2 สส.ปชป. สวมเสื้อ 7-157 ร่วมอภิปราย-สื่อถึงกกต. หลังไม่ฟ้องแกนนำภูมิใจไทย คดีฮั้วสว.

16 กันยายน 2569 เวลา 15:59 น.


2 สาวปชป.สวมเสื้อสีขาว 7-157“ ร่วมอภิปรายรายงาน กกต. หลังมีมติไม่ส่งคำฟ้องแกนนำ “ภูมิใจไทย” คดีฮั้ว สว.

วันที่ 16 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายนางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม วาระการพิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และคณะมาชี้แจงต่อรัฐสภานั้น

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์บางคน อย่างนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ ได้สวมใส่เสื้อยืดสีขาว ที่สกรีนคำว่า “7-157” เข้าประชุม และอภิปราย การทำงานของ กกต. ซึ่งคาดว่า เป็นตัวเลขสัญลักษณ์

โดยตัวเลข 157 สื่อถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนตัวเลข 7 หมายถึงจำนวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีสิทธิ์ลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ภายหลังที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก ไม่ส่งคำฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไปยังศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับฮั้ว สว.

กรณ์ เผย สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย

16 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงรอการเปิดรายละเอียดการลงนามเอกสารสำคัญโดยประธานกรรมาธิการชุดใหญ่สองชุดในสภาล่างของสหรัฐอเมริกา คือนาย Brian Mast (Chairman House Committee for Foreign Affairs) และนาย John Moolenaar (Chairman House Select Committee on China) ขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย Magnitsky Act ในการดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ scammer ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนชาวอเมริกัน

ในนั้นมีรายชื่ออดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทินปรากฏ

ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าทางผม พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการการเงินการคลัง ได้ส่งเอกสารหลักฐานไปที่ กลต. จนครบถ้วนแล้วก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

ต่างประเทศเขาไม่รอแล้วครับ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูแอปฯ ‘SmartMember’ ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันทุจริต ลดต้นทุนสหกรณ์

17 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

​กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าชูแอปพลิเคชัน “SmartMember” เสริมแกร่งสหกรณ์ไทย ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และลดต้นทุนมหาศาล มุ่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 2.5 แสนราย ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์

​นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาและส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน SmartMember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับโปรแกรมระบบบัญชีของกรมฯ ที่เปิดให้บริการมาร่วม 10 ปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศใช้งานโปรแกรมบัญชีดังกล่าวเกือบ 3,000 แห่ง โดยแอปพลิเคชัน SmartMember ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นยอดเงินฝาก ยอดการส่งหุ้น หรือการชำระหนี้สินเงินกู้

​”แอปพลิเคชันนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ ในอดีตสมาชิกต้องรอเอกสารสุ่มสอบถามยอดในช่วงสิ้นปีเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แต่ปัจจุบันสมาชิกสามารถรับรู้ข้อมูลและตรวจสอบได้ทุกเดือน หากพบความผิดปกติก็สามารถทักท้วงกับสหกรณ์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายวุฒิพงศ์ กล่าว

​อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำแอปพลิเคชัน SmartMember ไปใช้งานแล้วประมาณ 1,000 แห่ง มีสมาชิกรวมกว่า 250,000 คน ตัวอย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จำกัด ที่มีสัดส่วนสมาชิกเข้าใช้งานผ่านระบบสมาร์ทโฟนสูงถึง 85% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะสร้างความโปร่งใสและให้สมาชิกเป็นหูเป็นตาแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลดการใช้กระดาษ (Paperless) ลดค่าจัดพิมพ์ และค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ในแต่ละปี

​สำหรับจุดเด่นของแอปพลิเคชัน SmartMember ได้แก่

  • ​ตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา: สมาชิกสามารถดูยอดเงินฝาก หุ้น และหนี้สิน ได้แบบเรียลไทม์ทุกเดือน
  • ​ป้องกันการทุจริต: สมาชิกทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเอง หากไม่ตรงสามารถแจ้งตรวจสอบได้ทันที
  • ​ลดค่าใช้จ่ายและรักษาสิ่งแวดล้อม: สหกรณ์ประหยัดงบประมาณจากการพิมพ์และจัดส่งเอกสารกระดาษ
  • ​ความปลอดภัยสูง: รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานรัฐ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

​ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและโปร่งใส โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแผนเตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ และเวทีการประชุมระดับจังหวัด เพื่อให้ความรู้และช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในการดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

