รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.29 น.

“รองโฆษกรัฐบาล”แจง”การดี” ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย ชี้ถึงเวลาบริหารสัญญา ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงเรื่อง TOR รับฟังทุกความเห็นเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชน

11 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่ายังสามารถทบทวนหรือปรับ TOR ได้ ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้วยความเคารพ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของโครงการและกระบวนการบริหารสัญญาภาครัฐ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการครบถ้วนตามกฎหมายทุกขั้นตอน ดังนั้น ประเด็นที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องการจัดทำ TOR หรือการกลับไปแก้ไข TOR อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการบริหารสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ

“เมื่อสัญญามีผลผูกพันแล้ว สิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องทำคือบริหารสัญญาให้มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงในขั้นตอนที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากใครยังมองว่าทางออกของทุกเรื่องคือการกลับไปแก้ TOR ก็อาจสะท้อนความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานหลังการลงนามสัญญาของภาครัฐ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า หลักการที่รัฐบาลยึดถืออย่างชัดเจน คือ “แก้สัญญาไม่ได้ แต่ปรับปรุงเพิ่มเติมได้ หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง” ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นข้อเสนอแนะ ตรงกันข้าม เรากำลังเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปหารือกับคู่สัญญาและพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนที่สามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ประโยชน์ที่ประชาชนและรัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง จะเพิ่มขึ้นได้ แต่ลดลงไม่ได้” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

สำหรับประเด็นที่มีการระบุว่ายังไม่มีการจ่ายเงินงวดแรก จึงยังสามารถทบทวนโครงการได้นั้น รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การจ่ายเงินไม่ใช่ตัวกำหนดสถานะทางกฎหมายของสัญญา เพราะสัญญามีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ลงนาม ส่วนการตรวจรับงานงวดแรกเป็นเพียงขั้นตอนปกติของการบริหารสัญญา

“การจ่ายเงินไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสัญญา และการยังไม่จ่ายเงินไม่ได้หมายความว่าสามารถยกเลิกหรือรื้อโครงการได้ตามต้องการ การบริหารโครงการภาครัฐต้องยึดตามข้อกฎหมายและข้อผูกพันที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ยึดตามความรู้สึกหรือกระแสทางการเมือง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ในส่วนของเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า เป็นเวทีที่จัดขึ้นด้วยเจตนาที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเข้าร่วมรับฟังด้วยตนเอง พร้อมเชิญผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรง เพื่อให้สามารถนำความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ไปหารือร่วมกันและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การตัดสินล่วงหน้าว่าเวทีดังกล่าวเป็นเพียงการฟอกขาว ทั้งที่เวทียังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสดงความคิดเห็นรู้สึกไม่กล้าหรือกังวล ทั้งที่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่า และรัฐบาลพร้อมนำไปใช้ประโยชน์จริง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ได้ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะ ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟังเสมอ แต่ขอให้การวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ครบถ้วน เพราะเป้าหมายสูงสุดของทุกฝ่ายควรเป็นประโยชน์ของประชาชนและอนาคตของประเทศ”

“หากมีข้อเสนอที่ช่วยให้โครงการดีขึ้น คุ้มค่าขึ้น และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกประการ แต่หากยังวนอยู่กับประเด็นที่พ้นจากขั้นตอนการดำเนินงานไปแล้ว ก็อาจไม่ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญในวันนี้คือการทำให้โครงการเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อคนไทย ไม่ใช่การย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในทุกครั้งที่มีข้อถกเถียงทางการเมือง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.02 น.

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ

11 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลวงออนไลน์ได้แล้ว 115,584 URL ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 20 พฤษภาคม 2569 แบ่งเป็นการปิดกั้นเชิงรับ 3,961 URL และการปิดกั้นเชิงรุก 111,623 URL จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบเครือข่ายหลอกลวงก่อนประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการประสานส่งตัวผู้ได้รับผลกระทบกลับประเทศอย่างปลอดภัย สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับประชาคมโลก

ทั้งนี้ ไทยเตรียมยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“รัฐบาลจะเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ บัญชีม้า และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดทุกช่องทางของคนโกง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม สกัดหนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

11 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวอีกว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง”

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ ลุ้นถกทบทวนเกณฑ์ภาษี หนูเปิดทำเนียบคุยเอกชน หนุนเปิดตลาดการค้าโลก

จับตาเอกนิติถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการ 11 มิถุนายนนี้ ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนปมตัดสิทธิบิดา-มารดาหลังลูกใช้ลดหย่อนภาษี ระบุตรวจฐานข้อมูล 13.2 ล้านคน พบมีพวกจนไม่จริงแฝงอยู่พอสมควร บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ ประสานมท.ต้องคัดกรองเข้มงวดเพื่อช่วยคนเดือดร้อนจริงขณะที่ถก กมธ.ติดตามเงินกู้ฯนัดแรกศุภชัยนั่งประธานฯ ส่วนนายกฯเปิดทำเนียบหารือหอการค้าไทยหลังเยือนเวียดนาม พร้อมสนับสนุนการลงทุนเปิดตลาดการค้าทั่วโลก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีการพิจารณาทบทวนปรับหลักเกณฑ์มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ว่า เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจง เพราะได้รับข้อสั่งการไปแล้ว

จับตาเคาะเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน

ด้านนายเอกนิติ เปิดเผยว่า วันที่ 11 มิ.ย.ช่วงบ่ายนี้ ตนจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมุ่งเน้นทบทวนหลักเกณฑ์เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือประเด็นเรื่องภาษีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อน โดยจะไม่มีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นเรื่องการถือครองที่ดินแต่อย่างใด

เห็นใจพ่อ-แม่บางคนลูกไม่ดูแล

นายเอกนิติ กล่าวว่า การทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายลงมา หลังจากได้รับข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากสังคมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีกรณีที่บุตรนำสิทธิ์ไปลดหย่อนภาษีตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มอบเงินดูแลบิดามารดา ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อแม่ที่เดือดร้อนจริงกลับต้องได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการฯ

“สิทธิ์ลดหย่อนตรงนี้ จริงๆ ก็ฟังจากข้อกังวลทางสังคม ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่บอกว่าลูกเอาไปลดหย่อนแล้วจะให้หรือไม่ให้ อันนี้แน่นอนในฝั่งลูกก็เป็นสิทธิ์ของลูก แต่ว่าในฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นใจ และในวาระการพิจารณา จะทบทวนเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์ที่ดิน เป็นเกณฑ์เดิมแล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

แฉจนทิพย์แฝงตัว-นั่งรถมาใช้สิทธิ์

สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลต้องการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรจำนวน 13.2 ล้านคน พบว่ายังมีกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนจริงแฝงอยู่พอสมควร เช่น บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ์ ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนที่ยากลำบากจริงๆ อีกจำนวนมากที่ตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงต้องปรับการคัดกรองให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น

ประสานมท.ค้นหาคนเดือดร้อน

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ตนได้ประสานงานให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่หลุดจากระบบ 13.2 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้

“บัตรสวัสดิการ ส่วนใหญ่ 5 ปีทำทีหนึ่ง เราไม่ได้ทำทุกปี วันนี้ 13.2 ล้านคนคือลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2565 ก็ต้องมาทบทวนนะ เดี๋ยวนี้มีข้อมูลมากขึ้น” รมว.คลังระบุ

ยังไม่ได้รับรายงานปมตี๋น้อย

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการบางแห่ง เช่น “สุกี้ตี๋น้อย” มีการปิดสาขาเพื่อเตรียมเปิดใหม่ในช่วงหลังเดือนตุลาคม ซึ่งมีข่าวว่า ได้รับผลกระทบในช่วง 4 เดือนนี้จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/49 ด้วย นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว จึงขอรับเรื่องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน พร้อมย้ำเจตนารมณ์หลักว่า โครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆ

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการใช้เงินในเฟสหลัง หรือวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 2 แสนล้านบาท จะมีการจัดทำโครงการใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอยู่

ถกกมธ.เงินกู้ฯดันศุภชัยนั่งปธ.

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนด้านพลังงานประเทศ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว พิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ โดยได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธานกมธ.ฯ

ทั้งนี้นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.โดยมีผู้รับรองถูกต้อง

เถียงกันวุ่นแย่งเก้าอี้รองประธาน

ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ ช่วงแรกมีการเสนอให้มีรองประธานฯ 2 คน โดยนางปฑิตา เสนอชื่อนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 และเสนอชื่อนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทักท้วงขึ้นว่า มีแต่ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีโควตาจากฝ่ายค้าน

ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน จึงเสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรให้มีรองประธานที่มาจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงาน ก่อนที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม จะเสนอว่า เราไปนั่งคุยกันก่อนดีหรือไม่ ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เพราะเป็นกรรมาธิการที่ประชาชนจับตาดูและให้ความสนใจ

แบ่งลงตัวปชน.ส่งภัณฑิลผงาด

จากนั้นนายสุชาติได้สั่งพักประชุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกัน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กลับมาประชุมอีกครั้ง นางนันฑนา ได้เสนอให้มีรองประธาน 5 คน ได้แก่ 1.นางนันฑนา 2.นายเผ่าภูมิ 3.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน 4.นายไผ่ และ 5.นายชัยชนะ ส่วนโฆษก กมธ. 2 คนคือ นางปทิดา และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สำหรับเลขานุการ ได้แก่นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย

ต่อมานายศุภชัยได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน กมธ. และนัดประชุมกมธ.ฯ ทุกวันพุธ เวลา 09.30 น. ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่เลือกให้ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ และยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถและเป็นกลาง

เตรียมเชิญสศค.-สบน.ชี้แจง

ทั้งนี้ ในการประชุมช่วงท้ายมีการหารือถึงกรอบการพิจารณาในสัปดาห์หน้าว่า โดยจะเชิญหน่วยงานของกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจง และให้รายละเอียดถึงสภาพเศรษฐกิจภาพรวม รวมถึงรายละเอียด ภาพรวมของโครงการ โดยเฉพาะกรอบโครงการ 2 แสนล้านบาทที่ได้ดำเนินการไปแล้วในโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากนั้นในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งจะมีการเชิญหน่วยรับงบประมาณโดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาชี้แจงต่อไป

นายกฯเปิดทำเนียบหารือเอกชน

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างการหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการค้า การลงทุน และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยร่วมคณะเดินทางไปหารือกับภาครัฐและภาคธุรกิจของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ และช่วยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย

พร้อมสนับสนุนลงทุนในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเวียดนามควรยกระดับความสัมพันธ์จากการเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ มาเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจ ศักยภาพทางอุตสาหกรรม และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน การผนึกกำลังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และสร้างประโยชน์ร่วมกันจากการผลิตและการค้าระหว่างสองประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการหารือกับผู้นำและรัฐบาลเวียดนาม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้นำข้อเสนอและความต้องการของภาคธุรกิจไทยไปสื่อสารกับฝ่ายเวียดนาม เพื่อขอการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม รวมถึงช่วยผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างคาอยู่ให้ได้รับการแก้ไข

เปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อให้ท่านสามารถไปเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พร้อมที่จะเปิดช่องทางการค้าใหม่ๆ กับประเทศต่างๆทั่วโลก วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดี หารือร่วมกันในหลายเรื่อง

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…สาวแกร่งที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เดินเข้าสภาฯ สมัยแรก และก็ฟิตสมเป็นผู้แทนเลือดใหม่ไฟแรงของชาวศรีสะเกษ เขต 5 อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ สังกัดพรรคภูมิใจไทยจริงๆ สำหรับ“อจ.อีฟ – จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” ถึงตัวไม่อยู่ เข้ามาทำงานสภาฯ แต่ในพื้นที่ก็ไม่บกพร่อง เจ้าตัวเปิด “สำนักงาน สส.อีฟ” รับเรื่องดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีเจ้าหน้าที่คอยประสานงาน รับเรื่องทุกวัน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่รัฐบาลเดินหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งต้องติดตามดูแลชาวบ้านใกล้ชิด ในเรื่องการลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่อาจมีปัญหาติดขัดสำหรับลุงป้าน้าอาทั้งหลาย…สส.อีฟบอกว่า “สำนักงาน สส.อีฟ เปิดบ้านทุกวันนะจ๊ะ บริการลงยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการรายเก่า เช็คสิทธิรายใหม่ ที่มีชื่อในระบบ แนะนำรายใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อ ลงทะเบียนแอปThai ID เพื่อการใช้งานด้านทะเบียนราษฎร และขอบคุณทีมงานที่คอยดูแลประชาชนที่มาใช้บริการธนาคารกรุงไทยตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา…”…เรียกว่า ทำงานเป็น ทำงานเร็ว เข้าสถานการณ์ ทันเวลาเป๊ะ…ไม่ต้องให้ชาวบ้านบ่นออกมาก่อน…

จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล

…ไม่เท่านั้น ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดู “ทุเรียน” ผลไม้ที่ใครต่อใครตั้งตารอ ผู้แทนฯสาวเจ้าของพื้นที่ก็ไม่รอช้า เป็นปากเสียงให้ชาวสวน “ศรีสะเกษ” ก็มีทุเรียนกะเขาเหมือนกันนะเธอ ขึ้นชื่อไม่แพ้จังหวัดไหนทีเดียว ใครได้ยิน “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” ก็ต้องยกนิ้วให้ ด้วยเอกลักษณ์“กรอบนอกนุ่มใน หอมละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน” ตอนนี้ก็เข้าฤดูกาลแล้วจ้า ใครกำลังมองหาทุเรียนคุณภาพดีสดจากสวน ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ติดตามกันได้เลยสาวอีฟยังรับบทพรีเซ็นเตอร์ ชู “ทุเรียนภูเขาไฟ” ของดีศรีสะเกษ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุเรียนภูเขาไฟปีนี้ด้วย “อีฟจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ เจ้าของสวนท่านใดอยากฝากสวน ฝากร้าน ฝากผลผลิต คอมเมนต์แจ้งรายละเอียด“ชื่อสวน – พิกัด – เบอร์โทรติดต่อ – ปลีก/ส่ง/ออนไลน์” ไว้ใต้โพสต์ของอีฟได้เลยจ้า มาช่วยสนับสนุนเกษตรกรบ้านเฮา ส่งต่อความอร่อยของทุเรียนภูเขาไฟให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศกันนน”…แหมม…ตรงตามสโลแกนเป๊ะ“#ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะสาวอีฟย้ำว่า “ไทยไม่ช่วยไทยแล้วใครจะช่วยเรา”…nn

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

nn…เดินหน้าโครงการดีๆ เพื่อเยาวชนต่อเนื่อง ครานี้“พี่ลูกแชมป์ – กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.ของคนอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ทำหน้าที่#ส่งต่อทรัพยากรอันทรงคุณค่า #สู่อนาคตของเยาวชน ถึงคิว“โรงเรียนวัดห้วยโรง” กับโครงการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เก่า สู่โอกาสและอนาคตทางการศึกษาของลูกหลานชาวอ่างทอง ก่อนไล่เลียงไปตามโรงเรียนอื่นในโอกาสต่อไป สส.ลูกแชมป์บอกว่า แม้คอมพิวเตอร์เหล่านี้จะสิ้นสุดภารกิจในงานของรัฐสภาแล้ว แต่ยังคงมีคุณค่า และสามารถสร้างประโยชน์ได้อีกมาก จาก “คอมพิวเตอร์เก่า จึงกลายเป็น “คอมพิวเตอร์ใหม่” สำหรับโรงเรียนที่รอคอยโอกาส และเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างยิ่งขึ้น เพราะการศึกษาคือ กุญแจสำคัญในการสร้างอนาคต การสนับสนุนเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการศึกษาให้เข้าถึงโรงเรียนและนักเรียนอย่างทั่วถึง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสให้เด็กๆ ลูกหลานของพวกเราได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองเต็มที่…งานนี้ ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งรัฐสภา ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ร่วมผลักดันให้เกิดการส่งต่อ “ทรัพยากรอันทรงคุณค่า” เพราะคอมพิวเตอร์ที่ส่งมอบ ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่มากกว่านั้นคือ การส่งต่อโอกาสความหวัง และอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของเรา…คิวต่อไปโรงเรียนไหน จัดห้อง ต่อปลั๊ก ติดเน็ตไว้รอได้เลย…เดี๋ยวพี่ลูกแชมป์จัดให้คร้าบ…nn

ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย

ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย

ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย

ช็อก!ภาคประชาชน บุกร้อง กมธ.ดีอีสภาฯปูดหน่วยงานดูแลสุขภาพ ทำข้อมูลปชช.สิทธิรักษา 67.1 ล้านคนรั่วไหล พบช่องโหว่สะท้อน ความล้มเหลวเชิงระบบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ จวกภาครัฐหละหลวม จี้เปิดเผยผลกระทบ-ผู้เสียหาย เร่งมาตรการเยียวยาด่วนปธ.อลงกตเด้งรับเรียกหน่วยงานเข้าแจงสัปดาห์หน้า นายกฯผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายความมั่นคงรับมือภัยคุกคามยุคใหม่อนุทินจี้ถาม รมต.-ปลัดมหาดไทย คืบหน้า ปราบมาเฟียภูเก็ต เตรียมฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล มอบพลพีร์รับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ภาคประชาชนนำโดย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์CEOของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหนังสือต่อนายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ทำข้อมูลประชาชนรั่วไหลครั้งใหญ่ พบช่องโหว่ระดับวิกฤต พร้อมจี้รัฐเปิดเผยความเสียหายและเยียวยาด่วน

รั่วไหล!ข้อมูลสุขภาพคนไทย67.1ล้านคน

โดยนายธนารัตน์กล่าวว่าระบบดังกล่าวสามารถค้นข้อมูลด้วยเลขประจำตัวประชาชน ชื่อนามสกุลซึ่งง่ายมากในการใช้ชื่อนามสกุลสืบค้น โดยจะได้ข้อมูลออกมาหลายเรื่องเช่นเลขบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สิทธิ์การรักษาพยาบาล โดยเฉพาะข้อมูลบิดามารดา ตนได้จัดทำรายงานตรวจพบช่องโหว่ของระบบส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยประเมินว่าเป็นความรุนแรงในระดับวิกฤต

“นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยแจ้งเหตุเกี่ยวกับฐานข้อมูลชุดเดียวกันรั่วไหลมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม แม้ช่องโหว่ ครั้งก่อนและครั้งนี้จะเป็นคนละระบบและใช้คนละเทคนิค เพื่อเข้าถึงข้อมูลตามฐานข้อมูล โดย 2ครั้งนี้ เป็นฐานข้อมูลเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานดังกล่าว ครอบคลุมประชากรประมาณ 67.1 ล้านคน ถือว่าเยอะมาก น่าจะกระทบแทบทุกคน“นายธนารัตน์ กล่าว

จี้รัฐเปิดเผยผลกระทบความเสียหาย

นายธนารัตน์กล่าวอีกว่าการประเมินเบื้องต้นของตน คือประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูลนั้นมีความเสี่ยง เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็ก แต่เป็นความเสี่ยงระดับประเทศ หน่วยงานดังกล่าวต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบรวมถึงต้องแจ้งเตือนทุกครั้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้รับทราบ เนื่องจากพบข้อมูลการซื้อขายในตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว ขอเรียกร้องให้หน่วยดังกล่าวเปิดเผยทันทีว่ามีประชาชนกี่รายที่ได้รับผลกระทบแล้วและต้องชี้แจงด้วยว่านับจากเหตุรั่วไหลเมื่อเดือนมีนาคม ได้แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 72 ชั่วโมง

ชี้ข้อมูลหลุดสารตั้งต้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

นายธนารัตน์ ย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลคือข้อมูลดิบสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมา รัฐให้ความสำคัญกับการปราบล้างบัญชีม้า แต่บัญชีม้าคือปลายทาง ก่อนจะถูกหลอก มิจฉาชีพต้องมีข้อมูลประชาชนก่อน ถ้าต้องการแก้ปัญหากันคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นทางคือตัวเราเอง ต้องหยุดทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล ข้อมูลเหล่านี้ทำให้มิจฉาชีพเลือกทำให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลของตนเองปลอดภัยหรือไม่ หากเกิดความเสี่ยง ควรต้องแจ้งเยียวยาและถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส

ปธ.กมธ.ดีอีจ่อเรียกหน่วยงานแจงด่วน

ขณะที่นายอลงกตกล่าวว่าคณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.ถือว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญ เป็นข้อมูลความปลอดภัยส่วนบุคคล เพราะเมื่อรั่วไหลออกไปแล้วจะเกิดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่ากลัว คือ เรื่องสแกมเมอร์โดยคณะกรรมาธิการฯจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า

เล็งยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลปชช.

ทั้งนี้ เบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯให้ความสำคัญคือการยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจะเน้นหนักไปที่ภาครัฐการกำหนดกลไกการแจ้งเตือน การเยียวยาผู้เสียหายจากข้อมูลรั่วและการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การป้องกันปราบปรามภัยทางไซเบอร์ให้ทันต่อสถานการณ์การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และการตระหนักด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนทั่วไป พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม และเสนอแนะแนวทางเชิงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเหมาะสม

จวกภาครัฐหละหลวม/แฉข้อมูลเร่ขายหลักสิบ

ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯกล่าวว่าเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและบ่อยมากที่ข้อมูลภาครัฐรั่วไหล ซึ่งน้อยครั้งมากที่หน่วยงานภาครัฐจะออกมารับผิดชอบ ออกมาทำตามกระบวนที่กฎหมายมีอยู่แล้ว

เรื่องนี้กมธ.จะทำให้เป็นระบบ เพื่อส่งสัญญาณเตือนหน่วยงานภาครัฐที่เก็บข้อมูลของประชาชนเอาไว้ หลายหน่วยงานปล่อยปะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอย่างดี

“ทำให้วันนี้เรามีแฮ็คเกอร์ที่สามารถเจาะข้อมูลและนำมาขายในตลาดมืด ซึ่งในราคาขาย ไม่ใช่หลักแสนหลักล้าน แต่แค่หลักสิบทำให้ข้อมูลกระจาย และสแกมเมอร์ มิจฉาชีพก็เอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอด เราอยากส่งเสียงไปยังหน่วยงานภาครัฐให้ตรวจสอบ แล้วจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับ กรรมาธิการฯ ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงาน เราจะปลุกความตระหนักของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบ รักษาข้อมูลของประชาชนได้ดีที่สุด”นายภาวุธ กล่าว

ย้ำข้อมูลอ่อนไหวจี้บังคับใช้กม.เข้มข้น

ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯกล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวถือว่าเป็น Sensitive Data ในความหมายของ PDPA ตั้งแต่ต้น ในฐานะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนในการดำเนินการครั้งนี้ให้มีการตรวจสอบเรื่องกรอบของกฎหมาย วิธีการการทำงานและที่สำคัญคือสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องรับรู้ว่าสิทธิ์และข้อมูลรั่วไหลมากแค่ไหน เพื่อประโยชน์ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายของภาครัฐเองต้อง เข้มข้น เข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจ Ai เศรษฐกิจดิจิตอลเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ

ชัดพุ่งเป้าหน่วยงานดูแลสิทธิ์สุขภาพ

เมื่อถามว่าพอจะระบุให้แคบลงได้หรือไม่ว่าเป็นหน่วยงานไหนที่ทำข้อมูลรั่วไหล นายธนารัตน์ กล่าวว่า เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิ์เรื่องสุขภาพ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าใช่กระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า “น่าจะชัดมากแล้วนะครับ”

นายกฯผนึกFBIปราบอาชญากรรมไซเบอร์

เช้าวันเดียวกัน ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้จัดการประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากประเทศต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร กระชับความร่วมมือ และเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศ เข้าร่วม

โดยภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1. นายกฯขอบคุณสมาคมนักเรียนเก่าเอฟบีไอ–เอ็นเอ แห่งประเทศไทย (FBI-NAAT) ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 40 ปีของสมาคมฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศมีต่อประเทศไทย และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยกับเครือข่าย FBI National Academy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 2. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม จึงไม่สามารถรับมือได้ด้วยการทำงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับ FBI และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

สร้างเครือข่ายรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

3. นายกฯยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการสานต่อความร่วมมือกับ FBI National Academy Associates และเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกประเทศ 4. คณะผู้จัดการประชุมกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค และขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนและติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการช่วยเหลือผู้เสียหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายกฯจี้ถามคืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต

ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เดินกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้าก่อนยืนคุยกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงความคืบหน้าการจัดการมาเฟียภูเก็ตเนื่องจากล่าสุดยังได้รับรายงานว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข

เตรียมฟื้นคกก.ปราบผู้มีอิทธิพล

นายพลพีร์เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่านายกฯได้สั่งการให้ไปดำเนินการสิ่งที่ยังค้างคาและยังไม่สำเร็จ ซึ่งจะลงไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยนายกรัฐมนตรีจะนั่งตำแหน่งเป็นประธานด้วยตนเอง แต่จะมอบหมายให้นายนายพลพีร์ เป็นผู้รับผิดชอบ เหมือนกับที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เคยได้รับหน้าที่นี้ในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ต้องอดทน เพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ที่ผมเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป”

นายไชยชนก ชิดชอบ

รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด คปท.บุกจี้ทวงเขากระโดง ขู่สอบจริยธรรม‘นันทนา’

ไชยชนกเปิดใจตอบทุกคำถามปมดราม่าเรื่องแม่-วุฒิการศึกษาย้ำไม่เคยปิดบัง ขอหากจะโจมตีให้พุ่งเป้ามาที่ตน อย่าโฟกัสผิดจุด เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด แม้ไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม ด้าน สว.จ่อยื่นสอบนันทนาหลังอภิปรายเสียดสีไชยชนก-แนนโดนเเล้ว1คดีปปช.ตั้งไต่สวนขัดจริยธรรมฯเหตุบูลลี่สว.เขียงหมู

เมื่อวันที่ 10มิถุนายน2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องมารดา ว่า ตนขอชี้แจงเพียงรอบเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง นายไชยชนก กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับคุณแม่นั้น ตนทราบว่าได้หย่ากับ นายเนวิน ชิดชอบ บิดาของตน ตั้งแต่ตนอายุประมาณ 2–3ขวบ ซึ่งยังจำความอะไรไม่ได้และเมื่อจำความได้ คุณแม่กรุณา ชิดชอบ เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต ตนเคยถามเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดกับคุณพ่อหรือไม่ ตนเคยถาม แต่เป็นคำถามที่คุณพ่อไม่สบายใจที่จะตอบ จึงไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงเลิกรากัน โดยทราบว่าคุณแม่มีครอบครัวใหม่ และมีความสุขดี คบกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งตนไม่ได้พบหรือพูดคุยกับคุณแม่ โดยเมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคุณแม่ ซึ่งทราบว่าไม่ได้ลำบากอะไร

ไชยชนกเปิดใจประวัติครอบครัว

ส่วนกรณีคดีปี2554 ที่ตำรวจบุกทลายบ่อนและมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับมารดาของตนนั้น ตนไม่เคยทราบมาก่อน และเพิ่งมาทราบภายหลัง ทำให้ได้รู้จักคุณแม่มากขึ้น ทั้งนี้ หากฝากอะไรถึงคุณแม่ หากได้เห็นข่าวนี้ อยากบอกว่า อดีต ปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไร ขอขอบคุณที่ให้กำเนิดตนมา และเรื่องที่เป็นกระแสข่าวไม่ได้กระทบความรู้สึก ขอให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ส่วนสื่อมวลชนที่มีจุดประสงค์จะทำลายอนาคตทางการเมืองของผม หรือดิสเครดิตผม ขอให้โฟกัสให้ถูกจุด อย่าเบี่ยงไปเรื่องอื่น เพราะคุณแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่างคนต่างอยู่ ต่างครอบครัวและทุกคนก็มีความสุขอยู่แล้ว

ชี้การเมืองโหดร้าย-ต้องอดทน

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณพ่อได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องอดทน เพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ ที่ตนเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป

เรียนนอกไม่จบ-ทำสนามแข่งรถ   

เมื่อถามถึงกรณีวุฒิการศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17ปี แต่เหตุใดจึงมาจบปริญญาตรี ที่ จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยปิดบัง เคยเรียนprep school และ high school ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีฝึกงานและสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่เคยปิดบัง ทั้งเรื่องครอบครัวและการศึกษา

เล็งใช้สิทธิตามกฎหมายจัดการ

เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์ครั้งนี้ มองว่าเป็นการ “ชกใต้เข็มขัด”หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเป็นมือใหม่ทางการเมือง จะใต้หรือไม่ใต้ไม่ทราบ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตนจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น ยึดจุดยืนนี้ เมื่อถามว่า จะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายไปดูแล หากรับได้ก็อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม แต่จะขอปรึกษาทีมกฎหมายก่อน

ขู่สอบนันทนาบูลลี่ไชยชนก-แนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ตั้งกระทู้ถามสดโครงการ TH-AI Passport ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย นายไชยชนก มอบหมายให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาตอบกระทู้แทน เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยการอภิปรายของ น.ส.นันทนา ถูกวิพากวิจารณ์ว่าใช้ถ้อยคำเสียดสีนายไชยชนก และน.ส.แนน นั้น

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจาก สว.บางส่วนที่ไม่พอใจท่าที น.ส.นันทนา โดยเฉพาะการอภิปรายช่วงหนึ่งที่ น.ส.นันทนาระบุว่า“ขอบคุณที่ น.ส.แนน มาตอบกระทู้เรื่องนี้แทนนายไชยชนก เพราะหากนายไชยชนกมาตอบ ดิฉันคงต้องไปฝึกภาษา“ทิงลิช”มาสนทนากับนายไชยชนกและอาจจะต้องมีคนมาแปลภาษาให้คนอื่นเข้าใจอีกครั้ง ขอกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยเป็นภาษาคน อุ้ย !ภาษาไทยแล้วกัน”

เเหล่งข่าวจาก สว.ระบุว่า สว.บางส่วนมองว่าคำพูดเชิงเสียดสีดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำงานของ สว. อีกทั้งตัวของน.ส.นันทนา ถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองมาหลายครั้ง ที่สำคัญก่อนหน้านี้ น.ส.นันทนา มีคดีเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมถูกฟ้องร้องอยู่ด้วย และเห็นว่า สว.พยายามสร้างมาตรฐานการอภิปรายเชิงสร้างสรรค์มาตลอด สว.หลายคนได้ทำความเข้าใจตรงกันว่างานสภาฯควรดำเนินการให้เป็นแบบอย่างกับบุคคลภายนอก แต่น.ส.นันทนา มักจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งมาหลายครั้ง

แหล่งข่าวจาก สว.ระบุว่า ดังนั้นการอภิปรายของ น.ส.นันทนา เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาเสียดสีนายไชยชนก และน.ส.แนน มีโอกาสที่ทาง สว.บางคน จะยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

ปปช.ไต่สวนปมสว.เขียงหมูแล้ว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.68 น.ส.นันทนา ถูก มติสว.เสียงข้างมาก 130 เสียงชี้ว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง และส่งให้ ปปช.ดำเนินการจากกรณีด้อยค่า นางเเดง กองมา สว.กลุ่ม10 ว่าสว.คนขายหมู มาแล้ว เเละเมื่อวันที่ 5 พ.ย.68 น.ส.นันทนายื่นคำร้องต่อป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและชี้มูลพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา กับพวกรวม 18 คน ว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้านแรงหรือไม่ กรณีสอบสวนเรื่องจริยธรรมที่มีผู้ร้องเรียน น.ส.นันทนา โดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และ ระเบียบว่าด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียน การรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา พ.ศ.2563 ซึ่งอาจเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้ได้รับโทษทางจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี น.ส.นันทนา พาดพิงนางเเดงนั้น ล่าสุดมีรายงานว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วและมีมติเอกฉันท์ตั้งไต่สวนน.ส.นันทนาในกรณีนี้เเล้ว และ อีกคดีของน.ส.นันทนานั้นเกิดขึ้นช่วงต้นเดือน ส.ค.68 โดย น.ส.นันทนาและสว.อีก 20คน ถูกกล่าวหาว่า ปลอมลายมือของ สว.2ราย ประกอบด้วย นายณัชชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี เเละ นายเดชา นุตาลัย ส่วนพ.อ.หญิง ธณตศกร บุศราคม สว.อีกรายหนึ่งนั้น ขอถอนชื่อในการรวบรวมรายชื่อ สว.ตามมาตรา82 วรรคหนึ่งเเห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอน136สว.สีน้ำเงิน

ตามที่ น.ส.นันทนา กับพวกระบุว่า สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรา113 เและขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว.จำนวนดังกล่าว ยุติปฏิบัติหน้าที่ในการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องล้มเลิกไป แต่มีเรื่องร้องเรียนไปยังป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีกับน.ส.นันทนา กับพวกเเล้ว ซึ่งหากข้อกล่าวหานี้พิสูจน์เเล้วมีมูล น.ส.นันทนา กับพวกอาจต้องรับโทษทางอาญาคือ ปลอมเเละใช้เอกสารทางราชการ รวมทั้งขัดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายเเรง

ชัชชาตินำมัลลิกาที่2-อนุชาอันดับ3

ผศ.ดร.สานิตศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น”นอร์ทกรุงเทพโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นการสำรวจในรอบที่ 2 ภายหลังจากการสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน2569 จากจำนวน 2,391ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของออนไลน์และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในประเด็น “เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 2569” ต่อข้อคำถาม ดังนี้ ท่านติดตามข่าวสารการเมืองกรุงเทพมหานครบ่อยเพียงใด พบว่า คนกรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งสัปดาห์ละหลายครั้ง ร้อยละ 31.5 , นานๆ ครั้ง ร้อยละ 29.1 , ติดตามทุกวัน ร้อยละ 26.5 และไม่เคยติดตามเลย ร้อยละ 12.6

พรรคการเมืองที่ชื่นชอบและจะสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ยึดติดพรรคการเมืองโดยสนับสนุนผู้สมัครอิสระ37.0,พรรคประชาชน ร้อยละ 22.2 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.8 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ7.4 , กลุ่มคนทำงาน ร้อยละ3.7,กลุ่มเพื่อนมัลลิกา ร้อยละ3.7และกลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อยละ0.8 บุคคลที่ท่านจะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากที่สุด พบว่า บุคคลที่ประชาชนอยากสนับสนุนมากที่สุด 6อันดับแรก คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 69.1 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 10.0 นายอนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 4.0 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 3.6 นายชาญเทพ เสสะเวช ร้อยละ 1.4 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร้อยละ 1.1ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พบว่า การเลือกตั้ง สก.ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 33.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 25.9 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.5 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.5 และอื่นๆ ร้อยละ 3.7 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครสมาชิสภากรุงเทพมหานคร (สก) ในเขตของท่านอย่างไร พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 48.1 , ยังคงเลือกผู้สมัคร สก.คนเดิม ร้อยละ 40.7 และผู้สมัครคนใหม่ ร้อยละ11.1

อนุชาเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข5และนายสมพร คงโครัด ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน หมายเลข2 ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเช้าหมู่บ้าน DK จากนั้นลงพื้นที่ร่วมกับ ดร.ฮารูนมูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 ที่ตลาดวัดหนองแขม โดยพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับทักทายกันอย่างเป็นกันเองและได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับการหาเสียงรวมถึงนโยบายต่างๆ กับ นายอนุชา จากนั้น นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของประชาชนในพื้นที่เขตบางบอนและหนองแขมส่วนใหญ่ คือปัญหาน้ำท่วมขังเวลามีฝนตก ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงยาก ตลอดจนประเด็นความสะอาดและการจัดเก็บขยะที่ยังล่าช้า ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ ภายใต้การทำงานที่มุ่งเน้นความสะดวก สะอาด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

สำหรับมาตรการบรรเทาอุทกภัยและน้ำทะเลหนุนหนุนสูง นายอนุชา ย้ำว่า นอกจากการลอกท่อระบายน้ำและคูคลองเป็นประจำแล้ว จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำ การปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความเหมาะสม ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต จะต้องตรวจสอบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารและอัตลักษณ์ของแต่ละเขต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการค้าขาย

คปท.บุกจี้รบ.เร่งคืนที่เขากระโดง

เวลา 10.00น.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลสำนักงาน ก.พ. นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วย นายนัสเซอร์ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมไปถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยปัญหาเขากระโดงไม่ใช่ข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นบททดสอบสำคัญหลักนิติรัฐ หลักธรรมาภิบาลและความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยคปท.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลที่มีผลผูกพันต่อทุกหน่วยงานของรัฐ พร้อมแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนบนที่ดินของรัฐโดยเร็ว และไม่ใช้กลไกหรือกระบวนการสอบสวนของกรมที่ดินมาอยู่เหนือคำพิพากษาของศาล

บี้นายกฯย้ายชื่อพ้นทะเบียนบ้าน

นอกจากนี้ คปท.ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีมีข้อมูลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทและอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำพิพากษา โดยเห็นว่าอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมทางจริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐจึงเรียกร้องให้นายกฯย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวโดยทันทีรวมถึงหยุดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆอาจถูกมองว่าเป็นการรับรองหรือเอื้อประโยชน์ต่อการบุกรุกหรือละเมิดที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง

ไชยชนกย้ำเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยและกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทวงถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเขากระโดงว่าตามที่ได้ศึกษาข้อมูลมาขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการกฎหมาย ขอยืนยันเหมือนเดิมตามที่เคยบอกในเรื่องของสิทธิ์และความถูกต้อง ส่วนที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นประเด็นเรื่องนายชัย ชิดชอบ ผมอยากให้ไปเช็กข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังจากปากผมเรื่องเนื้อที่ที่ปู่ชัยเซ็นเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์มีเพียง 6ไร่ ซึ่งเห็นแล้วว่าหากไม่มีเอกสารสิทธิ์ ครอบครัวของเราก็เซ็นอยู่แล้วอะไรที่ไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกต้อง เราต้องยึดมั่นในความถูกต้องแต่พื้นที่ที่เหลือมีเอกสารสิทธิ์ เราครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

มั่นใจปมเขากระโดงไม่เป็นจุดอ่อน

เมื่อถามว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องในส่วนของที่ดินที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชิดชอบหรือไม่ นายไชยชนกตอบว่าทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของทีมฝ่ายกฎหมายมาตอบเพื่อความชัดเจนทั้งนี้นายไชยชนก มั่นใจว่าประเด็นดังกล่าวนี้จะไม่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาล

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง 'เอกภพ' จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.03 น.

“เอกภพ ปชน.” ชี้สิทธิ “ฮอร์โมนยืนยันเพศ” ไม่กระทบความยั่งยืนระบบบัตรทอง แนะ สปสช. กางเกณฑ์พิจารณาให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความโปร่งใส

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด โดยเฉพาะประเด็นสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศ โดยระบุว่า สิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศไม่ใช่คู่ตรงข้ามกับความยั่งยืนของกองทุนฯ หากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถยืนยันได้ว่าการจัดบริการดังกล่าวในวันนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอนาคตได้ ทั้งนี้ ตนมองว่าประเทศไทยควรจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอสำหรับสถานพยาบาลทั้งบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มในบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับประชากรทุกคน รวมถึงการจัดบริการเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นตาข่ายรองรับความเปราะบางที่ประชาชนทุกคนสมควรได้รับ

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

นายเอกภพ กล่าวต่อไปว่า งบประมาณที่กระทรวงการคลังต้องจัดสรรเพิ่มสำหรับสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศนั้นไม่ได้สูงเกินไป เมื่อเทียบกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศให้บรรลุมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างไรก็ตาม เพื่อความสบายใจและลดข้อกังขาของประชาชน ตนเห็นว่าสังคมควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ (UCBP) อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ ประสิทธิผลของบริการหรือเทคโนโลยี ความแตกต่างของชุดสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ตลอดจนประเด็นด้านความเป็นธรรมและจริยธรรม รวมทั้งต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่ามีชุดสิทธิประโยชน์ใดบ้างที่เป็นคู่แข่งในการพิจารณา และเพราะเหตุใดชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนยืนยันเพศจึงได้รับการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์

ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน) ตัวแทนจาก สปสช. จะเดินทางเข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายเอกภพ ยืนยันว่า จะเข้าร่วมซักถามเพื่อขอทราบรายละเอียดเชิงลึกในการพิจารณาจัดสรรสิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจตัด ลด หรือเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างโปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายว่า ตนสนับสนุนให้กองทุน สปสช. กองทุนสุขภาพอื่นๆ ตลอดจนประชาชนในฐานะเจ้าของกองทุน มีมุมมองร่วมกันว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยแพทย์และพยาบาลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความอยู่ดีมีสุขของทุกคนภายใต้ระบบสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งพรรคประชาชนจะร่วมผลักดันระบบสุขภาพในมิตินี้ต่อไป

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน!  ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

‘DSI’ มั่นใจไม่เจอทางตัน”คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ระบุแม้รอมติบอร์ด กกต. “สำนวนคดีฮั้ว สว.”ยกหมดหรือฟ้อง 229 ราย เข้าประกอบสำนวน อาจมีผลต่อสำนวนดีเอสไอจริง แต่จะเน้นชูหลักฐานเส้นทางการเงิน 

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยว ข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่าความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วยนั้น 

ล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบ สวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควร หรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน จึงยืนยันว่าระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน เป็นต้น ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังไม่สามารถสรุปไปได้เลยทันที โดยจะต้องนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต.มาพิพิจารณาประกอบด้วย เช่น หากมติของคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดแล้วมีความเห็นพ้องกันว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ก็อาจจะมีผลในเรื่องของข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป ตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่ตามที่ได้มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมก่อนหน้านี้

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ก็ค่อนข้างมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญาที่พนัก งานสอบสวนทำ ซึ่งหาก กกต. มีการสืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำ ความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง ทาง กกต.ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า ส่วนท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอจะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของคณะกรรมการ กกต. คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และก็ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้ง ที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา ขณะที่ กกต.จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่ว่าพยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ดคณะกรรมการ กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน