขอส่งอีกหนึ่งกำลังใจให้ พี่ต่อ และ ครอบครัว ค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ ครับ”

“สู้ๆ ค่ะเจ้านาย”

“เป็นกำลังใจให้พี่ต่อนะคะ”

“ขอเป็นกำลังใจครับ คนดีไม่มีวันตาย”

วรภัค ธันยาวงษ์
วรภัค ธันยาวงษ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Vorapak Tanyawong

‘โรม’ซัดรัฐบาลอนุทิน เพิกเฉยแม้เรื่องเกิดในไทย หลังกมธ.สหรัฐตามจี้ เครือข่าย‘ยิม เลียก‘ แถมมีชื่อ’วรภัค’โผล่ในลิสต์

16 กันยายน 2569 เวลา 21:46 น.

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ข่าวสหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ สะท้อนความจริงองค์กรอาชญากรรมแทรกซึมรัฐไทย

วันนี้ (16 กันยายน 2569) มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 26 บุคคลและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในจำนวนนี้มีชื่อคุ้นๆ อย่าง เบน สมิธ, ยิม เลียก รวมไปถึงวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย

ผมเคยอภิปรายเมื่อปีที่แล้ว ถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาซึ่งโยงไปถึงเบน สมิธ และยิม เลียก รวมถึงพยายามเชิญคุณวรภัค ซึ่งถูกเปิดเผยความเชื่อมโยงในเวลาต่อมา ให้มาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ (ซึ่งผมเป็นประธานในขณะนั้น) ด้วย แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด

ข่าวการเสนอคว่ำบาตรจากฝั่งสหรัฐฯ ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงินที่แทรกซึมเข้ามาในกลไกของรัฐไทย อยู่ ซึ่งเราจะต้องพยายามหาทางถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไป

นี่คือบทสะท้อนว่าเครือข่ายสแกมเมอร์สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐ และมีตำแหน่งแห่งที่ในระดับที่สูง ในรัฐบาลไทยได้ อย่างไร

น่าคิดว่าแม้คนอย่างวรภัค จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่รัฐบาลอเมริกันติดตาม และขอให้มีการลงโทษ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นในไทยแท้ๆ แต่รัฐบาลอนุทินกลับไม่ทำอะไรต่อ

‘กรณ์‘ กางเอกสารกมธ.สหรัฐ ชงบอยคอต28รายชื่อ พบอดีตรมช.คลัง ‘วรภัค’ โผล่ด้วย

16 กันยายน 2569 เวลา 21:32 น.

กรณ์

จากกรณีก่อนหน้าที่ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย

ล่าสุดวันนี้(16 ก.ย. 2569) เวลาช่วงเย็น กรณ์ จาติกวณิช โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเอกสารจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “โพสต์ที่แล้ว ผมพูดถึงเอกสารจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ประเทศไทยควรติดตาม วันนี้ขอลงรายละเอียดครับ

จดหมายลงวันที่ 15 กันยายน 2026 ลงนามโดย Brian Mast ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ John Moolenaar ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขอให้พิจารณาภายใน 180 วันว่า บุคคลและนิติบุคคลที่ระบุชื่อไว้ เข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่

กฎหมายฉบับนี้ใช้กับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและการคอร์รัปชัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ลงมือ แต่ครอบคลุมถึงผู้สั่งการ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผู้ใช้บริษัทบังหน้า และผู้ที่คุ้มครองหรือได้ประโยชน์จากเครือข่าย หากถูกขึ้นบัญชี ผลคือทรัพย์สินในสหรัฐฯ ถูกอายัด ห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลและบริษัทอเมริกัน และถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์

และในรายชื่อที่ขอให้ตรวจสอบ ปรากฏชื่อนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ผมขอย้ำให้ชัดว่า การถูกระบุชื่อในจดหมายยังไม่ใช่คำตัดสิน และยังไม่ใช่การคว่ำบาตร แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ เพราะประธานคณะกรรมาธิการสำคัญสองชุดของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กำลังขอให้เปิดกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กับชื่อที่มีคนไทยอยู่ด้วย

คำถามที่เราต้องตอบให้ได้ คือเหตุใดจึงต้องรอให้ต่างประเทศเริ่มก่อน ทั้งที่ข้อมูลโครงสร้างธุรกิจ เส้นทางการเงิน ผู้ถือหุ้น และผู้รับผลประโยชน์ จำนวนมากอยู่ในมือหน่วยงานไทยอยู่แล้ว และเพียงพอที่จะเริ่มดำเนินการได้

ผมและคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ติดตามเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายเดือน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เราส่งหนังสือถึง ก.ล.ต. เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบ พร้อมนำส่งเอกสารและหลักฐานครบถ้วนแล้ว จนถึงวันนี้ ประชาชนยังไม่เห็นคำชี้แจงหรือความคืบหน้าที่ชัดเจน ผมยังได้อภิปรายเรื่องนี้หลายครั้งต่อหน้านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแล ก.ล.ต.

นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองรายวัน แต่คือความปลอดภัยของประชาชน ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐที่ต้องใช้กับทุกคนเสมอกัน

การตรวจสอบที่ล่าช้าไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป มีแต่จะเปิดทางให้ต่างชาติเป็นฝ่ายไล่เส้นทางการเงินและกำหนดมาตรการแทนเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ความเสียหายต่อชื่อเสียง แต่คือความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางกฎหมายของประเทศ

ประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็ง ต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดโปงก่อนครับ”

กรณ์ จาติกวณิช

ไม่เพียงแค่นั้น กรณ์ จาติกวณิช ยังได้โพสต์ภาพเอกสารลงมาเพิ่มเติมภายในคอมเมนต์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น

“น่าแปลกใจครับ ชื่อ สส. หรือ ผู้เคยลงสมัคร สส. ที่เป็นข่าว ไม่มีในรายชื่อเลย น่าสนใจจุดนี้เหมือนกันนะ ระดับ USA ทำงานน่าจะครบถ้วนนะครับ หรือว่ามีแต่อยู่อีก เทียร์”

“ขอบคุณคุณกรณ์ฯ ที่เปิดกล้องวงจรปิดให้เราดู ได้รู้ ได้เห็น “กลุ่มโจร” ในทำเนียมรัฐบาลไทยฯ”

“รัฐไทย ข้าราชการไทย”

“โดนใส่ร้าย – เข้าใจผิดรึป่าว??? เค้าปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดเลยนี่นา”

“รมต รัฐบาลเศษรฐา”

“อันนี้ไม่เรียกว่าปราบสแกมเมอร์แล้ว เรียกว่าทำงานด้วยกันเลย”

“สรุปที่คุณโรมพูดคือจริงทุกอย่างเลย”

“Benjamin และคนอื่นๆที่เชื่อมโยง ขนาด ปชป ส่งเรื่องไปตั้งนาน แต่กว่าจะขยับ (นิดนึง) เงินก็น่าจะถ่ายโอนออกไปมาก ที่อายัดได้น่าจะส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง .. อำนาจเยอะแต่เรื่องแบบนี้จัดการได้ไร้ประสิทธิภาพ เงินเทาดำมันคงเยอะถึงรั้งไว้ได้หรือป่าว lol lol lol”

“อ้อ ex-minister แล้วมาเกี่ยวอะไรชุดนี้ครับ”

“แบบนี้นานกหนูมีความผิดไหม?? เหตุตั้งรมต.ที่ประวัติอาญากรรม สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ แบบนี้”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ผลประโยชน์ชาติ

16 กันยายน 2569 เวลา 20:23 น.

รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย–กัมพูชา “พร้อมเจรจา แต่ไม่ยอมเสียสิทธิ” ยืนยัน เรื่องทะเลไม่เกี่ยวเกาะกูด ไทยต้องปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ณ สิงคโปร์ โดยย้ำสาระสำคัญจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย สรุปเป็น 6 จุดยืนสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

1. ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย

ประเทศไทยยึดแนวทางสันติและการเจรจามาโดยตลอด เพราะไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ“ไทยพร้อมคุย พร้อมหาทางออก และพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เรื่องอธิปไตยและสิทธิของประเทศไทย เราต้องรักษาอย่างเต็มที่”

2. “เขตแดนทางทะเล” ไม่ใช่ “เขตแดนทางบก” และไม่เกี่ยวกับเกาะกูด

ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการว่า กระบวนการประนอมครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูดไทยยืนยันเขตทางทะเลตามพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 และปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

3. ไทยพร้อมใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต้องอยู่บนข้อเท็จจริง

ประเทศไทยยึดมั่นใน UNCLOS และกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าร่วมกระบวนการประนอมด้วยความสุจริตใจ แต่การใช้กฎหมายระหว่างประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวหรือใช้เวทีระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง

4. MOU 2544 ไม่ใช่ข้ออ้างว่าไทยปิดประตูการเจรจา

ฝ่ายไทยชี้แจงว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่า เมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่กระบวนการประนอม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามจุดยืนของไทย ตลอดระยะเวลา 25 ปี มีการประชุมอย่างเป็นทางการภายใต้กลไกดังกล่าวเพียงสองครั้ง และไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ไทยเคยเสนอให้ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจาเรื่องเขตทางทะเลโดยตรง ดังนั้น ไทยไม่ได้ปิดประตู แต่เสนอทางออกและเปิดประตูการเจรจามาโดยตลอด

5. ไทยเลือก “การทูต + กฎหมาย” ไม่เลือกการกล่าวหากัน

แนวทางของไทยคือ ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และใช้การทูตเพื่อหาทางออกระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความขัดแย้งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันว่าใครกล่าวหาอีกฝ่ายได้มากกว่า หรือใครสร้างภาพว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำได้มากกว่า ไทยพร้อมพูดคุยบนพื้นฐานของความจริงใจ แต่ความจริงใจต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย และการฟื้นความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความไว้วางใจและเคารพซึ่งกันและกัน

6. เวทีนี้ไม่ควรมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ประเทศไทยต้องไม่เป็นฝ่ายเสียสิทธิ

เป้าหมายของไทยคือการหาข้อยุติเรื่องเขตทางทะเลที่เป็นธรรม ใช้ได้จริง และยั่งยืน เพราะไม่ว่ากระบวนการนี้จะจบลงอย่างไร ไทยกับกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป รัฐบาลจึงต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ไม่ทิ้งความขัดแย้งไว้ให้คนรุ่นต่อไป แต่ในกระบวนการดังกล่าว ผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของไทยต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

จุดยืนที่นายสีหศักดิ์นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการสะท้อนหลักการสำคัญของรัฐบาลว่า สิ่งที่ไทยต้องการมีเพียงการรักษาสิ่งที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ “ไทยเลือกสันติภาพ แต่ไม่ใช่สันติภาพที่ต้องแลกด้วยอธิปไตย ไทยเลือกการเจรจา แต่การเจรจาต้องอยู่บนข้อเท็จจริง และไทยพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เมื่อมีข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไทยก็มีหน้าที่ชี้แจงและปกป้องประเทศอย่างเต็มที่ นี่คือจุดยืนของรัฐบาลไทย”

‘อภิสิทธิ์’กังขาพยานฮั้ว ส.ว. กลับคำให้การพยาน-ตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมาก เสี่ยงล้มล้างการปกครอง

16 กันยายน 2569 เวลา 19:36 น.

‘อภิสิทธิ์’ท้าถาม‘ประชาชน’เชื่อเลือกตั้งสส.-เลือก สว. สุจริตหรือไม่ ตั้งกังขาปมกลับคำให้การพยาน-ตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมากเสี่ยงล้มล้างการปกครอง

วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีการพูดถึงช้างบ่อย เพราะต้องการเน้นย้ำว่าบางครั้ง เรามาพิจารณาในบางเรื่องและรายละเอียดเรื่องต่างๆ โดยลืมภาพใหญ่ไป โดยในรายงานของ กกต. มีตัวประเมินการชี้วัดในรูปแบบต่างๆ แต่สำหรับตนเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ กกต. ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 2540 ให้เป็นองค์กรอิสระที่มาใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติคือการออกระเบียบต่างๆ อำนาจบริหารคือการจัดการการเลือกตั้ง และอำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการคือการพิจารณาลงโทษบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ในบางช่วง เช่น การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะถือว่ากกต. เด็ดขาด แต่หลังจากนั้น เป็นเรื่องที่สามารถจะส่งให้ศาลพิจารณาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือองค์กรนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่นั้นจะไม่มีหลักประกันในเรื่องของความเที่ยงธรรม ในการที่จะผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกคุกคามจากการบิดเบือนเจตนารมย์ของประชาชน ในการส่งตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไปไม่อยากให้บางท่านที่อยู่บนบัลลังก์นี้หรือเจ้าหน้าที่กกต. มองว่าตนหรือพวกเราวิจารณ์ตัวท่าน เพราะทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดี มีคนที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่มีหลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วทำให้องค์กรเสียหาย ซึ่งในภาพใหญ่ ตนขอถามง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ตัวชี้วัดที่อยู่ในรายงาน ตนท้าให้ประธาน ไปถามประชาชนที่ไหนก็ได้ ว่าวันนี้มีใครเชื่อบ้าง ว่าการเลือก สว.ปี 2567 และการเลือกตั้ง สส. ซึ่ง กกต.ต้องเตรียมการตั้งแต่ปี 2568 ตามรายงานนี้สุจริตเที่ยงธรรม ตนท้าเพราะ ไม่เชื่อว่ามีคนไหนพูดเช่นนั้น และวันนี้ที่น่าสะท้อนใจที่สุดคือ เวลาเราไปเจอผู้คนที่อยากมาเป็นนักการเมือง หลายคนบอกว่ามาไม่ไหว เพราะไม่สามารถทำในสิ่งผิดกฎหมาย แข่งขันกับคนอื่นได้ และมีเพื่อนสมาชิก เวลาเราคุยกันส่วนตัว บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องการประมูล การทำผิดกฎหมาย แข่งขันกันแล้ว แต่ไม่สามารถมีใครทำได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ เมื่อรายงานเป็นปี 2567 และ 2568 ก็คือเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของกกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา แต่ตนจะย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 และ 2568 กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง ที่ทำให้การเลือก สว. สุจริตและเที่ยงธรรมในการป้องกัน ไม่ให้เกิดการทุจริตหรือฮั้ว จริงๆ ถ้าตั้งต้น เลขาธิการกกต. ตั้งต้นดีมากในช่วงปี 2567 โดยพูดแต่ต้นว่าศาลฎีกาเคยตัดสินคดีมาแล้วทั้ง 2 คดี ตั้งแต่ปี 2562 ตอนเลือกตามบทเฉพาะกาล ว่าลำพังการคะแนนเสียงกันก็เป็นความผิดแล้ว โดยศาลอธิบายหลักของการเลือก สว. ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญชัดว่าเป็นเรื่องของคนที่มีคุณวุฒิประสงค์จะมาเป็น สว. มาสมัครแล้ว เขาก็ให้มีโอกาสเลือก 2 หมายเลข สันนิษฐานว่า 1 หมายเลขก็ต้องเรียกตัวเอง ส่วนอีกหมายเลขหนึ่งก็พิจารณาจากประวัติของบุคคลอื่นที่มาสมัคร ที่ศาลตัดสินว่าเพียงแรกคะแนนก็ผิดกันแล้ว ศาลใช้คำว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครผู้อื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของการเลือกตามรัฐธรรมนูญ แต่ทำไปทำมา ในการจัดการเลือก สว. ครั้งนี้ ไม่ได้พยายามออกแบบมาป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา สิ่งที่เรียกว่าเป็นการฮั้วหรือการทำผิดกฎหมายอีก ซึ่งในบทเฉพาะกาลอุตส่าเขียนว่าที่ไหนมีคะแนนเลือกแล้วได้ 0 แล้วมีคนได้ 0 คะแนนเยอะกฎหมายให้สันนิษฐานเด็ดขาดว่าเกิดการสมยอมขึ้น เพราะเห็นว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาสมัคร แต่มาสมัครเพื่อคนอื่น หรือถูกกะเกณฑ์มาเพื่อเลือกคนอื่น แต่พอเลือก สว. ปี 2567 กกต. ไม่เอาหลักนี้มาใช้ ซึ่งตนเคยสนทนากับเจ้าหน้าที่กกต. บอกว่าจริงๆระบบนี้ เลือกที่ไหน หากมีแม้แต่คนได้ 0 คนเดียว ก็ให้ตัดแล้วเลือกใหม่อีกรอบ แต่ กกต.ไม่ทำ ยังไม่พอ ระเบียบที่จะเข้ามากำกับว่าใครมีคุณสมบัติอยู่กลุ่มไหนตามกฎหมาย จะมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็ไม่รัดกุม สุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้น ทำให้มีการสมัครผิดกลุ่ม คุณสมบัติจริงหรือไม่ที่บอกว่าเป็นสายสาธารณสุขหรือสายสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นการเอื้อให้เกิดขบวนการเกณฑ์คนมาแล้วทำขบวนการที่เป็นการฮั้วได้อย่างเป็นระบบทั้งประเทศ แม้วันที่เลือกระดับประเทศ ซึ่งแต่ละรอบจะต้องมีการเลือกทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะต้องเลือกในกลุ่มก่อนถึงจะไปเลือกไขว้ คำถามก็คือพอช่วงบ่ายบางคนตกรอบไปแล้ว ทำไมไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขผู้สมัคร แปลว่าผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้วก็ยังมีหมายเลขอยู่ ทุกคนได้หมายเลขเดิม อย่างนี้ช่วยให้ฮั้วตามโพยได้หรือไม่ เพราะถ้าเปลี่ยนหมายเลข ก็ต้องไปทำโพยกันใหม่ทั้งตอนเช้าและบ่ายแต่ กกต. ก็ไม่ได้ทำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนติดใจ กกต. 2-3 เรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่มาจากปาก กกต. เสียงข้างน้อย ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่ามีความพยายามที่จะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอ จังหวัด ถูกตัดตอนเกือบหมด คือมีขบวนการฮั้วไม่พอ ยังมีเครือข่ายครอบงำในระดับจังหวัดและอำเภอ ในที่สุดเป็นเหตุผลว่าทำไมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์ดีเอสไอ ก็ขอให้มีการเคารพศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่วินิจฉัยไปแล้วว่ากระบวนการต่างๆที่ดำเนินการในช่วงนั้นเป็นกระบวนการที่ชอบ ขอให้ กกต. ตอบด้วยว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัด

สอง เพราะเส้นเงินถึงคนรอบตัว ตัวใหญ่ๆ แต่พอ จะมีการไปเอาเส้นเงินมาจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปถึงผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น กกต. กลับมีมติ 4:3 ไม่รับมาเข้ามา เหตุผลคืออะไร เพราะเราอยู่ระบบไต่สวนของ กกต. อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคดีทำไมไม่รับเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นสำนวนของดีเอสไอส่งให้ กกต. ก็ไม่รับ ตอบได้หรือไม่ว่าเป็นการใช้อำนาจที่นำไปสู่การสุจริตเที่ยงธรรม เพราะทุกอย่างถูกปฏิเสธหมด

สาม ประเด็นที่จะจัดพิจารณาถึงคนที่มีอำนาจมากๆ ถูกตีวงให้แคบลง ซึ่งพยานจะมีไม่กี่ปากที่สามารถเข้าไปใกล้ชิดได้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าใครอยู่ร่วมขบวนการบ้างเป็นรายบุคคล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการกลับคำให้การของพยาน จึงทำให้ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าพิจารณาในกระบวนการจะดูแยกส่วนไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องกัน ดีที่กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ไปรับผิดชอบสอบเหตุการณ์ที่ภาคใต้ ที่เกิดขึ้น 70 จุดพร้อมกัน ท่านก็คงบอกว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกัน แต่ทำไมเราเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆที่ พฤติกรรมการเลือกส.ว. เกิดขึ้นทั้งปทุมธานี อยุธยา นครนายก เชื่อมโยงกันหมด แต่ต้องมาแยก บอกว่าต่างคนต่างทำไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปได้อย่างไร ตนมีประเด็นที่ข้องใจ พยานกลับคำให้การ ซึ่งพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ต้องหา ถูกกันเป็นพยานเพราะให้การเป็นประโยชน์ คำถามคือมากลับคำให้การ แล้วทำไมยังถูกกันเป็นพยานต่อ ในเมื่อสิ่งที่บอกว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเท็จ เขาต้องกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ต้องถูกดำเนินคดีจะได้รู้ว่ารอบไหนกันแน่ที่ถูกข่มขู่ และการให้การในรอบแรกถ้าเป็นเท็จจริง ตนได้อ่านมาตรา 78 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และถ้าการกระทำนั้นมาให้การกลับกกต. ก็มีโทษสูงขึ้นไปอีก คำถามคือทำไมเลขาธิการกกต. กับกกต. วินิจฉัยว่าผู้นี้ไม่ผิดมาตรา 78 ก็ยังกันเป็นพยานต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านต้องเชื่อคำให้การแรกเท่านั้น ท่านจะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะมีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีพิรุธว่ามาให้การอย่างนี้ แล้วจะช่วยกัน มากับคำให้การก็จะช่วยกันโดยที่ไม่มีความผิด

“ทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ตนบอกว่ามันกำลังทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะท่านทำเรื่องนี้ล่าช้า 2 ปี กลายเป็นว่า กกต.ที่วินิจฉัยคดีนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเสียงข้างมาก ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติการปกครองพิจารณาไม่ได้เลย แต่บังเอิญกฎหมายกกต. บังคับว่าต้องเข้าประชุมต้องลงคะแนนไม่เช่นนั้นให้ลาออกไปเสีย แต่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าถูกกำหนดบรรทัดฐานมาแล้ว ที่ท่านทำล่าช้าเป็นเหตุให้ศาลฎีการับเรื่องที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือการสมัครผิดกลุ่ม เพราะศาลคงดูแล้วว่าคำร้องนี้ไม่เคยมีการแจ้งคำวินิจฉัย ทำให้ศาลต้องรับเรื่องไป และเมื่อมติออกมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน ก็เคยมีคนร้องและร้องก่อนที่กกต. จะประกาศรับรองผล จึงเป็นเหตุว่าคงจะมีการยื่นศาลฎีกาอีก เพื่อให้มีการวินิจฉัยในเรื่องเหล่านี้ เพราะเจตนารมย์เดิมที่จะให้กกต. สุจริตเที่ยงธรรมถูกทำลายไปหมด ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการต่อ ศาลฎีกาที่จะมีการไต่สวนก็จะชี้ให้เห็นว่าที่กกต. พิจารณานั้นไม่ครบถ้วน แล้วยังมีศาลฎีกาอีกที่มองว่าท่านยังไม่ได้แจ้งคำร้องและคำวินิจฉัย ซึ่งจะมีการโต้แย้งกันไปมา ยังไม่นับมาตรา 157 สำหรับเสียงข้างมาก ขอให้ตั้งหลักกันให้ดี ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง“นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ศุภชัย จี้ กกต. แจงปมสำนวนฮั้ว สว. ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย ตรวจสอบรั่วไหลเอกสาร-ดำเนินตาม กม.

16 กันยายน 2569 เวลา 19:19 น.

ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย! ‘ศุภชัย’ ไล่บี้ ‘กกต.’ แจงปม ‘สำนวนฮั้ว สว.’ ตรวจสอบการรั่วไหลของเอกสาร-ดำเนินการตามกฎหมาย แนะยึดพยานหลักฐาน-กม. อย่าหวั่นไหวตามกระแสสังคม

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อ 16.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงตอนหนึ่งว่า วันนี้มีการปรากฏเป็นข่าวว่าในขณะที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของกกต. ชุดที่ 26 สอบสวนฝ่ายสีน้ำเงินมา 2 ปี ปรากฏว่ามีอีก 3 สำนวนที่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เสร็จคือ สว. กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และสว. กลุ่มสีส้ม ตนไม่เรียกว่าเป็นระบอบสีส้มหรือไม่ ทำไมวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชื่องช้า ซึ่งเป็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้ว่าวันนี้ถึงไหน สิ่งที่ตนต้องการคือกกต.ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน โดยเอกสารในสำนวนที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ตนไม่ทราบว่ากกต. นั่งดูเขานำสำนวนที่อยู่ในมือ แล้วท่านเฉยเมย แม้จะบอกว่าไปแจ้งกองปราบแล้ว ท่านแจ้งแค่นั้นแต่ไม่บอกประชาชนว่า กำลังดำเนินการใดอยู่ ท่านนิ่งเงียบนิ่งเฉย จนน่ากลัวว่าท่านไม่ให้ความสนใจ ท่านนำความลับของท่านไปเผยแพร่ ท่านไม่รู้สึก ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาวเลยหรือ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน เขามาหยามท่านทุกวัน ท่านก็ไม่รู้สึกอะไร เกิดอะไรขึ้นกับกกต.

”วันนี้ปัญหาอยู่ที่คนนำมาเปิดนี่นิดนี่หน่อย เลือกเฉพาะบางหน้า บางคำให้การ และบางประโยค เพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่นำมาเปิด ประชาชนไม่ได้เห็นสำนวนครบถ้วน ในที่สุดสำนวนนั้นก็หลอกคนครึ่งประเทศ ตั้งแต่ยุวชนจนถึงผู้อาวุโสของประเทศ ลงชื่อเรียกร้องให้กกต. ทำเช่นนั้นเช่นนี้ เพราะเชื่อสำนวนที่หลุดมา โดยไม่ฟังความจริงว่าสำนวนนี้แท้จริงเป็นอย่างไร ท่านไม่ออกมาเลย นิ่งเฉย นี่คือสิ่งที่ผมอยากตำหนิกกต. และกกต. ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วันนี้คนทั้งประเทศเขาเชื่อสำนวนแล้ว จากการที่จากการที่เปิดบางประการเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง“ นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า วันนี้จึงอยากให้ท่านตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และรีบดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนนั้นมาเปิดเผย ที่ตนพูดมาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับกกต. ไม่ได้ต้องการที่จะปกป้องบุคคลใด หรือคนจากพรรคการเมืองใด ตนพูดตลอดว่าถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด และจุดยืนตนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนออกมาปกป้องกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรครวม 8 คน เพราะตนมั่นใจว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด ขอบคุณกกต. ทั้ง 7 คน ที่ได้ไปพิจารณาชั่งน้ำหนัก และลงมติไม่ดำเนินคดี และคิดว่าหากพยานหลักฐานไปไม่ถึงก็ต้องได้รับความเป็นธรรม ฉะนั้น จึงขอฝาก กกต. 5 ประการ ดังนี้ 1. ท่านต้องชี้แจงองค์ประกอบ ที่มา กระบวนการ การทำงาน ของคณะอนุชุดที่ 26 ให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อสงสัยที่ปรากฏต่อสาธารณะ 2. กำหนดและเปิดเผยหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการรับและใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชัดว่ามีการประสานข้อมูลและอะไรคือ กระบวนการไต่สวนที่กกต. ดำเนินการเอง

นายศุภชัย กล่าวว่า 3. ชี้แจงสถานะของสำนวนอื่นที่มี ลักษณะเดียวกันใน 3 คดีที่ตนกล่าวข้างต้น ว่าท่านทำไปถึงไหนอย่างไรทำไมจึงช้าอยู่ในมืออนุชุดที่ 26 ทำไมไม่ทำให้เสร็จสักที และชื่อที่ทำก่อนหน้านี้เป็นชื่อสีน้ำเงินทั้งนั้น แต่ชื่ออื่นๆที่มีหลักฐานชัดเจนหมด พูดตรงๆ คือท่านกล่าวหาว่าสีน้ำเงินฮั้ว แต่สีอื่นก็มีลักษณะฮั้วเช่นกัน หากบอกว่าสีน้ำเงินโกง ท่านก็โกงเช่นเดียวกัน 4. ท่านต้องตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง หากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดนำเอกสารที่ไม่ควรเปิดเผย ออกไป ท่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่เลือกฝ่าย และ 5. เมื่อพิจารณาคดีใดแล้ว อยากขอให้กกต. ยึดหลักว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ท่านก็ควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ด่วนสรุปจากสังคม เพราะกฎหมายให้อำนาจท่านอย่างเต็มที่ ไม่ให้ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าท่านเชื่อท่านก็ฟ้อง ท่านไม่เชื่อ ท่านก็ยกคำร้อง คดีฮั้วสว. คงต้องดำเนินการต่อในกระบวนการของศาล สำหรับผู้ที่กกต. มีมติดำเนินการ ดังนั้น ผมอยากบอกว่า วันนี้ไม่ใช่การที่จะประกาศว่าใครชนะและไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายใดจะประกาศว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดเด็ดขาด ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ยังมีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการที่จะต่อสู้และมีสิทธิ์ตามกระบวนการ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจ สิ่งที่สภาฯ ควรทำคือพวกเราต้องใช้กรณีนี้เป็นบทเรียน เพื่อทำให้ระบบตรวจสอบของประเทศแข็งแรงขึ้น กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ฉะนั้น ต้องมีมาตรฐานสูง เพราะคำวินิจฉัยของกกต. ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่กระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ที่มีระบบเลือกตั้งทั้งระบบ และขอส่งท้ายว่าขอให้ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ขอให้ยุติหรือไม่ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานไม่ถึงมาตรฐานของกฎหมาย ขอให้ยึดหลักกฎหมายมากกว่ากระแสสังคม และขอให้รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” นายศุภชัย กล่าว

ชวน กรีด กกต.ชุดนี้ ถูกครหาแทรกแซงการเมืองมากสุด ชี้ปมฮั้ว สว. คนวางแผนชื่อเหมือนใน ครม.ชุดปัจจุบัน

16 กันยายน 2569 เวลา 18:35 น.

’ชวน‘ ชี้ตั้งแต่ผ่านระบบเลือกตั้งมา ‘กกต.’ ชุดนี้ถูกครหา ’การเมืองแทรกแซง‘ มากที่สุด ฝากยึดมั่นความถูกต้อง ชอบธรรม อย่าเกรงใจใคร กรีดเจ็บ ’อนุทิน‘ มาเป็นนายกฯปี68 อาจไม่เกี่ยว ’ฮั้ว สว.ปี67‘ แต่คนวางแผน‘ชื่อนามสกุล’เหมือนใน ‘ครม.’ ชุดปัจจุบัน

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 16.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สิ่งแรกขออ้างอิงเอารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)สำหรับผลรายงาน 2567 ในหน้าหนึ่ง คือพระบรมราโชวาทที่กกต.ให้ความสำคัญนำมาลงเป็นหน้าหนึ่ง ระบุว่า หน้าที่ของข้าราชการทุกฝ่ายนั้นอาจแบ่งได้เป็นสองส่วนส่วนหนึ่งคือการปฏิบัติงานตามวาระรับผิดชอบของตนให้สำเร็จผลอย่างมีประสิทธิภาพอีก ส่วนคือการร่วมกับชาวไทยทุกคนในอันที่จะจันลงรักษาความดีงามในชาติบ้านเมือง จึงขอให้ข้าราชการทุกฝ่ายตั้งใจค้นขวายปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์” นี่เป็นหนังสือจากพระที่นั่งอัมพรสถานในวันที่ 15 มีนาคม 2527 เป็นข้อความเดิมที่ข้าราชการ ทุกฝ่ายก็จะนำมาใช้

นายชวน กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อจากที่ตนได้นำพระบรมราโชวาทมาอ้างคือ กกต. ได้ทำหน้าที่สำเร็จคือทำหน้าที่ให้การเมืองตั้งเสร็จ แต่ไม่มีมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจะรักษาความดีงามในชาติบ้านเมืองได้ เพราะคนผิดลอยนวล อย่างไรก็ตาม ตนผ่านระบบการเลือกตั้งตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง มาจนถึง กกต.เกิดขึ้น ต้องบอกว่ากกต.ชุดต่างๆจนมาถึงกกต.ชุดนี้เป็นชุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด กกต.ชุดปัจจุบันมีข้อครหาในเรื่องของที่มาว่ามีการเมืองเข้าไปแทรกแซงเข้าไปมีส่วนในการกำหนดตัวบุคคล ตนเคยเป็นกรรมการสรรหาเหมือนกับพวกเรา ที่มีตำแหน่งเป็นประธานสภาหรือเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในยุคปัจจุบันการเมืองเข้าไปแทรกแซงมากจนทำให้ทุกคนที่อยู่ในองค์กรรวมทั้งกกต.มีปัญหา ไม่ได้พูดว่าคนเราไม่ดีและคนเหล่านั้นไม่เก่ง แต่เมื่อมาในระบบเป็นหนี้บุญคุณ หนีไม่พ้นวัฒนธรรมคนไทยที่ตอบแทนบุญคุณกันและการตอบแทนบุญคุณนั้น ก็บางเรื่องก็ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี เรื่องดีกลายเป็นร้ายเรื่องผิดกลายเป็นถูก ทำให้ถูกกลายเป็นผิด ตนถึงได้ย้ำเรื่องนี้

“ผมจึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการกกต. นายแสวง บุญมีก่อนการเลือกตั้งว่าในฐานะนายแสวงเป็นเลขาคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนให้สถาบันนี้ปฏิบัติที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดความสุจริตที่ยงธรรม พูดง่ายๆคือขอให้ท่านทำให้ ให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมอย่าให้มี อย่าให้มีการทุจริตอย่าให้มีการทำให้เสื่อมเสียต่อกระบวนการหน้าที่ของกกต. ซึ่งก่อนหน้าหน้านั้นผมได้ทำหนังสือถึงประธานกกต. ซึ่งท่านก็ตอบแต่นายแสวงส่งไปปีก่อนแล้วยังไม่ตอบเลย วันนี้ก็ทวงจดหมายด้วย เป็นจดหมายที่ผม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายราชิต สุดพุ่ม นายสรรเพชญ บุญญามณี ทำไปถึงท่านวันที่ 25 มีนาคม 2568 นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือส่งประธานกกต.ด้วย ท่านปัจจุบันด้วยเพราะเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความดีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อยเมื่อเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องอย่างน้อยก็คงได้ทบทวน และยังได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วย” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวด้วยว่า เชื่อว่ากกต. ฝ่ายเดียวทำงานไม่สำเร็จจึงขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้วางตัวให้เป็นกลางผลก็คืออธิบดีโทรศัพท์ไปหารองผู้ว่าบางจังหวัดเพื่อให้ช่วยเลือกพรรคสีน้ำเงิน ตนได้ทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้สั่งตำรวจทั่วประเทศวางตัวให้เป็นกลาง แต่ทุกอย่างไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต่างก็พึงใจให้การเมืองเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร มาถึงวันนี้ต้องบอกว่า กกต.เป็นหน่วยงานที่ยังคงดำรงอยู่แม้เราจะรู้สึกขัดข้องใจกับบทบาทของบทบาทกกต. บางท่านก็ตามแต่จำนวนเจ้าหน้าที่ 3,000 คนกับงบประมาณปีนี้จำนวน 2,700 ล้านบาท เป็นภาษีชาวบ้านที่เราหวังให้ที่เราปฏิบัติหน้าที่ แต่ได้ยินเจ้าหน้าที่กกต. ปรารภด้วยความห่วงใย บทบาทกกต. ตนรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนดีเขาห่วงใยว่าถ้ากกต. เป็นอย่างนี้ พวกเขาซึ่งเป็นข้าราชการประจำจะเสื่อมเสียไม่ได้รับความนับถือเพราะการเลือกตั้งก็ล้มเหลวทำเสร็จ แต่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงอยากฝากเลขาธิการ กกต. ช่วยให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับทั่วประเทศที่เรามีอยู่กระจาย 3,000 คนขณะนี้ ให้ยึดมั่นในความถูกต้องอย่าไปเกรงใจจะทำให้ไม่สามารถทำอะไรตรงไปตรงมาได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง

นายชวน กล่าวว่า อีกส่วนอะไรที่เป็นความจริงก็ต้องยึดความจริง ตนได้ยินสมาชิกพูดกันว่าเราอย่าไปใส่ร้ายป้ายสีกัน ตนเห็นด้วย นายอนุทินชาญวีรกูล เป็นนายกเมื่อปี 2568 กรณี ฮั้ว สว.เกิด ปี 2567 มันคนละตอนกัน ฉะนั้นจะพูดว่านายกฯใช้ตำแหน่งนายกฯโกง โกงเลือกตั้งวุฒิสมาชิก คงจะไม่จริง แต่คนที่ทำเรื่องนี้วางแผนเรื่องนี้ทุจริตการเลือกตั้งสว.เมื่อปี 67 ชื่อนามสกุลเหมือนกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเพ่งเล็งรัฐบาลชุดนี้ แต่ความจริงเกิดก่อนรัฐบาลชุดนี้ หลายเรื่องเราอยากปฏิเสธ ยิ่งปฏิเสธจะโดน 2ข้อหา อย่างที่บอกว่าพูดเรื่องนี้มันไม่จบ มันขึ้นศาลและศาลเป็นที่พึ่งให้ความจริงแก่สังคมวันนั้นถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามันเป็นจริงอย่างที่มีการกล่าวหาคนที่ปฏิเสธวันนี้ก็กลายเป็นคนที่โกหก2 ข้อหาทำผิดแล้วยังให้การเท็จ เพราะฉะนั้นอะไรที่จริงถ้าท่านไม่อยากให้มีใครว่า ก็อย่าไปทำแต่เมื่อทำไปแล้วทางออกที่ดีที่สุดก็คือยึดความจริงเป็นหลัก ซึ่งศาลจะเป็นที่พึ่งเรา

“สุดท้ายเราหวังว่ากกต. ยังอยู่ และยังคงเป็นหน้าที่หลักในดูแลระบอบประชาธิปไตยให้สุจริตและเที่ยงธรรม สิ่งนี้อยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่ตัวกฎหมายเป็นสาระสำคัญมากนักตัวบุคคลหากกกต. ได้ยึดมั่น ความชอบธรรม ถูกต้องตามเงื่อนไขของคุณสมบัติคือซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ การโกงทุจริตวุฒิสมาชิกจะไม่เกิดขึ้น” นายชวน กล่าว

‘บุญรวี’ ชี้คดีฮั้ว สว. ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ศาล อย่าเล่นเกมปั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล

16 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมใจไทย ชี้คดีฮั้ว สว. ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ศาล อย่าเล่นเกมปั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายบุญรวี ยมจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมใจไทย ได้กล่าวอภิปรายในการประชุมสภาผู้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ชุดที่ 1 ครั้งที่ 9 เพื่อปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 24 เกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง สว. ว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่ชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง และผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นครอบครองโลก ประกอบกับสื่ออยู่ในความครอบครองของอีฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสามารถปั่นข่าวนี้ได้ในสื่อโซเซียลมีเดีย จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล ประชาถามว่า จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่อีกแล้วหรือ เพิ่งทำงานมาได้เพียง 6 เดือน เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ฟังไม่เข้าใจ รับแต่ข่าวสารที่ออกมาถล่มรัฐบาลอย่างมากมาย

นายบุญรวี กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือองค์กรอิสระที่มีการตัดสิน มีการวินิจฉัยมาแล้ว แทบไม่มีความหมายเลย อยากถามว่า หากเป็นเช่นนี้แล้ว บ้านนี้จะอยู่กันอย่างไร ทั้งที่เรื่องนี้ ต้องไปสู่ที่ศาล ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่า ใครผิดใครถูก ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 โดยเป็นคดีหมายเลขดำที่ รตสว. 10/2569 ซึ่งมี นายอัครวัฒน์ พงษ์ธนาชลิตกุล เป็นผู้ร้อง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวกรวม 3 คน ในฐานะผู้คัดค้าน ล่าสุดศาลฎีกาได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้แล้ว โดยจะมีขึ้นในวันที่ 27 ต.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ฉะนั้น เราต้องฟังศาล ถ้าจะมาเถียงกันแบบนี้ เอาความกัน ตอบแทนบุญคุณกัน หรือลงโทษกัน ให้ไปรอวันพิพากษา

“ในมุมมองของตนเอง อยากให้เอาเวลาที่หมดไปกับเรื่องคดี สว. มาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่วันนี้บอกเลยว่า อยู่สภาพที่หนักหนาสาหัสมาก โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ถึงขั้นไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ รวมถึงปัญหาอื่นที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการถูกแย่งอาชีพ รวมถึงกรณีกลุ่มทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ และการปล่อยน้ำเสียและขยะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนในชุมชน”นายบุญรวี กล่าว

ภราดร ตั้งคำถาม กกต. ปมฮั้ว สว. เคยเช็คเนื้อในหรือไม่ว่ามีขบวนการ ขู่พยาน ยัดสำนวน หวังยุบพรรค ภท.

16 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

’ภราดร‘ งัดไม้เด็ดโต้ฮั้ว สว.! ตั้ง2คำถามคาใจตัวโตๆถึง ’กกต.‘ เคยเช็คเนื้อในหรือไม่ว่ามีขบวนการ ’ขู่พยาน‘ สร้างภาพจ้องดึง ‘กก.บห.’ เอี่ยวหวังใส่ร้ายป้ายสีตั้งธงยุบ ’พรรคภูมิใจไทย‘ แฉเบื้องหลังพัวพัน ’ผู้สมัครสอบตกเมืองปากน้ำ‘ จบ ’นายร้อย‘ รุ่นเดียวผู้มีอำนาจรายหนึ่งในขณะนั้น กังขา ’ปั้นโพย‘ ทำขึ้นหลังได้ ’200สภาสูง‘ ลั่นทนมา2ปีที่ถูกกล่าวหาให้ความเป็นธรรมพวกผมแค่ไหน

วันที่ 16 กันายน 2569 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ตนฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่ช่วงเช้าที่มีคำถามถึง กกต. โชว์ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ในรื่องการเลือกตั้งสว.ปี2567 หลายคนวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของกกต.เมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมา ตนก็มีคำถามใหญ่ๆ2ประเด็นถามถึงกกต. 1.มีสมาชิกได้พูดโน้มน้าวให้สังคมเชื่อมา2ปีแล้ว บางคน บางพรรคเพิ่งจะมารู้สึกเมื่อ2เดือนที่แล้ว แต่พวกตนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ถูกล่าวหาเรื่องนี้มาถึง2ปีแล้วว่าเข้าไปร่วมกระบวนการฮั้ววงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และพาดพิงว่าการฮั้วเกิดจากพรรคตน โดยมีกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดอยู่ในกระบวนการ กกต.เชื่อหรือไม่ว่ากระบวนการนี้มีจริง เพราะตนสงสัย ที่กกต.ลงมติเมื่อวันที่14ก.ย. หากกกต.ทั้ง7คนเชื่อตามสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ว่ามันมีกระบวนการฮั้วอยู่จริง ทำไมการลงมติของกกต.7คนที่แยกเป็น7ข้อกล่าวหา ไม่มีการลงมติแบบก้อนใหญ่ ไม่มีการลงมติว่ามันมีกระบวนการฮั้วหรือไม่ มีแต่ลงมติเป็นรายบุคคลจากการสอบรายบุคคลเพราะเหตุใด นั่นหมายความว่ากกต.ทั้ง 7 คนไม่เชื่อว่ามีกระบวนการฮั้ว

นายภราดร กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่3ก.พ.2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้แจ้งไปยังกกต.ว่าคดีฮั้วสว.มีมูลให้กกต.นำไปดำเนินการ แต่กกต.ไม่รับ เพราะคดีนี้เป็นคดีเลือกตั้ง ไม่ใช่หน้าที่ดีเอสไอ แต่ดีเอสไอไปประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษตั้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ฟอกเงิน เพื่อลากมาเป็นคดีพิเศษให้ได้ในวันที่6มี.ค.68 ขอถามว่าดีเอสไอใช้อำนาจอะไรในการทำคดีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง ต้นทางที่มาชอบหรือไม่ นอกจากนี้การตั้งคณะอนุฯไต่สวนชุดที่26 ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ทั้งที่25ชุดก่อนหน้านี้ของกกต.มีอยู่แล้ว ก็ดำเนินการไป ซ้ำยังไปดึงดีเอสไอเข้ามาอยุ่ในคณะอนุฯชุดที่26 จำนวน3คน ซึ่งเป็น3คนที่เคยส่งเรื่องให้กกต.เมื่อวันที่3ก.พ.68 แล้วกกต.ไม่รับ ก็พยายามที่จะเอาสำนวนที่ไม่ชอบเขามายัดไว้ในคณะอนุฯชุดที่26 เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ามันมีกระบวนการฮั้ว สว.

“กรณีที่มีพยาน1ปากกลับคำให้การในชั้นการสอบพยาน ทำไมเขาถึงกลับคำให้การ เพราะมีเข้าหน้าที่ดีเอสไอไปข่มขู่เขาว่าเป็น1ในผู้ถูกกล่าวหา หากไม่ให้ความร่วมมือกับ กกต. หรือดีเอสไอ จะต้องได้รับโทษ แล้วก็ไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้นไปให้การแบบหนึ่งแบบใดที่เป็นการใส่ร้ายพวกผม ท่านสังเกตหรือไม่ว่าทำไมมีการกล่าวหาเฉพาะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะจุดประสงค์ต้องการให้พรรคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปลายทางสุดท้ายคือนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย ผมต้องถามดังๆไปที่กกต. ว่าท่านเคยสังเกตกระบวนการแบบนี้หรือไม่ ว่ามันมีกระบวนการพยายามใส่ร้าย ป้ายสีพวกผม” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวด้วยว่า พยานที่กลับคำให้การคนดังกล่าวมีชื่อว่านายเอกรินทร์ ดอนดง เป็นหน้าห้องของผู้สมัครสว.จังหวัดสมุทรปราการรายหนึ่ง ที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เคยเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้สมัครสว. แล้วสอบตก สุดท้ายเป็นผู้ร้อง ตนสงสัยว่าเอาลูกน้องตัวเองมาสอบสวน แล้วบังคับขู่เข็ญให้พยานให้การอย่างที่ตัวเองต้องการให้เห็นภาพ สร้างภาพปีศาจว่ามันมีกระบวนการ สว.คนดังกล่าวที่สอบตก เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นเดียวกับผู้มีอำนาจท่านหนึ่งในขณะนั้น มันเป็นกระบวนการที่ตั้งใจใส่ร้ายพวกตน แล้วมีธงว่าจะต้องยุบพรรคภูมิใจไทยให้ได้หรือไม่ ส่วนคำถามประเด็นที่2.เรื่องโพย กกต.เคยสงสัยหรือไม่ว่าโพยนี้มันถูกส่งให้ถึงมือตอนเลือกตั้งสว.เสร็จแล้วทั้ง200คน กกต.เคยดูหรือไม่ว่าโพยนี้เป็นของจริงหรือปลอม กกต.มั่นใจได้อย่างไรว่าโพยนี้เกิดขึ้นในสนามเลือกตั้ง เพราะผู้ร้องที่นำไปยื่นก็บอกว่าเก็บได้ในห้องน้ำ บนพื้น หน้าที่ประชุม ตนสงสัยได้หรือไม่ว่าโพยนี้ทำขึ้นมาหลังจากที่ได้สว.ทั้ง200คนแล้วค่อยมาใส่เลขกันทีหลัง ใส่เข้าไปให้เหมือนๆกันสัก40-50โพยมันก็เป็นพยานหลักฐานที่ทำให้ท่านเชื่อได้ว่า แล้วกกต.สงสัยหรือไม่ ตนทนมา2ปีในฐานะผู้ถูกกล่าวหา กกต.ให้ความเป็นธรรมกับพวกตนแค่ไหน

เดือดต่อเนื่อง! ปชน.ขยี้คนภท.เอี่ยวฮั้ว สว. ข้องใจ กกต.ตัดตอน ภูมิใจไทยระดมประท้วงแหลก

16 กันยายน 2569 เวลา 16:19 น.

’พรรคส้ม‘ ขยี้ไม่ยั้งปม ‘จนท.ภท.’ เอี่ยว ‘ฮั้ว สว.’ ข้องใจ ‘กกต.’ ไม่ฟ้อง-ตัดตอน ‘กก.บห.’ แฉข้อมูล ‘สว.เลย’ โยงเครือข่ายสส. ด้าน ‘ผู้แทนภูมิใจไทย‘ ระดมประท้วงแหลกจนกินเวลานาน บรรยากาศสุดวุ่น ขณะที่ ’พลพีร์‘ ทนไม่ไหวลุกซัดกลับ หยันแสบพูดไปก็ไม่ชนะเลือกตั้ง

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่าถึงคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. วินิจฉัยสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 77 คน ตอนหนึ่งว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตต่อการตัดตอนบุคคลที่เชื่อมโยงใกล้ชิดกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เช่น นางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่พบว่าได้โทรศัพท์ไปยัง สว. จำนวน 19 คน รวม 62 ครั้งในช่วงที่มีการเลือก สว. ทั้งนี้นางรัตนาไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.เท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทยที่ทำหน้าที่ในส่วนกลาง โดยมีภาพถ่ายและการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คยืนยันว่าอยู่ในพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของนายชยพล ที่ระบุถึงนางรัตนานั้น มีสส.พรรคภูมิใจไทยหลายได้ลุกประท้วง เพราะมองว่าพาดพิงถึงบุคคลที่สาม และพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับรายงานของ กกต. ที่สภาฯต้องพิจารณา จนกินเวลาอภิปรายนานนับชั่วโมง ทำให้นายชยพล ตัดพ้อตอนหนึ่งว่า “กรณีคนนี้ต้องมีความสำคัญมากถึงต้องลุกประท้วงมากขนาดนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ที่มาเข้าร่วมประชุม ได้ลุกขึ้นประท้วง ตอนหนึ่งว่า การตัดสิน สว. จะดำเนินคดีใคร หรือไม่ดำเนินคดีใคร กระบวนการจบแล้ว ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ที่เดินประท้วงยังไม่พออีกหรอ เพราะข้อมูลเดียวกัน กรณีที่นำรูปถ่ายเจ้าหน้าที่ในพรรคตนมาจงใจผลักความไม่ดี ความผิดปกติมาที่พรรคของตน ทั้งนี้ตนไม่ว่า ที่เรียกว่าพวกตนเป็นลูกเทพ ทำอะไรผิดหมด เข้ารับตำแหน่งยังบอกผิด ท่านเป็นลูกเทวดา พูดอะไรไม่ผิดสักอย่าง

“อะไรที่ทำให้ท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่อง ความรู้ความสามารถหากมีเยอะ หากเป็นบัญชีรายชื่อ ออกไปเป็น กกต. ไปตัดสิน ผมถามจริงวันนี้ที่พูดถาม กกต. ว่าพรรคไหนได้เงินบริจาคเยอะสุด ใช้เงินทำอะไร รายงานเป็นอย่างไร แต่ท่านพูดเรื่องอื่นมีประโยชน์อะไร พวกผมไม่อยากขึ้นประท้วง เพื่อนสมาชิกคนไหนผิด กกต.มีเวลาส่งศาล ก็ไปศาลกัน เหมือนพวกท่าน ที่รอขึ้นศาลเหมือนพวกผม ถ้าผิดกันหมดไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านในคุก แต่วันนี้พูดพวกนี้เพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ วันนี้มาขอพยานหลักฐานเพิ่ม กกต. ก็ตอบไม่ได้ แล้วจะดันไปตรงไหน ท่านเอาภาพพรรคผมขึ้น ผมต้องรักษาบ้านของผม สิ่งที่ท่านทำ หลักฐานที่มี หรือใครสอดให้หน้าประตู ไม่ได้ทำให้พวกท่านชนะเลือกตั้ง พวกผมชนะ ต้องจำไว้ เพราะเรื่องนี้ทำมากี่ปีแล้ว” นายพลพีร์ อภิปราย

ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวตอบโต้ว่า ที่บอกไม่อยากประท้วง แต่ขึ้นมาเป็นสิบ ตนอยากรู้หากอยากประท้วง หน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนที่บอกว่าหากพวกตนขึ้นศาล พวกท่านจะขึ้นศาลด้วย ต้องบอกว่าเป็นปัญหา และมีสิ่งที่กังวลใจคือ เรื่องของพวกท่านไปไม่ถึงศาล และเกิดขึ้นแล้วตามมติ กกต. เมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้การเลือกสว. เกิดขึ้นมา 2 ปี แต่พลิก เมื่อ 14 กันยายน ที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของนายชยพล ยังอภิปรายเปิดประเด็นถึง สว.จังหวัดเลย 5 คน พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย โดยเป็นเพื่อนสนิท เป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งพบว่ามีหมายเลขอยู่ในโพยฮั้วด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า ในจ.เลย มี ผู้สมัคร สว.ที่เป็นกลุ่มพลีชีพ เข้ารอบประเทศมากกว่า 27 คน ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยต่อการสืบสวนสอบสวนของกกต.ที่ไม่สั่งฟ้องใครใน จ.เลย