องคมนตรี ติดตามผลสำเร็จ ‘อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา’ พลิกวิถีเกษตรกรปราจีนบุรี ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาอาชีพและการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โอกาสนี้ องคมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรของนางสุหร่าย สมมิตร อายุ 66 ปี ข้าราชการครูบำนาญ หมู่ที่ 8 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2562 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 5 ไร่ จากเดิมที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการปลูกทุเรียนและมะพร้าวน้ำหอม พร้อมปรับสภาพพื้นที่และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่และการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสม

นางสุหร่าย สมมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำและพัฒนาอาชีพในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาน้ำขัง และปลูกยูคาลิปตัสเป็นหลัก เนื่องจากใช้น้ำน้อย แต่ภายหลังกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และมีคลองส่งน้ำผ่านพื้นที่ ทำให้มีน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเพียงพอ จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกไม้ผลและเกษตรแบบผสมผสาน ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงแรกต้องลงทุน แต่เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง ซึ่งเป็นทุเรียนคุณภาพของจังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 3.2 ตัน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120 บาท มีผู้บริโภคสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำหน่ายหน้าสวนและสั่งทางออนไลน์ ทำให้มีรายได้ถึง 380,000 บาท และในปีหน้าคาดว่าทุเรียนจะให้ผลผลิตมากขึ้น จึงน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” นางสุหร่ายกล่าว

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินชีวิต โดยนำหลักความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ทั้งการวางแผนใช้จ่าย การบริหารพื้นที่ทำกิน และการจัดสรรรายได้อย่างเป็นระบบ จากเดิมที่มีรายได้หลักจากเงินบำนาญ ปัจจุบันมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้มีความมั่นคงและมีความสุขกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณในพื้นที่สวนของตนเอง พร้อมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้น องคมนตรีและคณะเดินทางไปยังแปลงเกษตรของนายมณี ยิ่งยงค์ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยกรมการข้าว ใช้พื้นที่นาขนาด 5 ไร่ เป็นแปลงต้นแบบ โดยนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินมาใช้คำนวณปริมาณปุ๋ยอย่างแม่นยำ ควบคู่กับการปลูกข้าวพันธุ์ กข79 และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นายมณี ยิ่งยงค์ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เกษตรกรในพื้นที่สามารถทำนาได้เฉพาะฤดูนาปี แต่หลังจากมีระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำผ่านคลองชลประทาน ทำให้สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน พื้นที่ซึ่งเคยประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน นายมณีทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่รวม 28 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนาข้าว สวนผลไม้ และแหล่งน้ำ โดยปลูกเงาะ ทุเรียน กล้วย มะพร้าว ข่า ตะไคร้ และเลี้ยงปลา รวมทั้งมีโรงสีข้าวสำหรับให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังนำผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่น ปลายข้าวและรำข้าว มาใช้เป็นอาหารปลาและไก่พื้นบ้าน ช่วยลดต้นทุนและสร้างประโยชน์จากทรัพยากรภายในพื้นที่อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานขององคมนตรีและคณะ สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ที่มิได้เป็นเพียงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน มีน้ำเพียงพอตลอดปี และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

17 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

S__6299687

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

S__6299682_0

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

S__6299684_0

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

S__6299683_0

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

S__6299685_0

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

‘รมว.อว.’ จับมือ สจล. หนุนวิจัย – นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ในงาน ‘KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569’

17 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) (ลำดับที่ 6 จากซ้าย) นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) (คนซ้าย) ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (ลำดับที่ 2 จากซ้าย) พร้อมคณะผู้บริหารร่วมเปิดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : จากนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” มหกรรมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกว่า 400 ผลงานที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง และสามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกิจกรรมเวิร์คชอปอีกกว่า 140 กิจกรรม และกิจกรรมโอเพ่น เฮาส์จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย 1 วิทยาเขต โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เวทีกลาง หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เมื่อเร็ว ๆ นี้

มทร.ล้านนา ชูนวัตกรรมสร้างมูลค่าเศษวัสดุเกษตร ‘เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง’

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา เข้าร่วมจัดนิทรรศการในโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ที่ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ว่า มทร.ล้านนา ได้ร่วมนำเสนอนวัตกรรมและการสาธิตเทคโนโลยีพร้อมใช้ในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดฝุ่น PM 2.5 มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยมาขยายผลสู่ชุมชน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากแก่เกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงราย และภาคเหนือ

ด้าน ผศ.ดร.อังกูร ว่องตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย มีสาเหตุหลักจากมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยวทำได้ยาก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้วิธีการเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ มทร.ล้านนา ได้นำนวัตกรรมเครื่องสับเพื่อลดความชื้นของเศษวัสดุ ไปจัดแสดงพร้อมสาธิตกระบวนการใช้งาน โดยมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดระบบรวบรวมและขนส่งไปยังโรงงานผลิตชีวมวลอัดเม็ด Biomass Pellet Plant และถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อส่งเสริมโมเดลธุรกิจชุมชน จูงใจให้เกษตรกรหยุดเผา หันมาสร้างรายได้เสริมตามแนวคิด “เลิกเผา เป๋าตุง”

“การนำเสนอนวัตกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐ ชุมชน และเกษตรกรเป็นอย่างมาก รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งแสดงความจำนงในการนำชุดความรู้และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยไปปรับใช้ในระดับพื้นที่จริง เพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย” ผศ.ดร.อังกูร กล่าว

พัฒนา ‘หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ’ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ปิ่นรัฐ ปิ่นเวหา นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CU TIP) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนความชอบส่วนตัวในการดื่มกาแฟให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจจากการวิจัยพัฒนา หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ ซึ่งคว้ารางวัลเหรียญเงินจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ “The 50th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย

ปิ่นรัฐ เผยถึงที่มาของนวัตกรรม “หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟ” ว่าเกิดจากการที่ตนเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง สังเกตได้ว่าเมื่อเราดื่มกาแฟทุกวัน กากกาแฟจำนวนมากจะถูกทิ้งโดยไม่มีการจัดการที่ยั่งยืน แม้จะมีการนำไปใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุขัดผิว แต่การใช้งานเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับกากกาแฟอย่างแท้จริง นวัตกรรมนี้จึงเกิดขึ้นซึ่งเป็นการผสมระหว่างกากกาแฟกับยางธรรมชาติของไทย ได้เป็นวัสดุยางคอมโพสิตซึ่งมีสมบัติใกล้เคียงกับหนังแท้

การเลือกใช้ยางธรรมชาติเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย จึงต้องการพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และเมื่อนำมาผสมกับกากกาแฟ จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังแท้ แต่ราคาถูกกว่าหนังสัตว์ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน เพียงแค่นำกากกาแฟที่เก็บได้มาผสมร่วมกับยางคอมโพสิตตามสูตร การบวนการทั้งหมดใช้เวลาสั้น และได้แผ่นหนังสังเคราะห์ที่พร้อมใช้งาน ปัจจุบันสามารถผลิตหนังสังเคราะห์ได้ในขนาด 1 x 1 ตารางเมตร และสามารถปรับขนาดหนาบาง ผิวหน้า ลายหนังตามความต้องการได้ ปิ่นรัฐ กล่าวและว่า หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟมีลักษณะนิ่มเหมือนหนังแท้ ส่วนเรื่องกลิ่นนั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้ของแต่ละคน บางคนดมได้กลิ่นกาแฟ บางคนก็อาจได้กลิ่นยาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยเพื่อปรับปรุงหนังสังเคราะห์ให้มีกลิ่นกาแฟที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับอายุการใช้งานนั้น ตัวอย่างต้นแบบที่ผลิตตั้งแต่เริ่มการวิจัยจนถึงปัจจุบัน ผ่านระยะเวลามาแล้วกว่า 3 ปี หนังสังเคราะห์จากกากกาแฟก็ยังคงรูปเดิมและใช้งานได้ดี จึงแสดงให้เห็นถึงความทนทานที่เทียบเท่าหนังทั่วไป

ปิ่นรัฐ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า เข็มขัด พวงกุญแจ และสินค้าพรีเมียมตามโรงแรมและร้านกาแฟ ราคาแผ่นหนังขนาด 1 ตารางเมตรถูกกว่าหนังสัตว์ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยหนังสัตว์ราคาประมาณ 2,000 บาทต่อตารางเมตร ที่น่าสนใจคือมีผู้ประกอบการโรงแรมติดต่อเข้ามาเพื่อให้นำกากกาแฟจากโรงแรมไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เพื่อนำไปจำหน่ายเป็นของที่ระลึกในโรงแรม เช่น จานรองแก้ว ซึ่งเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันการผลิตยังอยู่ในรูปแบบ OEM (จ้างผลิต) โดยจะใช้โรงงานในชุมชนที่มีอุปกรณ์ทำยางอยู่แล้วผลิตวัสดุหนังจากกากกาแฟ

การได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานประดิษฐ์และนวัตกรรมที่กรุงเจนีวาถือเป็นการยืนยันคุณภาพของนวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟนี้ในเวทีโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะกรรมการที่บูธแสดงผลงาน นอกเหนือจากรางวัลเหรียญเงินเแล้ว ยังได้รับรางวัลพิเศษจากมหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากนวัตกรรมนี้มีจุดเด่นที่ชัดเจนในเรื่องการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ซึ่งเกิดน้อยกว่าวัสดุเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับแผนการพัฒนาในอนาคต จะมีการขยายธุรกิจในรูปแบบความร่วมมือกับชุมชน โดยเก็บขยะกากกาแฟจากชุมชนมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนนำไปขายหรือใช้งาน รวมถึงการขาย Know-how ให้กับชุมชนอื่นๆ เพื่อให้สามารถ รีไซเคิลกากกาแฟในระบบของตนเองได้ ซึ่งจากกระบวนการผลิตหนังสังเคราะห์ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง และชุมชนมีการทำยางอยู่แล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันที ปิ่นรัฐ กล่าวถึงศักยภาพความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจ

นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ในหลักสูตร CU TIP ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนางานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจจริง โดยเนื้อหาหลักสูตรจะมีทั้งวิชาเกี่ยวกับธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความรู้เรื่องสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง

นวัตกรรมหนังสังเคราะห์จากกากกาแฟไม่เพียงแต่แก้ปัญหาขยะและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าให้ยางธรรมชาติไทย และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เราสามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการดูแลโลกของเราได้จริง จากแก้วกาแฟที่เราดื่มทุกวัน แต่วันนี้กากที่เหลือจากการชงไม่ใช่แค่ขยะอีกต่อไป แต่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์คุณภาพที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยและโลก ปิ่นรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘พลังรุ่นใหม่’ สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็วๆนี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

สลช.ปรับหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยกระดับทักษะตอบโจทย์ยุคใหม่

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมทบทวนหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นการบูรณาการความรู้ พัฒนากิจกรรมลูกเสือ พร้อมอัปสกิล (Up-skill) เพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย เตรียมเปิดระบบอบรม B.T.C. ออนไลน์ รวมถึงวางแผนพัฒนาระบบเรียนและทดสอบผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ สลช. เพื่อเปิดโอกาสให้ครูที่มีพื้นฐานเดิมสามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชาเพิ่มเติมเพื่อมีคุณวุฒิ ประเภทที่ตรงกับการเรียนการสอน และรับเกียรติบัตรได้ทันที โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับคุรุสภาและสถาบันอุดมศึกษา ขณะเดียวกันยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือใหม่ ให้สอดคล้องกับทุกกลุ่มเป้าหมายไม่เฉพาะแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น โดยเน้นการทำผลงาน/โครงการ (Project/Service) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาลูกเสือไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีขั้นตอนซับซ้อน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือในประเด็นการแก้วิกฤต “คอขวด” การขอมีคุณวุฒิและมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดแบจด์ ปัจุบันได้ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติคุณวุฒิ และมีสิทธิประดับเครื่องหมายวูดเเบจด์ให้รวดเร็ว และวางแผนในอนาคตให้มีการอนุมัติด้วยระบบดิจิทัล (Self-Service) เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาอย่างชัดเจน รวมถึงเร่งรัดหลักสูตรวิชาพิเศษและอาสาสมัครลูกเสือ โดยเตรียมประกาศใช้หลักสูตรวิชาพิเศษที่ได้มาตรฐาน 5 วิชา ประกอบด้วย วิชาการบุกเบิก, วิชาการจัดค่ายพักแรม, วิชาแผนที่และเข็มทิศ, วิชาระเบียบแถวลูกเสือ และวิชาการบันเทิงในกองลูกเสือ อย่างเป็นทางการ พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการอาสาลูกเสือให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สลช.ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อยกร่างหลักสูตรและระเบียบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้การจัดทำหลักสูตรแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดตัวและเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปีการศึกษาถัดไป